Fanboi Channel

นิยายจากโม่งโดยโม่งเพื่อโม่ง

Last posted

Total of 573 posts

567 Nameless Fanboi Posted ID:/ZBXBN0e7i

ทรัมป์ลองวิชาขอมดำดิน
ทรัมป์ออกอาการสติแตกเมื่อได้รับรายงานลับในห้องรูปไข่ของทำเนียบขาวว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อโคโรน่าไวรัสชาวอเมริกันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นพันคนแล้วทั่วทั้งประเทศ แทนที่จะถามสต๊าฟว่ามาตรการควบคุม และป้องกันโรคระบาดของหน่วยงานสาธารณสุขมีประสิทธิภาพเพียงใด เขากลับเหลือบดูดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐตลอดเวลาด้วยความกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง

ทรัมป์หันไปถามรมว. คลังว่า "สตีฟ ทำไมหุ้นร่วงไปแล้วหลายพันจุด หรือ20% แต่ไม่มีใครทำอะไรเลยหรือไง ผมนั่งอยู่ในทำเนียบขาวอย่างนี้เดือดร้่อนนะ แล้วไอ้เจ ผู้ว่าเฟดทำอะไรอยู่ บอกให้ลดดอกก็ไม่ยอมลด แล้วอย่างนี้จะแก้โรคระบาดได้อย่างไร"

"นายครับ ลดดอกเบี้ยแล้วจะทำให้มีคนอเมริกันติดเชื้อโคโรน่าน้อยลง มันไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน" สตีฟพูดอย่างประหม่า เพราะกลัวถูกปรับออกจากครม.

"ไม่เกี่ยวก็ทำให้มันเกี่ยวได้ บอกไอ้เจให้ลดดอกเบี้ยให้มากเท่ายุโรป กับญี่ปุ่น แล้วความมั่นใจในโคโรน่าไวรัสจะกลับคืนมา ไม่งั้นผมจะเซ็นคำสั่งปลดไอ้เจ แล้วจะให้อีแวนก้า ลูกสาวมาบริหารการเงินแทน" ทรัมป์กระแทกเสียงด้วยความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง

"นายครับ ดอกเบี้ยยุโรปและญี่ปุ่นดำดินติดลบไปแล้วนะครับ จะให้เราดำดินกดดอกเบี้ยติดตาม ไม่รู้ว่าต่อไปดอลล่าร์จะไปโผล่ที่ไหน ถ้าโผล่ที่ไทยแลนด์พอทำเนา แต่ถ้าไปโผล่ที่เกาหลีเหนือ ผมคิดว่าบริษัทประกันภัยไม่จ่าย เพราะว่าอยู่นอกพื้นที่"

"แต่อังกฤษเพิ่งลดดอกไปแล้วสองสลึงเหลือ0.25%ได้ ทำไมของเรายังอยู่ที่ 1 บาท?"

"ครับนาย เดี๋ยวผมจะพูดกับเจให้เขารีบลดดอกตามนายสั่ง" สตีฟรีบพูดเอาใจนาย

ทรัมป์หันไปหาโรเบิร์ต เร็ดฟิลด์ ผู้อำนวยงานสำนักควบคุมและป้องกันโรคระบาด แล้วถามว่า "คุณบ๊อบ ลดดอกเบี้ยแล้วจะช่วยสร้างความมั่นใจให้โรคระบาดได้หรือไม่ อย่างน้อยหุ้นอาจจะขึ้น เพราะถ้าหุ้นตก ผมกับเมลาเนียอาจจะต้องขนของย้ายออกจากทำเนียบขาวสิ้นปีนี้"

"ครับนาย ถ้าหากว่าป้องกันการแพร่ระบาดไม่ได้ อเมริกาอาจจะต้องปิดประเทศในอีก2สัปดาห์" บ๊อบพูดอย่างไม่เต็มใจนัก

"ห๊ะ ปิดประเทศเหมือนจีน อิตาลี แล้วแขกที่บุ๊คมาอยู่ที่รีสอร์ทมาร์ อะลาโมของผมที่ฟลอริด้าจะทำอย่างไร? ต้องยกเลิกด้วยหรือไง ทำอย่างนี้ธุรกิจเสียหายหมดนะ"

"เฮียสี สั่งปิดเมืองอู่ฮั่น กักคนจีน50กว่าล้านคนที่มณฑลหูเป่ยจึงเอาโคโรน่าอยู่ อิตาลีปิดประเทศกักประชาชน60ล้านคนแล้ว ยังไม่รู้เอาอยู่หรือเปล่า"

"แล้วเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ที่จะตรวจคนไข้โคโรน่ามีความพร้อมแค่ไหน" ทรัมป์ถาม

"ท่านอยากฟังข่าวดี หรือข่าวร้ายก่อนครับ"

"เอาข่าวดีก่อนก็แล้วกัน"

"ข่าวดีคืองบประมาณดูแล และป้องกันโคโรน่า$8,500ล้าน มีการเบิกจ่ายแล้วครับ หน่วยงานCDCของผมได้รับเงินแล้วครับ ขอบคุณนายมากที่กรุณาสู้เรื่องนี้"

"ดีแล้ว แล้วข่าวร้ายเป็นไง"

"ข่าวร้ายคือ แม้จะมีเงิน มีงบประมาณพร้อม แต่ซื้อของไม่ได้ครับ"

"ว่าไงนะ"

"เฮียสีสั่งงดการส่งออกเวลานี้ อุปกรณ์การแพทย์ เวชภัณฑ์หยูกยาอะไรต่างๆที่เราให้ 80%ส่งมาจากจีนครับ เมื่อจีนไม่ส่งของ เราก็ไม่มีของ" บ๊อบจำใจพูด

"ดอลล่าร์คือเงิน เงินคือพระเจ้า ใครๆก็ต้องการเงินทั้งนั้น แต่ทำไมดอลล่าร์ซื้อของไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไร" ทรัมป์บ่นพึมพัม

"ก็คงต้องรอเฮียสีเมตตาว่าเมื่อไหร่จะปล่อยล็อตสินค้าเวชภัณฑ์ที่เราออร์เดอร์ ตอนนี้ค้างที่ท่าเรือเซี่ยงไฮ้หลายร้อยตู้คอนเทนเนอร์ ถ้าล่าช้าเราจะไม่มีอุปกรณ์ตรวจสอบ (test kits)คนไข้โคโรน่า หมออเมริกันตามโรงพยาบาลอาจจะต้องวินิจฉัยโรคแบบดำดิน คือมั่วเอาไปพลางๆก่อนครับ ถ้ายาจากจีนไม่มา สงสัยโรงพยาบาลทั่วประเทศอเมริกาต้องปิดกิจการในอีก2เดือนข้างหน้าครับ เพราะสต็อคหมด เวชภัณฑ์เกือบทุกอย่าง Made in Chinaทั้งนั้นครับ"

ทรัมป์รู้สึกกระดากใจขึ้นมาทันที ถ้าต้องโทรศัพท์ฮ็อตไลน์ไปหาเฮียสีเพื่อขอให้เฮียสีปล่อยตู้คอนเทนเนอร์ลงเรือมันจะเสียฟอร์มประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่อเมริกาเคยมีมาตั้งแต่ก่อตั้งสาธารณรัฐ เมื่อยังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร ทรัมป์จึงสั่งปิดประชุม ไล่ทุกคนให้ออกจากทำเนียบขาว

ทรัมป์นั่งเหม่อลอยคนเดียวที่โต๊ะทำงาน เขาจำคำพูดของตัวเองได้ที่ด่าเฮียสีเอาไว้มาก ทั้งต่อหน้าและลับหลัง หาว่าเฮียสีขโมยเทคโนโลยีอเมริกัน หาว่าเฮียสีแฮ็คระคอมพิวเตอร์ของทำเนียบขาว หาว่าเฮียสีค้าขายเอาเปรียบคนอเมริกัน ด่าพ่อล่อแม่เฮียสีไปมาก แล้วตอนนี้จะทำอย่างไรดี สตีฟแอบกระซิบหูวันก่อนว่า เฮียสีจัดชั้นดอลล่าร์เป็นเงินสกุลกงเต๊ก เทียบชั้นต่ำกว่าเงินกงเต็กเซียนฮ่องเต้ หลายเกรด เวลาคนจีนจะเผาเงินกงเต๊ก ดอลล่าร์กงเต๊กอาจจะขายไม่ออกด้วยซ้ำ

เหม่อไปละเมอมา ทรัมป์รู้สึกกลัวขึ้นมาทันที เพราะว่าเขาไปร่วมงานประชุมวันก่อน และได้จับมือสัมผัสกับสส.หลายคน มีคนหนึ่งติดเชื้อโคโรน่า เขาไม่มั่นใจว่าตัวเขาเองจะติดเชื้อหรือไม่

568 Nameless Fanboi Posted ID:oFW8HfNBeE

"ตายแล้วจะทำอย่างไรดี โลกนี้ยังน่าอยู่ กูยังไม่อยากตาย" ทรัมป์เผลออุทานออกมา

โชคดีไม่มีใครได้ยิน

ทรัมป์เอะใจคำว่า"ดำดิน" ที่สตีฟ และบ๊อบพูดขึ้นโดยไม่นัดแนะ บริหารการเงินแบบดำดิน กดดอกเบี้ยติดลบ หมอรักษาผู้ป่วยโคโรน่าแบบดำดินเพราะไม่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์Made in China

ทรัมป์รีบค้นกูเกิ้ลกับแล็ปท็อบของตัวเอง พิมพ์คำว่า ดำดิน พบเรื่องราวตำนาน"ขอมดำดิน"ที่ไทยแลนด์ เขาเข้าไปอ่านข้อความตอนหนึ่งของขอมดำดินเขียนว่า:

"นายร่วงพเนจรหลบหนีพวกทหารขอมอยู่เป็นเวลาหลายปี จนเมื่ออายุครบบวชจึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดในเมืองสุโขทัย ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า พระร่วง นับแต่นั้นมา วันหนึ่งนายทหารขอมซึ่งทราบข่าวได้ติดตามมา ครั้นถึงวัดที่พระร่วงจำพรรษาอยู่ได้ใช้ฤทธิ์ดำดินลอดกำแพงวัดเข้าไป เห็นพระร่วงกำลังกวาดลานวัดอยู่แต่ไม่รู้จักจึงถามว่า “พระร่วงที่มาจากเมืองละโว้อยู่ที่ไหน” พระร่วงจึงสอบถามจนรู้ว่าเป็นนายทหารขอมที่ตามมาจับตนจึงบอกว่า “เจ้าจงอยู่ที่นี่แหละอย่าไปไหนเลย จะไปตามพระร่วงให้” ด้วยฤทธิ์วาจาสิทธิ์ของพระร่วง ร่างของขอมดำดินผู้นั้นก็แข็งกลายเป็นหินติดคาแผ่นดินอยู่ตรงนั้น"

บิงโก เท่านั้นเอง สมองของทรัมป์ก็เปล่งประกายสว่างไสว แทนที่จะโทรศัพท์ฮ็อตไลน์ไปหาเฮียสีโดยตรง เพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องโคโรน่า หรือเดินทางไปหาเฮียสีด้วยแอร์ฟอร์สวันเพื่อขอให้จีนปล่อยล็อตตู้คอนเทนเนอร์สินค้าเวชภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นเรื่องเอิกเกริก เพราะเขาเองเป็นคนเซ็นคำสั่งห้ามคนจีนเดินทางมายังอเมริกากับมือเพื่อMake America Great Again หลังจากมือมืดแอบปล่อยไวรัสถล่มเมืองอู่ฮั่น ทางที่ดี ทรัมป์คิดว่า ตัวเขาน่าจะแอบไปหาเฮียสีเป็นการไพรเวทจะดีกว่า

จุดประสงค์คือ ไปขอโทษที่พูดจาไม่ดีกับเฮียสี ให้ลืมๆไปเสียอะไรที่เคยบาดหมางกัน ขอเริ่มต้นมิตรภาพกันใหม่ แต่ที่สำคัญทรัมป์ต้องการขอความช่วยเหลือ2ประการจากเฮียสี คือให้ช่วยส่งยารักษาโคโรน่า และให้ช่วยเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของเงินสกุลดอลล่าร์เทียบเท่าเงินกงเต๊กเงียกเซียนฮ่องเต้ จะได้ไม่อายบรรพบุรุษจอร์จ วอชิงตันที่อุตส่าห์ก่อตั้งสาธารณรัฐอเมริกาให้ลูกหลานคนอเมริกันได้อยู่ดีกินดี

การจะไปหาเฮียสีด้วยวิธีการไพรเวท วิธีเดียวที่จะไปได้ คือต้องใช้วิชาดำดิน เหมือนขอมดำดินจากทำเนียบขาวไปโผล่ที่ประเทศจีน มันจะได้ไม่กระโตกกระตาก ไม่ให้ใครรู้ เพราะว่ามันเป็นความลับสุดยอด ถ้าข่าวรั่ว จะอายผู้คนไปทั่วทั้งสามโลก

เนื่องจากอเมริกาไม่มีวิชาเวทย์มนต์ของขอมดำดิน แต่มีกระจกวิเศษของAlice in the Wonderland ที่ทางซีไอเอแอบเอามาติดตั้งที่ห้องใต้ดินของทำเนียบขาว ทรัมป์จึงจะดำดินไปหาเฮียสีด้วยการเข้าไปในกระจกวิเศษของอะลิซ

คืนนั้น ทรัมป์จูบปากเมลาเนียอย่างดูดดื่ม พร้อมกับบอกว่า "ที่รัก คืนนี้ ผมจะลงไปห้องสตัดดี้ที่ชั้นใต้ดินหน่อยนะ มีการบ้านหลายอย่างที่จะต้องทำ ถ้าขึ้นมานอนดึกหน่อยไม่ต้องลงไปตามนะ"

เมลาเนียตอบกลับว่า "ค่ะที่รัก อย่าทำงานหักโหมเกินไปนะจ๊ะ บ้านเมืองไม่ใช่ของเราคนเดียว แต่ถ้าเราได้ครอบครองทำเนียบขาวอีก4ปีก็น่าจะเป็นการดีนะค่ะ"

"เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง I shall come back"

ทรัมป์รีบลงห้องใต้ดินของทำเนียบขาว ไปที่มุมเอาผ้าคลุมกระจกวิเศษออก เสยผมทองทรงหล่อ พร้อมกับตะโกนถามว่า "กระจกวิเศษ ผู้ใดหล่อเลิศในธรณี" อ้อลืมไป เวลานี้ไม่ใช่เป็นเวลาห่วงเรื่องความหล่อ ทรัมป์รีบกระโดดเข้ากระจกวิเศษเพื่อดำดินไปประเทศจีน

เพี้ยง! อีกไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ทรัมป์ดำดินไปโผล่ที่ประเทศจีน แต่อยู่แห่งหนตำบลใดก็ไหนก็ไม่ทราบ ปรากฎว่า ทรัมป์ไปโผล่ที่สำนักวัดเส้าหลิน ในขณะนั้นท่านเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินกำลังใช้ไม้กวาดทำความสะอาดลานวัด เพื่อเป็นการทรงสมาธิไปในตัว

ทรัมป์ดำดินโผล่ขึ้นมากลางลานวัดเส้าหลินพอดี "เฮลโหลๆ ไอแอมอเมริกัน ไอว้อนท์ทูมีดเฮียสี จิ้นผิง แคนยูเทลมีฮาวทูโกทูซีฮีม" ทรัมป์สอบถาม ท้ังๆที่ตัวเองโผล่ขึ้นมาบนผิวดินแค่ครึ่งลำตัว

ท่านเจ้าอาวาสวัดเสาหลิน มองดูทรัมป์อย่างเฉยเมย พร้อมกับตอบว่า ให้รออยู่ตรงนี้ก่อน

"โอ เค แทงกิ้ว" ทรัมป์ตอบอย่างอุ่นใจขึ้นมาบ้าง แม้ว่าจะตัวสั่นปอดแหก พร้อมกับรีบตะโกนต่อไปว่า "ถ้าท่านมียาฟ้าทะลายโจรให้สักเม็ดจะขอบพระคุณอย่างยิ่ง เพราะรู้สึกตัวร้อน"

ทันใดนั้นเอง ทรัมป์ถูกสาปกลายเป็นตุ๊กตาหิน เหมือนขอมดำดินที่ถูกพระร่วงสาปให้เป็นหินที่สุโขทัย

ทรัมป์ที่เป็นตุ๊กตาหินยังคงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ตอนนี้สถิตย์อยู่ที่วัดโพธิ์ ถ้าใครไม่เชื่อให้ไปดูที่วัดโพธิ์ได้ ว่าหน้าตาเหมือนทรัมป์มาก ส่วนตุ๊กตาหินทรัมป์เดินทางมาจากวัดเส้าหลินมายังวัดโพธิ์ได้อย่างไร เป็นอีกเรื่องหนึ่งทางประวัติศาสตร์ที่ต้องมีการค้นคว้ากันต่อไป

569 Nameless Fanboi Posted ID:cxiyRg8nJn

“เธอเคยคิดไหมว่าองค์กรมีระบบนี้ไปทำไม”
“ระบบอะไรเหรอคะ”
“ก็ระบบครอบครัวจอมปลอมนี่ยังไงล่ะ”
เด็กสาวฟังคำนั้นแล้วก็หัวเราะ เธอเอนศีรษะลงบนหมอน หลับตาลงก่อนพูดว่า “หนูไม่เห็นว่ามันจะจอมปลอมตรงไหน ป๊ะป๋าก็เหมือนพ่อของหนูจริง ๆ ”
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยหัวเราะ เขาคลี่ผ้าห่มสีน้ำเงินที่กระจุกกองอยู่บนข้อเท้า ดึงมันขึ้นมาห่มคลุมถึงช่วงอกของหญิงสาว “ไม่เคยคิดสักหน่อยเหรอว่าทำไมมันต้องเป็นระบบพ่อแม่ลูก เธอกับฉันเราห่างกันแค่แปดปี บอกว่าเป็นพี่ชายน้องสาวกันไม่ดีกว่าเหรอ”
“ก็ไม่รู้สิคะ” หญิงสาวพึมพำตอบ “แต่ป๊ะป๋าน่ะเป็นป๊ะป๋าก็ดีอยู่แล้ว”
ชายหนุ่มถอนหายใจยาว แต่สีหน้าของเขากลับไม่ได้ดูเบื่อหน่ายแต่อย่างไร “เธอน่ะยี่สิบสามแล้วนะ” เขาพูดยิ้ม ๆ “พูดจาออเซาะเหมือนเด็กสิบขวบไปได้”
ฟังคำนี้แล้วหญิงสาวก็เผยอเปลือกตาขึ้น โพล่งขึ้นมาว่า “จริงด้วย งั้นปีนี้ป๊ะป๋าก็สามสิบเอ็ด...”

“สามสิบ” ชายหนุ่มเอ่ยแก้ทันที “อีกหลายเดือนกว่าจะถึงวันเกิดฉัน เธอลืมไปแล้วเหรอ”

“ขอโทษค่า” สีหน้าของหญิงสาวดูสดชื่น เธอแลบลิ้นอย่างเขิน ๆ ออกมาก่อนถามกลับไปว่า “แล้วป๊ะป๋ารู้เหรอว่าทำไมเราถึงต้องมีระบบครอบครัว”

“นั่นน่ะสิ พวกผู้บริหารรุ่นเก่า ๆ คงจะกลัวพวกเราเบื่อมั้ง” พูดได้ถึงตรงนี้ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะ เป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลยกถาดใส่อาหารกลางวันเข้ามาให้ในห้อง เมื่อเจ้าหน้าที่คนนั้นกลับออกไปที่ด้านนอกแล้ว ชายหนุ่มจึงค่อยเปิดปากขึ้นต่อว่า “กินข้าวได้แล้ว”

ชายหนุ่มไม่พูดเปล่า เขาเข็นเอาโต๊ะวางอาหารตัวนั้นเข้ามาเทียบข้าง พร้อมปรับระดับระดับโต๊ะเตียงให้อยู่ในท่าที่คนป่วยจะสามารถกินอาหารได้สะดวก เห็นดังนั้นหญิงสาวก็ยิ้มกว้าง หันมาทำตาแป๋วถามว่า “จะป้อนหนูด้วยไหมคะ”

ชายหนุ่มพ่นลมหายใจสั้น ๆ เป็นเชิงหัวเราะ “กี่ขวบแล้วแม่คุณ เมื่อก่อนยังไม่เห็นต้องให้ฉันป้อนเลยนี่นา”

หญิงสาวเลิกคิ้ว ถามกลับด้วยน้ำเสียงแง่งอนว่า “ไม่เคยเหรอ ป๊ะป๋าจำไม่ได้เหรอว่า...”

เธอหยุดพูดไปเมื่อเห็นรอยยิ้มน้อย ๆ ของอีกฝ่าย “จำได้น่า” ชายหนุ่มตอบ “กินข้าวเถอะ หรือคิดจะให้ฉันป้อนจริง ๆ ”

หญิงสาวเบะปากไม่ตอบคำ เธอเปิดฝาสำรับก่อนที่จะนิ่วหน้า บ่นว่า “ข้าวต้มอีกแล้ว”

ชายหนุ่มชี้ไปที่ป้าย ‘อาหารอ่อน’ ที่หัวเตียง “อย่าบ่นนักเลย กินเข้าไปให้เยอะ ๆ พักผ่อนมาก ๆ จะได้ออกจากที่นี่ไว ๆ ”

หญิงสาวหันมาส่งยิ้ม ใช้นิ้วชี้ไปที่สำรับอาหาร ก่อนที่จะชี้ไปที่ปากตัวเองพร้อมกระพริบตาปริบ ๆ เห็นดังนั้นชายหนุ่มก็ต้องส่ายหัว บ่นออกมาอย่างอ่อนใจว่าว่า “เธอนี่น้า”

แต่ถึงจะพูดอย่างนั้น ชายหนุ่มก็ยังหยิบช้อนตักกับอาหารในสำรับ ก่อนที่จะประคองไปจ่อไว้ถึงปากของหญิงสาว คนป่วยหัวเราะออกมาคำหนึ่ง ก่อนที่จะอ้าปากงับช้อนแต่โดยดี เมื่อกลืนอาหารลงท้องไปแล้ว เธอค่อยเปิดปากพูดว่า “ยังใจดีเหมือนเดิมเลยนะคะ แต่ไม่รู้ว่าแอบไปใจดีกับสาว ๆ คนอื่นอีกรึเปล่า”

ชายหนุ่มส่งอาหารอีกช้อนเข้าปากของหญิงสาวเกือบจะในทันทีที่เจ้าหล่อนพูดจบ “สัปดาห์หนึ่งฉันต้องเอาใจสาว ๆ สามสี่คน” เขาพูด “ปีนึงมีห้าสิบสองสัปดาห์ เราไม่ได้เจอกันมาห้าปี ก็เอาสามคูนห้าสิบสองคูณห้า... อืม มีเครื่องคิดเลขให้ยืมไหม”

หญิงสาวทำหน้าบึ้ง ถามกลับไปว่า “แล้วได้ป้อนสาว ๆ ทุกคนไหมคะ”

“ก็เป็นส่วนใหญ่นะ” ชายหนุ่มหัวเราะ “อ้อ แต่ถ้าหมายถึงป้อนอาหาร อันนี้ฉันจำไม่ได้จริง ๆ ว่ากี่คน”

หญิงสาวทำตาเขียว เอื้อมมือไปแย่งช้อนกลับมาพร้อมประกาศว่าจะตักอาหารกินเอง เห็นดังนั้นชายหนุ่มก็หัวเราะ ยกมือขึ้นลูบเรือนผมที่ออกจะกระเซิงไปบ้างของคนป่วยอย่างรักใคร่ “นี่ เดี๋ยวฉันต้องไปแล้วนะ”

หญิงสาวทำหน้าบึ้ง “ใครสนกันล่ะ”

ชายหนุ่มหัวเราะ “นั่นสินะ”

เงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่หญิงสาวจะวางช้อนในมือลง แล้วเอ่ยถามด้วยเสียงค่อยว่า “คราวนี้จะหายไปอีกห้าปีรึเปล่า”

ชายหนุ่มยิ้ม “อาจเร็วกว่านั้น หรืออาจนานกว่านั้น เธอก็รู้ว่าฉันตอบไม่ได้”

หญิงสาวหันหน้ากลับมามอง ดวงตาของเจ้าหล่อนดูเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัดขณะถามว่า “แต่ป๊ะป๋าจะกลับมาแน่ ๆ ใช่ไหม”

“เธอก็รู้ว่าฉันตอบคำถามนั้นไม่ได้” ชายหนุ่มไม่ยิ้มอีกต่อไปแล้ว “แต่ถ้าฉันยังไม่ตาย สักวันหนึ่งเราจะได้พบกันอีก”

เหมือนหญิงสาวใกล้จะร้องไห้เต็มแก่ เห็นดังนั้นชายหนุ่มก็อดโอบเอาใบหน้านั้นเข้ามาซบในอ้อมอกไม่ได้ “นี่ อย่าร้องไห้สิ ฉันรู้สึกใจคอไม่ดีนะ”

570 Nameless Fanboi Posted ID:cxiyRg8nJn

“หนูไม่ร้องไห้หรอกน่า” คนในอ้อมอกพึมพำ “แต่หนูห้ามตัวเองไม่ให้รู้สึกเศร้าไม่ได้นี่นา อย่างน้อย... อย่างน้อยก็กับเรื่องนี้”

เงียบไปอีกหลายอึดใจ ก่อนที่จะชายหนุ่มจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงกระซิบว่า “นี่ หรือจะร้องไห้ดีล่ะ ร้องให้พอไปเลยดีไหม ร้องเผื่อเรื่องเสียใจทุกอย่างในอนาคต จนกว่าฉันจะกลับมา”

หญิงสาวตอบกลับมาด้วยเสียงหัวเราะ “น้ำเน่าน่า” เธอพูดพร้อมผลักตัวเองออกจากอ้อมอก แต่ถึงจะพูดแบบนั้น สีหน้าของเจ้าหล่อนก็ดูขวยอายที่เสียกิริยาไปไม่น้อย “หนูไม่ร้องไห้หรอก ก็เคยสัญญากับป๊ะป๋าไว้แล้วว่าจะไม่ร้อง”

ชายหนุ่มอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรต่อ แต่ก็ถูกขัดขึ้นก่อนว่า “ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว ถ้าป๊ะป๋ายังพูดอีกหนูโกรธจริง ๆ ด้วย”

ชายหนุ่มส่ายศีรษะยิ้ม ๆ “ฉันเคยกลัวเธอโกรธตั้งแต่เมื่อไหร่”

หญิงสาวยิ้มบ้าง “นั่นสินะ หนูลืมไป ป๊ะป๋าไม่เคยกลัวอะไรอยู่แล้วนี่นา”

ชายหนุ่มหัวเราะ “นั่นน่ะมันเรื่องเมื่อนานมาแล้ว” เขาพูด “ตอนนี้ฉันมีเรื่องให้กลัวเต็มไปหมด”

“ตายจริง” หญิงสาวพูดกลั้วหัวเราะ “มีเรื่องอะไรที่ทำให้ป๊ะป๋าคนเก่งของหนูต้องกลัวด้วยเหรอคะ”

“ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับเธอนั่นล่ะ”

สีหน้าของหญิงสาวหมองลง แต่ก็ยังฝืนยิ้มพูดขึ้นว่า “หนูเอาตัวรอดได้สบาย ป๊ะป๋าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”

ชายหนุ่มยิ้ม ยกมือขึ้นหยิกแก้มของอีกฝ่ายเบา ๆ “ฉันต้องไปแล้ว ดูแลตัวเองด้วยนะ”

หญิงสาวเพียงยิ้มเป็นคำตอบ ชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็หักใจกลับหลังหัน คว้าเอากระเป๋าที่วางไว้บนโซฟาขึ้นมาถือไว้ ก่อนที่จะดึงประตูเปิด ก้าวเท้าออกจากห้องไปโดยไม่เหลียวหลังมอง

571 Nameless Fanboi Posted ID:LlKz8ol/ip

>>569-570 ณ ตอนนี้ยังไม่สื่อความ ไม่เห็นพล็อตว่าต้องการจะเล่าอะไร เหมือนอยากชงให้หักมุม แล้วมึงก็ปล่อยร่วงดังตุ้บ อ่านมาก็ยังไม่รู้เลยว่าองค์กรอะไร ทำอะไร ตัวละครมีความสำคัญยังไง ทำให้รู้สึกเสียดายเวลาอ่านขึ้นมาทันที รำคาญความหญิงสาวชายหนุ่มหญิงสาวชายหนุ่มด้วย ลูปวนอยู่แค่สองคำ หาคำอื่นมาแทนบ้างก็ได้

572 Nameless Fanboi Posted ID:+prJZmB2hB

https://www.facebook.com/113842703326648/posts/183115593066025/

573 Nameless Fanboi Posted ID:YBmz7YN.fT

>>572 ไอ้เหี้ยโคตรดี อยากอ่านต่อ