Fanboi Channel

นิยายจากโม่งโดยโม่งเพื่อโม่ง

Last posted

Total of 573 posts

544 Nameless Fanboi Posted ID:FsNLjzBKtt

ความคิดสองฝ่าย โต้เถียงกันในหัว แต่มันก็ถูกหยุดเมื่อชายกลางคนนั้น กระตุกเสื้อเขาเบาๆ

"เสียงปืนดังขนาดนี้ เดี๋ยวพวกที่คอยเก็บศพ มันต้องเข้ามาแน่ เจ้าหนู ช่วยพยุงฉันออไปจากที่นี่ที" ชายกลางคน ขอร้องกึ่งสั่ง
โนบิตะเองก็ปฏิเสธคนที่บาดเจ็บขนาดนั้นไมไ่ด้ และยิ่งบารมีจากแววตาของชายวัยกลางคน ก็ทำให้เขาไปกล้าขัด

โนบิตะ ประคอง ชายวัยกางคน จนมาถึงถนนใหญ่ได้ เพียงชั่วครู ก็มีรถคันใหญ่ วิ่งเข้ามารับ

"เจ้าหนู มาด้วยกันสิ เดี๋ยวพกวมันก็ตามมาเจอหรอก" ชายคนนั้น จับมือของโนบิตะไว้ โนบิตะ แม้จะโง่ แต่เรื่องแบบนี้เขารู้ดีว่า หากเขาเข้าไปในรถคันนี้ เขาจะกลับมายังโลกแบบคนทั่วไปไม่ได้

"เอ้ยๆๆๆ มันอยู่นั้น" เสียงฝีเท้าไล่เข้ามา พวกมันตามมาแล้ว ในวินาทีนั้น โนบิตะ ซึ่งมีปืนอยู่ในมือ เขาไม่ใช่คนขี้ขลาดที่โดนเพื่อนรังแก แต่เขาคือ โนบิตะ ชายผู้เป็นมือปืนอันดับหนึ่งของจักรวาล และวีรบุรุษที่เคยช่วยโลกต่างมิติมาแล้วหลายครั้ง

โนบิตะ ส่งกระสุนสองนัดสุดท้าย เข้าหัวของ กลุ่มชายที่วิ่งตามเขามา และกำลังเล็งปืนไปที่ล้อรถยนต์ ก่อนที่เขา จะกระโดดขึ้นรถไปกับชายคนนั้น

ในรถ นอกจากเสียงหายใจหอบๆของชายวันกลางคนแล้ว ก็แทบไม่มีเสียงอื่นใด โนบิตะเองก็ไม่พูดอะไร ในหัวของเค้ามีแต่ความสับสน เขารู้ดีว่า เขาถลำตัวลึกเข้ามาเรื่อยๆ

"เจ้าหนุ่ม เป็นใคร ฝีมือยิงปืนยอดเยี่ยมขนาดนี้ หาในญี่ปุ่นไม่น่าจะได้นะ ดูแล้วเจ้าหนุ่มคงเป็นคนเอเชีย มาจากไหนล่ะ พูดญี่ปุ่นได้ไหม" ชายกลางคนเริ่มบทสนทนาก่อน

"...หืม เข้าใจที่ฉันพูดไหม" ชายกลางคนสำทับ โนบิตะ จึงค่อยๆอ้ำอึ้งพูดตอบ

"...ผม ผมเป็นคนญี่ปุ่น" โนบิตะไม่รู้ว่าจะตอบอะไรเพิ่ม
" แล้วเจ้าหนุ่มเป็นใครล่ะ ทำไม ถึงไปอยู่ที่นั่น" คำถามขอบชายกลางคนยิ่งตอกย้ำสาเหตุที่เขาต้องมานั่งบนรถคันนี้ ภาพของชิซุกะ และเดคิดซุกิที่เปลือยกอดรัดทำให้โนบิตะ รู้สึกปวดหัว จนต้องหลั่งน้ำตาออกมา

"ผม... ผมไม่รู้จะไปที่ไหน ผมไม่มีที่ไปแล้ว" โนบิตะ ตอบเช่นนั้น ซึ่งก็จริงตามความรู้สึกของเขา เขาเพิ่งฆ๋าคน แม้จะ ยอทรับผิดสารภาพ แต่เขาก็ต้องติดคุกหมดสิ้นอนาคตแน่นอน

".... ที่ไปน่ะ หากมันไม่มี เราก็สรา้งขึ้นมาสิ คืนนี้หนักมากแล้ว ยังไง ไปพัดที่บ้านของข้าก่อนละกัน แล้วค่อยว่ากันต่อ" ชายกลางคนพูดแค่นั้น โนบิตะ ได้แต่พยักหน้ารับ

รถแล่นมาจนถึงบ้านหลังใหญ่ เมื่อรถแล่นเข้าในบ้าน ก็มีกลุ่มชายหลายคน ออกมาต้อนรับ โนบิตะ ก้าวลงมาด้วยท่าทีเก้ๆกังๆ

หลังจากที่ชายหลางคนตามลงมา เหล่าชายฉกรรจ์ที่เห็นแผลรุนแรงที่ไหล่ ก็มีสีหน้าเคร่งเครียดโกรธแค้น ชายกลางคนยกมือขึ้น และผายไปทางโนบิตะ

"เจ้าหนุ่มคนนี้ เป็นคนที่ช่วยข้าเอาไว้ เลี้ยงรับรองต้อนรับเขาให้ดีล่ะ" แล้วชายกลางคน ก็หันไปหาโนบิตะ
" ข้าจะไปทำแผลก่อน หากต้องการอะไร ก็สั่งเด็กๆพวกนี้ได้เลยนะ คืนนี้ เจ้าหนุ่มพักก่อนเถอะ มีเรื่องอะไรจะทำอะไร พรุ่งนี้ค่อยคิดการต่อ

โนบิตะ ถูกพาเข้าไปในห้องพัก ซึ่งมีนทุกอย่างครบครัน ทั้ง ทีวี อ่างอาบน้ำ เขาถอดเสื้อผ้าชำระร่างกาย และ เปิดทีวี ด้วยมือที่สั่นเทา
อย่างที่เขาคิดไว้ เมืองที่สงบสุข หากมีข่าวฆาตกรรมที่นานๆครั้งจะเกิดขึ้น ข่าวย่อมครึกโครม ในทีวี ปรากฏข่าวของเขา ที่พาดหัวว่าลงมืดฆ่ารัดคอย่างอำมหิต
ในข่าวเปิดเผย ชื่อ และสกุลของเขา เนื่องจากอายุของเขาไม่ใช่เยวชนแล้ว โนบิตะ เครียดสุดชีวิต เขาปิดทีวี แล้วงอตัวกอดเข่า ก่อนที่จะหลับไปในสภาพนั้น

รุ่งเช้ามาถึง แต่เพียงแค่เสียงเดินเข้ามาในหน้าห้อง โนบิตะ ก็ตื่นทันที มือของเขาเอื้อมไปสัมผัสด้ามปืนตามสัญชาติญาณ แต่เสียงที่หน้าประตู ก้ดังขึ้น
"เจ้าหนุ่ม ตื่นหรือยัง ข้าขอเข้าไปหน่อยใจได้ไหม" เสียงของชายวัยกลางคนนั่นเอง โนบิตะ ลังเลชั่วครู่ ก่อนจะเดินไปเปิดประตู

ชายวัยกลางเข้า กด้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับชายร่างใหญ่สองคน แต่แล้ว เขาก็โปกมือให้ทั้งสองคนนั้นออกไป

"ข้าจะคุยกะเจ้าหนุ่มนี่หน่อย" เมื่อชายทั้งสองได้ยินดังนั้นจึงถอยออกไป ในห้องที่มีเพียงชายกลางคน และ โนบิตะ เงียบไปชั่วครู ก่อนที่ชายหลางคนจะเอ่ยขึ้นก่อน

"ข้าเห็นจากในทีวีแล้วล่ะ โนบิตะ เชือกมรณะสินะ" ชายกลางคนพูดฉายาที่นักข่าวตั้งให้

"ผมไม่ได้ตั้งใจ!!! "โนบิตะ ตะโกนออกมาเสียงดัง จนทำให้ชายทั้งสองที่อยู่หน้าประตูเปิดประตูถลันเข้ามา

" ไม่ต้องเข้ามา ข้ายังคุยกับเจ้าหนุ่มนี่อยู่ ห้ามใครเข้ามาทั้งนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น" ชายกลางคน ตวาดใส่ชายทั้งสองเสียงดัง ทำให้ทั้งคู่ก้มหัวลงต่ำ ก่อนจะลุกลนออกไปจากห้อง

545 Nameless Fanboi Posted ID:FsNLjzBKtt

"... ข้าเข้าใจ ข้าเข้าใจ ปัญหาคือ เจ้าจะทำอย่างไรต่อจากนี้ล่ะ " ชายกลางคน พูดกับโนบิตะ ด้วยโทนเสียงอ่อนโยน
"ไม่รู้... ผมไม่รู้ ผมไม่รู้จะไปไหน " โนบิตะ ก้มหน้าพูดตามจริง
"นั่นสิ.... ข้าคิดมาทั้งคืนหลังเห็นเรื่องของเจ้าหนุ่มในทีวี ข้าคิดว่า ตอนนี้ เจ้าหนุ่ม มีทางเลือกอยู่แค่2ทาง นอกจากเรื่องที่จะเข้าคุกล่ะนะ" ข้อเสนมอของชายกลางคน ทำให้โนบิตะ เงยหน้าขึ้นมาฟัง ในแววตาของโนบิตะมีแววแห่งความหวัง

"1.. คือหนี หนีออกจากประเทศ ไปเกาหลี ไปจีน หรือไปไทยก็ได้ ข้าพอจะช่วยเรื่อเอกสารปลอมได้ แต่ปัญหาคือ ข้าไม่มีอิทธิพลใดๆที่สามารถช่วยเจ้าได้เลย เมื่อออกนอกประเทศไปได้ เจ้าต้องพึ่งตัวเองแล้วล่ะ" คำตอบแรก ทำให้แววตาแห่งความหวังของโนบิตะดับวูบลง
เขาพยายามรับฟังคำตอบที่2 ด้วยใจที่เต้นระรัว

"2.. หากข้ารวมอิทธิพลพื้นที่ในย่านนี้ได้ ก็พอจะมีบารมีที่จะกันไม่ให้ตำรวจมายุ่งกับเจ้าหนุ่มได้ แต่เสียดาย มันคงเป็นไปไม่ได้ หาก เจ้าหนุ่มไม่ช่วยข้า" ชายกลางคน เสนอข้อแลกเปลี่ยนที่ทำให้โนบิตะสงสัย แววตาของชายหนุ่มจ้องมาที่โนยิตะ ราวกับต้องการให้เขาถามว่า โนบิตะ จะสามารถช่วยได้อย่างไร

" ผม.. จะช่วยส่วนไหนได้" โนบิตะ แม้จะไมไ่ด้เรียนเก่งมากมาย แต่เขาไม่ใช่คนโง่ เขาร็ว่าเหตุการณ์เมื่อคืนหมายถึงอะไร

" ช่วยข้า กวาดล้างไอ้พวกแก็งค์ที่มันมาหาเรื่องเมื่อคืน" ชายกลางคนพูด ซึ่งดูเหมือนโนบิตะ จะรู้ดีอยู่แล้ว ว่าหมายถึงอะไร

ในหัวของโนบิตะ ทั้งมโนธรรม และความต้องการเอาตัวรอด ต่อสู้กันอยู่ หากเขา ยอมเข้ามอบตัว แน่นอนว่า อนาคตของเขา จะดับแน่นอน

แต่มันจะไม่มีคนตายเพิ่ม

หากเขาตัดสินใจช่วย"กวาดล้าง" ศัตรู ของชายกลางคนตามคำไหว้วาน เขาจะพอมีทางที่จะใช้ชีวิตนอกคุกได้

คำถามต่อมาคือ เขาจะสามารถจัดการ"กวาดล้าง" ได้เหรอ

ได้สิ.... ของง่ายๆ แค่ ยิงหัวมันคนละนัดเท่านั้นเอง

546 Nameless Fanboi Posted ID:FsNLjzBKtt

"..... ผมขอ ปืน4กระบอก ระบบออโต้ กระสุนชัก8แมกส์" โนบิตะ พูดเรียบๆ ในแววตาของเขาไม่เหลือประกายแห่งความหวัง มันเหลือแต่ความมืดมิด และเด็ดเดี่ยวในการตัดสินใจ

" ได้สิ ข้าจะเรียบใก้พวกเด้กไปช่วยด้วย เราจะจัดการมันให้แบบไม่ต้งตัวในคืนนี้แหละ"ชายกลางคน แม้คิดว่าโนบิตะ จะไม่มีทางเลือกและต้องร่วมมือ แต่เขาก็ไม่คิดว่า โนบิตะจะตอบรับเร็วเช่นนี้

"ไม่ต้อง ไม่ต้องส่งใครไปทั้งนั้น ผมจะจัดการคนเดียว อย่าให้ใครตามไปเด็ดขาด แค่ไปส่งผมก็พอ" โนบิตะแย้งทันที โนบิตะเองไม่ได้ตั้งใจจะโชว์ฝีมืออะไรหรอก เพียงแต่เขาไม่ไว้ใจ และกลัวการถูกหักหลัง

"บ้ารึ เจ้าหนุ่ม ในตึกนั้น มีพวกมันอยู่เป็นสิบๆ ถึงเจ้าจะเก่งแค่ไหน แต่ลำพังคนเดียว......" ใีมือของโนบิตะที่ยิงหัวของมือปืน6คนพร้อมๆกันนั้นเปนสิ่วที่ไม่เคยเห็นใครทำได้มาก่อน แม้แต่โชว์ของนักแม่นปืนระดับโลกที่ใข้วิธียิงแบบควิกดรอระดับเอว ก็สามารถยิงได้เพียง2เป้าต่อครั้งเท่านั้น แต่กระนั่น การใช้ปื่นสองกระบอกลุยคนนับสิบมันก็คือการเอาชีวิตไปทิ้งชัดๆ

"ไม่...ไม่ต้อง แค่นี้เอง ให้ผมทำคนเดียวเถอะ ขอร้องล่ะครับ" โนบิตะ ก้มหัวขอร้อง แต่นั่นก็ยิ่งทำให้ชายกลางคนงงเข้าไปใหญ่

"เฮ่อ หากมั่นใจขนาดนั้นก็ได้ ข้าจะให้คนไปส่งเจ้าหนุ่มเอง เดี่ยวจะเตรียม ขอให้นะ ชายกลางคน พูดแบบปนเสียดาย เขาคิดว่า โนบิตะ คงหาเรื่องที่จะเอาปืน และหนีไปเพราะไม่อยากช่วยเหบลือ แต่ไม่กล้าปฏิเสธ แต่อย่างไรก็ตาม ในฐานะคนที่เคยช่วยชีวิตเอาไว้ ชายกลางคนก็ไม่ได้พูดอะไรมาก

เวลาผ่านไป จากเช้า จนถึงช่วงบ่าย ของทั้งหมด ก็เตรียมเสร็จสิ้น ปืน และแมกกาซีนกระสุน ตามที่โนบิตะขอ ได้ถูกนำมาให้เขา

"มีกระสุนสำรองไหม ผมอยากลองยิงดูหน่อย" โนบิตะ ร้องขอ ซึ่งก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร กระสุนสำรองสี่แมกส์ สำหรับปืนสี่กระบอกถูกนำมาให้ โนบิตะ

โนบิตะ หลับตา นึกถึงประสบการณ์ยิงปืนในอดีต เขาเคยยิงปืนลูกโม่บรรจุกระสุน6นัด เข้าเป้า6เป้าได้แบบสบายๆ แต่นั่นคือขีดจำกัดของเขาแล้วหรือ โนบิตะ อยากลองขีดจำกัดของตนเองอีกครั้ง

เขา เหน็บมือทั้ง4กระบอกไว้ที่เอว แล้วหยิบก้อนหินเล็กๆในลานมาเต็มสองมือ นับรวมได้ไม่ตำกว่า30ก้อน และเขาก็โยนมันให้กระจายบนอากาศ แล้วชักปืนออกมาทั้งสองมือ
พริบตานั้น เสียงปืนกล ก็แผดดังขึ้น

แต่เสียงไม่ได้มาจากปืนกล มันมาจากนิ้วที่งว่องไว กระหนำรัวไกปืนอย่างต่อเนื่อง

ในญี่ปุ่นมีคนที่สามารถกดปุ่มจอยเกมได้13ครั้งต่อวินาที แต่โนบิตะตอนนี้ เขาน่าจะกระดิกนิ้วลั่นไก ได้ข้างละ15ครั้งต่อวินาที

รวมทั้งสองข้างก็นับได้30ครั้ง ซึ่งเรียกได้ว่ามันดังรัวกว่าปืนกลทั่วๆไปเสียอีก
หนำซ้ำ ก้อนกรวดที่โยนกระจายกลางอากาศนั้น 1ก่อน ถูกกระสุน1นัดป่นกลางอากาศจนเป็นผง เพียงวินาทีเดียว ก้อนกรวดทั้ง30กว่าลูก ก็ถูกยิงจนแตกสลาย โดยไม่ทันตกพื้น

นับตั้งแต่ โยนกรวด จนถึงที่เขาชักปืนออกมาและยิงจนหมดแมกกาซีน2แกมส์ รวม30นัดนั้น กินเวลาราว1วินาทีเท่านั้น

ชายกลางคน และผู้ติดตาม ต่างก็อึ้งจนพูดไม่ออก กับฝีมือ ของโนบิตะ

จวบจนเวลาบ่ายคล้อย รถเก่งติดฟิลม?สีดำ ก็พอโนบิตะมายังแถวตึดที่เป็นเป้าหมาย ตอนนี้ โนบิตะ ใส่แว่นสีดำ ซึ่งจริงๆ ก็แค่แว่นอันเดิมของเขาที่ติดคลิบกลองแสง และเสื่อโค๊ดยาวเพื่อปกปิดปืนและแม็กกาซีน

" 8ชั้น ผมจะจัดการ พวกที่ถืออาวุธทุกคน รอผมด้วยนะ สัก20นาที" โนบิตะที่เมื่อถือปืนแล้วท่าทีเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดสั่งด้วยน้ำเสียวงเรียบๆ ก่อนจะเดินเข้าไปยังตึก

มีเสียงปืนดังออกมาจากตึก โชคดีที่แถวนั้นไม่ค่อยมีคนผ่านมามากนัก ประกอบกับเสียงรถ และโฆษณาในช่วยบ่าย ทำให้หากไม่สังเกตุหรือเงี่ยฟังในระยะใกบ้จะไมไ่ด้ยินเสียงชัดเจนเท่าไรนัก เสียงปืนดังจากชั้น1 ไล่ไปจนถึงชั้น8 หลังจากนั้น ก็มีแต่ความเงียบปกคลุม

547 Nameless Fanboi Posted ID:gf4.A7O5fY

https://fanboi.ch/webnovel/2726/543-546/

อ่านจากสำนวนของมึงแล้วกูว่ามึงมีของอยู่พอสมควร วิธีเล่า pacing ทำได้ดี เสียอยู่อย่างเดียว มึงเว้นวรรคมั่วไปหน่อย ถ้าหาคนมาช่วยเกลาเรื่องนี้ได้ นิยายที่มึงแต่งน่าจะกีขึ้นอีกมาก

548 Nameless Fanboi Posted ID:yI81SHKgs4

กูไปก๊อบที่คนอื่นเขาเขียนมา

549 Nameless Fanboi Posted ID:gf4.A7O5fY

>>548 เวรกรรม ช่างมันเถอะงั้น แต่เรื่องนี้เอาประเด็นพรสวรรค์ของโนบิตะมาเล่นได้ดีนะ เพราะไอ้ตะแม่งเก่งอยู่เรื่องเดียวคือยิงปืนแม่นสัสๆ ขนาดไม่เล็งยังยิงโดน นอกนั้นห่วยแตกทุกเรื่องในชีวิต

550 Nameless Fanboi Posted ID:VGjStG98Ku

ทดลองเขียนแนวยุโรปเสิ่นเจิ้น

‘เคล็ดลับของการรมควันอยู่ที่การเลือกไม้’

เอลิกซ์รู้สึกเหมือนตอนนี้เขาเป็นขาหมูที่กำลังถูกรมควัน...ถ้าปล่อยทิ้งไว้อีกนิดเขาก็คงจะสุกจนกลายเป็นแฮม...

เด็กหนุ่มเคยช่วยป้าเมย์รมควันสารพัดสัตว์อยู่หลายครั้ง ทั้งปลาเทราต์ ไก่งวง เป็ด และส่วนต่าง ๆ ของหมูตัวอ้วน แต่ไม่มีครั้งไหนที่เขาต้องเอาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางควันไฟแบบนี้เลยสักครั้ง...ถึงมันจะไม่ใช่ควันจากเนื้อไม้ แต่กลิ่นหอมเอียนจากกำยานผสานกับเสียงสวดแหลมสูงที่เกือบจะเป็นเสียงโหยหวนของเหล่านักบวชในชุดขาวก็ทำให้เขาประสาทเสียจนอยากจะกลายเป็นแฮมอบน้ำผึ้งขึ้นมาจริง ๆ

แค่สวดเฉย ๆ ไม่พอเหรอ...ทำไมต้องจุดกำยานรมควันกันด้วย...

สามวันแล้วที่เอลิกซ์ถูกรมควันในพิธีอวยพรจากศาสนจักรแห่งแสง ดวงตาของเขาแดงก่ำเพราะควันหนาทึบ แสบตาเสียจนน้ำตาจะไหลเอ่อออกมาอยู่รอมร่อ แสบจมูกเสียจนไม่รู้สึกว่าเคยมีจมูกไว้หายใจ อันที่จริงเขาไม่ได้อยากจะเข้าร่วมเลยสักนิด ถ้าไม่ติดว่ามีใครดันบ้าจี้ตั้งกฎให้ทุกคนที่เข้าร่วมขบวนตามหาตัวเจ้าชายเกเบรียลต้องผ่านการอวยพรจากเหล่านักบวชในทุกเช้า และใครที่ว่านั่นดันเป็นเจ้าชายรัชทายาทอันดับสองแห่งอาณาจักรอาริไพน์

ส่วนอันที่จริงกว่าเมื่อกี้...เอลิกซ์ไม่ได้อยากเข้าร่วมตามหาเจ้าชายเกเบรียลตั้งแต่แรก เด็กเลี้ยงม้าอย่างเขาไม่ได้อยากช่วยชาติเพราะจงรักภักดีขนาดนั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าชายที่ว่าหน้าตาเป็นแบบไหน เพราะเจ้าชายเกเบรียลหายสาบสูญไปตั้งแต่สิบห้าปีก่อน เขาจำได้แค่ราง ๆ ว่าเป็นเจ้าชายร่างกายสูงกำยำที่มีเส้นผมสีน้ำเงินเข้มและนัยน์ตาสีทองสุกใส...เหมือนกับเจ้าชายอีกหกพันกว่าคนที่เหลือ

จำนวนเจ้าชายที่มากมายขนาดนั้น ดูแล้วก็ไม่น่ามีปัญหาเรื่องขาดแคลนรัชทายาท แต่เมื่อสองสัปดาห์กลับเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นในราชสำนัก หลังจากพระราชากิลเบิร์ตฟ้องหย่าพระราชินีและปลดเจ้าชายริชาร์ดออกจากตำแหน่งรัชทายาท เพราะจับได้ว่าเจ้าชายเป็นบุตรที่เกิดขึ้นกับชายชู้

เอลิกซ์ได้ยินข่าวแว่วมาว่ามีเจ้าชายหลายคนทะเลาะเบาะแว้งกันเรื่องแย่งบัลลังก์ แต่ร้ายแรงที่สุดคือเจ้าชายคนหนึ่งถูกหลอกไปปล่อยทิ้งไว้กลางทะเลทราย...สุดท้ายพระราชาจึงต้องประกาศให้หาตัวเจ้าชายเกเบรียลบุตรชายคนโตให้เจอภายในสองปี ก่อนที่พรมปูพื้นในพระราชวังจะอาบด้วยเลือดจนกลายเป็นโศกนาฏกรรมแสนเศร้าของอาณาจักร

เด็กหนุ่มตัดสินใจเข้าร่วมขบวนตามหาเจ้าชายเกเบรียลก่อนออกเดินทางเพียงแค่คืนเดียว เพราะเขาเพิ่งจะได้อ่านประกาศอย่างละเอียด เขาไม่ได้คาดหวังรางวัลอันเป็นทรัพย์สินเงินทองจำนวนมหาศาล ยศถาบรรดาศักดิ์ หรืออะไรต่อมิอะไรที่พระราชายินดีจะมอบให้ โธ่...เด็กเลี้ยงม้าอย่างเอลิกซ์จะตามหาเจ้าชายเจอได้ยังไง เขาก็แค่เห็นว่าพระราชาทุ่มไม่อั้น คนที่ออกเดินทางไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรสักอย่าง ไหนจะเบี้ยเลี้ยงที่ให้รายสัปดาห์อีกล่ะ...ออกมาเปิดหูเปิดตาสักปีสองปีคงจะไม่เดือดร้อนอะไร

ใช่...เขาไม่เดือดร้อน แต่คนที่เดือนร้อนกลับกลายเป็นป้าเมย์ แม่ครัวผู้ดูแลเขามาตั้งแต่เด็ก ที่คิดไปเองอย่างผิด ๆ ว่าเขายังเป็นเอลิกซ์วัยแปดขวบที่วิ่งซนไปทั่ว ไม่ใช่เอลิกซ์วัยสิบแปดที่โตเป็นหนุ่มน้อยหน้าใสขวัญใจคนครัว...

“อย่ามาหลอกข้าเสียให้ยากเจ้าหนู เจ้าก็แค่อยากออกไปเที่ยว ไม่ได้อยากไปตามหาเจ้าชายเหมือนคนอื่นเขาหรอก!” เสียงของป้าเมย์ยังชัดเจนอยู่ในความทรงจำเหมือนกับใบหน้าบึ้งตึงจนเกือบจะแข็งกระด้างและดวงตาสีเหลืองอำพันที่มองเขาอย่างรู้ทัน

“โธ่...ใครจะกล้าหลอกป้าเมย์ของข้ากัน” น้ำเสียงทุ้มลากยาวเหมือนค่อนไปทางออดอ้อนมากกว่าตัดพ้อ ริมฝีปากบางของเด็กหนุ่มขยับยิ้มออกเป็นรอยยิ้มหวาน ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับเหมือนกับทุกครั้งที่เขากำลังคิดทำอะไรแผลง ๆ “ข้าแค่อยากออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้าง...ท่านก็รู้ว่าข้าไม่เคยออกนอกเมืองหลวงเลยสักครั้ง”

อย่าว่าแต่เมืองหลวงเลย แค่ออกนอกเขตรั้ววังแอเรียสยังนับครั้งได้...

เอลิกซ์เติบโตขึ้นในพระราชวังแห่งราชวงศ์ดาริสโดยไม่รู้ว่าพ่อแม่ที่แท้จริงคือใคร อดีตของเขาช่างว่างเปล่า...แค่เหมือนกับว่าวันหนึ่งจู่ ๆ เขาก็เข้ามาอยู่ในที่นี่ และมีป้าเมย์ หนึ่งในหัวหน้าคนครัวเป็นคนเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นก็ทำงานสักอย่างในวังเหมือนกับเด็กกำพร้าคนอื่นที่ร่วมชะตากรรมเดียวกัน

เขามีความสุขดีภายใต้การดูแลของป้าเมย์...มีความสุขกับการเลี้ยงม้าของเหล่าเชื้อพระวงศ์ แต่หลายครั้งที่จิตใจร่ำร้องหาอิสรภาพ...ราวกับว่าเขาเป็นนกสีฟ้าตัวจ้อยซึ่งโดนกักขังไว้ในกรง เฝ้ารอคอยวันที่จะออกโผบินไปยังท้องฟ้ากว้างเพื่อตามหาความสุข

551 Nameless Fanboi Posted ID:VGjStG98Ku

“ถ้าเป็นทหารไปตั้งแต่ตอนนั้นก็คงจะได้ออกไปข้างนอกบ่อย ๆ แล้วล่ะ” ป้าเมย์ตัดอารมณ์พร่ำเพ้อของเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เธอเบะปากเพิ่มให้เป็นของแถม “ให้เรียนฟันดาบก็ไม่ชอบ ให้เรียนเวทมนต์ก็ไม่เอา ให้เรียนหนังสือก็บ่นเบื่อ ใครกันที่วัน ๆ เอาแต่วิ่งเล่นซน คนเขาหาเจ้ากันทั่ววัง ดันไปเจอนอนแอบอยู่ใต้โต๊ะอาหารของพระราชา!”

“นั่นมันเรื่องตั้งแต่สมัยไหนกัน...” ยังไม่ทันจะอ้าปากแก้ต่างให้ตนเองในวัยเด็ก ป้าเมย์ก็สวนขึ้นตั้งแต่เขายังไม่ทันได้พูดจบประโยค

“สมัยนี้นี่แหละ...รู้มั้ยว่าถ้าเป็นคนอื่นน่ะโดนเฆี่ยนจนหลังลายไปแล้ว แต่เพราะเจ้าไม่มีพิษมีใครกับใคร พวกทหารถึงได้ยกโทษให้ เจ้าน่ะเคยสำนึกบ้างมั้ย? อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะลิกซ์ว่าเจ้าลามปามแอบเรียกพระราชาว่าตาเฒ่า” หญิงวัยกลางคนเอื้อมมือมาคว้าใบหูของหลานชายต่างสายเลือดที่นั่งอยู่บนพื้นแล้วออกแรงบิดเพื่อเป็นการทำโทษ เด็กหนุ่มดิ้นขลุกขลักแต่ก็ไม่กล้าตอบโต้ กลัวใจป้าจะคว้าเขียงไม้ที่อยู่ใกล้มือขึ้นมาฟาด จากประสบการณ์ที่เคยเห็นป้าเมย์ล้มวัวด้วยมีดหนึ่งเล่ม...สอนให้เขารู้ว่าอย่าลองดีกับหัวหน้าคนครัว

อีกอย่าง...เขาไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ก็พระราชาอายุปาเข้าไปเจ็ดสิบกว่า ถ้าไม่ใช่ตาเฒ่าแล้วจะให้เรียกว่าอะไร ขนาดพระราชากิลเบิร์ตยังหลุดขำตอนได้ยิน เพราะงั้นคำบ่นของป้าเมย์ก็ทำหูทวนลมต่อไปเถอะ

“ลิกซ์...เจ้าน่ะเป็นคนเรียนเก่ง หัวดี ทำอะไรก็เก่งไปหมด แต่เจ้ากลับไม่เอาไหน ไม่เอาอะไรสักอย่าง” เสียงของป้าเมย์ฟังดูทั้งอ่อนแรงและอ่อนใจ เธอเลื่อนมือมาลูบเส้นผมสีเข้มของหลานชายตัวดี “อย่างเจ้าน่ะราชองครักษ์ก็ยังเป็นได้ ไม่น่าจะเป็นแค่เด็กเลี้ยงม้าเลย”

“ก็ข้าไม่อยากเป็นทหาร...ทีตอนขอเป็นนักดนตรีป้ายังไม่ให้เลย” เด็กหนุ่มท้วงพร้อมกับมองผู้เลี้ยงดูตาปริบ ๆ ฝีมือเล่นไวโอลินของเขาอยู่ในระดับดีเยี่ยม เคยเล่นในงานเลี้ยงของราชสำนักอยู่บ่อยครั้ง ถึงขนาดได้รับไวโอลินไม้สุดหรูเป็นรางวัลจากพระราชา แต่ป้าก็ตัดอนาคตของเขาเหมือนเอากรรไกรตัดกระดาษเสียอย่างนั้น

“เพราะว่าเจ้าดันอยากไปร่วมขบวนเร่ต่างหากล่ะ ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องลำบาก อยู่กับพวกนั้นข้าวสามมื้อจะมีกินหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ แล้วถ้าเขาหลอกไปขายขึ้นมาจะทำยังไง” เธอเชยคางหลานชายขึ้นแล้วจ้องมองเขาด้วยสายตาพิจารณา

“สีผมสีตาเจ้าเป็นสีเข้ม เจ้าอาจจะเป็น...”

ผู้เป็นหลานชายระเบิดหัวเราะดังลั่นคั่นกลางประโยค คำพูดของป้าเมย์ตลกเสียจนเขาอยากจะลงไปขำกลิ้งบนพื้น “ข้าอาจจะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้นในอาณาจักรนี้ ขนาดป้ายังเป็นลูกสาวของลูกสาวของเจ้าหญิงที่เป็นลูกสาวของปฐมกษัตริย์เลย หน้าตาอย่างข้าก็คงจะเป็นลูกหลานคนแถวนี้เหมือนป้านั่นแหละ”

เด็กหนุ่มกลอกตามองเพดานไม้ ถึงแม้ว่าราชวงศ์ดาริสจะมีเส้นผมสีน้ำเงินเข้มและดวงตาสีทองที่สืบทอดกันตามสายเลือด จนเป็นคำกล่าวว่ายิ่งสีผมเฉดเข้มจนใกล้สีดำเท่าไร สายเลือดก็ยิ่งใกล้ชิดปฐมกษัตริย์มากขึ้นเท่านั้น...แต่ประชากรเกินครึ่งในอาณาจักรอาริไพน์ก็มีผมสีโทนฟ้าหรือน้ำเงินกันทั้งนั้น จะบอกว่าทุกคนสืบสายเลือดมาจากปฐมกษัตริย์ก็ไม่ผิด แค่เจ้าชายก็ปาเข้าไปหกพันกว่าคนแล้ว ไหนจะเจ้าหญิงอีกล่ะ

เรือนผมยาวระต้นคอของเอลิกซ์เป็นสีกรมท่าที่มืดเสียจนคล้ายสีดำและนัยน์ตาสีทองของเขาก็ส่องประกายเจิดจ้า ถ้าวัดกันตามเฉดสีแล้ว สีผมและสีตาเข้มกว่าเจ้าชายบางคนด้วยซ้ำ แต่เผอิญว่าเด็กกำพร้าในรั้วพระราชวังแอเรียสก็มีเส้นผมสีน้ำเงินและดวงตาสีทองกันทุกคน แค่สีเข้ม สีอ่อน แตกต่างกันบ้างเท่านั้น

เพราะงั้นถ้าจะเอาแค่สีผมสีตามาวัด มันก็ล้าสมัยไปหลายสิบปีแล้วป้า

“ยังไงข้าก็เป็นห่วงเจ้าอยู่ดี...อยู่ที่นี่ถึงจะกวนประสาทไปบ้าง แต่ก็ยังใกล้หูใกล้ตา” ป้าเมย์พึมพำอย่างแผ่วเบา ใบหน้าที่พอจะมีเค้าสวยในวัยสาวฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด

เอลิกซ์มองสบตาสตรีที่ใกล้ชิดเขามากที่สุดในชีวิต ใช้จังหวะที่ดวงตาสีอำพันยังอ่อนแสง บอกเล่าสิ่งที่อยู่ในใจของเขาออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจังผิดกับทุกครั้ง “ข้าไม่เคยร้องขออะไรให้ป้าต้องหนักใจเลยสักครั้ง ขอแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวไม่ได้เหรอ เด็กเลี้ยงม้าอย่างข้าไม่ใช่ว่าจะมีโอกาสได้ออกไปท่องโลกกว้าง แค่สองปีเท่านั้น ข้าสัญญาว่าข้าจะกลับมาเป็นเด็กดีของท่านเหมือนเดิม”

“เฮ้อ...เจ้ามันเด็กดื้อต่างหากล่ะ ครั้งนี้ข้าห้ามเจ้าไม่ได้ เพราะต่อให้ห้ามเจ้าก็จะแอบไปอยู่ดี” สตรีวัยสี่สิบห้าระบายลมหายใจยาว เธอส่ายหน้าไปมาเหมือนระอาใจ “อย่าคิดว่าข้าไม่เห็นห่อผ้าที่เจ้าซ่อนเอาไว้ที่ใต้บันใด กล่องไวโอลินของเจ้ามันเตะตาจนอยากจะเตะสักที”

เด็กหนุ่มพูดไม่ออก...เริ่มนึกกลัวที่ป้าเมย์รู้ทันเขาไปเสียหมดทุกเรื่อง แต่ที่กลัวมากกว่าคือป้าจะเผลอเตะไวโอลินของเขาเข้าจริง ๆ ถึงมันไม่ใช่ของรักของหวงอะไรขนาดนั้น แต่มันแพง...คิดว่าต่อให้เอาเบี้ยเลี้ยงสิบปีของเด็กเลี้ยงม้ามารวมกันก็คงจะยังซื้อไม่ได้

552 Nameless Fanboi Posted ID:VGjStG98Ku

เด็กหนุ่มพูดไม่ออก...เริ่มนึกกลัวที่ป้าเมย์รู้ทันเขาไปเสียหมดทุกเรื่อง แต่ที่กลัวมากกว่าคือป้าจะเผลอเตะไวโอลินของเขาเข้าจริง ๆ ถึงมันไม่ใช่ของรักของหวงอะไรขนาดนั้น แต่มันแพง...คิดว่าต่อให้เอาเบี้ยเลี้ยงสิบปีของเด็กเลี้ยงม้ามารวมกันก็คงจะยังซื้อไม่ได้

“มันลำบากนะลิกซ์ เจ้าคิดหรือว่าการตามหาเจ้าชายเกเบรียลจะเป็นเรื่องง่าย...ท่านออกจากอาณาจักรนี้ไปก็เพราะว่าอยากจะเป็นราชาโจรสลัด ป่านนี้จะอยู่ส่วนไหนของโลกก็ยังไม่รู้”

...ป่านนี้เจ้าชายคงล่องเรือไปถึงแกรนด์ไลน์แล้วมั้ง?

ประโยคเมื่อกี้เป็นแค่ความคิดที่เขาเก็บเอาไว้ในใจ รู้ดีว่าถ้าขืนพูดออกไป ป้าเมย์อาจจะบันดาลโทสะด้วยการคว้าอะไรบางอย่างมาฟาดใส่หัวเขาด้วยข้อหาลามปามเจ้าชายที่หายสาบสูญ

“สรุปแล้ว...ป้าให้ข้าไปใช่มั้ย?”

ไร้คำตอบใด ๆ จากคนเบื้องหน้า ร่างสูงใหญ่เกินมาตรฐานผู้หญิงลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก้าวตรงไปยังตู้เก็บของ ป้าเมย์หยิบกล่องกำมะยี่ออกจากตู้ ก่อนที่เธอจะโน้มตัวลงเพื่อสวมสร้อยเชือกหนังให้กับผู้เป็นหลานชาย สัมผัสเย็นที่กระทบกับผิวเนื้อทำให้เอลิกซ์ยกมือขึ้นแตะโดยอัตโนมัติ จี้ทรงกลมที่ห้อยอยู่บนสร้อยเป็นอัญมณีสีน้ำเงินหม่นแปลกตา...อาจเป็นเพราะเขาไม่เคยเห็นสร้อยเส้นนี้มาก่อนจนกระทั่งวันนี้

“สร้อยเส้นนี้เป็นเครื่องรางที่เพื่อนเก่าของข้าเคยให้ไว้ มันจะนำพาโชคมาหาเจ้า...” ริมฝีปากบางขยับยิ้มกว้างอย่างเริงร่าเมื่อได้ยินประโยคอันเป็นสัญญาณบอกถึงการท่องเที่ยวและอิสรภาพที่รอเขาอยู่ เด็กหนุ่มมัวแต่ดีใจจนไม่ทันได้สังเกตนัยน์ตาสีทองที่หม่นแสงลงจนแลดูโศกเศร้าของผู้เป็นป้า

“สัญญากับข้าสิเอลิกซ์” อ้อมแขนที่สามารถแบกกระสอบแป้งหนักห้าสิบกิโลกรัมได้สบาย ๆ โอบกอดเขาไว้ด้วยความรักยิ่ง เสียงของป้าเมย์แข็งกร้าวเหมือนกับทุกทีแต่มันก็แฝงไปด้วยความห่วงใย “สัญญาว่าเจ้าจะไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ สัญญาว่าเจ้าจะไม่ออกนอกขบวน สัญญาว่าเจ้าจะไม่ทำอะไรที่เสี่ยงต่อชีวิต สัญญาว่าเจ้าจะกลับมาอย่างปลอดภัย...”

“ป้า...ข้าไปเที่ยว ไม่ได้ไปรบ”

พอย้อนคิดดูอีกที ความคิดของป้าเมย์ก็แปลก...ไม่อยากให้เขาอยู่ในอันตราย แต่ดันอยากให้เขาเป็นทหาร ถึงจะเป็นอาชีพมีเกียรติ แต่ก็เป็นอาชีพที่เสี่ยงตายไม่ใช่หรือไงนะ...

กลิ่นหวานเอียนของควันที่ทวีคูณจำนวนมากยิ่งขึ้นช่วยดึงสติของเด็กหนุ่มให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน จมูกทีเหมือนจะทำงานไม่ได้ชั่วคราวทำให้เขาต้องหอบหายใจด้วยปาก แต่ดันสำลักควันขาวเข้าไปเต็ม ๆ เขาเริ่มไอแรงขึ้นจนตัวโยน หยดน้ำตาไหลพรากใบหน้าอันแดงก่ำด้วยความทรมาน เขารู้สึกเหมือนกำลังจะตายจากการสำลักควันกำยาน...เป็นการตายที่โง่ที่สุดเท่าที่ใครสักคนจะตายได้

“ไหวมั้ยน่ะน้องชาย” เสียงร้องทักขึ้นดังจากชายฉกรรจ์ที่ยืนร่วมพิธีถัดไปจากเขา มือหนาคว้าร่างสูงโปร่งของเอลิกซ์เอาไว้แล้วเริ่มตบหลังเขาเบา ๆ พร้อมกับพูดปลอบด้วยความสงสาร “เจ้าก้มลงต่ำหน่อยแล้วหายใจช้า ๆ อดทนสักนิด อีกเดี๋ยวเขาก็เลิกจุดควันแล้ว”

เด็กเลี้ยงม้าพยักหน้ารับรู้ ถุงหนังใส่น้ำถูกยกขึ้นจ่อริมฝีปากบาง เขาค่อย ๆ จิบน้ำเพื่อให้บรรเทาอาการสำลักควัน ร่างสูงโปร่งก้มตัวลงให้อยู่ต่ำกว่าควันสีขาวที่ลอยอ้อยอิ่ง ถึงนักบวชของศาสนจักรจะบอกว่ายิ่งร่างกายได้อาบควัน เทพแห่งแสงก็จะยิ่งอวยพรให้...แต่ถ้าต้องทำร้ายร่างกายตัวเองขนาดนั้น เอลิกซ์ยอมโดนเทพสาปแช่งจะดีกว่า

เพียงไม่นานควันก็จางลงและหายไปในที่สุด นักบวชจากศาสนจักรแห่งแสงกว่าสามสิบคนต่างพากันเก็บข้าวของประกอบพิธีกรรมประจำวัน ก่อนขบวนตามหาเจ้าชายเกเบรียลจะเริ่มเคลื่อนตัวออกไปข้างหน้า กลุ่มราชวงศ์และขุนนางชั้นสูงที่อยู่ด้านหน้าขี่ม้านำออกไป ส่วนเด็กเลี้ยงม้าก็เดินเท้าอยู่ส่วนท้ายของขบวนแต่โดยดี

“เจ้าเป็นคุณหนูมาจากตระกูลไหนล่ะ?” ชายคนเดิมเปิดบทสนทนาที่ทำให้เอลิกซ์เลิกคิ้วมองด้วยความประหลาดใจ เจ้าของคำถามคงสัมผัสได้จึงได้รีบพูดขยายความในทันที “เจ้าหน้าตาดี ผิวพรรณดี ข้านึกว่าเป็นคุณหนูจากไหนหลงมา”

เด็กหนุ่มหลุดหัวเราะเบา ริมฝีปากบางขยับยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวที่เรียงเป็นระเบียบ เรื่องหน้าตาดีน่ะเขาไม่เถียงหรอก ตำแหน่งขวัญใจโรงครัวนั้นไม่ได้มากันอย่างง่ายดาย แต่เรื่องผิวพรรณดีคงต้องขอปฏิเสธ เอลิกซ์เป็นแค่เด็กเลี้ยงม้า วัน ๆ อยู่แต่กลางแจ้ง ตากแดดตากลมจนผิวกลายเป็นสีแทน เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าสีผิวดั้งเดิมของเขาเป็นอย่างไรกันแน่

“ข้าก็แค่คนธรรมดาแค่นั้นล่ะพี่ชาย เห็นประกาศเลยมาร่วมขบวน แต่กระจุกอยู่แค่ขบวนนี้ไม่รู้ว่าจะหาเจอยังไง” ขบวนที่เอลิกซ์เข้าร่วมเป็นกลุ่มแรกที่เริ่มออกตามหาเจ้าชายเกเบรียล คะเนด้วยสายตาแล้วมีจำนวนสมาชิกมากกว่าสองร้อยคน ตั้งแต่เชื้อพระวงศ์ นักบวชจากศาสนจักรแห่งแสง ไปจนถึงสามัญชน แต่เขารู้ดีว่ายังมีกลุ่มอื่นที่มีเป้าหมายเดียวกับพวกเขา บางกลุ่มก็ล่วงหน้าไปแล้ว บางกลุ่มก็ยังไม่ได้ออกเดินทาง

553 Nameless Fanboi Posted ID:VGjStG98Ku

“ข้าได้ยินว่าขบวนจะเริ่มแบ่งเป็นขบวนย่อยที่เมืองรีจิเนีย เจ้าเลือกได้หรือยังล่ะน้องชายว่าจะตามขบวนใคร หรือเจ้าจะเดินทางต่อคนเดียว”

ประโยคจากชายแปลกหน้าเหมือนช่วยจุดประกายความคิดให้กับเด็กหนุ่มวัยสิบแปดปี ในเมื่อเดินทางคนเดียวได้ทำไมเขาจำเป็นต้องยอมโดนนักบวชชุดขาวพวกนั้นรมควันทุกเช้าด้วยล่ะ เงินทองเอลิกซ์ยังพอมี ทั้งจากเงินเบี้ยเลี้ยงและเงินเก็บของเขาเอง หรือถ้าขาดแคลนจริง ๆ เขาก็ยังสามารถเล่นไวโอลินเลี้ยงชีพได้ หรือไม่ก็ขายสร้อยของป้าเป็นตัวเลือกสุดท้าย

“ข้าคงจะแยกที่รีจิเนีย ว่าแต่พี่ชายพอทราบมั้ยว่าต้องเดินทางอีกนานเท่าไรกว่าจะถึง” ถึงเขาจะพอรู้ข้อมูลของเมืองรีจิเนียทั้งที่ตั้ง ความสำคัญ สถานที่ท่องเที่ยวและอาหารแนะนำ แต่ข้อมูลบางอย่างคนที่ไม่เคยออกเดินทางก็ไม่มีวันรู้

“ประมาณค่ำนี้ก็น่าจะถึง เจ้าจะแยกตั้งแต่เข้าเมืองเลยรึ?”

เอลิกซ์ยิ้มกว้างเป็นคำตอบ...เรื่องอะไรเขาจะยอมโดนรมควันต่อเพิ่มอีกวันล่ะ ถ้าเข้าเขตกำแพงเมืองรีจิเนียเมื่อไร เด็กหนุ่มตั้งใจจะเผ่นออกจากขบวนเมื่อนั้น เขาไม่มีอะไรให้อาลัยอาวรณ์เลยสักนิด ขนาดอาหารในขบวนยังไม่อร่อยสู้อาหารแห้งที่ป้าเมย์ใส่ห่อผ้ามาให้เลย

มือเรียวกระชับห่อผ้าที่แบกไว้ด้านหลัง เด็กหนุ่มเร่งฝีเท้าก้าวเร็วขึ้น เพราะหวังว่าการรีบเดินจะทำให้หลุดพ้นจากขบวนนี้เร็วขึ้น แค่ช่วงบ่ายเอลิกซ์ก็คลาดกับชายที่ไม่รู้จักชื่อคนนั้น พอพระอาทิตย์ลดลงต่ำจนเกือบตกดิน เด็กเลี้ยงม้าก็สามารถเดินขึ้นมาอยู่ต้นขบวนได้สำเร็จ ขอแค่พ้นจากกลุ่มนักบวชและเชื้อพระวงศ์ไปได้เท่านั้น...

ขอโทษนะป้าเมย์ ข้าคงจะรักษาสัญญาของป้าทุกข้อไม่ได้แล้วล่ะ ข้ายังไม่อยากเป็นขาหมูรมควัน แค่นี้กลิ่นกำยานก็ติดตัวจนสยดสยองมากพอแล้ว ขอเที่ยวอีกสองปีแล้วข้าจะกลับไปเป็นลิกซ์เด็กดีคนเดิมของป้า ข้าจะไม่ดื้อ ไม่ซน จะเลี้ยงม้าอย่างตั้งใจ จะเลิกเรียกพระราชาว่าตาเฒ่า

เด็กหนุ่มใช้ปลายนิ้วลูบจี้สีน้ำเงินที่กลางอกเพื่อลดความรู้สึกผิดในใจ เสียงจ้อกแจ้กจากกลุ่มคนด้านหน้าทำให้เขาเงยหน้าขึ้นมองบรรยากาศโดนรอบ นัยน์ตาคู่สีทองเบิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นกำแพงอิฐสีน้ำตาลอันทอดยาวอยู่เบื้องหน้า จุดหมายปลายทางของเขา...อยู่เพียงเอื้อมนี่เอง

เอลิกซ์กำลังจะย่างเท้าเบี่ยงออกจากขบวนเพื่อออกไปแตะขอบฟ้า แต่กลุ่มคนเบื้องหน้ากลับหยุดเดินกันพอดี เด็กหนุ่มจึงได้แต่ยืนนิ่งไม่ไหวติง ไม่อยากจะขยับตัวให้เป็นที่สังเกต

“วันนี้หยุดขบวนแค่นี้ เราจะตั้งค่ายพักแรมกันที่นี่” เสียงประกาศดังขึ้นจากด้านหน้า เด็กเลี้ยงม้าขยับริมฝีปากบ่นงึมงำอยู่ในลำคอ กำแพงเมืองอยู่ข้างหน้าแท้ ๆ แค่เดินต่ออีกสักครึ่งชั่วโมงก็น่าจะถึง แต่ธรรมเนียมของศาสนจักรแห่งแสงทำแผนของเขาเสียจนได้...นักบวชจะเดินทางภายใต้การชี้นำของแสง นี่พระอาทิตย์ยังไม่ทันจะตกดินก็หยุดเดินทางซะแล้ว อยากรู้ว่าแสงดาวแสงจันทร์ตอนกลางคืนมันไม่ใช่แสงหรือไง

เมื่อประกาศสิ้นสุดการเดินทาง พิธีชำระล้างในตอนเย็นก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าคมก้มลงมองพื้นดินอย่างเหนื่อยหน่ายใจ โชคดีที่คราวนี้ไม่ใช่การรมควันเหมือนช่วงเช้า ไม่อย่างนั้นเอลิกซ์คงจะเผ่นออกจากขบวนไปตอนนี้เลย ถึงจะต้องเสี่ยงกับการโดนทหารกักตัวเพื่อสอบสวน ถ้าหนักหน่อยก็คงจะโดนซ้อมสักทีสองที...เหมือนกับวันแรกที่มีคนโดนซ้อมเพราะแอบหนีจากพิธีรมควัน

แต่พรุ่งนี้เขาจะไม่ยอมโดนรมควันอีกแน่ ๆ ในเมื่อตอนนี้ยังหนีออกจากขบวนไม่ได้ ก็ต้องให้พิธีกรรมประจำวันเสร็จเสียก่อน เมื่อแยกย้ายให้พักผ่อนเมื่อไร เอลิกซ์จะเผ่นเข้าเมืองไปทันที...เด็กชายจะเติบโตเป็นเด็กหนุ่มได้ก็ต้องกล้าทำอะไรเสี่ยง ๆ แบบนี้แหละ

เสียงฝีเท้าและชายเสื้อสีขาวหยุดลงด้านหน้าของร่างสูงโปร่ง เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นเพื่อให้นักบวชได้ใช้กิ่งสนชุบน้ำมนต์แตะลงบนหน้าผากของเขา อันที่จริงเขาก็ไม่รู้หรอกว่าทำไปแล้วมันจะช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายได้ตรงไหน แต่ในเมื่อมันเป็นครั้งสุดท้าย จะทำตัวดี ๆ บ้างคงไม่เสียหาย

หยดน้ำเย็นแตะลงบนหน้าผากอย่างแผ่วเบา แต่เอลิกซ์ไม่ได้สนใจเลยสักนิด เขามัวแต่จับจ้องใบหน้ารูปไข่ของนักบวชสาว ถึงจะเสียมารยาทแต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะลอบมองแพขนตาหนา จมูกโด่งที่รั้นปลายนิด ๆ ไปจนถึงริมฝีปากอิ่มสีแดงสด ก่อนดวงตากลมโตคู่สีฟ้าสดจะเลื่อนมองสบตากับเขาเมื่อบทสวดจบลง แววตาของเธอฉายแววขบขันและเลื่อนหายไปในชั่ววินาที น้ำเสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาพร้อมกับรอยยิ้มจาง “ขอให้เทพแห่งแสงคุ้มครองท่าน”

เด็กหนุ่มหันมองตามร่างบางที่ผละออกไปทำพิธีให้กับคนอื่น ๆ ในขบวน รู้สึกเหมือนยังได้กลิ่นหอมจากเรือนผมสีดำยาวสยาย...แต่มันดันเป็นกลิ่นเดียวกับกำยานที่ใช้ในตอนเช้านี่สิ

554 Nameless Fanboi Posted ID:VGjStG98Ku

เอลิกซ์ส่ายหน้าไปมาเพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่านของตนเอง ผู้หญิงคนเมื่อกี้ต่อให้สวยแค่ไหนก็เป็นนักบวชที่ถือพรหมจรรย์ มองได้แต่ตา มืออย่าต้อง แล้วเขาก็ไม่โง่ยอมโดนรมควันทุกวันเพื่อแลกกับการเจอหน้าสาวสวย เป็นไปได้ขอเผ่นดีกว่า เพราะยังไงผู้หญิงสวยบนโลกนี้ก็ไม่ได้มีแค่คนเดียว

ขนาดป้าเมย์ของเขายังมีคำร่ำลือเลยว่าตอนสาว ๆ ก็สวยใช่ย่อย ถ้าไม่ติดว่าแข็งแรงเกินหญิงไป...ไม่นิด

คบไฟถูกจุดขึ้นเมื่อแสงสุดท้ายจากพระอาทิตย์หายลับไปจากขอบฟ้า พิธีกรรมของศาสนจักรแห่งแสงจบลงพร้อมกับเหล่าชายฉกรรจ์ที่เริ่มตั้งค่ายพักแรมชั่วคราว เอลิกซ์พุ่งตรงไปยังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ฝั่งซ้ายมือ แกล้งทำเป็นว่าเขาจะยึดตรงนี้เป็นที่พักในคืนนี้ ก่อนจะสาวเท้าหายตัวไปในความมืดอย่างเงียบงัน ไม่ให้ใครได้ทันสังเกตด้วยซ้ำว่าบริเวณนั้นเคยมีเด็กหนุ่มผมสีน้ำเงินเข้มเคยยืนอยู่

เอลิกซ์รีบสาวเท้าพุ่งตรงไปยังเบื้องหน้าโดยอาศัยแสงจันทร์นำทาง เขาไม่อยากใช้คบไฟให้กลายเป็นจุดเด่นในความมืด สองมือชื้นเหงื่อกระชับห่อผ้าเอาไว้แน่น นัยน์ตาสีทองเป็นประกายจับจ้องกำแพงเมืองรีจิเนียด้วยความหวัง...ก่อนที่เขาจะก้าวผ่านพ้นประตูเมืองในที่สุด

อิสรภาพ!

เด็กกำพร้าจากพระราชวังแอเรียสแทบจะกรีดร้องออกมาด้วยความยินดี ริมฝีปากบางขยับออกกว้างเป็นรอยยิ้มสดใส เขาอยากจะกระโดดโลดเต้นถ้าไม่ติดว่าบริเวณประตูเมืองยังเต็มไปด้วยผู้คนที่เพิ่งกลับจากการทำงาน เอลิกซ์เดินปะปนไปกับฝูงชนเพื่อหาที่พักสำหรับคืนนี้ เขาไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอะไร ยังมีเวลาให้คิดอีกมากว่าจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต

เอลิกซ์เลี้ยวเข้าตรอกซอยหนึ่งเพื่อหาโรงแรมราคาถูกตามที่ชาวบ้านท้องถิ่นแนะนำมา แม้ว่าหนทางจะเปลี่ยวไปสักหน่อยในตอนกลางคืน แต่อะไรที่ประหยัดได้เขาก็อยากจะประหยัดเอาไว้ก่อน...การเดินทางของเขายังอีกยาวไกลจะให้หมดเงินตั้งแต่เมืองแรกก็คงจะไม่ไหว

เด็กหนุ่มลากปลายนิ้วไปตามผนังอิฐพลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี พรุ่งนี้เขาตั้งใจจะไปเดินเล่นในเมืองรีจิเนีย ถ้าเป็นไปได้ก็จะลองไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญดูบ้าง

เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลัง ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลบางอย่างทำให้เอลิกซ์เร่งจังหวะการก้าวเดินเร็วขึ้น เรียวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเมื่อสัมผัสได้ถึงจิตมุ่งร้าย เด็กหนุ่มขยับเบี่ยงไปด้านขวาโดยอัตโนมัติ ในจังหวะเดียวกับที่วัตถุบางอย่างพุ่งผ่านอากาศและถากเฉือนผิวแก้มของเขาเป็นทางยาว แสงริบหรี่จากโคมไฟส่องสะท้อนให้เห็นมีดสั้นขนาดเล็กที่กระทบกับกำแพงอิฐก่อนจะตกลงพื้น

เกิดอะไรขึ้น!?

นิ้วเรียวยกขึ้นแตะใบหน้า ความรู้สึกชาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวด...หยาดเลือดไหลซึมออกจากปากแผลยังไม่ทันที่สมองจะประมวลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เสียงโลหะแหวกผ่านอากาศก็ทำให้เด็กเลี้ยงม้ากระโดดหลบพร้อมกับยกห่อผ้าขึ้นกันตามสัญชาติญาณ ห่อผ้าของเขาฉีกออกจนข้าวของภายในตกกระจัดกระจายไปทั่ว เอลิกซ์มีเวลาให้ตกใจได้ไม่นาน สติของเขากลับมาเมื่อเห็นกล่องไม้บุหนังที่ร่วงอยู่บนพื้น

ไวโอลินที่รักของข้า!

ร่างโปร่งถลาลงกับพื้นอิฐ มือคว้าเอากล่องไวโอลินขึ้นมากอดเอาไว้ด้วยความหวงแหน แต่มืออีกข้างขยับเลื่อนไปแตะมีดพกที่ซ่อนเอาไว้ข้างเอว เด็กหนุ่มแหงนหน้าขึ้นมองเบื้องบน ก่อนนัยน์ตาสีทองจะเบิกกว้าง ความคิดที่จะสู้ถูกพับเก็บไปในทันที

สัมผัสเย็บเฉียบจากคมดาบแตะอยู่บนลำคอ...

555 Nameless Fanboi Posted ID:KvuFfzRyfE

ฝีมือดีนี่หว่า... อ่านแล้วก็ปกติดี ดูไม่ค่อยขี้นก/เสินเจิ้นเท่าไหร่ และไม่รู้สึกถึงกลิ่นที่ผิดปกติจนรู้สึกว่ามันปลอมเปลือก สงสัยเป็นเพราะไม่ได้เปิดเรื่องข้ามมิติมาเกิดใหม่ แถมไม่มีระดับพลังลมปราณให้อ่านด้วย ส่วนตัวเอกก็ดูเป็นเด็กดีน่าเอาใจช่วย ไม่ทำตัวแกรี่เทพซ่าจนน่าหมั่นไส้ ถ้าจะเอาไปต่อยอดเขียนแนวแฟนตาซีให้โม่งแตกเล่นนี่ ทำได้สบายๆ เลยล่ะ

556 Nameless Fanboi Posted ID:VGjStG98Ku

>>555 แทงยู กูว่ามันเวิ่นไปหน่อย ถ้าจะเขียนจริงคงต้องให้กระชับกว่านี้

557 Nameless Fanboi Posted ID:hJ9GCpthP6

"ไม่ไหวๆๆ ชื่อนี้ไม่เอาดีกว่า" ชายหนุ่มยีหัวจนผมยุ่ง คิ้วขมวด เส้นเลือดข้างขมับปูดโปนขึ้นมาบ่งบอกถึงระดับรวมมเครียดที่พุ่งสูงจนแทบถึงจุดระเบิด เขาต้องส่งต้นฉบับภายในเที่ยงคืน ขณะนี้ก็เป็นเวลายี่สิบสามนาฬิกาสี่สิบห้านาทีแล้ว

"จะทำไงดี.. ทำไงดีๆๆ" ตัวเขาลนจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ ผุดลุกผุดนั่งไปก็หลายครั้ง เหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า ทุกอย่างถูกตรวจสอบและรีไรท์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนไร้ที่ติ รวมถึงชื่อไฟล์เวิร์ดที่เรียงอย่างเป็นระเบียบในโฟลเดอร์เตรียมซิปส่งเมล แต่ขาดอยู่เพียงอย่างเดียว.. นามปากกา
เขาลืมเรื่องสำคัญอย่างนี้ได้ยังไงกัน เข็มบนหน้าปัดนาฬิกาก็เหมือนจะแกล้งกันออกตัวปั๊บก็แทบจะน็อครอบ ติดจากฟาส9 มาหรือยังไง

"เหลืออีกสิบสามนาที ต้องทันสิน่า" เขาสูดหายใจลึกและปล่อยออกมาพร้อมกับใจที่สงบลงและรวบรวมสมาธิคิดทบทวนชื่อที่เหมาะสมกับนิยายอีกครั้ง

"เรื่องราวในหอแดงกับธรรมชาติที่รายล้อมจะนึกถึงอะไรงั้นหรือ? อืม.. สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่อยากส่งเสียงร้องออกมาภายในป่าที่กว้างใหญ่ อะไรดีล่ะ.. กบ! ใช่แล้ว!! ชื่อนี้แหละ" ชื่อที่ผุดขึ้นมากะทันหันเป็นชื่อที่ตรงใจทำให้เขายกยิ้มขึ้นมา
"แต่ว่า.. มันก็สั้นและธรรมดามากเกินไป แล้วก็เสี่ยงจะซ้ำกับคนอื่นอีกด้วย ถึงเขาจะชอบกินกบทอดมากก็เถอะ แต่แบบนี้ไม่ไหวแน่ๆ
เอ.. ถ้าใส่คำนำหน้าหรือคำลงท้ายก็น่าจะเวิร์คอยู่นะ อย่าง 'ยำกบ' งี้ ซี้ด~~ เป๋นต๋าแซ่บแท้น้อ" ชายหนุ่มปาดน้ำลายที่ไหลจากมุมปาก แต่ก็ส่ายหน้าให้กับตัวเอง เขาไม่อยากน้ำลายไหลทุกครั้งที่ถูกเรียกชื่อนี้หรอกนะ
"ไม่ๆๆ ถ้าเป็นคำนำหน้า เช่น นายกบ ฯพณฯกบก็ไม่ได้สูงไป อืม.. 'ท่านกบ' เฉยๆ ก็คงได้มั้ง แล้วก็เปลี่ยนภาษาสักหน่อย ดูเท่ไม่หยอก" เขาหาข้อสรุปของชื่อได้แล้วและกรอกลงในใบประวัตินักเขียนอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงกวาดสายตาดูเป็นรอบสุดท้ายก่อนกดซิปและโยนใส่อีเมลที่เขียนทิ้งไว้เมื่อสองชั่วโมงก่อน ส่วนตอนนี้เข็มยาวของนาฬิกาก็อยู่ระหว่างเลขสิบเอ็ดกับสิบสองแล้ว เขาหลับหูหลับตากลั้นใจคลิกเม้าส์ที่ปุ่มส่ง
ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อลืมตาขึ้นมาพบว่าอีเมลนั้นได้เข้าไปนอนอย่างสงบนิ่งอยู่ในกล่องส่งแล้วจึงยิ้มพรายอย่างมีความสุขขึ้นมาอีกครั้ง
"ที่จริงจะ 'กบตุ๋น' หรือ 'ตุ๋นกบ' ก็อร่อยเหมือนกันนั่นแหละนะ อ๊ะ! ในตู้เย็นก็มี 'อึ่งไข่' ด้วยนี่นา เอามาย่างหอมๆ ในเตาอบดีมั้ยนะ"
เขาจึงลุกจากหน้าจอคอมตรงไปยังตู้เย็นอันเป็นเป้าหมาย.. ขอคืนความสุขให้ชาวประชาตาดำๆ อย่างตัวผมหน่อยก็แล้วกันนะครับ ทั่นผู้ชม..

558 Nameless Fanboi Posted ID:lhoA4qlULW

เห็นมู้เรื่องสั้นในบอร์ดเด็กดีแล้วเลยรื้อเรื่องสั้นเรื่องแรกที่เขียนสมัยม.ปลายเมื่อสักสิบกว่าปีก่อนมาอ่านดู พยายามเขียนให้เป็นแนว Thriller ลึกลับหน่อยๆ เดี๋ยวนี้ไม่ได้เขียนแนวนี้นานละ ถ้าได้คำติชมก็ขอบคุณ

ชายวัยกลางคนพร้อมกับชายหนุ่มวัยต้นยี่สิบช่วยกันขนกล่องกระดาษหลากหลายขนาดผ่านประตูไม้ของห้องเช่าใจกลางเมืองแห่งหนึ่ง ภายในห้องเต็มไปด้วยลังกระดาษ กล่องพลาสติกและข้าวของที่ยังจัดไม่เข้าที่ หญิงสาวร่างบอบบางในชุดกระโปรงสีอ่อนยืนอยู่ไม่ไกลจากประตูนัก ในมือของเธอถือถาดใส่แก้วน้ำสำหรับแรงงานขนของทั้งสองคน ใบหน้ารูปไข่เปียกชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อ

“พักดื่มน้ำก่อนดีไหมคะ อีกเดี๋ยวค่อยจัดต่อก็ได้” ถาดพลาสติกลายดอกไม้ถูกวางลงบนโต๊ะขนาดเล็กข้างกับโซฟา ชายต่างวัยทั้งสองคนหันกลับมามองตามเจ้าของเสียง รอยยิ้มอ่อนๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าทั้งสองที่มีความคล้ายคลึงดั่งเช่นผู้ที่มีสายเลือดเดียวกัน

“พักหน่อยก็ได้ลูก เหลือแค่จัดของให้เข้าที่อีกนิดหน่อยก็น่าจะเสร็จแล้ว พ่อว่าน่าจะเสร็จก่อนเย็นนี้นี่ล่ะ” มือหนายกขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผากพร้อมกับเดินตรงมายังโซฟา ผู้เป็นพ่อยกแก้วน้ำขึ้นจิบแล้วกวาดสายตามองห้องพักของบุตรสาวเพียงคนเดียว

“ห้องกว้างนะครับ พี่อังแน่ใจนะว่าจะอยู่คนเดียว ไม่ให้ธินมาอยู่เป็นเพื่อนด้วย” อธินผู้เป็นน้องชายเอ่ยถามพลางทรุดตัวนั่งข้างผู้เป็นบิดา ขณะที่พี่สาวสั่นศีรษะเป็นคำตอบ

“ธินต้องเรียน ที่นี่อยู่ไกลจากมหาวิทยาลัยตั้งมาก ถ้าต้องคอยตื่นเช้าแล้วก็ขึ้นรถไปกลับน่ะลำบากแย่ พี่อายุมากกว่าธินตั้งหลายปี ทำไมพี่จะอยู่คนเดียวไม่ได้กัน” อังคณาระบายยิ้มอ่อน ดูเหมือนว่าน้องชายของเธอจะเป็นห่วงเธอยิ่งเสียกว่าผู้เป็นพ่อแม่เสียอีก ทั้งที่คนที่เข้ามาอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ก่อนก็เป็นเธอแท้ๆ

“จริงๆพ่อก็อยากให้ธินย้ายมาอยู่กับอังหรอกนะลูก ถ้าไม่ติดว่าที่เรียนของเจ้าธินมันอยู่ไกลอย่างที่อังว่า ถึงที่นี่จะมีระบบรักษาความปลอดภัยก็เถอะ แต่พ่อไม่ค่อยอยากให้อังอยู่คนเดียวเลย ร่างกายเราก็ไม่ใช่จะแข็งแรงเหมือนคนอื่นเขา พ่อกับแม่ก็อยู่ต่างจังหวัด ถ้าเกิดอังเป็นอะไรขึ้นมาจะทำอย่างไร”

หญิงสาวยกมือแตะขึ้นที่สะโพกเมื่อได้ยินคำกล่าวของบิดา เธอประสบอุบัติเหตุรถชนเมื่อเกือบหนึ่งปีก่อน แม้จะรักษาจนอาการดีขึ้นบ้างแล้ว แต่กระดูกสะโพกที่แตกหักก็ทำให้การเคลื่อนไหวของเธอไม่เป็นปรกติเหมือนแต่ก่อน หากสังเกตให้ดีก็เห็นได้ว่าเธอเดินกระเผลกเล็กน้อย สาเหตุนี้จึงทำให้หญิงสาวต้องย้ายที่พักมาเป็นคอนโดมิเนียมที่อยู่ใกล้กับที่ทำงานมากขึ้น เพื่อย่นระยะเวลาการเดินทางและภาระของร่างกาย

“พ่อไม่ต้องเป็นห่วงอังหรอกค่ะ อังดูแลตัวเองได้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นอังจะรีบติดต่อไปหาธินทันทีเลย...ดีไหมคะ” รอยยิ้มบนใบหน้าหวานทำให้ผู้เป็นพ่อและน้องชายใจอ่อนลงอย่างเสียไม่ได้ สุชาติเอ่ยปากยินยอมตามความต้องการของลูกสาวและกลับไปช่วยเธอจัดห้องให้เป็นระเบียบ

“พ่อไปก่อนนะอัง เดี๋ยวต้องไปส่งธินแล้วก็ขับรถกลับบ้านอีก” ชายวัยกลางคนกล่าวขึ้นหลังจากข้าวของทุกอย่างถูกจัดวางในที่ที่สมควร เหลือเพียงการจัดของใช้ส่วนตัวอีกเล็กน้อยก็เพียงพอแล้วสำหรับหญิงสาวที่อาศัยอยู่เพียงคนเดียว อังคณาสวมกอดพ่อและน้องชายเพราะรู้ดีว่าคงอีกนานที่เธอจะได้พบทั้งสองคนอีกครั้ง

“รักษาสุขภาพด้วยนะคะพ่อ ธินเองก็ดูแลตัวเองด้วยล่ะ”

ประตูห้องปิดลงหลังจากที่สมาชิกของครอบครัวทั้งสองจากไป อังคณารื้อเสื้อผ้าออกมาจากกล่องพลาสติกแล้วจัดเก็บเข้าตู้ หญิงสาวเหม่อมองห้องพักที่ประกอบไปด้วยหนึ่งห้องนอน หนึ่งห้องน้ำ และส่วนที่กั้นออกเป็นห้องครัวและห้องรับแขกขนาดเล็ก ห้องพักแห่งนี้จะเป็นที่พำนักของเธอไปอีกระยะหนึ่ง...นานเท่าไหร่เธอก็ไม่ทราบได้เช่นกัน

559 Nameless Fanboi Posted ID:lhoA4qlULW

แอ๊ด

ประตูห้องพักห้องข้างๆเปิดออกระหว่างที่อังคณาในชุดทำงานสีอ่อนกำลังลากถุงขยะออกมาจากห้องพักของเธอ เจ้าของห้องผู้เป็นเพื่อนบ้านที่เธอยังไม่เคยพบมาก่อนคือชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งวัยสามสิบตอนต้น ผิวขาวอมเหลืองเหมือนผู้มีเชื้อสายจีน เขาสวมแว่นสายตากรอบสีดำสนิท ท่าทางดูคงแก่เรียนต่างจากพนักงานบริษัทโดยทั่วไป

“อรุณสวัสดิ์ครับ คุณเพิ่งย้ายมาใหม่หรือครับ ผมชื่อปรานต์เป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัย....” ชายหนุ่มแนะนำตัวพร้อมกับค้อมศีรษะให้กับเธอ มหาวิทยาลัยที่เขาสอนอยู่นั้นเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่อยู่ไม่ไกลจากคอนโดมิเนียมไปมากนัก ริมฝีปากบางของเขาคลี่ออกเป็นรอยยิ้มสุภาพ ดูแล้วเพื่อนบ้านของเธอจะมีน้ำใจและน่าคบหาอยู่ไม่น้อย

“สวัสดีค่ะอาจารย์ ดิฉัน..อังคณาหรือจะเรียกว่าอังก็ได้ค่ะ เพิ่งย้ายมาอยู่เมื่อวันเสาร์”

“พูดธรรมดาก็ได้ครับคุณอัง ผมไม่ได้คิดมากอะไร อีกอย่างตอนนี้อยู่นอกรั้วมหาวิทยาลัยผมยังเป็นแค่นายปรานต์ธรรมดานะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ใบหน้าของอังคณาขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย “จะเอาขยะออกไปทิ้งหรือครับ...มาครับผมช่วยถือเอง ดูแล้วท่าทางจะหนักไม่ใช่เล่น”

มือหนาคว้าถุงพลาสติกสีดำออกจากมือหญิงสาวอย่างถือวิสาสะ ก่อนหย่อนถุงขยะลงในถังขยะรวมที่ทางอพาร์ตเม้นท์จัดเตรียมไว้ให้ หญิงสาวพึมพำขอบคุณเบาๆและได้รับรอยยิ้มอบอุ่นตอบกลับ อาจารย์หนุ่มฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีระหว่างรอลิฟต์ที่กำลังขึ้นมา ผิดกับอังคณาที่ก้มหน้างุดด้วยความรู้สึกผสมปนเปกันมั่วไปหมด

สำหรับอังคณาบรรยากาศในลิฟต์ช่างชวนอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ดวงตาคู่สีน้ำตาลกลมโตเหลือบมองชายหนุ่มผู้อยู่ห้องข้างเคียงเป็นระยะ ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านอยู่ในใจของหญิงสาวอย่างแปลกประหลาดเธอบอกตัวเองว่ามันเป็นเพียงเรื่องธรรมดาเท่านั้นที่เธอจะประทับใจใครสักคนหนึ่ง

นั่นเป็นความรู้สึกแรกเริ่มของอังคณาเมื่อได้พบกับ..ปรานต์

560 Nameless Fanboi Posted ID:lhoA4qlULW

นับเป็นเวลาสองเดือนแล้วที่อังคณาย้ายเข้ามาอยู่ในหอพักใหม่แห่งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและชายหนุ่มห้องข้างเคียงพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นจนแม้เธอเองยังรู้สึกแปลกใจ ทุกอย่างดูราบลื่นเรียบง่าย ผิดกับชีวิตก่อนประสบอุบัติเหตุของเธอเมื่อเกือบหนึ่งปีก่อน ชีวิตมนุษย์ล้วนเป็นเช่นนี้เสมอ ดีบ้างร้ายบ้างสลับกันไป บางทีตอนนี้อาจจะเป็นช่วงเวลาที่เธอจะพบเจอแต่สิ่งดีๆเหมือนคนอื่นเขาบ้างแล้วก็ได้

นาฬิกาบอกเวลากว่าสิบเจ็ดนาฬิกา มือบางของหญิงสาวไขกุญแจเปิดประตูเข้าไปในห้องพักรายเดือนเหมือนเช่นกิจวัตรที่ทำในทุกวัน ขาเรียวก้าวเข้าไปในห้องก่อนจะชะงักค้างกับภาพเบื้องหน้า

รองเท้า...หลากหลายคู่ หลากหลายสีสัน ที่ควรจะเรียงเป็นระเบียบอยู่ในตู้เก็บรองเท้ากลับวางกระจัดกระจายเต็มพื้นหน้าห้อง มันไม่ใช่ภาพเดียวกับเมื่อเช้านี้ เหมือนกับมีใครบางคนเข้ามารื้อมันเสียหมดสภาพ

หญิงสาวทิ้งกระเป๋าสะพายแล้ววิ่งตรงไปยังตู้ลิ้นชักเก็บของที่ข้างเตียง ของมีค่าไม่ว่าจะเป็นเงินหรือเครื่องประดับของเธอยังอยู่ครบทั้งหมด อังคณาเดินสำรวจรอบห้องเพื่อตรวจสอบว่ามีข้าวของชิ้นไหนสูญหายไปบ้าง...แต่ไม่มีพบความเปลี่ยนแปลง มีเพียงแค่ตู้เก็บรองเท้าเท่านั้นที่ถูกรื้อค้น ไม่มีข้าวของหายไปเลยสักชิ้น

รองเท้าคู่กระจัดกระจายถูกจัดเข้าที่อีกครั้ง อังคณาเดินเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นหายเหนื่อยล้าจากการทำงาน อะไรบางอย่างทำให้เธอตรงไปยังฝักบัวอาบน้ำ นิ้วเรียวคว้าขวดสบู่เหลวสีขุ่นที่เธอใช้อยู่เป็นประจำออกมาแล้วหมุนเปิดฝา... ทั้งๆที่เพิ่งซื้อใหม่เมื่อประมาณสามสัปดาห์ก่อน แต่ตอนนี้สบู่กลับพร่องลงไปเหลือไม่ถึงครึ่งขวด ปริมาณเหมือนกับว่าไม่ได้มีเธอใช้คนเดียว
ไม่สิ บางทีเธออาจจะแค่คิดไปเอง

อังคณาสะบัดศีรษะเบาๆเรียกสติ ย้อนคิดว่าอาจจะเป็นเธอก็ได้ที่รีบร้อนหารองเท้าจนต้องรื้อออกมาแล้วลืมเก็บ เธออาจจะกดสบู่มากกว่าปรกติในตอนอาบน้ำ มันอาจจะเป็นการปลอบใจตัวเอง แต่จะมีใครคนอื่นล่ะที่จะเข้ามาในห้องพักของเธอได้

กริ๊ง กริ๊ง

เสียงออดดังขึ้นจากหน้าประตูห้อง หญิงสาววางขวดสบู่เหลวลงและก้าวไปยังต้นเสียงอย่างรวดเร็ว ภาพที่ปรากฏขึ้นบนตาแมวคือใบหน้าของชายหนุ่มห้องเคียงข้าง อังคณาเปิดประตูออกพร้อมกับรอยยิ้มสดใสบนใบหน้า

“ทานอะไรหรือยังครับคุณอัง พอดีผมซื้อเป็ดย่างร้านอร่อยมาก็เลยอยากมาทานกับคุณนะครับ ไม่ทราบว่ารบกวนอะไรหรือเปล่าครับ”

“ไม่รบกวนหรอกคะ พอดีอังก็ยังไม่ได้ทานอะไรเหมือนกัน อังว่าจะอุ่นต้มจืดของเมื่อวานอยู่พอดี คุณปรานต์นั่งรอตรงโต๊ะกินข้าวก่อนเลยค่ะ เดี๋ยวเอาเป็ดไปใส่จานให้”

ชายหนุ่มร่างสูงถอดรองเท้าและนั่งลงตามที่ผู้เป็นเจ้าของห้องบอก อังคณาแกะอาหารลงใส่จานแล้วเปิดไมโครเวฟเพื่ออุ่นต้มจืดที่แช่ตู้เย็นเอาไว้ หญิงสาวชะงักอีกครั้งเมื่อเห็นสภาพของเครื่องใช้ไฟฟ้าของตนเอง คราบมันและเศษอาหารกระจายเป็นไมโครเวฟเต็มไปหมด ด้วยนิสัยติดความเป็นระเบียบเรียบร้อย เธอมั่นใจว่าทุกครั้งหลังใช้งานมันต้องถูกเช็ดทำความสะอาดเสมอ

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับคุณอัง” ปรานต์ชะโงกหน้ามาดูหญิงสาวที่เงียบหายไปเป็นเวลานาน ใบหน้าที่ซีดเซียวของอังคณาทำให้ชายหนุ่มรีบปราดเข้ามาใกล้และคว้าไหล่ของเธอเอาไว้พร้อมส่งเสียงร้องหลายครั้งเหมือนเตือนสติ

“ขอโทษค่ะคุณปรานต์ วันนี้มีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นกับอังเต็มไปหมดเลยน่ะค่ะ...” มือหนาของชายหนุ่มรับจานใส่อาหารมาถือพลางพาเจ้าของห้องพักไปนั่งพักยังเก้าอี้สำหรับทานอาหาร แม้ว่าเขาจะไม่ปริปากพูดอะไรออกมา แต่สายตาห่วงใยที่ส่งมาให้ก็เหมือนกับกระตุ้นให้อังคณาเล่าสิ่งต่างๆที่ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจให้เขาฟังทั้งหมด

“อาจจะไม่มีอะไรก็ได้นะครับคุณอัง แต่ถ้าคุณอังไม่สบายใจผมว่าลองเปลี่ยนลูกบิดกุญแจดูไหมครับ ที่คอนโดฯก็มีช่างคอยประจำอยู่ พรุ่งนี้วันเสาร์พอดีเดี๋ยวผมพาไปซื้อลูกบิดใหม่ก็ได้ครับ”

ใบหน้าของหญิงสาวค่อยมีสีเลือดขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อได้ยินถ้อยคำจากอีกฝ่าย เขาสามารถทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นได้เสมอ...แต่ในใจลึกๆของเธอก็อดแย้งขึ้นมาไม่ได้

หวังว่าจะ‘ไม่มีอะไร’จริงๆ

561 Nameless Fanboi Posted ID:lhoA4qlULW

“พี่คะ อังขอดูคลิปที่กล้องวงจรปิดที่ชั้นห้า หน้าห้องห้าหนี่งสี่ถ่ายไว้ได้ไหมคะ อังรู้สึกเหมือนมีคนแอบเข้าไปในห้องอังตอนที่อังไม่อยู่” หญิงสาวเอ่ยถามชายหนุ่มวัยสี่สิบเป็นนิติกรของคอนโดมีเนียมแห่งนี้ เขาส่ายหน้าพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกับเสียใจ

“ขอโทษจริงๆนะครับคุณอังคณา พอดีว่าที่คอนโดฯของเรามีกล้องวงจรปิดแค่ที่หน้าลิฟต์เท่านั้น ถ้าคุณอังรู้สึกไม่สบายใจผมจะลองให้ช่างเข้าไปตรวจในห้องไหมครับ พวกตามฝ้าตามหน้าต่างว่ามีรอยงัดแงะอะไรหรือเปล่า”

หญิงสาวกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลก่อนจะนำทางช่างไปยังห้องพักส่วนตัวของเธอ หลังจากการตรวจสอบรอบห้องพัก ไม่ว่าจะเป็นฝ้าเพดาน ลูกกรงหน้าต่าง หรือแม้กระทั่งระเบียงห้อง ก็ไม่พบจุดใดที่คนภายนอกจะเข้ามาในห้องของเธอได้ ฝ่ายช่างจึงกลับไปโดยไม่กล่าวอะไรทั้งสิ้น

บางที...คนที่จะแอบเข้าห้องพักของเธอได้คือคนที่จะต้องมีกุญแจห้องเท่านั้น ซึ่งหญิงสาวก็ไม่ได้มอบกุญแจห้องให้กับใคร ยกเว้นแต่ว่า...นายช่างที่มาเปลี่ยนกุญแจให้กับเธอจะแอบทำกุญแจสำรองแล้วแอบเข้ามาในห้องโดยที่เธอไม่รู้ตัว

วันรุ่งขึ้นอังคณาซื้อลูกบิดและตัวล็อกกุญแจอันใหม่มาอีกครั้ง เธอขอให้ช่างของคอนโดมีเนียมขึ้นมาเปลี่ยนลูกบิดประตูให้ด้วยความคาดหวังว่าจะเป็นช่างคนอื่นที่ขึ้นมาทำให้ แต่คนที่ขึ้นมาเปลี่ยนลูกบิดกุญแจกลับเป็นช่างคนเดิม

ขาเรียวสาวเท้าตรงไปยังห้องเคียงข้างเมื่อมั่นใจว่าบุคคลต้องสงสัยของเธอจากไปพร้อมกับกล่องเครื่องมืออุปกรณ์ หญิงสาวเคาะประตูไม้ด้วยจิตใจอันฟุ้งซ่าน เวลานี้คงจะมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่จะให้คำปรึกษากับเธอได้

จากเคาะประตูห้องเปลี่ยนเป็นการใช้แรงทุบ หากแต่ไร้เสียงตอบรับจากอาจารย์หนุ่ม อังคณาหันรีหันขวางด้วยความกังวล ดวงตาสีน้ำตาลแลเห็นหญิงวัยกลางคนในชุดแม่บ้านที่กำลังเก็บขยะส่วนกลางไปทิ้ง หญิงสาวเดินมุ่งตรงไปหาอีกฝ่ายในทันที

“คุณป้าคะ ไม่ทราบว่าคุณป้าเห็นอาจารย์ที่อยู่ห้องข้างๆหนูไหมคะ ไม่ทราบว่าเขาออกไปข้างนอกหรือเปล่า” หญิงแม่บ้านละสายตาจากงานที่ทำขึ้นมามองหญิงสาวด้วยความงุนงง เรียวคิ้วสีเข้มขมวดเข้าหากันเหมือนใช้ความคิด

“เอ..อาจารย์คนไหนกันคะ ข้างห้องคุณนอกจากคุณพนักงานธนาคารแล้วอีกห้องก็ไม่มีใครอยู่นะคะ” ดวงตาของอังคณาเบิกกว้างเมื่อได้ยินประโยคนั้นจากผู้เป็นแม่บ้าน จะเป็นไปได้อย่างไรว่าไม่มีใครอาศัยอยู่ข้างห้องเธอ ในเมื่อทุกๆวันปรานต์ยังทักทายและคุยกับเธออย่างสม่ำเสมอ

“ไม่เป็นไรค่ะ อาจจะมีการเข้าใจอะไรผิดก็ได้ ขอบคุณป้ามากเลยนะคะ” ริมฝีปากบางคลี่ออกเป็นรอยยิ้มหม่น หญิงแม่บ้านพยักหน้าก่อนจะรวบถุงขยะเดินลงบันไดไป อังคณาลากเท้าเดินกลับห้องพักไปอย่างเชื่องช้า เธอหยุดยืนที่หน้าประตูห้องของปรานต์ด้วยความลังเล

แอ๊ด

บานประตูไม้เปิดออกพร้อมกับชายหนุ่มร่างสูงที่ปรากฏตัวขึ้น รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าขาวทำให้ความรู้สึกหนักอึ้งของอังคณามลายหายไปในทันที

“เมื่อกี้คุณอังมาเคาะห้องผมใช่ไหมครับ ขอโทษด้วยนะครับที่ไม่ได้มาเปิด พอดีตอนนั้นผมกำลังอาบน้ำอยู่” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงใจ เส้นผมสีดำสนิทของเขายังเป็นเปียกชื้นจากการอาบน้ำ ที่บอกว่าไม่มีใครอาศัยอยู่ในห้องนี้คงเป็นเพราะความเข้าใจผิดของแม่บ้าน ปรานต์เชื้อเชิญเธอเข้าไปในห้องพักที่จัดเป็นระเบียบของเขา อังคณาทรุดตัวลงพลางเล่าเรื่องช่างของคอนโดมีเนียมให้อีกฝ่ายฟัง

“ก็อาจจะเป็นไปได้นะครับว่าช่างจะมีกุญแจสำรองของคุณ” ริมฝีปากบางของชายหนุ่มเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง “ช่วงนี้ผมเองก็ติดธุระเสียด้วยสิ ทางคณะจัดค่ายอบรมผมต้องไปเป็นวิทยากรตั้งสองสัปดาห์...ตอนผมไม่อยู่ คุณต้องดูแลตัวเองด้วยนะครับคุณอัง”

มือหนายกขึ้นแตะมือของหญิงสาวอย่างแผ่วเบา นัยน์ตาเบื้องหลังกรอบแว่นทอดมองมาด้วยความห่วงใย ผิดกับใจของอังคณาที่ว้าวุ่นด้วยลางสังหรณ์อะไรบางอย่างที่บอกว่าระหว่างที่เขาไม่อยู่ จะต้องมีเรื่องราวไม่คาดคิดเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
เพียงปรานต์เดินทางไปออกค่ายกับทางมหาวิทยาลัยได้ไม่ถึงสองวัน ความหวาดระแวงกัดกินในใจของหญิงสาว ยิ่งปรานต์ไม่อยู่เพราะว่าเช่นนี้ ใจของเธอก็ยิ่งไม่ดีเข้าไปใหญ่ จะโทรศัพท์ไประบายให้ผู้เป็นพ่อและน้องชายฟังก็ไม่เข้าที เพราะทั้งสองคนล้วนก็แต่มีเรื่องที่ต้องคิดเป็นของตัวเอง
ความตึงเครียดของอังคณามาถึงจุดขีดสุดเมื่อพบว่า หลังกลับจากทำงานเสื้อผ้าที่ควรจะอยู่ในตู้เสื้อผ้าของเธอกลับกระจัดกระจายเต็มส่วนที่เป็นห้องนอนไปเสียหมด

หญิงสาวไม่ก้าวออกจากห้องแม้ว่าจะเป็นวันและเวลาทำงานของเธอก็ตาม อังคณาเฝ้าแต่จับตามองว่าจะมีใครเข้ามาในห้องของเธอหรือไม่ เสียงโทรศัพท์มือถือและเสียงออดที่หน้าประตูห้องดังลั่นหลายต่อหลายครั้ง ผู้เป็นเจ้าของห้องได้แต่เก็บตัวในความมืดเพื่อรอบุคคลโรคจิตที่แอบเข้ามาอาศัยอยู่ในห้องของเธอ...

เมื่อไหร่ปรานต์จะกลับมาสักที...

562 Nameless Fanboi Posted ID:lhoA4qlULW

เชี่ย ลงสลับกัน ต้องอันนี้ขึ้นก่อน >>561 นะ

ช่างที่มาเปลี่ยนลูกบิดประตูกลับไปหลังจากงานทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย วันนี้ปรานต์ต้องไปช่วยคุมสอบที่ทางมหาวิทยาลัยจัดขึ้นจึงไม่สามารถมาอยู่เป็นเพื่อนขณะที่ช่างมาทำงานได้ แต่แค่นี้ก็ทำให้อังคณารู้สึกเบาใจได้ขึ้นมาก ถ้าจะมีใครแอบเข้าห้องของเธอเวลาที่เธอไม่อยู่จริงๆ คนๆนั้นคงจะไม่สามารถเข้ามาได้อีกแล้วถ้าไม่มีกุญแจสำรอง

ข้อความมือถือจากอธินถูกส่งมาว่าเขาต้องการจะใช้เงินเพื่อทำโครงงานเป็นจำนวนเงินสามพันบาท น้องชายของเธอจะเข้ามาเอาเงินในวันรุ่งขึ้น อังคณาจึงเบิกเงินมาให้เขาตั้งแต่วันนี้ หญิงสาวหยิบเงินจำนวนหนึ่งแล้ววางกระเป๋าเงินบนโต๊ะเครื่องแป้งก่อนจะเดินลงไปซื้อของใช้ส่วนตัวที่ร้านขายของสะดวกซื้อที่ใต้อาคาร

ความคิดที่ว่าเพียงแค่เปลี่ยนลูกบิดประตูทุกอย่างก็จะจบไม่เป็นจริงอีกต่อไป เมื่อหญิงสาวกลับมาที่ห้องพักเรื่องแปลกๆก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เงินสามพันบาทในกระเป๋าเงินของอธินหายไปอย่างไร้ร่องรอยทั้งที่เธอเพิ่งวางมันไว้ที่โต๊ะเครื่องแป้งเมื่อไม่ถึงสิบนาทีนี้นี่เอง

หญิงสาวตรงไปยังส่วนที่กั้นเป็นครัวและเปิดตู้เย็นเพื่อหาน้ำดื่มสำหรับสงบใจ...ขนมเค้กที่ปรานต์ซื้อให้เธอเมื่อวานนี้หายไปเรียบร้อยแล้ว...

อังคณาวิ่งเข้าห้องน้ำสถานที่ที่เธอจะพบความเปลี่ยนแปลงของห้องมากที่สุด...พื้นห้องน้ำเปียกโชกไปด้วยหยดน้ำ ทั้งๆที่ครั้งสุดท้ายที่เธออาบน้ำคือเมื่อกว่าหกชั่วโมงที่แล้ว

ภาพต่างๆย้อนเข้ามาในสมองทีละนิด ของใช้ที่บางทีก็เคลื่อนที่จากตำแหน่งของมัน ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวที่หมดเร็วผิดปรกติ...

คงไม่ใช่เธอ...ที่พักอาศัยอยู่ภายในห้องนี้เพียงลำพัง

563 Nameless Fanboi Posted ID:lhoA4qlULW

“พี่คะ อังขอดูคลิปที่กล้องวงจรปิดที่ชั้นห้า หน้าห้องห้าหนี่งสี่ถ่ายไว้ได้ไหมคะ อังรู้สึกเหมือนมีคนแอบเข้าไปในห้องอังตอนที่อังไม่อยู่” หญิงสาวเอ่ยถามชายหนุ่มวัยสี่สิบเป็นนิติกรของคอนโดมีเนียมแห่งนี้ เขาส่ายหน้าพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกับเสียใจ

“ขอโทษจริงๆนะครับคุณอังคณา พอดีว่าที่คอนโดฯของเรามีกล้องวงจรปิดแค่ที่หน้าลิฟต์เท่านั้น ถ้าคุณอังรู้สึกไม่สบายใจผมจะลองให้ช่างเข้าไปตรวจในห้องไหมครับ พวกตามฝ้าตามหน้าต่างว่ามีรอยงัดแงะอะไรหรือเปล่า”

หญิงสาวกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลก่อนจะนำทางช่างไปยังห้องพักส่วนตัวของเธอ หลังจากการตรวจสอบรอบห้องพัก ไม่ว่าจะเป็นฝ้าเพดาน ลูกกรงหน้าต่าง หรือแม้กระทั่งระเบียงห้อง ก็ไม่พบจุดใดที่คนภายนอกจะเข้ามาในห้องของเธอได้ ฝ่ายช่างจึงกลับไปโดยไม่กล่าวอะไรทั้งสิ้น

บางที...คนที่จะแอบเข้าห้องพักของเธอได้คือคนที่จะต้องมีกุญแจห้องเท่านั้น ซึ่งหญิงสาวก็ไม่ได้มอบกุญแจห้องให้กับใคร ยกเว้นแต่ว่า...นายช่างที่มาเปลี่ยนกุญแจให้กับเธอจะแอบทำกุญแจสำรองแล้วแอบเข้ามาในห้องโดยที่เธอไม่รู้ตัว

วันรุ่งขึ้นอังคณาซื้อลูกบิดและตัวล็อกกุญแจอันใหม่มาอีกครั้ง เธอขอให้ช่างของคอนโดมีเนียมขึ้นมาเปลี่ยนลูกบิดประตูให้ด้วยความคาดหวังว่าจะเป็นช่างคนอื่นที่ขึ้นมาทำให้ แต่คนที่ขึ้นมาเปลี่ยนลูกบิดกุญแจกลับเป็นช่างคนเดิม

ขาเรียวสาวเท้าตรงไปยังห้องเคียงข้างเมื่อมั่นใจว่าบุคคลต้องสงสัยของเธอจากไปพร้อมกับกล่องเครื่องมืออุปกรณ์ หญิงสาวเคาะประตูไม้ด้วยจิตใจอันฟุ้งซ่าน เวลานี้คงจะมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่จะให้คำปรึกษากับเธอได้

จากเคาะประตูห้องเปลี่ยนเป็นการใช้แรงทุบ หากแต่ไร้เสียงตอบรับจากอาจารย์หนุ่ม อังคณาหันรีหันขวางด้วยความกังวล ดวงตาสีน้ำตาลแลเห็นหญิงวัยกลางคนในชุดแม่บ้านที่กำลังเก็บขยะส่วนกลางไปทิ้ง หญิงสาวเดินมุ่งตรงไปหาอีกฝ่ายในทันที

“คุณป้าคะ ไม่ทราบว่าคุณป้าเห็นอาจารย์ที่อยู่ห้องข้างๆหนูไหมคะ ไม่ทราบว่าเขาออกไปข้างนอกหรือเปล่า” หญิงแม่บ้านละสายตาจากงานที่ทำขึ้นมามองหญิงสาวด้วยความงุนงง เรียวคิ้วสีเข้มขมวดเข้าหากันเหมือนใช้ความคิด

“เอ..อาจารย์คนไหนกันคะ ข้างห้องคุณนอกจากคุณพนักงานธนาคารแล้วอีกห้องก็ไม่มีใครอยู่นะคะ” ดวงตาของอังคณาเบิกกว้างเมื่อได้ยินประโยคนั้นจากผู้เป็นแม่บ้าน จะเป็นไปได้อย่างไรว่าไม่มีใครอาศัยอยู่ข้างห้องเธอ ในเมื่อทุกๆวันปรานต์ยังทักทายและคุยกับเธออย่างสม่ำเสมอ

“ไม่เป็นไรค่ะ อาจจะมีการเข้าใจอะไรผิดก็ได้ ขอบคุณป้ามากเลยนะคะ” ริมฝีปากบางคลี่ออกเป็นรอยยิ้มหม่น หญิงแม่บ้านพยักหน้าก่อนจะรวบถุงขยะเดินลงบันไดไป อังคณาลากเท้าเดินกลับห้องพักไปอย่างเชื่องช้า เธอหยุดยืนที่หน้าประตูห้องของปรานต์ด้วยความลังเล

แอ๊ด

บานประตูไม้เปิดออกพร้อมกับชายหนุ่มร่างสูงที่ปรากฏตัวขึ้น รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าขาวทำให้ความรู้สึกหนักอึ้งของอังคณามลายหายไปในทันที

“เมื่อกี้คุณอังมาเคาะห้องผมใช่ไหมครับ ขอโทษด้วยนะครับที่ไม่ได้มาเปิด พอดีตอนนั้นผมกำลังอาบน้ำอยู่” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงใจ เส้นผมสีดำสนิทของเขายังเป็นเปียกชื้นจากการอาบน้ำ ที่บอกว่าไม่มีใครอาศัยอยู่ในห้องนี้คงเป็นเพราะความเข้าใจผิดของแม่บ้าน ปรานต์เชื้อเชิญเธอเข้าไปในห้องพักที่จัดเป็นระเบียบของเขา อังคณาทรุดตัวลงพลางเล่าเรื่องช่างของคอนโดมีเนียมให้อีกฝ่ายฟัง

“ก็อาจจะเป็นไปได้นะครับว่าช่างจะมีกุญแจสำรองของคุณ” ริมฝีปากบางของชายหนุ่มเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง “ช่วงนี้ผมเองก็ติดธุระเสียด้วยสิ ทางคณะจัดค่ายอบรมผมต้องไปเป็นวิทยากรตั้งสองสัปดาห์...ตอนผมไม่อยู่ คุณต้องดูแลตัวเองด้วยนะครับคุณอัง”

มือหนายกขึ้นแตะมือของหญิงสาวอย่างแผ่วเบา นัยน์ตาเบื้องหลังกรอบแว่นทอดมองมาด้วยความห่วงใย ผิดกับใจของอังคณาที่ว้าวุ่นด้วยลางสังหรณ์อะไรบางอย่างที่บอกว่าระหว่างที่เขาไม่อยู่ จะต้องมีเรื่องราวไม่คาดคิดเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

เพียงปรานต์เดินทางไปออกค่ายกับทางมหาวิทยาลัยได้ไม่ถึงสองวัน ความหวาดระแวงกัดกินในใจของหญิงสาว ยิ่งปรานต์ไม่อยู่เพราะว่าเช่นนี้ ใจของเธอก็ยิ่งไม่ดีเข้าไปใหญ่ จะโทรศัพท์ไประบายให้ผู้เป็นพ่อและน้องชายฟังก็ไม่เข้าที เพราะทั้งสองคนล้วนก็แต่มีเรื่องที่ต้องคิดเป็นของตัวเอง
ความตึงเครียดของอังคณามาถึงจุดขีดสุดเมื่อพบว่า หลังกลับจากทำงานเสื้อผ้าที่ควรจะอยู่ในตู้เสื้อผ้าของเธอกลับกระจัดกระจายเต็มส่วนที่เป็นห้องนอนไปเสียหมด

หญิงสาวไม่ก้าวออกจากห้องแม้ว่าจะเป็นวันและเวลาทำงานของเธอก็ตาม อังคณาเฝ้าแต่จับตามองว่าจะมีใครเข้ามาในห้องของเธอหรือไม่ เสียงโทรศัพท์มือถือและเสียงออดที่หน้าประตูห้องดังลั่นหลายต่อหลายครั้ง ผู้เป็นเจ้าของห้องได้แต่เก็บตัวในความมืดเพื่อรอบุคคลโรคจิตที่แอบเข้ามาอาศัยอยู่ในห้องของเธอ...

เมื่อไหร่ปรานต์จะกลับมาสักที...

564 Nameless Fanboi Posted ID:lhoA4qlULW

“พี่อัง!” เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นที่ข้างใบหูพร้อมกับแรงเขย่า เปลือกตาบางของหญิงสาวเปิดขึ้นพร้อมกับภาพใบหน้าของอธินปรากฎขึ้นในสายตา ดวงตาทั้งคู่ของชายหนุ่มจ้องมองมายังผู้เป็นพี่สาวด้วยความเป็นห่วงเป็นใย

“พี่อังเป็นอะไร ธินไม่อยู่แค่ครึ่งเดือนทำไมพี่อังไม่ดูแลตัวเอง ทำไมพี่ไม่ไปทำงานตั้งเกือบครึ่งเดือน โทรมาก็ไม่มีใครรับมือถือ รู้ไหมว่าคนอื่นเขาเป็นห่วง”

“ธิน...” น้ำเสียงของอังคณาแหบแห้งกว่าที่เคย “ธิน...มีคนแอบเข้ามาในห้องตอนที่พี่ไม่อยู่ พี่จะทำอย่างไรดีธิน”

“ธินก็อยู่กับพี่ตอนนี้ไงครับพี่อัง พี่อย่าคิดมากนะไม่มีอะไรหรอก พี่อังลุกไปอาบน้ำดีกว่า เดี๋ยวธินจะหาอะไรให้ทานเอง” อธินประคองร่างผอมบางของพี่สาวขึ้นจากพื้น ในขณะที่อังคณาเหมือนไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น

“สองสัปดาห์แล้วหรือธิน...ทำไมคุณปรานต์ยังไม่กลับมาสักที ทำไมทิ้งให้พี่รอนานขนาดนี้...” ร่างกายของผู้เป็นน้องชายหยุดชะงักเมื่อได้ยินประโยคนั้นจากพี่สาว อธินย้อนถามเหมือนไม่แน่ใจในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน

“ปรานต์? พี่อังหมายถึงพี่ปรานต์ไหนกันแน่”

“คุณปรานต์ที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย.....ไงธิน คนที่อยู่ข้างๆห้องพี่”

“พี่อัง” น้ำเสียงของชายหนุ่มมีแววแหบแห้งระคนขื่นขม “ข้างห้องพี่ไม่มีใครอยู่หรอกนะ ธินย้ายมาอยู่กับพี่อังตั้งแต่เดือนแรกที่พี่มาอยู่ ธินก็ยังไม่เห็นมีใครอยู่ข้างห้อง...ส่วนเรื่องพี่ปรานต์...พี่ปรานต์เขาตายไปแล้วพี่ ตายเพราะรถคว่ำตอนที่ขับรถพาพี่กลับบ้าน พี่จำไม่ได้หรือ”

สิ้นเสียงของน้องชายเหมือนมีฟ้าฟาดลงกลางใจของหญิงสาว ภาพต่างๆแล่นย้อนเข้ามาในสมอง

ภาพของอธินที่รื้อหารองเท้าสำหรับเล่นกีฬาก่อนจะไปมหาวิทยาลัยตั้งแต่เช้า เธอเป็นคนบอกเขาเองว่าจะช่วยเก็บให้ตอนกลับห้องมาแล้ว...ภาพของอธินที่ทำไมโครเวฟเลอะเทอะด้วยคราบน้ำมันจนเธอต้องปริปากบ่น...ภาพของอธินที่รับกุญแจห้องใหม่พร้อมกับเงินสามพันบาทไปจากมือเธอ

ทุกภาพ...ทุกเหตุการณ์...ไม่ว่าจะเป็นการไปซื้อลูกบิดประตูอันใหม่ เป็ดย่างร้านอร่อยที่ซื้อมา ขนมเค้กที่หายไปเพราะฝีมือของอธิน...ไม่เคยมีปรานต์อยู่ในนั้น ราวกับตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีเขาอยู่ในชีวิตของเธอมาก่อน

ภาพของชายหนุ่มที่เป็นคนรักของเธอปรากฏขึ้นในความทรงจำ ใบหน้าของเขาอาบไปด้วยเลือด เลนส์แว่นตากรอบสีดำแตกร้าวไม่มีชิ้นดี มือของเขากอบกุมมือของเธอไว้ น้ำเสียงที่อ่อนโยนนั้นเหมือนกับได้ยินทุกวันวาน

‘ไม่เป็นไร..อังจะต้องไม่เป็นไร อังจะต้องรอด...อังจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป’

“ไม่!” หญิงสาวสะบัดผู้เป็นน้องชายออกไปพลางกรีดร้องเสียงดังลั่น “อังจะอยู่อย่างไรถ้าไม่มีปรานต์ อังจะอยู่ไปเพื่ออะไรกัน!!!”

“มันไม่จริง! มันไม่ใช่เรื่องจริง!! ปรานต์ยังไม่ตาย!!! ปรานต์ยังอยู่กับอังเสมอ...” หยาดน้ำตาหลั่งรินอาบใบหน้าของอังคณา ท่ามกลางสายตาของน้องชายที่มองเธอด้วยหัวใจอันแตกร้าว เสียงร้องโหยหวนของหญิงสาวดังขึ้นด้วยความทุกข์ทรมานใจ

“ไม่จริง!! ไม่!!!!!!”
.
.
.

ในสวนหย่อมที่เต็มไปด้วยผืนหญ้า ต้นไม้ต้นสูงใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา ยังมีหญิงสาวรูปร่างบอบบางในชุดกระโปรงสีขาวผู้หนึ่งเอนกายนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สีเดียวกับชุดของเธอ ดวงตาสีน้ำตาลของเธอเหม่อมองออกไปไกล ไม่สนใจคนรอบข้างที่พูดถึงเธออยู่ตอนนี้

“เพราะอาการช็อกจากอุบัติเหตุและการเสียคนรักทำให้เกิดความบิดเบี้ยวในใจของเธอเข้าน่ะครับ เธออาจจะดูเหมือนคนปรกติทั่วไป แต่ก็มีอาการเกิดภาพหลอน หูแว่วในบางครั้ง จนอาการหนักแบบนี้ล่ะครับ คนรอบข้างถึงจะรับรู้ว่าเธอมีอาการผิดปรกติทางประสาทไปแล้ว”

“คุณหมอครับ...ลูกสาวผมจะพอมีโอกาสหายไหมครับ” สุชาติมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของบุตรสาวคนโตด้วยความเศร้าใจ ถ้าพวกเขาดูแลเธอให้ดีกว่านี้เรื่องแบบนี้ก็คงจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

“หมอจะพยายามรักษาอย่างเต็มที่ครับ หมอเชื่อว่าสักวันหนึ่งเธอจะสามารถกลับเข้าสู่สังคมปรกติได้อย่างแน่นอน”

ดวงตาใต้กรอบแว่นสีดำสนิทของจิตแพทย์หนุ่มจ้องมองไปยังอังคณาที่นั่งเหม่อลอยพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูเหงาหงอยอย่างประหลาด นัยน์ตาคู่สีน้ำตาลเหลือบมาสบตากับเขา ก่อนที่ริมฝีปากของเธอจะขยับออกเป็นรอยยิ้มสดใส

“ปรานต์....ปรานต์ของอัง อังจะรักปรานต์ตลอดไป....”

หญิงสาวพึมพำอย่างแผ่วเบา...คงมีแต่เธอและจิตแพทย์เท่านั้นที่ได้ยิน

-จบบริบูรณ์-

565 Nameless Fanboi Posted ID:ymnGdhVrM2

>>564 เพิ่งได้มาอ่าน.. ขอบอกว่าไม่ใช่นักสับหรอกนะ
รู้สึกว่าเดาทางได้ตั้งแต่แรกว่าปรานต์ไม่ได้มีชีวิตอยู่จริงๆ แน่ๆ (ตั้งแต่ก่อนเจอแม่บ้าน) อาจเพราะคำโปรยอยากให้ทริลเลอร์แหละ ขอเรียงเป็นข้อๆ นะ กันกูงง
0.จุดที่รู้สึกแปลกๆ ก็ที่เฉลยว่ามีแต่น้องชายอธินมาตลอดไม่ใช่ปรานต์ ขัดกับที่เธอบอกพ่อว่า น้องไม่ต้องมาอยู่ด้วยหรอก ไปพักใกล้มหาลัยส่วนที่นี่ใกล้ที่ทำงานเธอ ย้ายมาเพราะเรื่องเจ็บป่วยที่ขา (ซึ่งตอนอยู่กับพ่อและน้องเธอไม่ได้หลอนไปเองแน่ๆ )
1.ครั้งแรกที่เจอเหตุการณ์ประหลาด รองเท้าถูกรื้อค้นจึงไม่ค่อยสมเหตุสมผล (เมื่อมองว่าข้อความข้างบนเป็นจริง; เธอไม่ได้พักอยู่กับน้องชาย) เธอทิ้งของแล้ววิ่ง ขาไม่ค่อยดีไม่ใช่เหรอ? สปริ้นท์ได้ด้วย
2.ต่อมาคือสบู่ใกล้หมด เธอดูตกใจ/สงสัยกับเหตุการณ์นี้น้อยเกินไป ก่อนจะปักใจเชื่อว่ากดใช้เยอะเกินไปเองแน่ๆ คือถ้าลังเล/หยุดคิด/บ่งบอกอะไรสักอย่างที่แสดงถึงความเริ่มไม่มั่นคงทางอารมณ์ จะเชื่อถือได้อยู่นะ
3.เป็ดย่างกับครัวเลอะ จึงเริ่มกลัวและปรึกษาปรานต์ ช่างมาซ่อม เบาใจ(ตอนนี้อยู่ในห้องนะ) น้องไลน์บอกขอเงินสามพันจะมาเอาพรุ่งนี้ เธอเบิกเงินและควักมาวางไว้บนโต๊ะ จะว่ายังไงดีล่ะ? ช่างซ่อม-ลงไปเบิกเงิน-วางไว้บนโต๊ะ-ลงไปซูเปอร์ (ไทม์ไลน์แปลกๆ นะ) จากนั้นตังค์หาย-เค้กหาย-พื้นเปียก ด้วยระยะเวลาไม่ถึง 10 นาที? สมมุติไม่บอกคำว่า 'พรุ่งนี้' อาจจะเชื่อได้มากกว่านี้ก็ได้
4.นึกขึ้นได้และหวาดกลัวหนักไปอีก-ไปขอดูกล้องวงจรปิด-ช่างมา-สงสัยช่าง และปักใจเชื่อเลยรึ? ด้วยหลักฐานรองเท้าถูกรื้อ(แต่ไม่มีไรหาย)-สบู่จะหมด-ครัวเลอะ-เค้กหาย-ของขยับได้ ที่พูดมาจนถึงตรงนี้ให้เชื่อว่าผีอยู่ด้วยจะน่าเชื่อกว่าการปักใจเชื่อว่าคนตัวเป็นๆ แอบเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกับเธอ และสงสัยช่างก่อนช่างจะเปลี่ยนกุญแจรอบ 2 แต่ก็ยอมให้ช่างทำงั้นเหรอ
5.เจอป้าแม่บ้าน-ถามหาคนข้างห้อง-ไม่เห็นอาจารย์พนักงานธนาคาร แม่บ้านไม่ลังเลหน่อยเหรอ? อาจารย์/คุณครู/ติวเตอร์ (ซึ่งยูนิฟอร์มแตกต่างกัน) นี่โพล่งมาเลยว่าไม่มี.. มีแต่พนักงานธนาคาร จำได้จากยูนิฟอร์มเหรอ?
6.ปรานต์อาบน้ำและออกมาเปิดประตู เธอเชื่อว่าแม่บ้านเข้าใจผิด เธอเข้าห้องเขาและนั่งลงปรึกษาแต่เขาบอกว่าจะไม่อยู่ช่วงนี้นะ จากนั้นปราณไม่อยู่สองวัน แล้วออดดังลั่น น้องชายบอกผมไม่อยู่กับพี่ครึ่งเดือน ทำไมไม่ไปทำงาน (จะขัดกับ 0. และขัดกับที่อธิบายให้รู้สึกว่าเธอยังคงใช้ชีวิตปกติ ทำงานได้ปกติ) และเธอบอกน้องว่าเขาหายไปสองสัปดาห์แล้ว อ่าว.. ตะกี้บอกแค่สองวัน แล้วก็ออดดังลั่นจากน้องชาย
7.ธินย้ายมาตั้งแต่เดือนแรกที่พี่มาอยู่ (จะขัดกับ0.) ถ้าสมมุติธินบอกว่า.. ถึงพี่จะพูดว่าไม่ต้องเป็นห่วง แต่ผมอดเป็นห่วงพี่ไม่ได้ จึงยอมเดินทางไกลหน่อยและย้ายเข้ามาหลังจากนั้น 1-2 สัปดาห์ (ไทม์ไลน์ให้พ้นระยะหวานกับปรานต์และพอดีกับการเกิดเหตุการณ์แปลกๆ)
8.เฉลย และเข้าโรงพยาบาล ไม่มีอะไร

งืมมมม..
บรรยาย – ดี รู้เรื่อง เห็นภาพ แต่รู้สึกขัดๆ ตรงไทม์ไลน์ที่ขัดแย้งกันนี่แหละ ถ้าไม่ระบุชี้ชัดลงไปอาจลดความตะขิดตะขวงใจลงไปได้บ้าง
ลำดับเหตุการณ์/ความสมเหตุสมผล
1. (เมื่อเรื่องถูกเฉลยว่า ภาพซ้อนทับกันระหว่างปรานต์กับอธิน) ทำใจเชื่อได้ยาก เหตุการณ์เกิดที่ห้องเธอ(เพราะน้องชายอยู่ในนั้น) แต่เธอมักไปมีกิจกรรมที่ห้องของเขา เช่น ทักทาย ทิ้งขยะ เคาะประตู เข้าไปปรึกษา เว้นไว้อันนึงคือ กินเป็ด อันนี้มาห้องเธอ
2. ตัวละครปักใจเชื่อเร็วเกินไป ทั้งเรื่องสบู่หมดและเรื่องช่างซ่อมประตู (ตรงนี้ทำลายความเชื่อว่าอยู่ร่วมกับผีไปแบบย่อยยับเลย ด้วยความเชื่อว่าต้องเป็นคนนี้แน่ๆ กุไม่กลัวมึงล่ะโว้ย) แม่บ้านมีความมั่นใจมาก ไม่มีอาจารย์มีแต่พนง.ธนาคาร คล้อยหลังไปนิดเดียวปรานต์เปิดประตูให้เธอเข้าห้องได้ (เข้าห้องเขาด้วยนะ)
3. การระบุเวลาแบบชี้ชัด ถ้าตามสไตล์สืบสวนสอบสวนจะต้องปิดช่องโหว่ให้ดีๆ ไม่งั้นมันจะตีกันเองและเกิดเป็นจุดอ่อนได้ง่าย (นี่ไม่ได้อ่านจับผิดนะ อ่านรอบแรกรับรู้เรื่องราว อ่านรอบสองหลังจากรู้เฉลยแค่นั้นเลย) จัดการกับไทม์ไลน์ให้ดีๆ ไม่สามารถเอาสองคนนี้มาซ้อนทับกันได้เลย
การใช้คำ - อันนี้ไม่ค่อยถนัดเลยบอกไม่ได้ แต่ ‘ราบรื่น’ เขียนงี้นะ ส่วนหน้าขึ้นสีเลือดนี้ฟังดูหลอนๆ ถ้าซับสีเลือดก็ยังพอว่า อ้อ! เรื่องชื่อ แค่รู้สึกไม่คุ้นเคยกับ ‘ปรานต์’ เท่าไหร่ อ่านเป็น ‘ปราบต์’ เกือบทุกที
โม่ง เรดิโอ - ไหนนน.. ว่าจะไม่ ‘สับ’ กัน

566 Nameless Fanboi Posted ID:7l5mColHed

>>565 ขอบใจจ้า ข้อผิดพลาดเรื่องเวลาตรงท้ายคือหลังจากปรานต์หายไป 2 วัน นางเอกก็ขังตัวเองอยู่ในห้องอีก 2 สัปดาห์ จนน้องชายกลับจากค่ายมาเจอ ตรงนี้อาจเป็นเพราะกูเขียนสื่อเวลาได้ไม่ดีเอง ไม่ได้ทำให้เห็นเรื่องนี้ชัดเจนเท่าไร ส่วนจุดข้อผิดพลาดอื่น ๆ ไม่เถียงว่ะ ยังจัดการจุดยิบย่อยได้ไม่ดีเท่าไร หลังจากเรื่องนี้กูก็เว้นแนวนี้มานานจัด เพราะรู้สึกเขียนไม่ค่อยถึง ไว้มีโอกาสจะลองเขียนใหม่

567 Nameless Fanboi Posted ID:/ZBXBN0e7i

ทรัมป์ลองวิชาขอมดำดิน
ทรัมป์ออกอาการสติแตกเมื่อได้รับรายงานลับในห้องรูปไข่ของทำเนียบขาวว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อโคโรน่าไวรัสชาวอเมริกันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นพันคนแล้วทั่วทั้งประเทศ แทนที่จะถามสต๊าฟว่ามาตรการควบคุม และป้องกันโรคระบาดของหน่วยงานสาธารณสุขมีประสิทธิภาพเพียงใด เขากลับเหลือบดูดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐตลอดเวลาด้วยความกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง

ทรัมป์หันไปถามรมว. คลังว่า "สตีฟ ทำไมหุ้นร่วงไปแล้วหลายพันจุด หรือ20% แต่ไม่มีใครทำอะไรเลยหรือไง ผมนั่งอยู่ในทำเนียบขาวอย่างนี้เดือดร้่อนนะ แล้วไอ้เจ ผู้ว่าเฟดทำอะไรอยู่ บอกให้ลดดอกก็ไม่ยอมลด แล้วอย่างนี้จะแก้โรคระบาดได้อย่างไร"

"นายครับ ลดดอกเบี้ยแล้วจะทำให้มีคนอเมริกันติดเชื้อโคโรน่าน้อยลง มันไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน" สตีฟพูดอย่างประหม่า เพราะกลัวถูกปรับออกจากครม.

"ไม่เกี่ยวก็ทำให้มันเกี่ยวได้ บอกไอ้เจให้ลดดอกเบี้ยให้มากเท่ายุโรป กับญี่ปุ่น แล้วความมั่นใจในโคโรน่าไวรัสจะกลับคืนมา ไม่งั้นผมจะเซ็นคำสั่งปลดไอ้เจ แล้วจะให้อีแวนก้า ลูกสาวมาบริหารการเงินแทน" ทรัมป์กระแทกเสียงด้วยความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง

"นายครับ ดอกเบี้ยยุโรปและญี่ปุ่นดำดินติดลบไปแล้วนะครับ จะให้เราดำดินกดดอกเบี้ยติดตาม ไม่รู้ว่าต่อไปดอลล่าร์จะไปโผล่ที่ไหน ถ้าโผล่ที่ไทยแลนด์พอทำเนา แต่ถ้าไปโผล่ที่เกาหลีเหนือ ผมคิดว่าบริษัทประกันภัยไม่จ่าย เพราะว่าอยู่นอกพื้นที่"

"แต่อังกฤษเพิ่งลดดอกไปแล้วสองสลึงเหลือ0.25%ได้ ทำไมของเรายังอยู่ที่ 1 บาท?"

"ครับนาย เดี๋ยวผมจะพูดกับเจให้เขารีบลดดอกตามนายสั่ง" สตีฟรีบพูดเอาใจนาย

ทรัมป์หันไปหาโรเบิร์ต เร็ดฟิลด์ ผู้อำนวยงานสำนักควบคุมและป้องกันโรคระบาด แล้วถามว่า "คุณบ๊อบ ลดดอกเบี้ยแล้วจะช่วยสร้างความมั่นใจให้โรคระบาดได้หรือไม่ อย่างน้อยหุ้นอาจจะขึ้น เพราะถ้าหุ้นตก ผมกับเมลาเนียอาจจะต้องขนของย้ายออกจากทำเนียบขาวสิ้นปีนี้"

"ครับนาย ถ้าหากว่าป้องกันการแพร่ระบาดไม่ได้ อเมริกาอาจจะต้องปิดประเทศในอีก2สัปดาห์" บ๊อบพูดอย่างไม่เต็มใจนัก

"ห๊ะ ปิดประเทศเหมือนจีน อิตาลี แล้วแขกที่บุ๊คมาอยู่ที่รีสอร์ทมาร์ อะลาโมของผมที่ฟลอริด้าจะทำอย่างไร? ต้องยกเลิกด้วยหรือไง ทำอย่างนี้ธุรกิจเสียหายหมดนะ"

"เฮียสี สั่งปิดเมืองอู่ฮั่น กักคนจีน50กว่าล้านคนที่มณฑลหูเป่ยจึงเอาโคโรน่าอยู่ อิตาลีปิดประเทศกักประชาชน60ล้านคนแล้ว ยังไม่รู้เอาอยู่หรือเปล่า"

"แล้วเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ที่จะตรวจคนไข้โคโรน่ามีความพร้อมแค่ไหน" ทรัมป์ถาม

"ท่านอยากฟังข่าวดี หรือข่าวร้ายก่อนครับ"

"เอาข่าวดีก่อนก็แล้วกัน"

"ข่าวดีคืองบประมาณดูแล และป้องกันโคโรน่า$8,500ล้าน มีการเบิกจ่ายแล้วครับ หน่วยงานCDCของผมได้รับเงินแล้วครับ ขอบคุณนายมากที่กรุณาสู้เรื่องนี้"

"ดีแล้ว แล้วข่าวร้ายเป็นไง"

"ข่าวร้ายคือ แม้จะมีเงิน มีงบประมาณพร้อม แต่ซื้อของไม่ได้ครับ"

"ว่าไงนะ"

"เฮียสีสั่งงดการส่งออกเวลานี้ อุปกรณ์การแพทย์ เวชภัณฑ์หยูกยาอะไรต่างๆที่เราให้ 80%ส่งมาจากจีนครับ เมื่อจีนไม่ส่งของ เราก็ไม่มีของ" บ๊อบจำใจพูด

"ดอลล่าร์คือเงิน เงินคือพระเจ้า ใครๆก็ต้องการเงินทั้งนั้น แต่ทำไมดอลล่าร์ซื้อของไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไร" ทรัมป์บ่นพึมพัม

"ก็คงต้องรอเฮียสีเมตตาว่าเมื่อไหร่จะปล่อยล็อตสินค้าเวชภัณฑ์ที่เราออร์เดอร์ ตอนนี้ค้างที่ท่าเรือเซี่ยงไฮ้หลายร้อยตู้คอนเทนเนอร์ ถ้าล่าช้าเราจะไม่มีอุปกรณ์ตรวจสอบ (test kits)คนไข้โคโรน่า หมออเมริกันตามโรงพยาบาลอาจจะต้องวินิจฉัยโรคแบบดำดิน คือมั่วเอาไปพลางๆก่อนครับ ถ้ายาจากจีนไม่มา สงสัยโรงพยาบาลทั่วประเทศอเมริกาต้องปิดกิจการในอีก2เดือนข้างหน้าครับ เพราะสต็อคหมด เวชภัณฑ์เกือบทุกอย่าง Made in Chinaทั้งนั้นครับ"

ทรัมป์รู้สึกกระดากใจขึ้นมาทันที ถ้าต้องโทรศัพท์ฮ็อตไลน์ไปหาเฮียสีเพื่อขอให้เฮียสีปล่อยตู้คอนเทนเนอร์ลงเรือมันจะเสียฟอร์มประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่อเมริกาเคยมีมาตั้งแต่ก่อตั้งสาธารณรัฐ เมื่อยังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร ทรัมป์จึงสั่งปิดประชุม ไล่ทุกคนให้ออกจากทำเนียบขาว

ทรัมป์นั่งเหม่อลอยคนเดียวที่โต๊ะทำงาน เขาจำคำพูดของตัวเองได้ที่ด่าเฮียสีเอาไว้มาก ทั้งต่อหน้าและลับหลัง หาว่าเฮียสีขโมยเทคโนโลยีอเมริกัน หาว่าเฮียสีแฮ็คระคอมพิวเตอร์ของทำเนียบขาว หาว่าเฮียสีค้าขายเอาเปรียบคนอเมริกัน ด่าพ่อล่อแม่เฮียสีไปมาก แล้วตอนนี้จะทำอย่างไรดี สตีฟแอบกระซิบหูวันก่อนว่า เฮียสีจัดชั้นดอลล่าร์เป็นเงินสกุลกงเต๊ก เทียบชั้นต่ำกว่าเงินกงเต็กเซียนฮ่องเต้ หลายเกรด เวลาคนจีนจะเผาเงินกงเต๊ก ดอลล่าร์กงเต๊กอาจจะขายไม่ออกด้วยซ้ำ

เหม่อไปละเมอมา ทรัมป์รู้สึกกลัวขึ้นมาทันที เพราะว่าเขาไปร่วมงานประชุมวันก่อน และได้จับมือสัมผัสกับสส.หลายคน มีคนหนึ่งติดเชื้อโคโรน่า เขาไม่มั่นใจว่าตัวเขาเองจะติดเชื้อหรือไม่

568 Nameless Fanboi Posted ID:oFW8HfNBeE

"ตายแล้วจะทำอย่างไรดี โลกนี้ยังน่าอยู่ กูยังไม่อยากตาย" ทรัมป์เผลออุทานออกมา

โชคดีไม่มีใครได้ยิน

ทรัมป์เอะใจคำว่า"ดำดิน" ที่สตีฟ และบ๊อบพูดขึ้นโดยไม่นัดแนะ บริหารการเงินแบบดำดิน กดดอกเบี้ยติดลบ หมอรักษาผู้ป่วยโคโรน่าแบบดำดินเพราะไม่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์Made in China

ทรัมป์รีบค้นกูเกิ้ลกับแล็ปท็อบของตัวเอง พิมพ์คำว่า ดำดิน พบเรื่องราวตำนาน"ขอมดำดิน"ที่ไทยแลนด์ เขาเข้าไปอ่านข้อความตอนหนึ่งของขอมดำดินเขียนว่า:

"นายร่วงพเนจรหลบหนีพวกทหารขอมอยู่เป็นเวลาหลายปี จนเมื่ออายุครบบวชจึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดในเมืองสุโขทัย ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า พระร่วง นับแต่นั้นมา วันหนึ่งนายทหารขอมซึ่งทราบข่าวได้ติดตามมา ครั้นถึงวัดที่พระร่วงจำพรรษาอยู่ได้ใช้ฤทธิ์ดำดินลอดกำแพงวัดเข้าไป เห็นพระร่วงกำลังกวาดลานวัดอยู่แต่ไม่รู้จักจึงถามว่า “พระร่วงที่มาจากเมืองละโว้อยู่ที่ไหน” พระร่วงจึงสอบถามจนรู้ว่าเป็นนายทหารขอมที่ตามมาจับตนจึงบอกว่า “เจ้าจงอยู่ที่นี่แหละอย่าไปไหนเลย จะไปตามพระร่วงให้” ด้วยฤทธิ์วาจาสิทธิ์ของพระร่วง ร่างของขอมดำดินผู้นั้นก็แข็งกลายเป็นหินติดคาแผ่นดินอยู่ตรงนั้น"

บิงโก เท่านั้นเอง สมองของทรัมป์ก็เปล่งประกายสว่างไสว แทนที่จะโทรศัพท์ฮ็อตไลน์ไปหาเฮียสีโดยตรง เพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องโคโรน่า หรือเดินทางไปหาเฮียสีด้วยแอร์ฟอร์สวันเพื่อขอให้จีนปล่อยล็อตตู้คอนเทนเนอร์สินค้าเวชภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นเรื่องเอิกเกริก เพราะเขาเองเป็นคนเซ็นคำสั่งห้ามคนจีนเดินทางมายังอเมริกากับมือเพื่อMake America Great Again หลังจากมือมืดแอบปล่อยไวรัสถล่มเมืองอู่ฮั่น ทางที่ดี ทรัมป์คิดว่า ตัวเขาน่าจะแอบไปหาเฮียสีเป็นการไพรเวทจะดีกว่า

จุดประสงค์คือ ไปขอโทษที่พูดจาไม่ดีกับเฮียสี ให้ลืมๆไปเสียอะไรที่เคยบาดหมางกัน ขอเริ่มต้นมิตรภาพกันใหม่ แต่ที่สำคัญทรัมป์ต้องการขอความช่วยเหลือ2ประการจากเฮียสี คือให้ช่วยส่งยารักษาโคโรน่า และให้ช่วยเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของเงินสกุลดอลล่าร์เทียบเท่าเงินกงเต๊กเงียกเซียนฮ่องเต้ จะได้ไม่อายบรรพบุรุษจอร์จ วอชิงตันที่อุตส่าห์ก่อตั้งสาธารณรัฐอเมริกาให้ลูกหลานคนอเมริกันได้อยู่ดีกินดี

การจะไปหาเฮียสีด้วยวิธีการไพรเวท วิธีเดียวที่จะไปได้ คือต้องใช้วิชาดำดิน เหมือนขอมดำดินจากทำเนียบขาวไปโผล่ที่ประเทศจีน มันจะได้ไม่กระโตกกระตาก ไม่ให้ใครรู้ เพราะว่ามันเป็นความลับสุดยอด ถ้าข่าวรั่ว จะอายผู้คนไปทั่วทั้งสามโลก

เนื่องจากอเมริกาไม่มีวิชาเวทย์มนต์ของขอมดำดิน แต่มีกระจกวิเศษของAlice in the Wonderland ที่ทางซีไอเอแอบเอามาติดตั้งที่ห้องใต้ดินของทำเนียบขาว ทรัมป์จึงจะดำดินไปหาเฮียสีด้วยการเข้าไปในกระจกวิเศษของอะลิซ

คืนนั้น ทรัมป์จูบปากเมลาเนียอย่างดูดดื่ม พร้อมกับบอกว่า "ที่รัก คืนนี้ ผมจะลงไปห้องสตัดดี้ที่ชั้นใต้ดินหน่อยนะ มีการบ้านหลายอย่างที่จะต้องทำ ถ้าขึ้นมานอนดึกหน่อยไม่ต้องลงไปตามนะ"

เมลาเนียตอบกลับว่า "ค่ะที่รัก อย่าทำงานหักโหมเกินไปนะจ๊ะ บ้านเมืองไม่ใช่ของเราคนเดียว แต่ถ้าเราได้ครอบครองทำเนียบขาวอีก4ปีก็น่าจะเป็นการดีนะค่ะ"

"เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง I shall come back"

ทรัมป์รีบลงห้องใต้ดินของทำเนียบขาว ไปที่มุมเอาผ้าคลุมกระจกวิเศษออก เสยผมทองทรงหล่อ พร้อมกับตะโกนถามว่า "กระจกวิเศษ ผู้ใดหล่อเลิศในธรณี" อ้อลืมไป เวลานี้ไม่ใช่เป็นเวลาห่วงเรื่องความหล่อ ทรัมป์รีบกระโดดเข้ากระจกวิเศษเพื่อดำดินไปประเทศจีน

เพี้ยง! อีกไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ทรัมป์ดำดินไปโผล่ที่ประเทศจีน แต่อยู่แห่งหนตำบลใดก็ไหนก็ไม่ทราบ ปรากฎว่า ทรัมป์ไปโผล่ที่สำนักวัดเส้าหลิน ในขณะนั้นท่านเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินกำลังใช้ไม้กวาดทำความสะอาดลานวัด เพื่อเป็นการทรงสมาธิไปในตัว

ทรัมป์ดำดินโผล่ขึ้นมากลางลานวัดเส้าหลินพอดี "เฮลโหลๆ ไอแอมอเมริกัน ไอว้อนท์ทูมีดเฮียสี จิ้นผิง แคนยูเทลมีฮาวทูโกทูซีฮีม" ทรัมป์สอบถาม ท้ังๆที่ตัวเองโผล่ขึ้นมาบนผิวดินแค่ครึ่งลำตัว

ท่านเจ้าอาวาสวัดเสาหลิน มองดูทรัมป์อย่างเฉยเมย พร้อมกับตอบว่า ให้รออยู่ตรงนี้ก่อน

"โอ เค แทงกิ้ว" ทรัมป์ตอบอย่างอุ่นใจขึ้นมาบ้าง แม้ว่าจะตัวสั่นปอดแหก พร้อมกับรีบตะโกนต่อไปว่า "ถ้าท่านมียาฟ้าทะลายโจรให้สักเม็ดจะขอบพระคุณอย่างยิ่ง เพราะรู้สึกตัวร้อน"

ทันใดนั้นเอง ทรัมป์ถูกสาปกลายเป็นตุ๊กตาหิน เหมือนขอมดำดินที่ถูกพระร่วงสาปให้เป็นหินที่สุโขทัย

ทรัมป์ที่เป็นตุ๊กตาหินยังคงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ตอนนี้สถิตย์อยู่ที่วัดโพธิ์ ถ้าใครไม่เชื่อให้ไปดูที่วัดโพธิ์ได้ ว่าหน้าตาเหมือนทรัมป์มาก ส่วนตุ๊กตาหินทรัมป์เดินทางมาจากวัดเส้าหลินมายังวัดโพธิ์ได้อย่างไร เป็นอีกเรื่องหนึ่งทางประวัติศาสตร์ที่ต้องมีการค้นคว้ากันต่อไป

569 Nameless Fanboi Posted ID:cxiyRg8nJn

“เธอเคยคิดไหมว่าองค์กรมีระบบนี้ไปทำไม”
“ระบบอะไรเหรอคะ”
“ก็ระบบครอบครัวจอมปลอมนี่ยังไงล่ะ”
เด็กสาวฟังคำนั้นแล้วก็หัวเราะ เธอเอนศีรษะลงบนหมอน หลับตาลงก่อนพูดว่า “หนูไม่เห็นว่ามันจะจอมปลอมตรงไหน ป๊ะป๋าก็เหมือนพ่อของหนูจริง ๆ ”
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยหัวเราะ เขาคลี่ผ้าห่มสีน้ำเงินที่กระจุกกองอยู่บนข้อเท้า ดึงมันขึ้นมาห่มคลุมถึงช่วงอกของหญิงสาว “ไม่เคยคิดสักหน่อยเหรอว่าทำไมมันต้องเป็นระบบพ่อแม่ลูก เธอกับฉันเราห่างกันแค่แปดปี บอกว่าเป็นพี่ชายน้องสาวกันไม่ดีกว่าเหรอ”
“ก็ไม่รู้สิคะ” หญิงสาวพึมพำตอบ “แต่ป๊ะป๋าน่ะเป็นป๊ะป๋าก็ดีอยู่แล้ว”
ชายหนุ่มถอนหายใจยาว แต่สีหน้าของเขากลับไม่ได้ดูเบื่อหน่ายแต่อย่างไร “เธอน่ะยี่สิบสามแล้วนะ” เขาพูดยิ้ม ๆ “พูดจาออเซาะเหมือนเด็กสิบขวบไปได้”
ฟังคำนี้แล้วหญิงสาวก็เผยอเปลือกตาขึ้น โพล่งขึ้นมาว่า “จริงด้วย งั้นปีนี้ป๊ะป๋าก็สามสิบเอ็ด...”

“สามสิบ” ชายหนุ่มเอ่ยแก้ทันที “อีกหลายเดือนกว่าจะถึงวันเกิดฉัน เธอลืมไปแล้วเหรอ”

“ขอโทษค่า” สีหน้าของหญิงสาวดูสดชื่น เธอแลบลิ้นอย่างเขิน ๆ ออกมาก่อนถามกลับไปว่า “แล้วป๊ะป๋ารู้เหรอว่าทำไมเราถึงต้องมีระบบครอบครัว”

“นั่นน่ะสิ พวกผู้บริหารรุ่นเก่า ๆ คงจะกลัวพวกเราเบื่อมั้ง” พูดได้ถึงตรงนี้ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะ เป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลยกถาดใส่อาหารกลางวันเข้ามาให้ในห้อง เมื่อเจ้าหน้าที่คนนั้นกลับออกไปที่ด้านนอกแล้ว ชายหนุ่มจึงค่อยเปิดปากขึ้นต่อว่า “กินข้าวได้แล้ว”

ชายหนุ่มไม่พูดเปล่า เขาเข็นเอาโต๊ะวางอาหารตัวนั้นเข้ามาเทียบข้าง พร้อมปรับระดับระดับโต๊ะเตียงให้อยู่ในท่าที่คนป่วยจะสามารถกินอาหารได้สะดวก เห็นดังนั้นหญิงสาวก็ยิ้มกว้าง หันมาทำตาแป๋วถามว่า “จะป้อนหนูด้วยไหมคะ”

ชายหนุ่มพ่นลมหายใจสั้น ๆ เป็นเชิงหัวเราะ “กี่ขวบแล้วแม่คุณ เมื่อก่อนยังไม่เห็นต้องให้ฉันป้อนเลยนี่นา”

หญิงสาวเลิกคิ้ว ถามกลับด้วยน้ำเสียงแง่งอนว่า “ไม่เคยเหรอ ป๊ะป๋าจำไม่ได้เหรอว่า...”

เธอหยุดพูดไปเมื่อเห็นรอยยิ้มน้อย ๆ ของอีกฝ่าย “จำได้น่า” ชายหนุ่มตอบ “กินข้าวเถอะ หรือคิดจะให้ฉันป้อนจริง ๆ ”

หญิงสาวเบะปากไม่ตอบคำ เธอเปิดฝาสำรับก่อนที่จะนิ่วหน้า บ่นว่า “ข้าวต้มอีกแล้ว”

ชายหนุ่มชี้ไปที่ป้าย ‘อาหารอ่อน’ ที่หัวเตียง “อย่าบ่นนักเลย กินเข้าไปให้เยอะ ๆ พักผ่อนมาก ๆ จะได้ออกจากที่นี่ไว ๆ ”

หญิงสาวหันมาส่งยิ้ม ใช้นิ้วชี้ไปที่สำรับอาหาร ก่อนที่จะชี้ไปที่ปากตัวเองพร้อมกระพริบตาปริบ ๆ เห็นดังนั้นชายหนุ่มก็ต้องส่ายหัว บ่นออกมาอย่างอ่อนใจว่าว่า “เธอนี่น้า”

แต่ถึงจะพูดอย่างนั้น ชายหนุ่มก็ยังหยิบช้อนตักกับอาหารในสำรับ ก่อนที่จะประคองไปจ่อไว้ถึงปากของหญิงสาว คนป่วยหัวเราะออกมาคำหนึ่ง ก่อนที่จะอ้าปากงับช้อนแต่โดยดี เมื่อกลืนอาหารลงท้องไปแล้ว เธอค่อยเปิดปากพูดว่า “ยังใจดีเหมือนเดิมเลยนะคะ แต่ไม่รู้ว่าแอบไปใจดีกับสาว ๆ คนอื่นอีกรึเปล่า”

ชายหนุ่มส่งอาหารอีกช้อนเข้าปากของหญิงสาวเกือบจะในทันทีที่เจ้าหล่อนพูดจบ “สัปดาห์หนึ่งฉันต้องเอาใจสาว ๆ สามสี่คน” เขาพูด “ปีนึงมีห้าสิบสองสัปดาห์ เราไม่ได้เจอกันมาห้าปี ก็เอาสามคูนห้าสิบสองคูณห้า... อืม มีเครื่องคิดเลขให้ยืมไหม”

หญิงสาวทำหน้าบึ้ง ถามกลับไปว่า “แล้วได้ป้อนสาว ๆ ทุกคนไหมคะ”

“ก็เป็นส่วนใหญ่นะ” ชายหนุ่มหัวเราะ “อ้อ แต่ถ้าหมายถึงป้อนอาหาร อันนี้ฉันจำไม่ได้จริง ๆ ว่ากี่คน”

หญิงสาวทำตาเขียว เอื้อมมือไปแย่งช้อนกลับมาพร้อมประกาศว่าจะตักอาหารกินเอง เห็นดังนั้นชายหนุ่มก็หัวเราะ ยกมือขึ้นลูบเรือนผมที่ออกจะกระเซิงไปบ้างของคนป่วยอย่างรักใคร่ “นี่ เดี๋ยวฉันต้องไปแล้วนะ”

หญิงสาวทำหน้าบึ้ง “ใครสนกันล่ะ”

ชายหนุ่มหัวเราะ “นั่นสินะ”

เงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่หญิงสาวจะวางช้อนในมือลง แล้วเอ่ยถามด้วยเสียงค่อยว่า “คราวนี้จะหายไปอีกห้าปีรึเปล่า”

ชายหนุ่มยิ้ม “อาจเร็วกว่านั้น หรืออาจนานกว่านั้น เธอก็รู้ว่าฉันตอบไม่ได้”

หญิงสาวหันหน้ากลับมามอง ดวงตาของเจ้าหล่อนดูเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัดขณะถามว่า “แต่ป๊ะป๋าจะกลับมาแน่ ๆ ใช่ไหม”

“เธอก็รู้ว่าฉันตอบคำถามนั้นไม่ได้” ชายหนุ่มไม่ยิ้มอีกต่อไปแล้ว “แต่ถ้าฉันยังไม่ตาย สักวันหนึ่งเราจะได้พบกันอีก”

เหมือนหญิงสาวใกล้จะร้องไห้เต็มแก่ เห็นดังนั้นชายหนุ่มก็อดโอบเอาใบหน้านั้นเข้ามาซบในอ้อมอกไม่ได้ “นี่ อย่าร้องไห้สิ ฉันรู้สึกใจคอไม่ดีนะ”

570 Nameless Fanboi Posted ID:cxiyRg8nJn

“หนูไม่ร้องไห้หรอกน่า” คนในอ้อมอกพึมพำ “แต่หนูห้ามตัวเองไม่ให้รู้สึกเศร้าไม่ได้นี่นา อย่างน้อย... อย่างน้อยก็กับเรื่องนี้”

เงียบไปอีกหลายอึดใจ ก่อนที่จะชายหนุ่มจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงกระซิบว่า “นี่ หรือจะร้องไห้ดีล่ะ ร้องให้พอไปเลยดีไหม ร้องเผื่อเรื่องเสียใจทุกอย่างในอนาคต จนกว่าฉันจะกลับมา”

หญิงสาวตอบกลับมาด้วยเสียงหัวเราะ “น้ำเน่าน่า” เธอพูดพร้อมผลักตัวเองออกจากอ้อมอก แต่ถึงจะพูดแบบนั้น สีหน้าของเจ้าหล่อนก็ดูขวยอายที่เสียกิริยาไปไม่น้อย “หนูไม่ร้องไห้หรอก ก็เคยสัญญากับป๊ะป๋าไว้แล้วว่าจะไม่ร้อง”

ชายหนุ่มอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรต่อ แต่ก็ถูกขัดขึ้นก่อนว่า “ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว ถ้าป๊ะป๋ายังพูดอีกหนูโกรธจริง ๆ ด้วย”

ชายหนุ่มส่ายศีรษะยิ้ม ๆ “ฉันเคยกลัวเธอโกรธตั้งแต่เมื่อไหร่”

หญิงสาวยิ้มบ้าง “นั่นสินะ หนูลืมไป ป๊ะป๋าไม่เคยกลัวอะไรอยู่แล้วนี่นา”

ชายหนุ่มหัวเราะ “นั่นน่ะมันเรื่องเมื่อนานมาแล้ว” เขาพูด “ตอนนี้ฉันมีเรื่องให้กลัวเต็มไปหมด”

“ตายจริง” หญิงสาวพูดกลั้วหัวเราะ “มีเรื่องอะไรที่ทำให้ป๊ะป๋าคนเก่งของหนูต้องกลัวด้วยเหรอคะ”

“ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับเธอนั่นล่ะ”

สีหน้าของหญิงสาวหมองลง แต่ก็ยังฝืนยิ้มพูดขึ้นว่า “หนูเอาตัวรอดได้สบาย ป๊ะป๋าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”

ชายหนุ่มยิ้ม ยกมือขึ้นหยิกแก้มของอีกฝ่ายเบา ๆ “ฉันต้องไปแล้ว ดูแลตัวเองด้วยนะ”

หญิงสาวเพียงยิ้มเป็นคำตอบ ชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็หักใจกลับหลังหัน คว้าเอากระเป๋าที่วางไว้บนโซฟาขึ้นมาถือไว้ ก่อนที่จะดึงประตูเปิด ก้าวเท้าออกจากห้องไปโดยไม่เหลียวหลังมอง

571 Nameless Fanboi Posted ID:LlKz8ol/ip

>>569-570 ณ ตอนนี้ยังไม่สื่อความ ไม่เห็นพล็อตว่าต้องการจะเล่าอะไร เหมือนอยากชงให้หักมุม แล้วมึงก็ปล่อยร่วงดังตุ้บ อ่านมาก็ยังไม่รู้เลยว่าองค์กรอะไร ทำอะไร ตัวละครมีความสำคัญยังไง ทำให้รู้สึกเสียดายเวลาอ่านขึ้นมาทันที รำคาญความหญิงสาวชายหนุ่มหญิงสาวชายหนุ่มด้วย ลูปวนอยู่แค่สองคำ หาคำอื่นมาแทนบ้างก็ได้

572 Nameless Fanboi Posted ID:+prJZmB2hB

https://www.facebook.com/113842703326648/posts/183115593066025/

573 Nameless Fanboi Posted ID:YBmz7YN.fT

>>572 ไอ้เหี้ยโคตรดี อยากอ่านต่อ