Fanboi Channel

นิยายจากโม่งโดยโม่งเพื่อโม่ง

Last posted

Total of 735 posts

706 Nameless Fanboi Posted ID:VmkhLqY2HJ

แรกนั้น Z สนใจเขาเพียงเพราะว่านานมากแล้วที่ไม่ได้พูดคุยกับใครสักคน เมื่อพระจันทร์โผล่พ้นกลีบเมฆทอแสงเงินยวงลงมาขับไล่ความดำมืดของป่าประดิษฐ์ เขาก็ปรากฏตัวขึ้นหน้าประตูรั้วที่ถูกโซ่เส้นใหญ่ล็อกไว้อย่างแน่นหนา ไม่มีความลังเลเลยสักนิดขณะป่ายปีนเข้ามา Z เดาว่าเขาคงอยากพิสูจน์เรื่องลึกลับไร้สาระที่พวกแม่บ้านแต่งขึ้นไม่ให้เด็ก ๆ ของพวกหล่อนเตร็ดเตร่อยู่นอกบ้านหลังตะวันตกดิน

เด็กหญิงแอบอยู่เงียบ ๆ ในเงาต้นไม้ใหญ่ ยังไม่อยากรีบไล่ผู้บุกรุกออกไปเร็วนัก สนทนากันสักหน่อยก่อนทำให้เตลิดกลับบ้านคงไม่บกพร่องต่อหน้าที่เท่าไหร่หรอกกระมัง

“แต่จะออกไปคุยอะไรด้วยล่ะ” เด็กหญิงพึมพำ คิ้วขมวดมองร่างผอมแห้งเดินผ่านไปโดยไม่มีทีท่าจะรับรู้ถึงตัวตนของหล่อน “เชื่อเลยว่าเจ้านี่ตาบอดแหง”

มันก็มีบ้างเหมือนกันละนะคนแบบนี้

Z ถอนหายใจ ก่อนจะเริ่มตามไปอย่างเงียบเชียบภายใต้เงาดำของแมกไม้ ขณะที่ชายหนุ่มผู้นั้นเดินดุ่มอยู่กลางแสงจันทร์ เป็นธรรมดาว่าเราจะมองไม่เห็นในที่มืด และแสงจ้าแสบตาก็บดบังทัศนวิสัยเช่นกัน สองสถานที่ซึ่งถูกแบ่งด้วยเส้นขาวดำจึงรับรู้ถึงกันได้เพียงเลือนราง

จะมีก็แต่บางเวลาที่ความมืดกับความสว่างซ้อนเหลื่อมกันเช่นวันเกิดสุริยุปราคาและคืนวันเพ็ญเช่นนี้ จึงพอจะข้าม ‘ขอบเขต’ ไปมาหาสู่กันได้

กระนั้นก็ไม่บ่อยนักที่จะมีคน ‘หลง’ เข้ามาในป่าประดิษฐ์ในค่ำคืนอันเหมาะเจาะ

ช่วงเวลาที่เส้นเขตแดนเลือนราง มลพิษเสียงและอากาศจากภายนอกถูกกรองกั้นด้วยกำแพงต้นไม้แน่นหนา และมนุษย์ผู้บ้าบิ่น ไม่มีอะไรจะทำให้ Z พึงใจมากกว่านี้อีกแล้ว

“กำลังจะไปสะพานเหรอ” Z ส่งเสียงทัก ก้าวออกมาเงาต้นไม้ ความเงียบสงัดทำให้เสียงลมหายใจไม่สม่ำเสมอของชายหนุ่มดังชัด

“ใช่ ทางนี้ถูกไหม” ชายหนุ่มถามกลับเสียงแหบแห้ง

โอ ไม่ตกใจเลยแฮะ

Z นึกทึ่งระคนชื่นชม ดีเหมือนกัน หล่อนจะได้ไม่เสียเวลากล่อม

รอยยิ้มจุดขึ้นมุมปากก่อนเอ่ยต่อ “กิโลกว่า ๆ เลยนะ เดินไหวเหรอ”

“ไกลกว่านี้ก็เดินมาแล้ว”

Z สังเกตรูปร่างหน้าตาคนข้าง ๆ อย่างไม่เกรงใจ ใบหน้าไม่มีอะไรให้วิจารณ์ เว้นแต่นัยน์ตาโศกเศร้าที่หล่อนมองผิดไปนิดหน่อยตอนปีนรั้ว จะว่าใจกล้าหรือไร้หนทางกันแน่ล่ะทีนี้ เด็กหญิงไม่ใส่ใจความรู้สึกละเอียดอ่อนของคนที่อีกไม่นานก็จะหายไป จึงไม่ควานหาอะไรในสีหน้าแววตานั้นอีก ร่างกายอมโรคกับเสื้อผ้ามอซอมองไม่ออกว่าสีเดิมคืออะไรนั้นต่างหากที่น่าสนใจ กลิ่น รอยเปื้อน ริ้วรอยบนหน้า รอยเผาของแดด รอยด้าน แผลเป็น ต่าง ๆ นานาเหล่านี้หากเชี่ยวชาญมากพอก็สามารถทำนายอาชีพ ฐานะ หรือกิจวัตรของเขาคนนั้นได้

เท่านี้เองที่ Z ใคร่รู้ ถือเป็นการเก็บสถิติพิลึก ๆ ของหล่อนก็ว่าได้

“ที่นี่มีเจ้าของนะรู้ไหม”

“ของเธองั้นเหรอ”

“อือ ก็ประมาณนั้นละ” Z ยิ้มตาหยี ที่จริงแล้วหล่อนมีหน้าที่เพียงรักษาความสงบเรียบร้อยของป่าประดิษฐ์ซึ่งถูกเปลี่ยนรายชื่อผู้ถือครองบ่อยจนหล่อนคร้านจะจำว่าใครกันแน่เป็นเจ้าของอยู่ตอนนี้ ยาวนานเกินกว่าหนึ่งช่วงชีวิตมนุษย์ที่ใช้ชีวิตเวียนวนอยู่ในนี้ เฝ้ารอวันที่เส้นเขตแดนรางเลือนและใครสักคนหลงเข้ามาเป็นเพื่อนคุยแค่ชั่วยาม

แค่พอให้ไม่ลืมภาษาพูดของตัวเองไป

“มาจากชายฝั่งเหรอ” หล่อนได้กลิ่นน้ำมันเครื่องกับเกลือติดเสื้อผ้า

คำตอบนั้นคือสายตาไม่เป็นมิตรวาววับขึ้น เด็กหญิงหัวเราะคิก ถ้าไม่ทำหน้าตะลึงก็ต้องถูกเขม่นแบบนี้ล่ะ หล่อนชินแล้ว

ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่ชอบถูกอ่านความคิดสินะ ทั้งที่คิดได้เช่นนี้ แต่ Z ก็ยังล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวของพวกเขาด้วยข้ออ้างที่ว่ารู้ไปก็เท่านั้น ท้ายสุดแล้วก็ไม่ได้มาเกี่ยวข้องอะไรกันอีกอยู่ดี

“ก็แค่เดาน่ะ ไม่นึกว่าจะถูก”

ชายหนุ่มจากเมืองชายฝั่งคงดูออกว่าหล่อนแกล้งหยอกจึงไม่คิดต่อความ ค่ำคืนไม่ยาวนานพอให้ถือสาเด็กประหลาด

“แถมท่าทางจะป่วยอยู่ด้วย เจ้าเพิ่งออกจากโรงพยาบาลละสิ” หล่อนว่าต่อ กลิ่นยาติดผิวกายแน่นทีเดียว “นี่ ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าหายป่วยหรือยัง แต่ถ้าจะไปสะพานมันดูไม่ฉลาดเอาเสียเลย”

“ทำไมถึงคิดว่าฉันจะไปสะพานล่ะ” ชายหนุ่มก้าวเท้ายาวขึ้น

“ก็เจ้าบอกข้าเองเมื่อกี้นี่” Z เร่งฝีเท้าเร็วขึ้น “และคนที่เข้ามาในป่านี้น่ะ… อยากไปสะพานกันทั้งนั้น”

ถ้าไม่นับพวกเด็กเกเรที่ชอบเล่นเกมพิสูจน์ความกล้าน่ะนะ

“เจ้ารู้ใช่ไหมว่ามีอะไรอยู่ที่นั่น” เด็กหญิงหรี่ตามองเสี้ยวหน้าซีดเซียวด้วยความเวทนา

“มีอีกโลก”

“แล้วโลกนั้นเป็นยังไงล่ะ”

707 Nameless Fanboi Posted ID:VmkhLqY2HJ

“เธอเป็นเจ้าของก็น่าจะรู้สิ”

“เสียใจด้วย ถึงจะเป็นข้าก็ไม่รู้หรอกนะ” Z ยิ้มในหน้า ชายหนุ่มเหลือบมองหล่อนด้วยสีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ ซึ่งหล่อนก็ไม่ได้ต้องการรู้อยู่แล้วว่าเขาจะสุขหรือเศร้า นอกจากเรื่องที่เขากำลังจะไปสะพานแล้วก็ไม่มีอะไรให้ Z เข้าไปยุ่งเกี่ยว

‘สะพาน’ นั้นอยู่ใจกลางป่าประดิษฐ์ซึ่งถูกสร้างขึ้นทดแทนต้นไม้จริง ๆ ซึ่งใกล้จะสูญพันธุ์ไปจากโลก ดัดแปลงต้น ใบ ดอก และผลให้สังเคราะห์ออกซิเจน ไอน้ำ และน้ำตาลภายใต้เงื่อนไขเดียวกับของจริง ต้นไม้เทียมน้อยใหญ่ถูก ‘ติดตั้ง’ อย่างเป็นระเบียบจนน่าขยะแขยงอยู่กลางเมืองที่เต็มไปด้วยมลพิษ สิ่งประดิษฐ์โสโครกราวกับรังไหมห่อหุ้มโครงสร้างผิดยุคผิดสมัยอย่าง ‘สะพาน’ และ Z ไว้ไม่ให้ล่วงไปกับเวลา

ผูกหล่อนกับสะพานไว้กับพลังงานโบราณที่แม้แต่ในยุคสมัยของ Z เองก็หาคำอธิบายให้ไม่ได้

“ถ้าผ่านไปแล้วจะกลับมาไม่ได้อีกนะ” Z ยิ้มเล็กยิ้มน้อย ยากจะเดาว่ากำลังหยอกเย้าหรือเตือนเขากันแน่ “แต่ถ้ากำลังหนีเพราะไปทำอะไรไม่ดีมา ข้าแนะนำที่ซ่อนอื่นให้ก็ได้นะ”

“ฉันไม่ได้หนี !” ชายหนุ่มขึ้นเสียง ถอยออกจากเด็กหญิงเล็กน้อย

“แต่สภาพเจ้าไม่บอกเช่นนั้นเลยรู้ตัวไหม” เด็กหญิงกล่าวต่อโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “ข้าจะบอกอะไรให้นะว่าคนปกติเขาไม่ดั้นด้นไปในที่ที่ไม่รู้ว่ามีอยู่จริงหรือเปล่าหรอก ใครยืนยันกับเจ้าล่ะว่าสะพานนั้นมีอีกโลกรออยู่ ไม่ใช่ความว่างเปล่า หรือเหน็บหนาว เจ้ากำลังหนีใคร หนีจากชีวิตตัวเองอยู่ล่ะสิ”

“สะพานนั้นเป็นเขตหวงห้ามหรือไง”

“ม่ายยย… มันไม่เหมือนกับเดินหลงเข้าไปในซอยตันหรอกนะ เจ้าไม่รู้ว่าข้ามไปแล้วจะพบเจอกับอะไร หากมันเป็นอะไรที่แย่มาก ๆ เลวร้ายกว่าวันวานที่เจ้าหนีมา…”

“ไม่ได้หนี !”

“อื้อ ๆ ไม่หนีก็ไม่หนี หากว่ามันเลวร้ายกว่าสถานที่ที่เจ้าจากมา ก็หันหลังกลับไม่ได้นะ ไม่ได้เลยเข้าใจไหม”

“ความตายหรือที่อยู่อีกฟากสะพานน่ะ”

708 Nameless Fanboi Posted ID:amwf0AZjCy

>>706-707 ภาษาจะบอกว่าเป็นสำนวนนิยายแปลก็ไม่ใช่ แต่สำนวนหลายอันที่เป็นนมเนยบวกกับการเรียงรูปประโยคแบบแปลกๆ อยู่หลายจุดทำให้อ่านแล้วไม่ลื่นไหล เหมือนใส่รองเท้าแล้วมีก้อนกรวดอยู่ข้างใน ลองอ่านออกเสียงดูก่อน ถ้ามันไม่เข้าปากเมื่อไรคือแปลว่าไม่ไหลลื่นแล้ว

709 Nameless Fanboi Posted ID:YS7Ke.xuNb

ท้องฟ้ายามราตรีที่เป็นสีน้ำเงินเข้ม ความเงียบสงัดแผ่ไปทั่วบริเวณ เมื่อเสียงของคนที่เป็นจอมเวทย์ผู้มีตาทิพย์รู้แจ้งเอ่ยขึ้นมาว่าชายผมสีทองด้านข้างของเขาเป็นจอมมาร

ชายผู้มีผมสีทองกำมือแน่น จนชายหนุ่มที่เป็นสหายยังสังเกตเห็นได้ แววตาของเขาไม่ได้น่าหวั่นพรึงหรือแสดงความโกรธเมื่อถูกกล่าวหาว่าเป็นจอมมาร ทว่ามันกลับแสดงความหวาดกลัวออกมาจนเห็นได้ชัดมากกว่า ชายหนุ่มในชุดเครื่องสีน้ำเงินของกลุ่มทหารผู้กล้าก้าวเท้าออกไปด้านหน้า ยกมือขึ้นขวางด้านหน้าชายหนุ่มผมทองเอาไว้

"ท่านจอมเวทย์ ท่านพูดอะไรออกมา สหายข้าเป็นมนุษย์ธรรมดาทั่วไป เขาอยู่กับข้าและเหล่ากลุ่มทหารผู้กล้ามากมายมานานแล้ว ผู้คนต่างก็คุ้นหน้าคุ้นตาของเขาดี" ชายหนุ่มเครื่องแบบสีน้ำเงินที่เป็นสหายของชายหนุ่มผมทองกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงดังฟังชัด

จอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ในชุดสีขาวปักดิ้นทองแค่นเสียงหึ "คิดจะเถียงสายตาของข้าที่ได้รับพรมาจากพระเจ้าอันยิ่งใหญ่หรือ"

ชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินทำสีหน้าลำบากใจ แต่ดวงตายังคงแน่วแน่ ผมสีน้ำตาลอ่อนคล้ายสีข้าวสาลีปลิวตามสายลม เขาไม่เชื่อว่าสหายผู้อ่อนโยนของเขาจะเป็นจอมมาร สหายของเขาทั้งซุ่มซ่าม รักสะอาด เป็นคนที่ซื่อบื้อไร้เค้าของการเป็นจอมมารผู้โหดเหี้ยมในสมัยก่อน

"ถูกหลอกสินะ" จอมเวทย์กล่าวขณะก้าวลงมาจากแท่นสูง "ไม่แปลกใจๆ เดิมทีจอมมารหาใช่สิ่งที่รับสืบทอดจากทางสายเลือด แต่เป็นการสืบทอดด้วยความเต็มใจของจอมมาร จอมมารรุ่นก่อนจะมอบพลังให้แก่ผู้ที่จะมาเป็นจอมมารคนใหม่ด้วยตนเองและตายจากไป ท่าทางจอมมารคนใหม่ก็ดูใสซื่อเกินไปจริงๆ"

จอมเวทย์สะบัดชุดคลุมของตนเอง ก้าวมาข้างหน้าของชายหนุ่มผมทองที่ก้มหน้าลงไม่สบตาผู้ใด ผมสีทองที่แสนยาวดูนุ่มสลวย ดวงตาสีมรกตแสนงงดงามอย่างกับเป็นมรกตจริงๆ ดูไปก็เหมือนคุณชายสูงศักดิ์ที่รูปลักษณ์งดงามหาใครเปรียบได้ยาก จอมเวทย์ผู้สูงศักดิ์เอื้อมมือไปจับคางของชายหนุ่มผมทอง แต่ข้อมือของเขาก็ถูกจับอีกที

"เฮ้!!" เสียงคนร้องตะโกนออกมาเมื่อชายหนุ่มผมสีน้ำตาลจับข้อมือของจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่

ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลขมวดคิ้วแน่น ดวงตาสีเขียวเหมือนใบต้นสนจับจ้องที่ข้อมือของจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ แม้เป็นการล่วงเกิน กลุ่มทหารที่ถูกเรียกว่าผู้กล้าก็ไม่ได้มีอำนาจเท่ากับจอมเวทย์ผู้นี้ แต่ว่าเขารู้สึกได้ว่าจอมเวทย์ผู้นี้กำลังจะทำอันตรายแก่สหายของเขา

จอมเวทย์เดาะลิ้นทีหนึ่ง มือของชายหนุ่มก็หลุดออกไป ตัวของชายหนุ่มกระเด็นไปเล็กน้อยเหมือนล้มลงไปเฉยๆ โดยที่ไม่ได้ทำอะไร

"ดูเอาเองก้แล้วกัน เจ้าทหารผู้กล้าโง่เง่า" จอมเวทย์ทำเสียงเยาะเย้ย มือที่จับคางของชายหนุ่มผมทองตรงหน้าออกแรงกดที่ปลายคาง แล้วจับให้ก้มลงมามองที่ตาของเขา

อืม หน้าตาดูไร้เดียงสาไม่เข้ากับรูปร่างเสียจริง ไม่เข้ากับพลังจอมมารที่ได้รับมาเลยจริงๆ...

ซ้ำหน้าตายังเหมือนกับว่าจะซีดเพราะความหวาดกลัวที่ถูกเปิดเผยตัวตนอีกต่างหาก

"เล่นเป็นมนุษย์ธรรมดาสนุกพอแล้วมั้ง" จอมเวทย์เอ่ยเสียงหยันใส่ ก่อนจะท่องคาถาหนึ่งประโยคที่ไม่ยาวมาก ชายหนุ่มผมทองได้ยินก็ผลักตัวจอมเวทย์ออก ร่างกายทรุดลงไปกับพื้น ตัวคล้ายจะสั่นเทาอยู่เล็กน้อย

ไอสีดำคล้ายวิญญาณร้ายพวยพุ่งออกมาจากร่างกายของชายหนุ่มผมทอง

ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลที่เหมือนจะล้มลงไปเบาๆ แต่แท้จริงถูกตรึงให้นั่งกับพื้นโดยลุกขึ้นมาไม่ได้ มองภาพตรงหน้าด้วยความตะลึงงัน ไอสีดำที่เหมือนหมอกควันกำลังไหลออกมาจากร่างกายของสหายของเขา

ชายหนุ่มผมทองกัดฟัน แต่ทนไม่ไหวจนต้องเปลี่ยนมากัดริมฝีปากจนเลือดสีแดงไหลซึมออกมา ก่อนจะร้องครวญครางออกมาเสียงดังหนึ่งเสียง

"บัดซบ!!" ชายหนุ่มผมทองสบถออกมาอีกหนึ่งคำ

รูปลักษณ์ของเขาที่อยู่ภายใต้หมอกควันสีดำกำลังเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ท่ามกลางสายตาของเหล่าทหารผู้กล้า และสหายของเขาที่ยังคงมองมาทางนี้ด้วยสายตาตกใจ

มันจบแล้วสินะ...

จบแล้วจริงๆ...

710 Nameless Fanboi Posted ID:YS7Ke.xuNb

>>709 เอ้ย ลืมเช็คคำ แต่ช่างมัน ก็แค่พล็อตที่วางไว้เฉยๆ เพราะนิยายเรื่องเก่ายังเขียนไม่จบ

711 Nameless Fanboi Posted ID:b1kBVGW+T7

ในวันที่ DD เดือน XX วันนี้คนผู้หนึ่งก็ยังคงเปิดคอมเข้าอินเทอร์เน็ต ในช่องค้นหาของเขาขึ้นคำประจำที่เขามักกดเข้าไป เพียงแค่เขาเลื่อนนิ้วไปที่แถวกลางของคีย์บอร์ด นิ้วจิ้มลงที่ตัว F

'Fanboi' ชื่อของเว็บที่คนผู้นี้มักกดเข้าไปเป็นประจำ

บนโต๊ะของเขาที่นอกจากมีเครื่องคอม คีย์บอร์ด และเมาส์วางอยู่ บนนั้นก็ยังเต็มไปด้วยซองขนมมันฝรั่งทอด น้ำหวานมากมาย เขาหยิบแผ่นมันฝรั่งขึ้นมาเข้าปากหนึ่งชิ้น นิ้วเลื่อนหากระทู้ที่เขาคิดว่าจะเข้าไปอ่านได้

ครั้นพอเจอกระทู้ที่กำลังดุเดือด เขาคลิกเมาส์เข้าไปในกระทู้นั้น ตั้งหน้าตั้งตาอ่านจนตาแทบจะชิดหน้าจอคอม ก่อนจะแสยะยิ้มออกมา

"ได้เวลาสนุกแล้วสิ"

712 Nameless Fanboi Posted ID:c9+VyzReH2

ในวันที่ DD เดือน XX ใครคนหนึ่งเปิดบราวเซอร์โครมขึ้นมาด้วยความเคยชิน บุ๊กมาร์กหน้าหลักของเขาปรากฏไอคอน F สีส้ม เขาเลื่อนเม้าส์คลิกทันที

'Fanboi' คือเว็บที่เขาเข้าไปส่องประจำ

บนโต๊ะของเขานอกจากมีคอมพิวเตอร์พกพา ยังมีจานใส่ส้มโอกับขวดน้ำเปล่าวางไว้หลายขวด เขาหยิบส้มโอครึ่งชิ้นใส่ปาก ดวงตาหยีลงเพราะแม่งเสือกเปรี้ยวฉิบหาย นิ้วมือเลื่อนลูกกลิ้งเมาส์ไปเรื่อยๆ

กระทั่งเจอกระทู้ที่คุ้นเคย เขาจึงกดเข้าไปในนั้น แผ่นหลังเอนหลังพิงพนักด้วยท่าทางสบายๆ กวาดสายตาอ่านไปได้ไม่นานก็ถอนหายใจออกมา

“วันนี้ไม่มีดราม่ามันๆ เบย”

713 Nameless Fanboi Posted ID:b1kBVGW+T7

>>712 555555 ฝั่งนี้ไม่มัน แต่ฝั่งนินทามู้เลื่อนเกือบตลอดเว

714 Nameless Fanboi Posted ID:h.LMYH7E8C

ขุดดดดดด

715 Nameless Fanboi Posted ID:lgt31aKUIT

“มาอ่านไอน์สไตน์พบพระพุทธเจ้าเห็นที่ห้องเราไหม?” เขาเอ่ยปากชวน
“โอ้โห เดี๋ยวนี้เขาเลิกชวนไปอ่านฟ้าเดียวกัน แล้วใช้มุขนี้กันแล้วหรอ? ถ้าไปถึงแล้วมีพุทธธรรมกับอิทัปปัจจยตาเรากลับนะ” ฉันกระเซ้ากลับทีเล่นทีจริง
.
“ประเมินผมต่ำไปไหม ผมท็อปแฟนนะคุณ มีตั้งแต่สมองแห่งพุทธะ สัจธรรมแห่งจักรวาล ความลับของจักรวาลทางแห่งนิพพาน...”

ไม่ทันรอให้เขาไล่หมด ร่างกายไวกว่าความคิดเสมอ เรียวนิ้วชี้ประกบนิ้วชี้ เรียวนิ้วนางประกบนิ้วนาง ห้านิ้วประกบกันวางระหว่างคิ้ว
ยกขึ้นเหนือหัวหนึ่งทีหนึ่งที
จึงกลับมาอยู่หว่างคิ้ว
แล้วก็
สาธุ
พ่นลมหายใจเย็นในธรรม
จงใจอนุโมทนาใกล้ใบหู
ถือเป็นการบอกโดยไม่ต้องบอกว่า
ยินดียิ่งแล้ว ที่ได้พบสหายธรรมชาวสวรรค์
.
จ้องตาเขาหนึ่งหน ลึกลงไป ภาวนาให้รัฐบาลล้มภารกิจไปดวงจันทร์ แล้วส่งเสริมพุทธศาสนาที่สามารถถอดจิตไปดาวอังคารแทน ยากฉิบหาย หนังสือไอน์สไตน์พบพุทธเจ้าเห็นคงยังบอกไม่ได้ว่าเขาเป็นคนพุทธแท้หรือไม่ แต่ถ้าคนเรามันจะลงทุนมีหนังสือทันตแพทย์สม สุจีรา เพื่อชวนสหายบุญที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาไปห้อง ก็ถือว่าแมสแล้วล่ะวะ
.
“นิ่งนานเลย จิตใจคงสงบล่ะสิ ถ้าไม่อยากไปปฏิเสธได้นะ เราไม่ใช่สายตื๊อ ไม่คือไม่ ถ้าไม่คอนเซ้นท์จะนั่งทำสมาธิกันตรงนี้ก็ได้”

แม่งเอ๊ย อนุโมทนาสิวะแบบนี้
จบที่พยักหน้าหนึ่งหน
รู้ตัวอีกทีก็โผล่มาที่ห้องเขาแล้ว
.
“ชอบไหมเล่มนี้” ฉันถามเพยิดหน้าไปทาง คิดแบบอัจฉริยะ ของทันตแพทย์สม สุจีรา เล่มที่ปกดูไม่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา วางอยู่อยู่ท่ามกลางห้องโล่งๆ ของเขา “อ่านไม่ยากนะ จารย์เขียนอ่านง่าย หลักคิดแบบจิตวิทยานี่ก็ตั้งอยู่บนพุทธศาสนาทั้งนั้นนะ เพราะว่าพุทธองค์ท่านทรงใช้ปัญญาญาณส่องดูจิตตลอดเวลา เราเลยประยุกต์ใช้กับจิตวิทยาได้”
.
“แล้วมีเล่มไอน์สไตน์พบพระพุทธเจ้าเห็นเล่มสองหรือยัง?” ฉันกวาดตามองทั่ว ๆ แล้วไม่เห็น เลยอดถามไม่ได้ เล่มนี้ใคร ๆ ก็พูดถึง
“ตังค์หมดก่อนน่ะสิ เงินส่วนทำบุญของเดือนก่อนก็เอาไปถวายอาจารย์แดงหมดแล้ว” เขาตอบด้วยสีหน้ายินดี เหมือนพร้อมจะขายห้องสมุดเอาเงินไปถวายเพิ่ม
“เรามีไอน์สไตน์เล่มสอง เอาไหม?” ฉันเสนอ
“เอา” เขาสนอง
“เอาอะไร?
เอาหนังสือ?
หรือ เอาเรา?”
.
เขายกมือขึ้นพนมเหนือหัว
เอียงหัวไปทางพระพุทธรูปแก้วใสที่วางอยู่บนชั้นบูชา
.
"เอามรรคผล"
เขาตอบ
ฉันน้ำตาไหลด้วยความปีติ

716 Nameless Fanboi Posted ID:F99wE2wPZJ

Santa's Boys (1)
.
“หา ไอ้ลุงอ้วนติดโควิด” ผมร้องออกมาอย่างตกใจ “แล้วแกเป็นไงบ้างตอนนี้”
.
“ก็นอนต่อท่ออยู่ที่ขั้วโลกเหนือนั่นแหละ” ไลก้า เพื่อนสนิทของผมตอบ “อย่าห่วงไปเลย ไอ้แก่หนังเหนียวนั่นคงไม่ตายง่าย ๆ หรอก”
.
ผมหลุดหัวเราะออกมา และยิ่งรู้สึกตลกมากขึ้นไปอีกที่ได้เห็นไอ้ไลก้าเพื่อนผมต้องมาแต่งชุดแดงติดหนวดปลอมรับบทเป็นซานตาคลอสจำเป็นในคืนนี้
.
“ตลกเหี้ยอะไรวะไอ้แจ๊ค” มันด่าผม “สรุปว่ามึงจะช่วยกูไหม นี่จะเที่ยงคืนแล้วนะเว้ย ชักช้าเดี๋ยวก็แจกของขวัญไม่ทันกันพอดี”
.
ผมยังคงหัวเราะอยู่ แต่ก็ไม่ได้ตอบปฏิเสธคำขอนั้น ไลก้าหยิบชุดแดงกับหนวดปลอมออกมาจากกระเป๋าให้ผมสวมใส่ พอแต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จ มันก็เดินนำผมไปยังรถตู้ที่จอดอยู่ริมฟุตบาท
.
“รถเลื่อนกับกวางไปไหนเสียล่ะ” ผมถาม “อย่าบอกนะว่าไอ้ลุงอ้วนแม่งจับไปต้มแดกหมดแล้ว”
.
เป็นคราวไลก้าได้หัวเราะบ้าง “อยากลองแดกดูเหมือนกัน” มันพูด “แต่ไม่ใช่หรอก เรื่องของเรื่องก็คือไอ้พวกเหี้ยพีต้าแม่งส่งจดหมายขอให้เลิกใช้กวางลากเลื่อนน่ะสิ ลุงอ้วนแม่งก็บ้าจี้ไปตามมัน ทุเรศฉิบหาย ไม่รู้จักอนุรักษ์วัฒนธรรมไว้บ้างเลย”
.
ไลก้าขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ ติดเครื่องยนต์แล้วก็ขับรถออกไป ในขณะที่ผมกางแผนที่ออกดู แล้วบอกเส้นทางกับมันว่า “เดี๋ยวเลี้ยวขวาเข้าถนน 34 ขับไปกิโลนึงแล้วเลี้ยวซ้าย แถวนั้นมีหมู่บ้านเยอะ”
.
ไลก้าพยักหน้ารับ ขับรถไปตามที่ผมบอก ครู่หนึ่งก็มาถึงบ้านหลังแรก พวกผมจอดรถไว้ที่หัวมุมถนน เดินตรงไปยังประตูหน้าบ้านหลังนั้น ก่อนที่ไลก้าจะใช้กุญแจวิเศษแตะเข้าที่ประตูบ้าน บานประตูแง้มเปิดออกในทันที
.
ไลก้าเดินตรงไปที่โต๊ะกาแฟในห้องนั่งเล่น เขาจิบนมและกัดคุกกี้ช็อคโกแลตชิพที่เจ้าของบ้านเตรียมไว้ให้ซานตาคลอสตามวัฒนธรรมอย่างพอเป็นพิธี ก่อนที่จะหันมาพูดกับผมว่า “เอาของขวัญวางแล้วรีบไป เดี๋ยวไม่ทัน”
.
ผมกระพริบตา ถามว่า “ของขวัญอยู่ไหนล่ะ”
.
ไอ้ไลก้าได้ฟังคำนั้นก็ดูหงุดหงิดใจเต็มทน “ของก็อยู่หลังรถสิไอ้ควาย นี่มึงไม่ได้หยิบออกมาเหรอ”
.
ผมชักฉุน “อ้าว ก็มึงไม่บอกกูอะ แล้วกูจะไปรู้ไหม” ผมสวน “เปิดหลังรถยังไงกูยังไม่รู้เลย”
.
ไอ้ไลก้าดูไม่สบอารมณ์ แต่ก็ไม่ด่าอะไรเพิ่ม ผมคิดว่ามันก็คงเข้าใจว่ามันพลาดเองที่ไม่ได้พูดแต่แรก มันเดินนำผมไปที่รถ ชี้ชวนเป็นเชิงสอนให้ผมรู้ว่าต้องดูชื่อเจ้าของของขวัญที่ตรงไหนก่อนที่จะหยิบเอากีต้าร์ไฟฟ้าตัวหนึ่งขึ้นมา แล้วจึงเดินกลับมาที่บ้านหลังนั้น
.
ประตูมันล็อกไปแล้ว

717 Nameless Fanboi Posted ID:F99wE2wPZJ

Santa's Boys (2)
.
ไอ้ไลก้าหันกลับมาหาผม “มึงปิดประตูทำไม”
.
ผมกระพริบตาปริบ ๆ “แล้วมึงจะเปิดประตูค้างไว้ให้พ่อมึงเดินเข้าออกเหรอ ประตูมันล็อกมึงก็ใช้กุญแจวิเศษไขสิ”
.
ไลก้าตอบเสียงเรียบ “กูวางกุญแจไว้บนโต๊ะตอนที่จิบนม”
.
“ไอ้ฉิบหาย” ผมสบถ “แล้วแบบนี้จะเข้าบ้านยังไง”
.
ไลก้าดูฉุน “อย่ามาด่ากู ถ้ามึงไม่ลืมเอาของขวัญมาแต่แรก งานนี้คงจบไปแล้ว”
.
ไลก้าส่งกีตาร์ไฟฟ้าในมือมันให้ผมเอามาถือไว้ ก่อนที่จะเดินไปหยิบเอาก้อนหินขนาดเท่าหัวคนก้อนหนึ่งขึ้นมาจากพื้น ทุ่มมันใส่กระจก แล้วเอื้อมมือสุดแรงเอี้ยวไปกดปุ่มปลดล็อกประตูบ้านจากทางด้านใน
.
ประตูเปิดออก ไลก้าสั่งเสียงเรียบว่า “มึงรีบเอาของขวัญไปวางใต้ต้นคริสต์มาส เดี๋ยวกูจะไปหยิบกุญแจ”
.
ผมพยักหน้ารับ รีบเดินเอากีตาร์ไปวางไว้ที่ต้นคริสต์มาสข้างบันไดโดยไม่โต้เถียง แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้หันกลับออกมา ก็พลันเกิดเสียงดัง ‘แกร๊ก’ เหมือนเสียงขึ้นลำกล้องปืน ก่อนที่จะมีเสียงผู้ชายตวาดว่า “มึงเป็นใคร เข้ามาทำอะไรในบ้านกู”
.
ดูเหมือนว่าไอ้หมอนั่นจะเป็นเจ้าของบ้าน เขายืนอยู่บนบันได ในมือถือปืนพกที่ขึ้นลำแล้วชี้ตรงไปที่ไอ้ไลก้าที่ยืนทำหน้าเหวออยู่กลางบ้าน “มึงเป็นใคร” เจ้าของบ้านถามย้ำ ขณะค่อย ๆ ก้าวตรงเข้ามา “ถ้าไม่ตอบกูยิงแน่”
.
“ผม... ผมมาทำงานแทนซานตาคลอส” ไอ้ไลก้าตอบเสียงสั่น ดูเหมือนว่ามันจะกลัวลูกปืนเหมือนกัน “มาส่งของขวัญ ส่งเสร็จแล้วกำลังจะกลับครับ”
.
“พูดเหี้ยอะไรของมึงวะ” เจ้าของบ้านตวาด ย่างสามขุมเข้ามาใกล้ขึ้นพร้อมตะโกนขึ้นไปบนบ้าน “ที่รัก โทรเรียกตำรวจเลย มีขโมยขึ้นบ้าน”
.
ไอ้ไลก้าหน้าซีด “อย่าแจ้งตำรวจ ผมไม่ใช่ขโมย ผมมาทำงานแทนซานตา”
.
เจ้าของบ้านหลุดหัวเราะออกมา เขาคงเห็นว่าเรื่องนี้ดูน่าขันพอควร “แล้วทำไมซานตาถึงทุบกระจกบ้านเข้ามา ทำไมไม่เข้ามาทางปล่องไฟวะ”
.
เจ้าของบ้านเดินเข้ามาหยุดอยู่ห่างจากไอ้ไลก้าประมาณห้าเมตร แต่เขาไม่เห็นผม เพราะผมยืนตัวลีบอยู่ข้างบันไดด้านหลังของเขา
.
แต่ถ้าตำรวจมา ตำรวจต้องเห็นผมแน่ และไอ้ข้ออ้างเรื่องซานตาคลอสป่วยโควิดคงไม่ได้ช่วยเท่าไหร่ ไวเท่าความคิด ผมกระโจนพรวดเดียวเข้าไปเกือบถึงตัวเจ้าของบ้าน ยกกีตาร์ไฟฟ้าในมือขึ้นฟาดเขาที่ท้ายทอยของเขาจนล้มหน้าคว่ำลงกับพื้น
.
เกิดเสียงผู้หญิงกรีดร้องขึ้นที่ด้านบน ไอ้ไลก้าสบถ รีบวิ่งเข้าไปในครัว หยิบมีดปลายแหลมออกมาแล้ววิ่งขึ้นบันไดไปยังชั้นบน ที่ด้านนอกเริ่มมีเสียงไซเรนรถตำรวจใกล้เข้ามา ผมมองซ้ายมองขวา ก่อนที่จะลากเอาร่างไร้สติของชายเจ้าของบ้านไปซุกไว้ใกล้ ๆ กับกองของขวัญใต้ต้นคริสต์มาสข้างบันได

718 Nameless Fanboi Posted ID:F99wE2wPZJ

Santa's Boys (3-จบ)
.
รถตำรวจมาจอดที่หน้าบ้าน พอดีกับที่เจ้าของบ้านสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากที่จะต้องใช้กีตาร์ไฟฟ้าในมือทุบซ้ำอีกสองสามรอบจนเขาแน่นิ่งไป ก่อนที่จะตรงไปหยิบปืนพกที่ตกอยู่บนพื้นมาเก็บไว้ในอกเสื้อ แล้วเปิดประตูออกมาหาตำรวจ
.
ตำรวจมากันสองนาย ทั้งคู่ยกปืนขึ้นประทับเล็งมายังผม เห็นดังนั้นผมก็ยกมือสองข้างขึ้นเป็นเชิงยอมแพ้ พูดว่า “ผมเป็นเจ้าของบ้านครับ ขโมยมันหนีออกไปแล้ว”
.
ตำรวจออกจะประหลาดใจที่ได้เห็นชายในชุดซานตาคลอสเดินออกมา แต่ก็คงเป็นเพราะชุดซานตาคลอสนี้ด้วยที่ทำให้ดูไม่มีพิษภัย เพราะตำรวจทั้งสองลดปืนในมือลงทันที ก่อนที่คนหนึ่งจะพูดกับผมว่า “ขโมยไปทางไหนแล้วครับ”
.
ผมตอบไปว่าไม่แน่ใจ โม้ต่อไปว่าพอขโมยเห็นผมในชุดซานตาคลอสก็ตกใจ รีบหนีออกไปทันที เมื่อตำรวจถามผมว่าทำไมผมถึงแต่งชุดนี้ ผมก็ทำเป็นเหนียมอาย แสร้งบอกไปว่าวันนี้มีนัดแต่งชุดคอสเพลย์คริสต์มาสร่วมรักกับภรรยา
.
ตำรวจหัวเราะชอบใจ ถ่ายรูปกระจกที่แตกแบบพอเป็นพิธีแล้วแจ้งว่าจะส่งหน่วยพิสูจน์หลักฐานมาในตอนเช้า จากนั้นก็หันหลังกลับไปขึ้นรถ
.
แต่ในขณะที่ตำรวจทั้งสองกำลังจะเปิดประตูรถ ก็เกิดเสียงกรีดร้องขอให้ช่วยดังมาจากด้านบนบ้าน ไวกว่าความคิดอีกครั้ง ผมชักปืนออกมาจากอกเสื้อ เหนี่ยวไกส่งกระสุนเข้าสู่สมองของตำรวจทั้งสองจนล้มหงายหลัง เลือดไหลออกจากรอยกระสุนอาบพื้นหิมะจนเป็นสีแดงฉาน
.
เพื่อนบ้านที่ได้ยินเสียงปืนเริ่มเปิดไฟ ก่อนที่ในอีกเสี้ยวอึดใจต่อมาไลก้าจะวิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากบ้าน หน้าและมือเปื้อนเลือด ไม่มีใครพูดอะไร เราทั้งสองคนรีบวิ่งตรงไปขึ้นรถที่จอดทิ้งไว้ ไลก้าติดเครื่องยนต์แล้วรีบบึ่งออกจากที่นั่นทันที
.
เพลง ‘Santa Claus is Comin to Town’ แผดดังออกมาจากวิทยุ พอถึงท่อนที่ว่า “You better not cry” ไลก้าก็สบถออกมาว่า “กูบอกแล้วว่าอย่าร้อง ๆ ความผิดมึงเองนะ กูไม่ได้ตั้งใจ”
.
ผมทำหน้านิ่ง ในใจก็ช็อกไปไม่น้อยเหมือนกัน “แล้วเราจะทำยังไงต่อ” ในที่สุดผมก็ถามออกมา “ยังต้องไปแจกของขวัญต่ออีกไหม”
.
ไลก้าส่ายหัว “เรื่องนั้นคงต้องช่างมันแล้ว” มันพูด “เดี๋ยวกูขับรถไปทิ้งแม่น้ำ แล้วพวกเราก็ตัวใครตัวมัน กบดานสักพัก ไว้ช่วงตรุษจีนค่อยมาเจอกันที่เดิม”
.
ผมพยักหน้ารับ ในขณะที่ไลก้าหัวเราะหึออกมา “เออ มึงรู้อะไรไหม” มันหันหน้ามายิ้มกับผม “คือเมื่อกี้กูหยิบของผิดว่ะ ไอ้กีตาร์ไฟฟ้านั่นมันเป็นของบ้านตรงข้าม”

719 Nameless Fanboi Posted ID:vTp3/Z21VI

>>715 สัสกูอย่างชอบ

720 Nameless Fanboi Posted ID:FaSiUUGxVZ

>>715 5555555

721 Nameless Fanboi Posted ID:C7IjEW06Ku

>>715 กูเป็นพลังใจให้5555555555555

722 Nameless Fanboi Posted ID:1tlD9N+Rx9

เราขอ​ลง​ plot เรื่องนะ ขอโทษ​ด้วยถ้ามันไม่ดีเพราะเพิ่งแต่ง
เรื่องราวของห้องเรียนม.4ห้องหนึ่งที่มีนกเรียนชายคนหนึ่งชื่อว่า นก​ เป็นแค่เด็กธรรมดาเลยไม่ค่อยมีไครสนใจวันหนึ่งมีแสงประหลาดเกิดขึ้นใรห้องทำให้ทุกคนไปเจอคนที่อ้างว่าตัวเองเป็นพระเจ้าและมอบพลังให้แต่นกนั้นได้เพียงแค่พลังความรู้สึกที่ไวอย่างเดียวทำให้ทุกคนพากันออกห่างจากนกเพราะทุกคนมีพลังในการใช้เวทมนต์และต่อสู้กันหมดเลยยกเว้นนกเลยทำให้คนที่อ้างว่าตัวเองเป็นพระเจ้ามาตรวจนกและบอกว่านกเป็นเพียงแค่ส่วนเกินของกลุ่มทำให้ทุกคนต่างเหยียดหยามและหัวเราะเยาะนกพร้อมกับบอกว่าเอานกไปขายเป็นทาสพ่อค้าทาสยังไม่เอาเลยและถุยน้ำลายใส่พร้อมกับเดินจากไปนกแต่คุณครูผู้หญิงที่ชื่อคุณครูบุบผาและเด็กผู้หญิงใส่แว่นผมสั้นที่ชื่อเข็มดีพยามยามบอกให้ทุกคนรับนกไปด้วยแต่ไม่มีไครฟังพร้อมกับถูกบอกให้หุบปาก แล้วคนที่อ้างว่าตัวเองเป็นพระเจ้าก็ร่ายมนต์บางอย่างทำให้นกสลบก่อนนกสลบนกก็แอบสาปในใจว่าขอให้เพื่อนๆทุกคนที่เหยียดฉันกลายเป็นทาสและต้องทำงานจนวันตายเมื่อนกฟื้นมาก็พบว่าตัวเองยังอยู่ในห้องเรียนเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือทุกคนหายไปทำให้้นกถูกสอบสวนเรื่องเด็กหายแล้วก็ไปนอนหลังจากที่นกนอน นกก็ได้ไปเจอกับคนที่อ้างว่าตัวเองเป็นพระเจ้า​ มาขอโทษนกที่ทำให้ชีวิตนกต้องวุ่นวายพร้อมกับให้ cd ที่เล่าเรื่องราวการผจญภัยของเพื่อนร่วมชั้นเป็นของขวัญขอโทษ
คนที่อ้างว่าตัวเองเป็นพระเจ้า​ก็หาไปพร้อมกับนกได้ต่นขึ้นแล้วคิดว่าตัวเองฝันประหลาดจังแต่นกก็เห็น cd ทำให้นกจำสิ่งที่คนที่อ้างว่าตัวเองเป็นพระเจ้า​บอกไว้ได้เลยรีบไปกินข้าวแล้วเอาไปเปิดดู(พอดีเป็นวันเสาร์)แล้วาห็นว่าใน cd มี​10 ตอน​เลยนกก็ดูตอนแรก
ก็เห็นเพื่อนร่วมชั้นที่เป็นผู้ชายสามคนชื่อว่า ขัน​ กาน​ และ​ดวง​ถูกเด็กผู้หญิงผมดำตัวเล็กที่มีเขากวางจับฉีกแขนฉีกขา, ถูกควักใส้ควักลูดตาออกมาและพูดว่าถ้ายอมรับส่วนแบ่งของหมูป่าตั้งแต่แรกก็จบแต่ก็ดีเพราะตอนนี้มีอาหารเพิ่ม
สิ่งนี้ทำให้นกตกใจแทบตายพร้อมกับบ่นว่าคนที่อ้างว่าตัวเองเป็นพระเจ้า​เอาอะไรมาให้ดูฟะแต่ก็สะใจดี

723 Nameless Fanboi Posted ID:mpQfdPbvHO

>>715 เชี่ย แม่งนี่มันมาสเตอร์พีซ

724 Nameless Fanboi Posted ID:XbapsgET3K

หลวงปู่คำพบพญางูถ้ำภูสี่นาค
.
เรื่องราวต่อไปนี้เรื่องจริงที่ผมได้ยินมาจากปากของหลวงปู่คำ กามวุฑฺโฒ ท่านเล่าให้ผมฟังเมื่อห้าปีก่อน ตอนที่ผมมีโอกาสไปเจริญวิปัสสนาที่วัดบ้านสวิง ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดหนึ่งทางภาคอีสาน หลวงปู่คำท่านเป็นศิษย์รูปหนึ่งของพระอาจารย์มุ่น ราคฺวฑฺฒโน ที่มีผู้เคารพเลื่อมใสจำนวนมาก และมีเรื่องเล่าอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์มากมายไม่แพ้กัน
.
หลวงปู่คำเล่าให้ผมฟังว่า ครั้งเมื่อท่านธุดงค์ตามสันเขาแห่งหนึ่งที่อยู่ระหว่างชายแดนไทย-ลาว จนมาปลักกลดที่ป่าแห่งหนึ่งใกล้ๆ ถ้ำภูสี่นาคอำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี (ในสมัยนั้น) คืนหนึ่งในขณะที่หลวงปู่คำนั่งสมาธิภาวนา ท่านก็ได้เห็นนิมิตเป็นพญางูใหญ่ เกล็ดแผ่นหนาสีดำ มีหงอนสีแดงสด เลื้อยคดเคี้ยวออกมาจากธารน้ำไหลถ้ำภูสี่นาค ผ่านออกมาทางปากถ้ำเห็นเป็นภาพน่าสะพรึงนัก
.
ในนิมิตของหลวงปู่คำนั้น พญางูได้เลื้อยรอบกลดของท่านเวียนเป็นทักษิณาวัตรสามหนแล้วจึงหยุดอยู่เบื้องหน้าหลวงปู่ ชั่วอึดใจเดียวก็จำแลงเป็นมนุษย์เพศชาย กายกำยำ แต่งตัวเหมือนเจ้านายเมืองลาวสมัยโบราณ พญานาคตนนั้นได้คุกเข่ากราบบูชาหลวงปู่แล้วจึงกล่าวเชิญหลวงปู่ลงไปที่เมืองบาดาล
.
ครั้นออกจากฌานแล้ว ในคืนเดียวกันหลวงปู่คำก็ได้เตรียมกัณฑ์เทศน์สำหรับสอนธรรมพร้อมด้วยอัฐบริขารที่จำเป็น เดินฝ่าความมืดตรงไปที่ถ้ำภูสี่นาคตามเส้นทางที่ปรากฎในภาพนิมิต หลวงปู่เดินเพียงหนึ่งชั่วโมงเศษท่านก็ได้ยินเสียงธารน้ำไหลและเห็นผิวน้ำสะท้อนแสงจันทร์ ท่านเดินเลียบเงื้อมหินอีกเพียงชั่วครูก็ได้มาถึงปากทางเข้าถ้ำภูสี่นาคในที่สุด
.
หลวงปู่คำเล่าว่า ทันทีที่ท่านก้าวเท้าเข้าไปในถ้ำท่านก็รู้สึกวังเวงทันที เพราะโดยปกติแล้วถ้ำที่เย็นตามธรรมชาติเช่นนี้มักจะมีสัตว์ป่าหรือค้างคาวพักอยู่ยามค่ำมืด แต่ถ้ำภูสี่นาคนี้ไม่มีเสียงสัตว์ แมลง หรือแม้กระทั่งกลิ่นมูลค้างคาวเลย มีเพียงเสียงธารน้ำไหล ผิดวิสัยถ้ำสามัญนัก
.
หลวงปู่เดินลัดหินงอกในถ้ำเพียงครู่เดียวก็มาถึงทางตัน ท่านเล่าว่าครั้งนั้นภายในถ้ำมืดสนิทไม่มีแสงใดเล็ดลอด มีเพียงตะเกียงน้ำมันริบหรี่ในมือท่านส่องนำทางเท่านั้น หลวงปู่คำเกือบถอดใจมุ่งหน้ากลับที่ปักกลด แต่ท่านก็นึกถึงคำบอกเล่าของหลวงปู่มุ่นเสียก่อน ท่านว่าเมืองบาดาลของเหล่าพญานาคนี้มักจะมีคาถาอาคมบังตา ต้องเป็นผู้ได้รับคำเชิญเท่านั้นจึงจะผ่านเข้าไปได้ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นหลวงปู่คำก็ตั้งจิตอธิษฐาน สำคัญว่าตนนี้ต้องการเผยแพร่ธรรมะ สั่งสอนนาคและบริวารให้มีบุญกุศล ไม่ได้ตั้งใจเบียดเบียนเลย ทันใดนั้นธารน้ำในถ้ำก็หยุดไหลเป็นอัศจรรย์ ตาน้ำค่อยๆ แห้งเหือด เห็นเป็นช่องหินที่ผนังถ้ำด้านหนึ่งขนาดพอคนลอดได้ ท่านจึงสวดพุทธคุณแล้วปีนลงไปในรูตาน้ำนั้น
.
หลวงปู่ท่านว่าภายในช่องตาน้ำแคบและอึดอัด หายใจแทบไม่ออก ยิ่งคลานเข้าไปก็ยิ่งเงียบและมืด ท่านได้แต่นึกในใจว่าขออย่าให้เป็นพญานาคฝ่ายร้ายเลย ในใจทั้งกลัวทั้งสงสาร เพราะการทำร้ายพระสงฆ์นั้นเป็นบาปอย่างยิ่ง ยังไม่ทันหมดความคิดหลวงปู่คำก็รู้สึกว่ามีน้ำเย็นๆ มาสัมผัสมือและเท้า ช่องแคบๆ ที่ท่านคลานอยู่เริ่มมีน้ำท่วมขึ้นมาจนหายใจไม่ออก ครั้นจะหันหลังถอยกลับก็ทำไม่ได้ จนในที่สุดน้ำก็ขึ้นมาท่วมจนเต็มช่อง ทำให้หลวงปู่คำหมดสติไป
.
หลวงปู่คำได้สติขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตัวท่านกำลังนอนอยู่บนเตียงฟูก มีกลิ่นน้ำอบ กำยาน หอมอบอวล รอบตัวเห็นเป็นตำหนักโบราณคล้ายว่าจะเป็นแบบอาณาจักรล้านช้าง เมื่อมองไปเบื้องหน้าหลวงปู่ท่านก็เห็นพญานาคในนิมิต แต่หนนี้ท่านสำคัญว่าท่านเห็นด้วยตาเนื้อ
.
“ท่านรู้หรือไม่ว่าข้ารอคอยท่านมากี่ร้อยกี่พันปี” พญางูตนนั้นพูดกับหลวงปู่ กายท่อนบนของเขาจำแลงเป็นมนุษย์หนุ่มรูปงามผิวขาวอมเหลือง กายกำยำ ห้อยสังวาลเป็นรูปนาค แต่ท่อนล่างนั้นเห็นเป็นงูใหญ่เกล็ดดำมะเมื่อม “เจ้าเป็นใคร เราไม่เคยรู้จัก” หลวงปู่คำท่านตอบอย่างสนเท่ห์
.
“ชาติก่อนท่านคือท้าวสุวรรณชาตินาคราช ปกครองหมู่บริวารนาคอยู่ริมฝั่งเมืองสุวรรณโคมคำ” พญานาคตนนั้นกล่าว พลางเคลื่อนตัวเข้าโอบรัดหลวงปู่คำ “เราคือท้าวคำเกิดนาคราช เป็นพญานาคอยู่ที่นี่” พญานาคตนนั้นใช้มือล้วงเข้าไปในสบงของหลวงปู่ หลวงปู่ส่งเสียงครางลอดออกมาเบาๆ
.
ภาพนิมิตปรากฏให้เห็นเป็นชาติปางก่อน หลวงปู่คำจำได้ว่าตนเคยเกิดเป็นพญานาคนามสุวรรณชาตินาคราช แอบเสพสังวาสกับท้าวคำเกิดนาคราชอยู่ลับๆ นานหลายปี ครั้นเมื่อราชวงศ์พญานาคเก้าแม่น้ำทราบข่าวว่านาคเพศผู้สองตนสมสู่กันก็ไม่ยอมรับ จึงกีดกัน กดดันให้ทั้งคู่เลิกไปมาหาสู่จนท้าวสุวรรณชาตินาคราชตรอมใจตายในที่สุด ก่อนตายนั้นท่านได้ตั้งจิตว่าขอให้ไปเกิดเป็นมนุษย์และอย่าได้ยุ่งเกี่ยวกับความรักอีกเลย

725 Nameless Fanboi Posted ID:XbapsgET3K

>>724 ต่อ
เมื่อได้สติหลวงปู่ก็พบว่ามีน้ำตาไหลอาบทั้งสองแก้ม ท่านรู้สึกเจ็บปวดอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน “ทำไมท่านถึงใจร้ายเช่นนี้ ท่านตัดใจจากความรักเพียงเพราะความเจ็บปวด แต่ข้ายอมทนความเจ็บปวดนานนับพันปีเพื่อรอให้ท่านนำความรักกลับมา” ท้าวคำตัดพ้อ ผ่านไปเนิ่นนานเขาจึงค่อยๆ โน้มตัวเข้าใกล้ ลิ้นสองแฉกของเขาตวัดเลียที่หัวนมของหลวงปู่
.
“ผ่านมากี่ภพกี่ชาติ ท่านก็ยังมีจุดเสียวที่หัวนมสินะ” ท้าวคำเกิดกระเซ้า สองมือเลื่อนลงไปคลึงที่ปลายลึงค์หลวงปู่
.
“อาตมาว่าแบบนี้ไม่ควร อาตมาครองเพศบรรพชิต จีวรเหลืองยังคลุมร่างกาย แบบนี้เป็นบาป” หลวงปู่คำพยายามต้านทานความรู้สึกในจิตใจ
.
“ก็ถอดจีวรออกสิ ข้ารู้ว่าท่านก็ต้องการข้า ข้าเห็นสายตาที่ท่านมองมาตอนนั่งกรรมฐาน” คำเกิดนาคราชใช้มือปลดเปลื้องจีวรของหลวงปู่ ส่วนหางที่เป็นงูก็ค่อยๆ ถอดสบงออกจนหลวงปู่เปลือยเปล่า อ้อมแขนรัดอ้อมแขน หางงูรัดพันขา ชิวหาแลกลิ้น หลวงปู่คำไม่สนใจอีกต่อไปว่าสิ่งใดผิดศีลสิ่งใดปาราชิก ความรู้สึกที่สะสมมานานแม้พระธรรมก็ไม่อาจฉุดรั้ง
.
“อาตมาบวชเณรมาตั้งแต่เด็ก สำคัญตนว่ากำลังหนีทุกข์ แต่จริงๆ อาตมากำลังหนีความผิดหวังจากความรัก” ท่อนเนื้อของหลวงปู่ทะลวงเข้าไปในช่องส่วนหลังของท้าวคำเกิด หางงูคำเกิดที่โอบรัดก็กระทุ้งเข้าไปส่วนหลังของหลวงปู่คำ ทั้งคู่ส่งเสียงอืออาสะท้อนผนังถ้ำจนระงม การตีระฆังเพลดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลาเจ็ดวันกระทั่งหลวงปู่หมดสติไป
.
หลวงปู่เล่าว่ารุ่งขึ้นชาวบ้านพบหลวงปู่ในสภาพที่อิดโรย ชาวบ้านว่าถ้ำภูสี่นาคนั้นมีพญางูฤทธิ์กำแหงนัก ที่ผ่านมาผู้มีอาคมมากมายพยายามกำราบแต่ก็กลายเป็นศพเสียหมด แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีใครได้เจอพญานาคอีกเลย ชาวบ้านจึงว่ากันว่าหลวงปู่คำเป็นผู้ปราบพญางูถ้ำสี่นาค หลังจากนั้นหลวงปู่คำก็ยังแวะเวียนไปถ้ำภูสี่นาคทุกพรรษาเพื่อสะกดฤทธิ์พญานาค ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชื่อเสียงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของหลวงปู่คำ กามวุฑฺโฒ ก็เป็นที่รู้จักไปทั่ว

726 Nameless Fanboi Posted ID:tsBzzyiOBP

‘เราไม่เลิกกันได้ไหม ทำไมคุณไม่บอกให้ฉันแก้ไข ทำไมเราไม่ปรับเปลี่ยนให้อะไรๆมันดีขึ้นมา’ ฉันถาม
.
คุณเงียบไป คล้ายครุ่นคิด คล้ายลำบากใจ
‘ผมว่ามันไม่สำคัญว่าเราจะใช้คำว่าเลิกกันอย่างเด็ดขาดหรือเปล่า แต่ผมไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว’ เขากล่าวตอบ พลางหลบสายตา
.
‘ถ้าความรู้สึกของคุณมันหายไปง่ายดายขนาดนั้น ฉันจะเชื่อคุณได้อย่างไรอีก ฉันจะเชื่อใครได้อีก’
.
‘ที่ผมเคยรักคุณมันเป็นเรื่องจริง แต่ในตอนนี้ที่ผมไม่รักคุณ—มันก็เป็นความจริง
.
ผมผิดเองที่ความรู้สึกมันหายไปง่ายดายขนาดนั้น หายไปก่อนคุณ แต่ผมอยากซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง’
.
‘ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มันหายไป’
.
‘ผมไม่แน่ใจ แต่ตอนนี้ที่มองหน้าคุณ ผมไม่เห็นอะไรเลยนอกจากใบหน้าที่ผมไม่ได้อยากจูบหรือหอมอีกแล้ว หลงเหลือแค่ความเป็นห่วง ผมยังหวังสิ่งดีๆสำหรับคุณเสมอ แต่ผมไม่ใช่สิ่งดีๆในชีวิตคุณแล้ว ผมเป็นให้ไม่ได้’
.
เขาร้ายกาจนัก แต่มันเป็นความจริงที่ร้ายกาจ จะตะบี้ตะบันยื้อให้ยังอยู่ก็คงไม่มีอะไรดี ฉันทำได้เพียงเก็บเศษความรักที่เขาไม่ต้องการออกมา เก็บมันใส่กระเป๋าเดินทาง
.
คนที่หยุดรักก่อนไม่ได้ผิดอะไร แต่คนที่ยังรักอยู่เท่านั้นที่ต้องจัดการหัวใจตัวเอง
.
ฉันอยากกอดเพื่อบอกลา แต่จะกอดลงได้อย่างไร กับคนตรงหน้าที่ไม่ปรารถนาในกายและใจของฉันอีกต่อไปแล้ว

727 Nameless Fanboi Posted ID:o8eUIe6dox

ถามหน่อย นิยายจีนโบราณที่ตัวละครชายเป็นลูกคนรวยแต่ทำอาหารเป็นเข้าครัวได้ ถ้าเป็นในสมัยก่อนพ่อแม่คนจีนๆจะมองเป็นเรื่องดีรืเปล่า เหมือนที่ผู้หญิงต้องเป็นกุลสตรีจ๋า แล้วผู้ชายที่ต้องเป็นเสาหลักในสมัยนั้น ทำงานบ้านที่เป็นหน้าที่ของผญในตอนนั้น จะถูกว่าไหมอะ

728 Nameless Fanboi Posted ID:kLMpESDARG

>>727 ผิดมู้รึเปล่า

แต่อาชีพทำกับข้าวนี่ผู้ชายก็เป็นได้นะ พวกหัวหน้าพ่อครัวในวังนี่ก็ผู้ชาย แต่ไม่รู้ว่าถ้าเป็นแบบคุณชายนี่จะ​มีปัญ​หาไหม แต่ก็คิดว่าไม่มี ถ้าทำเป็นงานอดิเรกอะ

729 Nameless Fanboi Posted ID:hAFp68CUF5

>>727-728 ในยุคสมัยหนึ่งอาชีพพ่อครัวคืองานต่ำนะ เป็นงานของผู้หญิง กูจำได้ว่าเรื่องยอดหญิงหมอเทวดามั้งที่ห้ามผู้ชายเข้าไปในครัว เสียเกียรติ

730 Nameless Fanboi Posted ID:QQwN.iiG4b

>>727 ขนาดผู้หญิงอะ ถ้าเป็นฮูหยินเข้าไปครัว พวกคนใช้ก็แตกตื่นแล้วว่าจะมาทำไม ไม่ให้หยิบจับอะไรเลย ทั้งที่นางเอกอยากทำ ทำได้แค่ยืนชี้ ยืนสั่งอะ แล้วถ้าเป็นผู้ชายนี่ไม่ต้องพูดถึงเลยคับปม แต่ถ้าเออมันอยาก มึงก็คงต้องเขียนพล็อตหนีออกจากบ้านหรือไม่ก็ตกระกำลำบาก แล้วกลายเป็นพ่อครัว ตอนหลังถึงกลับมาคืนตำแหน่งเป็นคุณชายละ ยังชอบทำอาหารก็ว่าไป พอๆ กูเพ้อมากไปละ 5555

731 Nameless Fanboi Posted ID:YMHuC41134

สาวปากร้าย-กะ-นายถุงไข่

"จะพาไปดูเน็ตฟลิกซ์ก็คือดูเน็ตฟลิกซ์ ไม่ได้แปลว่าจะพากันไปเ ย็ด"
.
"งั้นเราไปเ ย็ดกันเถอะ เน็ตฟลิกซ์น่ะช่างแม่มัน"
.
"เฮ้ย ไม่ได้ฟังที่พูดเหรอวะ ฉันบอกว่าเน็ตฟลิกซ์ก็คือเน็ตฟลิกซ์ คนรณรงค์เรื่องความยินยอมกับทั้งบ้านทั้งเมือง คุณแม่งยังมาชวนเ ย็ด เป็นเหี้ยอะไร"
.
"ดูคุณโกรธนะ"
.
"ก็ใช่ไง ฉันโกรธ โกรธที่คุณชวนไปดูเน็ตฟลิกซ์แล้วสุดท้ายคุณชวนไปเ ย็ด"
.
"ก็นี่ไง ผมก็พึ่งเผยจุดประสงค์ ช่างแม่งเน็ตฟลิกซ์ ไปเ ย็ดกันเถอะ"
.
"ไอ้เหี้ย คุณเลิกทำตัวแบบนี้ได้ป่ะ ทำไมไม่ถามความยินยอมกันก่อน สรุปคุณใช้หัวหรือใช้ควยคิด"
.
"ผมก็ชวนอยู่ ถ้าคุณจะไปก็ไปกับผม ถ้าไม่ไปก็ไม่ต้องไป ผมให้คุณเลือกได้เลย แล้วทำไมคุณถึงยังโกรธ"
.
"คุณมันไร้สมอง คุณมัวแต่คิดว่าผู้หญิงจะเป็นได้แค่เครื่องมือระบายความใคร่ นี่คือสิ่งที่ฉันเกลียดคุณชิบหาย"
.
"แล้วสรุปคือคุณต้องการอะไร"
.
"ฉันต้องการให้คุณให้เกียรติฉันในฐานะมนุษย์คนนึง ไม่ใช่วัตถุทางเพศที่ถ้าคุณอยากได้คุณก็ต้องได้"
.
"ผมถึงได้ชวนคุณดีๆนี่ไง แล้วทำไมคุณยังโกรธอยู่ล่ะ"
.
"เพราะคุณมันไม่มีหัวคิด แล้วเอาแต่คิดว่าจะเ ย็ดอย่างเดียวไง"
.
"แล้วผมก็ชวนคุณดูเน็ตฟลิกซ์เพราะมันจะได้มีเวลาในการเรียนรู้สัมผัสทางกายแล้วก็รสนิยมซึ่งกันและกันไง คือเซ็กส์เป็นเรื่องของการปรับจูนตัวตนของคน 2 คนไม่ใช่เหรอ"
.
"เนี่ยเห็นมั้ย คุณแม่งโง่บรมเลย สุดท้ายคุณก็วกกลับไปหาเน็ตฟลิกซ์ เอาเน็ตฟลิกซ์มาเป็นข้ออ้างหาเรื่องเ ย็ดฉัน"
.
"สรุปคือ?"
.
"คือ?"
.
"อ้าวแล้วคืออะไรล่ะ?"
.
"ก็.. ก็คืออะไร"
.
"เอางี้นะ ผมชวนคุณไปดูเน็ตฟลิกซ์ เพื่อที่เราสองคนจะได้เรียนรู้สัมผัสรสนิยมกันและกันหน่อย ไม่ใช่ชวนปุ๊บไปเ ย็ดปั๊บ แม่งโคตรไร้รสนิยม แล้วคุณก็แม่งบอกว่าถ้าอยากเ ย็ดก็ชวนเ ย็ด คุณรู้มั้ย ไอ้เหี้ย Tasteless ชิบหาย คุณแม่งไร้ซึ่งวาทศิลป์ใดๆในการจูงใจคน คุณแม่งยังไม่สามารถ convince ผมให้เข้าใจจุดประสงค์ในการแสดงอาการโกรธของคุณได้เลยด้วยซ้ำ ทั้งไม่ว่าผมจะชักชวนคุณด้วยวิธีไหนก็ตาม ไม่ว่าจะทางอ้อม ทางตรง คุณล้วนปฏิเสธสัมพันธ์ในฐานะมนุษย์ เราอาจจะแค่เ ย็ดกันแล้วจบไปตามที่คุณคิด แต่อย่างน้อยผมมองว่าการได้เรียนรู้สร้างความประทับใจก็เป็นอีกหนึ่งทางที่เราจะสามารถเชื่อมต่อกันได้ผ่านอารมณ์และความรู้สึก ไม่ใช่แค่การเ ย็ดกันแล้วจากไปโดยไม่มีอะไรทิ้งท้ายไว้ให้จดจำ ทีนี้ คุณบอกผมที ยังโกรธผมอยู่มั้ย"
.
"โกรธ และฉันเริ่มจะเกลียดคุณแล้วด้วย"
.
"นี่อธิบายเป็นฉากๆเผื่อว่าคุณจะเข้าใจแล้วนะ"
.
"คุณแม่ง mansplain ชิบหาย หลักคิดโลกวนอยู่รอบควย"
.
"โอเค แม่หีหลุมดำ"
.
"หมายความว่ายังไง"
.
"โลกไม่ได้วนรอบควยผมหรอก แต่จักรวาลถูกดูดเข้าหีคุณ แค่นี้นะ"

732 Nameless Fanboi Posted ID:5JYNqbm9M1

เธอทเวิร์ค ผมทเวิร์ค เราทเวิร์คด้วยกันทั้งคืน จนกระทั่งตำรวจเข้ามาตรวจสอบจุดเกิดเหตุฆ่าหั่นศพในห้องของเรา ศพของพวกเราเองแหละ เราทเวิร์คใส่ยมทูตด้วยสองกรุบ

733 Nameless Fanboi Posted ID:Atdk27ViQ8

เท้าลืมรอยของมันเองไปแล้ว ตัวฉันก็ลืมเช่นกัน

ชีวิตวัยเด็กเกือบยี่สิบปีในบ้านทึมทึบหลังนี้ ทำให้ฉันคิดแต่จะจากไป ระหว่างจำเป็นต้องพึ่งพิงค่าใช้จ่าย ฉันเข้าเรียนมัธยมปลายในอำเภอที่อยู่ห่างไปกว่าห้าสิบกิโลเมตร กลับบ้านอย่างมากสัปดาห์ละครั้ง พอขึ้นมหาวิทยาลัย นิ้วมือข้างเดียวนับแล้วก็ยังเหลือ

ครั้นยืนด้วยขาตัวเองได้มั่นคง ฉันก็ถือว่าความสัมพันธ์ระหว่างบ้านกับฉันจบสิ้น

ฉันคิดเช่นนั้น ทว่าความจริงมันไม่ใช่

มนุษย์ไม่สามารถตัดเส้นเลือดตัวเองขาด ช่างเป็นกฎธรรมชาติที่น่าเศร้าและโหดร้าย

ทั้งที่ความทรงจำรางเลือน ใบหน้าญาติ ๆ ก็จำไม่ได้ เสียงเรียกนั้นก็ยังกวนใจฉันเสมอ

“ย่าถูกสาป”

เสียงสั่นเครือของย่าแว่วขึ้นมาในหูทุกครั้งที่หัวฉันว่างโล่ง และก็เป็นต้องรู้สึกคล้อยตามเสียทุกทีด้วยว่า “ฉันถูกสาป” ฉันต่างหากที่ถูกสาปโดยย่าผู้เคียดแค้นหลานสาวที่พยายามลืมรากเหง้าของท่าน

รากเหง้าของแม่มด

สมัยยังอยู่บ้านหลังนี้ ฉันมักถูกใช้ให้อยู่เป็นเพื่อนย่าผู้เดินเหินไม่ได้ คอยเปลี่ยนผ้าอ้อม ซับน้ำลาย และฟังท่านพึมพำบทสวดในภาษาที่ไม่น่าจะมีอยู่บนโลกนี้ “เป็นบ้า” ทุกคนลงความเห็น ฉันก็เช่นกัน มันช่วยไม่ได้ที่คนหนึ่งจะเป็นบ้า แต่พระเจ้าก็โปรดช่วยฉันด้วยเถอะ การดูแลยายแก่ที่พร่ำเพ้อว่าตนคือแม่มดอยู่ตลอดวันก็ทำให้ฉันใกล้จะเป็นบ้าเหมือนกัน !

นกมักตกมาตายตรงหน้าต่าง มดไม่เคยไต่มาเก็บเศษน้ำตาลบนตัวย่า ต้นพลูด่างข้างเตียงไม่เคยเหี่ยวเฉา ฉันเริ่มสังเกตเห็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัวย่า ฉันสงสัยและหวาดระแวงว่าการได้ยินภาษาแปลก ๆ นานวันเข้าคงทำให้เริ่มเชื่อว่าแม่มดมีตัวตนจริง ๆ

เมื่อฉันบ่นเรื่องนี้กับพ่อ ท่านปลอบใจ “ย่าก็แค่เลอะเลือน” ฉันพยายามคิดเช่นนั้น แต่มันไม่ได้ผล จริงอยู่ ย่าเลอะเลือน ย่าเป็นบ้า แถมยังเป็นแม่มดอีกด้วย !

ฉันอดทนอยู่เป็นเพื่อนย่าต่ออย่างยากลำบาก ถ้าแค่ละเมอว่าเป็นแม่มด ฉันอาจจะอยู่บ้านหลังนั้นได้นานอีกหน่อย ถ้าเพียงแต่ย่าจะไม่เอ่ยถึง ‘คำสาป’

“ย่ากำลังจะตาย เมื่อคืนมันมาหาย่า มันหาย่าเจอแล้ว โอ ย่ากำลังจะตาย”

ฉันแทบขว้างหนังสือเกี่ยวกับโครงการอวกาศที่กำลังอ่านทิ้ง พยายามกัดฟันข่มเสียงกรีดร้อง ลุกขึ้นเดินลงส้นเท้าตึง ๆ ลงเรือน โรงเรียนเปิดเทอมเมื่อไหร่ฉันจะไม่กลับมาเหยียบบ้านนี้ ทิ้งความป่วยไข้ของย่าให้น้องสาวรับผิดชอบแทน

อาจดูเหมือนเห็นแก่ตัว แต่ถ้าอยู่กับย่าต่อ ฉันคงไม่พ้นกลายเป็น ‘แม่มด’ เหมือนย่า

พ่อกับน้องดูแลแม่มดสองตนไม่ไหวแน่

“จิวาน จิวาน จิวาน...”

ย่าร้องเรียกซ้ำไปซ้ำมา ฉันไม่หันกลับ สวนอึมครึมรกทึบบดบังฉันจากประสาทสัมผัสของย่า ทว่าเสียงเรียกยังดังอยู่ ไม่แผ่วลงแม้แต่น้อย หรือมันดังอยู่ในหูฉัน หรือฉันกลายเป็นแม่มดเสียแล้ว

ฉันอุดหู ปิดตา คู้ตัวราวกับจะช่วยให้หลบพ้น ทว่านอกจากหนีไม่พ้น มันยิ่งทำให้ฉันเหมือนคนบ้า ไม่รู้ตัวว่ากำลังกรีดร้องสะอึกสะอื้นก่นด่าย่าอยู่จนกระทั่งพ่อซึ่งได้ยินเสียงตามมาเขย่าตัวเรียกสติ

ฉันร้องไห้น้ำตานอง อยากกอดพ่อ ทว่ายกแขนไม่ขึ้น สีหน้าเศร้าโศกของพ่อทิ่มแทง ทั้งที่สงสารเห็นใจฉันแท้ ๆ แต่ทำไมถึงยังผลักฉันลงไปในบ่อแห่งความเพ้อคลั่งของย่าอยู่อีก ยอมให้ฉันผุดขึ้นมาสูดอากาศเพียงครู่ แล้วก็กดหัวฉันลงไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“หนูไม่ไหว ! หนูทนไม่ได้ ! หนูเกลียดย่า ! หนูเกลียดพ่อ ! เกลียด ๆ ๆ ๆ ๆ !!!”

734 Nameless Fanboi Posted ID:Atdk27ViQ8

>>733

- - - -

“ซักวันแกจะเป็นเหมือนฉัน”

นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ฉันทนฟังได้ ฉันคิดว่าย่าจะตายหลังจากฉันขึ้นมหาวิทยาลัย แต่ผิดคาด ท่านยังมีชีวิตอยู่อีกหลายปี ‘มัน’ ไม่ได้เร่งรีบเก็บเกี่ยวชีวิตท่านไป แม่มดอาจเป็นเพียงภาพหลอน กระนั้นฉันก็ทำใจกลับมานั่งข้างท่านไม่ได้จริง ๆ แม้ขณะกลับมาบ้านช่วงวันหยุด ฉันก็ไม่คิดจะเฉียดใกล้ห้องทึมเทานั้น

กระทั่งวันนี้

แม่มดตายไป ร่างถูกเผาเป็นเถ้าถ่านคืนผืนดิน ฉันก็ยังไม่กล้าเชื่อว่าย่าตายแล้วจริง ๆ ประตูที่ฉันหวาดหวั่นแง้มออกอย่างเชื่องช้า ลมสายหนึ่งพัดกลิ่นอับน่าสะอิดสะเอียนปะทะใบหน้า ฉันชะงัก มือสั่นระริก อยากกระแทกประตูกลับ แล้ววิ่งหนีไปให้ไกล ทว่าเสียงฝีเท้าแผ่วเบาด้านหลังทำให้ฉันตามใจตัวเองไม่ได้

“พี่ใจร้ายมากกนะ” น้องสาวต่อว่าด้วยเสียงสะอื้น

เธอเกลียดฉัน หรือย่า

ฉันไม่รู้

“เข้าไปสิ เข้าไปดูว่าพี่ทิ้งฉันไว้กับอะไร”

แต่มันไม่มีอะไร

ทุกสิ่งเปลี่ยนไป ทว่าเวลายังคงอยู่

พยานโศกนาฏกรรมของแม่มดมีเพียงฟูกนอนที่พับไว้อย่างเรียบร้อย กับกระถางต้นไม้ตรงมุมห้อง ย่าตายอย่างโดดเดี่ยว ไม่มีใครโศกเศร้าเสียใจ ไม่มีใครหลั่งน้ำตายื้อเรียก งานศพเรียบง่าย เชิญแขกพอให้ไม่ถูกพูดได้ว่าลูกหลานเย็นชาเกินไป

“ย่ารักพี่มาก” น้องสาวบอก

ฉันส่ายหน้า ไม่ใช่หรอก ไม่มีใครสาปแช่งคนที่ตัวเองรัก

“ย่าพูดถึงแต่พี่”

เธอชี้ไปยังตู้ไม้ตรงมุมห้อง หลังตู้มีกล่องเหล็กเก่า ๆ วางอยู่ สนิมขึ้น แต่ก็ยังพอดูสีเดิมออก

สีฟ้า สีของท้องฟ้า สีของทะเล

ทะเล

จำได้ว่าย่าชอบทะเลมาก แต่ฉันเกลียด มันเคยเกือบกลืนฉันลงไป ย่าเล่าว่าวิญญาณที่ถูกทิ้งไว้ในทะเลจะล่องลอยอยู่ตรงนั้น หาทางกลับบ้านไม่ได้ ทั้งที่นั่นเป็นสิ่งที่ฉันต้องการแท้ ๆ แต่ฉันกลับเกลียด

ย่าชอบทะเล

ท่านอยากตายอยู่กลางทะเลหรือเปล่า

ฉันไม่แน่ใจ

ในกลองเต็มไปด้วยเศษรากไม้ กิ่งไม้ และใบไม้เก่าผุ ๆ ฉันไม่รู้ว่ามันมีไว้เพื่ออะไร หรือสำคัญยังไงกับตัวเอง ฉันปิดฝา วางมันไว้ที่เดิม แล้วออกจากห้อง

กลิ่นอับตามฉันออกมา

ทุกสิ่งทุกอย่างของย่าห้อยติดตัวฉันมาตั้งแต่วันนั้น แม้จะหนี ทำเป็นลืม กลิ่นเหม็นอับ เสียงสวดพึมพำ นกตาย ต้นพลูด่าง รวมถึงความรัก และความเกลียดชัง

จิตแพทย์ที่ฉันพบประจำบอกว่าแม่มดไม่มีจริง มันเป็นเพียงความเครียด มลพิษของเมือง และงานหนักทำให้ฉันเครียดโดยไม่รู้ตัว

เสียงรถราแว่วเหมือนเสียงคนท่องมนต์ กลิ่นท่อระบายน้ำแค่บังเอิญคล้ายห้องของย่า ฝุ่นเกาะกลุ่มกันเป็นรูปกา พลูด่างเป็นพืชเลี้ยงง่าย ไม่ใช่ต้นไม้ที่มีชีวิตนิรันดร์แต่อย่างใด

บาดแผลบนตัวฉันอาจจะเกิดจากการนอนละเมอ

ไม่ใช่คำสาปแช่ง

ไม่ใช่เพราะย่าหรือฉันเป็นแม่มด

735 Nameless Fanboi Posted ID:Sndwfur+sm

>>733-734 เกลาคำอีกนิดมีบางจุดที่คำแปลกๆ แล้วเอาส่งบันลือสานส์เผื่อไดิเงินกินขนมสัก 1,500 ก็ยังดี