Fanboi Channel

นิยายจากโม่งโดยโม่งเพื่อโม่ง

Last posted

Total of 399 posts

367 Nameless Fanboi Posted ID:d00syB5lvv

>>366 ขอบใจนะ กูคนเขียนเองแหละ จริงๆ กูเลิกเขียนนิยายมาสักพักนึงแล้ว แต่พอเห็นที่มึงพิมพ์ ไว้กูจะลองกลับไปเขียนอะไรดูนะ

368 Nameless Fanboi Posted ID:lVr7RBSo12

>>367 กูไม่เคยเห็นนักเขียนคนไหน appreciate คอมเม้นกูขนาดนี้เลย ; ;

เป็นเกียรติจริงๆ มึง
ไม่รู้จะพิมพ์อะไรแล้วเนี่ย กูตื้นตัน ;; ;;

370 Nameless Fanboi Posted ID:YIwpGmKzND

กูเขียนเจ้านี่ลงแอคหลุมกูไปตอนกำลังเครียด สกิลกูไม่ได้ดีมากนะ กูเลิกเขียนไปเข้าสายโรลมาสักพักแล้ว+เขียนตอนง่วงมากๆ

‘ พลาดอีกแล้ว ‘

เด็กหนุ่มคิด นิ้วค่อยๆไล้ผ่านข้อความบนหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างช้าๆ ดวงตาไร้ประกายหลุบลงมองต่ำคล้ายกำลังนึกเสียใจในการกระทำของตนเอง

พูดความจริงออกไปแล้ว แต่กลับไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลยสักนิดเดียว

‘ จบสิ้นแล้ว ทุกอย่าง ‘

มือทั้งสองขยับขึ้นมากุมกันเอาไว้แน่น ใบหน้าซบลงบนท่อนแขนของตัวเองอย่างอับจนหนทาง

ในความเป็นจริง มันยังไม่จบลง

แต่ในโลกของเขา ทุกสิ่งมันหยุดนิ่งไปแล้ว

‘ ตายไปให้หมดซะ ‘

มือเลื่อนลงมาจับที่ศีรษะ ใช้เล็บจิกลงไปจนเริ่มมีเลือดไหลซิบ ความรู้สึกในอกตีกันมั่ว ปั่นป่วนจนอยากจะกรีดร้องออกมา

‘ ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว ‘
‘ ให้ทุกอย่างมันจบลงที่ตรงนี้ ‘

‘ อยากจะจบทุกอย่าง.. ‘

เขากัดฟันแน่น ขาที่สั่นระริกหยัดยืนขึ้นเพื่อพาร่างของตัวเองเดินไปที่เตียง ท่าทางดูไม่ต่างจากคนไร้สติ

มือคู่นั้นสอดเข้าไปใต้หมอน หยิบปืนกระบอกหนึ่งที่แอบขโมยมาจากคนรู้จักขึ้นถือไว้ ลมหายใจถี่ระรัวอย่างห้ามไม่อยู่

‘ ตายซะ ‘

ปลายประบอกจ่อเข้าที่ใต้คาง

‘ อย่างแกน่ะไม่มีใครต้องการ ‘

‘ หายไปซะ ‘
‘ ตายไปซะ ‘

‘ จบทุกอย่างลงตรงนี้ โลกจะได้เป็นอิสระจากแก ‘

ดวงตาอันแสนหม่นหมองคู่นั้นปิดลง ริมฝีปากที่แห้งผากเม้มแน่น นิ้วขยับวางบนไกปืน

‘ คนอย่างแก หายไปได้ซะก็ดี ‘

..เขากัดฟัน แล้วลั่นไกทั้งน้ำตาที่นองหน้า

กลีบดอกไม้สีแดงฉานปลิวฟุ้งไปทั่ว พวกมันร่วงโรยลงกระจัดกระจายเต็มพื้นห้อง

ร่างที่ไร้การควบคุมล้มลงนอนนิ่งบนกลีบดอกไม้เหล่านั้น ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆอีก

เป็นเพียงกายเนื้อเฝ้ารอคอยวันเน่าเปื่อย
กายเนื้อที่ครั้งหนึ่งเคยมีชีวิตอยู่

สู่ห้วงนิทราอันเป็นนิจนิรันดร์

371 Nameless Fanboi Posted ID:h9d5ZCsFRs

อีช่อ ล้มเจ้า !! อีช่อ ล้มเจ้า !! อีช่อ ล้มเจ้า !! อีช่อ ล้มเจ้า !! อีช่อ ล้มเจ้า !!

พรรคอนาคตใหม่ ล้มเจ้า !! พรรคอนาคตใหม่ ล้มเจ้า !! พรรคอนาคตใหม่ ล้มเจ้า !!

คนเลือกพรรคอนาคตใหม่ คือพวกล้มเจ้า !! คนเลือกพรรคอนาคตใหม่ คือพวกล้มเจ้า !!

372 Nameless Fanboi Posted ID:/t3BxCp2yO

สำนวนโม่งดีกันจังวะ บางเรื่องดีกว่าที่ตีพิมพ์ตามหนังสืออีก นับถือๆ อยากทำแบบนี้ได้มั่ง

373 Nameless Fanboi Posted ID:YcH/wZKAUq

เพียงดินยืนอยู่ท่ามกลางซากเศษอิฐเศษปูนที่ครั้งหนึ่งมันอาจจะเคยเป็นสิ่งก่อสร้างอันงดงามมาก่อน ผิวกายสีคล้ำและชุดเครื่องแบบน้ำเงินเข้มของเขาล้วนเปื้อนเปรอะไปด้วยควันฝุ่นอันลอยละลิ่วอยู่ในอากาศ หน้ากากป้องกันมลพิษถูกคาดไว้ที่จมูกนั้นบดบังใบหน้าของเขาไปกว่าครึ่ง สองมือหยาบกร้านบางครั้งก็กดอุปกรณ์บังคับเจ้าเครื่องจักรกลอัจฉริยะให้งานขุดค้นและรื้อถอนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง บางคราก็หยิบยกเศษซากปูนซีเมนต์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่หุ่นยนต์ไม่สามารถหยิบจับได้...ราวกับเขากำลังค้นหาบางสิ่ง

สมาชิกจากหน่วยบำรุงรักษาต่างกระจัดกระจายกันทำงานอยู่บนกองซากความทรงจำจากอดีต หน้าที่ซึ่งไม่ได้สอดคล้องกับชื่อหน่วยเลยแม้แต่น้อย งานของพวกเขาเป็นเพียงการกำจัดซากอาคารและสิ่งก่อสร้างที่พังทลายลงจากเหตุการณ์ไม่ปรกติ เช่นแผ่นดินไหว น้ำท่วม ไปจนถึงวินาศกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตามคำสั่งที่รัฐบาลมอบหมาย

รัฐบาล...รัฐบาล... เปลี่ยนแล้วก็เปลี่ยนอีกจนนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อกลุ่มหนึ่งล้มล้างรัฐบาลเก่า รัฐบาลใหม่ก็จัดตั้งขึ้น แต่เพียงไม่นานหรอก สุดท้ายก็ย้อนกลับตามรูปแบบเดิมคล้ายกับวงกลมที่ไม่ว่าเมื่อใดก็วนกลับมาจุดเดิมเสมอ จนตอนนี้เพียงดินไม่รู้แล้วด้วยซ้ำว่าใครกันแน่คือรัฐบาลที่ว่านั่น

ราวครึ่งปีก่อนระเบิดหลายสิบลูกทำลายสถานศึกษาแห่งนี้พร้อมกับคร่าชีวิตหนุ่มสาววัยรุ่น...เลือดเนื้อและอนาคตของกลุ่มคนชั้นสูงไปกว่าร้อยชีวิต มีเพียงแต่ผู้มีเงินเท่านั้นถึงจะเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ดังนั้นไม่ผิดหรอกที่เพียงดินจะบอกได้ว่าชีวิตที่สูญเสียไปมากมายนั้นล้วนแต่เป็นลูกหลานของกลุ่มทุนนิยมในสังคมที่มีเพียงไม่ถึงเศษเสี้ยวหนึ่งของประเทศ

เสียงกรีดร้องก่นด่าร้องขอความเป็นธรรมจากพ่อแม่ผู้เสียหายไม่ต่างอะไรกับเสียงของชนชั้นแรงงานที่กรีดร้องยามเมื่อพวกเขาทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส แม้จะถูกเก็บกู้ไปบ้างแต่หน่วยบำรุงรักษาก็ยังเจอเศษเลือด เศษซากศพเสียจนชินตา จะรวยจะจนไม่ได้ต่างกันเลยยามไร้ชีวิต เป็นเพียงก้อนเนื้อที่ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งและรอวันเน่าสลายเพียงเท่านั้น

นี่คือการเอาคืนเหล่าผู้ร่ำรวย...ใครสักคนเคยบอกเพียงดินเอาไว้เช่นนั้น แต่จะเป็นการเอาคืนอะไรจากอะไรกันนั้นชายหนุ่มไม่เคยเข้าใจ เรียกได้ว่าเขาไม่อยากจะเข้าใจคงดีกว่า เรื่องใครจะแย่งชิงใคร ใครจะเข่นฆ่าเอาชีวิตใคร ไม่มีสักครั้งที่เขาจะเก็บมาให้รกสมอง จะเข้าใจไปเพื่ออะไรกันในเมื่อสิ่งเหล่านั้นไม่เคยทำให้เขาอิ่มท้อง มีเพียงงานอันแสนน่าเหนื่อยหน่ายเบื้องหน้าต่างหากเล่าที่จะสร้างเงินให้กับเขาได้

เครื่องจักรกลข้างกายหยุดทำงานก่อนจะแผดเสียงดังลั่น บนหน้าจอปรากฏตัวเลขที่บ่งบอกเวลาสิ้นสุดงาน เพียงดินรวบอุปกรณ์ที่ใช้ในงานของเขาเก็บใส่ถุง แล้วเดินไปตามเส้นทางเพื่อรอรถรับ-ส่งเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ชายหนุ่มได้ยินเสียงทักทายและเสียงพูดคุยของคนรอบข้าง แต่ไม่มีเสียงไหนที่เข้ามาทักทายเขา...ไม่มีใครทักทายคนที่ตนเองไม่รู้จัก

ในยุคสมัยนี้เป็นเรื่องแปลกจนเข้าขั้นผิดกฎหมายทีเดียวกับการทักทายแปลกหน้า อาจต้องเสียเวลาเข้าไปนอนในตะรางหากโดนแจ้งจับกับเจ้าหน้าที่รักษาความสงบ เหตุเพราะไม่มีทางรู้เลยว่าภายในใจเขาจะคิดการอย่างไร จะดีหรือร้ายก็คาดเดาไม่ออก จนสุดท้ายความเงียบงันก็เข้ามาแทรกกลางระหว่างผู้คนมากมาย ตอนนี้เพียงดินแทบไม่รู้จักกับใครในที่ทำงานเสียด้วยซ้ำ...หรือจะพูดให้ถูกเขาแทบไม่รู้จักใครเลยในชีวิต

รถขนส่งจากหน่วยบำรุงรักษาขับเคลื่อนไปตามถนนสีเข้มที่แตกร้าว เพียงดินไม่รู้หรอกว่ามันถูกออกแบบมาอย่างไร แค่มันสามารถนำเขากลับสู่ที่พักได้ก็เพียงพอแล้ว เขาทรุดตัวนั่งรถบนที่นั่งว่างเปล่า โสตประสาทไม่ใส่ใจเสียงพูดคุยจากคนในรถดังขึ้นแผ่วๆ ชายหนุ่มเอนศีรษะพิงกับกระจกสีขุ่น นัยน์ตาคู่สีน้ำตาลเหม่อมองออกไปเบื้องนอกอย่างไร้จุดหมาย

กรุงเทพมหานครพุทธศักราช 2658...มหานครแห่งความว่างเปล่า

374 Nameless Fanboi Posted ID:YcH/wZKAUq

เมื่อแสงสุดท้ายจากตะวันลับหายไปยังเส้นขอบฟ้า แสงไฟนับล้านจากสิ่งก่อสร้างและอาคารสูงใหญ่ส่องสว่างไสวไปทั่วมหานครแห่งนี้ หลากหลายชีวิตยังคงดำเนินต่อไปด้วยกลไกความต้องการตามสัญชาตญาณธรรมชาติ...แต่น่าแปลกสำหรับชายหนุ่มวัยฉกรรจ์อย่างเขาแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไร้ซึ่งชีวิต แม้แต่สีสันสดใสที่ประดับประดาอยู่รอบข้างยังคงไร้สีสันในดวงตาคู่สีน้ำตาลของเขา

ทุกอย่างล้วนถูกบดบังด้วยความสวยงามอันเป็นเพียงแค่ภาพหลอกตา...ตึกสูงระฟ้า สถาปัตยกรรมย้อนสมัย ไปจนถึงเรือนร่างเพรียวระหงในกระโปรงกรุยกรายของสตรี ทุกสิ่งกำลังบิดเบือนมหานครแห่งนี้จากความเป็นจริง

เบื้องหลังตึกระฟ้า...ยังคงมีซากปรักหักพังและศพไร้นามที่รอการกอบกู้ เบื้องหลังสถาปัตยกรรมย้อนสมัย...ยังคงมีเม็ดเงินจำนวนมากมายที่สูญเสียไปอย่างไร้ค่าให้กับกระเป๋าเงินของใครบางคน และเบื้องหลังหญิงงามเหล่านั้นยังคงมีคราบโสมมจากกามารมณ์ของเพศผู้ที่มองเธอเหล่านั้นเป็นเพียงวัตถุระบายความใคร่เพียงเท่านั้น

ชายหนุ่มเคยวาดฝันว่าสักวันหนึ่งเขาจะหลีกหนีไปจากเมืองแห่งนี้ เขาจะเปิดกรงนกด้วยตนเอง ถลาปีกออกบินไปตามกระแสลมที่พัดผ่าน โดยมีเพียงกระเป๋าเป้ที่ใส่ข้าวของจำเป็นและออกเดินทางไปยังโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลโดยไม่มีวันหวนกลับมาอีก...หากแต่มันกลับเป็นได้เพียงความฝันที่เขาไม่มีวันที่จะทำให้มันเป็นจริง นกเลี้ยงอย่างเพียงดินชาชินเสียแล้วกับการอาศัยอยู่ในกรง คอยให้ผู้คนรอบข้างป้อนอาหารให้กับมัน แม้จะใฝ่ฝันหาอิสรภาพเพียงใด หากแต่เมื่อออกไปเผชิญความเป็นจริงเข้าแล้วเขาจะยังสามารถรักษาชีวิตไว้ได้หรือไม่...ใครเล่าจะรู้?

ความกลัวครอบงำได้ทุกสิ่ง..เขาเองก็เป็นคนหนึ่งที่ถูกความกลัวกักขังให้อยู่เพียงในกรงขังของเมืองใหญ่ ใช้ลมหายใจไปกับงานอันซ้ำซากจำเจแลกเงินที่ใช้ประทังชีวิตไปได้เพียงวันต่อวัน ในสุดท้ายความฝันและความหวังของเขาดับหรี่ลงไป ความเฉยเมยไม่อยากรับรู้สิ่งรอบข้างกลับเข้ามาเติมเต็มในส่วนที่เขาขาดหายไป

บางทีเพียงดินก็คิดว่าเขาไม่ต่างอะไรกับซากศพที่รอวันเน่าสลาย --เขาเป็นร่างกายอันว่างเปล่าที่รอคอยลมหายใจสุดท้ายหมดลง--

375 Nameless Fanboi Posted ID:YcH/wZKAUq

ความสัมพันธ์คนเราบางครั้งมันก็เป็นเรื่องซับซ้อนเกินกว่าที่หาคำใดมาอธิบาย จากการพูดคุยกันสั้นๆระหว่างมื้อเช้าในวันนั้น ขยับขยายขึ้นเป็นการพูดคุยในเวลาอาหารเช้าและเวลาอาหารเย็นของทุกวัน ชายคนแปลกหน้าไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับเขาอีกต่อไป เพียงแต่เขาก็ยังไม่รู้ชื่อของอีกฝ่ายเหมือนกับวันแรกที่เริ่มคุยกัน เมื่อเขาไม่ได้ถาม ก็ไม่มีคำตอบกลับ -ชื่อ- ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับเพื่อนเลยสักนิด

คล้ายกับชีวิตหวนคืนกลับมาหาชายหนุ่มในเมืองที่ยังคงเต็มไปด้วยความว่างเปล่า วันวานที่เขาใช้มันไปอย่างเปล่าประโยชน์ถูกลืมเลือนไปเสียหมดสิ้น ตราบใดที่เขายังคงสรรหาเรื่องพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนเพียงผู้เดียวของเขาได้

สองมือของชายหนุ่มขุดคุ้ยเศษซากปูนก่อนโยนเข้าเครื่องทำลายทิ้งเหมือนทุกวัน งานที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ของเขาใกล้จะจบลงหลังจากทุ่มเวลาให้มันกว่า 2 เดือน อีกเพียงไม่กี่สัปดาห์เขาก็ต้องย้ายพื้นที่ทำงานอีกครั้ง แต่ไม่มีอะไรน่าวิตกไปหรอก ไม่ว่าอย่างไรเขากับเพื่อนก็ยังสามารถพบเจอกันได้ในโรงอาหารของหน่วยบำรุงรักษาเช่นเคย

สัมผัสนุ่มลื่นคล้ายพลาสติกจากปลายนิ้วทำให้ชายหนุ่มร่างสูงหยุดชะงักลง เขารื้อซากปูนที่กีดขวางออกทิ้งก่อนจะคว้าเจ้าวัตถุปริศนาขึ้นมา...มันเรียบลื่น มีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเขาไปไม่มากนัก ทั้งที่มันหนากว่าหนึ่งนิ้วแต่น้ำหนักกลับเบาจนเหลือเชื่อ เขาไล้ปลายนิ้วไปตามตัวอักษรที่นูนขึ้น -ยูโทเปีย-

เพียงดินไม่รู้ว่ามันคืออะไร...เขาเช็ดปลายนิ้วสกปรกเปื้อนกับชุดเครื่องแบบสีมอมแมมก่อนจะพลิกเจ้าของแปลกประหลาดนั่นดู ภายในล้วนร้อยเรียงเป็นอักษรยาวเหยียดเหมือนกับบทเรียนที่เขาเคยเรียนในแท็บเล็ตเอนกประสงค์ ชายหนุ่มวางมันลงบนพื้นว่างใกล้ตัว ก่อนจะรีบรื้อเศษปูนออกจากทาง เขาพบพวกมันเป็นกองใหญ่เต็มไปหมด จำนวนมากมายจนเขาเองก็ไม่เชื่อสายตา

ชายหนุ่มหยิบสิ่งที่เขาพบเป็นอันแรกเก็บซ่อนเข้าในกระเป๋า เขารู้ดีว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่ในอนาคตอันใกล้ และก็เป็นจริงอย่างที่เขาคาด เพียงไม่นานข่าวก็ถูกนำเสนอออกไปทั่วประเทศ หนังสือกลุ่มสุดท้ายถูกขุดพบในซากปรักหักพังของมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย...ราวกับตอกย้ำว่ามีเพียงชนชั้นสูงเท่านั้นที่จะได้สัมผัสกับความทรงจำครั้งเก่าที่ถ่ายทอดมาจากอดีต

376 Nameless Fanboi Posted ID:YcH/wZKAUq

"มันคือหนังสือของจริง..ที่ทำจากต้นไม้?"

"ใช่ครับ มันคือหนังสือ"

"และตอนนี้เธอก็กำลังครอบครองเจ้าวัตถุอันตรายที่คนพร้อมจะฆ่าเธอเพื่อเอามันไปแลกกับเงินเป็นล้าน แถมยังเอามาอวดฉันอีกอย่างนั้นรึ" เพื่อนเพียงคนเดียวของเพียงดินถอนหายใจยาวยืดก่อนจะเทศนาเขาเสียยาวเหยียด "เธอไม่รู้รึไงว่ามันเสี่ยงที่หยิบออกมาอย่างนั้น แล้วถ้าเกิดใครรู้เข้าแล้วไปแจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความสงบ เธออาจจะโดนขังยาวลืมวันลืมปี---ดีไม่ดีก็ถูกฆ่าชิงของไปแน่ๆ"

"ไม่รู้ซี-- บางทีผมอาจจะคิดว่ามันน่าสนใจก็ได้ มันทำให้ผมได้คิด ได้เห็นอะไรหลายๆอย่าง"

"พูดแบบนี้แสดงว่าเธออ่านไปบ้างแล้ว" เขาพยักหน้าตอบรับกลับคำถามนั้น ยิ่งทำให้ชายผู้นั้นถอนหายใจยาวเสียยิ่งกว่าเดิม

"ความอยากรู้อยากเห็นทำให้ฉันอยากถามว่าภายในนั้นมันเป็นเรื่องราวอย่างไร ถ้าเธอมีอารมณ์จะเล่าน่ะนะ..."

"มันพูดถึงเกาะแห่งหนึ่งที่แสนสงบสุข---"

เรื่องราวภายในหนังสือมิรู้ว่าเป็นอดีตเมื่อคราวไหน หากมันช่างยาวนานเหลือเกิน ยาวนานเกินว่าเพียงดินคาดเดาได้ว่ามันไกลเพียงใดจากช่วงเวลานั้นจนถึงเวลานี้ หนังสือเล่มเดียวที่เขาครอบครองอยู่พาเขาย้อนกลับสู่ภาพที่เขาไม่เคยนึกฝัน

เพียงดินนึกเสียดาย...

เสียดายที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เสียดายสิ่งเก่าๆที่เขาไม่เคยได้พบเห็นในชีวิต เขาไม่เคยรู้ว่าความสงบสุขที่เขาเคยเข้าใจนั้นมันผิดเพี้ยนไปเสียหมด...ความสงบสุขมันไม่ใช่เพียงแค่ชั่วครั้งชั่วคราวที่บ้านเมืองไม่มีสงคราม ไม่มีวินาศกรรม มันลึกล้ำกว่านั้นมากมายเหลือเกิน

บางทีสิ่งที่เขาพยายามไขว่คว้านอกจาก-อิสรภาพ-ที่ถูกบีบอัดจนไม่มีทางออก อาจจะเป็น-ความสงบสุข-ที่ไม่มีวันเกิดขึ้นได้ภายในมหานครแห่งนี้ก็เป็นได้

หรือไม่...ความสงบสุขนั้นอาจจะอยู่กับอิสรภาพในโลกภายนอกกรุงเทพมหานครของเขา

"ฉันคิดอยากจะกลับบ้าน..จู่ๆก็คิดถึงแม่ขึ้นมาเสียอย่างนั้น" ชายคนนั้นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงปนเศร้าต่างจากทุกที ดวงตาของเขาไม่ได้จับจ้องไปที่อะไรสักอย่าง มันเหม่อมองหาจุดสิ้นสุดไม่ได้...

"ถ้าคุณอยากกลับคุณก็แค่กลับ บางทีผมอาจจะไปเยี่ยมหาคุณสักวันก็ได้"

หากเป็นเพียงดินในเมื่อไม่กี่วันก่อนคงอาจจะบอกได้ว่ามันไม่มีวันนั้น แต่เขาในตอนนี้กลับเชื่อว่าสักวันหนึ่งที่พร้อมเขาจะกลายเป็นนกที่เปิดกรงขึ้นแล้วบินออกจากกรงแห่งนี้ไปจริงๆ วันนั้นเขาจะเดินทางไปหาเพื่อนเพียงคนเดียวของเขา ใช้ชีวิตที่ไม่มีกรงนกและความกลัวมาปิดกั้นอีกต่อไป

"ฉันจะคิดถึงเธอ"

"ผมก็คงจะคิดถึงคุณ และสักวันเราคงได้เจอกัน----"

แต่ในใจเบื้องลึกเขากลับรู้ดี..เขาไม่มีวันจะได้พบเจอเพื่อนของเขาอีกต่อไปแล้ว นี่คือการลาจากอย่างแท้จริง

377 Nameless Fanboi Posted ID:YcH/wZKAUq

เพียงดินยังคงทำงานเหมือนเดิม...งานขุดรื้อซากตึกผุพังเหมือนเดิม ภายใต้แดดอันร้อนระอุที่ไม่มีวันลดลงของกรุงเทพมหานครเหมือนเดิม เขายังคงอยู่ในเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้มเหมือนเดิม และหน้ากากป้องกันมลพิษมันก็คงยังคาดอยู่บนใบหน้าของเขาเหมือนเดิม มีบางสิ่งหรอกที่ไม่เหมือนเดิม...ใจเขาที่ไม่เหมือนเดิม และหนังสือเล่มนั้นที่ไม่ได้อยู่ที่เดิม

--มันหายไปแล้ว--

ไม่ต้องบอกเขาก็รู้ดี มันหายไปพร้อมกับเพื่อนเขาที่จากไป จะมีใครล่ะที่หยิบฉวยมันไป..ก็มีแต่ชายคนนั้นที่รู้ว่าเขาเก็บสิ่งของต่างๆไว้ที่ไหน

ทุกสิ่งคือการเรียนรู้...และวันนี้เขาก็ได้รับรู้คำตอบที่เขาเคยค้นหามันมาก่อน ชีวิตของเขาไม่ได้ว่างเปล่าเหมือนแต่ก่อน ใครบางคนสอนให้เขารู้จักเชื่อใจคนอื่นและสอนให้ไม่เชื่อใจคนอื่นไปพร้อมๆกัน บางทีเขาอาจจะกลับมามีชีวิต...ชีวิตที่ไม่ได้ว่างเปล่าเหมือนร่างตายซากรอลมหายใจสุดท้าย สิ่งที่เขาตามหายังคงเป็นอิสรภาพเหมือนเดิม และบวกเพิ่มความสงบสุขที่เขาได้เรียนรู้จากหนังสือเพียงเล่มเดียวของเขา--ที่มันไม่ใช่ของเขาอีกต่อไปแล้วก็ตาม

ตู้ม

เสียงระเบิดดังกึกก้องเข้าไปในโสตประสาทของชายหนุ่ม...แรงปะทะทำให้ร่างกายเขาปลิวกระเด็นจากจุดที่เขาเคยยืนอยู่ มันเกิดขึ้นรวดเร็วจนเกิดคาดคิด เพียงวินาทีที่เพียงดินนึกเสียดายชีวิต ก่อนที่มันจะเลือนหายไปในชั่ววินาทีต่อมา ภาพเพื่อนเพียงคนเดียวของเขาในทุ่งนาสีเหลืองอร่าม แม้มันจะเป็นเพียงจินตนาการ...แต่น่าแปลกที่มันสวยงามเหลือเกิน

เขาปิดตาลง...หวนคิดถึงความสวยงามของอดีตที่จินตนาการได้ ปล่อยร่างให้ลอยละลิ่วไปตามลมเหมือนกับว่าเขาเป็นนกที่สยายปีก--โบยบินไปสู่อิสรภาพและความสงบที่แท้จริง

-จบ-

380 Nameless Fanboi Posted ID:hiR3VpTj2E

เขาบีบไหล่ทั้งสองข้างของเธอไว้แน่น กดร่างบางที่ไร้ความคิดขัดขืนนั้นลงกับโซฟา ไม่แม้แต่จะคิดปิดประตูห้องลงให้สนิทเสียก่อน

กลิ่นสาบสาวเจือกลิ่นเหงื่อและกลิ่นสุราลอยฟุ้งเข้าจมูก หากแต่ชายหนุ่มไม่สน เขากดร่างบางที่หายใจหอบกระชั้นนั้นลงนอน ใช้เท้าถีบบานประตูที่เผยออ้าอยู่จนมันสะบัดปิดดังปัง พร้อมสะบัดจนรองเท้าหนังหัวตัดคู่งามของเขาหลุดร่วงลงไปกองอยู่บนพื้น

หญิงสาวทำตาปรือ หายใจกระชั้นขึ้นเมื่อถูกโจมตีเข้าที่ซอกคอ เจ้าหล่อนยกมือขึ้นโอบรั้งคอของชายหนุ่มไว้แน่น จนเมื่อถึงจุดหนึ่งเธอก็ส่งเสียงครางในลำคอ เริ่มใช้ริมฝีปากคู่งามประกบจูบเข้าที่ลำคอของอีกฝ่ายเป็นการตอบโต้

คนทั้งคู่กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่บนโซฟา มือไม้ป่ายอากาศ เกี่ยวกระหวัดกันคล้ายเด็กน้อยยามฝึกว่ายน้ำ เสื้อผ้าสวยงามที่พวกเขาเคยสวมใส่บัดนี้ถูกดึงกระชากจนร่วงหลุดลงไปกองอยู่กับพื้น ยากที่จะจำแนกว่าชิ้นใดเป็นของผู้ใด

นานพอดูกว่าที่ชายหนุ่มจะยันกายลุกขึ้น ทั่วทั้งลำคอและแผงอกของเขาประดับไปด้วยรอยประทับจูบที่ขึ้นสีเด่นตัดกับสีของผิวหนังออกมา เขาใช้มือหยาบใหญ่ตบเข้าที่ข้างแก้มของหญิงสาวที่นอนหอบหายใจอยู่ทีหนึ่ง ก่อนที่จะเดินไปเปิดลิ้นชัก ล้วงเอาซองบรรจุถุงยางอนามัยออกมา

หญิงสาวปรายตามองมา พอดีเห็นอีกฝ่ายกำลังถอดกางเกงชั้นในลงพร้อมรูดเจ้าโลกให้อยู่ในสภาพพร้อมสวมเครื่องป้องกัน ชายหนุ่มเห็นสายตานั้นก็ยิ้ม ใช้นิ้วมือจัดการกิจอย่างรวบรัดก่อนที่จะก้าวเท้ากลับเข้าสู่สมรภูมิอีกครั้ง

เขารวบเอาขาเรียวทั้งสองข้างของหญิงสาวเข้าไว้ด้วยกัน ก่อนที่จะยกมันพร้อมกับรูดกางเกงชั้นในตัวจิ๋วขึ้นไปติดอยู่ที่ข้อเท้า ใช้นิ้วกลางกดเข้าที่ส่วนลับอันชุ่มชื้นนั้นจนหญิงสาวต้องสะดุ้ง ร้องโอยออกมาคำหนึ่ง

ชายหนุ่มหัวเราะ เขาโน้มขาเรียวคู่นั้นไปด้านหน้า รับรู้ได้ถึงความอ่อนนุ่มและยืดหยุ่นของร่างกายอีกฝ่าย ก่อนที่จะแยกมันออก แล้วจับวางพาดไว้บนบ่าของตน

หญิงสาวหลับตา รู้สึกได้ว่าขาทั้งสองข้างนั้นกำลังสั่นพร้อมกับจังหวะหัวใจที่เต้นรัวเร็ว เธอสัมผัสได้ถึงร่างกายของอีกฝ่ายที่กำลังโน้มเข้ามาใกล้ ยิ่งทำให้เธอไม่อาจ และไม่อยากที่จะคิดขยับตัวหลบเลี่ยงไปทางใดอีก

ริมฝีปากของคนทั้งคู่ประกบกัน หญิงสาวรู้สึกได้ถึงลิ้นอันร้อนแรงดุดันของเขาที่กำลังสอดแทรกเข้ามาเพื่อพัวพันกับลิ้นอันอ่อนนุ่มของเธอ รสรักนั้นแทบทำให้ประสาทสัมผัสอื่นมลายสิ้น เจ้าหล่อนแทบจะไม่รู้สึกตัวว่าบั้นท้ายถูกยกลอยขึ้นจากเบาะนวม เปิดทางให้อีกฝ่ายได้ชำแรกร่างเข้ามาหลอมประสานเป็นหนึ่งเดียว

381 Nameless Fanboi Posted ID:ED2dE5T+.U

>>380 บรรยายเวิ่นเว้อชิบหาย จนกูง่วง ไม่มีความโรแมนติกห่าเหวอะไรเลย

382 Nameless Fanboi Posted ID:xiRxPnFYCy

เขาดูดคอเธอ จ๊วบๆๆ เธอร้อง อ้าๆๆๆ เขาดูดนมเธอสลับเต้า แล้วใช้แก่นกายกระแทกเข้าใส่จุดสงวนของเธออย่างไม่ยั้งควย ตรับๆๆๆๆๆ

383 Nameless Fanboi Posted ID:eejcVnDImM

>>382 จากนั้นเขาก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา และพบว่าจริงๆแล้ว กำลังเยท่อนไม้อยู่

384 Nameless Fanboi Posted ID:4WcNdG63gy

>>383 ชายหนุ่มทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก มือลองแตะตรงหน้าท้อง และพบว่า...เชี่ย กูแตกกับท่อนไม้

385 Nameless Fanboi Posted ID:lwW8Kb0ke5

>>384 พอจับไปสักพักเขาก็ได้พบความจริงอันน่าตกใจว่าที่เขาเยอย่างเมามันเมื่อครู่มีเสี้ยนไม้แทงทะลุจนใช้การไม่ได้แล้ว

386 Nameless Fanboi Posted ID:eejcVnDImM

>>385 ชายหนุ่มลุบมือไปตามเสี่ยนไม้อย่างอัศจรรย์ใจ....มันค่อยๆงอกออกมาเป็นครวยนับล้านแท่ง

387 Nameless Fanboi Posted ID:UJotbS+FeR

>>386 ครวยพวกนั้น...จะเรียกว่าครวยคงไม่ถูก เพราะพวกมันค่อย ๆ แตกขยายกลายเป็นหลายสาย เหมือนเทนทาเคิลที่เขาอ่านในโดจิน

อา ชิบหายล่ะ... เขาคิด

แต่จู๋กูก็โด่อีกรอบแล้ว

388 Nameless Fanboi Posted ID:lwW8Kb0ke5

>>387 แล้วเทนตาเคิลเหล่านั้นก็ค่อยๆ ยืดขยายออกไปพันธนาการร่างกายของเขาแล้วจู่โจมจากทุกทิศทางเหมือนฝนห่าใหญ่

389 Nameless Fanboi Posted ID:8UScWH6hAv

>>388 เมื่อเทนทสเคิลจู่โจเข้ามา ผมจึงขอให้มีการจัดการเรียนรู้ที่จะทำให้เกิดความรู้สึกแล้วพักไว้ให้ลูกสาวที่มีความสุขมากที่สุดในโลกครั้งแรกของปีก่อนคริสตกาลการศึกษาและพัฒนาระบบการถ่ายทอดความรู้ความจริงแล้วมันจะไม่สามารถทำให้เกิดความผิดพลาดในการจัดการกับความต้องการของลูกน้อยของเราจะไม่ค่อยมีเวลาให้กับผู้ที่มีคุณภาพสูงที่สุดของโลกที่มีคุณภาพสูงที่สุดของโลกในแง่ดีและไม่มีความคิดของคนไทยคนแรกในรอบปีการศึกษาในระดับสูงสุดในรอบปีการศึกษาในระดับสูงสุดของคุณจะต้องเป็นไปตามที่ได้รับการยอมรับในระดับหนึ่งแล้วก็มีแต่คนที่มีความสุขมากที่สุดในโลกออนไลน์ศรีปทุมถได้อย่างรวดเร็วในการทำงานของเราจะได้รับความนิยมมากในการทำงานที่เกี่ยวกับการใช้งานง่ายและสะดวก

390 Nameless Fanboi Posted ID:kO5M3PxVI7

อีรีรู้จัก ‘ซาก’ มาตั้งแต่จำความได้ จึงไม่เห็นว่าร่างเน่าเหม็นที่เดินตุหรัดตุเหร่อยู่ข้างทาง หรือสุสานแปลกประหลาดอะไร สิ่งที่เธอคิดยามบังเอิญเห็นคนรู้จักที่เพิ่งถูกฝังไม่กี่วันก่อนเดินผ่านหน้าบ้าน มีเพียงว่าเขาหรือเธอจะถูกเจ้าหน้าที่เก็บไปหรือเน่าเปื่อยไปเองก่อน

‘เหมือนหมาจรจัด’ พ่อเคยเปรียบเปรยด้วยสีหน้ารังเกียจหนหนึ่ง ‘กลิ่นเหม็น กินไม่เลือก ไร้สติปัญญา’ อีรีเห็นตามที่เขาว่าทุกอย่าง และเธอก็เห็นอีกด้วยว่าพวกซากไม่ได้เป็นเช่นนั้นเพราะอยากจะเป็นเสียหน่อย

เธอไม่รู้หรอกว่าพวกเขาลุกขึ้นมาจากหลุมเพราะอะไร เหตุผลอาจจะยากพอ ๆ กับที่ว่าทำไมพระอาทิตย์ถึงขึ้นทางทิศตะวันออก ซึ่งอีรีคิดว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็นต้องรู้ ถึงต่อให้รู้แล้วจะอย่างไร ในเมื่อสุดท้ายทุกคนก็ต้องตาย นอนพักในหลุมที่กลบไว้หลวม ๆ สักวันสองวัน ก่อนตื่นมาเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วเมืองอย่างไร้จุดหมาย เคลื่อนไหวเหมือนมีชีวิต แต่ไร้จิตใจ

‘อากาศเคยดีกว่านี้มาก อ้อ อีรี ก่อนไปโรงเรียนห้ามเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ละ’ พ่อมีเรื่องให้บ่นพวกซากไม่น้อยทีเดียว จมูกของพวกผู้ใหญ่ไม่ชินกลิ่นเนื้อเน่าเหมือนเด็ก ๆ รุ่นอีรี เมื่อไหร่ที่เธอกับเขาทะเลาะกัน อีรีจะแกล้งลืมปิดประตูรั้วปล่อยให้พวกซากเดินกระโผกกระเผกเข้ามาในสวน น้ำเหลือง เศษผิวหนังสีคล้ำหยดย้อยลงสนามหน้าบ้าน ฝีเท้าไม่มั่นคงเหยียบย่ำกอกุหลาบจนป่นปี้ จากนั้นเธอก็จะขึ้นไปเปิดหน้าต่างให้กลิ่นเน่าโชยเข้ามาฝังในผืนพรม ผ้าห่ม หมอนที่เธอไม่รู้สึกว่าแย่อะไรนัก ตรงข้ามกับพ่อที่อาจคลั่งเจียนตาย

อีรีทำลงไปด้วยความโกรธ และผลของมันทำให้เธอสะใจลึก ๆ ภาพแม่ถูกเคียวไร้คมเกี่ยวเข้าไปในตู้กระจกรวมกับซากของคนแปลกหน้าติดใจเธออยู่ทั้งที่ผ่านมาแล้วหลายปี เด็กหญิงไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อถึงรอให้แม่เน่าสลายเงียบ ๆ ไม่ได้ เธอไม่เห็นพิษภัยในตัวแม่แม้แต่น้อย แม่เชื่องช้าออกขนาดนั้น ช่วยเหลือตัวเองยังไม่ได้เลย แล้วจะมีปัญญาทำร้ายเธอกับเขาได้ยังไง

คนเป็นต่างหากที่อีรีเห็นว่าน่ากลัว

พวกเพื่อนร่วมชั้นเกเรของอีรีมักขว้างปาหินใส่พวกซากระหว่างทางกลับบ้าน คนตายไม่มีความรู้สึกหรือเจ็บแค้นยิ่งทำให้พวกนั้นได้ใจ บางคนกล้าถึงขนาดต้อนซากศพให้ตกลงไปในลำน้ำเชี่ยว มองดูร่างพองอืดลอยผลุบ ๆ โผล่ ๆ ไปตามสายน้ำด้วยความคึกคะนอง เพื่อนคนหนึ่งเคยชวนอีรีให้เล่นสนุกด้วยกัน แต่เธอสลัดภาพของแม่ออกไปไม่หลุด ลำคออีรีแสบร้อนด้วยความรู้สึกผิดต่อศพที่กำลังถูกรังแกและแม่ที่ตายถึงสองครั้งเพราะความตาขาวของตัวเอง

หากย้อนเวลาได้อีรีจะไม่ยอมให้พ่อแตะต้องแม่แม้แต่ปลายผม ก่อนแม่ถูกฆ่า บางทีเธออาจจะฆ่าเขาก่อน แต่ชีวิตมักเต็มไปด้วยเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ ‘หากรู้’ ใคร ๆ ก็คิดแต่ว่า ‘หากรู้…’ หากรู้ว่าจะเป็นแบบนี้อีรีจะมีความกล้าพอปกป้องแม่ไหม เอาเข้าจริงเธอก็ไม่รู้อีกเช่นกัน เธออาจจะหลบอยู่ในตู้เสื้อผ้าด้วยความหวาดผวากระทั่งเสียงโครมครามชั้นล่างเงียบลงเหมือนทุกที หรือวิ่งออกไปนั่งเล่นสวนสาธารณะจนค่ำค่อยกลับเข้าบ้านราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นในห้องครัว

อีรีกลัวพ่อ กลัวแม่เจ็บ นอกจากนั้น เธอก็กลัวจะถูกทำร้ายไปด้วย คำขอโทษต่อซากของแม่ไม่อาจได้รับการอภัย เธอจึงกอบบาปนั้นเข้ามาบดขยี้ให้เศษแหลมทิ่มแทงตัวเองอยู่ข้างใน เลือดหลั่งจากท้องแขนสู่ปลายนิ้ว หยดลงในปากซึ่งหนอนแมลงคลานยั้วเยี้ยแย่งชอนไชเนื้อแหว่งวิ่น

“หนูขอโทษ หนูขอโทษ หนูขอโทษ” อีรีพึมพำซ้ำ ๆ อยู่บนขั้นบันไดเหนือกล่องไม้ทำจากตู้เสื้อผ้าเก่า น้ำตาผสมเลือดรินรดลงบนซากที่กำลังกลิ้งเกลือกอย่างน่าเวทนาบนกองเลือดเน่า บางคราวเขาจะเงยหน้าขึ้นมาราวกับรู้ว่าเธออยู่ตรงนั้น อ้าปากรับเลือดที่ไหลจากกายพร้อมวิญญาณ

ประสาทสัมผัสทึ่มทื่อไม่ตอบสนองต่อเลือดหรือสิ่งกระตุ้นใด ๆ อีรีสงสัยว่าเขาอาจรู้สึกถึงความโศกเศร้าของเธอ

“หนูไม่เหมือนพ่อ หนูอยู่แบบนี้ไม่ได้ ขอโทษ ขอโทษ…” เสียงแผ่วผิวคล้ายบอกตัวเอง อีรีสังหรณ์ว่าเธอคงไม่ตายเพราะเสียเลือด จึงแขวนบ่วงเชือกสีขาวสกปรกเผื่อไว้บนราวบันไดด้วย

เธอไม่อาจตายก่อนซากในกล่องหยุดเคลื่อนไหว วาระสุดท้ายของแม่ที่เธอเสียไป เขาจะต้องจ่ายแทน !

ริมฝีปากอีรีแห้งแตกเพราะขาดน้ำ ร่างกายผ่ายผอม ลมหายใจรวยริน กลิ่นของเสียปะปนซากคละคลุ้งทั่วบ้าน และอาจแรงไปถึงถนนด้านหน้า ทว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยกลิ่นน่าสะอิดสะเอียนอยู่แล้ว เธอจึงได้เฝ้ามองการตายครั้งที่สองนี้โดยไม่ถูกเพื่อนบ้านเข้ามารบกวน

ตัวหนอนกลายเป็นดักแด้สีน้ำตาลเข้ม และอีกไม่นานก็คงกลายแมลงเสาะหาซากอื่น อีรียังคงสติได้ขนาดนึกขบขันว่าพวกมันอาจวางไข่ในร่างของเธอต่อ

กินเถอะ คนตายเจ็บไม่เป็นหรอก

ใบหน้าของซากที่เธอทั้งรักทั้งชังไม่เหลือเค้าเดิมอีกแล้ว เนื้อหนังถูกหนูและแมลงแทะกินจนเห็นแต่กระดูก แต่กลับยังเหลือแรงก่อเสียงครืดคราด

เน่าสลายเงียบ ๆ

391 Nameless Fanboi Posted ID:kO5M3PxVI7

หากตอนนั้นแม่ไม่ถูกเก็บไปก่อนก็คงจะเป็นแบบนี้

น่าเศร้าที่อีรีไม่รู้สึกพอใจเลยสักนิดเมื่อเห็นเขาตกอยู่ในสภาพเดียวกับแม่ ความโกรธเกลียดยังคงอยู่ น้ำหนักของมันแทบจะโถมทับเธอให้ตกลงไปในกล่องไม้ แต่จะให้เธอตายพร้อมเขาน่ะหรือ ไม่มีทาง !

เมื่อแมลงเริ่มวางไข่อีกครั้งในเนื้อเน่าชิ้นสุดท้าย ซากก็หยุดเคลื่อนไหว หนูบางตัวเริ่มแวะมาสำรวจชีวิตของอีรี เธอสัญญาว่าพวกมันจะได้กินอย่างอิ่มหนำ เฉือนเนื้อต้นขาโยนให้แทนมัดจำ ก่อนสาวบ่วงเชือกขึ้นมาคล้องคอ

มืออีรีกระตุกวูบหนึ่งที่เผลอมองดูโครงกระดูกก้นกล่อง เธออาจเก็บมันออกก่อนค่อยจัดการกับตัวเอง ความคิดที่ว่าซากของตนอาจเกลือกกลั้วอยู่กับชิ้นส่วนของเขาเกินกว่าจะรับได้ เธอจึงถอดบ่วงอันหนักอึ้งออก คลานลงไปลากซากให้พ้นจากกล่องอย่างทุลักทุเล ตอนยังมีชีวิตอยู่เธอผลักเขาไม่เทือนเลยด้วยซ้ำ ดูตอนนี้สิ อีรีที่ใกล้ตายถึงขนาดจับเขาไปวางตรงไหนก็ได้

ซากพ่อกับแม่รวมกันหนักน้อยกว่าบาปของเธอเสียอีก

อีรีเงยหน้ามองบ่วงที่กำลังแกว่งน้อย ๆ ราวกับเชิญชวน เธอเหนื่อยเกินกว่าจะปีนขึ้นไปหามันแล้วตอนนี้ บางทีเธออาจไม่ต้องพึ่งมัน กระนั้นก็ไม่อยากให้ซากตัวเองออกไปเพ่นพ่านแล้วจบลงในคูน้ำ เด็กหญิงจึงเค้นแรงเฮือกสุดท้ายกระเสือกกระสนกลับขึ้นบันได และขณะกำลังพักอยู่บนขั้นที่สาม เสียงใครบางคนก็ดังขึ้น

“มีอะไรให้ช่วยอีกไหม”

แต่ประสาทหูเธอเสียไปแล้ว และดวงตาก็กำลังจะบอดเพราะความมืด หลังจากหายเหนื่อย อีรีก็เริ่มปีนต่อไป

392 Nameless Fanboi Posted ID:PLD7tW3UTx

>>390 อ่านจนจบแล้วชอบนะ ภาษากับวิธีการสื่อถือว่าดีเลย แต่ช่วยสรุปให้ฟังทีได้มะ งงเนื้อเรื่อง

393 Nameless Fanboi Posted ID:kO5M3PxVI7

>>392 ขอบคุณที่อ่านกาวของกุนะ ยังคิดอยู่ว่าจะมีใครเข้าใจด้วยมั้ย

มันเป็นอโพคาลิปส์ที่คนตายจะฟื้นขึ้นมา แต่ละประเทศก็มีวิธีจัดการซากต่างกัน แต่เทศบาลที่เด็กนี่อยู่มันไม่ค่อยดี คนตายก็เลยออกมาเพ่นพ่านบ่อยๆ อยู่สภาพนี้มานานมากจนคนชินกันแล้ว ยกเว้นพวกแก่ๆ ที่เคยเห็นโลกสดใสกว่านี้ ส่วนบ้านเด็กนี่ domestic violence พ่อตีแม่ตาย พอแม่ฟื้น เด็กมันก็ต้อนแม่มาบ้าน พ่อมันไม่ชอบกลิ่น ไม่ชอบซากอยู่แล้วก็เลยเรียกเทศบาลมาเก็บ แต่อีเด็กนี่มันรักแม่ อยากอยู่กับแม่จนกว่าจะตายอีกครั้งจริงๆ พอถูกขัด มันเลยแอบแค้น บวกจิตอ่อนๆ กับเก็บกดมานานด้วย ฆ่าพ่อตัวเองซะ ตรงที่มีคนช่วยใส่มากันพล็อตโฮลเฉยๆ เด็กจะมีแรงทำตู้เสื้อผ้าเป็นกล่องได้ยังไงวะ

394 Nameless Fanboi Posted ID:kqWbDERJ8n

>>393 อย่างนี้นี่เอง ตอนแรกนึกว่าเป็นพล็อตแนวซอมบี้ทั่วไป พออ่านแล้วก็เข้าใจอารมณ์ตัวละครกับบรรยากาศในเรื่องได้พอสมควรเลย อ่านงานมึงแล้วเหมือนกลับไปอ่านงานอาร์ตๆ ของนักเขียนช่วงปี 40-50 วิธีการเปรียบเปรยหรือใช้คำสื่ออารมณ์มันคมดี เป็นงานที่อาจไม่ถูกใจเด็กรุ่นใหม่ แต่สำหรับวัยทำงานแบบกู อ่านแล้วถือว่าดีใช้ได้เลย ถ้ามึงเขียนแบบนี้ไว้ตอนช่วงสิบปีก่อนกูคงอยากซื้อเก็บไว้ในห้องหนังสือที่บ้าน ฝีมือดีเกินกว่าจะเป็นได้แค่เรื่องสั้นที่เขียนไว้บนเว็บใต้ดินไม่ค่อยมีใครแวะเวียนมาแบบนี้

395 Nameless Fanboi Posted ID:BsaaSC37dv

พ่อยังจำได้ดีถึงเหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความงุนงงสงสัย ว่ามันเป็นเพียงความฝันที่เกิดขึ้น
หรือเป็นความจริงกันแน่?.... (โปรดใช้วิจารณาญาณในการอ่าน)....

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นคำบอกเล่าจากความฝันของ "ช่างเทคนิคแห่งแสง" (Luna) คืนนั้น
ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม 2012 ในราวๆ ตีสาม พ่อรู้ถึงความผิดปกติของไฟชั้นล่าง
ของบ้านที่พ่ออาศัยอยู่กับลูกๆ

จึงเดินลงไปสำรวจดูว่าทำไมถึงยังไม่ได้หลับนอน ก็เจอกับช่าง เทคนิค กำลังอยู่ในภวังค์
สมาธิ และ พ่อรออยู่พักหนึ่งเขาก็ลืมตาขึ้น พ่อก็เลยถามว่ามีอะไรหรือ? ถึงมานั่งทำสมาธิ
เสียดึกดื่น เขาก็ตอบมาว่า มีซิ? ลูกไม่อยากทำเลยแต่ทนการร้องขอไม่ไหวและมันเป็นสิ่ง
สร้างความลำบากใจให้ช่างเทคนิคมากๆ

แต่เพราะมันเป็นภาระหน้าที่ ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือปฎิเสธได้ มันเป็นการสยบความอหังการ์ของชาติมหาอำนาจชาติหนึ่ง เพื่อเป็นการเตือนถึงความอ่อนด้อยทางด้านเทคโน
โลยี่ หากต้องมาต่อกรกับรูปธรรมชีวิตชั้นสูงของต่างดาว

Luna เปรียบเสมือนอยู่ในโลกสองมิติเหมือนมีชีวิตในสองรูปแบบ เมื่อเวลายามตื่นก็จะ
เหมือนกับปุถุชนทั่วๆ ไป ไม่มีความแตกต่างๆ ใดๆ ทั้งสิ้น แต่หากเมื่อถึงยามหลับแล้ว ตัว
เขาก็จะคืนสู่ร่างใหม่ในอีกมิติหนึ่งคือ เขาเป็น ผ.บ.ยาน Mothar Ship Class Maestro
ซึ่งมีขนาดพื้นที่ยาน 1,570 ตารางไมล์ และ บรรจุยานลูกได้ถึง.. 2,000 ลำ..

และ Luna มีหน้าที่สำคัญคือการปกป้องและคุ้มครองโลกไม่ให้ได้รับภยันตรายจากพิบัติ
ภัยต่างๆ ที่จะมากรํ้ากรายโลกโดยมนุษย์ไม่สามารถช่วยเหลือหรือป้องกันตัวเองได้ และ
จะถูกเรียกใช้งานเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญที่จะต้องตัดสินใจ

เช่นครั้งคราวนี้ โดยประมุขดาวศุกร์ร้องเรียนมายัง สมาพันธ์แกแลคติกแสงสว่างแห่ง
จักรวาล โดยในมิติที่ 5 นั้น ดาวศุกร์ไม่ได้ร้อนแรงจนสามารถละลายตะกั่วได้เหมือนใน
มิติที่ 3 หรอกนะ โดยประมุขดาวศุกร์ให้ช่วยจัดการความแค้นเคืองที่ชาติมหาอำนาจบาตร
ใหญ่กระทำต่อเจ้าหญิงแห่งดาวศุกร์ที่กำลังเดินทางมายังโลกด้วยยานบินส่วนตัวเพื่อมา
ทำภารกิจบางอย่างบนโลก

แต่เป็นเพราะเหตุว่ายานบินที่องค์หญิงโดยสารมาประสบเหตุขัดข้องในขณะนำยานเข้าสู่
แรงโน้มถ่วงโลกเร็วเกินไป ทำให้เกราะป้องกันยานชำรุดเสียหาย และ เรดาร์ชายฝั่งจับ
ภาพได้ จึงส่งเอฟ 15 F 4 ลำ ขึ้นมาขัดขวาง มีการไล่ต้อนยานบินของเจ้าหญิง และ ใช้
จรวดอากาศสู่อากาศยิงยานบินลำที่องค์หญิงเสด็จอยู่ในยานนั้น

แม้จะมียานบินคุ้มกันสองลำก็ไม่อาจรักษาชีวิตเจ้าหญิงไว้ได้ และ ยานบินของเจ้าหญิงก็
ตกสู่พื้นท้องทะเลใกล้หาดไมอามี่ ชาติมหาอำนาจได้ใช้เรือรบเข้าขัดขวางการช่วยเหลือ
ยานบินของเจ้าหญิง และ ใช้ปืนเรือระดมยิง และ ใช้ระเบิดนํ้าลึกจมยานที่มีเจ้าหญิงอยู่
ลำนั้นจนพระองค์สิ้นชีวิตอยู่ในยานในเวลาต่อมา

ฝ่ายยานบินคุ้มกันเจ้าหญิงได้พยายามช่วยเหลือองค์หญิงอย่างเต็มที่ โดยการใช้อาวุธ
พิเศษสร้างคลื่นพายุเฮอริเคน ซัดใส่กองเรือนั้น จนทำให้มีเรือของชาติมหาอำนาจจมไป
1 ลำ และ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชายฝั่งไมอามี่ อย่างหนัก และ อย่างไม่มีเค้าลางของพายุร้ายมาก่อนเลย

ประมุขดาวศุกร์ได้วิงวอนร้องขอความยุติธรรมให้แก่เจ้าหญิงซึ่งก็คือภรรยาของประมุข
ดาวศุกร์นั่นเอง ขอให้ Luna คืนความยุติธรรมให้แก่ภรรยาท่านด้วย โดยขอให้นายช่าง
เทคนิค ให้บทเรียนแก่กองเรือชาติมหาอำนาจด้วยเถิด และ จากคำวิงวอนหลายครั้งได้
มีการประชุมใหญ่ในสมาพันธ์แสงสว่างฯ ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงและต้องจำยอมปฎิบัติ
ตามคำขอนั้น

และ นี่คือปฎิบัติการเอาคืน โดยการส่งยานบินรบฝูงใหญ่นับสิบลำ โดยเล็งเป้าหมายไปที่
เรือ Stealth Destroyer เป็นเรือที่มีอานุภาพสูงสุดของกองเรือมหาอำนาจนั้น เรือชั้นนี้มี
ด้วยกัน 3 ลำ และ เป็นหนึ่งที่จะต้องกำหราบ

396 Nameless Fanboi Posted ID:wAwITZQEQW

คนในหมู่บ้านนี้กำลังกลายเป็นตุ๊กตา...

ไม่รู้ว่าเริ่มต้นจากอะไร หรือเริ่มต้นจากใคร แต่คนภายในหมู่บ้านแห่งนี้ค่อย ๆ กลายเป็นตุ๊กตาไปทีละคน ทีละคน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ หรือคนชรา ไม่ว่าใครก็กลายเป็นตุ๊กตากันได้ทั้งนั้น จนตอนนี้จำนวนตุ๊กตามนุษย์ในหมู่บ้านมากมายเต็มไปหมด

มาลีใฝ่ฝัน...ฝันว่าเธออยากเป็นตุ๊กตา

ก็ตุ๊กตานั้นทั้งแสนสวยและอ่อนหวาน เด็กหญิงจำได้ดีถึงตุ๊กตาพี่สิตางค์ สาวสวยประจำหมู่บ้าน ตุ๊กตาผิวสีขาวละเอียดดั่งกระเบื้องเคลือบที่เอนกายพิงเก้าอี้หวายบุนวมอาบแสงแดดยามเช้า ใบหน้าเล็กนั้นยังคงปรากฏความงามสมัยครั้งเธอยังเป็นมนุษย์...ไม่สิ เรียกได้ว่างดงามกว่าครั้งที่เป็นมนุษย์เสียด้วยซ้ำ ยิ่งชุดสีขาวฟูฟ่องเหมือนขนมสายไหมอันแสนบริสุทธิ์ ยิ่งทำให้ตุ๊กตาดูช่างน่าทะนุถนอมเหลือเกิน

เด็กหญิงไม่เคยมีตุ๊กตา

แม่บอกกับมาลีอยู่เสมอว่าตุ๊กตานั้นไม่จำเป็นสำหรับเธอ เพียงแค่ของเล่นเด็กที่ไม่ได้มีคุณค่าอะไรนอกจากใช้ประดับตกแต่ง แต่เด็กหญิงวัยหกปีไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมแม่ถึงไม่ให้ตุ๊กตากับเธอ ในเมื่อไม่ว่าเด็กคนไหนก็มีตุ๊กตาทั้งนั้น เด็กผู้หญิงมีตุ๊กตาหญิงสาว ตุ๊กตาหมี ตุ๊กตากระต่าย และเด็กผู้ชายมีตุ๊กตาทหาร ตุ๊กตายานรบ ขนาดสัตว์เลี้ยงของคุณป้าคนรวยที่ท้ายหมู่บ้านยังมีตุ๊กตาเป็นของตัวเองเลย

397 Nameless Fanboi Posted ID:aN.sWLgEWf

>>393 อย่างอื่นดีหมด ยกเว้นตรงเรื่องแม่ตายนี่แหละ งงๆ ถ้าไม่อ่านอธิบายก็ไม่รู้ว่าตายจากพ่อ อยากให้แต่งยาวๆ เลยแฮะ สนุกดี

398 Nameless Fanboi Posted ID:+1fs6E/1Yx

>>396 เอ๊ะ... เหมือนจะเก๊ทอะไรบางอย่างแต่ไม่เก๊ทดีกว่า

ปล.ถ้าตุ๊กตาตอนแรกไม่ได้ชื่อสิตางค์ กุอาจจะอินกับคำบรรยายของมิง
ปล.2 ใครสงสัย ให้เซิร์จ "สิตางค์ บัวทอง"

399 Nameless Fanboi Posted ID:cPj0yW/JTc

>>398 ห่า กูไม่ได้คิดเลย กูคิดแต่ว่าชื่อสิตางค์แม่งเพราะดี