Fanboi Channel

นิยายจากโม่งโดยโม่งเพื่อโม่ง

Last posted

Total of 726 posts

697 Nameless Fanboi Posted ID:Gvose./Kt7

>>696 ช่าย อยากอ่านฉบับเต็มก็กดลิงค์เด็กดวกโลด

698 Nameless Fanboi Posted ID:5Ix.5fQKEo

กูมั่นใจว่าไอ้ F เล่นโม่งว่ะ

699 Nameless Fanboi Posted ID:Gvose./Kt7

>>698 ไปเอาความมั่นใจผิดๆ แบบนั้นมาจากไหน

700 Nameless Fanboi Posted ID:apCa1UjbXY

ผมตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้ามืด

สะดุ้งตื่น

คิดถึง​เธออีกแล้ว

ในหัวก็มีแต่คำถามว่า เมื่อคืนเธอโดนไปกี่น้ำ

ถ้านับที่ผมชั กว่ าวใส่รูปไปด้วยก็บวกไปอีกสามน้ำล่ะ

ปวดใจจริงๆ เอาความคิดพวกนี้ออกจากหัวไม่ได้เลย

ทำไมกันนะ ทั้งๆ ที่ผมไม่มีสิทธิแท้ๆ

คนเขารักกันชอบกัน จะเ ย็ดกันกี่ท่ากี่น้ำก็เป็นความสุขของเขา

ไม่เกี่ยวอะไรกับผมเลย

ตอนเธอเ ย็ดกับเขาเธอจะนึกถึงผมบ้างไหมนะ

คงไม่หรอก ผมจำได้ว่าเธอเคยบอกว่าแฟนของเธอเ ย็ดเก่ง

พอโดนค วยเข้าไปทีหนึ่ง เธอก็คงลืมหน้าผมไปแล้วล่ะ

เฮ้อ ปวดใจจัง

ลบภาพเธอออกจากหัวไม่ได้เลย

ช่วยผมด้วย

ทำไมถึงไม่มีใครช่วยผมได้เลย

คงต้องช่ว ย ตั ว เอ ง อีกแล้วสิเรา

701 Nameless Fanboi Posted ID:1.YVgVkkKA

เมื่อคืนผมฝั นเปี ย ก

แต่ไม่ได้ฝันถึงเธอนะ ถือว่าพัฒนาไปในทางที่ดีแล้วใช่ไหม

ใกล้จะตัดใจได้แล้วสินะ

ดีใจจัง

แต่ตอนนี้กลับมาคิดถึง​เธออีกแล้ว

จะทำยังไงดี

จะทักไลน์ไปดีไหมนะ

หรือจะกดฟอลไอจี

อย่างหลังนี่ไม่ดีแน่ ถ้าเธอไม่ยอมรับฟอล ผมคงจะจิตตกไปกว่าเดิม

หรือรับฟอล แล้วได้เธอรูปเธอกับแฟน ผมก็คงจะคลั่งใจตาย

ทำยังไงดีๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

พอนึกถึงภาพที่เธอกำลังโทรคุยกับแฟนเก่าจนหลับคาสายแล้วปวดใจจัง

หรือนึกภาพตอนที่เธอโดนเ ย็ด ค าชุ ด นิสิต ก็ทำใจไม่ได้

ฟันกระต่าย

ขูดหนังค วย

เบาๆ

เสี ย ว แทนเลย

เ งี่ย น อีกแล้ว

จะคลั่งใจตายอยู่แล้ว

ผมควรทำยังไงดี

702 Nameless Fanboi Posted ID:.DKpHXYPbv

ผมทักเขาไปแล้วๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

703 Nameless Fanboi Posted ID:fvnd0d1+ce

ในป่าใหญ่อันแสนไกลโพ้นแห่งหนึ่ง ยังมีสัตว์ป่าสองสหายที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ยังเล็ก นั่นคือนกและเสือ แม้เป็นมิตรภาพต่างสายพันธ์แต่ทั้งสองก็รักใคร่กันมาก ทุกเช้าเย็นนกจะร้องเพลงให้สหายฟัง ด้วยเสียงอันไพเราะเสนาะจับใจ ชาวบ้านที่เข้ามาหาของป่าต่างก็หลงใหลในเสียงนั้น แต่พวกเขาไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้จักนกชนิดนี้มาก่อน จึงตั้งสมญานามให้ว่า "โพระดก มันร้อง โฮกป๊ก โฮกป๊ก" เสือได้ยินดังนั้นจึงกระหยิ่มยิ้มย่อง เพื่อนตัวน้อยของมันยังมีสมญานามอันน่าเกรงขาม ตัวมันเองเป็นรองเพียงเจ้าป่า สมญานามนั้นจะต้องแผ่ไปทั่วพนา สะเทือนเลื่อนลั่นไปถึงสวรรค์ชั้นฟ้า
แล้วจึงคำรามไปสุดหล้า

"โฮกกกกกกกกก!!!!!!! ปี๊บ!"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
โฮกปี๊บ ไม่เกี่ยวกับ กบว. แต่อย่างใด

704 Nameless Fanboi Posted ID:+v9P3pa3EE

มู้นี้เลื่อนยากชิบหายควบเถอะ

705 Nameless Fanboi Posted ID:O7v8nKT4Mw

เขียนไม่ออก

706 Nameless Fanboi Posted ID:VmkhLqY2HJ

แรกนั้น Z สนใจเขาเพียงเพราะว่านานมากแล้วที่ไม่ได้พูดคุยกับใครสักคน เมื่อพระจันทร์โผล่พ้นกลีบเมฆทอแสงเงินยวงลงมาขับไล่ความดำมืดของป่าประดิษฐ์ เขาก็ปรากฏตัวขึ้นหน้าประตูรั้วที่ถูกโซ่เส้นใหญ่ล็อกไว้อย่างแน่นหนา ไม่มีความลังเลเลยสักนิดขณะป่ายปีนเข้ามา Z เดาว่าเขาคงอยากพิสูจน์เรื่องลึกลับไร้สาระที่พวกแม่บ้านแต่งขึ้นไม่ให้เด็ก ๆ ของพวกหล่อนเตร็ดเตร่อยู่นอกบ้านหลังตะวันตกดิน

เด็กหญิงแอบอยู่เงียบ ๆ ในเงาต้นไม้ใหญ่ ยังไม่อยากรีบไล่ผู้บุกรุกออกไปเร็วนัก สนทนากันสักหน่อยก่อนทำให้เตลิดกลับบ้านคงไม่บกพร่องต่อหน้าที่เท่าไหร่หรอกกระมัง

“แต่จะออกไปคุยอะไรด้วยล่ะ” เด็กหญิงพึมพำ คิ้วขมวดมองร่างผอมแห้งเดินผ่านไปโดยไม่มีทีท่าจะรับรู้ถึงตัวตนของหล่อน “เชื่อเลยว่าเจ้านี่ตาบอดแหง”

มันก็มีบ้างเหมือนกันละนะคนแบบนี้

Z ถอนหายใจ ก่อนจะเริ่มตามไปอย่างเงียบเชียบภายใต้เงาดำของแมกไม้ ขณะที่ชายหนุ่มผู้นั้นเดินดุ่มอยู่กลางแสงจันทร์ เป็นธรรมดาว่าเราจะมองไม่เห็นในที่มืด และแสงจ้าแสบตาก็บดบังทัศนวิสัยเช่นกัน สองสถานที่ซึ่งถูกแบ่งด้วยเส้นขาวดำจึงรับรู้ถึงกันได้เพียงเลือนราง

จะมีก็แต่บางเวลาที่ความมืดกับความสว่างซ้อนเหลื่อมกันเช่นวันเกิดสุริยุปราคาและคืนวันเพ็ญเช่นนี้ จึงพอจะข้าม ‘ขอบเขต’ ไปมาหาสู่กันได้

กระนั้นก็ไม่บ่อยนักที่จะมีคน ‘หลง’ เข้ามาในป่าประดิษฐ์ในค่ำคืนอันเหมาะเจาะ

ช่วงเวลาที่เส้นเขตแดนเลือนราง มลพิษเสียงและอากาศจากภายนอกถูกกรองกั้นด้วยกำแพงต้นไม้แน่นหนา และมนุษย์ผู้บ้าบิ่น ไม่มีอะไรจะทำให้ Z พึงใจมากกว่านี้อีกแล้ว

“กำลังจะไปสะพานเหรอ” Z ส่งเสียงทัก ก้าวออกมาเงาต้นไม้ ความเงียบสงัดทำให้เสียงลมหายใจไม่สม่ำเสมอของชายหนุ่มดังชัด

“ใช่ ทางนี้ถูกไหม” ชายหนุ่มถามกลับเสียงแหบแห้ง

โอ ไม่ตกใจเลยแฮะ

Z นึกทึ่งระคนชื่นชม ดีเหมือนกัน หล่อนจะได้ไม่เสียเวลากล่อม

รอยยิ้มจุดขึ้นมุมปากก่อนเอ่ยต่อ “กิโลกว่า ๆ เลยนะ เดินไหวเหรอ”

“ไกลกว่านี้ก็เดินมาแล้ว”

Z สังเกตรูปร่างหน้าตาคนข้าง ๆ อย่างไม่เกรงใจ ใบหน้าไม่มีอะไรให้วิจารณ์ เว้นแต่นัยน์ตาโศกเศร้าที่หล่อนมองผิดไปนิดหน่อยตอนปีนรั้ว จะว่าใจกล้าหรือไร้หนทางกันแน่ล่ะทีนี้ เด็กหญิงไม่ใส่ใจความรู้สึกละเอียดอ่อนของคนที่อีกไม่นานก็จะหายไป จึงไม่ควานหาอะไรในสีหน้าแววตานั้นอีก ร่างกายอมโรคกับเสื้อผ้ามอซอมองไม่ออกว่าสีเดิมคืออะไรนั้นต่างหากที่น่าสนใจ กลิ่น รอยเปื้อน ริ้วรอยบนหน้า รอยเผาของแดด รอยด้าน แผลเป็น ต่าง ๆ นานาเหล่านี้หากเชี่ยวชาญมากพอก็สามารถทำนายอาชีพ ฐานะ หรือกิจวัตรของเขาคนนั้นได้

เท่านี้เองที่ Z ใคร่รู้ ถือเป็นการเก็บสถิติพิลึก ๆ ของหล่อนก็ว่าได้

“ที่นี่มีเจ้าของนะรู้ไหม”

“ของเธองั้นเหรอ”

“อือ ก็ประมาณนั้นละ” Z ยิ้มตาหยี ที่จริงแล้วหล่อนมีหน้าที่เพียงรักษาความสงบเรียบร้อยของป่าประดิษฐ์ซึ่งถูกเปลี่ยนรายชื่อผู้ถือครองบ่อยจนหล่อนคร้านจะจำว่าใครกันแน่เป็นเจ้าของอยู่ตอนนี้ ยาวนานเกินกว่าหนึ่งช่วงชีวิตมนุษย์ที่ใช้ชีวิตเวียนวนอยู่ในนี้ เฝ้ารอวันที่เส้นเขตแดนรางเลือนและใครสักคนหลงเข้ามาเป็นเพื่อนคุยแค่ชั่วยาม

แค่พอให้ไม่ลืมภาษาพูดของตัวเองไป

“มาจากชายฝั่งเหรอ” หล่อนได้กลิ่นน้ำมันเครื่องกับเกลือติดเสื้อผ้า

คำตอบนั้นคือสายตาไม่เป็นมิตรวาววับขึ้น เด็กหญิงหัวเราะคิก ถ้าไม่ทำหน้าตะลึงก็ต้องถูกเขม่นแบบนี้ล่ะ หล่อนชินแล้ว

ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่ชอบถูกอ่านความคิดสินะ ทั้งที่คิดได้เช่นนี้ แต่ Z ก็ยังล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวของพวกเขาด้วยข้ออ้างที่ว่ารู้ไปก็เท่านั้น ท้ายสุดแล้วก็ไม่ได้มาเกี่ยวข้องอะไรกันอีกอยู่ดี

“ก็แค่เดาน่ะ ไม่นึกว่าจะถูก”

ชายหนุ่มจากเมืองชายฝั่งคงดูออกว่าหล่อนแกล้งหยอกจึงไม่คิดต่อความ ค่ำคืนไม่ยาวนานพอให้ถือสาเด็กประหลาด

“แถมท่าทางจะป่วยอยู่ด้วย เจ้าเพิ่งออกจากโรงพยาบาลละสิ” หล่อนว่าต่อ กลิ่นยาติดผิวกายแน่นทีเดียว “นี่ ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าหายป่วยหรือยัง แต่ถ้าจะไปสะพานมันดูไม่ฉลาดเอาเสียเลย”

“ทำไมถึงคิดว่าฉันจะไปสะพานล่ะ” ชายหนุ่มก้าวเท้ายาวขึ้น

“ก็เจ้าบอกข้าเองเมื่อกี้นี่” Z เร่งฝีเท้าเร็วขึ้น “และคนที่เข้ามาในป่านี้น่ะ… อยากไปสะพานกันทั้งนั้น”

ถ้าไม่นับพวกเด็กเกเรที่ชอบเล่นเกมพิสูจน์ความกล้าน่ะนะ

“เจ้ารู้ใช่ไหมว่ามีอะไรอยู่ที่นั่น” เด็กหญิงหรี่ตามองเสี้ยวหน้าซีดเซียวด้วยความเวทนา

“มีอีกโลก”

“แล้วโลกนั้นเป็นยังไงล่ะ”

707 Nameless Fanboi Posted ID:VmkhLqY2HJ

“เธอเป็นเจ้าของก็น่าจะรู้สิ”

“เสียใจด้วย ถึงจะเป็นข้าก็ไม่รู้หรอกนะ” Z ยิ้มในหน้า ชายหนุ่มเหลือบมองหล่อนด้วยสีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ ซึ่งหล่อนก็ไม่ได้ต้องการรู้อยู่แล้วว่าเขาจะสุขหรือเศร้า นอกจากเรื่องที่เขากำลังจะไปสะพานแล้วก็ไม่มีอะไรให้ Z เข้าไปยุ่งเกี่ยว

‘สะพาน’ นั้นอยู่ใจกลางป่าประดิษฐ์ซึ่งถูกสร้างขึ้นทดแทนต้นไม้จริง ๆ ซึ่งใกล้จะสูญพันธุ์ไปจากโลก ดัดแปลงต้น ใบ ดอก และผลให้สังเคราะห์ออกซิเจน ไอน้ำ และน้ำตาลภายใต้เงื่อนไขเดียวกับของจริง ต้นไม้เทียมน้อยใหญ่ถูก ‘ติดตั้ง’ อย่างเป็นระเบียบจนน่าขยะแขยงอยู่กลางเมืองที่เต็มไปด้วยมลพิษ สิ่งประดิษฐ์โสโครกราวกับรังไหมห่อหุ้มโครงสร้างผิดยุคผิดสมัยอย่าง ‘สะพาน’ และ Z ไว้ไม่ให้ล่วงไปกับเวลา

ผูกหล่อนกับสะพานไว้กับพลังงานโบราณที่แม้แต่ในยุคสมัยของ Z เองก็หาคำอธิบายให้ไม่ได้

“ถ้าผ่านไปแล้วจะกลับมาไม่ได้อีกนะ” Z ยิ้มเล็กยิ้มน้อย ยากจะเดาว่ากำลังหยอกเย้าหรือเตือนเขากันแน่ “แต่ถ้ากำลังหนีเพราะไปทำอะไรไม่ดีมา ข้าแนะนำที่ซ่อนอื่นให้ก็ได้นะ”

“ฉันไม่ได้หนี !” ชายหนุ่มขึ้นเสียง ถอยออกจากเด็กหญิงเล็กน้อย

“แต่สภาพเจ้าไม่บอกเช่นนั้นเลยรู้ตัวไหม” เด็กหญิงกล่าวต่อโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “ข้าจะบอกอะไรให้นะว่าคนปกติเขาไม่ดั้นด้นไปในที่ที่ไม่รู้ว่ามีอยู่จริงหรือเปล่าหรอก ใครยืนยันกับเจ้าล่ะว่าสะพานนั้นมีอีกโลกรออยู่ ไม่ใช่ความว่างเปล่า หรือเหน็บหนาว เจ้ากำลังหนีใคร หนีจากชีวิตตัวเองอยู่ล่ะสิ”

“สะพานนั้นเป็นเขตหวงห้ามหรือไง”

“ม่ายยย… มันไม่เหมือนกับเดินหลงเข้าไปในซอยตันหรอกนะ เจ้าไม่รู้ว่าข้ามไปแล้วจะพบเจอกับอะไร หากมันเป็นอะไรที่แย่มาก ๆ เลวร้ายกว่าวันวานที่เจ้าหนีมา…”

“ไม่ได้หนี !”

“อื้อ ๆ ไม่หนีก็ไม่หนี หากว่ามันเลวร้ายกว่าสถานที่ที่เจ้าจากมา ก็หันหลังกลับไม่ได้นะ ไม่ได้เลยเข้าใจไหม”

“ความตายหรือที่อยู่อีกฟากสะพานน่ะ”

708 Nameless Fanboi Posted ID:amwf0AZjCy

>>706-707 ภาษาจะบอกว่าเป็นสำนวนนิยายแปลก็ไม่ใช่ แต่สำนวนหลายอันที่เป็นนมเนยบวกกับการเรียงรูปประโยคแบบแปลกๆ อยู่หลายจุดทำให้อ่านแล้วไม่ลื่นไหล เหมือนใส่รองเท้าแล้วมีก้อนกรวดอยู่ข้างใน ลองอ่านออกเสียงดูก่อน ถ้ามันไม่เข้าปากเมื่อไรคือแปลว่าไม่ไหลลื่นแล้ว

709 Nameless Fanboi Posted ID:YS7Ke.xuNb

ท้องฟ้ายามราตรีที่เป็นสีน้ำเงินเข้ม ความเงียบสงัดแผ่ไปทั่วบริเวณ เมื่อเสียงของคนที่เป็นจอมเวทย์ผู้มีตาทิพย์รู้แจ้งเอ่ยขึ้นมาว่าชายผมสีทองด้านข้างของเขาเป็นจอมมาร

ชายผู้มีผมสีทองกำมือแน่น จนชายหนุ่มที่เป็นสหายยังสังเกตเห็นได้ แววตาของเขาไม่ได้น่าหวั่นพรึงหรือแสดงความโกรธเมื่อถูกกล่าวหาว่าเป็นจอมมาร ทว่ามันกลับแสดงความหวาดกลัวออกมาจนเห็นได้ชัดมากกว่า ชายหนุ่มในชุดเครื่องสีน้ำเงินของกลุ่มทหารผู้กล้าก้าวเท้าออกไปด้านหน้า ยกมือขึ้นขวางด้านหน้าชายหนุ่มผมทองเอาไว้

"ท่านจอมเวทย์ ท่านพูดอะไรออกมา สหายข้าเป็นมนุษย์ธรรมดาทั่วไป เขาอยู่กับข้าและเหล่ากลุ่มทหารผู้กล้ามากมายมานานแล้ว ผู้คนต่างก็คุ้นหน้าคุ้นตาของเขาดี" ชายหนุ่มเครื่องแบบสีน้ำเงินที่เป็นสหายของชายหนุ่มผมทองกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงดังฟังชัด

จอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ในชุดสีขาวปักดิ้นทองแค่นเสียงหึ "คิดจะเถียงสายตาของข้าที่ได้รับพรมาจากพระเจ้าอันยิ่งใหญ่หรือ"

ชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินทำสีหน้าลำบากใจ แต่ดวงตายังคงแน่วแน่ ผมสีน้ำตาลอ่อนคล้ายสีข้าวสาลีปลิวตามสายลม เขาไม่เชื่อว่าสหายผู้อ่อนโยนของเขาจะเป็นจอมมาร สหายของเขาทั้งซุ่มซ่าม รักสะอาด เป็นคนที่ซื่อบื้อไร้เค้าของการเป็นจอมมารผู้โหดเหี้ยมในสมัยก่อน

"ถูกหลอกสินะ" จอมเวทย์กล่าวขณะก้าวลงมาจากแท่นสูง "ไม่แปลกใจๆ เดิมทีจอมมารหาใช่สิ่งที่รับสืบทอดจากทางสายเลือด แต่เป็นการสืบทอดด้วยความเต็มใจของจอมมาร จอมมารรุ่นก่อนจะมอบพลังให้แก่ผู้ที่จะมาเป็นจอมมารคนใหม่ด้วยตนเองและตายจากไป ท่าทางจอมมารคนใหม่ก็ดูใสซื่อเกินไปจริงๆ"

จอมเวทย์สะบัดชุดคลุมของตนเอง ก้าวมาข้างหน้าของชายหนุ่มผมทองที่ก้มหน้าลงไม่สบตาผู้ใด ผมสีทองที่แสนยาวดูนุ่มสลวย ดวงตาสีมรกตแสนงงดงามอย่างกับเป็นมรกตจริงๆ ดูไปก็เหมือนคุณชายสูงศักดิ์ที่รูปลักษณ์งดงามหาใครเปรียบได้ยาก จอมเวทย์ผู้สูงศักดิ์เอื้อมมือไปจับคางของชายหนุ่มผมทอง แต่ข้อมือของเขาก็ถูกจับอีกที

"เฮ้!!" เสียงคนร้องตะโกนออกมาเมื่อชายหนุ่มผมสีน้ำตาลจับข้อมือของจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่

ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลขมวดคิ้วแน่น ดวงตาสีเขียวเหมือนใบต้นสนจับจ้องที่ข้อมือของจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ แม้เป็นการล่วงเกิน กลุ่มทหารที่ถูกเรียกว่าผู้กล้าก็ไม่ได้มีอำนาจเท่ากับจอมเวทย์ผู้นี้ แต่ว่าเขารู้สึกได้ว่าจอมเวทย์ผู้นี้กำลังจะทำอันตรายแก่สหายของเขา

จอมเวทย์เดาะลิ้นทีหนึ่ง มือของชายหนุ่มก็หลุดออกไป ตัวของชายหนุ่มกระเด็นไปเล็กน้อยเหมือนล้มลงไปเฉยๆ โดยที่ไม่ได้ทำอะไร

"ดูเอาเองก้แล้วกัน เจ้าทหารผู้กล้าโง่เง่า" จอมเวทย์ทำเสียงเยาะเย้ย มือที่จับคางของชายหนุ่มผมทองตรงหน้าออกแรงกดที่ปลายคาง แล้วจับให้ก้มลงมามองที่ตาของเขา

อืม หน้าตาดูไร้เดียงสาไม่เข้ากับรูปร่างเสียจริง ไม่เข้ากับพลังจอมมารที่ได้รับมาเลยจริงๆ...

ซ้ำหน้าตายังเหมือนกับว่าจะซีดเพราะความหวาดกลัวที่ถูกเปิดเผยตัวตนอีกต่างหาก

"เล่นเป็นมนุษย์ธรรมดาสนุกพอแล้วมั้ง" จอมเวทย์เอ่ยเสียงหยันใส่ ก่อนจะท่องคาถาหนึ่งประโยคที่ไม่ยาวมาก ชายหนุ่มผมทองได้ยินก็ผลักตัวจอมเวทย์ออก ร่างกายทรุดลงไปกับพื้น ตัวคล้ายจะสั่นเทาอยู่เล็กน้อย

ไอสีดำคล้ายวิญญาณร้ายพวยพุ่งออกมาจากร่างกายของชายหนุ่มผมทอง

ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลที่เหมือนจะล้มลงไปเบาๆ แต่แท้จริงถูกตรึงให้นั่งกับพื้นโดยลุกขึ้นมาไม่ได้ มองภาพตรงหน้าด้วยความตะลึงงัน ไอสีดำที่เหมือนหมอกควันกำลังไหลออกมาจากร่างกายของสหายของเขา

ชายหนุ่มผมทองกัดฟัน แต่ทนไม่ไหวจนต้องเปลี่ยนมากัดริมฝีปากจนเลือดสีแดงไหลซึมออกมา ก่อนจะร้องครวญครางออกมาเสียงดังหนึ่งเสียง

"บัดซบ!!" ชายหนุ่มผมทองสบถออกมาอีกหนึ่งคำ

รูปลักษณ์ของเขาที่อยู่ภายใต้หมอกควันสีดำกำลังเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ท่ามกลางสายตาของเหล่าทหารผู้กล้า และสหายของเขาที่ยังคงมองมาทางนี้ด้วยสายตาตกใจ

มันจบแล้วสินะ...

จบแล้วจริงๆ...

710 Nameless Fanboi Posted ID:YS7Ke.xuNb

>>709 เอ้ย ลืมเช็คคำ แต่ช่างมัน ก็แค่พล็อตที่วางไว้เฉยๆ เพราะนิยายเรื่องเก่ายังเขียนไม่จบ

711 Nameless Fanboi Posted ID:b1kBVGW+T7

ในวันที่ DD เดือน XX วันนี้คนผู้หนึ่งก็ยังคงเปิดคอมเข้าอินเทอร์เน็ต ในช่องค้นหาของเขาขึ้นคำประจำที่เขามักกดเข้าไป เพียงแค่เขาเลื่อนนิ้วไปที่แถวกลางของคีย์บอร์ด นิ้วจิ้มลงที่ตัว F

'Fanboi' ชื่อของเว็บที่คนผู้นี้มักกดเข้าไปเป็นประจำ

บนโต๊ะของเขาที่นอกจากมีเครื่องคอม คีย์บอร์ด และเมาส์วางอยู่ บนนั้นก็ยังเต็มไปด้วยซองขนมมันฝรั่งทอด น้ำหวานมากมาย เขาหยิบแผ่นมันฝรั่งขึ้นมาเข้าปากหนึ่งชิ้น นิ้วเลื่อนหากระทู้ที่เขาคิดว่าจะเข้าไปอ่านได้

ครั้นพอเจอกระทู้ที่กำลังดุเดือด เขาคลิกเมาส์เข้าไปในกระทู้นั้น ตั้งหน้าตั้งตาอ่านจนตาแทบจะชิดหน้าจอคอม ก่อนจะแสยะยิ้มออกมา

"ได้เวลาสนุกแล้วสิ"

712 Nameless Fanboi Posted ID:c9+VyzReH2

ในวันที่ DD เดือน XX ใครคนหนึ่งเปิดบราวเซอร์โครมขึ้นมาด้วยความเคยชิน บุ๊กมาร์กหน้าหลักของเขาปรากฏไอคอน F สีส้ม เขาเลื่อนเม้าส์คลิกทันที

'Fanboi' คือเว็บที่เขาเข้าไปส่องประจำ

บนโต๊ะของเขานอกจากมีคอมพิวเตอร์พกพา ยังมีจานใส่ส้มโอกับขวดน้ำเปล่าวางไว้หลายขวด เขาหยิบส้มโอครึ่งชิ้นใส่ปาก ดวงตาหยีลงเพราะแม่งเสือกเปรี้ยวฉิบหาย นิ้วมือเลื่อนลูกกลิ้งเมาส์ไปเรื่อยๆ

กระทั่งเจอกระทู้ที่คุ้นเคย เขาจึงกดเข้าไปในนั้น แผ่นหลังเอนหลังพิงพนักด้วยท่าทางสบายๆ กวาดสายตาอ่านไปได้ไม่นานก็ถอนหายใจออกมา

“วันนี้ไม่มีดราม่ามันๆ เบย”

713 Nameless Fanboi Posted ID:b1kBVGW+T7

>>712 555555 ฝั่งนี้ไม่มัน แต่ฝั่งนินทามู้เลื่อนเกือบตลอดเว

714 Nameless Fanboi Posted ID:h.LMYH7E8C

ขุดดดดดด

715 Nameless Fanboi Posted ID:lgt31aKUIT

“มาอ่านไอน์สไตน์พบพระพุทธเจ้าเห็นที่ห้องเราไหม?” เขาเอ่ยปากชวน
“โอ้โห เดี๋ยวนี้เขาเลิกชวนไปอ่านฟ้าเดียวกัน แล้วใช้มุขนี้กันแล้วหรอ? ถ้าไปถึงแล้วมีพุทธธรรมกับอิทัปปัจจยตาเรากลับนะ” ฉันกระเซ้ากลับทีเล่นทีจริง
.
“ประเมินผมต่ำไปไหม ผมท็อปแฟนนะคุณ มีตั้งแต่สมองแห่งพุทธะ สัจธรรมแห่งจักรวาล ความลับของจักรวาลทางแห่งนิพพาน...”

ไม่ทันรอให้เขาไล่หมด ร่างกายไวกว่าความคิดเสมอ เรียวนิ้วชี้ประกบนิ้วชี้ เรียวนิ้วนางประกบนิ้วนาง ห้านิ้วประกบกันวางระหว่างคิ้ว
ยกขึ้นเหนือหัวหนึ่งทีหนึ่งที
จึงกลับมาอยู่หว่างคิ้ว
แล้วก็
สาธุ
พ่นลมหายใจเย็นในธรรม
จงใจอนุโมทนาใกล้ใบหู
ถือเป็นการบอกโดยไม่ต้องบอกว่า
ยินดียิ่งแล้ว ที่ได้พบสหายธรรมชาวสวรรค์
.
จ้องตาเขาหนึ่งหน ลึกลงไป ภาวนาให้รัฐบาลล้มภารกิจไปดวงจันทร์ แล้วส่งเสริมพุทธศาสนาที่สามารถถอดจิตไปดาวอังคารแทน ยากฉิบหาย หนังสือไอน์สไตน์พบพุทธเจ้าเห็นคงยังบอกไม่ได้ว่าเขาเป็นคนพุทธแท้หรือไม่ แต่ถ้าคนเรามันจะลงทุนมีหนังสือทันตแพทย์สม สุจีรา เพื่อชวนสหายบุญที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาไปห้อง ก็ถือว่าแมสแล้วล่ะวะ
.
“นิ่งนานเลย จิตใจคงสงบล่ะสิ ถ้าไม่อยากไปปฏิเสธได้นะ เราไม่ใช่สายตื๊อ ไม่คือไม่ ถ้าไม่คอนเซ้นท์จะนั่งทำสมาธิกันตรงนี้ก็ได้”

แม่งเอ๊ย อนุโมทนาสิวะแบบนี้
จบที่พยักหน้าหนึ่งหน
รู้ตัวอีกทีก็โผล่มาที่ห้องเขาแล้ว
.
“ชอบไหมเล่มนี้” ฉันถามเพยิดหน้าไปทาง คิดแบบอัจฉริยะ ของทันตแพทย์สม สุจีรา เล่มที่ปกดูไม่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา วางอยู่อยู่ท่ามกลางห้องโล่งๆ ของเขา “อ่านไม่ยากนะ จารย์เขียนอ่านง่าย หลักคิดแบบจิตวิทยานี่ก็ตั้งอยู่บนพุทธศาสนาทั้งนั้นนะ เพราะว่าพุทธองค์ท่านทรงใช้ปัญญาญาณส่องดูจิตตลอดเวลา เราเลยประยุกต์ใช้กับจิตวิทยาได้”
.
“แล้วมีเล่มไอน์สไตน์พบพระพุทธเจ้าเห็นเล่มสองหรือยัง?” ฉันกวาดตามองทั่ว ๆ แล้วไม่เห็น เลยอดถามไม่ได้ เล่มนี้ใคร ๆ ก็พูดถึง
“ตังค์หมดก่อนน่ะสิ เงินส่วนทำบุญของเดือนก่อนก็เอาไปถวายอาจารย์แดงหมดแล้ว” เขาตอบด้วยสีหน้ายินดี เหมือนพร้อมจะขายห้องสมุดเอาเงินไปถวายเพิ่ม
“เรามีไอน์สไตน์เล่มสอง เอาไหม?” ฉันเสนอ
“เอา” เขาสนอง
“เอาอะไร?
เอาหนังสือ?
หรือ เอาเรา?”
.
เขายกมือขึ้นพนมเหนือหัว
เอียงหัวไปทางพระพุทธรูปแก้วใสที่วางอยู่บนชั้นบูชา
.
"เอามรรคผล"
เขาตอบ
ฉันน้ำตาไหลด้วยความปีติ

716 Nameless Fanboi Posted ID:F99wE2wPZJ

Santa's Boys (1)
.
“หา ไอ้ลุงอ้วนติดโควิด” ผมร้องออกมาอย่างตกใจ “แล้วแกเป็นไงบ้างตอนนี้”
.
“ก็นอนต่อท่ออยู่ที่ขั้วโลกเหนือนั่นแหละ” ไลก้า เพื่อนสนิทของผมตอบ “อย่าห่วงไปเลย ไอ้แก่หนังเหนียวนั่นคงไม่ตายง่าย ๆ หรอก”
.
ผมหลุดหัวเราะออกมา และยิ่งรู้สึกตลกมากขึ้นไปอีกที่ได้เห็นไอ้ไลก้าเพื่อนผมต้องมาแต่งชุดแดงติดหนวดปลอมรับบทเป็นซานตาคลอสจำเป็นในคืนนี้
.
“ตลกเหี้ยอะไรวะไอ้แจ๊ค” มันด่าผม “สรุปว่ามึงจะช่วยกูไหม นี่จะเที่ยงคืนแล้วนะเว้ย ชักช้าเดี๋ยวก็แจกของขวัญไม่ทันกันพอดี”
.
ผมยังคงหัวเราะอยู่ แต่ก็ไม่ได้ตอบปฏิเสธคำขอนั้น ไลก้าหยิบชุดแดงกับหนวดปลอมออกมาจากกระเป๋าให้ผมสวมใส่ พอแต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จ มันก็เดินนำผมไปยังรถตู้ที่จอดอยู่ริมฟุตบาท
.
“รถเลื่อนกับกวางไปไหนเสียล่ะ” ผมถาม “อย่าบอกนะว่าไอ้ลุงอ้วนแม่งจับไปต้มแดกหมดแล้ว”
.
เป็นคราวไลก้าได้หัวเราะบ้าง “อยากลองแดกดูเหมือนกัน” มันพูด “แต่ไม่ใช่หรอก เรื่องของเรื่องก็คือไอ้พวกเหี้ยพีต้าแม่งส่งจดหมายขอให้เลิกใช้กวางลากเลื่อนน่ะสิ ลุงอ้วนแม่งก็บ้าจี้ไปตามมัน ทุเรศฉิบหาย ไม่รู้จักอนุรักษ์วัฒนธรรมไว้บ้างเลย”
.
ไลก้าขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ ติดเครื่องยนต์แล้วก็ขับรถออกไป ในขณะที่ผมกางแผนที่ออกดู แล้วบอกเส้นทางกับมันว่า “เดี๋ยวเลี้ยวขวาเข้าถนน 34 ขับไปกิโลนึงแล้วเลี้ยวซ้าย แถวนั้นมีหมู่บ้านเยอะ”
.
ไลก้าพยักหน้ารับ ขับรถไปตามที่ผมบอก ครู่หนึ่งก็มาถึงบ้านหลังแรก พวกผมจอดรถไว้ที่หัวมุมถนน เดินตรงไปยังประตูหน้าบ้านหลังนั้น ก่อนที่ไลก้าจะใช้กุญแจวิเศษแตะเข้าที่ประตูบ้าน บานประตูแง้มเปิดออกในทันที
.
ไลก้าเดินตรงไปที่โต๊ะกาแฟในห้องนั่งเล่น เขาจิบนมและกัดคุกกี้ช็อคโกแลตชิพที่เจ้าของบ้านเตรียมไว้ให้ซานตาคลอสตามวัฒนธรรมอย่างพอเป็นพิธี ก่อนที่จะหันมาพูดกับผมว่า “เอาของขวัญวางแล้วรีบไป เดี๋ยวไม่ทัน”
.
ผมกระพริบตา ถามว่า “ของขวัญอยู่ไหนล่ะ”
.
ไอ้ไลก้าได้ฟังคำนั้นก็ดูหงุดหงิดใจเต็มทน “ของก็อยู่หลังรถสิไอ้ควาย นี่มึงไม่ได้หยิบออกมาเหรอ”
.
ผมชักฉุน “อ้าว ก็มึงไม่บอกกูอะ แล้วกูจะไปรู้ไหม” ผมสวน “เปิดหลังรถยังไงกูยังไม่รู้เลย”
.
ไอ้ไลก้าดูไม่สบอารมณ์ แต่ก็ไม่ด่าอะไรเพิ่ม ผมคิดว่ามันก็คงเข้าใจว่ามันพลาดเองที่ไม่ได้พูดแต่แรก มันเดินนำผมไปที่รถ ชี้ชวนเป็นเชิงสอนให้ผมรู้ว่าต้องดูชื่อเจ้าของของขวัญที่ตรงไหนก่อนที่จะหยิบเอากีต้าร์ไฟฟ้าตัวหนึ่งขึ้นมา แล้วจึงเดินกลับมาที่บ้านหลังนั้น
.
ประตูมันล็อกไปแล้ว

717 Nameless Fanboi Posted ID:F99wE2wPZJ

Santa's Boys (2)
.
ไอ้ไลก้าหันกลับมาหาผม “มึงปิดประตูทำไม”
.
ผมกระพริบตาปริบ ๆ “แล้วมึงจะเปิดประตูค้างไว้ให้พ่อมึงเดินเข้าออกเหรอ ประตูมันล็อกมึงก็ใช้กุญแจวิเศษไขสิ”
.
ไลก้าตอบเสียงเรียบ “กูวางกุญแจไว้บนโต๊ะตอนที่จิบนม”
.
“ไอ้ฉิบหาย” ผมสบถ “แล้วแบบนี้จะเข้าบ้านยังไง”
.
ไลก้าดูฉุน “อย่ามาด่ากู ถ้ามึงไม่ลืมเอาของขวัญมาแต่แรก งานนี้คงจบไปแล้ว”
.
ไลก้าส่งกีตาร์ไฟฟ้าในมือมันให้ผมเอามาถือไว้ ก่อนที่จะเดินไปหยิบเอาก้อนหินขนาดเท่าหัวคนก้อนหนึ่งขึ้นมาจากพื้น ทุ่มมันใส่กระจก แล้วเอื้อมมือสุดแรงเอี้ยวไปกดปุ่มปลดล็อกประตูบ้านจากทางด้านใน
.
ประตูเปิดออก ไลก้าสั่งเสียงเรียบว่า “มึงรีบเอาของขวัญไปวางใต้ต้นคริสต์มาส เดี๋ยวกูจะไปหยิบกุญแจ”
.
ผมพยักหน้ารับ รีบเดินเอากีตาร์ไปวางไว้ที่ต้นคริสต์มาสข้างบันไดโดยไม่โต้เถียง แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้หันกลับออกมา ก็พลันเกิดเสียงดัง ‘แกร๊ก’ เหมือนเสียงขึ้นลำกล้องปืน ก่อนที่จะมีเสียงผู้ชายตวาดว่า “มึงเป็นใคร เข้ามาทำอะไรในบ้านกู”
.
ดูเหมือนว่าไอ้หมอนั่นจะเป็นเจ้าของบ้าน เขายืนอยู่บนบันได ในมือถือปืนพกที่ขึ้นลำแล้วชี้ตรงไปที่ไอ้ไลก้าที่ยืนทำหน้าเหวออยู่กลางบ้าน “มึงเป็นใคร” เจ้าของบ้านถามย้ำ ขณะค่อย ๆ ก้าวตรงเข้ามา “ถ้าไม่ตอบกูยิงแน่”
.
“ผม... ผมมาทำงานแทนซานตาคลอส” ไอ้ไลก้าตอบเสียงสั่น ดูเหมือนว่ามันจะกลัวลูกปืนเหมือนกัน “มาส่งของขวัญ ส่งเสร็จแล้วกำลังจะกลับครับ”
.
“พูดเหี้ยอะไรของมึงวะ” เจ้าของบ้านตวาด ย่างสามขุมเข้ามาใกล้ขึ้นพร้อมตะโกนขึ้นไปบนบ้าน “ที่รัก โทรเรียกตำรวจเลย มีขโมยขึ้นบ้าน”
.
ไอ้ไลก้าหน้าซีด “อย่าแจ้งตำรวจ ผมไม่ใช่ขโมย ผมมาทำงานแทนซานตา”
.
เจ้าของบ้านหลุดหัวเราะออกมา เขาคงเห็นว่าเรื่องนี้ดูน่าขันพอควร “แล้วทำไมซานตาถึงทุบกระจกบ้านเข้ามา ทำไมไม่เข้ามาทางปล่องไฟวะ”
.
เจ้าของบ้านเดินเข้ามาหยุดอยู่ห่างจากไอ้ไลก้าประมาณห้าเมตร แต่เขาไม่เห็นผม เพราะผมยืนตัวลีบอยู่ข้างบันไดด้านหลังของเขา
.
แต่ถ้าตำรวจมา ตำรวจต้องเห็นผมแน่ และไอ้ข้ออ้างเรื่องซานตาคลอสป่วยโควิดคงไม่ได้ช่วยเท่าไหร่ ไวเท่าความคิด ผมกระโจนพรวดเดียวเข้าไปเกือบถึงตัวเจ้าของบ้าน ยกกีตาร์ไฟฟ้าในมือขึ้นฟาดเขาที่ท้ายทอยของเขาจนล้มหน้าคว่ำลงกับพื้น
.
เกิดเสียงผู้หญิงกรีดร้องขึ้นที่ด้านบน ไอ้ไลก้าสบถ รีบวิ่งเข้าไปในครัว หยิบมีดปลายแหลมออกมาแล้ววิ่งขึ้นบันไดไปยังชั้นบน ที่ด้านนอกเริ่มมีเสียงไซเรนรถตำรวจใกล้เข้ามา ผมมองซ้ายมองขวา ก่อนที่จะลากเอาร่างไร้สติของชายเจ้าของบ้านไปซุกไว้ใกล้ ๆ กับกองของขวัญใต้ต้นคริสต์มาสข้างบันได

718 Nameless Fanboi Posted ID:F99wE2wPZJ

Santa's Boys (3-จบ)
.
รถตำรวจมาจอดที่หน้าบ้าน พอดีกับที่เจ้าของบ้านสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากที่จะต้องใช้กีตาร์ไฟฟ้าในมือทุบซ้ำอีกสองสามรอบจนเขาแน่นิ่งไป ก่อนที่จะตรงไปหยิบปืนพกที่ตกอยู่บนพื้นมาเก็บไว้ในอกเสื้อ แล้วเปิดประตูออกมาหาตำรวจ
.
ตำรวจมากันสองนาย ทั้งคู่ยกปืนขึ้นประทับเล็งมายังผม เห็นดังนั้นผมก็ยกมือสองข้างขึ้นเป็นเชิงยอมแพ้ พูดว่า “ผมเป็นเจ้าของบ้านครับ ขโมยมันหนีออกไปแล้ว”
.
ตำรวจออกจะประหลาดใจที่ได้เห็นชายในชุดซานตาคลอสเดินออกมา แต่ก็คงเป็นเพราะชุดซานตาคลอสนี้ด้วยที่ทำให้ดูไม่มีพิษภัย เพราะตำรวจทั้งสองลดปืนในมือลงทันที ก่อนที่คนหนึ่งจะพูดกับผมว่า “ขโมยไปทางไหนแล้วครับ”
.
ผมตอบไปว่าไม่แน่ใจ โม้ต่อไปว่าพอขโมยเห็นผมในชุดซานตาคลอสก็ตกใจ รีบหนีออกไปทันที เมื่อตำรวจถามผมว่าทำไมผมถึงแต่งชุดนี้ ผมก็ทำเป็นเหนียมอาย แสร้งบอกไปว่าวันนี้มีนัดแต่งชุดคอสเพลย์คริสต์มาสร่วมรักกับภรรยา
.
ตำรวจหัวเราะชอบใจ ถ่ายรูปกระจกที่แตกแบบพอเป็นพิธีแล้วแจ้งว่าจะส่งหน่วยพิสูจน์หลักฐานมาในตอนเช้า จากนั้นก็หันหลังกลับไปขึ้นรถ
.
แต่ในขณะที่ตำรวจทั้งสองกำลังจะเปิดประตูรถ ก็เกิดเสียงกรีดร้องขอให้ช่วยดังมาจากด้านบนบ้าน ไวกว่าความคิดอีกครั้ง ผมชักปืนออกมาจากอกเสื้อ เหนี่ยวไกส่งกระสุนเข้าสู่สมองของตำรวจทั้งสองจนล้มหงายหลัง เลือดไหลออกจากรอยกระสุนอาบพื้นหิมะจนเป็นสีแดงฉาน
.
เพื่อนบ้านที่ได้ยินเสียงปืนเริ่มเปิดไฟ ก่อนที่ในอีกเสี้ยวอึดใจต่อมาไลก้าจะวิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากบ้าน หน้าและมือเปื้อนเลือด ไม่มีใครพูดอะไร เราทั้งสองคนรีบวิ่งตรงไปขึ้นรถที่จอดทิ้งไว้ ไลก้าติดเครื่องยนต์แล้วรีบบึ่งออกจากที่นั่นทันที
.
เพลง ‘Santa Claus is Comin to Town’ แผดดังออกมาจากวิทยุ พอถึงท่อนที่ว่า “You better not cry” ไลก้าก็สบถออกมาว่า “กูบอกแล้วว่าอย่าร้อง ๆ ความผิดมึงเองนะ กูไม่ได้ตั้งใจ”
.
ผมทำหน้านิ่ง ในใจก็ช็อกไปไม่น้อยเหมือนกัน “แล้วเราจะทำยังไงต่อ” ในที่สุดผมก็ถามออกมา “ยังต้องไปแจกของขวัญต่ออีกไหม”
.
ไลก้าส่ายหัว “เรื่องนั้นคงต้องช่างมันแล้ว” มันพูด “เดี๋ยวกูขับรถไปทิ้งแม่น้ำ แล้วพวกเราก็ตัวใครตัวมัน กบดานสักพัก ไว้ช่วงตรุษจีนค่อยมาเจอกันที่เดิม”
.
ผมพยักหน้ารับ ในขณะที่ไลก้าหัวเราะหึออกมา “เออ มึงรู้อะไรไหม” มันหันหน้ามายิ้มกับผม “คือเมื่อกี้กูหยิบของผิดว่ะ ไอ้กีตาร์ไฟฟ้านั่นมันเป็นของบ้านตรงข้าม”

719 Nameless Fanboi Posted ID:vTp3/Z21VI

>>715 สัสกูอย่างชอบ

720 Nameless Fanboi Posted ID:FaSiUUGxVZ

>>715 5555555

721 Nameless Fanboi Posted ID:C7IjEW06Ku

>>715 กูเป็นพลังใจให้5555555555555

722 Nameless Fanboi Posted ID:1tlD9N+Rx9

เราขอ​ลง​ plot เรื่องนะ ขอโทษ​ด้วยถ้ามันไม่ดีเพราะเพิ่งแต่ง
เรื่องราวของห้องเรียนม.4ห้องหนึ่งที่มีนกเรียนชายคนหนึ่งชื่อว่า นก​ เป็นแค่เด็กธรรมดาเลยไม่ค่อยมีไครสนใจวันหนึ่งมีแสงประหลาดเกิดขึ้นใรห้องทำให้ทุกคนไปเจอคนที่อ้างว่าตัวเองเป็นพระเจ้าและมอบพลังให้แต่นกนั้นได้เพียงแค่พลังความรู้สึกที่ไวอย่างเดียวทำให้ทุกคนพากันออกห่างจากนกเพราะทุกคนมีพลังในการใช้เวทมนต์และต่อสู้กันหมดเลยยกเว้นนกเลยทำให้คนที่อ้างว่าตัวเองเป็นพระเจ้ามาตรวจนกและบอกว่านกเป็นเพียงแค่ส่วนเกินของกลุ่มทำให้ทุกคนต่างเหยียดหยามและหัวเราะเยาะนกพร้อมกับบอกว่าเอานกไปขายเป็นทาสพ่อค้าทาสยังไม่เอาเลยและถุยน้ำลายใส่พร้อมกับเดินจากไปนกแต่คุณครูผู้หญิงที่ชื่อคุณครูบุบผาและเด็กผู้หญิงใส่แว่นผมสั้นที่ชื่อเข็มดีพยามยามบอกให้ทุกคนรับนกไปด้วยแต่ไม่มีไครฟังพร้อมกับถูกบอกให้หุบปาก แล้วคนที่อ้างว่าตัวเองเป็นพระเจ้าก็ร่ายมนต์บางอย่างทำให้นกสลบก่อนนกสลบนกก็แอบสาปในใจว่าขอให้เพื่อนๆทุกคนที่เหยียดฉันกลายเป็นทาสและต้องทำงานจนวันตายเมื่อนกฟื้นมาก็พบว่าตัวเองยังอยู่ในห้องเรียนเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือทุกคนหายไปทำให้้นกถูกสอบสวนเรื่องเด็กหายแล้วก็ไปนอนหลังจากที่นกนอน นกก็ได้ไปเจอกับคนที่อ้างว่าตัวเองเป็นพระเจ้า​ มาขอโทษนกที่ทำให้ชีวิตนกต้องวุ่นวายพร้อมกับให้ cd ที่เล่าเรื่องราวการผจญภัยของเพื่อนร่วมชั้นเป็นของขวัญขอโทษ
คนที่อ้างว่าตัวเองเป็นพระเจ้า​ก็หาไปพร้อมกับนกได้ต่นขึ้นแล้วคิดว่าตัวเองฝันประหลาดจังแต่นกก็เห็น cd ทำให้นกจำสิ่งที่คนที่อ้างว่าตัวเองเป็นพระเจ้า​บอกไว้ได้เลยรีบไปกินข้าวแล้วเอาไปเปิดดู(พอดีเป็นวันเสาร์)แล้วาห็นว่าใน cd มี​10 ตอน​เลยนกก็ดูตอนแรก
ก็เห็นเพื่อนร่วมชั้นที่เป็นผู้ชายสามคนชื่อว่า ขัน​ กาน​ และ​ดวง​ถูกเด็กผู้หญิงผมดำตัวเล็กที่มีเขากวางจับฉีกแขนฉีกขา, ถูกควักใส้ควักลูดตาออกมาและพูดว่าถ้ายอมรับส่วนแบ่งของหมูป่าตั้งแต่แรกก็จบแต่ก็ดีเพราะตอนนี้มีอาหารเพิ่ม
สิ่งนี้ทำให้นกตกใจแทบตายพร้อมกับบ่นว่าคนที่อ้างว่าตัวเองเป็นพระเจ้า​เอาอะไรมาให้ดูฟะแต่ก็สะใจดี

723 Nameless Fanboi Posted ID:mpQfdPbvHO

>>715 เชี่ย แม่งนี่มันมาสเตอร์พีซ

724 Nameless Fanboi Posted ID:XbapsgET3K

หลวงปู่คำพบพญางูถ้ำภูสี่นาค
.
เรื่องราวต่อไปนี้เรื่องจริงที่ผมได้ยินมาจากปากของหลวงปู่คำ กามวุฑฺโฒ ท่านเล่าให้ผมฟังเมื่อห้าปีก่อน ตอนที่ผมมีโอกาสไปเจริญวิปัสสนาที่วัดบ้านสวิง ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดหนึ่งทางภาคอีสาน หลวงปู่คำท่านเป็นศิษย์รูปหนึ่งของพระอาจารย์มุ่น ราคฺวฑฺฒโน ที่มีผู้เคารพเลื่อมใสจำนวนมาก และมีเรื่องเล่าอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์มากมายไม่แพ้กัน
.
หลวงปู่คำเล่าให้ผมฟังว่า ครั้งเมื่อท่านธุดงค์ตามสันเขาแห่งหนึ่งที่อยู่ระหว่างชายแดนไทย-ลาว จนมาปลักกลดที่ป่าแห่งหนึ่งใกล้ๆ ถ้ำภูสี่นาคอำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี (ในสมัยนั้น) คืนหนึ่งในขณะที่หลวงปู่คำนั่งสมาธิภาวนา ท่านก็ได้เห็นนิมิตเป็นพญางูใหญ่ เกล็ดแผ่นหนาสีดำ มีหงอนสีแดงสด เลื้อยคดเคี้ยวออกมาจากธารน้ำไหลถ้ำภูสี่นาค ผ่านออกมาทางปากถ้ำเห็นเป็นภาพน่าสะพรึงนัก
.
ในนิมิตของหลวงปู่คำนั้น พญางูได้เลื้อยรอบกลดของท่านเวียนเป็นทักษิณาวัตรสามหนแล้วจึงหยุดอยู่เบื้องหน้าหลวงปู่ ชั่วอึดใจเดียวก็จำแลงเป็นมนุษย์เพศชาย กายกำยำ แต่งตัวเหมือนเจ้านายเมืองลาวสมัยโบราณ พญานาคตนนั้นได้คุกเข่ากราบบูชาหลวงปู่แล้วจึงกล่าวเชิญหลวงปู่ลงไปที่เมืองบาดาล
.
ครั้นออกจากฌานแล้ว ในคืนเดียวกันหลวงปู่คำก็ได้เตรียมกัณฑ์เทศน์สำหรับสอนธรรมพร้อมด้วยอัฐบริขารที่จำเป็น เดินฝ่าความมืดตรงไปที่ถ้ำภูสี่นาคตามเส้นทางที่ปรากฎในภาพนิมิต หลวงปู่เดินเพียงหนึ่งชั่วโมงเศษท่านก็ได้ยินเสียงธารน้ำไหลและเห็นผิวน้ำสะท้อนแสงจันทร์ ท่านเดินเลียบเงื้อมหินอีกเพียงชั่วครูก็ได้มาถึงปากทางเข้าถ้ำภูสี่นาคในที่สุด
.
หลวงปู่คำเล่าว่า ทันทีที่ท่านก้าวเท้าเข้าไปในถ้ำท่านก็รู้สึกวังเวงทันที เพราะโดยปกติแล้วถ้ำที่เย็นตามธรรมชาติเช่นนี้มักจะมีสัตว์ป่าหรือค้างคาวพักอยู่ยามค่ำมืด แต่ถ้ำภูสี่นาคนี้ไม่มีเสียงสัตว์ แมลง หรือแม้กระทั่งกลิ่นมูลค้างคาวเลย มีเพียงเสียงธารน้ำไหล ผิดวิสัยถ้ำสามัญนัก
.
หลวงปู่เดินลัดหินงอกในถ้ำเพียงครู่เดียวก็มาถึงทางตัน ท่านเล่าว่าครั้งนั้นภายในถ้ำมืดสนิทไม่มีแสงใดเล็ดลอด มีเพียงตะเกียงน้ำมันริบหรี่ในมือท่านส่องนำทางเท่านั้น หลวงปู่คำเกือบถอดใจมุ่งหน้ากลับที่ปักกลด แต่ท่านก็นึกถึงคำบอกเล่าของหลวงปู่มุ่นเสียก่อน ท่านว่าเมืองบาดาลของเหล่าพญานาคนี้มักจะมีคาถาอาคมบังตา ต้องเป็นผู้ได้รับคำเชิญเท่านั้นจึงจะผ่านเข้าไปได้ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นหลวงปู่คำก็ตั้งจิตอธิษฐาน สำคัญว่าตนนี้ต้องการเผยแพร่ธรรมะ สั่งสอนนาคและบริวารให้มีบุญกุศล ไม่ได้ตั้งใจเบียดเบียนเลย ทันใดนั้นธารน้ำในถ้ำก็หยุดไหลเป็นอัศจรรย์ ตาน้ำค่อยๆ แห้งเหือด เห็นเป็นช่องหินที่ผนังถ้ำด้านหนึ่งขนาดพอคนลอดได้ ท่านจึงสวดพุทธคุณแล้วปีนลงไปในรูตาน้ำนั้น
.
หลวงปู่ท่านว่าภายในช่องตาน้ำแคบและอึดอัด หายใจแทบไม่ออก ยิ่งคลานเข้าไปก็ยิ่งเงียบและมืด ท่านได้แต่นึกในใจว่าขออย่าให้เป็นพญานาคฝ่ายร้ายเลย ในใจทั้งกลัวทั้งสงสาร เพราะการทำร้ายพระสงฆ์นั้นเป็นบาปอย่างยิ่ง ยังไม่ทันหมดความคิดหลวงปู่คำก็รู้สึกว่ามีน้ำเย็นๆ มาสัมผัสมือและเท้า ช่องแคบๆ ที่ท่านคลานอยู่เริ่มมีน้ำท่วมขึ้นมาจนหายใจไม่ออก ครั้นจะหันหลังถอยกลับก็ทำไม่ได้ จนในที่สุดน้ำก็ขึ้นมาท่วมจนเต็มช่อง ทำให้หลวงปู่คำหมดสติไป
.
หลวงปู่คำได้สติขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตัวท่านกำลังนอนอยู่บนเตียงฟูก มีกลิ่นน้ำอบ กำยาน หอมอบอวล รอบตัวเห็นเป็นตำหนักโบราณคล้ายว่าจะเป็นแบบอาณาจักรล้านช้าง เมื่อมองไปเบื้องหน้าหลวงปู่ท่านก็เห็นพญานาคในนิมิต แต่หนนี้ท่านสำคัญว่าท่านเห็นด้วยตาเนื้อ
.
“ท่านรู้หรือไม่ว่าข้ารอคอยท่านมากี่ร้อยกี่พันปี” พญางูตนนั้นพูดกับหลวงปู่ กายท่อนบนของเขาจำแลงเป็นมนุษย์หนุ่มรูปงามผิวขาวอมเหลือง กายกำยำ ห้อยสังวาลเป็นรูปนาค แต่ท่อนล่างนั้นเห็นเป็นงูใหญ่เกล็ดดำมะเมื่อม “เจ้าเป็นใคร เราไม่เคยรู้จัก” หลวงปู่คำท่านตอบอย่างสนเท่ห์
.
“ชาติก่อนท่านคือท้าวสุวรรณชาตินาคราช ปกครองหมู่บริวารนาคอยู่ริมฝั่งเมืองสุวรรณโคมคำ” พญานาคตนนั้นกล่าว พลางเคลื่อนตัวเข้าโอบรัดหลวงปู่คำ “เราคือท้าวคำเกิดนาคราช เป็นพญานาคอยู่ที่นี่” พญานาคตนนั้นใช้มือล้วงเข้าไปในสบงของหลวงปู่ หลวงปู่ส่งเสียงครางลอดออกมาเบาๆ
.
ภาพนิมิตปรากฏให้เห็นเป็นชาติปางก่อน หลวงปู่คำจำได้ว่าตนเคยเกิดเป็นพญานาคนามสุวรรณชาตินาคราช แอบเสพสังวาสกับท้าวคำเกิดนาคราชอยู่ลับๆ นานหลายปี ครั้นเมื่อราชวงศ์พญานาคเก้าแม่น้ำทราบข่าวว่านาคเพศผู้สองตนสมสู่กันก็ไม่ยอมรับ จึงกีดกัน กดดันให้ทั้งคู่เลิกไปมาหาสู่จนท้าวสุวรรณชาตินาคราชตรอมใจตายในที่สุด ก่อนตายนั้นท่านได้ตั้งจิตว่าขอให้ไปเกิดเป็นมนุษย์และอย่าได้ยุ่งเกี่ยวกับความรักอีกเลย

725 Nameless Fanboi Posted ID:XbapsgET3K

>>724 ต่อ
เมื่อได้สติหลวงปู่ก็พบว่ามีน้ำตาไหลอาบทั้งสองแก้ม ท่านรู้สึกเจ็บปวดอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน “ทำไมท่านถึงใจร้ายเช่นนี้ ท่านตัดใจจากความรักเพียงเพราะความเจ็บปวด แต่ข้ายอมทนความเจ็บปวดนานนับพันปีเพื่อรอให้ท่านนำความรักกลับมา” ท้าวคำตัดพ้อ ผ่านไปเนิ่นนานเขาจึงค่อยๆ โน้มตัวเข้าใกล้ ลิ้นสองแฉกของเขาตวัดเลียที่หัวนมของหลวงปู่
.
“ผ่านมากี่ภพกี่ชาติ ท่านก็ยังมีจุดเสียวที่หัวนมสินะ” ท้าวคำเกิดกระเซ้า สองมือเลื่อนลงไปคลึงที่ปลายลึงค์หลวงปู่
.
“อาตมาว่าแบบนี้ไม่ควร อาตมาครองเพศบรรพชิต จีวรเหลืองยังคลุมร่างกาย แบบนี้เป็นบาป” หลวงปู่คำพยายามต้านทานความรู้สึกในจิตใจ
.
“ก็ถอดจีวรออกสิ ข้ารู้ว่าท่านก็ต้องการข้า ข้าเห็นสายตาที่ท่านมองมาตอนนั่งกรรมฐาน” คำเกิดนาคราชใช้มือปลดเปลื้องจีวรของหลวงปู่ ส่วนหางที่เป็นงูก็ค่อยๆ ถอดสบงออกจนหลวงปู่เปลือยเปล่า อ้อมแขนรัดอ้อมแขน หางงูรัดพันขา ชิวหาแลกลิ้น หลวงปู่คำไม่สนใจอีกต่อไปว่าสิ่งใดผิดศีลสิ่งใดปาราชิก ความรู้สึกที่สะสมมานานแม้พระธรรมก็ไม่อาจฉุดรั้ง
.
“อาตมาบวชเณรมาตั้งแต่เด็ก สำคัญตนว่ากำลังหนีทุกข์ แต่จริงๆ อาตมากำลังหนีความผิดหวังจากความรัก” ท่อนเนื้อของหลวงปู่ทะลวงเข้าไปในช่องส่วนหลังของท้าวคำเกิด หางงูคำเกิดที่โอบรัดก็กระทุ้งเข้าไปส่วนหลังของหลวงปู่คำ ทั้งคู่ส่งเสียงอืออาสะท้อนผนังถ้ำจนระงม การตีระฆังเพลดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลาเจ็ดวันกระทั่งหลวงปู่หมดสติไป
.
หลวงปู่เล่าว่ารุ่งขึ้นชาวบ้านพบหลวงปู่ในสภาพที่อิดโรย ชาวบ้านว่าถ้ำภูสี่นาคนั้นมีพญางูฤทธิ์กำแหงนัก ที่ผ่านมาผู้มีอาคมมากมายพยายามกำราบแต่ก็กลายเป็นศพเสียหมด แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีใครได้เจอพญานาคอีกเลย ชาวบ้านจึงว่ากันว่าหลวงปู่คำเป็นผู้ปราบพญางูถ้ำสี่นาค หลังจากนั้นหลวงปู่คำก็ยังแวะเวียนไปถ้ำภูสี่นาคทุกพรรษาเพื่อสะกดฤทธิ์พญานาค ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชื่อเสียงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของหลวงปู่คำ กามวุฑฺโฒ ก็เป็นที่รู้จักไปทั่ว

726 Nameless Fanboi Posted ID:tsBzzyiOBP

‘เราไม่เลิกกันได้ไหม ทำไมคุณไม่บอกให้ฉันแก้ไข ทำไมเราไม่ปรับเปลี่ยนให้อะไรๆมันดีขึ้นมา’ ฉันถาม
.
คุณเงียบไป คล้ายครุ่นคิด คล้ายลำบากใจ
‘ผมว่ามันไม่สำคัญว่าเราจะใช้คำว่าเลิกกันอย่างเด็ดขาดหรือเปล่า แต่ผมไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว’ เขากล่าวตอบ พลางหลบสายตา
.
‘ถ้าความรู้สึกของคุณมันหายไปง่ายดายขนาดนั้น ฉันจะเชื่อคุณได้อย่างไรอีก ฉันจะเชื่อใครได้อีก’
.
‘ที่ผมเคยรักคุณมันเป็นเรื่องจริง แต่ในตอนนี้ที่ผมไม่รักคุณ—มันก็เป็นความจริง
.
ผมผิดเองที่ความรู้สึกมันหายไปง่ายดายขนาดนั้น หายไปก่อนคุณ แต่ผมอยากซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง’
.
‘ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มันหายไป’
.
‘ผมไม่แน่ใจ แต่ตอนนี้ที่มองหน้าคุณ ผมไม่เห็นอะไรเลยนอกจากใบหน้าที่ผมไม่ได้อยากจูบหรือหอมอีกแล้ว หลงเหลือแค่ความเป็นห่วง ผมยังหวังสิ่งดีๆสำหรับคุณเสมอ แต่ผมไม่ใช่สิ่งดีๆในชีวิตคุณแล้ว ผมเป็นให้ไม่ได้’
.
เขาร้ายกาจนัก แต่มันเป็นความจริงที่ร้ายกาจ จะตะบี้ตะบันยื้อให้ยังอยู่ก็คงไม่มีอะไรดี ฉันทำได้เพียงเก็บเศษความรักที่เขาไม่ต้องการออกมา เก็บมันใส่กระเป๋าเดินทาง
.
คนที่หยุดรักก่อนไม่ได้ผิดอะไร แต่คนที่ยังรักอยู่เท่านั้นที่ต้องจัดการหัวใจตัวเอง
.
ฉันอยากกอดเพื่อบอกลา แต่จะกอดลงได้อย่างไร กับคนตรงหน้าที่ไม่ปรารถนาในกายและใจของฉันอีกต่อไปแล้ว