Fanboi Channel

นิยายเด็กดีบทที่ 25 (DDN XXV) The Awaken of จูนิเบียว โม่งสับอย่าเพิ่งเหี่ยว เจี๊ยวผมเพิ่งผงาด การกลับมาของน้ำเต็มแก้ว แต่มึงเต็มสองแก้วแล้วนะไอ้สัส!

Last posted

Total of 1000 posts

354 Nameless Fanboi Posted ID:1g8cLiUMUB

อยากถามความเห็นโม่งหน่อย

นี่คือความมโนของกูนะ คือนักเขียนที่ยึดติดอยู่กับความเกมออนไลน์ หรือจะต่างโลกแล้วมีสเตตัสก็เหอะ เป็นไปได้ไหมว่าเพราะการเล่นเกมเป็นสิ่งเดียวที่ตัวมันเองมั่นใจว่าเก่ง ประมาณว่าสภาพแวดล้อมรอบตัวมันชิบหายหมด การเรียนพินาศ ความสัมพันกับคนรอบตัวพินาศ หลายๆอย่างพินาศ จนเหลือแค่ตัวตนในเกมที่มันภูมิใจ(เกมมันชอบออกแบบให้เราเป็นฮีโร่อยู่แล้ว) เพราะงี้เวลาเขียนนิยาย มันเลยพยายามกางเซฟโซนให้ตัวเองด้วยระบบในเกมที่เป็นความมั่นใจอย่างเดียวของมัน

355 Nameless Fanboi Posted ID:1g8cLiUMUB

ขอบเขตของคำว่ายึดติดของกูคือ... ที่จริงมึงไม่ต้องใส่สเตตัส แยกเป็นระดับชั้นเลเวล หรือรายงานผลเป็น exp ในนิยายก็ได้

356 Nameless Fanboi Posted ID:6IBwpf+6jX

แม่งไม่ได้พังทุกอย่างหรอก แค่มันไม่มีตัวตนเฉยๆ อะไรที่ทำให้มันมีจุดยืน มันก็เอาหมดแหละ

357 Nameless Fanboi Posted ID:g2Rpd10yjt

>>354 ถ้าจะคุยเรื่องนี้คือมันจะยาวมากเลยนะ

เอาจริงๆ ส่วนใหญ่ที่เขียนแนวออนไลน์ แนวติดอยู่ในเกม หรือระบบเกมทั้งหลายเนี่ย แกนหลักๆ เลยคือลึกๆ แล้วในใจอยากเป็นที่ยอมรับในสังคมเสมือน (วัลลาบีเหมือนใครบางคนแถวนี้นั่นแหล่ะ) ที่ใช้คำว่าส่วนใหญ่ ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะส่วนที่เหลือจากกลุ่มแรกจะประกอบไปด้วย คนที่แต่งตามกระแสเพราะเห็นว่าแม่งขายได้ เด็กๆ อ่านเข้าใจไม่ต้องปูเซตติ้งเยอะ (เด็กๆ ที่ไม่เล่นเกมในยุคนี้มันมีน้อย) กับแบบที่หงุดหงิดพวกส่วนใหญ่ที่แต่งออกมาได้กากสัส เลยแต่งเองเพื่อจะได้อ่านนิยายเกม/นิยายระบบที่ไม่ทำให้รู้สึกอิหยังวะ, Cringe จนเกินไป

หลายคนที่แต่งไม่ได้มีปัญหากับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ชีวิตอาจจะปกติจนไปถึงขั้นดีมาก แต่เข้าใจไหมว่า นิยายพวกนี้มันทำให้ทั้งคนแต่งและคนอ่านรู้สึกฟินน้ำแตกเวลาได้อินเสิร์ทตัวเองเข้าไปเป็นพระเอก/นางเอก

รู้สึกเกิดความภูมิใจอย่างผิดๆ หรือเกิดความ Sastify ปลอมๆ ขึ้นมาว่าในโลกเกมกูโคตรเมพ มีสาวล้อมหน้าล้อมหลังกรี้ดๆ เยิ้บหนูทีพี่หล่อรวยกวยเลี่ยมทอง มีสาวกแฟนคลับคอยตามชาบูๆ โอ้ ท่านมหาเมพหนึ่งเดียวในใต้หล้า ผู้นำของเราเหล่าลูกแกะผู้หลงทาง คล้ายเหตุการณ์ที่เกิดช่วงปี 2014-2016 มองไปทางไหนก็แม่งอยากเป็นเทพทรูคิริโตะกันทั้งเมือง

คือมันอาจเป็นไปได้แบบที่มึงว่าเหมือนกัน ประเภทที่เป็น introvert ปฏิเสธสังคม เก็บตัวในห้อง เล่นแต่เกมทั้งวัน ใช้ชีวิตนักหลวม (*** ศัพท์โม่งที่เกิดขึ้นเพราะมีคนเคยพิมพ์ loser ผิดเป็น looser) ไร้เพื่อน ไม่คุยกับพ่อแม่และญาติๆ เล่นเกมเป็นอย่างเดียว (แถมอาจจะกากด้วย) พอโดนดูถูกมากๆ เข้า ทั้งจากโลกจริงและในเกม เลยอินเสิร์ทตัวเองลงนิยายแล้วแต่งให้เก่งเทพเมพขิงๆ ทำอะไรก็สำเร็จ ไม่เคยพ่ายแพ้ มีทั้งราชวงศ์ ศาสนจักร หรือขุนนางทรงอิทธิพลคอยหนุนหลัง และมีหีมาอ้ารอให้เย็บแบบไม่ต้องพยายามอะไร อ่านแล้วฟินจังน้ำแตกคากางเกงขาสั้นที่ไม่ได้ซักมาเป็นเดือน พอแตกบ่อยครั้งก็อับชื้นสะสม รวมตัวกับแบคทีเรียที่เกิดขึ้นเพราะไม่ยอมอาบน้ำ เลยกลายเป็นโรคผิวหนังในที่สุด (กูมาถึงจุดนี้ได้ไงวะ พายเรือกลับฝั่งแป๊บ)

คือมันอาจมีคนแบบนี้จริงๆ ประเภทที่หลวมจนรับความจริงไม่ไหว หนีโลกจริงมาอาศัยในโลกเกมที่ตัวเองไม่ขี้แพ้ แต่ถ้ามองตามความเป็นจริง พวกพระเอกในนิยายเกิดใหม่ต่างโลกนี่ กูอ่านไม่อิน เพราะทัศนคติตัวละครมันพัฒนาแบบไม่สมเหตุสมผล คนที่เคยเป็นนักหลวมต่อให้เกิดใหม่กี่ที ความคิดแบบหลวมๆ ก็จะติดตัวมันไปตราบใดที่ยังมีความทรงจำเดิม ชาติเก่ายังเอาดีไม่ได้ เกิดชาติใหม่จะได้ดีมีคนยอมรับได้ยังไง กูไม่ซื้อเด็ดขาด ไม่มีทางที่พวก loser จะกลายเป็น chad ได้เพียงเพราะโดนรถบรรทุกพุ่งชนหรอก ดังนั้นนิยายเกมที่ชอบแต่งให้เทพๆ มีความเป็นไปได้เหมือนกันว่านี่คือเซฟโซนให้พวกขี้แพ้ใช้หนีความจริงเข้ามาพักผ่อนในโลกที่ทุกอย่างเอื้อประโยชน์และหมุนรอบตัวของแม่งไปหมด เป็นที่ๆ เดียวที่มันจะเกิดความภาคภูมิใจ(จอมปลอม)ได้

ย้อนกลับไปประเด็นนิยาย คือมันมีน้อยจริงๆ ที่นิยายเกมจะมีพระเอกไม่แกรี่ หรือไม่ทั้งแกรี่และเอจจี้ นิยายเกมส่วนมากก็ดูไม่เหมือนเกมจริงๆ ด้วย เพราะมีทั้งบั้กทั้งสเกลพลังที่โอเวอร์ แถมจีเอ็มยังลงมายุ่งเกี่ยวกับผู้เล่นซึ่งเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด หลายเรื่องเล่าซะเหมือนกำลังดูหนังจีน ระบบสกิลไม่สอดคล้องกับอาชีพ และจำนวนสกิลเสริมที่ไม่เกี่ยวกับการต่อสู้ก็ไม่จำกัด จนสมดุลเกมไม่มี

(เดี๋ยวมาต่อ)

358 Nameless Fanboi Posted ID:T30ruWfR4Q

>>357 เกลียดการเล่าซะเห็นภาพของแกว่ะ น้ำวู้วเลอะกางเกงสะสมจนกลายเป็นโรคผิวหนัง บรึ๊ยยยย~

359 Nameless Fanboi Posted ID:QXpPu3CuMn

สำคัญเลยคือหลายเรื่องมากที่แต่งนิยายแนวออนไลน์ แต่ตัวเกมออนไลน์ในเรื่องแม่งโคตรจะกากเดนใน "ความเป็นเกม" เหี้ย
แบบที่สมดุลของสกิลและเกมเพลย์พังพินาศ จนได้แต่สงสัยว่าเกมเหี้ยๆ พรรค์นี้มันฮิตในเรื่องได้ยังไง ทำไมมันถึงไม่เจ๊งวะ

360 Nameless Fanboi Posted ID:g2Rpd10yjt

ต่อจาก >>357

พูดในมุมมองคนที่เล่นเกมออนไลน์แนว MMORPG มาตั้งแต่ยุค มังกรหยกออนไลน์, King of kings, N-Age, Ragnarok (แม่งรู้อายุเลย) กูอ่านนิยายเกมพวกนี้แล้วไม่ค่อยอินเท่าไหร่ เพราะมันเดินเรื่องแบบลุยเดี่ยวมากไป และคนในตี้ก็เป็นได้แคะเบาะรองให้พระเอกดูไม่โง่ คอยตบมุกโบ๊ะบ๊ะ หรือคอย Hype เวลาพระเอกโชว์ความเทพ

มันผิดหลักตามความเป็นจริง เพราะการ leveling แบบ Solo player มันลำบากกว่า Party grinding คือถ้าใครจะพูดว่าช่วงแรกสุดของยุคเกมเก็บเวลรูปแบบปาร์ตี้ที่ดีที่สุดคือ ปาร์ตี้คู่ DPS-Healer กูก็ไม่เถียง แต่สำหรับเกมในยุคถัดจากนั้น ยังไงซะ ตัวเกมก็ออกแบบมาให้หนึ่งปาร์ตี้ควรมีครบทุก Role (Tank, DPS, Support) เพราะนิยามเกม MMORPG สองคำแรกคือ Massive Multiplayer เกมพวกนี้พยายามให้ผู้เล่นมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เล่นด้วยกันให้มากที่สุด เน้นการช่วยเหลือเกื้อกูลมากกว่าฉายเดี่ยวแบบหมาป่าเดียวดาย และเน้นความหลากหลายและจุดเด่นประจำอาชีพ (อย่างที่อัศวินอึดถึกทนแต่ฮิลไม่ได้เหมือนพระ และพระก็ทำแดมเมจได้ไม่มากเหมือนมือสังหาร หรืออาชีพอื่นปรุงยาคุณภาพสูงกว่าในร้านค้าไม่ได้เหมือนนักเล่นแร่แปรธาตุ)

พวกมึงลองสุ่มมาสัก 2-3 เรื่องก็ได้ แนวออนไลน์เนี่ย ถ้าพระเอกไม่โชคดีได้อาวุธเทพ สกิลที่เทพ อาชีพเทพ บังเอิญเปิดเควสลับเทพๆ แล้วสำเร็จแบบงงๆ ด้วย ก็แม่งเป็นมุกค้นพบบั๊กที่เอื้อประโยชน์ให้มันจนคนอื่นสู้ไม่ได้ (ถ้าเป็นเกมจริงๆ แม่งโดนแบนไปแล้วข้อหาใช้บั๊ก) ทำอะไรได้ด้วยตัวเองไปหมด ส่วนอะไรที่ทำไม่ได้ก็หาเงินมาฟาดหัวเอา กุรวย คือมันไม่มีอารมณ์ MMO เลย แต่เป็น GSO (Grean lnW Solo Online) แทน

เนื้อหาเกมบางเกมก็ไม่ใช่เกมออนไลน์แล้ว มันเลยเถิดไปเป็นศึกมหาสงครามเทพเจ้า ที่หลังๆ มา แทบจะไม่คุยเรื่องเลเวล หรือความสิ้นเปลือง Sp/Mana ที่ใช้เวลาสั่งยิงสกิล คือมันเป็นเหมือนไฮ-แฟนตาซีสเกลใหญ่มหึมาที่มีฉากหน้าเป็นเครื่องเกม VR หรือแคปซูลนอนหลับละ Drive เข้าโลกเสมือนคล้าย Nerve gear ของ SAO (เทคโนโลยีในเรื่องแม่งพัฒนาไกลเว่อร์ จนยากจะเชื่อว่าเรื่องเกิดในกะลาแลนด์)

บอกได้เลยว่า 90% ของคนแต่งนิยายเกมออนไลน์ ไม่เคยเล่นเกมออนไลน์จริงๆ มันถึงใช้เซตติ้งแบบนั้น และพวกเล่นเกมจริงๆ ก็ไม่มาแต่งนิยายด้วย เพราะแม่งติดเกม (ยกเว้นนักเขียนอย่างพวกมึงที่อู้แล้วดองนิยายไปเล่นเกม อ่านแล้วเจ็บไหม?) ที่เขียนมาก็ใช้ไอเดียซึ่งต่อยอดมาจากนิยายเรื่องราชาแห่งราชันย์นั่นแหล่ะ (ต้นฉบับของนิยายออนไลน์แกรี่เห่อหมอยเลยนะ) ยืมมาแล้วเติมนั่นผสมนี่ กลายเป็นนิยายออนไลน์ตามท้องตลาด หลังๆ มาก็อีโวลูชั่นเอาระบบเกมมาใช้โลกจริงแทน

บ่อเกิดของนิยายขาย 3 ซ - (แมรี่) ซู เซ็ก เซลฟ์ (อินเสิร์ท) พวกนี้ก็เป็นอย่างที่กูบอก คือมาจากความวอนนาบี อยากเป็นซัมบอดี้ ที่แม่งเด่นดังมากๆ (แม้จะเป็นได้แค่ในเกม) เป็นผู้ถูกเลือก เป็นคนสำคัญ เป็นผู้ถือครองสิทธิ์หนึ่งเดียวที่ผู้อื่นไม่อาจแย่งไปได้ (เหมือนที่คิริโตะได้ดูอัลซอร์ดสกิลใน อบต. ออนไลน์) อยากอยู่เหนือคนอื่นและมีสิทธิ์ abuse ตัวเกมผ่านบั๊กอย่างไร้ข้อโต้แย้ง จะว่าเป็นเซฟโซนก็ไม่ผิดอะไรนักหรอก

361 Nameless Fanboi Posted ID:g2Rpd10yjt

>>360 ขอเพิ่มอีกนิดเรื่องตัวละครอื่นในเกม คือแม่งไม่มีปัญญาออกแบบตัวละครเอกให้ฉลาด กลัวพระเอกจะดูโง่ เลยต้องเนิร์ฟสมองตัวละครรอบๆ พระเอกให้โง่กว่า หรือมีตรรกะเพี้ยนๆ ส่วนตัวร้ายก็พอกัน โดนเนิร์ฟหนักกว่าเพื่อนในตี้อีก แม้กระทั่งบอสก็ไม่อาจหนีคำสาปนี้พ้น แพ้เพราะควายตายเพราะโง่ แทบจะทุกเรื่อง

362 Nameless Fanboi Posted ID:6IBwpf+6jX

>>361 ตัวอย่างการเนิร์ฟตัวละครอื่น =ผู้กล้าโล่

363 Nameless Fanboi Posted ID:zfvP5fnkDm

อย่างเดธมาร์ค กูไม่แน่ใจเหมือนกันว่าแม่งเนิร์ฟหรือมันโง่อยู่แล้ว ตอนอ่านช่วงแรกๆ ก็เออ น่าสนใจอยู่นะ กูซื้อกองไว้ 8 เล่ม ไปๆ มาๆ อ่านถึงเล่ม 4 วางเลย กลับไปอ่านสารคดีสัตว์โลกน่ารักต่อดีกว่า

364 Nameless Fanboi Posted ID:mH+aFNlceq

>>363 มึงพลาดตั้งแต่แรกแล้ว เรื่องเชี่ยนี่มันหลวม

365 Nameless Fanboi Posted ID:BdYxbo4+.l

พวกที่ว่าคนอ่านเป็น loser นี่จริงๆ แล้วมาจากพวกคนเขียนที่ตัวเองไม่ประสบความสำเร็จมากกว่าแล้วโทษคนอ่าน ไปเอาความเข้าใจผิดๆ แบบนั้นมาจากไหนที่ว่าคนอ่านแนวนั้นแนวนี้ต้องเป็น loser ที่มีคนอ่านมากที่สุดคือเรื่องปกติที่คนปกติที่สุดที่คนชอบคนอ่านบางคนอายุอายุเยอะขนาดพ่อแม่พวกมึงได้ด้วยซ้ำ กูจะอธิบายให้ฟัง

พวกคนที่อายุมากแล้วหลายๆ คนผ่านโลกมาเยอะพอแล้วเขาไม่อยากอ่านอะไรยากๆ ลึกลับซับซ้อน อ่านแค่เอาสนุกก็พอเพราะชีวิตจริงๆ แม่งก็ปวดหัวแล้วก็เครียดกันมาพอแล้วจะมาอ่านนิยายเครียดๆ ต่อทำไม ถ้ามึงไม่เชื่อมึงไปดูแนวจีนนู่น ทะลุมิติโครตซูมึงว่าเด็กน้อยอ่านเหรอ ป้าๆ กันทั้งนั้นที่อ่านที่อุดหนุน ข้ามแนวจีนไปละครไทย มึงว่าแนวไหนคนนิยมสุด ก็น้ำเน่าตบจูบพระเอกหล่อรวยอะ คอเมดี้ปนสาระก็ได้ มึงดูพวกเรตติ้งเอาแล้วกันลึกลับสอบสวนมันก็แค่คนกลุ่มเล็กๆ ผู้ผลิตเขาเลยไม่ทำกัน หรือว่ามึงยังยืนยันว่าคนอ่าน loser ต่ออีก มึงข้ามไปดูไลต์โนเวลก็ได้ มึงเห็นไอ้พวกข้ามโลกอะมีแต่เด็กน้อยเหรอ วัยมันสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นตาลุงเป็นคุณปู่ไปแล้ว เพราะชีวิตการทำงานจริงเขาเครียดไงเขาถึงอยากหลุดออกจากจุดที่อยู่ไปในสิ่งที่ทำให้รู้สึกสบายใจกว่า

กูบ่นหลายทีละพวกที่คิดว่านักอ่านคือ loser นี่อย่าไปเชื่อความคิดแบบนี้จริงจัง กูเห็นทีไรก็มาจากพวกนิยายตัวเองไม่ประสบความสำเร็จแล้วไปด่าคนอ่าน ไปยัดเยียดเขาว่า loser นิยายกูดีๆ ไม่มาอ่านกัน จริงๆ แล้วเหตุผลมันมีไม่มากหรอก คือมึงจะเขียนชิงไหวชิงพริบ คอยเป็นค่อยไป คนไม่อ่านอะมีเหตุผลเดียวคือแม่งไม่สนุกพอ ความสนุกไปสู้นิยายกากๆ ที่ตัวเองคิดไม่ได้เลย มันไม่มีเหตุผลอะไรมากหรอก

366 Nameless Fanboi Posted ID:.2TVqZ2D/N

>>365 ถ้ามุมมองนักอ่านมีรสนิยมคนอ่านด้วยไง

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ละกัน สมมติคะแนนความสนุกของนิยายสองเรื่องมันพอกัน รสนิยมคนอ่านมันจะเหมือนตัวคูณอ่ะมึง ถ้านิยายเรื่องนึงมันตรงรสนิยมคนอ่านคนนั้น คะแนนความสนุกสำหรับคนนั้นมันก็จะสูงกว่าอีกเรื่องนึงที่มันไม่ตรงรสนิยมอ่ะมึง(ทั้งที่จริง ๆ มันดีพอกัน)

อาจจะว่าช่วงนี้ยุคสมัยมันเปลี่ยน รสนิยมคนอ่านมันก็เปลี่ยนตามนั่นแหละ

แต่ทีนี้รสนิยมพอมันไม่ตรงกันเนี่ย มันก็เป็นเรื่องปกติที่จะมีคนบอกว่า "เฮ้ยไอ้เรื่อง A เทพกว่าเรื่อง B" ซึ่งไอ้คนที่ชอบB กว่าก็มักจะด่ากลับด้วย มันก็สงครามน้ำลายดี ๆ เนี่ยแหละ จะด่ากันว่าไอ้นู่นหลวม ไอ้นี่แม่งกากก็ไม่แปลกหรอก

ส่วนไอ้เรื่องอิจฉาหรือด่านักอ่านนี่กูไม่รู้ว่ะ ไม่เคยอยู่วงนักเขียนปกติกูเป็นคนอ่าน แต่ลองเดา ๆ ดูก็คงเพราะคนเขียนที่เขียนแนวไม่กระแสก็คงเขียนออกมาตามรสนิยมตัวเองแหละ แล้วก็คงไม่แปลกหรอกที่จะด่าคนอ่านที่รสนิยมไม่เหมือนกันน่ะ

367 Nameless Fanboi Posted ID:cp1sdABCvh

กู ในฐานะเรียนปริญญาวรรณกรรมมาโดยตรง ยืนยันว่าแนวน้ำเน่าตบจูบขายดีจริง พวกพาฝันจะเข้าถึงได้ง่ายกว่าวรรณกรรมเพื่อชีวิต คนทำวรรณกรรมแนวที่แตกต่างจากกระแสปัจจุบันคือคนที่ทำด้วยแพสชั่นไม่ได้หวังผลกำไรมากมาย ดังนั้นอีพวกนักเขียนที่เขียนมาแล้วไม่มีใครอ่านแต่กลับด่าไปทั่วว่านักอ่านรสนิยมต่ำ ไร้ความสามารถคือไปพัก จะเขียนอะไรมึงต้องรู้ก่อนว่าจะให้ใครอ่าน ถ้าอยากเขียนให้ขายได้เยอะ ๆ ก็ต้องเขียนให้เข้าถึงคนอ่านได้ง่าย ดูพวกท็อปเด็กดี พล็อตแม่งไม่มีอะไรหรอก ตัวละครก็แบน ๆ แต่ทำไมคนอ่านเยอะ เพราะมันง่ายไง คนทำวรรรกรรมที่ไม่ตรงตามตลาดคือพวกรู้ว่าคนอ่านเฉพาะกลุ่มและทำงานต่อไปด้วยเเพสชั่นล้วน ๆ

368 Nameless Fanboi Posted ID:UkK2U1kQbj

เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง จุดที่โม่งสาระชิบหาย ในขณะที่เด็กดีมีแต่มู้โชว์โง่กับดราม่ารายวัน ส่วนพี่เว็บแม่งทิ้ง section นักเขียนไปแล้ว มีแต่อัดฉีดขายของ

>>367 โม่งแตกละมึง

369 Nameless Fanboi Posted ID:cp1sdABCvh

>>368 สวัสดีอีดอก 555 กูว่าไม่ใช่มึงหรอกที่รู้ว่าโม่งกูแตก เขารู้กันนานละมั้ง แต่ไม่พูดเฉย ๆ ฮิ ๆ

370 Nameless Fanboi Posted ID:g2Rpd10yjt

>>260 อ่านจบแล้วมาแชร์ความรู้สึกด้วยว่าเป็นไงบ้าง

371 Nameless Fanboi Posted ID:.2TVqZ2D/N

>>368 มันก็เป็นงี้มาตั้งนานแล้วไม่ใช่อ่อ lol

372 Nameless Fanboi Posted ID:T30ruWfR4Q

ขอบใจมากสำหรับแต่ละความเห็นที่ตอบกันมา แม่ย้อยกูย้ายมาสิงโม่งไม่กี่วันรู้สึกว่าได้รอยหยักประดับสมองขึ้นจม ไอ้ที่ถามว่าคนเขียนแนวเกมเพราะชีวิตมันพังจนมันมั่นใจเฉพาะเรื่องเกมหรือเปล่านี่ก็ตัวกูเองตอนหัดเขียนใหม่ๆนี่แหละ พอเขียนไปได้สักพักก็รู้สึกได้ว่าการเขียนแบบปล่อยไหลตามความรู้สึก(ของกู)นี่มันคือยำใหญ่จากพล็อตเรื่องที่ชอบจากทุกอย่างที่เคยเสพมานี่หว่า ก็เลยลบมันทิ้ง ล้างไพ่ ตั้งสติแล้วมาเริ่มใหม่

ที่กูจับใจความได้ตอนนี้ก็คือ ถ้ากูจะพัฒนากูมี 3 ทางเลือกหลักๆคือ
1. เลือกอาวุธให้ถูกประเภทของมอน = ทำความเข้าใจว่าคนอ่านของกูเป็นใคร ชอบอะไร มีวิธีคิดแบบไหน
2. ใช้อาวุธที่ถนัดให้คล่อง = สร้างอัตลักษณ์ของกูเอง สร้างรสนิยมให้คนเขามาอยากอวยกันเอง
3. อัพสเตตัสให้สูง = ฝึกเขียนให้สนุก จะแนวไหน ตลาดไม่ตลาดเดี๋ยวคนแม่งก็ติดตามกันเอง

ป.ล. กูต้องเขียนทบทวน เพราะถ้าไม่เขียนทบทวนกูจะลืม

373 Nameless Fanboi Posted ID:UkK2U1kQbj

>>365 มึงแยก genre นิยายกับแยกกลุ่มเป้าหมายก่อน นิยายโชว์เทพผู้หญิงอ่านกับผู้ชายอ่านมันมีเส้นกั้นอยู่ที่มันแสดงให้เห็นว่าคนละ genre กัน

คือนิยายประโลมโลกที่ป้าๆ อ่านกันมันมีมาตั้งแต่โบร่ำโบราณแล้ว จะเป็นดาวพระศุกร์ ปริศนา วนิดา หรืองานอีโรติกเพ้อฝันสไตล์นภาลัย ไผ่สีทอง หรือจามรี พรรณชมพู ฯลฯ สเตอริโอไทป์มันชัดเจนว่าพระเอกต่อให้เจ้าชู้ชิบหายแค่ไหน แบดแค่ไหน โง่แค่ไหน สุดท้ายก็ต้องเลือกนางเอกคนเดียวเท่านั้น ถ้าฮาเร็มคือกลุ่มผู้หญิงรับไม่ได้ ขนาดนิยายวังหลัง ฮ่องเต้ต้องสลายวังหลังให้นางเอกคนเดียวเลย นี่คือสเตอริโอไทป์ของผู้หญิงที่ต้องการรักแท้ ต้องการความมั่นคง ต่อให้มึงเหี้ยแค่ไหน สุดท้ายมึงรักกู กูโอเคหมด มันถึงมาเป็นอ๋องสายเปย์ พี่ชาย ท่านชาย ฯลฯ

กลับกันฝั่งนิยายสำหรับนักอ่านชาย มันจะมาในทรงสนองนี้ดเติมเต็มความต้องการแบบพระเอกเอจจี้ ฮาเร็มต่างๆ ถ้าวรรณกรรมไทย มึงย้อนไปดูขุนช้างขุนแผนก็ได้ ซึ่งกูเคยวิเคราะห์ไว้ในสักมู้ว่ามันเขียนมาสำหรับผู้ชายกลุ่ม elite ที่อ่านออกเขียนได้ ใช้กรอบคนปัจจุบันมองเลยรู้สึกยี้

ทีนี้กลับมาที่นิยายปัจจุบัน นิยายขายฟินสำหรับนักอ่าน loser มีอยู่จริงไหม แม่งมีอยู่จริงไง นิยายที่พระเอกตบเกรียนไปเรื่อยๆ ตบตัวโกงที่เหมือนไม่มีไอคิว ตกผู้หญิงทุกคนเข้าฮาเร็ม ซึ่งอีตัวละครผู้หญิงพวกนี้ก็เป็น sex object ที่ดีไซน์มาแค่อ้าขาให้พระเอกเย นิสัยนางฟ้าแบบจับต้องไม่ได้ เป็นแค่จินตนาการของผู้ชายที่มีต่อผู้หญิง (เช่นเดียวกับพระเอกสไตล์ขี่ม้าขาวของนิยายผู้หญิง) และนิยายพวกนี้มันก็สนองนี้ดบุฮี้ loser ไม่งั้นมันจะไม่มีนิยายแต่งแต่แอ๊บว่าเป็นนิยายแปลเรื่องจอมมารที่มีน้ำว่าวศักดิ์สิทธิ์และมีกองอวยเป็นล้านหรอก

ส่วนพวกวรรณกรรมตะวันตกมันก็เป็นอีกสไตล์ เพราะวัฒนธรรม รากฐานความคิดมันไม่เหมือนกัน จะเอามาวิเคราะห์ด้วย เดี๋ยวประเด็นเปลี่ยน

374 Nameless Fanboi Posted ID:2ennlDXqQ1

>>367 เห็นด้วย ท็อปเด็กดีที่สุ่มอ่านคือ เสพง่ายมาก ไม่ต้องคิดเยอะ ไม่ต้องหาเหตุผลอะไรมากมาย ไม่ต้องพยายามจับผิด แค่สนุกกับมันก็พอเหมือนมู้ซ้อมรบเมื่อวานแหละ

375 Nameless Fanboi Posted ID:cp1sdABCvh

กูก็อ่านนะพวกเบา ๆ อะ แต่กูสายนิยายรัก นิยายท็อปเด็กดีเรื่องนึงเมื่อหลายปีก่อนที่ดังมาก ๆ ชื่อพยางค์เดียวกูเพิ่งมาอ่านไม่นานมานี้เองแล้วกูก็ชอบด้วย มองจากเรื่ององค์ประกอบวรรณกรรมแล้ว เรื่องนี้ก็ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไรมากหรอก แม้แต่ตัวละครเอกเองยังมีคาแรกเตอร์ไม่จัดเจนเท่าไรมาก เนื้อเรื่องก็พื้น ๆ แต่ที่มันครองใจคนอ่านได้เพราะเราลุ้นตามไปกับเรื่อง เห็นชีวิตประจำวันนางเอกทุกวันก็เอาใจช่วยอยู่ตลอด ภาษาก็อ่านง่าย อ่านปุ๊บเข้าใจปั๊บ ไม่มีบทบรรยายส่วนเกินให้ต้องอ่านข้าม อ่านด้วยมุมมองคนอ่านธรรมดากูชอบมาก แต่ถ้าอ่านด้วยสายตาวิเคราะห์เจาะจงตามหลักงานเขียนคงได้หักคะแนนกระจาย นักอ่านก็มีหลายแบบ คนเรียนสายตรงมาก็มีเยอะ อยู่ที่ว่าตอนรีวิวเขาจะรีวิวไปในทิศทางไหน

376 Nameless Fanboi Posted ID:T30ruWfR4Q

>>370 แปป รอบแรกกูสุ่มอ่านมั่วๆอยู่ เพราะกูไม่รู้ว่ากูรับได้แค่ไหน กูเป็นซึมเศร้า (สัสเอ๊ยโม่งแตกก็แตกไปดวกส์!) แต่หลังจากไล่ๆอ่านดูแล้วกูโอเค กูพอจะแยกแยะได้ว่าเจตตนาของคนพิมพ์คืออะไร แอบตกใจที่เจอว่ามีคนพูดถึงกิลด์ด้วย กูนี่แหละหัวกิลด์ ถถถถถ

377 Nameless Fanboi Posted ID:g2Rpd10yjt

เห็นพวกมึงพูดกันแล้วนึกขึ้นได้ เรื่องเพื่อนกูสองคนแชทกันในกลุ่ม คนนึงบอกอ่านนิยายฮาเร็มเทพทรูทำไมวะ ไม่จรรโลงใจเลย อ่านลอร์ดออฟเดอะริงดิ อ่านเกมออฟโตรนดิ ส่วนอีกคนก็ด่าคืนว่านิยายพวกนั้นแม่งตกยุคแล้ว ยุคนี้มันต้องทะลุมิติเกิดใหม่เป็นปราด (มันเขียนงี้จริงๆ นะ) หรือไลท์โนเวลแนวแก้แค้นดิวะ นิยายเก่าๆ แม่งอ่านแล้วง่วง ไม่สะใจแบบผู้กล้าหื่นฮิลเลอร์ของกู

อ่านไปอ่านมากูแม่งโมโห+รำ เลยตบเกรียนไปคนละทีด้วยการเรียกมาคุยใหม่ประเด็นเดิม ด่าแม่งทั้งคู่ว่าขนาดอาหารที่กินมึงยังชอบไม่เหมือนกันเลย แล้วจะไปเสือกเรื่องของอีกคนทำไม ต่อให้กินก๋วยเตี๋ยวเหมือนกันตอนปรุงก็ปรุงไม่เหมือนกันอยู่ดี อย่าไปเหยียดรสนิยมคนอื่นเลย สิ่งที่ทำให้พวกมึงชอบเรื่องนั้นๆ ก็ไม่เหมือนกัน

คนนึงชอบการหักเหลี่ยมชิงไหวชิงพริบ ชอบการสร้างโลกแฟนตาซีของ LORT ที่มีเซตติ้งที่กว้างและแข็งแกร่ง (ถึงกูยอมรับว่าตอนอ่านแล้วง่วงจริงก็เถอะ) ส่วนอีกคนอยากอินเสิร์ทเป็นมหาเมพ หรือชอบความสะใจปนโรคจิตนิดๆ เอจจี้ๆ (แต่เรื่องฮิลนี่พระเอกโดนเกย์นิกก้าอัดตูดนะโว้ย) ซึ่งผลต่อความรู้สึกมันก็ไม่เหมือนกันแล้ว คนนึงอ่านสนุกเพราะความลึกความคมของเนื้อหา ส่วนอีกคนสนุกเพราะความสบายๆ เข้าถึงง่ายของเนื้อเรื่อง

สิ่งที่พวกมึงเป็นเหมือนกันคือสนุกกับนิยายที่อ่านทั้งคู่ ดังนั้นอย่าไปสนว่าเพื่อนจะแดกอาหารชาววังหรือแดกฟาสฟู้ด มันชอบอะไรก็ปล่อยมัน ที่สำคัญคือเลิกเปรียบเทียบ เลิกยัดเยียดความคิดใส่คนอื่นว่าของกูดี ของมึงไม่ดี ได้แล้ว กูอ่านละรำคาญ

กลับมาพูดถึงกูด้านนักเขียนบ้าง กูไม่เคย judge นักอ่านนะว่าเขาอ่านแนวนี้แปลว่าเป็นคนแบบนั้น เพราะกูเองอ่านทุกแนว (แต่ถ้าอ่านแล้วไม่ชอบคือเท แค่นั้นเอง) ความสนุกของคนเราไม่เหมือนกัน บางคนอ่านเพราะอยากค้นหาความหมายของชีวิต ในขณะที่บางคนอาจแค่อยากอ่านอะไรสะใจๆ คลายเครียดจากชีวิตจริงอันแสนกดดัน ดังนั้นอย่าไป judge คนอื่น หรือยัดเยียดความคิดนั้นนี้ใส่ใครเลย

378 Nameless Fanboi Posted ID:UkK2U1kQbj

>>377 เออ อ่านไปอ่านมา กูก็มีความ judge อยู่จริงๆ ขอโทษที่ judge และเหยียดด้วย กูแม่งเป็นเหี้ยไร ชอบเหยียดผู้ชายบุฮี้ทุกที

379 Nameless Fanboi Posted ID:e1utSlFtk6

>>378 สำหรับกู ก็จะยัง judge คนอ่านหรือใดๆก็ตามต่อไปแลกกับการถูก judge ได้เช่นกัน แฟร์ดี

380 Nameless Fanboi Posted ID:g2Rpd10yjt

>>369 ก็ตามนั้นแหล่ะ บางทีรู้แต่ไม่เห็นความจำเป็นว่าจะแหกโม่งกันไปทำไม เพราะสนใจเรื่องเนื้อหาสาระที่พูดคุยกันแล้วได้ประโยชน์มากกว่าใครพูดอะ ส่วนพวกโผล่มาก็เปิดหน้าตัวเองแถมทำตัววัลลาบีล่อตีนด้วยนี่ ขอไม่พูดต่อแล้วกัน เปลืองน้ำลาย

381 Nameless Fanboi Posted ID:Hs13UjwF1+

>>379 การ pc non-pc judge ไม่ judge มันพูดยาก กูไม่ค่อย give a fuck กับการโดน judge เพราะส่วนใหญ่โดนในมู้ทั้งนั้น โดนแต่ละทีก็ขำเกินกว่าจะมานั่งซึม นักอ่านที่อ่านกูเขาก็ไม่ได้มา judge อะไรกู เหมือนกูเขียนของกูไป เขาก็อ่านของเขาไป มาหวีดบ้างตามประสา ไม่ดราม่า กูก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะแมสจัดๆ ถ้าแมสก็ถือว่าจังหวะเข้าข้าง มีความสุขกับการอัพแล้วมีคนมาคุยเล่นละตอนนี้ เขียนจบขายได้ก็ขาย ขายไม่ได้ไม่เป็นไร มีเงินใช้อยู่แล้วไม่เดือดร้อน

นั่นคือฐานะนักเขียนของกู ฐานะนักอ่านก็อ่านไปเรื่อย และฐานะนักสับก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งตอนนี้พยายามสับด้วยกรอบว่าด้วยการตลาดมันก็อีกมุมมองนึงละ

คือถ้ามึงหาจุดยืนตัวเองได้ว่ามึงต้องการอะไร เดี๋ยวมึงก็หาทางให้ขีวิตมันตอบโจทย์มึงเอง หาสมดุลชีวิตให้เจอก็พอ

382 Nameless Fanboi Posted ID:c4TMyOq0zt

>>377 และมันก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้เรื่อยๆ เหมือนอาหารที่ชอบ อาจเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงอายุและประสบการณ์ในชีวิต เช่น วัยนึงอาจจะอ่านแค่วรรณกรรมเยาวชนเพราะเพิ่งขยับมาจากพวกหนังสือการ์ตูน อีกวัยนึงอาจชอบอ่านแบบหาความหมายของชีวิต อีกวัยนึงอาจชอบเรื่องเพ้อฝันเพราะชีวิตก็สาหัสพอแล้ว

Posts limit exceeded

Topic has reached maximum number of posts.

Please start a new topic.