Fanboi Channel

นิยายจากโม่งโดยโม่งเพื่อโม่ง

Last posted

Total of 667 posts

396 Nameless Fanboi Posted ID:wAwITZQEQW

คนในหมู่บ้านนี้กำลังกลายเป็นตุ๊กตา...

ไม่รู้ว่าเริ่มต้นจากอะไร หรือเริ่มต้นจากใคร แต่คนภายในหมู่บ้านแห่งนี้ค่อย ๆ กลายเป็นตุ๊กตาไปทีละคน ทีละคน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ หรือคนชรา ไม่ว่าใครก็กลายเป็นตุ๊กตากันได้ทั้งนั้น จนตอนนี้จำนวนตุ๊กตามนุษย์ในหมู่บ้านมากมายเต็มไปหมด

มาลีใฝ่ฝัน...ฝันว่าเธออยากเป็นตุ๊กตา

ก็ตุ๊กตานั้นทั้งแสนสวยและอ่อนหวาน เด็กหญิงจำได้ดีถึงตุ๊กตาพี่สิตางค์ สาวสวยประจำหมู่บ้าน ตุ๊กตาผิวสีขาวละเอียดดั่งกระเบื้องเคลือบที่เอนกายพิงเก้าอี้หวายบุนวมอาบแสงแดดยามเช้า ใบหน้าเล็กนั้นยังคงปรากฏความงามสมัยครั้งเธอยังเป็นมนุษย์...ไม่สิ เรียกได้ว่างดงามกว่าครั้งที่เป็นมนุษย์เสียด้วยซ้ำ ยิ่งชุดสีขาวฟูฟ่องเหมือนขนมสายไหมอันแสนบริสุทธิ์ ยิ่งทำให้ตุ๊กตาดูช่างน่าทะนุถนอมเหลือเกิน

เด็กหญิงไม่เคยมีตุ๊กตา

แม่บอกกับมาลีอยู่เสมอว่าตุ๊กตานั้นไม่จำเป็นสำหรับเธอ เพียงแค่ของเล่นเด็กที่ไม่ได้มีคุณค่าอะไรนอกจากใช้ประดับตกแต่ง แต่เด็กหญิงวัยหกปีไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมแม่ถึงไม่ให้ตุ๊กตากับเธอ ในเมื่อไม่ว่าเด็กคนไหนก็มีตุ๊กตาทั้งนั้น เด็กผู้หญิงมีตุ๊กตาหญิงสาว ตุ๊กตาหมี ตุ๊กตากระต่าย และเด็กผู้ชายมีตุ๊กตาทหาร ตุ๊กตายานรบ ขนาดสัตว์เลี้ยงของคุณป้าคนรวยที่ท้ายหมู่บ้านยังมีตุ๊กตาเป็นของตัวเองเลย

397 Nameless Fanboi Posted ID:aN.sWLgEWf

>>393 อย่างอื่นดีหมด ยกเว้นตรงเรื่องแม่ตายนี่แหละ งงๆ ถ้าไม่อ่านอธิบายก็ไม่รู้ว่าตายจากพ่อ อยากให้แต่งยาวๆ เลยแฮะ สนุกดี

398 Nameless Fanboi Posted ID:+1fs6E/1Yx

>>396 เอ๊ะ... เหมือนจะเก๊ทอะไรบางอย่างแต่ไม่เก๊ทดีกว่า

ปล.ถ้าตุ๊กตาตอนแรกไม่ได้ชื่อสิตางค์ กุอาจจะอินกับคำบรรยายของมิง
ปล.2 ใครสงสัย ให้เซิร์จ "สิตางค์ บัวทอง"

399 Nameless Fanboi Posted ID:cPj0yW/JTc

>>398 ห่า กูไม่ได้คิดเลย กูคิดแต่ว่าชื่อสิตางค์แม่งเพราะดี

400 Nameless Fanboi Posted ID:EXvRPgv/Ds

เสียงสลักประตูถูกปลดดังคลิก ก่อนที่ชายหนุ่มจะค่อย ๆ แง้มประตูเปิด ก่อนแทรกกายเข้าไปยังด้านใน

เสียงของพิธีกรสาวดังออกมาจากโทรทัศน์ที่กลางห้อง แต่สายตาของชายหนุ่มกลับจับจ้องไปยังร่างของหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่กำลังทอดกายนอนบนโซฟาหนังตัวยาวในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย แขนข้างหนึ่งป่ายลงไปจมอยู่ในชามใส่ข้าวโพดคั่วที่วางอยู่บนพื้น

ชายหนุ่มอดยิ้มออกมาไม่ได้ เขาค่อย ๆ ย่องเท้าตรงไปยังโซฟา ชะโงกหน้าลงไปคล้ายจะจุมพิต แต่ก่อนที่จะได้ทำเช่นนั้น หญิงสาวที่เหมือนว่าจะนอนหลับไม่รู้เรื่องก็พลันลืมตาขึ้น ยกมือข้างที่จุ่มลงไปในชามข้าวโพดคั่วขึ้นปิดปากโจรขโมยจูบผู้นั้นได้ทันเวลา

ชายหนุ่มสะดุ้งถอยหลัง ในขณะที่หญิงสาวเพียงแต่เหลือกตามองค้อน พูดออกมาว่า "คิดจะเอาเปรียบกันเหรอ"

ชายหนุ่มหัวเราะ "ทำไม" เขาย้อนถามขณะที่หญิงสาวยันตัวขึ้นนั่ง "แค่จะหอมแก้มนิดหน่อยไม่ได้เหรอ"

หญิงสาวไม่สนใจคำพูดนั้น เพียงแต่ยกแขนขึ้นเหยียดตัวบิดขี้เกียจก่อนที่จะเหลือบไปมองนาฬิกา "ตีสองกว่าแล้วเหรอเนี่ย" เธออุทาน "ให้ตายสิ ยายนั่นใช้งานเธอคุ้มจริง ๆ "

ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาบ้าง "จบงานนี้ว่าจะลาพักร้อนสักครึ่งเดือน" เขาพูด ก้มตัวลงไปหยิบชามบนพื้นขึ้นมาวางไว้บนเบาะข้างตัว "ว่าแต่เธอเถอะ ไม่เห็นต้องรอกันเลย ก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าให้ไปนอนก่อน นี่อาบน้ำแปรงฟันรึยัง"

หญิงสาวเลิกคิ้ว ใช้มือดึงชุดเดรสใส่นอนสีฟ้าให้คนตรงหน้าดู "ยังไม่ได้อาบมั้ง แหม ฉันก็แค่ดูทีวีเพลิน อย่าพูดจาขี้ตู่ไปหน่อยน่า"

ชายหนุ่มหัวเราะหึ ชะโงกตัวไปจูบหน้าผากของอีกฝ่ายครั้งหนึ่ง คราวนี้หญิงสาวยอมให้เอาเปรียบโดยไม่ปริปากบ่น ก่อนที่จะหล่อนจะลุกขึ้นยืนปิดปากหาว แล้วบอกว่าจะเข้านอนแล้ว

ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะทันได้กลับหลังหัน ข้อมือนวลก็ถูกอีกฝ่ายยื้อยุดเอาไว้ "เดี๋ยวๆๆๆ" ชายหนุ่มพูดยิ้มๆ "กินขนมแล้วไม่แปรงฟันได้ยังไง มาแปรงฟันด้วยกันก่อน"

หญิงสาวแยกเขี้ยวโชว์ฟันขาวคล้ายจะบอกว่าไม่เห็นเป็นอย่างไร แต่นั่นก็ยังไม่เป็นที่พอใจของคนตรงหน้า ชายหนุ่มฉวยโอกาสรวบตัวเธอขึ้นอุ้มเดินตรงไปยังห้องน้ำ โดยไม่ได้สนใจเสียงประท้วงนั้นแม้แต่เพียงน้อย

แต่นั่นก็เป็นเพียงการโวยวายให้พอเป็นพิธีเท่านั้นเอง เพราะนอกจากจะพองตาขู่นิดหน่อยแล้ว หญิงสาวก็ไม่ได้แสดงอาการว่าโกรธเคืองอะไร เมื่อคนทั้งสองแปรงฟันเสร็จ เธอก็ได้ทีใช้มือหยอกตีหน้าท้องของอีกฝ่ายเป็นการเอาคืน ก่อนที่จะสะบัดเรือนผมเดินตรงไปยังห้องนอน ปล่อยให้ชายหนุ่มได้อาบน้ำชำระร่างกายหลังจากต้องทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน

เข็มนาฬิกาเกือบจะแตะเลขสามอยู่รอมร่อกว่าที่ชายหนุ่มจะอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย เขาเดินฮัมเพลงตรงไปยังห้องนอน ก่อนที่จะหยุดส่งเสียงออกมากลางคันเมื่อพบว่าด้านในปิดไฟเงียบ ได้ยินเพียงแต่เสียงลมหายใจเป็นจังหวะของคนที่นอนรออยู่ก่อนแล้วเท่านั้น

เขาแทรกตัวเข้าไปในห้อง ขยับกายขึ้นนั่งบนเตียงโดยพยายามใช้เสียงให้เบาที่สุด แต่ดูเหมือนว่านั่นจะยังไม่ดีพอ ด้วยมีเสียงงัวเงียของหญิงสาวดังขึ้นแทบจะในทันทีว่า "ทำงานหนักไปแล้วนะ"

ชายหนุ่มครางอืมในลำคอเป็นเชิงรับ "เธอก็รู้ว่าเรื่องคราวนี้มันเป็นยังไง" เขาพูด "ขอโทษนะที่ช่วงนี้ไม่มีเวลาให้เลย เดี๋ยวไว้..."

หญิงสาวยกมือขึ้นปิดปากอีกฝ่ายก่อนที่จะทันพูดได้จบประโยค "ไม่เป็นไรค่ะ" เธอพูด "แต่... แต่เธออ้วนขึ้นนะ เมื่อกี้ฉันว่าฉันจับเจอพุงด้วยล่ะ"

ชายหนุ่มชะงักไปก่อนที่จะหลุดหัวเราะพรืดออกมา "แย่ล่ะสิ" เขาพูดกลั้วหัวเราะ "ทำงานหนักเกินไปจริง ๆ ด้วย"

หญิงสาวหัวเราะคิก ลืมตากลมกว้างขึ้นจ้องตรงไปยังเงาร่างของชายหนุ่ม "จริง ๆ ก็ไม่ได้แย่อะไร นิ่ม ๆ ดี ชอบมากกว่าตอนที่เป็นกล้ามแข็ง ๆ แบบเมื่อก่อนอีก"

ชายหนุ่มหัวเราะ ก้มหน้าลงจูบหน้าผากของอีกฝ่ายพร้อมกล่าวราตรีสวัสดิ์ หญิงสาวหัวเราะคิกอีกครั้ง เธอยกศีรษะขึ้นหอมแก้มกลับ ตอบคำว่า "ราตรีสวัสดิ์ค่ะ ไอ้หมูอ้วน"

401 Nameless Fanboi Posted ID:7C9HzvM+w3

วิธีการเอาตัวรอดจากเหล่าโนวิสผู้กระหายเลือด 101

“เด็ก ๆ จ๊ะ โตไปอยากเป็นอะไรกันเอ่ย?”

ชิบหายละ เปิดมาแบบนี้แม่งต้องแน่นอนว่าผมคงไม่ได้อยู่ในโลกพนักงานบริษัททำงาน 9 โมงเช้า เลิก 5 โมงเย็น แต่ทำโอทีต่อถึง 5 ทุ่มแน่ ๆ ตะกี้ก็ไม่ได้ถูกทรัคซังส่งมาต่างโลก ยังมั่นใจว่ากำลังแก้ไฟนอลสุดท้ายของลูกค้าที่จะเอาภายในพรุ่งนี้เช้าอยู่เลย ถึงกรุงโรมจะไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว แต่ถ้าบัดเจ็ทถึง จะเอาเวนิชกับปรารีสด้วยก็ได้

สงสัยกระทิงแดงผสมเอ็มร้อยและเอสเพรสโซ่สองเป๊กคงทำพิษกัน ผมคงตายห่าคาคอมพิวเตอร์และเมาส์ปากกาของบริษัทไปแล้วมั้ง ที่สำคัญกว่าคือตอนนี้ต้องมาอยู่ในสถานการณ์อะไรวะเนี่ย

“พุดิดินอยากเป็นคุณครูค่าา” ยัยเด็กน้อยตาแป๋วกระโดดจนเนื้อตัวสีชมพูใสเด้งดึ๋ง ๆ ด้วยความร่าเริงเบอร์สิบ ถึงเพื่อนจะบ่นว่าเชยแต่อย่างน้อยก็ยังได้รับคำชมจากคุณครูตัวสีม่วงพาสเทล

“ปิ๊วปิ๊วอยากสไลม์นักบวชสาวฮะครู” ไอ้เด็กตัวสีแดงกลมโตเกินไซส์เพื่อนหน้าตาหาเรื่องหาราวตอบแล้วหัวเราะเอิ๊กอ๊าก สไลม์นี่มันคือ verb ประเภทไหนวะ ขอคำขยายความด้วยไอ้หนู

“อู้หูววว เท่จังเลย ปิ๊วปิ๊วอยากจะสไลม์นักบวชสาว! นี่ต้องเป็นตำนานแน่ ๆ ยังไม่เคยมีบรรพบุรุษคนไหนเคยสไลม์นักบวชสาวเลยนะ! มีแต่เคยสไลม์นักเวทย์หนุ่ม”

เดี๋ยว ๆ ไอ้สไลม์นี่คือหมายถึงทำเรื่องลามกติดเซ็นเซอร์ใช่ไหม! เอ็งมันสายบาปหรือยังไงถึงอยากไปปู้ยี่ปู้ยำนักบวชสาวน่ะ แล้วไอ้โคตรพ่อโคตรแม่ที่เคยไปปล้ำนักเวทย์ชายนี่มันยังไง? ยัยครูก็ห้ามหน่อยสิโว้ย ลูกเด็กเล็กแดงคิดเรื่องลามกจกเปรตพรรค์นี้ หล่อนจะปล่อยมันไปเฉย ๆ เรอะ

“ปาปาอยากเป็นเจลลี่รสมินต์ที่เสิร์ฟในหน้าร้อน~” สไลม์ตัวน้อยสีฟ้าน้ำทะเลพูดด้วยท่าทางเขินอาย ส่วนที่น่าจะเป็นแก้มแดงระเรื่อ

“ว้าวว ปาปาต้องอร่อยแน่ ๆ เลย”

หล่อนแม่งไร้อนาคตสุดแล้วปาปา แม่งอยากโตไปเป็นของกิน! แล้วไอ้การสนับสนุนของเพื่อนนั่นคือแม่งอะไร เอ็งเป็นฮันนิบาลลิซึ่มอยากรับประแดกเพื่อนในหน้าร้อนเหรอ?”

“ความฝันแต่ละคนน่ารักมากเลยจ๊ะ” น่าฮักกะผีอีป้ออีแม่คิงก๊า แต่ละตัวฝันห่าเหวอะไรบัดซบขนาดนั้นวะ ยัยครูเห็นผมเป็นคนเดียวที่ยังไม่ได้ตอบเลยมองลอดแว่นตาที่ไม่รู้ว่าแปะอยู่บนก้อนใส ๆ ได้ยังไง “ปุรินรินล่ะจ๊ะ อยากโตไปเป็นอะไร”

“เทพอย่างปุรินรินต้องอยากเป็นราชันสไลม์แน่เลย~” ยัยปาปาที่ฝันอยากเป็นขนมชิงตอบก่อนที่ผมจะคิดคำตอบออก

ราชันสไลม์บ้าบออะไร ตรูไม่เป็นด้วยหรอกเฟ้ย ฟังดูก็รู้ว่าเป็นแค่บอสกาก ๆ โนวิสเลเวลแปดยังไม่ทันได้เลือกอาชีพก็ตบตายในไม่กี่ทีแล้วมั้ง เกิดใหม่ทั้งทีเป็นอะไรเสือกไม่เป็น ดันเป็นสไลม์สีโง่ ๆ โคตรปัญญาอ่อน

“ครูฮะ!” ลูกคู่ของปิ๊วปิ๊วที่คอยช่วยชงตะโกนแทรกขึ้นมา ครูสาวสไลม์สีม่วงจุปากเบา ๆ ให้เขาเงียบปล่อยให้ผมได้พูดก่อน แต่เขาก็ยังไม่หยุด “ครูฮะ! ผู้กล้าฮะ~”

“อ๋อ ปุรินรินอยากเป็นผู้กล้าเหรอจ๊ะ เป็นความฝันที่—-โผล๊ะ!”

ครูพูดยังไม่ทันจบก็ถูกมีดสั้นจากด้านหลังปักเข้ากลางหัวจนแตกดังโผล๊ะกลายเป็นน้ำเหนียวสีม่วงที่สาดใส่เต็มหน้าเหล่าสไลม์อนุบาลที่ล้อมวงกันอยู่ ส่วนแว่นตาที่เคยอยู่บนหน้าก็ร่วงแกร๊งลงกับพื้น ระหว่างที่เด็ก ๆ มองหน้ากันแบบไม่รู้จะทำยังไงดี ก็มีเสียงประกาศขึ้นเสียก่อน

“ผู้เล่น วันนี้พี่มาคนเดียว กำจัดครูสาวสไลม์ม่วงเลเวล 4 ได้รับ 35 exp. และดรอปไอเทมเควสแว่นตาสไลม์”

ผมกระโดดขึ้นแล้วหันตัวไปมองด้านหลัง ทุ่งสไลม์ที่แสนสงบสุขเริ่มมีเหล่าชายหญิงในชุดผ้าฝ้ายโทรม ๆ ยังไม่ได้เลือกอาชีพเกาะกลุ่มฟาดฟันก้อนสไลม์หลายสีกันอยู่

“หนีสิเว้ย รอพ่อเอ็งมาตัดริบบิ้นเรอะ” พอผมพูดจบเหล่าสไลม์เด็กก็แยกย้ายหนีไปคนละทางทั้งที่ยังร้องไห้กันจ้าละหวั่น ส่วนผมกระโดดดึ๋ง ๆ เผ่นหนีไปทางที่คิดว่าจะมีผู้กล้าน้อยที่สุด

ส่วนคำตอบที่ว่าเกิดใหม่มาอยากเป็นอะไร ก็มีคำตอบเอาไว้ในใจแล้ว

ตูไม่อยากเป็นอะไรทั้งนั้น ตูขอแค่มีชีวิตอยู่รอดไม่โดนโนวิสตบตายก็พอ!

402 Nameless Fanboi Posted ID:rbxS2S1UGP

>>401 การเขียนแนวนี้น่าสนใจนะ แต่ก็คิดว่าจะทำยังไงให้คนอ่านอยากติดตาม เพราะปกติคนอ่านมักจะชอบ self inserted ตัวเองไปเป็นตัวเอก พอตัวเอกไม่ใช่มนุษย์​ มันก็จะแปลกๆ หน่อย

คือถ้าไม่ใช่มนุษย์​ก็ต้องมีรูปร่างหน้าตา​คล้ายมนุษย์​อะ ไม่งั้นไม่ไหว

403 Nameless Fanboi Posted ID:xBTNCSzPd+

>>402 มันยังเป็นสไลม์เด็กอยู่เลย ถ้าจะเขียนคงต้องให้เก็บเวลจนได้ร่างคนมาแหละมั้ง กูแค่คิดพล็อตได้ระหว่างที่กำลังด่านิยายชาวบ้าน เลยพิมพ์ในมือถือดู ปรกติไม่เคยเขียนแนวนี้ภาษานี้เลยว่ะ 55555555

404 Nameless Fanboi Posted ID:xBTNCSzPd+

จริง ๆ น่าทำ experiment นะ เขียนด้วยภาษาแบบนี้ เนื้อเรื่องลามกหน่อยนิด ๆ ฮาเร็มหน่อย ๆ เพิ่มจิ้นวายอีกนิด ความยาวสัก 2-3 หน้าก็พอ เขียนล่วงหน้าไว้สัก 20 ตอน แล้วอัพทุกวัน อยากรู้ว่ามันจะไปได้แค่ไหน แต่คงใช้ id ใหม่ว่ะ นี่แม่งคนละแนวกับที่กูเขียนโดยสิ้นเชิงเลย 5555

405 Nameless Fanboi Posted ID:evRU3.x+fM

>>404 ฟังดูน่าสนใจ น่าทำการทดลอง อาจได้ผลลัพท์เจ๋งๆ ก็ได้ พอมีบทสรุปออกมา ถ้าเอาไปติดเหรียญขายได้ก็โอเคเลย (ทุนนิยมนี่มันเหี้ยจริงๆ)

406 Nameless Fanboi Posted ID:ZvtMyTHzlR

“ไลท์เทนนิ่งซื้อรถใหม่ว่ะ Pagani Zonda รุ่น HP Barchetta สีดำ หมดไปสิบแปดล้านเหรียญเลยนะเว้ย” เสียงกลั้วหัวเราะดังขึ้นมาจากหูฟังทรูไวร์เลสที่เขาสวมเอาไว้ทางด้านซ้าย หลังจบประโยคนั้นก็มีเสียงสวนขึ้นมาทันที

“ปัญญาอ่อน แม่งยังไม่เลิกโรคเด็กม.สองอีกเรอะ รถเด่นขนาดนั้น คงได้โดนคนมุงก่อนได้ขับหนีอีกมั้ง ไอ้เวรนี่แม่งโคตรไม่มืออาชีพ เดี๋ยวก็ได้ชิบหายกันทั้งวงการ”

“ใจเย็นน่าแอล” เขาหัวเราะเบาแล้วกระซิบกลับแผ่วเบา ดวงตาข้างขวายังคงจ้องกล้องซูมคุณภาพสูงที่ส่องไปยังอาคารฝั่งตรงข้าม “ยังไงคนชิบหายก็ไม่ใช่พวกนายหน้าแบบนาย จะไปเดือดร้อนแทนมันทำไม”

“แม่งปัญญาอ่อนกันทั้งผัวทั้งเมีย” คนเปิดเรื่องประเด็นยังคงลากเข้าเรื่องเดิมด้วยความขำขัน “เดือนก่อนยัยบลัดวูล์ฟเมียมันก็เพิ่งถอยแลมโบกินี่ สรุปจอดไม่ต้องแจว วีคก่อนเจอรถติดอยู่สุรศักดิ์เข้าไปจบงานไม่ทัน เห็นว่าโดนกระทืบจนม้ามแตกตอนนี้ยังออกจากโรงบาลไม่ได้เลยมั้ง”

“หมายถึงงานอุ้มนักเคลื่อนไหวทางการเมืองสินะ” แอลหัวเราะลั่น “กรุงเทพแม่งเมืองหลวงแห่งรถติดนะเว้ย คิดบ้าอะไรซื้อแลมโบมาขับวะ ผัวเมียคู่นี้เหมาะสมกันดีแล้ว”

“คู่นี้มันเพี้ยนตั้งแต่ตั้งชื่อแล้ว ตอนเด็กๆ อ่านการ์ตูนกันมากเกินมั้ง” ชายคนต้นเรื่องพิมพ์อะไรสักอย่างดังก๊อกแก๊ก ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า “นายล่ะแมตต์ เห็นงานก่อนได้มาหลายล้าน ไม่สนใจถอยซูเปอร์คาร์กับเขาสักคันเหรอ นายแม่งความหวังของตี้ ‘ฟอร์ตไนท์จะเล่นตอนไหนก็ได้โตแล้ว‘ ของพวกเรานะเว้ย”

“ไม่ล่ะ ฉันไม่ชอบเป็นจุดเด่นขนาดนั้น” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเฉยชาเหมือนตาแก่ไม่เหมาะกับหน้าตาที่ดูยังไงก็วัยรุ่นเอเชียอายุไม่น่าเกินยี่สิบ “ขอแค่รองเท้าดีๆ สักคู่ก็พอแล้ว”

“หรือไม่ก็สเก็ตบอร์ดดีๆ สักอัน” แอลหยอกอีกฝ่ายอย่างไม่จริงจังนัก แต่ประโยคต่อมาเรียกว่าชมจากใจจริง “ทำไมไอ้โง่พวกนั้นมันไม่รู้จักทำตัวให้เนียนๆ อย่างนายวะ ฉันยังประทับใจงานที่มาเรียสแควร์ หลังจบงานนายแม่งไถสเก็ตบอร์ดออกไป ตำรวจเจอนายยังไม่สงสัยเลย”

แน่ล่ะ ตำรวจจะไปสนใจอะไรเด็กเอเชียวัยรุ่นทำผมสีทองคล้องเฮดโฟนและไถสเก็ตบอร์ดผ่านไปกัน มองยังไงก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าเมื่อกี้เขาเพิ่งเอาลูกกระสุนกรอกปากนักธุรกิจใหญ่มา

“พอๆ นางแอ่นใกล้ถึงแล้ว รอติดไฟแดงอยู่แยกหน้า” ผู้ให้ข้อมูลกล่าวตัดจบแล้วปล่อยให้คอลกลุ่มเหลือแต่ความเงียบงันให้แมตต์ได้มีสมาธิทำงานเต็มที่ เขาสอดนิ้วเข้าไปในโกร่งปืนรอจนรถเก๋งสีดำจอดเทียบประตู ชายวัยกลางคนในชุดสูทค่อยๆ เดินออกมาทักทายกับคนรอบข้าง จากนั้นก็เหนี่ยวไกใส่เลขาของเขา

กระสุนหนึ่งนัดทะลุเข้ากะโหลกศีรษะจบชีวิตนกนางแอ่นผู้เป็นเป้าหมายเรียบร้อย เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงมีคนคิดเก็บเลขาของผู้นำประเทศ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาจะต้องรู้ เขาเป็นนักฆ่า รู้แค่ว่าเป้าหมายคือใครก็พอ

“เอ้า จบงาน เก็บของกลับได้” ผู้ให้ข้อมูลกล่าวสั้นๆ แล้วตัดสายคอลกลุ่มไป แมตต์รีบถอดปืนสไนเปอร์เก็บอุปกรณ์ลงกระเป๋าด้วยความรวดเร็ว จากนั้นค่อยหยิบหมวกและแจ็กเก็ตสีเขียวสดมาใส่ตามด้วยสะพายกล่องใส่อุปกรณ์บนหลัง

“เสร็จแล้วหรือไอ้หนุ่ม” ยามร่างกายสูงใหญ่วัยไม่เกินห้าสิบดักเขาไว้ก่อนที่แมตต์จะเดินออกจากตึก เขาหันไปพยักหน้าและยิ้มแย้มด้วยความเป็นมิตร “มาส่งอะไรล่ะ?”

“ส่งปูดองน้ำปลาให้ชั้นสิบหกครับ เดี๋ยวมีงานต่อต้องไปซื้อเกาลัดที่เยาวราช”

ยามคนนั้นมองด้วยสายตาเห็นใจ มือตบลงบนไหล่ของเขาเบาๆ ไม่ได้คิดเลยสักนิดว่ากล่องที่สะพายบนหลังคือกล่องอุปกรณ์ปืนไม่ใช่กล่องใส่อาหาร “ยังหนุ่มยังแน่นก็ขยันทำมาหากินแล้ว ลุงไม่กวนเอ็งล่ะ ไปส่งของต่อเถอะ”

แมตต์ยกมือไหว้แล้วเดินตรงไปที่รถมอเตอร์ไซค์ที่จอดไว้หน้าอาคาร เขาคาดกล่องอุปกรณ์ไว้ท้ายรถกระชับแจ็กเกตเข้าหากันเล็กน้อย สายตาไม่แม้แต่จะเหลือบมองความวุ่นวายทางฝั่งตรงข้ามเสียด้วยซ้ำ

งานเรียบร้อย คนไม่น่ารอด อีกไม่กี่วันเงินค่าจ้างคงจะถึงมือ ตอนนั้นเขาคงซื้อรองเท้ากีฬาคู่ใหม่ที่เหมาะกับการวิ่งปีนป่ายเอาไว้คุยอวดเพื่อนร่วมอาชีพในคอลเกมสักที

แมตต์สวมหมวกกันน็อคสีเขียวสะท้อนแสงที่เขียนว่า GrabFood จากนั้นก็ขับมอเตอร์ไซค์คันโทรมออกไปตามถนนพระรามเก้าที่เริ่มรถติดขนัด ไม่มีใครสนใจพนักงานส่งอาหารคนนั้นเลยสักคน

407 Nameless Fanboi Posted ID:6XPWjN/8RH

>>406 ทำดีว่ะเพื่อนโม่ง ไอเดียเอาเรื่องบ้าๆ ที่คุยกันในกระทู้สับเด็กดวกมาแต่งนิยายสั้นเสียดสีแบบนี้ กูซื้อ

ถ้าไอ้เล่าโปกมาอ่านคงเจ็บใจพิลึก

408 Nameless Fanboi Posted ID:fW6uPYPa0j

>>407 มึงยุนะ กุเอาไปหยอดไว้ละ

409 Nameless Fanboi Posted ID:L04L+tsXSq

ท่ามกลางสวนลุมพินีเวลาห้าโมงเย็นที่พระอาทิตย์ยังไม่ตกดินและใกล้ได้เวลาเคารพธงชาติ ชายวัยห้าสิบกว่าทรุดนั่งบนม้านั่งที่มีกระเป๋าหลายใบวางกองกันอยู่ เขาเอื้อมไปหยิบขวดน้ำจากกระเป๋ายี่ห้อดัง ก่อนจะหยิบแคปซูลละลายน้ำได้จากกล่องโลหะแล้วหย่อนเม็ดยาลงไปเมื่อมั่นใจได้ว่าไม่มีใครสังเกตเห็น เพียงแค่ไม่ถึงสิบนาทีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินก็ปลีกออกมาจากกลุ่มเพื่อนที่เล่นตะกร้อกันอยู่ไกล ๆ และเดินตรงเข้ามา คงเป็นเจ้าของกระเป๋าใบที่ว่า

"น้องเป็นเจ้าของกระเป๋าใบนี้หรือเปล่า" เขาชี้กระเป๋าพร้อมเอ่ยถาม น้ำเสียงของชายวัยกลางคนแข็งกระด้างยิ่งกว่าหินแกรไฟต์ หน้าตาถมึงทึงบ่งบอกถึงความไม่เป็นมิตร

"ใช่ กระเป๋าผมเอง" เด็กหนุ่มเลิกคิ้วมองขึ้นด้วยท่าทางไม่เป็นมิตรไม่ต่างกัน อย่าคิดว่าอายุเยอะแล้วจะมาทำข่มกันได้ อายุไม่เกี่ยวใส่เดี่ยวได้หมด จะรุ่นเล็กรุ่นใหญ่เจอตีนเข้าไปก็ลงไปนอนวัดพื้นได้เหมือนกัน แล้วตีนเขาก็เบอร์สี่สิบห้าเหมาะจะทาบหน้าคนได้พอดี "ลุงจะซื้อเหรอ ผมไม่ขาย มีไรป่าว"

"ไม่ได้จะซื้อ" คิ้วของชายวัยเกือบห้าสิบกระตุกเข้าหากัน เริ่มปวดประสาทที่ไอ้เด็กนี่ชักจะเริ่มกวนส้นเท้า "น้องรู้ไหมกระเป๋าใบนี้มันละเมิดลิขสิทธิ์"

"อ้าว งั้นเหรอ มีคนให้ผมมาอ่ะ ผมจะไปตรัสรู้ได้ยังไง" เด็กหนุ่มยักไหล่แล้วมองกระเป๋าอย่างไม่ยี่หระ แค่กระเป๋าใบหนึ่งยังต้องมาตรวจสอบกันแบบนี้ ตำรวจบนโลกนี้คงว่างงานกันเกินไปแล้วม้าง

"พี่เป็นตำรวจนะน้อง" ชายวัยกลางคนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ไม่สนใจหน้าที่ที่บ่งบอกว่า ‘โอ้โห แก่จนหนวดขาวยังจะมีหน้าเรียกตัวเองว่าพี่อีก’ ของอีกฝ่าย "ขอดูบัตรประชาชนหน่อยได้ไหม"

"เอาไปทำไม ลุุงจะจับผมเหรอ?" เด็กหนุ่มหรี่ตาลงมอง “อยู่ดี ๆ มาบอกว่าเป็นตำรวจแล้วมาขอบัตรประชาชนนี่นะ เป็นมิจฉาชีพเปล่าลุง? มีใบไหม? ถ้าไม่มีผมจะแจ้ง"

"แค่อยากดูบัตรเฉย ๆ " คนที่บอกว่าตำเองเป็นตำรวจยังคงไม่ยอมแพ้ จากท่าทางดุดันกลายเป็นอ่อนโยนขึ้นแทน เขาส่งขวดน้ำที่ใส่แคปซูลยาลงไปให้เด็กหนุ่มคนนั้น “บ้านเราอยู่แถวนี้เหรอ เล่นตะกร้อเหนื่อย ๆ กินน้ำหน่อยไป”

“ผมไม่กินเว้ย ลุงใส่ไรลงไปในน้ำเปล่าวะ”

“ไม่ใช่น่า กินหน่อยเถอะ เดี๋ยวพี่ให้ตังค์กินหนมก็ได้” ชายวัยกลางคนทำท่าจะควักกระเป๋าเงินออกมา

“ลุงห่านี่แม่งเป็นไรของมันวะ” เขาขมวดคิ้วเข้าหากันแล้วตะโกนไปหาเพื่อนที่เตะตะกร้อกันอยู่ข้างหลัง “ไอ้ชาติ ไอ้เปิ้ล มานี่หน่อยดิ๊ ไอ้ลุงนี่มันมีพิรุธว่ะ สงสัยอยากโดนยำตีน”

ค่ำวันนั้นดอกเตอร์ก็กลับไปด้วยท่าทางหมดสภาพตาแตกหมอไม่รับเย็บ ส่วนขวดน้ำเวรนั่นโดนโยนทิ้งถังขยะไปแล้ว

410 Nameless Fanboi Posted ID:3inQZ93oIl

>>409 แรกๆ สังเกตเห็นความพยายามจะฟองเบียร์ แต่พอถึงครึ่งหลังสำนวนมิงกลับมาเป็นของตัวเอง การเล่าเลยกระชับขึ้นเอาดื้อๆ แต่ก็ขอบใจมาก

ลึกๆ แล้วมิงทำให้กุนึกถึงโม่งที่แต่งนิยายว่าตัวเองแต่งนิยายแนวกระแสในเด็กดวก แล้วมียอดวิวถล่มทลาย มีอยู่ตอนนึงมันจงใจเขียนผิดหลายคำ ใช้คะ/ค่ะ ผิดรัวๆ จนกุยอมรับในความพยายามของแม่งเลย

411 Nameless Fanboi Posted ID:FilmbtakeF

>>410 กุล้อนิยายพังพาบน่ะ

412 Nameless Fanboi Posted ID:3inQZ93oIl

>>411 ของจริงมันเวิ่นเว้อแบบนี้เลยมั้ย ถ้าใช่กุไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมร้าง

413 Nameless Fanboi Posted ID:jEUSZPea91

>>412 เวิ่นกว่านี้ กุตัดกระชับแล้ว ที่มึงบอกฟองเบียร์ต้นๆ มันเขียน 3-4 ย่อหน้า กุเขียนย่อหน้าเดียว

414 Nameless Fanboi Posted ID:t4ukefvsmk

>>412 กากกว่าเล่าปี่อีก

415 Nameless Fanboi Posted ID:Xn+S8LKup4

>>411 มึงล้อจากเรื่องไหนบทที่เท่าไหร่วะกูอยากตามไปดู

416 Nameless Fanboi Posted ID:s.8S31qi6D

>>415 บอย บทแรกเลย

417 Nameless Fanboi Posted ID:muid.mf5mT

1
ผมดูรูปDLCแล้วชักว่าวครั้งแรกตอนอายุ 25 เพราะผู้หญิงคนหนึ่งบอกผมว่า
“อย่าพูดว่าตัวเองบ้าหีเลย ถ้าดูรูปวงไอดอลแค่สองวงต่อเดือน และไปงานจับมือเพื่อกลับบ้านมาชักว่าวแบบไม่ล้างมือ”
หยิ่งผยอง ผมเสียหน้า
ผมคุยกับเธออีกสองสามประโยคก็พบว่าเธอชอบหนังนอกกระแส เธอชอบ เลว2018 กับ ขรัวโต อมตะเถระ พร้อมเล่าเรื่องย่อให้ผมฟัง ผมคุ้นๆ และผมก็นึกขึ้นได้ว่าผมเคยดูนานแล้ว นั่นมันเรื่อง “ไอ้หนุ่มขาลาย ฟัดหัวใจให้โลกตะลึง” กับ “นักบวชตาชั้นเดียว” นี่หว่า เห็นชื่อหนังกูก็นึกว่าหนังตลาดๆทั่วๆไปที่ไหนได้แม่งหนังอะไรก็ไม่รู้ ผมทนเธอไม่ไหวเลยรีบปลีกตัวออกมา เดินกลับไปหาเพื่อน กระซิบบอกมัน ดนตรีการาจร็อคดังกระหึ่มเป็นฉากหลัง...อีห่าโลกมันไปถึงไหนมึงยังเปิด "มหาลัยวัวชน" อีกเหรอ
“ผู้หญิง คื อ ลื อ คนนั้นใครวะ นมหยั่ยชิบหาย”
เพื่อนบอกไม่รู้เหมือนกัน (อ้าวแล้วเนียนมาหลอกด่ากู ?) ดูเหมือนเธอมาคอยผัว เธอยืนผงกตามจังหวะดนตรี เธอใส่เสื้อ อะไรสักอย่างคล้ายเครื่องแบบนักเรียนญี่ปุ่น แต่ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว เสี้ยววินาทีที่ผมจ้องเสื้อของเธอ เธอรู้ว่าถูกมอง เธอมองตรงมาหาผม เธอมองเพื่อถามว่า “มึงจ้องนมกูอยู่ใช่มั๊ย ?”

2
คืนต่อมา มีคนถ่ายรูปเธอลงในเพจ “คุ ณ ภ าพ” แต่ไม่มีใครแทคเธอ
มีแต่คนคอมเม้นว่า ห อ ม ไม่ก็ คื อ ลือ ผมไม่เข้าใจมาจากจังหวัดไหนกันเนี่ยพวกท่าน

3
สองสัปดาห์ต่อมา ผมไปงานเปิดนิทรรศการของแกลลอรี่หนึ่ง ทั้งที่ไม่รู้ว่าไปทำไม แต่น่าจะมีของฟรี ช่วงนั้นเงินเดือนใกล้หมด อะไรประหยัดได้ผมก็ไป บางครั้งผมไม่รู้ว่าออกจากห้องไปทำไม เสียทั้งค่ารถ รวมๆกันก็เท่ากับแดกลาบข้างทางอิ่มๆสักมื้ออยู่ดี
ผมยอมรับว่าผมลืมไปแล้ว เพราะสาวๆในเพจ คุ ณ ภ า พ แม่งน่าจดจำมากกว่า น้อง คื อ ลื คนนั้น แต่เธอดันอยู่ที่นั่น อกหนาๆ เสื้อเหี้ยอะไรสักอย่างกึ่งๆคอสเพลย์ ผมว่าเธอไม่รู้ว่าเธอมีความพยายามเห็นเด่นชัดแน่ๆ ผมเริ่มประโยคแรก “ผมดูหนังเลว2018 แล้วนะ สนุกดี”
เธอบอก “ดูเพราะมันเป็นหนังแอ๊คชั่นน่ะสิ”

เธออัปเปอร์คัตขวา ผมหลบไม่ทัน อะไรวะ ผู้หญิงคนนี้
“คุณเป็นคนที่ไหนคนจังหวัดอะไร” ผมอยากรู้จริงๆ “เป็นไอดอล นักร้อง หรือ หางเครื่องเต้นประกอบแบคกิ้งแทรค หรือ ขายแฟนเซอร์วิสให้โอตะ”
เธอตอบ “ฉันไม่ได้เป็นอะไรสักอย่าง”
“แต่เป็นกระหรี่ใช่มั๊ย?” ผมถามโพล่งไปอย่างไม่รู้ตัว สายตาจับอยู่ที่หน้าอกของเธอ เธอตอบคำถามผมด้วยการตบฉาดเข้าที่ใบหน้า ในขณะที่ผมกำลังจะเอ่ยปากขอโทษ เธอก็พูดยิ้มๆ
“คุณชัดเจนดี ฉันจะเย็ดกับคุณ”

4. ไม่น่าเชื่อ ผมมาโรงแรมม่านรูดครั้งแรก กับผู้หญิงแปลกหน้า (เอาจริงๆผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอเป็นผู้หญิงหรือเปล่า) เรามาโรงแรมตอนเย็นๆ เธอบอกว่าเธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับที่นี่เลย เธอเดินตามผมต้อยๆ ดูสงบและผยองน้อยลงกว่าที่เคยเป็น ผมพาเธอไปเดินซื้อของ7/11 แวะ ซื้อถุงยางด้วย อากาศที่อบอ้าวทำให้ผมและเธอเหงื่อแตกพลั่ก เสื้อบางๆของเธอเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ มองเห็นสายยกทรงสีดำและเนินอกใหญ่ตระหง่าน “ร้อนจังเลย” เธอบ่น “คนจะเย็ดกันเค้ามีอารมณ์เอากันได้ยังไงนะ อากาศแบบนี้” ผมสะดุ้งกับคำถามลอยๆของเธอ นึกในใจว่า “แต่กูไม่เคยเย็ดใครเลยนี่หว่า...”

5. เรากลับเข้าห้อง หลังจากที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ เธอก็พุ่งตัวเข้าห้องน้ำ ไม่มีท่าทีเขินอายใดๆกับสายตาของผมที่จ้องมอง ห้องน้ำโรงแรมเป็นกระจกใส แต่เธอทำทุกอย่างราวกับผมไม่ได้มีตัวตนอยู่ที่นั่น เธอเปลื้องผ้า ขับถ่าย แปรงฟัน อาบน้ำราวกับจะใช้น้ำทั้งโรงแรมไปกับการอาบครั้งนี้ ก่อนจะออกมาจากห้องน้ำพร้อมผ้าขนหนูพันตัวหลวมๆ และล้มตัวนอนทันที ผมสำรวจ สำรวจเธอ แล้วก็ได้รู้ว่านมเธอใหญ่จริงๆ มือก็ใหญ่ เท้าก็ใหญ่ ไม่ใช่สเปคผมหรอกที่จริง ผมชอบผู้หญิงที่มือเท้าเล็กๆ ที่แน่ๆ ระหว่างรอเทออาบน้ำผมก็ชักว่าวกับDLC จนหมดแรงแล้ว

แถวๆนี้มีอะไรดีบ้างผมไม่รู้แล้ว เพราะหลังจากวันนั้น เราสองคนก็แทบจะไม่ได้ออกจากห้องกันอีกเลย...

6. กลับจากโรงแรมวันนั้น ผมก็หายไปจากชีวิตเธออย่างถาวร มีเพียงสายสัมพันธ์ทางโซเชียลที่ไม่ได้ตัดขาด

7. กลางดึกคืนหนึ่ง เธอโทรมา หนึ่งปีได้มั้ง หลังจากคืนนั้น
เธอถามว่า “ถุงยางกล่องที่เธอลืมไว้ตรงหัวเตียงวันนั้น ยังไม่ได้แกะออก เราขอเอาไปใช้กับลูกค้าใหม่นะ”
ผมตัดสายทิ้งทันที

8. ผมไม่กล้าบอกเธอ ว่าตอนนี้ผมชักว่าวกับรูปผู้หญิงอีกคนหนึ่ง คนที่ด่าว่าผมเป็นพวกขี้โม่ยเพราะผมไม่เคยอ่านหนังสือโฟโต้บุคของสนพ ปลาสด ก่อนหน้านั้นผมก็เจอผู้หญิงคนหนึ่ง ที่หาว่าผมเป็นพวก ประชาธิปไตย จอมปลอมเพราะไม่เคยกระทืบเมียเพราะหาเมียไม่ได้ หรือก่อนหน้านั้นอีก กับผู้หญิงที่ดูถูกผมว่าถ้าทนฟังไม่ได้ก็เอามืออุดหูไป ผมเจอผู้หญิงแบบนี้เยอะแยะมากมาย ทุกคนล้วนไม่ใช่สเป็ค แต่ก็ทำได้แค่ เซฟเธอ แล้วชักว่าวๆ

9. คิดดูแล้ว นักบินอวกาศก็คงเป็นแบบนี้ใช่ไหม ที่วันๆเอาแต่นั่งขัดจรวดอะครับ น้องๆครับ...

418 Nameless Fanboi Posted ID:41ZkTxfYdO

>>417 อ่านแล้วเหมือนกำลังดูหนังสั้นคัลท์ๆ ซักเรื่อง สนุกดี ฮาแบบเสื่อมๆ มีงงบ้างบางครั้ง ถ้าไม่รบกวนมากเกินไป กูขอที่มาที่ไปกับ ref. ต่างๆ หน่อย จะได้กลับมาอ่านซ้ำให้ขำกว่าเดิม

419 Nameless Fanboi Posted ID:pYgxLVRy+s

>>418 กูก๊อบเขามา

420 Nameless Fanboi Posted ID:LYoE3g8nBU

>>419 แม่ง ปรับอารมณ์ไม่ทัน

421 Nameless Fanboi Posted ID:G6SpErUBqK

โรงเรียนวิปโยค ไทรโศกเจ้าเอ๋ย ยามนี้กิ่งใบร่วงโรย ไร้แรงจะสั่นไหว....

"เฮ้ย เทอมนี้โรงเรียนเรามีเด็กทุนด้วยว่ะ"

เสียงพูดคุยซุบซิบที่แพร่หลายไปทั่วกลุ่มนักเรียนคงไม่พ้นประเด็นร้อนที่สุดของการเปิดเทอมใหม่วันนี้ เมื่อผู้อำนวยการคนปัจจุบันรับนักเรียนทุนที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์รอบยี่สิบปีเป็นกรณีพิเศษ

โรงเรียนเอกชนชายล้วนแห่งนี้ไม่ใช่ว่าจะเข้ามาเรียนกันง่าย ๆ นอกจากเป็นลูกหลานของศิษย์เก่าหรือมีเส้นสายแนะนำเข้ามา ยังต้องบริจาคเจ็ดหลักขึ้นไปถึงจะสามารถมีสิทธิ์ในการสอบเข้าได้ นักเรียนใหม่คนนี้ไม่มีทั้งเส้นสาย ไม่มีทั้งเงินทอง แต่เข้ามาด้วยผลการเรียนและการสอบเข้าล้วน ๆ เรียกว่าไม่ยุติธรรมสำหรับสถานที่ที่ใช้เงินตราแทนอำนาจอย่างที่นี่แล้ว

"ไอ้แว่นนั่นเปล่าวะ? มาถึงก็ได้อยู่ห้องคิงเลยนะมึง"

สายตานับสิบพุ่งไปยังเด็กหนุ่มตัวผอมกะหร่องสวมแว่นตาหนาเตอะ ผมสั้นเกรียนแบบเด็กโรงเรียนรัฐบาบ ข้างหลังสะพายกระเป๋าเป้โทรม ๆ ใบโต ชุดนักเรียนแม้เป็นของใหม่แต่ก็ไม่ใช่ของสั่งตัด ท่าทางขัดสนต่างจากนักเรียนคนอื่นที่เนี้ยบหรูตั้งแต่หัวจรดเท้า ความแปลกแยกจากภายนอกของเขาทำให้เด็กที่เติบโตมาจากสังคมเงินต่อเงินส่วนหนึ่งย่นคิ้วมองด้วยสายตากึ่งดูแคลนกึ่งเวทนา ขณะที่อีกส่วนมองด้วยสายตารังเกียจอย่างชัดเจน

ขี้เกียจแต่งแล้วอ่ะ เทละกัน

422 Nameless Fanboi Posted ID:zgig/z2TfD

>>421 แหม่ เสียดาย อุตส่าห์รออ่านนิยายพาโรดี้ท่อนเอ็น

423 Nameless Fanboi Posted ID:xa7EG2dju4

>> 417 9.นี่ซิกเนเจอร์พรี่โจวเลยอ่ะครับ

424 Nameless Fanboi Posted ID:xa7EG2dju4

>>418 กูช่วย
มึงเข้าเพจ illuminati confirmed Thailand ก่อน
ห อ ม = หีอูมมาก
คื อ ลื อ = นมใหญ่

เข้าไปสักพักเดี๋ยวก็ปรับตัวได้

คือลูกเพจแม่งเงี่ยน แต่ไม่โม่ย กูก็เช่นกัน

425 Nameless Fanboi Posted ID:Fotvejdyy6

>>423 เหมือนรักษาความบริสุทธิ์ไว้จนถึงวันแต่งงานของพี่น้อยใช่มะ

426 Nameless Fanboi Posted ID:G0.Udm97W8

>>424 เขาติดตามเพจนี้เพื่อรับข่าวสาร ผู้หญิงในเพจก็น่ารัก น่าเอ็นดูเหมือนพี่สาวน้องสาว ใครดูรูปแล้วเงี่ยนก็บ้าแล้วอะครับ

427 Nameless Fanboi Posted ID:olyuYNG26b

>>426 ขากกกก ถุ้ย

428 Nameless Fanboi Posted ID:nhEflmYrtb

คือไรวะ กระทู้เเต่งนิยายเหรอ

429 Nameless Fanboi Posted ID:zEeG.HB7AP

>>428 ใช่ ไอ้ควาย แหกตาดูสิ

430 Nameless Fanboi Posted ID:baNz0wgNZ0

มีใครเคยเเต่งนิยายพล็อต ฆาตกรต่อเนื่องศาลเตี้ยที่ติดคุก
เเล้วไปฆ่านักโทษในคุกโดยมีพวกพัศดีเป็นคนช่วยสนับสนุนยังวะ กลัวซ้ำ

431 Nameless Fanboi Posted ID:tqy++S+eQ3

>>430 ยัง

432 Nameless Fanboi Posted ID:baNz0wgNZ0

>>431 ยังก็ช่างเเม่ง กูอยากเเต่งเเต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง กูโง่เรื่องในคุกด้วย

433 Nameless Fanboi Posted ID:Cx8hhrUpd.

>>432 ก่อคดีเลยเพื่อนโม่ง ทดลองอยู่คุกของจริงเพื่อหาข้อมูล

434 Nameless Fanboi Posted ID:baNz0wgNZ0

>>433 กูต้องไปติดคุกเมกา

435 Nameless Fanboi Posted ID:baNz0wgNZ0

กูยังไม่เคยเเต่งนิยาย เเต่ขอกูพิมพ์เเปป

436 Nameless Fanboi Posted ID:baNz0wgNZ0

Q-49094
"ขอบคุณมาก คุณพัศดี"
เขาบอกเเก่กล้องวงจรปิดหน้าคุกมืด Qได้ก้าวออกไปจากห้องเเห่งนี้เหมือนมันเป็นห้องของเขาเองทุกคืน เพื่อไปหามิตรสหายที่จะได้รับอิสระภาพเเบ่งปันช่วงเวลาสุดท้ายของตน
เสียงเหล็กครูดกันนานไม่ถึง5วิ ประตูห้องขังหนึ่งเปิดออก นักโทษชาวอเมริกันร่างสมส่วนสูงราว6ฟุตที่อยู่ข้างในรู้สึกประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง พลางคิดสงสัยว่าข่าวนักโทษล้นคุกส่งผลให้ต้องปล่อยนักโทษออกไปอย่างลับๆที่เพื่อนร่วมเเดนของเขาบอกท่าจะจริง ไม่ถึง10วิหลังจากประตูเปิดเขาก็วิ่งโห่ร้องดีใจออกมา

ความทรงจำของเขาจบลงเเค่นั้น

4ชั่วโมงหลังจากสลบไป เขาสะดุ้งตื่น ภาพเเรกที่เห็นคือความมืด เเละความเจ็บปวดทั้งท่อนล่างนับตั้งเเต่ราวนมลงไป
ควยกูไปต่อไม่ได้ละ

437 Nameless Fanboi Posted ID:m07EmO7szt

>>436
อิสรภาพ ไม่มีสระอะ

“และความเจ็บปวดทั้งท่อนล่างนับตั้งแต่ราวนมลงไปควยกูแต่งต่อไม่ได้แล้ว”
กูเผลออ่านติดกัน สำลักเลยสัส 5555

438 Nameless Fanboi Posted ID:1x749GPewV

>>436 ปรับอารมณ์ตามไม่ทันอีกละ

439 Nameless Fanboi Posted ID:baNz0wgNZ0

>>438 ยัง

440 Nameless Fanboi Posted ID:baNz0wgNZ0

ยังไง

441 Nameless Fanboi Posted ID:zEeG.HB7AP

>>437 555555 เรื่องราวพลิกผัน เปลี่ยนหมวดทันที

442 Nameless Fanboi Posted ID:baNz0wgNZ0

ต่อนะ

4ชั่วโมงหลังจากสลบไป เขาสะดุ้งตื่น ภาพเเรกที่เห็นคือความมืด เเละความเจ็บปวดทั้งท่อนล่างนับตั้งเเต่ราวนมลงไปที่รู้สึกเจ็บทุกลมหายใจ
*โพละ*
เสียงของเเข็งกระทบกะโหลกของตัวเขาเอง นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่สัมผัสของเขาสัมผัสได้

เสียงออดปลุกให้นักโทษทุกคนตื่น บ่งบอกเวลา6นาฬิกาในตอนเช้า เเละเป็นเวลาที่Qพ้นโทษจากคุกมืดเช่นกัน

ห้องของรวมของเขามีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามา บรรลุนิติภาวะได้ไม่ถึง5ปี รอลงอาญา Qที่เดินสวนฝูงนักโทษไปทางห้องขังของตนกำลังเห็นพวกผู้คุมนำตัวนักโทษคนนี้เขาห้องขังของเขา Qก็เดินตามเข้าไปเเบบไม่พูดอะไร

ทั้งสองฝ่ายเงียบใส่กัน

"ไปทำอะไรมา" Qพูดด้วยเสียงเรียบ
"..."

"มันเอาอีกเเล้วเหรอ"
"เออสิวะ จะกี่คนกี่คนมันก็ทำเเบบนี้ตลอด"
"ตัวกินนักโทษโดยเเท้ ไม่จับมันขังลืมในคุกมืดเลยวะ"
"ก่อนที่มันจะเข้ามามันก็ทำเเบบนี้ พอมันเข้ามามันก็ยังทำเหมือนเดิม เหยื่อที่ตรงความต้องการเต็มไปหมดเเบบนี้ สำหรับมันไม่เรียกว่าคุกหรอก"
"อย่างน้อยก็เอาพวกที่เป็นใบ้ ไม่ก็พวกที่ไม่ได้ก่อคดีอะไรร้ายเเรงไปขังกับมันก็ได้"

Qโดนส่งกลับเข้าสู่คุกมืด
"ขอบคุณมากที่มาส่ง"

เหี้ยไรวะกูไปต่อไม่ได้ละ

443 Nameless Fanboi Posted ID:mLjEKs2h2H

‘คุณพ่อของผมคือบุรุษรูปงามร่างสูง เป็นชายที่มีลักษณะโดดเด่นเกินใครคนไหน ผมสีทองเงางาม ดวงตาเรียวคมสีฟ้าสดใส ผิวสีแทนเพราะคล้ำแดด คุณพ่อมีเสน่ห์แบบที่ไม่มีผู้ชายคนไหนมี ทั้งคุณพ่อยังใจดี ท่านเลี้ยงดูลูกทุกคนอย่างยุติธรรม

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมเป็นลูกชายคนที่เท่าไหร่ของคุณพ่อ แต่คีธ พี่ชายที่แก่กว่าสามปี บอกเสมอว่าให้จำเอาไว้ว่าผมเป็นลูกคนสุดท้าย เพราะอย่าไปจำเลยว่าเป็นลูกคนที่เท่าไหร่

....เพราะคุณพ่อเองก็ไม่รู้เหมือนกัน...

ตอนก่อนนอนคุณพ่อมักจะมาเล่านิทานให้ผมฟัง หลังจากที่คุณแม่จากไป หน้าที่เล่านิทานก็ตกไปเป็นของคุณพ่อ วันไหนที่คุณพ่อไม่ว่าง พี่อินกริดพี่ชายคนโตที่เหมือนคุณพ่อมากที่สุดในบ้าน (ผมไม่ได้หมายความว่าคนอื่นไม่เหมือนนะครับ) จะมาเล่านิทานแทนคุณพ่อ นิทานที่คุณพ่อเล่ามักจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจเสมอ เรื่องของปีศาจ ปีศาจที่ซุกซนแกล้งมนุษย์บ้าง ปีศาจที่หลงรักมนุษย์ ปีศาจที่อยากเป็นมนุษย์...

ผมถามคีธว่าทำไมคุณพ่อถึงชอบเล่านิทานปีศาจ คีธมักจะหัวเราะเบา ๆ แล้วตอบเหมือนเดิมทุกครั้ง

...เพราะว่าคุณพ่อก็เป็นปีศาจเหมือนกัน...’

คัดลอกจากเรียงความเรื่อง ”คุณพ่อของผม”
เด็กชายเอลตัน เครสเซนฟรันท์ เกรด 4

444 Nameless Fanboi Posted ID:nvQBg2ud0U

>>443 พ่อแม่ง ยอดนักเย็ด

445 Nameless Fanboi Posted ID:baNz0wgNZ0

จับไอเหี้ยQขังลืมในคุกมืด จบ ใครก็ได้เเต่งต่อที

446 Nameless Fanboi Posted ID:baNz0wgNZ0

มึงว่าเเต่งนิยายเป็นจักรวาลจะเวิร์คปะ

447 Nameless Fanboi Posted ID:baNz0wgNZ0

กูไม่ได้อ่านหนังสือเป็นเล่มนอกจากโทรศัพท์มา3-4ปีละ อาจจะ5ปีเเล้วด้วยซ้ำ เฮ้อ

448 Nameless Fanboi Posted ID:qVywyW3K2V

ใครก็ได้ช่วยเขียนฉากบู๊ให้อ่านหน่อย กูเขียนไม่เป็น

449 Nameless Fanboi Posted ID:jaw42B7gWb

“หากเจ้าเลือกรักเขา เจ้าย่อมมิอาจเคียดแค้นเขาได้”

“เพราะเหตุใด”

“เพราะเขามิอาจปล่อยให้คนที่เคียดแค้นเขามีชีวิตอยู่ร่วมโลกกับเขาได้ เขาโหดเหี้ยมเย็นชาเช่นไร เจ้าเคยเห็นเขาไว้ชีวิตศัตรูด้วยหรือ”

“...”

“หากเจ้าเลือกรักเขา ย่อมมิอาจเดินคู่เคียงข้าง ทำได้เพียงก้าวเดินตามหลังเขาเพียงเท่านั้น”

“เรื่องนั้นข้ารู้ดี...”

“หากเลือกรักเขาแล้ว ด้วยพลังฝึกปรือระดับนั้น วันหนึ่งเขาสละสิ้นกิเลศ ละทิ้งโลกนี้โบยบินข้ึนไปเป็นเทพเซียนบนสวรรค์ เจ้าย่อมมิอาจฉุดรั้งเขาไว้ได้”

“...”

“ตั้งแต่เล็กจนโตเขาเป็นคนอ่านบรรยากาศเก่งกาจกว่าใคร หากกลับเข้าใจสถานการณ์เก่งยิ่งกว่า มีหรือที่เขาจะไม่รู้ว่าเจ้าหลงรักเขา”

“...”

“เสิ่นหยูอี้...หากเลือกรักเขาแล้วหนึ่งชั่วชีวิตของเจ้าย่อมบัดซบไม่สุขสมหวัง เช่นนั้นเจ้ายังจะเลือกรักเขาอีกหรือ”

“...ข้าย่อมเลือกรักเขา”

“เช่นนั้นข้าก็หมดวาจาจะกล่าวแล้ว”

450 Nameless Fanboi Posted ID:qVywyW3K2V

>>449 ไม่ใช่ว่ามีกระทู้นิยายยุทธภพรึวะ

451 Nameless Fanboi Posted ID:YuH.HayyAp

>>450 นี่ห้องแต่งนิยาย นั่นห้องคุยนิยายออนไลน์จีนกำลังภายใน มึงดึงสติด้วย

452 Nameless Fanboi Posted ID:qVywyW3K2V

อ้าวเรอะ

453 Nameless Fanboi Posted ID:qVywyW3K2V

27 ชั่วโมงก่อนโศกนาฏกรรม

ผมถูกปล่อยตัวออกมาอย่างลับๆจากคุก เพื่อมาตามหาผีอย่าง"ฆาตกร14รัฐ" "รอยเลือดเเห่งเมืองหลวง" หรืออะไรก็ตามเเต่ที่นักข่าวสมัยนี้เขาเรียกกัน ผีย่อมเห็นผี ภาษิตนี้จึงทำให้ผมได้ออกมาสูดอากาศนอกคุกหลังจากอยู่ในนั้นมากว่า2ทศวรรษ เเม้สงครามเวียดนามจะจบไปเกือบสิบปีเเล้ว ผีตนนี้ก็ยังเที่ยวยิงคนไปทั่วพร้อมขโมยรถคนอื่นอยู่ หลบหนีจากผู้บังคับใช้กฎหมายทั่วประเทศได้เป็นปีๆ ต้องมีคนใหญ่คอยบังมันไว้เเน่

ผมคิดไปพลางขับรถเพื่อไปรับข้อมูลของผีตนนี้กับเเฟนคลับที่ส่งจดหมายมาหาผมถึงในคุกตลอด5ปีมานี้

หลังจากที่ได้เบาะเเสที่เเฟนคลับคนนั้นให้มาได้ให้มา
มันก็นำผมมาถึงที่ที่เคยเป็นที่เกิดเหตุ ไกลปืนเที่ยง เขตชายเเดน
การฆ่าคนเเล้วชิงรถไปในที่เเบบนี้ ไม่ต่างกับการล่องหน ไม่รู้ว่าไปทางไหน ไม่รู้ว่าไปถึงไหนเเล้ว เเถมไม่รู้ว่ารถอะไรด้วย จะใบขับขี่ บัตรประจำตัวของเหยื่อ รอยนิ้วมือของตน หรือเเม้เเต่รอยนิ้วมือของเหยื่อมันก็ไม่ทิ้งไว้ให้

งานนี้ท่าจะไม่ง่ายเหมือนที่เคยทำ เเต่มันก็ไม่เคยง่ายสักทีนั่นเเหละ

454 Nameless Fanboi Posted ID:qVywyW3K2V

นั่นไงล่ะตัดจบเเบบชับๆ ก็กูเเต่งต่อไม่ได้เเล้วอะ

455 Nameless Fanboi Posted ID:qVywyW3K2V

>>453 กูไม่ไหวละ เเต่งข้ามไปทั่วเลย

456 Nameless Fanboi Posted ID:qVywyW3K2V

Q เจอกับผีตนนั้นโดยบังเอิญ

Wing walk ฉัว ฉัว ฉัว Wing walk, Wing walk , Wing walk ฉัว ฉัว ฉัว ฉัว ฉัว. ย๊ากกกก....
Wing walk ฉัว ฉัว ฉัว Wing walk, Wing walk , Wing walk ฉัว ฉัว ฉัว ฉัว ฉัว. ย๊ากกกก....
Wing walk ฉัว ฉัว ฉัว Wing walk, Wing walk , Wing walk ฉัว ฉัว ฉัว ฉัว ฉัว. ย๊ากกกก....

457 Nameless Fanboi Posted ID:qVywyW3K2V

Q หายใจเฮือกทุกครั้งที่หายใจเข้า เขาพยายามประคองสติเพื่อทำการกำจัดศพ ขณะที่เเผลกว่า30เเห่งทั้งฉกรรจ์ทั้งเล็กน้อยของเขาส่งความเจ็บให้เขารับรู้เป็นระยะ ๆ

Q ตัดสินใจไม่กลับเข้าเรือนจำ เขาไม่ขอทิ้งอิสรภาพที่อยู่กลับไปในเเหล่งรวมกากเดนมนุษย์ ถึงเเม้ว่าเขาจะชอบฆ่าพวกสวะราวกับการหายใจก็ตาม

เขาตัดสินใจหนีออกนอกประเทศไปตายเอาดาบหน้า

458 Nameless Fanboi Posted ID:/i2ZcfXPIt

แต่ระหว่างที่กำลังหลบหนีนั้นเอง Q ก็ทรุดลงเพราะเสียเลือดมาก รถอีแต๋นที่ส่ายไปมาเพราะคนขับเมา พุ่งมาทาง Q พอดี จนนักโทษหนุ่มถูกอิเซไคไปยังโลกของนิยายเรื่อง "โอกาสที่ 2 เกิดใหม่ไปเป็นปาดแก่ง ใครทักเรื่องพิมพ์ผิดพ่อตาย"

459 Nameless Fanboi Posted ID:BwiVqofZRn

>>458
“เชี่ยเอ๊ย นี่มันนิยายแฟนตาซีที่เคยเขียนสมัยม.2 นี่หว่า” Q พึมพำก่อนจะอ้าปากค้างมองผู้กล้าที่กำลังกวัดแกว่งดาบขนาดยักษ์ที่มีชื่อว่าดาบเทพปีศาจพิฆาตโลกันมหันตภัยทุบปฐพี ส่วนด้านข้างคือเอลห์หนุ่มหน้าตาหล่อโฮกยิ่งกว่าเลโกลัสในเดอะลอร์ดออฟเดอะริง บนหัวมีชื่อและอาชีพเขียนอยู่ว่า ‘ไลท์นิ่ง นักเวทย์จอมปราด Lv.9999‘

แม่งเอ๊ย สมัยนั้นกูสะกดภาษาไทยกากขนาดนั้นเลยเหรอวะ เขินชิบหาย

Q เกาแก้มแกรก ๆ แล้วมองซ้ายมองขวาดูสถานการณ์ตัวเองอีกที เหมือนเขาจะกลับมาในฐานะชาวบ้าน ก. ที่มีเมียเป็นโจรสาวสุดแซบ อีกสองตอนหลังจากนี้เขาจะโดนพระเอก NTR แถมพอรู้ว่าความจริงว่าผู้กล้าฟาดเมียตัวเองไปแล้วยังดีใจยกเมียให้ผู้กล้าอีก บทห่าอะไรควายฉิบหาย

460 Nameless Fanboi Posted ID:S.l1r//qZy

>>458 >>459 เเล้วกูจะเเต่งต่อยังไง ไอ้เหี้ย

461 Nameless Fanboi Posted ID:cJwv6U/Qmu

>>460 ใช้จินตนาการสิวะ ไม่ก็วงเล็บข้างหน้าว่า (ในจักรวาลคู่ขนาดที่ Q ยังไม่ Isekai) นำหน้า

462 Nameless Fanboi Posted ID:wd694okyVd

>>460 ว้าย กาก

463 Nameless Fanboi Posted ID:S.l1r//qZy

TOSS THE COIN TO THE WITCHER

464 Nameless Fanboi Posted ID:S.l1r//qZy

หมุนจุนเจียง พ่อกูชื่อเหมียงเจียงจุน หมุนจุนเจียง พ่อกูชื่อเหมียงเจียงจุน กดไลก์ให้เพจ สมปอง ใครๆก็มอง วิ้ดวิ่วๆ อภินิหารลุงพี 5 หัว กระโดดหมุนตัว วิ้ดวิ่วๆ ขับ AE 1 1 1 วิ่งขึ้นดอยหมึง วิ้ดวิ่วๆ อย่าลืมพี่ ริคาร์โด้มีหำใหญ่โต ว้าววว วิ้ดวิ่ววว

465 Nameless Fanboi Posted ID:S.l1r//qZy

ไม่สำคัญว่ามันเริ่มเมื่อไหร่
ผมอยากรู้เเค่ว่ามันจะจบตอนไหน
ผมไม่รู้ว่าเมื่อวานผมทำอะไร ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ผมจะเป็นยังไง
ผมเหลือเเค่ทักษะการปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์เท่านั้นที่ผมยังไม่ทิ้งไป
ผมรู้เเค่ว่าต้องหนี เเละผมมีกลุ่มคนที่คอยให้งานผมทำ
เพื่อนของผมก็อยากจะออกมาซะเหลือเกิน เเต่พอถึงเวลาคับขันก็เตะให้ผมออกมา
เเต่ผมก็ยังต้องการเพื่อนผม
ผมเป็นคนความจำสั้น หรืออาจจะไม่มีความจำเลยนั่นเเหละ
พอหลับไป1ตื่นผมก็จำอะไรไม่ได้เเล้ว
เพื่อนผมจะช่วยเตือนผมเสมอ

466 Nameless Fanboi Posted ID:S.l1r//qZy

กู>>465นะ กำลังเพ้อเรื่องผีที่ไอ้Qมันตาม

467 Nameless Fanboi Posted ID:S.l1r//qZy

หลายบุคลิค , ความจำเสื่อมขั้นเหี้ย

468 Nameless Fanboi Posted ID:S.l1r//qZy

อย่าพามันเข้าต่างโลก ได้โปรด

469 Nameless Fanboi Posted ID:6S6/IxkWeg

“ไอ้สัส ไอ้เกรียนเหี้ยพวกนี้ กูแม่งจะฆ่ามึงทิ้งให้หมด กูจะยิ้งรายตัว” เด็กหนุ่มกัดฟันกรอดพร้อมกับทุบคีย์บอร์ดจนเกือบแตก แสงสะท้อนจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏบนเลนส์แว่นคือข้อความหยาบคายยาวเหยียดแบบที่พวกแม่งไม่ได้รับการศึกษาในสลัมเท่านั้นที่จะพิมพ์กัน

เป่าปี่กำลังโกรธหนัก เขาเพิ่งเข้าไปในห้องกระทู้สับนิยายของเว็บใต้ดินแห่งหนึ่งที่เพื่อนส่งให้ ดันเจอว่ากระทู้ล่าสุดมีไอ้เหี้ยอานนเอานิยายเทพอหังการ์พิฆาตเซียนที่เขาเขียนอย่างตั้งใจมาด่าเละเทะ แถมยังมีพวกอานนที่เหลือเข้ามากรูรุมทึ้งเขาเหมือนแร้งหลุมศพหมาตาย

‘เขียนกากฉิบหาย จบภาษาไทยป.6 มาได้ไง ตรรกะในเรื่องแม่งโคตรวิบัติ พ่อมึงสอนให้จัดหน้ากึ่งกลางเหรอ? - Anon57owf75l‘

‘กูอ่านแล้วปวดหัว ใครบอกมันทีดิให้รู้จักใช้เครื่องหมายคำพูดด้วย ตัวละครเบียวเหมือนคนเขียนเลยนาจาาา - Anon 8630fkep7‘

เขาพยายามสูดลมหายใจลึกแล้วอธิบาย “ตั้งใจให้เรื่องมันเป็นแบบนั้นด้วยครับ ที่จัดกึ่งกลางเพราะอยากสร้างความแตกต่าง”

‘แตกต่างส้นตีนดิ เลิกแถแล้วเอาเวลาไปพัฒนาตัวเองไป ไอ้ควาย - Anon167reoJO‘

เขารู้สึกเหมือนโดนตบจนหน้าชา นิยายที่เขาเขียนแม่งดีขนาดนั้นมาด่ากันแบบนี้ได้ยังไง เป่าปี่ปาดน้ำตาลูกผู้ชายแล้วเริ่มเคาะคีย์บอร์ดเหมือนกับต่อยหน้าไอ้พวกเหี้ยนั่น “กูไม่ใช่เด็กแล้วไอ้สัส มึงมันจังไร ถ้ามาดี ๆ กูจะไม่ว่าอะไรเลย วิจารณ์นิยายแบบนี้ถ้าคนเป็นโรคซึมเศร้ามาอ่านจะเป็นยังไง”

‘ว้ายยย มาดิ้นเหรอจ๊ะ ดิ้นอีกๆๆๆๆ - Anon83kfMK‘

สัสแม่ง! ไอ้พวกเหี้ย! พวกมึงปลุกความโรคจิตในตัวกูขึ้นมาเองนะ กูจะฆ่าพวกมึง กูจะฆ่าแม่งให้หมด!

ท่ามกลางความมืดมิด ดวงตาเด็กหนุ่มเป็นประกายวาวโรจน์ เขามองปืนพกที่วางอยู่ข้างโต๊ะด้วยความกระหายเลือด

“น้องภูมิ แม่บอกกี่ครั้งแล้วคะว่าเวลาเล่นคอมให้เปิดไฟด้วย” แม่เปิดประตูเข้ามาแล้วกดสวิตช์จนไฟสว่างจ้า เขาสะดุ้งสุดตัวแล้วรีบกดปิดหน้าจอ

“แม่! เปิดไฟทำไม เข้ามาทำไมไม่เคาะก่อน”

แม่มองลูกชายด้วยสายตาเหมือนมองเด็กโง่งม เธอเดินเข้าไปหยิบปืนบนโต๊ะออกมา “ไปเอาปืนของเล่นน้องมาเล่นอีกแล้วเหรอ นอนได้แล้วค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปเรียนสายโดนวิ่งรอบสนามนะ”

470 Nameless Fanboi Posted ID:XRqiKEwk/b

>>469 10/10 would grean again - IGN

471 Nameless Fanboi Posted ID:S.l1r//qZy

>>469 ไอ้สัสนิยายสับ

472 Nameless Fanboi Posted ID:qIIfGP000A

"เอายังไงดี ... (นึกชื่อไม่ออก) เค้าเจ็บหน้กเลย พวกนายออกไปรับเเทนไม่ได้เหรอ"
ในขณะที่ ... โดนรุมทรมานปานที่ระบายอารมณ์ของผู้มีอิทธิพลเป็นเวลาสิบกว่าชั่วโมงรวด เลือดทุกหยุดที่ไหลออกมา เเผลทุกเเผลที่เปิดออก ความบอบช้ำทั่วทักเเห่ง ประดังเข้ามาสู่ที่ ... เพียงผู้เดียว
เขาก็หลับตาครู่หนึ่งระหว่างที่กำลังจะโดนยกระดับการทรมานให้เสียหายถึงอวัยวะภายใน ... ได้ออกมาควบคุมร่างเเทน
สวบ
เสียงของมีคมค่อยๆเดินทางลงไปจากต้นขาจนถึงกระดูก ... ไม่ร้องสักเเอะ
ทั่วทั้งตัวของเขาเกร็ง เส้นเลือดเเทบทุกเส้นปูด เเรงทั้งหมดที่มีอยู่ เขาได้ใช้ไปกับการดวลพลังกับตรวนเล็กที่ล็อกมือของเขาอยู่ เขาสามารถง้างมันได้
เเละเขาโดนฟาดเข้าที่ขมับอย่างเเรง
ตัวตนนั้นของเขาได้ตัดสินใจออกจากการควบคุมไป
ตอนนี้เหลือเพียงร่างของเขาที่หมดสติทั้งที่ลืมตา เเละตัวตนอีก12ตัวตนที่ไม่กล้าออกมากุมบังเหียน

473 Nameless Fanboi Posted ID:qIIfGP000A

ผมชอบกินนมเธอชอบกินไข่ แต่ผมจะไม่กินถ้าถุงไม่มีใส่ ตอนให้เธอกินไปยันเช้าวันใหม่ คนที่ชอบเธอคงต้องทำใจ ก็เธอชอบกินไส้กรอก หายใจไม่ออก (ทำไมๆ) กูไม่บอก ถ้าเธอทำตัวไม่ดีโดนกูไล่ออก (ไปไหนๆ) ไปที่ข้างนอก ส่งมึงกลับไปบ้านพ่อ ส่งมึงกลับไปบ้านเเม่ เเม่มึงทำอาหารรสชาติเเย่ นิสัยมันคงมาจากบ้านเเน่ ไอ้สัสดูมึงสภาพเเย่ มึงเป็นบ้าเเน่ อาจจะเป็นกล่องข้าวน้อยฆ่าเเม่ เเม่มึงตาย

474 Nameless Fanboi Posted ID:wKRMUNesGO

>>469 อันที่แท้จริง เขาเป็นแค่แฟนคลับเท่านั้น เพราะลิโป้ตัวจริงคืออดีตทหารเกณฑ์ที่ขึ้นชิ่อลือชาและสมบุกสมบัน ต่อจากนั้นเขาก็ได้รับเหรียญตราจำนวนมากมาย แต่ต้องแบกกับที่เขาต้องเป็นโรคไซโคพาธ และเขาได้ไปเป็นทหารรับจ้างที่สหรัฐอเมริกาสองปีจนได้กรีนการ์ดมาในที่สุด และเขาก็สมัครเป็นทหารบก จนได้โยกย้ายมาประจำการที่ไทยดังเดิม เขาสวมเสื้อโค้ทขับรถประจำตำแหน่งไปยังบ้านของมันตามที่เขาค้นพบ และเขายังคอยเช็คคำพูดหยาบๆนั้นต่อไป จนมาถึงบ้านสวยหลังหนึ่ง ก่อนที่เขาจะโน้มตัวไปหาเครื่องปล่อยสัญญาณรบกวนกล้องวงจรปิด เขาใช้วิธีสะเดาะกุญแจที่เรียนมาตั้งแต่ม.1 เขาย่องเข้าไปอย่างแนบเนียนด้วยกระสบการณ์ทหารหลายปี เขาพบกับชายที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ เขาค่อยๆย่องเข้าไปเรื่อยๆ เขาตัดสินใจถีบขาเดี่ยวใส่บุคคลที่อยู่หน้าคอมพิวเตอร์จนจอแตกพัง ไม่ทันที่ชายผู้ถูกกระทำจะมองหน้าอีกฝั่งนั้น หมัดก็ลอยมากระทบแก้มของมันจนฟันแถบกรามขวาหลุดออกมาทั้งหมด
"ถ้าไม่รู้ตัวตนใคร ระวังไว้ก็ดี" เขาชักปืนDEกระบอกโปรดที่ใส่ปลอกเก็บเสียงของเขา และลั่นไกสู่หัวของมันจนระเบิดเป็นส่วนๆ เศษสมองกระจายเต็มห้องปนกับเศษกะโหลก ร่างเล็กกว่าเสียชีวิตเพราะแรงของปืนที่ยิงแบบเผาขน เขาได้นำเงินจำนวนหนึ่งยัดให้ตำรวจไร้คุณธรรมเพื่อสร้างความผิดปลอมๆ และตำรวจที่ไร้คุณธรรมก็ทำตามที่เขาสั่งอย่างเคร่งครัด เขายิ้มมุมปากเล็กน้อย กล้องวงจรปิดถูกทุบทำลายจนหมด เขาถอดเสื้อชั้นนอกออก แล้วก็จัดการกลบเกลื่อนร่องรอยที่แสดงถึงตัวเขาจนหมด เวลาที่เขามาปฏิบัติการมันเป็นเวลาดึกสงัด ไม่มีผู้พบเห็นเขา เขาขับรถประจำตำแหน่ง หายกลับมารับเวรคุมพลทหารต่อที่กองพันในที่สุด
#มันๆดิ

475 Nameless Fanboi Posted ID:TtIcY.EVDR

>>474 อายุ 17 จูนิเบียวคิดว่าตัวเองมีหลายบุคลิก เอะอะก็ขู่จะใช้ความรุนแรง เอาเวลาไปอ่านหนังสือเรียนให้จบ ม.6 ก่อนเหอะมึง อ่อ แล้วก็อย่าลืมเรียน รด. ด้วยนะ เห็นจูนิเบียวทหารแบบนี้ พอถึงเวลาต้องจับใบดำใบแดงจริงๆ เสือกขาอ่อนเยี่ยวราดร้องเป็นตุ๊ดเด็กหัวโปก ไม่เคยรู้ข้อมูลจริงเกี่ยวกับการฝึกทหารแล้วมาจูนิเบียวว่าตัวเองแม่งเป็นทหารผ่านศึกโคตรเทพ ประเภทมึงนี่ถ้าโดนใบแดงกูให้ไม่เกิน 2 เดือนยิ่งโดนผลัดแรกด้วยยิ่งโหด รับรองร้องไห้ขี้มูกโป่งให้แม่มารับกลับบ้านแน่นอน (แต่ก็กลับไม่ได้) เป็นไบโพล่าร์ก็อย่ามาทำตัวเอจจี้ โรงพยาบาลมีก็ไปรักษาซะ ดีกว่ามาทำตัวเป็นสวะสังคมแบบนี้

476 Nameless Fanboi Posted ID:wKRMUNesGO

>>475 เคยจับยัง

477 Nameless Fanboi Posted ID:wKRMUNesGO

>>475 จบเป็นชาติ ผ่านมาหมดแล้วครับ ไม่ต้องบอก คุณแยกแยะไบโพลาร์กับไซโคพาธให้ออกก่อนเหอะ ดีกว่ามาทำตัวไร้สาระ

478 Nameless Fanboi Posted ID:FBDkCXspqT

น้อนเล่าเบียวมาเรื้อนถึงห้องนี้เลยเหรอ

479 Nameless Fanboi Posted ID:wKRMUNesGO

>>478 ช่างเหอะครับ ผมแค่แต่งนิยายเอง

480 Nameless Fanboi Posted ID:aRrBLsCYwd

กูไม่ไหวเเล้วย้าาาากส์

481 Nameless Fanboi Posted ID:HizmihdDtw

>>477 มึงนี่มันสวะของสวะอีกทีจริงๆ เก่งอยู่แค่ 2 อย่าง ก็อบข้อมูลจากในกูเกิ้ลเอามาตอบเวลาคนอื่นถาม กับเถียงแถพยายามทำตัวโชว์เหนือแต่ยิ่งทำกลับยิ่งดูทุเรศ ความรู้เรื่อง Personality Disorder ก็มีแค่ผิวเผิน พยายามสร้างตัวตนเลียนแบบพฤติกรรมที่อ่านมาจากในเน็ต แต่ออกมาปลอมเปลือกเหี้ยๆ จนคนที่เขารู้จริงสมเพชเวทนาในความตื่นเขินของมึง ไม่ต้องทำมาสอนกูเรื่องโซซิโอพาธ เพราะคนที่เป็นจริงๆ เขาไม่มาทำตัวแบบมึงหรอก แม่งเกิดมาเป็นคู่บุญของอีดอก "ลยาลี" แท้ๆ ทำตัว DID wannabe ทั้งคู่ ที่กูด่ามึงเรื่องไบโพล่าร์เพราะมึงมันเดี๋ยวดีเดี๋ยวเพี้ยน พูดสุภาพได้ซักพักพอเจอคนแซะนิดเดียวก็ชักดิ้นชักงอด่ากราด เหมือนเด็กมีปัญหาที่แม่ไม่ยอมซื้อของเล่นให้แล้วลงไปกลิ้งเกลือกบนพื้น เห็นโม้ว่าอ่านสามก๊กใช่มะ งั้นมึงก็ใช้สมองเน่าๆ ของมึงพิจารณาประโยคนี้ดู

"ทำตัวแบบนี้ระวังจะจบแบบยีเอ๋ง"

482 Nameless Fanboi Posted ID:aRrBLsCYwd

>>481 หรอคัฟ

483 Nameless Fanboi Posted ID:wKRMUNesGO

>>482 ใครนิ

484 Nameless Fanboi Posted ID:wKRMUNesGO

>>481 ถถถ ยีเอ๋งตายเพราะอะไรอะผมรู้ แต่คุณจะเป็นยีเอ๋งให้ผมฆ่าแทนมากกว่าละมั้ง พิมพ์ยาวแต่ไม่ได้อะไรเลย ผมสุภาพกับคนที่ควรสุภาพ หยาบกับคนที่ควรหยาบ ไอ้คนที่wannabe มันยังดีกว่าพวกที่วันๆ เอาแต่ด่าคนอื่นอยู่หลังจอ พวกwannabeมันยังพยายามไปให้ถึงเป้าหมาย ถ้าจะรอแต่borntobe ชาติไหนมันจะได้ และอีกอย่างนะ ผมอ่านแล้ววิเคราะห์มาจำแนกให้ได้ ถ้าไม่เข้าใจถามซ้ำได้ ผมไม่ได้ก็อปด้วยซ้ำ ถ้าไม่รู้อย่าพูด ไม่ว่าชาติไหนผมก็จะwannabeไปเรื่อยๆ เพราะความพยายามทำให้ประสบความสำเร็จ คุณรู้ตัวตนจริงผมเหรอ แต่อ่านจากตัวอักษรมันตัดสินกันไม่ได้หรอก ตัวจริงผมก็อีกแบบ ถ้าเจอกันจริงๆผมคงไม่คุยสุภาพอย่างนี้หรอก ไปตั้งห้องแยกมาคุยกันสองคนไหมครับ เกะกะกระทู้ทั้งคู่นั่นแหละ

485 Nameless Fanboi Posted ID:aRrBLsCYwd

>>474 พ่อมึงอะฆาตกรรมคนในบ้านตัวเองเเล้วเอาเงินปิดปากตำรวจ มึงจะให้มันรู้ทำไมกูถามก่อน

486 Nameless Fanboi Posted ID:HizmihdDtw

>>484 ตอบแบบนี้แปลว่ามึงไม่เข้าใจทีกูจะบอกแม้แต่นิดเดียว ดังนั้นมันจึงป่วยการที่จะพูดกับคนเขลาอย่างมึง พูดจะเลิกคุยกับมึงละ มันรบกวนชาวบ้านเขาเปล่าๆ คุยกับมึงนี่เสียเวลาชีวิตกูจริงๆ

487 Nameless Fanboi Posted ID:aRrBLsCYwd

>>475 หัวใจจะวาย นึกว่าด่านิยายกู

488 Nameless Fanboi Posted ID:HizmihdDtw

>>487 ข้ามเลยเพื่อน แต่งนิยายกันต่อเถอะ

489 Nameless Fanboi Posted ID:wKRMUNesGO

>>485 ถ้าคุณจะทำผิดคุณไม่คิดจะติดสินบนหน่อยเหรอ

490 Nameless Fanboi Posted ID:mcCD4Sv/k9

>>489 แล้วถ้าตำรวจคนนั้นมันไม่เล่นด้วยล่ะ เหมือนไปมอบตัวฟรี ๆ แถมโดนข้อหาสินบนจนท.อีก

นี่มึงโง่หรือมึงโง่วะเนี่ย

491 Nameless Fanboi Posted ID:aRrBLsCYwd

>>489 กูไม่คิดจะเรียกตำรวจหลังจากใช้ปืนติดที่เก็บเสียงยิงคนด้วยซ้ำ

492 Nameless Fanboi Posted ID:vU73QdxCcM

>>490 ตำรวจดีๆ มีน้อ.............รถตำรวจอยู่หน้าบ้านผมแล้วอ่ะ

493 Nameless Fanboi Posted ID:esxtWXYRex

>>474 555555555555555555
Que tu as fait, c’est un scandale.

494 Nameless Fanboi Posted ID:mcCD4Sv/k9

>>493 pasa thai dai mai ka?

495 Nameless Fanboi Posted ID:yOCsIjAnCs

>>479 ประเด็นคือนิยายมึงกาก อ่านแล้วไม่สนุกไง ตัวละครทำตัวมืดมนเอดจี้แบบเด็กเห่อหมอยมันน่าเบื่อ จะอ่านเอามันส์แบบโยนสมองทิ้งยังทำไม่ได้เลย

496 Nameless Fanboi Posted ID:6x5IZsLgYG

คิดว่าตัวเองเก่งเทพ แต่จริงๆ ไม่รู้อะไรสักอย่าง มึงก็แค่เป็นลูกบอลให้คนอื่นตบเล่นขำขันเท่านั้นแหละ กูเขียนแซวหน่อยก็โผล่หางมาร้องงอแงต่อมเบียวแตกแล้ว สมควรที่เขาไล่ให้ไปหาจิตแพทย์ มึงไม่ได้เป็น Psycopath ไม่ได้เป็น Antisocial ด้วยซ้ำ สภาพมึงนี่ชีวิตจริงคือคนเข้าสังคมไม่ได้ เป็นเหยื่อให้คนในโรงเรียนบูลลี่ ควรไปบำบัดจะได้กลับคืนสภาพก่อนจะสายเกินไป

You know nothing, เล่าเบียว

497 Nameless Fanboi Posted ID:vU73QdxCcM

>>496 แล้วคิดว่าตัวเองเป็นใคร โรงเรียนอะไรของคุณ ผมไม่ได้มางอแง คุณนั่นแหละ ผมเขียนด่ากลับทำเป็นออกมาดิ้น รู้จักผมให้ได้เต็มร้อยก่อนเหอะ ถถถ

498 Nameless Fanboi Posted ID:vU73QdxCcM

>>493 ควย ตู่ แอด เฟส ซี'เอ็ด อันศเคนเดล?

499 Nameless Fanboi Posted ID:vU73QdxCcM

>>495 ผมประบปรุงใหม่แล้วนะ///ไม่ขายของ เพราะของขายไม่ได้

500 Nameless Fanboi Posted ID:kcSiVIr2Mi

>>497 กูเห็นมีแต่มึงเนี่ยที่ดิ้น

501 Nameless Fanboi Posted ID:kcSiVIr2Mi

>>493 อ่ะ ช่วยแปล

Was du gemacht hast ist Dummheit.

502 Nameless Fanboi Posted ID:cn1YIcY5sK

ใครมาทำห้องนี้แปดเปื้อน

503 Nameless Fanboi Posted ID:vU73QdxCcM

>>501 วาส ดู กีแมชช์ ฮาสท์ อิสท์ ดัมม์เฮี้ยทท์?

504 Nameless Fanboi Posted ID:oJ+BzmiAR6

>>469 inspired by true story ห้องข้าง ๆ ปะนี่?

505 Nameless Fanboi Posted ID:1+1TTPc+pF

“ไร้สาระสิ้นดี”

ชายหนุ่มเคาะคีย์บอร์ดแป้นคีย์บอร์ดเหมือนพรมนิ้วบนแป้นเปียโน เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ทำงานหุ้มหนังแท้จากอิตาลีก่อนยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ เวลาที่หยอกล้อกับผู้คนบนอินเตอร์เน็ต เขาชอบรสชาติของไวน์ขาว Prinot Grigio หรือ Grauburgunder ที่ส่งตรงมาจากลุ่มแม่น้ำไรน์เป็นพิเศษ มันอาจไม่หรูหราโอ่อ่าอย่างไวน์แดงจาก Bordeux แต่รสชาติอ่อนหวานนุ่มนวลของมันกลับทำให้ช่วงเวลานี้สุนทรีย์ขึ้นได้อย่างประหลาด คล้ายกลับไปยังปิดเทอมฤดูร้อนในปีหนึ่ง การปั่นจักรยานท่ามกลางอากาศร้อนอาจเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดใจ หากภาพทิวทัศน์ของไร่องุ่นกว้างไกลสุดสายตากลับทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นมาได้

การทุ่มเถียงอย่างไม่มีจุดหมายอันใดนอกจากการเติมเต็มความสะใจเป็นเพียงความขบขันเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เพิ่มสีสันในชีวิตของเขาเท่านั้น เหมือนกับที่คนเราถ้าดื่มแต่ไวน์ราคาแพงไปนาน ๆ วันหนึ่งก็อาจหวนคิดถึงเบียร์ราคาถูกที่แอบซื้อพ่อกินตอนเรียนม.2 ก็ได้

เขากวาดสายตามองถ้อยคำในเว็บบอร์ดใต้ดินแล้วหัวเราะเบา ๆ เรื่องแบบนี้ยิ่งเอาชนะก็มีแต่ยิ่งแพ้ ยิ่งดิ้นเท่าไรก็มีแต่จะยิ่งกลายเป็นตัวตลกเท่านั้น

และตอนนี้เขาก็กำลังต้องการเรื่องตลกสนุก ๆ ด้วยสิ

เขาหลุบตาลงเล็กน้อยคล้ายครุ่นคิดอะไรบางอย่างก่อนจะ กดแท็กความคิดเห็นที่โพสต์ด่าเป็นภาษาที่ใช้ในยุโรป “ไม่ต้องถึงขนาดด่าเป็นฝรั่งเศสเยอรมันหรอก ควายมันจะเข้าใจภาษาคนได้ยังไง”

506 Nameless Fanboi Posted ID:SD.x7lYCAU

>>497 รู้จักมึงให้ได้? โถๆๆๆ ใครเขาสนมึง มึงโฉบเขามา เขาก็โฉบมึงกลับ ใคร!ใคร๊!? ใครเขาจะไปสนเมิ๊งงง!?!?!?

507 Nameless Fanboi Posted ID:mcCD4Sv/k9

จดหมายจากผู้ชม

ผมเอานิ้วปาดเลื่อนอ่านรีพลายการตอบกับในบอร์ดใต้ดินแห่งหนึ่ง ผมกลับเห็นอะไรบางอย่างอันน่าประหลาด

ผมเคยได้ยินมาอยู่บ้างว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมชนิดเดียวที่ชอบใส่หน้ากากเข้าหากัน สิ่งที่เราเห็นกันนั้นอาจไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของคน ๆ นั้นแม้แต่น้อย

ยามที่มนุษย์แต่ละคนนั้นจะยอมถอดหน้ากากออก เท่าที่ผมเคยได้ยินมันจะมีอยู่น้อยกรณี

อยู่คนเดียว... ยามคับขัน...

และในที่ ๆ ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นใคร

ผมเคยโดนบังคับให้หลับตากับเพื่อน ๆ ในห้องแล้วให้สารภาพว่าใครเป็นคนขโมยขนมโดยการยกมือขึ้น ปกติแล้วโจรหรือขโมยคงไม่ยอมรับแต่ในวันนั้น หัวขโมยคนนั้นกลับยกมือขึ้นมาจริง ๆ มันน่าแปลกมากที่เขากล้าทำเช่นนั้น ผมเลยเชื่อเรื่องข้างต้นใกล้เคียงว่างมงายเลยก็ว่าได้

ใช่ กรณีที่บอร์ดใต้ดินแห่งหนึ่งก็เหมือนกัน เราไม่รู้เลยว่าใครเป็นใคร ทุกคนกล้าพูด ล้อเลียน แม้กระทั่งด่าใส่คนที่เราไม่รู้จัก จะเรียกว่าเป็นการเปิดเผยธาตุแท้ของตัวบุคคลที่เห็นได้บนโลกออนไลน์นั่นแหละ

ถึงตอนนี้ คุณคงคิดสินะว่าในเมื่อผมเชื่อเรื่องนี้อยู่แล้ว แล้วมันมีอะไรแปลกล่ะ

เรื่องที่แปลกน่ะเหรอ มันเกี่ยวข้องกับคนที่เป็นเป้าการด่าและล้อเลียนในตอนนี้ มันทำให้ความคิดของผมที่ว่ามีแค่มนุษย์เท่านั้นที่ใส่หน้ากาก

เพราะในตอนนี้ผมเรียนรู้แล้วว่า "ควาย" ก็ใส่หน้ากากมาเนียนเป็นมนุษย์เหมือนกัน

508 Nameless Fanboi Posted ID:mcCD4Sv/k9

>>507 เพิ่มตรงย่อหน้าสุดท้ายหน่อย

กูลืมพิมพ์คำว่า "ตัวตนของ" หน้าคำว่า "คนที่เป็นเป้า..."

พิมพ์บนโทรศัพท์ตาลายข้ามไปข้ามมา โทดที

509 Nameless Fanboi Posted ID:WoTWk/sVy7

ผมเคยอ่านผ่านหูผ่านตาในบอร์ดนักเขียนชื่อดังแห่งหนึ่ง ว่ามีคนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ถูกอะไรกระทบกระเทือนเข้าหน่อยก็มักจะคิดสั้นฆ่าตัวตายเอาง่ายๆ

นั่นทำให้ผมนึกย้อนอดีตไปสมัยยังเป็นเด็ก ถึงใครๆจะเห็นว่าผมเป็นคนร่าเริง แต่เชื่อไหมว่าผมเคยคิดฆ่าตัวตายมาก่อน

ครั้งแรกสุดเมื่อตอนผมอยู่ ป.5 ตอนนั้นผมเพิ่งย้ายมาโรงเรียนใหม่แถวสะพานพุทธ แน่นอนว่าด้วยความเป็นเด็กใหม่ จึงตกเป็นเป้าของไอ้พวกกุ๊ยประจำโรงเรียน พวกมันชอบมาดึงกางเกงวอร์มที่ใช้เป็นเครื่องแบบในวิชาพละของผม จนเหลือแต่กางเกงในและขาที่ล้อนจ้อน จากนั้นทุกคนต่างก็หัวเราะเยาะผม แม้แต่เพื่อนผู้หญิงก็ยังเห็นดีเห็นงาม สนุกสนานไปกับพวกมันด้วย หนักเข้าพวกมันก็เริ่มแกล้งผมหนักขึ้น เอารองเท้าผมไปซ่อนบ้าง และเมื่อผมจงใจพกมีดคัตเตอร์ไปเพื่อขู่พวกมัน พวกมันก็แอบมาขโมยคัตเตอร์ผมไปซ่อนอีก ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ผมไร้ความสุขโดยสิ้นเชิง ไม่อาจหันหน้าพึ่งใคร แม้จะฟ้องครูหรือผู้ใหญ่ ทุกคนก็มองว่าเป็นเรื่องของเด็กเล่นสนุกกัน และไม่มีใครได้ยินเสียงสะอื้นในใจของผมเลยแม้แต่คนเดียว

และในที่สุด ผมก็ตัดสินใจที่จะหนีจากชีวิตบ้าบอคอแตกนี้เสียที ในเย็นวันหนึ่งผมมุ่งหน้าไปที่สะพานพุทธ จ้องมองลงไปยังกระแสน้ำเน่าเหม็นที่อยู่เบื้องล่าง ผมมั่นใจว่าด้วยความสูงขนาดนี้ ถ้าผมพุ่งตัวดิ่งหัวลงไป ต้องหมดสติและจมหายไปอย่างแน่นอน จะได้ไม่มีใครหาศพผมพบ แต่ก็นั่นแหละ ใครเขาจะมาสนใจคนอย่างผมล่ะ หรือบางทีตอนผมมีชีวิตอยู่ ทุกคนไม่เคยเห็นผมอยู่ในสายตา ถ้าผมตายไปพวกเขาอาจจะเริ่มตระหนักได้เองกระมัง

ผมจึงตัดสินใจปีนเหล็กกั้นสะพาน ทว่ามือกลับพลาดไปโดนน็อตคมๆ ที่สนิมเกาะเกรอะกรัง บาดเข้าไปเป็นแผลยาว ความเจ็บปวดทำให้ผมต้องรีบปีนกลับ แล้วไปทำแผลแทน กลัวเป็นบาดทะยักตาย

นั่นคือความคิดฆ่าตัวตายครั้งแรก ส่วนครั้งต่อมาเกิดขึ้นเมื่อผมเรียนอยู่ ม.ต้น และพบรักครั้งแรกกับเพื่อนนักเรียนหญิงคนหนึ่ง เธอก็เป็นสาว ม.ต้น หน้าตาธรรมดานี่แหละ แต่จุดเด่นคือเธอตัวสูงและดูเป็นสาวมากกว่าผู้หญิงคนอื่นในห้อง ที่สำคัญเธอมีความคิดค่อนข้างแก่แดด เธอเคยชวนผมไปที่บ้านช่วงเวลาที่ไม่มีใครอยู่แล้วเปิดหนังโป๊ จากนั้นเราก็พยายามจะมีอะไรกันเลียนแบบหนัง ซึ่งผมก็ไม่ขอเล่ารายละเอียดละกัน บอกแค่ว่ามันไม่ใช่เซ็กซ์ที่วิเศษนักหรอก ทว่าเราสองคนก็ยอมรับว่ามีความสุขมาก

วันหนึ่ง เธอขอเลิกกับผม ด้วยเหตุผลก็คือผมไม่ยอมกินขนมที่เธอซื้อมาให้ นั่นทำให้หัวใจผมแตกสลาย ผมพยายามง้อเธอแต่เธอก็ไม่กลับมาอีกเลย นั่นเป็นครั้งที่สองที่ความรู้สึกไร้ค่า กระจอก เห็นตัวเองเป็นคนโง่ของผมกลับมาอีกครั้ง ผมสติแตกวิ่งไปหาเชือกได้เส้นหนึ่ง กับเก้าอี้อีกตัว จากนั้นก็มุ่งตรงไปยังต้นไทรใหญ่ในโรงเรียน และเนื่องจากช่วงนั้นเป็นเวลาโพล้เพล้ จึงไม่มีใครเห็นในสิ่งที่ผมกำลังจะทำ

แน่นอน ผมตั้งใจจะแขวนคอกับกิ่งไทร ให้ร่างอันน่าสมเพชของผมห้อยต่องแต่งอยู่ตรงนั้น ให้เธอคนนั้นมาเห็นในตอนเช้าช่วงเคารพธงชาติ และเธอจะได้รู้เสียทีว่า คำพูดสุดท้ายของผมที่บอกว่า ผมมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ถ้าขาดเธอ นั้นมันจริงขนาดไหน

ทว่าขณะที่ผมกำลังหาจุดเหมาะๆจะวางเก้าอี้อยู่นั้น ไอ้งูกะปะเหี้ยที่ชอบนอนซ่อนตัวอยู่ในโพรงต้นไทร ก็ฉกเข้าที่น่องของผมพอดิบพอดี รอยเขี้ยวสองรูที่มีเลือดซิบ ทำให้ผมทิ้งตัวลงไปร้องโอดโอย รีบเอาเชือกที่เตรียมจะมาผูกคอตัวเอง รัดขาขันชะเนาะตามแบบเรียนสุขศึกษาที่เคยผ่านหูผ่านตามา จากนั้นก็ลากขามุ่งหน้าไปหาภารโรง ให้แกเรียกรถพาผมไปส่งสถานเสวภาต่อไป

หลังจากรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ครั้งที่สอง ผมก็กลับมานั่งคิด ว่าทำไมเวลาผมจะฆ่าตัวตายทีไร ต้องมีเหตุขัดขวางทำให้ผมไม่ได้ตายสมใจซะที สุดท้ายก็สรุปได้ว่าคงเป็นพระประสงค์ของเทพเจ้าโอดิน ที่อยากให้ผมตายอย่างลูกผู้ชายมีเกียรติมากกว่านี้ จะได้เปิดประตูรับผมสู่วัลฮาลา เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว ผมก็ไม่เคยคิดจะฆ่าตัวตายอีกเลย

510 Nameless Fanboi Posted ID:aRrBLsCYwd

>>505 มึงใช้ไอ้อ้วนร้อยเอ็ดเพจลุงเองรึเปล่า

511 Nameless Fanboi Posted ID:YbF6l5TPM4

>>504 base on ทุย story

512 Nameless Fanboi Posted ID:mH1zHqFwm9

>>510 ใครวะ

513 Nameless Fanboi Posted ID:aRrBLsCYwd

Q: ใช่มึงรึเปล่า
G: ขึ้นอยู่กับว่าถามใคร
Q: [ เงียบไปครู่หนึ่ง กวาดสายตามองG ]
Q: หนีมาตั้งนาน ไม่คิดว่าจะมาเจอกันตรงนี้
G: ผมไม่รู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไร
Q: มึงไม่ปรกติใช่มั้ย
G: อะไรนะ
Q: ตั้งเเต่นิวยอร์คจนถึงเท็กซัส ทำได้ยังไง ทั้งฆ่าทั้งหนี อุกอาจทั้งนั้น
G: [ พึมพำ ] อย่าไปตอบมัน
Q: อะไรนะ [ เอียงหูไปทางคู่สนทนา ]
G: มึงก็ไม่ปกติเหมือนกันล่ะสิท่า นั่งจ้องกันตั้งนานสองนาน ยิ่งคุยยิ่งไม่อยากคุย ภายนอกมึงดูเหมือนคน เเต่กูรู้ว่าไม่ใช่
บุคลิค8ของ G ได้ออกมาตอบโต้
Q: ก็เป็นได้ [ เอื้อมมือไปจับส้อม ]

G ควักปืนจากข้างเอวด้านขวาพร้อมเหนี่ยวไกด้วยเวลาไม่ถึงวินาที ปืนที่เขาทำขึ้นมาเองอ่อนไหวเป็นพิเศษ ส่งผลให้กระสุนนัดเเรกโดนโต๊ะที่เขานั่ง เเละสิ่งของรอบข้างระหว่างที่เขาจะเล็งปืนไปที่ Q
Q ทุ่มตัวใส่ G พร้อมกับปักส้อมเข้าที่หลัง

514 Nameless Fanboi Posted ID:SjUVS01Ioc

เบื่อไอ้เหี้ย Q เห่อหมอยนี่ละว่ะ ใครก็ได้แต่งเรื่องที่มันมีคุณภาพกว่านี้มาลงหน่อยสิ

515 Nameless Fanboi Posted ID:aRrBLsCYwd

>>514 มึงขอเองนะ

516 Nameless Fanboi Posted ID:+3mbrLf7Ra

nothing happened; no sirens came in the night. No knock on the door, squeal of bullhorn, demands that I come out with my hands up—nothing at all. Life steamed along on its well-oiled tracks, with no one calling for Q’s head, and it began to seem like some cruel invisible god was taunting me, mocking my watchfulness, sneering at my pointless apprehension. It was as if the whole thing had never happened, or my Witness had been consumed by spontaneous combustion. But I could not shake the thought that something was coming to get me.

517 Nameless Fanboi Posted ID:rEn1deCyPB

>>516 แบบนี้สิเขาถึงเรียกเรื่องที่มีคุณภาพ >>227 >>235 >>360-362 อ่านแล้วก็ซึมซับไว้ แบบมึงถึงจะกระแดะพิมพ์อิ๊งมายังไงก็กากอยู่ดี ตัวเอกมึงก็ยังเป็นพวกเอดจี้เห่อหมอยอยู่เหมือนเดิม

แล้วก็เลิกพฤติกรรมขุดกระทู้เก่าๆขึ้นมาได้แล้วสัส มันน่ารำคาญ เหมือนพวกย้ำคิดย้ำทำชิบหาย ว่างมากก็ไปหัดพิมพ์นิยายให้มันสนุกหน่อยไป

518 Nameless Fanboi Posted ID:qdcLn3Os8S

>>517 มีนิยายกูด้วย ขอบใจที่ชอบ ทุกวันนี้กลับมาเขียนแล้ว ตอนนั้นไม่รู้ว่าใครให้กำลังใจไว้ แต่ขอขอบใจอีกมี

519 Nameless Fanboi Posted ID:fZFEMZPLAm

>>517 ไม่มีของกูอะ เห้อม

520 Nameless Fanboi Posted ID:lUCFE8D2s5

"มีใครรู้สึกเหมือนผมไหมว่า คลิปเสียงลับ มันเร็วขึ้น"
"เช้านี้ผมเปิดฟัง รู้สึกว่า คลิปเสียงลับมันเร็วกว่าเดิม"
https://youtu.be/N7gxXIQJLbI

521 Nameless Fanboi Posted ID:3tP8Bnk6RB

ชายหนุ่มดันประตูปิด ถอนหายใจยาวขณะโยนกระเป๋าเอกสารลงไปบนเก้าอี้นวมตัวยาวอย่างไม่ไยดี เขาพาดแจ็คเก็ตสูทไว้กับพนักพิงเก้าอี้ ถอดถุงเท้ารองเท้าและกางเกงขายาวที่รัดแน่นออก ก่อนที่จะกระโดดเข้าไปในห้องน้ำ บ้วนปากล้างหน้าตา

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองสารรูปของตัวเองในกระจกเหนืออ่างล้างมือ ผมที่เซ็ตไว้เมื่อเช้าเสียทรงไปแล้ว หนวดเคราก็เริ่มขึ้นหรอมแหรมให้เห็น ปากก็ซีด ขอบตาก็ดำ ไขมันเริ่มพอกตามเหนียงตามแก้ม เขาคงทำงานหนักเกินไปจริง ๆ

ยังดีที่วันพรุ่งนี้เป็นวันหยุด เป็นวันหยุดที่ได้หยุดจริง ๆ หลังจากกรำงานหนักแบบไม่มีวันได้หยุดพักมาร่วมหนึ่งเดือนเต็ม ชายหนุ่มเดินออกจากห้องน้ำ สมองเริ่มรู้สึกตื้อขึ้นมาบ้างแล้ว ยังไม่อาบน้ำแล้วกัน ขอเอาตัวพุ่งลงไปขดบนโซฟาสักสิบห้านาทีก่อนเถอะ

เหมือนโลกทั้งใบดับไปในพริบตาเดียว ชายหนุ่มมารู้สึกตัวอีกทีก็เป็นเวลาเกือบตีสามแล้ว เขาครางออกมาเบา ๆ อย่างรำคาญใจ ไม่ต้องอาบน้ำแปรงฟันได้ไหม ขอสักวันหนึ่งเถอะ ยังไง ๆ มันก็จะเช้าอยู่แล้ว

แต่พอขยับตัวแล้ว จะให้หลับต่อก็ข่มตาไม่ลง ชายหนุ่มคว้าโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมาอีกครั้ง เขากดเปิดเฟซบุ๊ก ก่อนที่ข้อความแรกบนหน้าฟีดจะทำให้เขาต้องชะงักไป

‘สัมภาษณ์นักเขียนเงินล้าน: หนุ่มนักเขียนผู้เปิดโลกแห่งจินตนาการของเด็กไทย กับนิยายเรื่องใหม่ของเขา’ คือชื่อของบทความที่เพื่อนคนหนึ่งบนเฟซบุ๊กของเขาแชร์มา พร้อมด้วยรูปของผู้ชายอายุยี่สิบกลาง ๆ คนหนึ่ง กำลังส่งยิ้มโง่ ๆ พร้อมกับถือหนังสือนิยายที่มีรูปวาดตัวละครหญิงนมใหญ่ลายเส้นการ์ตูนญี่ปุ่นสามคนกำลังรุมกอดแข้งกอดขาตัวละครชายคนหนึ่งอยู่บนหน้าปก

บ้าฉิบหาย ไอ้ระยำนี่มันออกนิยายอีกแล้วเหรอ ชายหนุ่มสบถในใจพร้อมกดเข้าไปอ่านบทความ เมื่อกวาดตาดูคร่าว ๆ ก็พบว่าเป็นบทสัมภาษณ์แบบอวย ๆ เพื่อโปรโมตนิยายเรื่องใหม่ที่ชื่อ ‘ทำไมคนไม่เอาไหนอย่างผมต้องถูกพระเจ้าส่งมาให้เป็นจอมมาร แถมทั้งกองทัพปีศาจก็ยังมีแต่สาวสวยหมวยเอ็กซ์อีก แล้วแบบนี้จะทำไงดีล่ะเนี่ย!’

ชายหนุ่มอ่านเรื่องย่อแล้วรู้สึกหงุดหงิดเป็นที่สุด อะไรวะ ลูกครึ่งญี่ปุ่น-ไทย โดนบุลลี่ในโรงเรียนมาตลอดชีวิต จู่ ๆ ก็สำลักฝุ่นตาย แล้วก็ไปต่างโลก ได้เป็นจอมมาร มีลูกน้องสาวสวยเยอะ ๆ ไอ้พวกเหี้ย พล็อตเชย ๆ เห่ย ๆ ไม่มีห่าอะไรแบบนี้มันยังรับตีพิมพ์อีกเหรอวะ วงการวรรณกรรมไทยแม่งก็แย่จะตายห่าอยู่แล้ว ทำไมสำนักพิมพ์เฮงซวยมันยังปล่อยอะไรแบบนี้ออกสู่ตลาดให้คนนอกวงการเขาถมถุยอยู่อีกวะ คิดว่ามันจะขายได้ในยุคที่นิยายแนว ๆ นี้มันหาอ่านฟรีได้เกลื่อนอินเทอร์เน็ตไปหมดจริง ๆ เหรอ

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ชายหนุ่มก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อก่อนตัวเองก็เคยเขียนนิยายด่าไอ้พวกพระเอกเทพทรูธีมจีนไว้เหมือนกัน แต่ชื่อเรื่องห่าอะไรนั้นจำไม่ได้แล้ว เขานิ่งคิดไปอึดใจหนึ่งก่อนที่จะพยายามล็อกอินเข้าไปในเว็บเขียนนิยายด้วยไอดีปลอมที่สมัครไว้ในตอนนั้น ทดลองกรอกไอดีและพาสเวิร์ดอยู่ครู่หนึ่งก็สามารถล็อกอินเข้าไปในระบบได้สำเร็จ

เจอแล้ว ‘(นิยายแปล) Gods King Warrior Conqueror Heaven อภินิหารเคล็ดวิชาเทพเจ้าราชันย์นักรบเย้ยจอมสวรรค์’ ไอ้ฉิบหาย เขียนได้แค่ 4 ตอน แม่งมียอดวิวหมื่นนึง เฉพาะเดือนนี้มีคนดูแล้วหลักร้อย พ่อมึงตาย นี่ขนาดดองไว้เป็นปีเลยนะ

หัวใจของชายหนุ่มเต้นรัวเร็ว เขารีบกดเข้าไปดูที่หน้านิยายก่อนที่จะต้องอุทานเป็นชื่อสัตว์เลื้อยคลานและอสูรกายชนิดต่าง ๆ ออกมาเป็นชุด เมื่อเห็นว่ามีนักอ่านมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนิยายเรื่องนี้เป็นร้อย ๆ ความคิดเห็น แถมส่วนมากยังเป็นการมาชื่นชม ร้องขอให้กลับมาเขียนต่ออีก

ชายหนุ่มรีบกดเข้าไปดูคอมเมนต์เฉพาะของตอนล่าสุด ‘ตอนที่ 4 ควันราคะ (NC 20++)’ โอ้โหไอ้สัส มีคนมาชมเต็มเลยว่าเร้าใจมาก สะใจที่พระเอกฆ่าโจร สะใจที่พระเอกได้เมีย มีคนมาถามว่าคนนี้นางเอกใช่ไหม มีคนมาถามอีกว่าฮาเร็มรึเปล่า มีคนมายี้นางเอก มีคนมาชื่นชมการบรรยายฉากเย็ดทั้ง ๆ ที่แม่งมีแต่อู้วๆๆๆ แล้วอะไรอีกล่ะเนี่ยไอ้เหี้ย มีบอกด้วยนะว่าไม่อยากให้พระเอกผูกตัวเองอยู่กับผู้หญิงมากไป เย็ดแล้วให้รีบทิ้ง ไม่งั้นก็ฆ่า ๆ ไปซะเลย จะได้หมดปัญหา โอ้โห คนที่ไหนคนจังหวัดอะไรพวกท่านเนี่ย เกิดวันไหนเกิดปีจอหรือปีอะไร ทำไมจิตใจถึงโหดเหี้ยมอำมหิตขนาดนี้ ผมไม่เข้าใจ

ชายหนุ่มนอนนิ่งไปนาน ก่อนที่จะถอนหายใจยาวออกมา ชอบกันนักใช่ไหมล่ะพวกมึง อะไรที่มันสะใจแบบที่ไม่ต้องมีเหตุผลรองรับ ขอแค่ให้พระเอกเทพ ๆ ไล่ตบไล่ตีไล่เย็ดคนอื่นตามใจชอบก็พอ

ได้ เดี๋ยวกูจัดให้เอง ชายหนุ่มยันกายขึ้นนั่ง เขาวางโทรศัพท์ลง ก่อนที่จะไพล่มือไปคว้าเอากระเป๋าใส่เอกสาร ดึงเอาคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปออกมา

522 Nameless Fanboi Posted ID:qTKk2KXpBO

>>521 เย็ดเข้ ในที่สุด (นิยายแปล) Gods King Warrior Conqueror Heaven อภินิหารเคล็ดวิชาเทพเจ้าราชันย์นักรบเย้ยจอมสวรรค์ ก็กลับมาแต่งต่อแล้ว ดองนานโคตรๆ 555+

523 Nameless Fanboi Posted ID:Wx.NGu2lQF

>>521 กูกดกระดิ่งรอแล้วนะพี่ชาย ฉันรออยู่ที่ท่าน้ำเหมือนเดิม รอมาเป็นปีแล้วเนี่ย

524 Nameless Fanboi Posted ID:m25jWJqtnq

"สุวรรณ มีคนจับภาพยมทูตของเราได้...เจ้าเช็คสิว่าเป็นใคร โจงกระเบนแดงเสียด้วย" เสียงสั่งจากท่านยมบาลดังขึ้นขณะที่ผมกำลังคีย์ข้อมูลคนตายประจำไตรมาสแรกของปีอยู่ ช่วงต้นปีนี้มีโรคระบาดคนตายกันเยอะ เจ้าหน้าที่ดูแลข้อมูลอย่างผมเลยวุ่นวายเป็นพิเศษ

"คงจะเป็นคืนก่อนที่มีงานเลี้ยงแฟนซีในนรกมั้งท่าน เจ้าพวกนั้นคงมีงานด่วนเข้ามาเลยลืมเปลี่ยนชุดเสียก่อน" ผมยกมือขึ้นดันแว่นพร้อมกับตอบคำถามของท่านยมด้วยความเคยชิน

"เออ...นั่นล่ะ ไปหาตัวพวกมันมา แล้วสั่งสอนเสียด้วยว่าคราวหน้าถ้าจะออกสื่อให้แต่งเนื้อแต่งตัวดี ๆ หน่อย เดี๋ยวคนเขาจะหาว่านรกของเราเชยแหลก ยุคนี้ยังต้องมานุ่งโจง ถือไม้เท้า ห้อยสร้อยสังวาลอีก!" ท่านยมตบโต๊ะดังปังดูแล้วท่าจะกริ้วหนัก กาแฟลาเต้มัคคิอาโต้บนแก้วถึงกับกระฉอกออกมาเล็กน้อย อีกเดี๋ยวคงต้องตามแม่บ้านมาทำความสะอาดแน่ ๆ

แต่ว่า...ที่ไม่พอใจ สรุปคือเรื่องแต่งตัวเชยหรอกเรอะ?

525 Nameless Fanboi Posted ID:/5LEzUeUag

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
D : เย่.. มีคนโปรโมทนิยายให้ด้วย
F : ไม่คิดตังค์หรอก เพื่อนเอ๊ย
D : ไม่เจอกันนานเป็นไงมั่ง
F : ข้าได้กลายเป็นผู้ที่มีนามว่า.. ไร้นาม
T : ไอ้คนไม่มีสัจจะ อย่าอวดอ้างถึงชื่อนั้น
W : อย่ากล่าวหาด้วยวาจารุนแรงกับเค้านะคะ
F : พูดเพ้อเจ้ออะไรเนี่ย?
T : อืม..จำไม่ได้ก็แล้วไป
W : ใช่ค่ะ..เลิกแล้วต่อกันเนาะ คุณไม่เป็นไรนะคะ F
Yu : เอาตีนถีบยอดหน้ามันเลยลูกพี่
F : คุยกับผู้ชายเสียเวลา ไงจ๊ะน้อง W
W : คุณ Yu ยังไม่เห็นความเทพของเค้าสินะคะ
T : Yu ตัดใจจากพี่ซะเถอะ Wคือตัวจริง
T : ผมไม่เก่งขนาดนั้นหรอกครับ ที่รัก
W : คนบ้า >////<
W : อย่าดูถูกตัวเองเลยนะคะ
F : เพราะผมเป็นคนสำคัญสินะ
W : อย่าเฉไฉนะคะ
T : ชีวิตนี้แสนสั้น..พึ่งรักษาไว้ซึ่งสัจจะ ; ความสมัครใจของท่านทั้งสอง จะรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน อย่าได้แยกจากกันเลย
ชาวDD : อาเมน!
W : โดนท่านดุเลยเห็นมั้ย
F : ผมยอมแล้วครับ
W : ตั้งแต่นี้ไป ต้องรักษาคำพูดนะคะ
THE END

526 Nameless Fanboi Posted ID:1xxJ7bjtAU

>>525 กูลั่น

527 Nameless Fanboi Posted ID:/5LEzUeUag

(ผิดอีก กุไม่แก้แล้ว- - -)

528 Nameless Fanboi Posted ID:9f58r3CCQw

>>527 แม่งเอ๊ย! กูแก้เอง! (ขอบใจที่สรุปให้ แม่งคุยกันยาว ชห)

แนะนำตัวละคร
D = darkius
F = FreudMs
T = TunKoB
W = White Frangipani
Yu = yurinohanakotoba

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
D : เย่.. มีคนโปรโมทนิยายให้ด้วย
F : ไม่คิดตังค์หรอก เพื่อนเอ๊ย
D : ไม่เจอกันนานเป็นไงมั่ง
F : ข้าได้กลายเป็นผู้ที่มีนามว่า.. ไร้นาม
T : ไอ้คนไม่มีสัจจะ อย่าอวดอ้างถึงชื่อนั้น
W : อย่ากล่าวหาด้วยวาจารุนแรงกับเค้านะคะ
F : พูดเพ้อเจ้ออะไรเนี่ย?
T : อืม..จำไม่ได้ก็แล้วไป
W : ใช่ค่ะ..เลิกแล้วต่อกันเนาะ คุณไม่เป็นไรนะคะ F
Yu : เอาตีนถีบยอดหน้ามันเลยลูกพี่
F : คุยกับผู้ชายเสียเวลา ไงจ๊ะน้อง W
W : คุณ Yu ยังไม่เห็นความเทพของเค้าสินะคะ
F : Yu ตัดใจจากพี่ซะเถอะ Wคือตัวจริง
F : ผมไม่เก่งขนาดนั้นหรอกครับ ที่รัก
W : คนบ้า >////<
W : อย่าดูถูกตัวเองเลยนะคะ
F : เพราะผมเป็นคนสำคัญสินะ
W : อย่าเฉไฉนะคะ
T : ชีวิตนี้แสนสั้น..พึ่งรักษาไว้ซึ่งสัจจะ ; ความสมัครใจของท่านทั้งสอง จะรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน อย่าได้แยกจากกันเลย
ชาวDD : อาเมน!
W : โดนท่านดุเลยเห็นมั้ย
F : ผมยอมแล้วครับ
W : ตั้งแต่นี้ไป ต้องรักษาคำพูดนะคะ
THE END

529 Nameless Fanboi Posted ID:O9a41VdlSt

ใช้บริการ Line Taxi เรียกไปส่งยังจุดหมาย ระบบแจ้งให้เราเห็นในแอพชัดเจนว่ารถถึงไหน อีกกี่นาทีถึง คำนวณค่าใช้จ่ายให้เสร็จสรรพ

“ผมใช้ทั้งไลน์ ทั้งแกร็บ นี่มันเด้งทั้งวันรำคาญชิบหายมีแต่เมียไลน์ตาม นี่มันก็ใช้ให้ไปซื้อข้าวมันไก่ ขับมา 2 ชม. ให้ตายก็ไม่ถึงพัน ก่อนพูดมึงคำนวนเส้นทาง/ชั่วโมง ให้มันสอดคล้องกับมิตเตอร์ก่อนมั้ย ไอ้สั ส ชั่วโมงเดียว 1000 ขี้ฟันชิบหาย"

พี่แท็กซี่พูดด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ตามด้วยการวิจารณ์ไอ้คนที่มันเอาอาชีพแท๊กซี่ไปอ้างเพื่อหาความชอบธรรมให้รัฐบาล

“คนต่อให้ปรับตัวแค่ไหน ถ้าระบบมันแย่ ห่วยแตก มันก็ลำบากอยู่ดี ถ้าผมปรับมากกว่านี้ผมคงต้องปรับตัวเองไปขับเครื่องบินมิตเตอร์แล้วครับ เพราะคมนาคมตอนนี้มึงก็แหกตาดูสิ อีสั ส ติดชิบหาย มีรัฐบาลไหนอนุมัติทำโครงการพร้อมกันทั่วกรุงเทพ เส้นทางเลี่ยงแทบไม่มี ในหัวมีแต่ขี้อีหน้า สั ส”

“บ้านอยู่แถวนี้หรือครับ”

“เปล่า อยู่แถวไหนก็ได้ไอ้ควาย เ สื อ ก”

“เปล่าครับ แถวนี้ตรอกซอยเยอะ กว่าจะออกถนนใหญ่ หลายขยัก ผมมาวิ่งแล้วก็พบว่าไอ้ห่ า ในถนนตรอกซอกซอยยังติด ถ้าผมจะวิ่งแค่ในซอย กูขับวินมอไซต์ดีกว่ามั้ยอะคับๆ"

พี่แท็กซี่ตั้งข้อสังเกต ตามด้วยการทดลองจนสรุปได้ผลว่าบริเวณไหนมีผู้โดยสารใช้บริการมาก ไม่ต่างจากนักวิจัย ผมนี่อดลุกขึ้นยืนปรบมือไม่ได้

“เค้าว่าเศรษฐกิจไม่ดี”

พี่แท็กซี่พูดสวนทันที

“ด่ารัฐบาลเลยครับไอ้หน้าส้ น ตี น ถ้าใครขึ้นมาบริหารแล้วได้แค่นี้ มันจะเลือกตั้งกันทำยวค ลัย มันจะเหมือนได้ไงกับคนที่มีสมองแค่ 84000 เซลล์ กุ้งยังมีเยอะกว่าเลยมั้ง ถ้าจะให้ปรับตัวเองช่วยตัวเองทุกอย่าง แล้วเราจะมีรัฐบาลมาทำมะเขืออะไร เราจะจ่ายภาษีกันไปทำไม งั้นก็ไม่ต้องมี รก เกะกะ ออกไปไอ้ตี๋หน้าหู่”

"จะด่ารัฐบาลทำไมหละ”

“งั้นให้กูด่าแม่มึงแทนมั้ยหละ ถ้ากูขับแท๊กซี่ชั่วโมงเดียวได้ 1000 วันนึงกูขับ 10 ชม. หักค่านั่นนี่ คำนวนมากูได้ขั้นต่ำ 5000+ กูคงไม่ให้เมียกุไปลำบากขายกับข้าว”

“เมียทำกับข้าวเก่งสิ”

“ไม่เป็นเลย พอผมจะบังคับมันเรียนจากยูทูปมันก็อ้างชายเป็นใหญ่”

“แต่พ่อค้าแม่ค้าโวยว่าเศรษฐกิจไม่ดี”

“ก็ถูกแล้วครับ หรือมึงว่าเศรษฐกิจดีหละตอนนี้ มึงอยู่ประเทศเดียวกันกับกูหรือเปล่า”

“ตอนเลือกตั้ง เลือกพรรคไหน” เราอดถามไม่ได้

“เ สื อ ก ค รั บ”

“คือ”

“ปากท้อง ถนน น้ำ ไฟ ค่าแรง รักษาพยาบาล มันก็คือการเมืองหมดอะไอ้สั ส ไม่ให้รัฐบาลแก้ไขมึงจะให้เจ้าอาวาสวัดมาแก้หรอ ไอ้พูดเรื่องประชาธิปไตย ไกลตัวก็เหี้ลแล้ว จบป.ไหนมาครับ ผมยกมือเลือกหัวหน้าห้องตั้งแต่อนุบาล"

“พอใจ ส.ส.ของเขตตัวเองมั้ย”

“ถามเยอะถามแยะนะมึงอะ ถามมากกว่านี้กูจะคิดค่าที่มึงเอาไปทำคอนเท้นต์แล้วสะ”

พี่แท็กซี่สบถอย่างหัวเสีย

ถึงที่หมาย ส่งเงินให้ เหลือเงินทอน 17 บาท เราเอ่ยปากยกให้

“ขอบคุณครับ งานบริการถ้าผู้ใช้บริการเต็มใจจะให้ทิป มันเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าผมเงินได้เกินเกณฑ์ที่จะต้องจ่ายภาษีพี่ควรแนะนำผมให้ไปหาสรรพากร ไม่ใช่มาเขียนอะไรโง่ ๆ แบบนี้”

เราหน้าหงายเล็กน้อย

สัญญาณจากแอพในมือถือดังขึ้น

“แหม.. เมียเร่งเอาข้าวมันไก่"

530 Nameless Fanboi Posted ID:6j4BiynleS

>>529 กูเก็ต

531 Nameless Fanboi Posted ID:ABHTsDxq7/

>>529 เจอคนแชร์ต้นฉบับมาวันนี้เลยสัส กูได้แต่ขำแห้ง จิคราย

532 Nameless Fanboi Posted ID:CplxNxk8RN

>>531 คือกูไม่เข้าใจ ว่า มันเป็นเหตุการจริงที่ไปเจอเเท๊คซี่มา หรือมันเอาความเชี่ยของรัฐมาเล่าเเนวสร้างเรื่องราวขึ้นมา

533 Nameless Fanboi Posted ID:V1IZjlZ/ez

>>532 มึงอ่านต้นฉบับดีๆก่อน กูว่ามันไม่ได้ด่ารัฐ ออกจะโปรทหารด้วยซ้ำ มันเบลมต่างหากว่าที่ว่าเศรษฐกิจไม่ดีเพราะไม่ขยันมากกว่า ถ้าขยัน ต้องมีเงิน แต่ไม่ใช่ไง คิอมันไม่ได้ดูปัญหาเชิงโครงสร้าง

534 Nameless Fanboi Posted ID:yxhbA6wNhT

(นิยายแปล) Gods King Warrior Conqueror Heaven อภินิหารเคล็ดวิชาเทพเจ้าราชันย์นักรบเย้ยจอมสวรรค์
ตอนที่ 5 ป่วนเมือง

เซวี่ยอวี่เซวียนเดินออกจากเล่าสุราฟ้าเหมามาย “เหอเบื่อจัง ต้องไปหุบเขาเสียนสวรร์คจริงๆหราเนี่ย ไม่เอาดีกว่า ขี้เกลียดแระ ผู้หญิงหาใหม่ง่ายๆ เด๋วไปป่วนคนเร่นก่อนดีกว่า อิอิ”

พูดจบเซวี่ยอวี่เซวียนก็ใช้ผลังวิชชาตัวเบากระโดด พึ่บ ตุ้บ ลงมาในตลาด “โอ้โฮพี่ชาย ขายอะไรหนะ” เซวี่ยอวี่เซวียนถามพ่อข้า “เป็นเครื่องลางคับคุณลูกข้า” พ่อข้าตอบ “พกเอาไว้แร้วลับลองสาวรักสาวหลง จีบสาวติดทุกคนแน่ๆคับคุณลูกข้า” “จิงเหรอ” “จิงสิคับ ผมขายถูกๆ แค่หนึ่งเหลยีนทองเอง”

เซวี่ยอวี่เซวียนร้วงมือลงไปในกะเป๋ากางเกง พบว่าเงินที่เก็บเอาไว้หายหมด “อ่าว เงินไม่มีเรย ผมขอฟรีได้ป่าวคับพ่อข้า”

พ่อข้าได้ยินอย่างงั้นเรยคิดว่าเซวี่ยอวี่เซวียนกวรตีร “ได้ไงวะไอ้กะจอก เงินแค่เหลยีนทองเดียวมึงไม่มีปันยาแร้วจะมาเดินตลาดทำไม บ้าปะ”

เซวี่ยนอวี่เซวียนโดนด่าว่ากะจอกก็โกด “หน่อยแหนไอ้พ่อข้า คนแค่ไม่มีตังก็ด่ากะจอกเรยหรา เปนใครมาจากไหนอะ แบบนี้ต้องสั่งซ้อนแร้ว” ว่าแร้วเซวี่ยอวี่เซวียนก็เก็งผลังละดับพระเจ้าไว้ที่ฝ่ามือ ปังงงงง โอ้ยย เซวี่ยอวี่เซวียนตบหัวพ่อข้าอย่าแรงจนกโลกยุบ ก้อนสหมองใหลออกมาทางจมูก “55555 คัยกันแน่ที่กะจอก ถุ้ย”

คนแถวนั้นพากันกลัวเซวี่ยอวี่เซวี่ยนจนหนีกันไปหมด เซวี่ยอวี่เซวียนเลยเก็บของที่พ่อข้าคนอื่นๆ ทิ้งไว้ใส่กะเป๋า “เอาเครื่องลางไปด้วยดีกว่า อิอิ”

แต่ก่อนที่เซวี่ยนอวี่เซวียนจะหนีไปไหน ทหารประจำเมืองก็มาถึง “หยุดนะ ทำไมต้องทำอะไรแบบนี้ด้วย” “ก็ไอ้พ่อข้านี่มันด่าว่าข้าเปนพวกกะจอกก่อน” “แร้วงัย ฆ่าคนได้เหรอ” “ก็ฆ่าไปแร้ว จะให้ทำงัย มียาชุบชีวิตหรอ” “ปากดี หาที่ตายแท้ๆ”

ควับๆๆ ทหารประจำเมืองขวงดาบเข้าใส่ ฉิ้งงง เซวี่ยอวี่เซวียนฉักกะบี่ออกมาบ้า เช้งๆๆๆๆ อาวุดฟันกันดังเช้ง ก่อนที่เซวี่ยอวี่เซวียนจะแถงเข้าที่กางอกของทหาร อ้ากกกกกก ทหารล้องออกมาอย่าเจ็บปวด ก่อที่จะล้มลงตาย

“อุ้ยๆ ฆ่าทหารตายแร้ว ซวยระเรา รีบหนีดีกว่า” พูดจบเซวี่ยอวี่เซวียนก็ใช้ผลังวิชชาตัวเบาหนีไป

535 Nameless Fanboi Posted ID:e1SZxeQ0p/

>>534 กลับมาคราวนี้ใช้ภาษาแว๊นส์แง๊นๆ เชียวนะมึง ฮาดี กูให้สามผ่าน

536 Nameless Fanboi Posted ID:Eyn3MpxM0f

>>534 ไอ้เชี่ยขำสำลักน้ำเลย อ่านไปต้องระวังไป กลัวติดโรคคำผิด มึงนี่โคตรพยายามเลยวะ 5555

537 Nameless Fanboi Posted ID:0AJmabJ5Fj

"โวยวายไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกคุณ หม่อมย่าคุณเซ็นสัญญายกคุณให้ฉันเรียบร้อยแล้ว ถือว่าเป็นค่าขัดดอกไงล่ะ"

หญิงสาวร่างเพรียวเอนพิงพนักโซฟาหนังแท้สัญชาติอิตาเลียน มือบางรินไวน์แดงใส่แก้วก่อนยกขึ้นจิบอย่างไม่เดือดร้อนใจ ริมฝีปากอิ่มเคลือบลิปกลอสสีชมพูวาวเหยียดออกเป็นรอยยิ้ม มันเกือบจะเป็นรอยยิ้มเยาะเสียด้วยซ้ำ ถ้าบอกว่าเหมือนจันทร์สนุกกับการที่เห็นชายหนุ่มในชุดสูทดิ้นพล่านก็ไม่ผิดนักหรอก

"สัญญาอะไร? ขัดดอกอะไร? ผมไม่เข้าใจ" หม่อมหลวงธฤตชลธรละกำปั้นออกจากประตูห้อง ดวงตาภายใต้กรอบแว่นสีดำมองหญิงสาวเบื้องหน้าด้วยความงุนงง

"โธ่เอ๊ย.. อย่าทำมาเป็นใสซื่อไม่รู้เรื่องรู้ราวหน่อยเลยคุณชล คุณชายพ่อคุณน่ะ โกงเงินพ่อฉันไปจมในบ่อนไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยล้าน แถมดันชิงตายหนีหนี้แบบนี้ไปได้ กรรมมันก็ต้องตกถึงลูกอย่างคุณน่ะสิ"

"ถ้าเป็นเรื่องเงินผมชดใช้ให้คุณได้...." ถ้อยคำของร่างสูงเงียบหายไปก่อนที่เขาจะพูดจบ เหมือนจันทร์เดินเยื้องย่างเข้าใกล้จนชายหนุ่มไม่สามารถหลีกหนีไปได้ หลังของเขาแนบอยู่กับบานประตูพร้อมกับร่างของเธอที่บดเบียดเข้ามา ปลายเล็บที่เจือมนและเคลือบสีมาอย่างดีแตะลงบนริมฝีปากบาง

"ฉันไม่พูดอะไรเยิ่นเย้อแล้วกันนะ หม่อมย่าขายคุณให้ฉันแล้ว ส่วนคุณก็มีหน้าที่ผลิตลูกให้ฉันสักคนสองคน แล้วฉันจะปล่อยคุณไปหายัยพิมลมาศ แม่สุดสวาทขาดใจของคุณไงล่ะ"

538 Nameless Fanboi Posted ID:+6fLoVL1++

วันนั้นผมขับรถไปธุระ มีวัยรุ่นกลุ่มนึง ขับตามหลังมา
โทสับผมมีคนโทรเข้า แล้วหันไปหยิบขึ้นมา

วัยรุ่นกลุ่มนึงขับมาประกบข้างรถผม ตะโกนด่าผมว่า ควายๆ
ทั้งที่ไม่รู้จักกัน ผมไม่ได้ไปกวนตีนมันเลยนะ
นักเลงมาก

เเหม่ๆ รู้จักกูน้อยไปแล้วพวกมึง
ผมคิดในใจพร้อมกับจ้องพวกมัน แบบไม่ละสายตา

ผมกดกระจกลง ด่ากลับไป มึงดิควายสัส

สักพักผมก็วูบไป ตื่นขึ้นมาอีกที อยู่โรงพยาบาล ผมถามพยาบาลว่า จับพวกวัยรุ่นที่ตีผมได้ยัง
วันรุ่นที่ตะโกนด่าผมว่า ควาย ยังทำร้ายผมอีก

พยาบาล : คุณขับรถชนฝูงควายตรงทางโค้ง เค้าตะโกนบอกยังไม่ฟังอีก

539 Nameless Fanboi Posted ID:xS/kHqudx0

>>538 มุก ไม๊...ใหม่

540 Nameless Fanboi Posted ID:QnzYu8fyLp

>>534 ฮาสัส

541 Nameless Fanboi Posted ID:IkYZQVgNmT

กาลครั้งหนึ่ง.. นานสองนานมาแล้ว
W : พลังเวทย์เกิดจากธาตุรู้แจ้ง จิตคือช่องเก็บของเวทย์ หลอมธาตุรู้ได้จากแร่บารมี พบมากในใต้น้ำ จงเสาะหาเอาเถิด
F : ท่านอาจารย์ช่างเป็นคนดี เผื่อแผ่เคล็ดวิชา
W : เราต้องการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มิใช่ยกตนข่มท่าน
F : ไมตรียิ่งใหญ่ไพศาล ดังแม่น้ำฮวงโห โลกต้องรับรู้ถึงคุณงามความดีที่ท่านกระทำ
W : หยุดเถิด.. พดฺ อานนฺ

542 Nameless Fanboi Posted ID:.5ueSwNps1

>>541 ตัวย่อแม่งคุ้นๆ นะ

543 Nameless Fanboi Posted ID:FsNLjzBKtt

>>210 แม้โนบิตะ จะโง่ แต่เรื่องการเอาตัวรอดนั้น เขาก็เรียกว่าเก่งกาจหาตัวจับยาก โนบิตะหลบหนี ออกจากบ้านของชิซุกะอย่างสับสน เขาหนีไปแอบอยู่ซอกมุมเล็กๆของตรอกแห่งหนึ่งที่ห่างไกลจากเมืองที่เขาอยู่

เขาจะทำอย่างไรดี ตอนนี้ เขาอายุ18แล้ว ไม่ใช่เยาวชน เขาต้องได้รับโทษหนักแน่นอน เขาควรจะมอบตัวหรือทำอย่างไรดี โนบิตะ พยายามคิดวิธีแก้ปัญหาหลายวิธี แต่ก็คิดไม่ออกเลย นอกเสียจากเขาจะมอบตัว

โฯยิตะ เครียดจนหลับไปในกล่องเล็กๆของกองที่ทิ้งขยะที่เขาแอบซุกตัวอยู่ เวลาผ่านไป จนถึงกลางคืน เขาก็สะดุ้งตืนจากเสียง ระเบิดที่ดังขึ้น

เขาผุดลุกขึ้น เสียงดังทำให้ ชายฉกรรจคนนึ่งพบตัวเขา และพุ่งเข้ามาหา เขาถูฏเตะโดยไม่พูดพร้ำทำเพลง จนล้มลงไปนอน และชายคนนั้น ก็ลากเขาออกมาอย่างไปปราณี

" เอาไงดี ไอ้หนีดุเหมือนว่ามันจะแอบเห็นเราอยู่"

" ปิดปากมันดีกว่า จะได้ไม่มีใครเจอ พวกจรจัดหายไปสักคน คงวไม่มีคนสนใจ"

ชายหกคนปรึกษากัน ดนบิตะ ซึ่งพยายามจับต้นชนปลาย ได้มองสถานการณ์รอบๆ

มีชายวัยกลางคน นั่งหอบเพราะอาการบาดเจ็บ มีเลือดไหลจากไหล่ของเขาชุ่มโชก

ชายอีกสองคน นอนนิ่งไม่ขยับบนพื้น มีเลือดไหลออกมากมายจนเจิ่งพื้น

แว่บแรกที่โนบิตะคิด เขารูว่ารตนเอง เข้ามาพัวพันกับเรื่องราวในโลกมืด และตอนนี้ พวกที่เหลือกำลังจะปิดปากเขา
ทั้ง6คนมีปืนครบมือ หากเขาวิ่งหนี ก็ต้องถูกยิงแน่นอน

ทำไงดีล่ะ ทำไงดี หัวของ โนบิตะคิดหาเอาตัวรอดแบบสุดชีวิต ภาพการผจญภัยกับผองเพื่อนในอดีตผุดขึ้นมาราวกับเป็นภาพสุดท้าย

หากแค่ฉันมีปืนล่ะก็ แค่ของพวกนี้ โนบิตะ คิดไปถึงตอนที่เขาดวลปืนกับวายร้ายระดับจักรวาล และเขาเป็นฝ่ายเอาชนะได้ หลายต่อหลายครั้งที่ฝีมือยิงปืนของเขา สามารถทำให้เขาเอาชนะอุปสรรคต่างๆมาได้

แต่ตอนนี้ เขาไม่มีปืน
และจะหาปืนจากไหนล่ะ

ปืนเหรอ หาง่ายจะตายไป ข้างหน้านายก็มีตั้งหลายกระบอกนี่นา

เสีนงตอบโตในหัวของโนบิตะ ที่แม้เหมือนจะดูเนิ่นนาน แตมันก็เป็นเพียงเสียววินาทีเท่านั้น
ตอนนี้ โนบิตะ หวังเพียงว่า เขาอาจจะแย่งปืนได้ แต่หากเขาลุก หรือทำอะไรผิดปกติ เขาคงถูกยิงแน่นอน

แต่การแย่งปืนไมไ่ด้หมายความว่าจะต้องลุกขึ้นไปแย่งนี่นา

เพียงแค่คิด 1ในสิ่งที่เขาถนัดที่สุด การพันด้าย ก็ถูกนำมาใช้ เสันด้สยถือนิ้วมือที่คล่องแคล่วของเขา ส่งลอย ออกไปพันยังปืนของ1ในมือปืนที่ดูว่าถือปืนไม่แน่น และไม่ระวังตัว
เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา เมื่อโนบิตะ กระตุกมือกลับ ปืนกระบอกนั้น ก็กลับมาอยู่ในมือเขาแล้ว

เฮ้ย!!! ปังๆๆๆๆๆ เพียงแค่เสียงร้องตะโกน อย่างตกใจเพียงคำเดียว ทั้ง6 ก็ล้มลงทั้งยืน ด้วยบาดแผลจากกระสุนปืนบริเวนกึ่งปากกึ่งจมูก อันเป็นจุดของก้านสมอง ที่เมื่อถูกทำลาย คนคนนั้นจะตายทันที โดยไม่ขยับแม้แต่นิด

นี่ไม่ใช่ การยิงปืนครั้งแรก ท่าทีของโนบิตะ ในตอนนี้ ไม่เหมือนเด้กหนุ่มไร้น้ำยา แต่มันคือมาดของมือปืนอันดับหนึ่งของจักรวาล

"...นาย... เจ้าหนู... นายเป็นใครกันแน่ "ชายกลางคนที่เลือดชุ่มโชก พูดเสียงแผ่วออกมา ทำให้โนบิตะ กลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง

เขาฆ่าคนไปแล้วอีก6คน
แนา่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้ฆ่าสิ่งมีชีวิตทรงปัญญา

ในการผจญภัยหลายครั้ง เขาได้ฆ่าศัตรูไปมากมาย ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ

แล้วทำไมตอนนั้นเขาถึงไม่รู้สึกอะไรล่ะ

เพราะว่า ไม่มีกฏหมายเอาผิด เวลาเขาฆ่าศัตรูไงล่ะ

เขากลัวอะไรกันแน่ ความรู้สึกผิดที่ฆ่าคน หรือเพราะกลัวถูกจับ

แน่นอนว่ากลัวถูกจับสิ

ทางไหนที่ตำรวจจะไม่เข้ามายุ่งล่ะ หนีไปเรื่อยๆเหรอ ไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก

ทำไม ไม่ลองเขามาในโลกที่ตำรวจไม่ค่อยเข้ามายุ่งล่ะ

544 Nameless Fanboi Posted ID:FsNLjzBKtt

ความคิดสองฝ่าย โต้เถียงกันในหัว แต่มันก็ถูกหยุดเมื่อชายกลางคนนั้น กระตุกเสื้อเขาเบาๆ

"เสียงปืนดังขนาดนี้ เดี๋ยวพวกที่คอยเก็บศพ มันต้องเข้ามาแน่ เจ้าหนู ช่วยพยุงฉันออไปจากที่นี่ที" ชายกลางคน ขอร้องกึ่งสั่ง
โนบิตะเองก็ปฏิเสธคนที่บาดเจ็บขนาดนั้นไมไ่ด้ และยิ่งบารมีจากแววตาของชายวัยกลางคน ก็ทำให้เขาไปกล้าขัด

โนบิตะ ประคอง ชายวัยกางคน จนมาถึงถนนใหญ่ได้ เพียงชั่วครู ก็มีรถคันใหญ่ วิ่งเข้ามารับ

"เจ้าหนู มาด้วยกันสิ เดี๋ยวพกวมันก็ตามมาเจอหรอก" ชายคนนั้น จับมือของโนบิตะไว้ โนบิตะ แม้จะโง่ แต่เรื่องแบบนี้เขารู้ดีว่า หากเขาเข้าไปในรถคันนี้ เขาจะกลับมายังโลกแบบคนทั่วไปไม่ได้

"เอ้ยๆๆๆ มันอยู่นั้น" เสียงฝีเท้าไล่เข้ามา พวกมันตามมาแล้ว ในวินาทีนั้น โนบิตะ ซึ่งมีปืนอยู่ในมือ เขาไม่ใช่คนขี้ขลาดที่โดนเพื่อนรังแก แต่เขาคือ โนบิตะ ชายผู้เป็นมือปืนอันดับหนึ่งของจักรวาล และวีรบุรุษที่เคยช่วยโลกต่างมิติมาแล้วหลายครั้ง

โนบิตะ ส่งกระสุนสองนัดสุดท้าย เข้าหัวของ กลุ่มชายที่วิ่งตามเขามา และกำลังเล็งปืนไปที่ล้อรถยนต์ ก่อนที่เขา จะกระโดดขึ้นรถไปกับชายคนนั้น

ในรถ นอกจากเสียงหายใจหอบๆของชายวันกลางคนแล้ว ก็แทบไม่มีเสียงอื่นใด โนบิตะเองก็ไม่พูดอะไร ในหัวของเค้ามีแต่ความสับสน เขารู้ดีว่า เขาถลำตัวลึกเข้ามาเรื่อยๆ

"เจ้าหนุ่ม เป็นใคร ฝีมือยิงปืนยอดเยี่ยมขนาดนี้ หาในญี่ปุ่นไม่น่าจะได้นะ ดูแล้วเจ้าหนุ่มคงเป็นคนเอเชีย มาจากไหนล่ะ พูดญี่ปุ่นได้ไหม" ชายกลางคนเริ่มบทสนทนาก่อน

"...หืม เข้าใจที่ฉันพูดไหม" ชายกลางคนสำทับ โนบิตะ จึงค่อยๆอ้ำอึ้งพูดตอบ

"...ผม ผมเป็นคนญี่ปุ่น" โนบิตะไม่รู้ว่าจะตอบอะไรเพิ่ม
" แล้วเจ้าหนุ่มเป็นใครล่ะ ทำไม ถึงไปอยู่ที่นั่น" คำถามขอบชายกลางคนยิ่งตอกย้ำสาเหตุที่เขาต้องมานั่งบนรถคันนี้ ภาพของชิซุกะ และเดคิดซุกิที่เปลือยกอดรัดทำให้โนบิตะ รู้สึกปวดหัว จนต้องหลั่งน้ำตาออกมา

"ผม... ผมไม่รู้จะไปที่ไหน ผมไม่มีที่ไปแล้ว" โนบิตะ ตอบเช่นนั้น ซึ่งก็จริงตามความรู้สึกของเขา เขาเพิ่งฆ๋าคน แม้จะ ยอทรับผิดสารภาพ แต่เขาก็ต้องติดคุกหมดสิ้นอนาคตแน่นอน

".... ที่ไปน่ะ หากมันไม่มี เราก็สรา้งขึ้นมาสิ คืนนี้หนักมากแล้ว ยังไง ไปพัดที่บ้านของข้าก่อนละกัน แล้วค่อยว่ากันต่อ" ชายกลางคนพูดแค่นั้น โนบิตะ ได้แต่พยักหน้ารับ

รถแล่นมาจนถึงบ้านหลังใหญ่ เมื่อรถแล่นเข้าในบ้าน ก็มีกลุ่มชายหลายคน ออกมาต้อนรับ โนบิตะ ก้าวลงมาด้วยท่าทีเก้ๆกังๆ

หลังจากที่ชายหลางคนตามลงมา เหล่าชายฉกรรจ์ที่เห็นแผลรุนแรงที่ไหล่ ก็มีสีหน้าเคร่งเครียดโกรธแค้น ชายกลางคนยกมือขึ้น และผายไปทางโนบิตะ

"เจ้าหนุ่มคนนี้ เป็นคนที่ช่วยข้าเอาไว้ เลี้ยงรับรองต้อนรับเขาให้ดีล่ะ" แล้วชายกลางคน ก็หันไปหาโนบิตะ
" ข้าจะไปทำแผลก่อน หากต้องการอะไร ก็สั่งเด็กๆพวกนี้ได้เลยนะ คืนนี้ เจ้าหนุ่มพักก่อนเถอะ มีเรื่องอะไรจะทำอะไร พรุ่งนี้ค่อยคิดการต่อ

โนบิตะ ถูกพาเข้าไปในห้องพัก ซึ่งมีนทุกอย่างครบครัน ทั้ง ทีวี อ่างอาบน้ำ เขาถอดเสื้อผ้าชำระร่างกาย และ เปิดทีวี ด้วยมือที่สั่นเทา
อย่างที่เขาคิดไว้ เมืองที่สงบสุข หากมีข่าวฆาตกรรมที่นานๆครั้งจะเกิดขึ้น ข่าวย่อมครึกโครม ในทีวี ปรากฏข่าวของเขา ที่พาดหัวว่าลงมืดฆ่ารัดคอย่างอำมหิต
ในข่าวเปิดเผย ชื่อ และสกุลของเขา เนื่องจากอายุของเขาไม่ใช่เยวชนแล้ว โนบิตะ เครียดสุดชีวิต เขาปิดทีวี แล้วงอตัวกอดเข่า ก่อนที่จะหลับไปในสภาพนั้น

รุ่งเช้ามาถึง แต่เพียงแค่เสียงเดินเข้ามาในหน้าห้อง โนบิตะ ก็ตื่นทันที มือของเขาเอื้อมไปสัมผัสด้ามปืนตามสัญชาติญาณ แต่เสียงที่หน้าประตู ก้ดังขึ้น
"เจ้าหนุ่ม ตื่นหรือยัง ข้าขอเข้าไปหน่อยใจได้ไหม" เสียงของชายวัยกลางคนนั่นเอง โนบิตะ ลังเลชั่วครู่ ก่อนจะเดินไปเปิดประตู

ชายวัยกลางเข้า กด้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับชายร่างใหญ่สองคน แต่แล้ว เขาก็โปกมือให้ทั้งสองคนนั้นออกไป

"ข้าจะคุยกะเจ้าหนุ่มนี่หน่อย" เมื่อชายทั้งสองได้ยินดังนั้นจึงถอยออกไป ในห้องที่มีเพียงชายกลางคน และ โนบิตะ เงียบไปชั่วครู ก่อนที่ชายหลางคนจะเอ่ยขึ้นก่อน

"ข้าเห็นจากในทีวีแล้วล่ะ โนบิตะ เชือกมรณะสินะ" ชายกลางคนพูดฉายาที่นักข่าวตั้งให้

"ผมไม่ได้ตั้งใจ!!! "โนบิตะ ตะโกนออกมาเสียงดัง จนทำให้ชายทั้งสองที่อยู่หน้าประตูเปิดประตูถลันเข้ามา

" ไม่ต้องเข้ามา ข้ายังคุยกับเจ้าหนุ่มนี่อยู่ ห้ามใครเข้ามาทั้งนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น" ชายกลางคน ตวาดใส่ชายทั้งสองเสียงดัง ทำให้ทั้งคู่ก้มหัวลงต่ำ ก่อนจะลุกลนออกไปจากห้อง

545 Nameless Fanboi Posted ID:FsNLjzBKtt

"... ข้าเข้าใจ ข้าเข้าใจ ปัญหาคือ เจ้าจะทำอย่างไรต่อจากนี้ล่ะ " ชายกลางคน พูดกับโนบิตะ ด้วยโทนเสียงอ่อนโยน
"ไม่รู้... ผมไม่รู้ ผมไม่รู้จะไปไหน " โนบิตะ ก้มหน้าพูดตามจริง
"นั่นสิ.... ข้าคิดมาทั้งคืนหลังเห็นเรื่องของเจ้าหนุ่มในทีวี ข้าคิดว่า ตอนนี้ เจ้าหนุ่ม มีทางเลือกอยู่แค่2ทาง นอกจากเรื่องที่จะเข้าคุกล่ะนะ" ข้อเสนมอของชายกลางคน ทำให้โนบิตะ เงยหน้าขึ้นมาฟัง ในแววตาของโนบิตะมีแววแห่งความหวัง

"1.. คือหนี หนีออกจากประเทศ ไปเกาหลี ไปจีน หรือไปไทยก็ได้ ข้าพอจะช่วยเรื่อเอกสารปลอมได้ แต่ปัญหาคือ ข้าไม่มีอิทธิพลใดๆที่สามารถช่วยเจ้าได้เลย เมื่อออกนอกประเทศไปได้ เจ้าต้องพึ่งตัวเองแล้วล่ะ" คำตอบแรก ทำให้แววตาแห่งความหวังของโนบิตะดับวูบลง
เขาพยายามรับฟังคำตอบที่2 ด้วยใจที่เต้นระรัว

"2.. หากข้ารวมอิทธิพลพื้นที่ในย่านนี้ได้ ก็พอจะมีบารมีที่จะกันไม่ให้ตำรวจมายุ่งกับเจ้าหนุ่มได้ แต่เสียดาย มันคงเป็นไปไม่ได้ หาก เจ้าหนุ่มไม่ช่วยข้า" ชายกลางคน เสนอข้อแลกเปลี่ยนที่ทำให้โนบิตะสงสัย แววตาของชายหนุ่มจ้องมาที่โนยิตะ ราวกับต้องการให้เขาถามว่า โนบิตะ จะสามารถช่วยได้อย่างไร

" ผม.. จะช่วยส่วนไหนได้" โนบิตะ แม้จะไมไ่ด้เรียนเก่งมากมาย แต่เขาไม่ใช่คนโง่ เขาร็ว่าเหตุการณ์เมื่อคืนหมายถึงอะไร

" ช่วยข้า กวาดล้างไอ้พวกแก็งค์ที่มันมาหาเรื่องเมื่อคืน" ชายกลางคนพูด ซึ่งดูเหมือนโนบิตะ จะรู้ดีอยู่แล้ว ว่าหมายถึงอะไร

ในหัวของโนบิตะ ทั้งมโนธรรม และความต้องการเอาตัวรอด ต่อสู้กันอยู่ หากเขา ยอมเข้ามอบตัว แน่นอนว่า อนาคตของเขา จะดับแน่นอน

แต่มันจะไม่มีคนตายเพิ่ม

หากเขาตัดสินใจช่วย"กวาดล้าง" ศัตรู ของชายกลางคนตามคำไหว้วาน เขาจะพอมีทางที่จะใช้ชีวิตนอกคุกได้

คำถามต่อมาคือ เขาจะสามารถจัดการ"กวาดล้าง" ได้เหรอ

ได้สิ.... ของง่ายๆ แค่ ยิงหัวมันคนละนัดเท่านั้นเอง

546 Nameless Fanboi Posted ID:FsNLjzBKtt

"..... ผมขอ ปืน4กระบอก ระบบออโต้ กระสุนชัก8แมกส์" โนบิตะ พูดเรียบๆ ในแววตาของเขาไม่เหลือประกายแห่งความหวัง มันเหลือแต่ความมืดมิด และเด็ดเดี่ยวในการตัดสินใจ

" ได้สิ ข้าจะเรียบใก้พวกเด้กไปช่วยด้วย เราจะจัดการมันให้แบบไม่ต้งตัวในคืนนี้แหละ"ชายกลางคน แม้คิดว่าโนบิตะ จะไม่มีทางเลือกและต้องร่วมมือ แต่เขาก็ไม่คิดว่า โนบิตะจะตอบรับเร็วเช่นนี้

"ไม่ต้อง ไม่ต้องส่งใครไปทั้งนั้น ผมจะจัดการคนเดียว อย่าให้ใครตามไปเด็ดขาด แค่ไปส่งผมก็พอ" โนบิตะแย้งทันที โนบิตะเองไม่ได้ตั้งใจจะโชว์ฝีมืออะไรหรอก เพียงแต่เขาไม่ไว้ใจ และกลัวการถูกหักหลัง

"บ้ารึ เจ้าหนุ่ม ในตึกนั้น มีพวกมันอยู่เป็นสิบๆ ถึงเจ้าจะเก่งแค่ไหน แต่ลำพังคนเดียว......" ใีมือของโนบิตะที่ยิงหัวของมือปืน6คนพร้อมๆกันนั้นเปนสิ่วที่ไม่เคยเห็นใครทำได้มาก่อน แม้แต่โชว์ของนักแม่นปืนระดับโลกที่ใข้วิธียิงแบบควิกดรอระดับเอว ก็สามารถยิงได้เพียง2เป้าต่อครั้งเท่านั้น แต่กระนั่น การใช้ปื่นสองกระบอกลุยคนนับสิบมันก็คือการเอาชีวิตไปทิ้งชัดๆ

"ไม่...ไม่ต้อง แค่นี้เอง ให้ผมทำคนเดียวเถอะ ขอร้องล่ะครับ" โนบิตะ ก้มหัวขอร้อง แต่นั่นก็ยิ่งทำให้ชายกลางคนงงเข้าไปใหญ่

"เฮ่อ หากมั่นใจขนาดนั้นก็ได้ ข้าจะให้คนไปส่งเจ้าหนุ่มเอง เดี่ยวจะเตรียม ขอให้นะ ชายกลางคน พูดแบบปนเสียดาย เขาคิดว่า โนบิตะ คงหาเรื่องที่จะเอาปืน และหนีไปเพราะไม่อยากช่วยเหบลือ แต่ไม่กล้าปฏิเสธ แต่อย่างไรก็ตาม ในฐานะคนที่เคยช่วยชีวิตเอาไว้ ชายกลางคนก็ไม่ได้พูดอะไรมาก

เวลาผ่านไป จากเช้า จนถึงช่วงบ่าย ของทั้งหมด ก็เตรียมเสร็จสิ้น ปืน และแมกกาซีนกระสุน ตามที่โนบิตะขอ ได้ถูกนำมาให้เขา

"มีกระสุนสำรองไหม ผมอยากลองยิงดูหน่อย" โนบิตะ ร้องขอ ซึ่งก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร กระสุนสำรองสี่แมกส์ สำหรับปืนสี่กระบอกถูกนำมาให้ โนบิตะ

โนบิตะ หลับตา นึกถึงประสบการณ์ยิงปืนในอดีต เขาเคยยิงปืนลูกโม่บรรจุกระสุน6นัด เข้าเป้า6เป้าได้แบบสบายๆ แต่นั่นคือขีดจำกัดของเขาแล้วหรือ โนบิตะ อยากลองขีดจำกัดของตนเองอีกครั้ง

เขา เหน็บมือทั้ง4กระบอกไว้ที่เอว แล้วหยิบก้อนหินเล็กๆในลานมาเต็มสองมือ นับรวมได้ไม่ตำกว่า30ก้อน และเขาก็โยนมันให้กระจายบนอากาศ แล้วชักปืนออกมาทั้งสองมือ
พริบตานั้น เสียงปืนกล ก็แผดดังขึ้น

แต่เสียงไม่ได้มาจากปืนกล มันมาจากนิ้วที่งว่องไว กระหนำรัวไกปืนอย่างต่อเนื่อง

ในญี่ปุ่นมีคนที่สามารถกดปุ่มจอยเกมได้13ครั้งต่อวินาที แต่โนบิตะตอนนี้ เขาน่าจะกระดิกนิ้วลั่นไก ได้ข้างละ15ครั้งต่อวินาที

รวมทั้งสองข้างก็นับได้30ครั้ง ซึ่งเรียกได้ว่ามันดังรัวกว่าปืนกลทั่วๆไปเสียอีก
หนำซ้ำ ก้อนกรวดที่โยนกระจายกลางอากาศนั้น 1ก่อน ถูกกระสุน1นัดป่นกลางอากาศจนเป็นผง เพียงวินาทีเดียว ก้อนกรวดทั้ง30กว่าลูก ก็ถูกยิงจนแตกสลาย โดยไม่ทันตกพื้น

นับตั้งแต่ โยนกรวด จนถึงที่เขาชักปืนออกมาและยิงจนหมดแมกกาซีน2แกมส์ รวม30นัดนั้น กินเวลาราว1วินาทีเท่านั้น

ชายกลางคน และผู้ติดตาม ต่างก็อึ้งจนพูดไม่ออก กับฝีมือ ของโนบิตะ

จวบจนเวลาบ่ายคล้อย รถเก่งติดฟิลม?สีดำ ก็พอโนบิตะมายังแถวตึดที่เป็นเป้าหมาย ตอนนี้ โนบิตะ ใส่แว่นสีดำ ซึ่งจริงๆ ก็แค่แว่นอันเดิมของเขาที่ติดคลิบกลองแสง และเสื่อโค๊ดยาวเพื่อปกปิดปืนและแม็กกาซีน

" 8ชั้น ผมจะจัดการ พวกที่ถืออาวุธทุกคน รอผมด้วยนะ สัก20นาที" โนบิตะที่เมื่อถือปืนแล้วท่าทีเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดสั่งด้วยน้ำเสียวงเรียบๆ ก่อนจะเดินเข้าไปยังตึก

มีเสียงปืนดังออกมาจากตึก โชคดีที่แถวนั้นไม่ค่อยมีคนผ่านมามากนัก ประกอบกับเสียงรถ และโฆษณาในช่วยบ่าย ทำให้หากไม่สังเกตุหรือเงี่ยฟังในระยะใกบ้จะไมไ่ด้ยินเสียงชัดเจนเท่าไรนัก เสียงปืนดังจากชั้น1 ไล่ไปจนถึงชั้น8 หลังจากนั้น ก็มีแต่ความเงียบปกคลุม

547 Nameless Fanboi Posted ID:gf4.A7O5fY

https://fanboi.ch/webnovel/2726/543-546/

อ่านจากสำนวนของมึงแล้วกูว่ามึงมีของอยู่พอสมควร วิธีเล่า pacing ทำได้ดี เสียอยู่อย่างเดียว มึงเว้นวรรคมั่วไปหน่อย ถ้าหาคนมาช่วยเกลาเรื่องนี้ได้ นิยายที่มึงแต่งน่าจะกีขึ้นอีกมาก

548 Nameless Fanboi Posted ID:yI81SHKgs4

กูไปก๊อบที่คนอื่นเขาเขียนมา

549 Nameless Fanboi Posted ID:gf4.A7O5fY

>>548 เวรกรรม ช่างมันเถอะงั้น แต่เรื่องนี้เอาประเด็นพรสวรรค์ของโนบิตะมาเล่นได้ดีนะ เพราะไอ้ตะแม่งเก่งอยู่เรื่องเดียวคือยิงปืนแม่นสัสๆ ขนาดไม่เล็งยังยิงโดน นอกนั้นห่วยแตกทุกเรื่องในชีวิต

550 Nameless Fanboi Posted ID:VGjStG98Ku

ทดลองเขียนแนวยุโรปเสิ่นเจิ้น

‘เคล็ดลับของการรมควันอยู่ที่การเลือกไม้’

เอลิกซ์รู้สึกเหมือนตอนนี้เขาเป็นขาหมูที่กำลังถูกรมควัน...ถ้าปล่อยทิ้งไว้อีกนิดเขาก็คงจะสุกจนกลายเป็นแฮม...

เด็กหนุ่มเคยช่วยป้าเมย์รมควันสารพัดสัตว์อยู่หลายครั้ง ทั้งปลาเทราต์ ไก่งวง เป็ด และส่วนต่าง ๆ ของหมูตัวอ้วน แต่ไม่มีครั้งไหนที่เขาต้องเอาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางควันไฟแบบนี้เลยสักครั้ง...ถึงมันจะไม่ใช่ควันจากเนื้อไม้ แต่กลิ่นหอมเอียนจากกำยานผสานกับเสียงสวดแหลมสูงที่เกือบจะเป็นเสียงโหยหวนของเหล่านักบวชในชุดขาวก็ทำให้เขาประสาทเสียจนอยากจะกลายเป็นแฮมอบน้ำผึ้งขึ้นมาจริง ๆ

แค่สวดเฉย ๆ ไม่พอเหรอ...ทำไมต้องจุดกำยานรมควันกันด้วย...

สามวันแล้วที่เอลิกซ์ถูกรมควันในพิธีอวยพรจากศาสนจักรแห่งแสง ดวงตาของเขาแดงก่ำเพราะควันหนาทึบ แสบตาเสียจนน้ำตาจะไหลเอ่อออกมาอยู่รอมร่อ แสบจมูกเสียจนไม่รู้สึกว่าเคยมีจมูกไว้หายใจ อันที่จริงเขาไม่ได้อยากจะเข้าร่วมเลยสักนิด ถ้าไม่ติดว่ามีใครดันบ้าจี้ตั้งกฎให้ทุกคนที่เข้าร่วมขบวนตามหาตัวเจ้าชายเกเบรียลต้องผ่านการอวยพรจากเหล่านักบวชในทุกเช้า และใครที่ว่านั่นดันเป็นเจ้าชายรัชทายาทอันดับสองแห่งอาณาจักรอาริไพน์

ส่วนอันที่จริงกว่าเมื่อกี้...เอลิกซ์ไม่ได้อยากเข้าร่วมตามหาเจ้าชายเกเบรียลตั้งแต่แรก เด็กเลี้ยงม้าอย่างเขาไม่ได้อยากช่วยชาติเพราะจงรักภักดีขนาดนั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าชายที่ว่าหน้าตาเป็นแบบไหน เพราะเจ้าชายเกเบรียลหายสาบสูญไปตั้งแต่สิบห้าปีก่อน เขาจำได้แค่ราง ๆ ว่าเป็นเจ้าชายร่างกายสูงกำยำที่มีเส้นผมสีน้ำเงินเข้มและนัยน์ตาสีทองสุกใส...เหมือนกับเจ้าชายอีกหกพันกว่าคนที่เหลือ

จำนวนเจ้าชายที่มากมายขนาดนั้น ดูแล้วก็ไม่น่ามีปัญหาเรื่องขาดแคลนรัชทายาท แต่เมื่อสองสัปดาห์กลับเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นในราชสำนัก หลังจากพระราชากิลเบิร์ตฟ้องหย่าพระราชินีและปลดเจ้าชายริชาร์ดออกจากตำแหน่งรัชทายาท เพราะจับได้ว่าเจ้าชายเป็นบุตรที่เกิดขึ้นกับชายชู้

เอลิกซ์ได้ยินข่าวแว่วมาว่ามีเจ้าชายหลายคนทะเลาะเบาะแว้งกันเรื่องแย่งบัลลังก์ แต่ร้ายแรงที่สุดคือเจ้าชายคนหนึ่งถูกหลอกไปปล่อยทิ้งไว้กลางทะเลทราย...สุดท้ายพระราชาจึงต้องประกาศให้หาตัวเจ้าชายเกเบรียลบุตรชายคนโตให้เจอภายในสองปี ก่อนที่พรมปูพื้นในพระราชวังจะอาบด้วยเลือดจนกลายเป็นโศกนาฏกรรมแสนเศร้าของอาณาจักร

เด็กหนุ่มตัดสินใจเข้าร่วมขบวนตามหาเจ้าชายเกเบรียลก่อนออกเดินทางเพียงแค่คืนเดียว เพราะเขาเพิ่งจะได้อ่านประกาศอย่างละเอียด เขาไม่ได้คาดหวังรางวัลอันเป็นทรัพย์สินเงินทองจำนวนมหาศาล ยศถาบรรดาศักดิ์ หรืออะไรต่อมิอะไรที่พระราชายินดีจะมอบให้ โธ่...เด็กเลี้ยงม้าอย่างเอลิกซ์จะตามหาเจ้าชายเจอได้ยังไง เขาก็แค่เห็นว่าพระราชาทุ่มไม่อั้น คนที่ออกเดินทางไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรสักอย่าง ไหนจะเบี้ยเลี้ยงที่ให้รายสัปดาห์อีกล่ะ...ออกมาเปิดหูเปิดตาสักปีสองปีคงจะไม่เดือดร้อนอะไร

ใช่...เขาไม่เดือดร้อน แต่คนที่เดือนร้อนกลับกลายเป็นป้าเมย์ แม่ครัวผู้ดูแลเขามาตั้งแต่เด็ก ที่คิดไปเองอย่างผิด ๆ ว่าเขายังเป็นเอลิกซ์วัยแปดขวบที่วิ่งซนไปทั่ว ไม่ใช่เอลิกซ์วัยสิบแปดที่โตเป็นหนุ่มน้อยหน้าใสขวัญใจคนครัว...

“อย่ามาหลอกข้าเสียให้ยากเจ้าหนู เจ้าก็แค่อยากออกไปเที่ยว ไม่ได้อยากไปตามหาเจ้าชายเหมือนคนอื่นเขาหรอก!” เสียงของป้าเมย์ยังชัดเจนอยู่ในความทรงจำเหมือนกับใบหน้าบึ้งตึงจนเกือบจะแข็งกระด้างและดวงตาสีเหลืองอำพันที่มองเขาอย่างรู้ทัน

“โธ่...ใครจะกล้าหลอกป้าเมย์ของข้ากัน” น้ำเสียงทุ้มลากยาวเหมือนค่อนไปทางออดอ้อนมากกว่าตัดพ้อ ริมฝีปากบางของเด็กหนุ่มขยับยิ้มออกเป็นรอยยิ้มหวาน ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับเหมือนกับทุกครั้งที่เขากำลังคิดทำอะไรแผลง ๆ “ข้าแค่อยากออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้าง...ท่านก็รู้ว่าข้าไม่เคยออกนอกเมืองหลวงเลยสักครั้ง”

อย่าว่าแต่เมืองหลวงเลย แค่ออกนอกเขตรั้ววังแอเรียสยังนับครั้งได้...

เอลิกซ์เติบโตขึ้นในพระราชวังแห่งราชวงศ์ดาริสโดยไม่รู้ว่าพ่อแม่ที่แท้จริงคือใคร อดีตของเขาช่างว่างเปล่า...แค่เหมือนกับว่าวันหนึ่งจู่ ๆ เขาก็เข้ามาอยู่ในที่นี่ และมีป้าเมย์ หนึ่งในหัวหน้าคนครัวเป็นคนเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นก็ทำงานสักอย่างในวังเหมือนกับเด็กกำพร้าคนอื่นที่ร่วมชะตากรรมเดียวกัน

เขามีความสุขดีภายใต้การดูแลของป้าเมย์...มีความสุขกับการเลี้ยงม้าของเหล่าเชื้อพระวงศ์ แต่หลายครั้งที่จิตใจร่ำร้องหาอิสรภาพ...ราวกับว่าเขาเป็นนกสีฟ้าตัวจ้อยซึ่งโดนกักขังไว้ในกรง เฝ้ารอคอยวันที่จะออกโผบินไปยังท้องฟ้ากว้างเพื่อตามหาความสุข

551 Nameless Fanboi Posted ID:VGjStG98Ku

“ถ้าเป็นทหารไปตั้งแต่ตอนนั้นก็คงจะได้ออกไปข้างนอกบ่อย ๆ แล้วล่ะ” ป้าเมย์ตัดอารมณ์พร่ำเพ้อของเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เธอเบะปากเพิ่มให้เป็นของแถม “ให้เรียนฟันดาบก็ไม่ชอบ ให้เรียนเวทมนต์ก็ไม่เอา ให้เรียนหนังสือก็บ่นเบื่อ ใครกันที่วัน ๆ เอาแต่วิ่งเล่นซน คนเขาหาเจ้ากันทั่ววัง ดันไปเจอนอนแอบอยู่ใต้โต๊ะอาหารของพระราชา!”

“นั่นมันเรื่องตั้งแต่สมัยไหนกัน...” ยังไม่ทันจะอ้าปากแก้ต่างให้ตนเองในวัยเด็ก ป้าเมย์ก็สวนขึ้นตั้งแต่เขายังไม่ทันได้พูดจบประโยค

“สมัยนี้นี่แหละ...รู้มั้ยว่าถ้าเป็นคนอื่นน่ะโดนเฆี่ยนจนหลังลายไปแล้ว แต่เพราะเจ้าไม่มีพิษมีใครกับใคร พวกทหารถึงได้ยกโทษให้ เจ้าน่ะเคยสำนึกบ้างมั้ย? อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะลิกซ์ว่าเจ้าลามปามแอบเรียกพระราชาว่าตาเฒ่า” หญิงวัยกลางคนเอื้อมมือมาคว้าใบหูของหลานชายต่างสายเลือดที่นั่งอยู่บนพื้นแล้วออกแรงบิดเพื่อเป็นการทำโทษ เด็กหนุ่มดิ้นขลุกขลักแต่ก็ไม่กล้าตอบโต้ กลัวใจป้าจะคว้าเขียงไม้ที่อยู่ใกล้มือขึ้นมาฟาด จากประสบการณ์ที่เคยเห็นป้าเมย์ล้มวัวด้วยมีดหนึ่งเล่ม...สอนให้เขารู้ว่าอย่าลองดีกับหัวหน้าคนครัว

อีกอย่าง...เขาไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ก็พระราชาอายุปาเข้าไปเจ็ดสิบกว่า ถ้าไม่ใช่ตาเฒ่าแล้วจะให้เรียกว่าอะไร ขนาดพระราชากิลเบิร์ตยังหลุดขำตอนได้ยิน เพราะงั้นคำบ่นของป้าเมย์ก็ทำหูทวนลมต่อไปเถอะ

“ลิกซ์...เจ้าน่ะเป็นคนเรียนเก่ง หัวดี ทำอะไรก็เก่งไปหมด แต่เจ้ากลับไม่เอาไหน ไม่เอาอะไรสักอย่าง” เสียงของป้าเมย์ฟังดูทั้งอ่อนแรงและอ่อนใจ เธอเลื่อนมือมาลูบเส้นผมสีเข้มของหลานชายตัวดี “อย่างเจ้าน่ะราชองครักษ์ก็ยังเป็นได้ ไม่น่าจะเป็นแค่เด็กเลี้ยงม้าเลย”

“ก็ข้าไม่อยากเป็นทหาร...ทีตอนขอเป็นนักดนตรีป้ายังไม่ให้เลย” เด็กหนุ่มท้วงพร้อมกับมองผู้เลี้ยงดูตาปริบ ๆ ฝีมือเล่นไวโอลินของเขาอยู่ในระดับดีเยี่ยม เคยเล่นในงานเลี้ยงของราชสำนักอยู่บ่อยครั้ง ถึงขนาดได้รับไวโอลินไม้สุดหรูเป็นรางวัลจากพระราชา แต่ป้าก็ตัดอนาคตของเขาเหมือนเอากรรไกรตัดกระดาษเสียอย่างนั้น

“เพราะว่าเจ้าดันอยากไปร่วมขบวนเร่ต่างหากล่ะ ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องลำบาก อยู่กับพวกนั้นข้าวสามมื้อจะมีกินหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ แล้วถ้าเขาหลอกไปขายขึ้นมาจะทำยังไง” เธอเชยคางหลานชายขึ้นแล้วจ้องมองเขาด้วยสายตาพิจารณา

“สีผมสีตาเจ้าเป็นสีเข้ม เจ้าอาจจะเป็น...”

ผู้เป็นหลานชายระเบิดหัวเราะดังลั่นคั่นกลางประโยค คำพูดของป้าเมย์ตลกเสียจนเขาอยากจะลงไปขำกลิ้งบนพื้น “ข้าอาจจะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้นในอาณาจักรนี้ ขนาดป้ายังเป็นลูกสาวของลูกสาวของเจ้าหญิงที่เป็นลูกสาวของปฐมกษัตริย์เลย หน้าตาอย่างข้าก็คงจะเป็นลูกหลานคนแถวนี้เหมือนป้านั่นแหละ”

เด็กหนุ่มกลอกตามองเพดานไม้ ถึงแม้ว่าราชวงศ์ดาริสจะมีเส้นผมสีน้ำเงินเข้มและดวงตาสีทองที่สืบทอดกันตามสายเลือด จนเป็นคำกล่าวว่ายิ่งสีผมเฉดเข้มจนใกล้สีดำเท่าไร สายเลือดก็ยิ่งใกล้ชิดปฐมกษัตริย์มากขึ้นเท่านั้น...แต่ประชากรเกินครึ่งในอาณาจักรอาริไพน์ก็มีผมสีโทนฟ้าหรือน้ำเงินกันทั้งนั้น จะบอกว่าทุกคนสืบสายเลือดมาจากปฐมกษัตริย์ก็ไม่ผิด แค่เจ้าชายก็ปาเข้าไปหกพันกว่าคนแล้ว ไหนจะเจ้าหญิงอีกล่ะ

เรือนผมยาวระต้นคอของเอลิกซ์เป็นสีกรมท่าที่มืดเสียจนคล้ายสีดำและนัยน์ตาสีทองของเขาก็ส่องประกายเจิดจ้า ถ้าวัดกันตามเฉดสีแล้ว สีผมและสีตาเข้มกว่าเจ้าชายบางคนด้วยซ้ำ แต่เผอิญว่าเด็กกำพร้าในรั้วพระราชวังแอเรียสก็มีเส้นผมสีน้ำเงินและดวงตาสีทองกันทุกคน แค่สีเข้ม สีอ่อน แตกต่างกันบ้างเท่านั้น

เพราะงั้นถ้าจะเอาแค่สีผมสีตามาวัด มันก็ล้าสมัยไปหลายสิบปีแล้วป้า

“ยังไงข้าก็เป็นห่วงเจ้าอยู่ดี...อยู่ที่นี่ถึงจะกวนประสาทไปบ้าง แต่ก็ยังใกล้หูใกล้ตา” ป้าเมย์พึมพำอย่างแผ่วเบา ใบหน้าที่พอจะมีเค้าสวยในวัยสาวฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด

เอลิกซ์มองสบตาสตรีที่ใกล้ชิดเขามากที่สุดในชีวิต ใช้จังหวะที่ดวงตาสีอำพันยังอ่อนแสง บอกเล่าสิ่งที่อยู่ในใจของเขาออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจังผิดกับทุกครั้ง “ข้าไม่เคยร้องขออะไรให้ป้าต้องหนักใจเลยสักครั้ง ขอแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวไม่ได้เหรอ เด็กเลี้ยงม้าอย่างข้าไม่ใช่ว่าจะมีโอกาสได้ออกไปท่องโลกกว้าง แค่สองปีเท่านั้น ข้าสัญญาว่าข้าจะกลับมาเป็นเด็กดีของท่านเหมือนเดิม”

“เฮ้อ...เจ้ามันเด็กดื้อต่างหากล่ะ ครั้งนี้ข้าห้ามเจ้าไม่ได้ เพราะต่อให้ห้ามเจ้าก็จะแอบไปอยู่ดี” สตรีวัยสี่สิบห้าระบายลมหายใจยาว เธอส่ายหน้าไปมาเหมือนระอาใจ “อย่าคิดว่าข้าไม่เห็นห่อผ้าที่เจ้าซ่อนเอาไว้ที่ใต้บันใด กล่องไวโอลินของเจ้ามันเตะตาจนอยากจะเตะสักที”

เด็กหนุ่มพูดไม่ออก...เริ่มนึกกลัวที่ป้าเมย์รู้ทันเขาไปเสียหมดทุกเรื่อง แต่ที่กลัวมากกว่าคือป้าจะเผลอเตะไวโอลินของเขาเข้าจริง ๆ ถึงมันไม่ใช่ของรักของหวงอะไรขนาดนั้น แต่มันแพง...คิดว่าต่อให้เอาเบี้ยเลี้ยงสิบปีของเด็กเลี้ยงม้ามารวมกันก็คงจะยังซื้อไม่ได้

552 Nameless Fanboi Posted ID:VGjStG98Ku

เด็กหนุ่มพูดไม่ออก...เริ่มนึกกลัวที่ป้าเมย์รู้ทันเขาไปเสียหมดทุกเรื่อง แต่ที่กลัวมากกว่าคือป้าจะเผลอเตะไวโอลินของเขาเข้าจริง ๆ ถึงมันไม่ใช่ของรักของหวงอะไรขนาดนั้น แต่มันแพง...คิดว่าต่อให้เอาเบี้ยเลี้ยงสิบปีของเด็กเลี้ยงม้ามารวมกันก็คงจะยังซื้อไม่ได้

“มันลำบากนะลิกซ์ เจ้าคิดหรือว่าการตามหาเจ้าชายเกเบรียลจะเป็นเรื่องง่าย...ท่านออกจากอาณาจักรนี้ไปก็เพราะว่าอยากจะเป็นราชาโจรสลัด ป่านนี้จะอยู่ส่วนไหนของโลกก็ยังไม่รู้”

...ป่านนี้เจ้าชายคงล่องเรือไปถึงแกรนด์ไลน์แล้วมั้ง?

ประโยคเมื่อกี้เป็นแค่ความคิดที่เขาเก็บเอาไว้ในใจ รู้ดีว่าถ้าขืนพูดออกไป ป้าเมย์อาจจะบันดาลโทสะด้วยการคว้าอะไรบางอย่างมาฟาดใส่หัวเขาด้วยข้อหาลามปามเจ้าชายที่หายสาบสูญ

“สรุปแล้ว...ป้าให้ข้าไปใช่มั้ย?”

ไร้คำตอบใด ๆ จากคนเบื้องหน้า ร่างสูงใหญ่เกินมาตรฐานผู้หญิงลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก้าวตรงไปยังตู้เก็บของ ป้าเมย์หยิบกล่องกำมะยี่ออกจากตู้ ก่อนที่เธอจะโน้มตัวลงเพื่อสวมสร้อยเชือกหนังให้กับผู้เป็นหลานชาย สัมผัสเย็นที่กระทบกับผิวเนื้อทำให้เอลิกซ์ยกมือขึ้นแตะโดยอัตโนมัติ จี้ทรงกลมที่ห้อยอยู่บนสร้อยเป็นอัญมณีสีน้ำเงินหม่นแปลกตา...อาจเป็นเพราะเขาไม่เคยเห็นสร้อยเส้นนี้มาก่อนจนกระทั่งวันนี้

“สร้อยเส้นนี้เป็นเครื่องรางที่เพื่อนเก่าของข้าเคยให้ไว้ มันจะนำพาโชคมาหาเจ้า...” ริมฝีปากบางขยับยิ้มกว้างอย่างเริงร่าเมื่อได้ยินประโยคอันเป็นสัญญาณบอกถึงการท่องเที่ยวและอิสรภาพที่รอเขาอยู่ เด็กหนุ่มมัวแต่ดีใจจนไม่ทันได้สังเกตนัยน์ตาสีทองที่หม่นแสงลงจนแลดูโศกเศร้าของผู้เป็นป้า

“สัญญากับข้าสิเอลิกซ์” อ้อมแขนที่สามารถแบกกระสอบแป้งหนักห้าสิบกิโลกรัมได้สบาย ๆ โอบกอดเขาไว้ด้วยความรักยิ่ง เสียงของป้าเมย์แข็งกร้าวเหมือนกับทุกทีแต่มันก็แฝงไปด้วยความห่วงใย “สัญญาว่าเจ้าจะไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ สัญญาว่าเจ้าจะไม่ออกนอกขบวน สัญญาว่าเจ้าจะไม่ทำอะไรที่เสี่ยงต่อชีวิต สัญญาว่าเจ้าจะกลับมาอย่างปลอดภัย...”

“ป้า...ข้าไปเที่ยว ไม่ได้ไปรบ”

พอย้อนคิดดูอีกที ความคิดของป้าเมย์ก็แปลก...ไม่อยากให้เขาอยู่ในอันตราย แต่ดันอยากให้เขาเป็นทหาร ถึงจะเป็นอาชีพมีเกียรติ แต่ก็เป็นอาชีพที่เสี่ยงตายไม่ใช่หรือไงนะ...

กลิ่นหวานเอียนของควันที่ทวีคูณจำนวนมากยิ่งขึ้นช่วยดึงสติของเด็กหนุ่มให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน จมูกทีเหมือนจะทำงานไม่ได้ชั่วคราวทำให้เขาต้องหอบหายใจด้วยปาก แต่ดันสำลักควันขาวเข้าไปเต็ม ๆ เขาเริ่มไอแรงขึ้นจนตัวโยน หยดน้ำตาไหลพรากใบหน้าอันแดงก่ำด้วยความทรมาน เขารู้สึกเหมือนกำลังจะตายจากการสำลักควันกำยาน...เป็นการตายที่โง่ที่สุดเท่าที่ใครสักคนจะตายได้

“ไหวมั้ยน่ะน้องชาย” เสียงร้องทักขึ้นดังจากชายฉกรรจ์ที่ยืนร่วมพิธีถัดไปจากเขา มือหนาคว้าร่างสูงโปร่งของเอลิกซ์เอาไว้แล้วเริ่มตบหลังเขาเบา ๆ พร้อมกับพูดปลอบด้วยความสงสาร “เจ้าก้มลงต่ำหน่อยแล้วหายใจช้า ๆ อดทนสักนิด อีกเดี๋ยวเขาก็เลิกจุดควันแล้ว”

เด็กเลี้ยงม้าพยักหน้ารับรู้ ถุงหนังใส่น้ำถูกยกขึ้นจ่อริมฝีปากบาง เขาค่อย ๆ จิบน้ำเพื่อให้บรรเทาอาการสำลักควัน ร่างสูงโปร่งก้มตัวลงให้อยู่ต่ำกว่าควันสีขาวที่ลอยอ้อยอิ่ง ถึงนักบวชของศาสนจักรจะบอกว่ายิ่งร่างกายได้อาบควัน เทพแห่งแสงก็จะยิ่งอวยพรให้...แต่ถ้าต้องทำร้ายร่างกายตัวเองขนาดนั้น เอลิกซ์ยอมโดนเทพสาปแช่งจะดีกว่า

เพียงไม่นานควันก็จางลงและหายไปในที่สุด นักบวชจากศาสนจักรแห่งแสงกว่าสามสิบคนต่างพากันเก็บข้าวของประกอบพิธีกรรมประจำวัน ก่อนขบวนตามหาเจ้าชายเกเบรียลจะเริ่มเคลื่อนตัวออกไปข้างหน้า กลุ่มราชวงศ์และขุนนางชั้นสูงที่อยู่ด้านหน้าขี่ม้านำออกไป ส่วนเด็กเลี้ยงม้าก็เดินเท้าอยู่ส่วนท้ายของขบวนแต่โดยดี

“เจ้าเป็นคุณหนูมาจากตระกูลไหนล่ะ?” ชายคนเดิมเปิดบทสนทนาที่ทำให้เอลิกซ์เลิกคิ้วมองด้วยความประหลาดใจ เจ้าของคำถามคงสัมผัสได้จึงได้รีบพูดขยายความในทันที “เจ้าหน้าตาดี ผิวพรรณดี ข้านึกว่าเป็นคุณหนูจากไหนหลงมา”

เด็กหนุ่มหลุดหัวเราะเบา ริมฝีปากบางขยับยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวที่เรียงเป็นระเบียบ เรื่องหน้าตาดีน่ะเขาไม่เถียงหรอก ตำแหน่งขวัญใจโรงครัวนั้นไม่ได้มากันอย่างง่ายดาย แต่เรื่องผิวพรรณดีคงต้องขอปฏิเสธ เอลิกซ์เป็นแค่เด็กเลี้ยงม้า วัน ๆ อยู่แต่กลางแจ้ง ตากแดดตากลมจนผิวกลายเป็นสีแทน เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าสีผิวดั้งเดิมของเขาเป็นอย่างไรกันแน่

“ข้าก็แค่คนธรรมดาแค่นั้นล่ะพี่ชาย เห็นประกาศเลยมาร่วมขบวน แต่กระจุกอยู่แค่ขบวนนี้ไม่รู้ว่าจะหาเจอยังไง” ขบวนที่เอลิกซ์เข้าร่วมเป็นกลุ่มแรกที่เริ่มออกตามหาเจ้าชายเกเบรียล คะเนด้วยสายตาแล้วมีจำนวนสมาชิกมากกว่าสองร้อยคน ตั้งแต่เชื้อพระวงศ์ นักบวชจากศาสนจักรแห่งแสง ไปจนถึงสามัญชน แต่เขารู้ดีว่ายังมีกลุ่มอื่นที่มีเป้าหมายเดียวกับพวกเขา บางกลุ่มก็ล่วงหน้าไปแล้ว บางกลุ่มก็ยังไม่ได้ออกเดินทาง

553 Nameless Fanboi Posted ID:VGjStG98Ku

“ข้าได้ยินว่าขบวนจะเริ่มแบ่งเป็นขบวนย่อยที่เมืองรีจิเนีย เจ้าเลือกได้หรือยังล่ะน้องชายว่าจะตามขบวนใคร หรือเจ้าจะเดินทางต่อคนเดียว”

ประโยคจากชายแปลกหน้าเหมือนช่วยจุดประกายความคิดให้กับเด็กหนุ่มวัยสิบแปดปี ในเมื่อเดินทางคนเดียวได้ทำไมเขาจำเป็นต้องยอมโดนนักบวชชุดขาวพวกนั้นรมควันทุกเช้าด้วยล่ะ เงินทองเอลิกซ์ยังพอมี ทั้งจากเงินเบี้ยเลี้ยงและเงินเก็บของเขาเอง หรือถ้าขาดแคลนจริง ๆ เขาก็ยังสามารถเล่นไวโอลินเลี้ยงชีพได้ หรือไม่ก็ขายสร้อยของป้าเป็นตัวเลือกสุดท้าย

“ข้าคงจะแยกที่รีจิเนีย ว่าแต่พี่ชายพอทราบมั้ยว่าต้องเดินทางอีกนานเท่าไรกว่าจะถึง” ถึงเขาจะพอรู้ข้อมูลของเมืองรีจิเนียทั้งที่ตั้ง ความสำคัญ สถานที่ท่องเที่ยวและอาหารแนะนำ แต่ข้อมูลบางอย่างคนที่ไม่เคยออกเดินทางก็ไม่มีวันรู้

“ประมาณค่ำนี้ก็น่าจะถึง เจ้าจะแยกตั้งแต่เข้าเมืองเลยรึ?”

เอลิกซ์ยิ้มกว้างเป็นคำตอบ...เรื่องอะไรเขาจะยอมโดนรมควันต่อเพิ่มอีกวันล่ะ ถ้าเข้าเขตกำแพงเมืองรีจิเนียเมื่อไร เด็กหนุ่มตั้งใจจะเผ่นออกจากขบวนเมื่อนั้น เขาไม่มีอะไรให้อาลัยอาวรณ์เลยสักนิด ขนาดอาหารในขบวนยังไม่อร่อยสู้อาหารแห้งที่ป้าเมย์ใส่ห่อผ้ามาให้เลย

มือเรียวกระชับห่อผ้าที่แบกไว้ด้านหลัง เด็กหนุ่มเร่งฝีเท้าก้าวเร็วขึ้น เพราะหวังว่าการรีบเดินจะทำให้หลุดพ้นจากขบวนนี้เร็วขึ้น แค่ช่วงบ่ายเอลิกซ์ก็คลาดกับชายที่ไม่รู้จักชื่อคนนั้น พอพระอาทิตย์ลดลงต่ำจนเกือบตกดิน เด็กเลี้ยงม้าก็สามารถเดินขึ้นมาอยู่ต้นขบวนได้สำเร็จ ขอแค่พ้นจากกลุ่มนักบวชและเชื้อพระวงศ์ไปได้เท่านั้น...

ขอโทษนะป้าเมย์ ข้าคงจะรักษาสัญญาของป้าทุกข้อไม่ได้แล้วล่ะ ข้ายังไม่อยากเป็นขาหมูรมควัน แค่นี้กลิ่นกำยานก็ติดตัวจนสยดสยองมากพอแล้ว ขอเที่ยวอีกสองปีแล้วข้าจะกลับไปเป็นลิกซ์เด็กดีคนเดิมของป้า ข้าจะไม่ดื้อ ไม่ซน จะเลี้ยงม้าอย่างตั้งใจ จะเลิกเรียกพระราชาว่าตาเฒ่า

เด็กหนุ่มใช้ปลายนิ้วลูบจี้สีน้ำเงินที่กลางอกเพื่อลดความรู้สึกผิดในใจ เสียงจ้อกแจ้กจากกลุ่มคนด้านหน้าทำให้เขาเงยหน้าขึ้นมองบรรยากาศโดนรอบ นัยน์ตาคู่สีทองเบิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นกำแพงอิฐสีน้ำตาลอันทอดยาวอยู่เบื้องหน้า จุดหมายปลายทางของเขา...อยู่เพียงเอื้อมนี่เอง

เอลิกซ์กำลังจะย่างเท้าเบี่ยงออกจากขบวนเพื่อออกไปแตะขอบฟ้า แต่กลุ่มคนเบื้องหน้ากลับหยุดเดินกันพอดี เด็กหนุ่มจึงได้แต่ยืนนิ่งไม่ไหวติง ไม่อยากจะขยับตัวให้เป็นที่สังเกต

“วันนี้หยุดขบวนแค่นี้ เราจะตั้งค่ายพักแรมกันที่นี่” เสียงประกาศดังขึ้นจากด้านหน้า เด็กเลี้ยงม้าขยับริมฝีปากบ่นงึมงำอยู่ในลำคอ กำแพงเมืองอยู่ข้างหน้าแท้ ๆ แค่เดินต่ออีกสักครึ่งชั่วโมงก็น่าจะถึง แต่ธรรมเนียมของศาสนจักรแห่งแสงทำแผนของเขาเสียจนได้...นักบวชจะเดินทางภายใต้การชี้นำของแสง นี่พระอาทิตย์ยังไม่ทันจะตกดินก็หยุดเดินทางซะแล้ว อยากรู้ว่าแสงดาวแสงจันทร์ตอนกลางคืนมันไม่ใช่แสงหรือไง

เมื่อประกาศสิ้นสุดการเดินทาง พิธีชำระล้างในตอนเย็นก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าคมก้มลงมองพื้นดินอย่างเหนื่อยหน่ายใจ โชคดีที่คราวนี้ไม่ใช่การรมควันเหมือนช่วงเช้า ไม่อย่างนั้นเอลิกซ์คงจะเผ่นออกจากขบวนไปตอนนี้เลย ถึงจะต้องเสี่ยงกับการโดนทหารกักตัวเพื่อสอบสวน ถ้าหนักหน่อยก็คงจะโดนซ้อมสักทีสองที...เหมือนกับวันแรกที่มีคนโดนซ้อมเพราะแอบหนีจากพิธีรมควัน

แต่พรุ่งนี้เขาจะไม่ยอมโดนรมควันอีกแน่ ๆ ในเมื่อตอนนี้ยังหนีออกจากขบวนไม่ได้ ก็ต้องให้พิธีกรรมประจำวันเสร็จเสียก่อน เมื่อแยกย้ายให้พักผ่อนเมื่อไร เอลิกซ์จะเผ่นเข้าเมืองไปทันที...เด็กชายจะเติบโตเป็นเด็กหนุ่มได้ก็ต้องกล้าทำอะไรเสี่ยง ๆ แบบนี้แหละ

เสียงฝีเท้าและชายเสื้อสีขาวหยุดลงด้านหน้าของร่างสูงโปร่ง เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นเพื่อให้นักบวชได้ใช้กิ่งสนชุบน้ำมนต์แตะลงบนหน้าผากของเขา อันที่จริงเขาก็ไม่รู้หรอกว่าทำไปแล้วมันจะช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายได้ตรงไหน แต่ในเมื่อมันเป็นครั้งสุดท้าย จะทำตัวดี ๆ บ้างคงไม่เสียหาย

หยดน้ำเย็นแตะลงบนหน้าผากอย่างแผ่วเบา แต่เอลิกซ์ไม่ได้สนใจเลยสักนิด เขามัวแต่จับจ้องใบหน้ารูปไข่ของนักบวชสาว ถึงจะเสียมารยาทแต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะลอบมองแพขนตาหนา จมูกโด่งที่รั้นปลายนิด ๆ ไปจนถึงริมฝีปากอิ่มสีแดงสด ก่อนดวงตากลมโตคู่สีฟ้าสดจะเลื่อนมองสบตากับเขาเมื่อบทสวดจบลง แววตาของเธอฉายแววขบขันและเลื่อนหายไปในชั่ววินาที น้ำเสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาพร้อมกับรอยยิ้มจาง “ขอให้เทพแห่งแสงคุ้มครองท่าน”

เด็กหนุ่มหันมองตามร่างบางที่ผละออกไปทำพิธีให้กับคนอื่น ๆ ในขบวน รู้สึกเหมือนยังได้กลิ่นหอมจากเรือนผมสีดำยาวสยาย...แต่มันดันเป็นกลิ่นเดียวกับกำยานที่ใช้ในตอนเช้านี่สิ

554 Nameless Fanboi Posted ID:VGjStG98Ku

เอลิกซ์ส่ายหน้าไปมาเพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่านของตนเอง ผู้หญิงคนเมื่อกี้ต่อให้สวยแค่ไหนก็เป็นนักบวชที่ถือพรหมจรรย์ มองได้แต่ตา มืออย่าต้อง แล้วเขาก็ไม่โง่ยอมโดนรมควันทุกวันเพื่อแลกกับการเจอหน้าสาวสวย เป็นไปได้ขอเผ่นดีกว่า เพราะยังไงผู้หญิงสวยบนโลกนี้ก็ไม่ได้มีแค่คนเดียว

ขนาดป้าเมย์ของเขายังมีคำร่ำลือเลยว่าตอนสาว ๆ ก็สวยใช่ย่อย ถ้าไม่ติดว่าแข็งแรงเกินหญิงไป...ไม่นิด

คบไฟถูกจุดขึ้นเมื่อแสงสุดท้ายจากพระอาทิตย์หายลับไปจากขอบฟ้า พิธีกรรมของศาสนจักรแห่งแสงจบลงพร้อมกับเหล่าชายฉกรรจ์ที่เริ่มตั้งค่ายพักแรมชั่วคราว เอลิกซ์พุ่งตรงไปยังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ฝั่งซ้ายมือ แกล้งทำเป็นว่าเขาจะยึดตรงนี้เป็นที่พักในคืนนี้ ก่อนจะสาวเท้าหายตัวไปในความมืดอย่างเงียบงัน ไม่ให้ใครได้ทันสังเกตด้วยซ้ำว่าบริเวณนั้นเคยมีเด็กหนุ่มผมสีน้ำเงินเข้มเคยยืนอยู่

เอลิกซ์รีบสาวเท้าพุ่งตรงไปยังเบื้องหน้าโดยอาศัยแสงจันทร์นำทาง เขาไม่อยากใช้คบไฟให้กลายเป็นจุดเด่นในความมืด สองมือชื้นเหงื่อกระชับห่อผ้าเอาไว้แน่น นัยน์ตาสีทองเป็นประกายจับจ้องกำแพงเมืองรีจิเนียด้วยความหวัง...ก่อนที่เขาจะก้าวผ่านพ้นประตูเมืองในที่สุด

อิสรภาพ!

เด็กกำพร้าจากพระราชวังแอเรียสแทบจะกรีดร้องออกมาด้วยความยินดี ริมฝีปากบางขยับออกกว้างเป็นรอยยิ้มสดใส เขาอยากจะกระโดดโลดเต้นถ้าไม่ติดว่าบริเวณประตูเมืองยังเต็มไปด้วยผู้คนที่เพิ่งกลับจากการทำงาน เอลิกซ์เดินปะปนไปกับฝูงชนเพื่อหาที่พักสำหรับคืนนี้ เขาไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอะไร ยังมีเวลาให้คิดอีกมากว่าจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต

เอลิกซ์เลี้ยวเข้าตรอกซอยหนึ่งเพื่อหาโรงแรมราคาถูกตามที่ชาวบ้านท้องถิ่นแนะนำมา แม้ว่าหนทางจะเปลี่ยวไปสักหน่อยในตอนกลางคืน แต่อะไรที่ประหยัดได้เขาก็อยากจะประหยัดเอาไว้ก่อน...การเดินทางของเขายังอีกยาวไกลจะให้หมดเงินตั้งแต่เมืองแรกก็คงจะไม่ไหว

เด็กหนุ่มลากปลายนิ้วไปตามผนังอิฐพลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี พรุ่งนี้เขาตั้งใจจะไปเดินเล่นในเมืองรีจิเนีย ถ้าเป็นไปได้ก็จะลองไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญดูบ้าง

เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลัง ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลบางอย่างทำให้เอลิกซ์เร่งจังหวะการก้าวเดินเร็วขึ้น เรียวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเมื่อสัมผัสได้ถึงจิตมุ่งร้าย เด็กหนุ่มขยับเบี่ยงไปด้านขวาโดยอัตโนมัติ ในจังหวะเดียวกับที่วัตถุบางอย่างพุ่งผ่านอากาศและถากเฉือนผิวแก้มของเขาเป็นทางยาว แสงริบหรี่จากโคมไฟส่องสะท้อนให้เห็นมีดสั้นขนาดเล็กที่กระทบกับกำแพงอิฐก่อนจะตกลงพื้น

เกิดอะไรขึ้น!?

นิ้วเรียวยกขึ้นแตะใบหน้า ความรู้สึกชาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวด...หยาดเลือดไหลซึมออกจากปากแผลยังไม่ทันที่สมองจะประมวลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เสียงโลหะแหวกผ่านอากาศก็ทำให้เด็กเลี้ยงม้ากระโดดหลบพร้อมกับยกห่อผ้าขึ้นกันตามสัญชาติญาณ ห่อผ้าของเขาฉีกออกจนข้าวของภายในตกกระจัดกระจายไปทั่ว เอลิกซ์มีเวลาให้ตกใจได้ไม่นาน สติของเขากลับมาเมื่อเห็นกล่องไม้บุหนังที่ร่วงอยู่บนพื้น

ไวโอลินที่รักของข้า!

ร่างโปร่งถลาลงกับพื้นอิฐ มือคว้าเอากล่องไวโอลินขึ้นมากอดเอาไว้ด้วยความหวงแหน แต่มืออีกข้างขยับเลื่อนไปแตะมีดพกที่ซ่อนเอาไว้ข้างเอว เด็กหนุ่มแหงนหน้าขึ้นมองเบื้องบน ก่อนนัยน์ตาสีทองจะเบิกกว้าง ความคิดที่จะสู้ถูกพับเก็บไปในทันที

สัมผัสเย็บเฉียบจากคมดาบแตะอยู่บนลำคอ...

555 Nameless Fanboi Posted ID:KvuFfzRyfE

ฝีมือดีนี่หว่า... อ่านแล้วก็ปกติดี ดูไม่ค่อยขี้นก/เสินเจิ้นเท่าไหร่ และไม่รู้สึกถึงกลิ่นที่ผิดปกติจนรู้สึกว่ามันปลอมเปลือก สงสัยเป็นเพราะไม่ได้เปิดเรื่องข้ามมิติมาเกิดใหม่ แถมไม่มีระดับพลังลมปราณให้อ่านด้วย ส่วนตัวเอกก็ดูเป็นเด็กดีน่าเอาใจช่วย ไม่ทำตัวแกรี่เทพซ่าจนน่าหมั่นไส้ ถ้าจะเอาไปต่อยอดเขียนแนวแฟนตาซีให้โม่งแตกเล่นนี่ ทำได้สบายๆ เลยล่ะ

556 Nameless Fanboi Posted ID:VGjStG98Ku

>>555 แทงยู กูว่ามันเวิ่นไปหน่อย ถ้าจะเขียนจริงคงต้องให้กระชับกว่านี้

557 Nameless Fanboi Posted ID:hJ9GCpthP6

"ไม่ไหวๆๆ ชื่อนี้ไม่เอาดีกว่า" ชายหนุ่มยีหัวจนผมยุ่ง คิ้วขมวด เส้นเลือดข้างขมับปูดโปนขึ้นมาบ่งบอกถึงระดับรวมมเครียดที่พุ่งสูงจนแทบถึงจุดระเบิด เขาต้องส่งต้นฉบับภายในเที่ยงคืน ขณะนี้ก็เป็นเวลายี่สิบสามนาฬิกาสี่สิบห้านาทีแล้ว

"จะทำไงดี.. ทำไงดีๆๆ" ตัวเขาลนจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ ผุดลุกผุดนั่งไปก็หลายครั้ง เหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า ทุกอย่างถูกตรวจสอบและรีไรท์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนไร้ที่ติ รวมถึงชื่อไฟล์เวิร์ดที่เรียงอย่างเป็นระเบียบในโฟลเดอร์เตรียมซิปส่งเมล แต่ขาดอยู่เพียงอย่างเดียว.. นามปากกา
เขาลืมเรื่องสำคัญอย่างนี้ได้ยังไงกัน เข็มบนหน้าปัดนาฬิกาก็เหมือนจะแกล้งกันออกตัวปั๊บก็แทบจะน็อครอบ ติดจากฟาส9 มาหรือยังไง

"เหลืออีกสิบสามนาที ต้องทันสิน่า" เขาสูดหายใจลึกและปล่อยออกมาพร้อมกับใจที่สงบลงและรวบรวมสมาธิคิดทบทวนชื่อที่เหมาะสมกับนิยายอีกครั้ง

"เรื่องราวในหอแดงกับธรรมชาติที่รายล้อมจะนึกถึงอะไรงั้นหรือ? อืม.. สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่อยากส่งเสียงร้องออกมาภายในป่าที่กว้างใหญ่ อะไรดีล่ะ.. กบ! ใช่แล้ว!! ชื่อนี้แหละ" ชื่อที่ผุดขึ้นมากะทันหันเป็นชื่อที่ตรงใจทำให้เขายกยิ้มขึ้นมา
"แต่ว่า.. มันก็สั้นและธรรมดามากเกินไป แล้วก็เสี่ยงจะซ้ำกับคนอื่นอีกด้วย ถึงเขาจะชอบกินกบทอดมากก็เถอะ แต่แบบนี้ไม่ไหวแน่ๆ
เอ.. ถ้าใส่คำนำหน้าหรือคำลงท้ายก็น่าจะเวิร์คอยู่นะ อย่าง 'ยำกบ' งี้ ซี้ด~~ เป๋นต๋าแซ่บแท้น้อ" ชายหนุ่มปาดน้ำลายที่ไหลจากมุมปาก แต่ก็ส่ายหน้าให้กับตัวเอง เขาไม่อยากน้ำลายไหลทุกครั้งที่ถูกเรียกชื่อนี้หรอกนะ
"ไม่ๆๆ ถ้าเป็นคำนำหน้า เช่น นายกบ ฯพณฯกบก็ไม่ได้สูงไป อืม.. 'ท่านกบ' เฉยๆ ก็คงได้มั้ง แล้วก็เปลี่ยนภาษาสักหน่อย ดูเท่ไม่หยอก" เขาหาข้อสรุปของชื่อได้แล้วและกรอกลงในใบประวัตินักเขียนอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงกวาดสายตาดูเป็นรอบสุดท้ายก่อนกดซิปและโยนใส่อีเมลที่เขียนทิ้งไว้เมื่อสองชั่วโมงก่อน ส่วนตอนนี้เข็มยาวของนาฬิกาก็อยู่ระหว่างเลขสิบเอ็ดกับสิบสองแล้ว เขาหลับหูหลับตากลั้นใจคลิกเม้าส์ที่ปุ่มส่ง
ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อลืมตาขึ้นมาพบว่าอีเมลนั้นได้เข้าไปนอนอย่างสงบนิ่งอยู่ในกล่องส่งแล้วจึงยิ้มพรายอย่างมีความสุขขึ้นมาอีกครั้ง
"ที่จริงจะ 'กบตุ๋น' หรือ 'ตุ๋นกบ' ก็อร่อยเหมือนกันนั่นแหละนะ อ๊ะ! ในตู้เย็นก็มี 'อึ่งไข่' ด้วยนี่นา เอามาย่างหอมๆ ในเตาอบดีมั้ยนะ"
เขาจึงลุกจากหน้าจอคอมตรงไปยังตู้เย็นอันเป็นเป้าหมาย.. ขอคืนความสุขให้ชาวประชาตาดำๆ อย่างตัวผมหน่อยก็แล้วกันนะครับ ทั่นผู้ชม..

558 Nameless Fanboi Posted ID:lhoA4qlULW

เห็นมู้เรื่องสั้นในบอร์ดเด็กดีแล้วเลยรื้อเรื่องสั้นเรื่องแรกที่เขียนสมัยม.ปลายเมื่อสักสิบกว่าปีก่อนมาอ่านดู พยายามเขียนให้เป็นแนว Thriller ลึกลับหน่อยๆ เดี๋ยวนี้ไม่ได้เขียนแนวนี้นานละ ถ้าได้คำติชมก็ขอบคุณ

ชายวัยกลางคนพร้อมกับชายหนุ่มวัยต้นยี่สิบช่วยกันขนกล่องกระดาษหลากหลายขนาดผ่านประตูไม้ของห้องเช่าใจกลางเมืองแห่งหนึ่ง ภายในห้องเต็มไปด้วยลังกระดาษ กล่องพลาสติกและข้าวของที่ยังจัดไม่เข้าที่ หญิงสาวร่างบอบบางในชุดกระโปรงสีอ่อนยืนอยู่ไม่ไกลจากประตูนัก ในมือของเธอถือถาดใส่แก้วน้ำสำหรับแรงงานขนของทั้งสองคน ใบหน้ารูปไข่เปียกชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อ

“พักดื่มน้ำก่อนดีไหมคะ อีกเดี๋ยวค่อยจัดต่อก็ได้” ถาดพลาสติกลายดอกไม้ถูกวางลงบนโต๊ะขนาดเล็กข้างกับโซฟา ชายต่างวัยทั้งสองคนหันกลับมามองตามเจ้าของเสียง รอยยิ้มอ่อนๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าทั้งสองที่มีความคล้ายคลึงดั่งเช่นผู้ที่มีสายเลือดเดียวกัน

“พักหน่อยก็ได้ลูก เหลือแค่จัดของให้เข้าที่อีกนิดหน่อยก็น่าจะเสร็จแล้ว พ่อว่าน่าจะเสร็จก่อนเย็นนี้นี่ล่ะ” มือหนายกขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผากพร้อมกับเดินตรงมายังโซฟา ผู้เป็นพ่อยกแก้วน้ำขึ้นจิบแล้วกวาดสายตามองห้องพักของบุตรสาวเพียงคนเดียว

“ห้องกว้างนะครับ พี่อังแน่ใจนะว่าจะอยู่คนเดียว ไม่ให้ธินมาอยู่เป็นเพื่อนด้วย” อธินผู้เป็นน้องชายเอ่ยถามพลางทรุดตัวนั่งข้างผู้เป็นบิดา ขณะที่พี่สาวสั่นศีรษะเป็นคำตอบ

“ธินต้องเรียน ที่นี่อยู่ไกลจากมหาวิทยาลัยตั้งมาก ถ้าต้องคอยตื่นเช้าแล้วก็ขึ้นรถไปกลับน่ะลำบากแย่ พี่อายุมากกว่าธินตั้งหลายปี ทำไมพี่จะอยู่คนเดียวไม่ได้กัน” อังคณาระบายยิ้มอ่อน ดูเหมือนว่าน้องชายของเธอจะเป็นห่วงเธอยิ่งเสียกว่าผู้เป็นพ่อแม่เสียอีก ทั้งที่คนที่เข้ามาอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ก่อนก็เป็นเธอแท้ๆ

“จริงๆพ่อก็อยากให้ธินย้ายมาอยู่กับอังหรอกนะลูก ถ้าไม่ติดว่าที่เรียนของเจ้าธินมันอยู่ไกลอย่างที่อังว่า ถึงที่นี่จะมีระบบรักษาความปลอดภัยก็เถอะ แต่พ่อไม่ค่อยอยากให้อังอยู่คนเดียวเลย ร่างกายเราก็ไม่ใช่จะแข็งแรงเหมือนคนอื่นเขา พ่อกับแม่ก็อยู่ต่างจังหวัด ถ้าเกิดอังเป็นอะไรขึ้นมาจะทำอย่างไร”

หญิงสาวยกมือแตะขึ้นที่สะโพกเมื่อได้ยินคำกล่าวของบิดา เธอประสบอุบัติเหตุรถชนเมื่อเกือบหนึ่งปีก่อน แม้จะรักษาจนอาการดีขึ้นบ้างแล้ว แต่กระดูกสะโพกที่แตกหักก็ทำให้การเคลื่อนไหวของเธอไม่เป็นปรกติเหมือนแต่ก่อน หากสังเกตให้ดีก็เห็นได้ว่าเธอเดินกระเผลกเล็กน้อย สาเหตุนี้จึงทำให้หญิงสาวต้องย้ายที่พักมาเป็นคอนโดมิเนียมที่อยู่ใกล้กับที่ทำงานมากขึ้น เพื่อย่นระยะเวลาการเดินทางและภาระของร่างกาย

“พ่อไม่ต้องเป็นห่วงอังหรอกค่ะ อังดูแลตัวเองได้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นอังจะรีบติดต่อไปหาธินทันทีเลย...ดีไหมคะ” รอยยิ้มบนใบหน้าหวานทำให้ผู้เป็นพ่อและน้องชายใจอ่อนลงอย่างเสียไม่ได้ สุชาติเอ่ยปากยินยอมตามความต้องการของลูกสาวและกลับไปช่วยเธอจัดห้องให้เป็นระเบียบ

“พ่อไปก่อนนะอัง เดี๋ยวต้องไปส่งธินแล้วก็ขับรถกลับบ้านอีก” ชายวัยกลางคนกล่าวขึ้นหลังจากข้าวของทุกอย่างถูกจัดวางในที่ที่สมควร เหลือเพียงการจัดของใช้ส่วนตัวอีกเล็กน้อยก็เพียงพอแล้วสำหรับหญิงสาวที่อาศัยอยู่เพียงคนเดียว อังคณาสวมกอดพ่อและน้องชายเพราะรู้ดีว่าคงอีกนานที่เธอจะได้พบทั้งสองคนอีกครั้ง

“รักษาสุขภาพด้วยนะคะพ่อ ธินเองก็ดูแลตัวเองด้วยล่ะ”

ประตูห้องปิดลงหลังจากที่สมาชิกของครอบครัวทั้งสองจากไป อังคณารื้อเสื้อผ้าออกมาจากกล่องพลาสติกแล้วจัดเก็บเข้าตู้ หญิงสาวเหม่อมองห้องพักที่ประกอบไปด้วยหนึ่งห้องนอน หนึ่งห้องน้ำ และส่วนที่กั้นออกเป็นห้องครัวและห้องรับแขกขนาดเล็ก ห้องพักแห่งนี้จะเป็นที่พำนักของเธอไปอีกระยะหนึ่ง...นานเท่าไหร่เธอก็ไม่ทราบได้เช่นกัน

559 Nameless Fanboi Posted ID:lhoA4qlULW

แอ๊ด

ประตูห้องพักห้องข้างๆเปิดออกระหว่างที่อังคณาในชุดทำงานสีอ่อนกำลังลากถุงขยะออกมาจากห้องพักของเธอ เจ้าของห้องผู้เป็นเพื่อนบ้านที่เธอยังไม่เคยพบมาก่อนคือชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งวัยสามสิบตอนต้น ผิวขาวอมเหลืองเหมือนผู้มีเชื้อสายจีน เขาสวมแว่นสายตากรอบสีดำสนิท ท่าทางดูคงแก่เรียนต่างจากพนักงานบริษัทโดยทั่วไป

“อรุณสวัสดิ์ครับ คุณเพิ่งย้ายมาใหม่หรือครับ ผมชื่อปรานต์เป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัย....” ชายหนุ่มแนะนำตัวพร้อมกับค้อมศีรษะให้กับเธอ มหาวิทยาลัยที่เขาสอนอยู่นั้นเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่อยู่ไม่ไกลจากคอนโดมิเนียมไปมากนัก ริมฝีปากบางของเขาคลี่ออกเป็นรอยยิ้มสุภาพ ดูแล้วเพื่อนบ้านของเธอจะมีน้ำใจและน่าคบหาอยู่ไม่น้อย

“สวัสดีค่ะอาจารย์ ดิฉัน..อังคณาหรือจะเรียกว่าอังก็ได้ค่ะ เพิ่งย้ายมาอยู่เมื่อวันเสาร์”

“พูดธรรมดาก็ได้ครับคุณอัง ผมไม่ได้คิดมากอะไร อีกอย่างตอนนี้อยู่นอกรั้วมหาวิทยาลัยผมยังเป็นแค่นายปรานต์ธรรมดานะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ใบหน้าของอังคณาขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย “จะเอาขยะออกไปทิ้งหรือครับ...มาครับผมช่วยถือเอง ดูแล้วท่าทางจะหนักไม่ใช่เล่น”

มือหนาคว้าถุงพลาสติกสีดำออกจากมือหญิงสาวอย่างถือวิสาสะ ก่อนหย่อนถุงขยะลงในถังขยะรวมที่ทางอพาร์ตเม้นท์จัดเตรียมไว้ให้ หญิงสาวพึมพำขอบคุณเบาๆและได้รับรอยยิ้มอบอุ่นตอบกลับ อาจารย์หนุ่มฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีระหว่างรอลิฟต์ที่กำลังขึ้นมา ผิดกับอังคณาที่ก้มหน้างุดด้วยความรู้สึกผสมปนเปกันมั่วไปหมด

สำหรับอังคณาบรรยากาศในลิฟต์ช่างชวนอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ดวงตาคู่สีน้ำตาลกลมโตเหลือบมองชายหนุ่มผู้อยู่ห้องข้างเคียงเป็นระยะ ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านอยู่ในใจของหญิงสาวอย่างแปลกประหลาดเธอบอกตัวเองว่ามันเป็นเพียงเรื่องธรรมดาเท่านั้นที่เธอจะประทับใจใครสักคนหนึ่ง

นั่นเป็นความรู้สึกแรกเริ่มของอังคณาเมื่อได้พบกับ..ปรานต์

560 Nameless Fanboi Posted ID:lhoA4qlULW

นับเป็นเวลาสองเดือนแล้วที่อังคณาย้ายเข้ามาอยู่ในหอพักใหม่แห่งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและชายหนุ่มห้องข้างเคียงพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นจนแม้เธอเองยังรู้สึกแปลกใจ ทุกอย่างดูราบลื่นเรียบง่าย ผิดกับชีวิตก่อนประสบอุบัติเหตุของเธอเมื่อเกือบหนึ่งปีก่อน ชีวิตมนุษย์ล้วนเป็นเช่นนี้เสมอ ดีบ้างร้ายบ้างสลับกันไป บางทีตอนนี้อาจจะเป็นช่วงเวลาที่เธอจะพบเจอแต่สิ่งดีๆเหมือนคนอื่นเขาบ้างแล้วก็ได้

นาฬิกาบอกเวลากว่าสิบเจ็ดนาฬิกา มือบางของหญิงสาวไขกุญแจเปิดประตูเข้าไปในห้องพักรายเดือนเหมือนเช่นกิจวัตรที่ทำในทุกวัน ขาเรียวก้าวเข้าไปในห้องก่อนจะชะงักค้างกับภาพเบื้องหน้า

รองเท้า...หลากหลายคู่ หลากหลายสีสัน ที่ควรจะเรียงเป็นระเบียบอยู่ในตู้เก็บรองเท้ากลับวางกระจัดกระจายเต็มพื้นหน้าห้อง มันไม่ใช่ภาพเดียวกับเมื่อเช้านี้ เหมือนกับมีใครบางคนเข้ามารื้อมันเสียหมดสภาพ

หญิงสาวทิ้งกระเป๋าสะพายแล้ววิ่งตรงไปยังตู้ลิ้นชักเก็บของที่ข้างเตียง ของมีค่าไม่ว่าจะเป็นเงินหรือเครื่องประดับของเธอยังอยู่ครบทั้งหมด อังคณาเดินสำรวจรอบห้องเพื่อตรวจสอบว่ามีข้าวของชิ้นไหนสูญหายไปบ้าง...แต่ไม่มีพบความเปลี่ยนแปลง มีเพียงแค่ตู้เก็บรองเท้าเท่านั้นที่ถูกรื้อค้น ไม่มีข้าวของหายไปเลยสักชิ้น

รองเท้าคู่กระจัดกระจายถูกจัดเข้าที่อีกครั้ง อังคณาเดินเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นหายเหนื่อยล้าจากการทำงาน อะไรบางอย่างทำให้เธอตรงไปยังฝักบัวอาบน้ำ นิ้วเรียวคว้าขวดสบู่เหลวสีขุ่นที่เธอใช้อยู่เป็นประจำออกมาแล้วหมุนเปิดฝา... ทั้งๆที่เพิ่งซื้อใหม่เมื่อประมาณสามสัปดาห์ก่อน แต่ตอนนี้สบู่กลับพร่องลงไปเหลือไม่ถึงครึ่งขวด ปริมาณเหมือนกับว่าไม่ได้มีเธอใช้คนเดียว
ไม่สิ บางทีเธออาจจะแค่คิดไปเอง

อังคณาสะบัดศีรษะเบาๆเรียกสติ ย้อนคิดว่าอาจจะเป็นเธอก็ได้ที่รีบร้อนหารองเท้าจนต้องรื้อออกมาแล้วลืมเก็บ เธออาจจะกดสบู่มากกว่าปรกติในตอนอาบน้ำ มันอาจจะเป็นการปลอบใจตัวเอง แต่จะมีใครคนอื่นล่ะที่จะเข้ามาในห้องพักของเธอได้

กริ๊ง กริ๊ง

เสียงออดดังขึ้นจากหน้าประตูห้อง หญิงสาววางขวดสบู่เหลวลงและก้าวไปยังต้นเสียงอย่างรวดเร็ว ภาพที่ปรากฏขึ้นบนตาแมวคือใบหน้าของชายหนุ่มห้องเคียงข้าง อังคณาเปิดประตูออกพร้อมกับรอยยิ้มสดใสบนใบหน้า

“ทานอะไรหรือยังครับคุณอัง พอดีผมซื้อเป็ดย่างร้านอร่อยมาก็เลยอยากมาทานกับคุณนะครับ ไม่ทราบว่ารบกวนอะไรหรือเปล่าครับ”

“ไม่รบกวนหรอกคะ พอดีอังก็ยังไม่ได้ทานอะไรเหมือนกัน อังว่าจะอุ่นต้มจืดของเมื่อวานอยู่พอดี คุณปรานต์นั่งรอตรงโต๊ะกินข้าวก่อนเลยค่ะ เดี๋ยวเอาเป็ดไปใส่จานให้”

ชายหนุ่มร่างสูงถอดรองเท้าและนั่งลงตามที่ผู้เป็นเจ้าของห้องบอก อังคณาแกะอาหารลงใส่จานแล้วเปิดไมโครเวฟเพื่ออุ่นต้มจืดที่แช่ตู้เย็นเอาไว้ หญิงสาวชะงักอีกครั้งเมื่อเห็นสภาพของเครื่องใช้ไฟฟ้าของตนเอง คราบมันและเศษอาหารกระจายเป็นไมโครเวฟเต็มไปหมด ด้วยนิสัยติดความเป็นระเบียบเรียบร้อย เธอมั่นใจว่าทุกครั้งหลังใช้งานมันต้องถูกเช็ดทำความสะอาดเสมอ

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับคุณอัง” ปรานต์ชะโงกหน้ามาดูหญิงสาวที่เงียบหายไปเป็นเวลานาน ใบหน้าที่ซีดเซียวของอังคณาทำให้ชายหนุ่มรีบปราดเข้ามาใกล้และคว้าไหล่ของเธอเอาไว้พร้อมส่งเสียงร้องหลายครั้งเหมือนเตือนสติ

“ขอโทษค่ะคุณปรานต์ วันนี้มีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นกับอังเต็มไปหมดเลยน่ะค่ะ...” มือหนาของชายหนุ่มรับจานใส่อาหารมาถือพลางพาเจ้าของห้องพักไปนั่งพักยังเก้าอี้สำหรับทานอาหาร แม้ว่าเขาจะไม่ปริปากพูดอะไรออกมา แต่สายตาห่วงใยที่ส่งมาให้ก็เหมือนกับกระตุ้นให้อังคณาเล่าสิ่งต่างๆที่ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจให้เขาฟังทั้งหมด

“อาจจะไม่มีอะไรก็ได้นะครับคุณอัง แต่ถ้าคุณอังไม่สบายใจผมว่าลองเปลี่ยนลูกบิดกุญแจดูไหมครับ ที่คอนโดฯก็มีช่างคอยประจำอยู่ พรุ่งนี้วันเสาร์พอดีเดี๋ยวผมพาไปซื้อลูกบิดใหม่ก็ได้ครับ”

ใบหน้าของหญิงสาวค่อยมีสีเลือดขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อได้ยินถ้อยคำจากอีกฝ่าย เขาสามารถทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นได้เสมอ...แต่ในใจลึกๆของเธอก็อดแย้งขึ้นมาไม่ได้

หวังว่าจะ‘ไม่มีอะไร’จริงๆ

561 Nameless Fanboi Posted ID:lhoA4qlULW

“พี่คะ อังขอดูคลิปที่กล้องวงจรปิดที่ชั้นห้า หน้าห้องห้าหนี่งสี่ถ่ายไว้ได้ไหมคะ อังรู้สึกเหมือนมีคนแอบเข้าไปในห้องอังตอนที่อังไม่อยู่” หญิงสาวเอ่ยถามชายหนุ่มวัยสี่สิบเป็นนิติกรของคอนโดมีเนียมแห่งนี้ เขาส่ายหน้าพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกับเสียใจ

“ขอโทษจริงๆนะครับคุณอังคณา พอดีว่าที่คอนโดฯของเรามีกล้องวงจรปิดแค่ที่หน้าลิฟต์เท่านั้น ถ้าคุณอังรู้สึกไม่สบายใจผมจะลองให้ช่างเข้าไปตรวจในห้องไหมครับ พวกตามฝ้าตามหน้าต่างว่ามีรอยงัดแงะอะไรหรือเปล่า”

หญิงสาวกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลก่อนจะนำทางช่างไปยังห้องพักส่วนตัวของเธอ หลังจากการตรวจสอบรอบห้องพัก ไม่ว่าจะเป็นฝ้าเพดาน ลูกกรงหน้าต่าง หรือแม้กระทั่งระเบียงห้อง ก็ไม่พบจุดใดที่คนภายนอกจะเข้ามาในห้องของเธอได้ ฝ่ายช่างจึงกลับไปโดยไม่กล่าวอะไรทั้งสิ้น

บางที...คนที่จะแอบเข้าห้องพักของเธอได้คือคนที่จะต้องมีกุญแจห้องเท่านั้น ซึ่งหญิงสาวก็ไม่ได้มอบกุญแจห้องให้กับใคร ยกเว้นแต่ว่า...นายช่างที่มาเปลี่ยนกุญแจให้กับเธอจะแอบทำกุญแจสำรองแล้วแอบเข้ามาในห้องโดยที่เธอไม่รู้ตัว

วันรุ่งขึ้นอังคณาซื้อลูกบิดและตัวล็อกกุญแจอันใหม่มาอีกครั้ง เธอขอให้ช่างของคอนโดมีเนียมขึ้นมาเปลี่ยนลูกบิดประตูให้ด้วยความคาดหวังว่าจะเป็นช่างคนอื่นที่ขึ้นมาทำให้ แต่คนที่ขึ้นมาเปลี่ยนลูกบิดกุญแจกลับเป็นช่างคนเดิม

ขาเรียวสาวเท้าตรงไปยังห้องเคียงข้างเมื่อมั่นใจว่าบุคคลต้องสงสัยของเธอจากไปพร้อมกับกล่องเครื่องมืออุปกรณ์ หญิงสาวเคาะประตูไม้ด้วยจิตใจอันฟุ้งซ่าน เวลานี้คงจะมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่จะให้คำปรึกษากับเธอได้

จากเคาะประตูห้องเปลี่ยนเป็นการใช้แรงทุบ หากแต่ไร้เสียงตอบรับจากอาจารย์หนุ่ม อังคณาหันรีหันขวางด้วยความกังวล ดวงตาสีน้ำตาลแลเห็นหญิงวัยกลางคนในชุดแม่บ้านที่กำลังเก็บขยะส่วนกลางไปทิ้ง หญิงสาวเดินมุ่งตรงไปหาอีกฝ่ายในทันที

“คุณป้าคะ ไม่ทราบว่าคุณป้าเห็นอาจารย์ที่อยู่ห้องข้างๆหนูไหมคะ ไม่ทราบว่าเขาออกไปข้างนอกหรือเปล่า” หญิงแม่บ้านละสายตาจากงานที่ทำขึ้นมามองหญิงสาวด้วยความงุนงง เรียวคิ้วสีเข้มขมวดเข้าหากันเหมือนใช้ความคิด

“เอ..อาจารย์คนไหนกันคะ ข้างห้องคุณนอกจากคุณพนักงานธนาคารแล้วอีกห้องก็ไม่มีใครอยู่นะคะ” ดวงตาของอังคณาเบิกกว้างเมื่อได้ยินประโยคนั้นจากผู้เป็นแม่บ้าน จะเป็นไปได้อย่างไรว่าไม่มีใครอาศัยอยู่ข้างห้องเธอ ในเมื่อทุกๆวันปรานต์ยังทักทายและคุยกับเธออย่างสม่ำเสมอ

“ไม่เป็นไรค่ะ อาจจะมีการเข้าใจอะไรผิดก็ได้ ขอบคุณป้ามากเลยนะคะ” ริมฝีปากบางคลี่ออกเป็นรอยยิ้มหม่น หญิงแม่บ้านพยักหน้าก่อนจะรวบถุงขยะเดินลงบันไดไป อังคณาลากเท้าเดินกลับห้องพักไปอย่างเชื่องช้า เธอหยุดยืนที่หน้าประตูห้องของปรานต์ด้วยความลังเล

แอ๊ด

บานประตูไม้เปิดออกพร้อมกับชายหนุ่มร่างสูงที่ปรากฏตัวขึ้น รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าขาวทำให้ความรู้สึกหนักอึ้งของอังคณามลายหายไปในทันที

“เมื่อกี้คุณอังมาเคาะห้องผมใช่ไหมครับ ขอโทษด้วยนะครับที่ไม่ได้มาเปิด พอดีตอนนั้นผมกำลังอาบน้ำอยู่” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงใจ เส้นผมสีดำสนิทของเขายังเป็นเปียกชื้นจากการอาบน้ำ ที่บอกว่าไม่มีใครอาศัยอยู่ในห้องนี้คงเป็นเพราะความเข้าใจผิดของแม่บ้าน ปรานต์เชื้อเชิญเธอเข้าไปในห้องพักที่จัดเป็นระเบียบของเขา อังคณาทรุดตัวลงพลางเล่าเรื่องช่างของคอนโดมีเนียมให้อีกฝ่ายฟัง

“ก็อาจจะเป็นไปได้นะครับว่าช่างจะมีกุญแจสำรองของคุณ” ริมฝีปากบางของชายหนุ่มเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง “ช่วงนี้ผมเองก็ติดธุระเสียด้วยสิ ทางคณะจัดค่ายอบรมผมต้องไปเป็นวิทยากรตั้งสองสัปดาห์...ตอนผมไม่อยู่ คุณต้องดูแลตัวเองด้วยนะครับคุณอัง”

มือหนายกขึ้นแตะมือของหญิงสาวอย่างแผ่วเบา นัยน์ตาเบื้องหลังกรอบแว่นทอดมองมาด้วยความห่วงใย ผิดกับใจของอังคณาที่ว้าวุ่นด้วยลางสังหรณ์อะไรบางอย่างที่บอกว่าระหว่างที่เขาไม่อยู่ จะต้องมีเรื่องราวไม่คาดคิดเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
เพียงปรานต์เดินทางไปออกค่ายกับทางมหาวิทยาลัยได้ไม่ถึงสองวัน ความหวาดระแวงกัดกินในใจของหญิงสาว ยิ่งปรานต์ไม่อยู่เพราะว่าเช่นนี้ ใจของเธอก็ยิ่งไม่ดีเข้าไปใหญ่ จะโทรศัพท์ไประบายให้ผู้เป็นพ่อและน้องชายฟังก็ไม่เข้าที เพราะทั้งสองคนล้วนก็แต่มีเรื่องที่ต้องคิดเป็นของตัวเอง
ความตึงเครียดของอังคณามาถึงจุดขีดสุดเมื่อพบว่า หลังกลับจากทำงานเสื้อผ้าที่ควรจะอยู่ในตู้เสื้อผ้าของเธอกลับกระจัดกระจายเต็มส่วนที่เป็นห้องนอนไปเสียหมด

หญิงสาวไม่ก้าวออกจากห้องแม้ว่าจะเป็นวันและเวลาทำงานของเธอก็ตาม อังคณาเฝ้าแต่จับตามองว่าจะมีใครเข้ามาในห้องของเธอหรือไม่ เสียงโทรศัพท์มือถือและเสียงออดที่หน้าประตูห้องดังลั่นหลายต่อหลายครั้ง ผู้เป็นเจ้าของห้องได้แต่เก็บตัวในความมืดเพื่อรอบุคคลโรคจิตที่แอบเข้ามาอาศัยอยู่ในห้องของเธอ...

เมื่อไหร่ปรานต์จะกลับมาสักที...

562 Nameless Fanboi Posted ID:lhoA4qlULW

เชี่ย ลงสลับกัน ต้องอันนี้ขึ้นก่อน >>561 นะ

ช่างที่มาเปลี่ยนลูกบิดประตูกลับไปหลังจากงานทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย วันนี้ปรานต์ต้องไปช่วยคุมสอบที่ทางมหาวิทยาลัยจัดขึ้นจึงไม่สามารถมาอยู่เป็นเพื่อนขณะที่ช่างมาทำงานได้ แต่แค่นี้ก็ทำให้อังคณารู้สึกเบาใจได้ขึ้นมาก ถ้าจะมีใครแอบเข้าห้องของเธอเวลาที่เธอไม่อยู่จริงๆ คนๆนั้นคงจะไม่สามารถเข้ามาได้อีกแล้วถ้าไม่มีกุญแจสำรอง

ข้อความมือถือจากอธินถูกส่งมาว่าเขาต้องการจะใช้เงินเพื่อทำโครงงานเป็นจำนวนเงินสามพันบาท น้องชายของเธอจะเข้ามาเอาเงินในวันรุ่งขึ้น อังคณาจึงเบิกเงินมาให้เขาตั้งแต่วันนี้ หญิงสาวหยิบเงินจำนวนหนึ่งแล้ววางกระเป๋าเงินบนโต๊ะเครื่องแป้งก่อนจะเดินลงไปซื้อของใช้ส่วนตัวที่ร้านขายของสะดวกซื้อที่ใต้อาคาร

ความคิดที่ว่าเพียงแค่เปลี่ยนลูกบิดประตูทุกอย่างก็จะจบไม่เป็นจริงอีกต่อไป เมื่อหญิงสาวกลับมาที่ห้องพักเรื่องแปลกๆก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เงินสามพันบาทในกระเป๋าเงินของอธินหายไปอย่างไร้ร่องรอยทั้งที่เธอเพิ่งวางมันไว้ที่โต๊ะเครื่องแป้งเมื่อไม่ถึงสิบนาทีนี้นี่เอง

หญิงสาวตรงไปยังส่วนที่กั้นเป็นครัวและเปิดตู้เย็นเพื่อหาน้ำดื่มสำหรับสงบใจ...ขนมเค้กที่ปรานต์ซื้อให้เธอเมื่อวานนี้หายไปเรียบร้อยแล้ว...

อังคณาวิ่งเข้าห้องน้ำสถานที่ที่เธอจะพบความเปลี่ยนแปลงของห้องมากที่สุด...พื้นห้องน้ำเปียกโชกไปด้วยหยดน้ำ ทั้งๆที่ครั้งสุดท้ายที่เธออาบน้ำคือเมื่อกว่าหกชั่วโมงที่แล้ว

ภาพต่างๆย้อนเข้ามาในสมองทีละนิด ของใช้ที่บางทีก็เคลื่อนที่จากตำแหน่งของมัน ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวที่หมดเร็วผิดปรกติ...

คงไม่ใช่เธอ...ที่พักอาศัยอยู่ภายในห้องนี้เพียงลำพัง

563 Nameless Fanboi Posted ID:lhoA4qlULW

“พี่คะ อังขอดูคลิปที่กล้องวงจรปิดที่ชั้นห้า หน้าห้องห้าหนี่งสี่ถ่ายไว้ได้ไหมคะ อังรู้สึกเหมือนมีคนแอบเข้าไปในห้องอังตอนที่อังไม่อยู่” หญิงสาวเอ่ยถามชายหนุ่มวัยสี่สิบเป็นนิติกรของคอนโดมีเนียมแห่งนี้ เขาส่ายหน้าพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกับเสียใจ

“ขอโทษจริงๆนะครับคุณอังคณา พอดีว่าที่คอนโดฯของเรามีกล้องวงจรปิดแค่ที่หน้าลิฟต์เท่านั้น ถ้าคุณอังรู้สึกไม่สบายใจผมจะลองให้ช่างเข้าไปตรวจในห้องไหมครับ พวกตามฝ้าตามหน้าต่างว่ามีรอยงัดแงะอะไรหรือเปล่า”

หญิงสาวกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลก่อนจะนำทางช่างไปยังห้องพักส่วนตัวของเธอ หลังจากการตรวจสอบรอบห้องพัก ไม่ว่าจะเป็นฝ้าเพดาน ลูกกรงหน้าต่าง หรือแม้กระทั่งระเบียงห้อง ก็ไม่พบจุดใดที่คนภายนอกจะเข้ามาในห้องของเธอได้ ฝ่ายช่างจึงกลับไปโดยไม่กล่าวอะไรทั้งสิ้น

บางที...คนที่จะแอบเข้าห้องพักของเธอได้คือคนที่จะต้องมีกุญแจห้องเท่านั้น ซึ่งหญิงสาวก็ไม่ได้มอบกุญแจห้องให้กับใคร ยกเว้นแต่ว่า...นายช่างที่มาเปลี่ยนกุญแจให้กับเธอจะแอบทำกุญแจสำรองแล้วแอบเข้ามาในห้องโดยที่เธอไม่รู้ตัว

วันรุ่งขึ้นอังคณาซื้อลูกบิดและตัวล็อกกุญแจอันใหม่มาอีกครั้ง เธอขอให้ช่างของคอนโดมีเนียมขึ้นมาเปลี่ยนลูกบิดประตูให้ด้วยความคาดหวังว่าจะเป็นช่างคนอื่นที่ขึ้นมาทำให้ แต่คนที่ขึ้นมาเปลี่ยนลูกบิดกุญแจกลับเป็นช่างคนเดิม

ขาเรียวสาวเท้าตรงไปยังห้องเคียงข้างเมื่อมั่นใจว่าบุคคลต้องสงสัยของเธอจากไปพร้อมกับกล่องเครื่องมืออุปกรณ์ หญิงสาวเคาะประตูไม้ด้วยจิตใจอันฟุ้งซ่าน เวลานี้คงจะมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่จะให้คำปรึกษากับเธอได้

จากเคาะประตูห้องเปลี่ยนเป็นการใช้แรงทุบ หากแต่ไร้เสียงตอบรับจากอาจารย์หนุ่ม อังคณาหันรีหันขวางด้วยความกังวล ดวงตาสีน้ำตาลแลเห็นหญิงวัยกลางคนในชุดแม่บ้านที่กำลังเก็บขยะส่วนกลางไปทิ้ง หญิงสาวเดินมุ่งตรงไปหาอีกฝ่ายในทันที

“คุณป้าคะ ไม่ทราบว่าคุณป้าเห็นอาจารย์ที่อยู่ห้องข้างๆหนูไหมคะ ไม่ทราบว่าเขาออกไปข้างนอกหรือเปล่า” หญิงแม่บ้านละสายตาจากงานที่ทำขึ้นมามองหญิงสาวด้วยความงุนงง เรียวคิ้วสีเข้มขมวดเข้าหากันเหมือนใช้ความคิด

“เอ..อาจารย์คนไหนกันคะ ข้างห้องคุณนอกจากคุณพนักงานธนาคารแล้วอีกห้องก็ไม่มีใครอยู่นะคะ” ดวงตาของอังคณาเบิกกว้างเมื่อได้ยินประโยคนั้นจากผู้เป็นแม่บ้าน จะเป็นไปได้อย่างไรว่าไม่มีใครอาศัยอยู่ข้างห้องเธอ ในเมื่อทุกๆวันปรานต์ยังทักทายและคุยกับเธออย่างสม่ำเสมอ

“ไม่เป็นไรค่ะ อาจจะมีการเข้าใจอะไรผิดก็ได้ ขอบคุณป้ามากเลยนะคะ” ริมฝีปากบางคลี่ออกเป็นรอยยิ้มหม่น หญิงแม่บ้านพยักหน้าก่อนจะรวบถุงขยะเดินลงบันไดไป อังคณาลากเท้าเดินกลับห้องพักไปอย่างเชื่องช้า เธอหยุดยืนที่หน้าประตูห้องของปรานต์ด้วยความลังเล

แอ๊ด

บานประตูไม้เปิดออกพร้อมกับชายหนุ่มร่างสูงที่ปรากฏตัวขึ้น รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าขาวทำให้ความรู้สึกหนักอึ้งของอังคณามลายหายไปในทันที

“เมื่อกี้คุณอังมาเคาะห้องผมใช่ไหมครับ ขอโทษด้วยนะครับที่ไม่ได้มาเปิด พอดีตอนนั้นผมกำลังอาบน้ำอยู่” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงใจ เส้นผมสีดำสนิทของเขายังเป็นเปียกชื้นจากการอาบน้ำ ที่บอกว่าไม่มีใครอาศัยอยู่ในห้องนี้คงเป็นเพราะความเข้าใจผิดของแม่บ้าน ปรานต์เชื้อเชิญเธอเข้าไปในห้องพักที่จัดเป็นระเบียบของเขา อังคณาทรุดตัวลงพลางเล่าเรื่องช่างของคอนโดมีเนียมให้อีกฝ่ายฟัง

“ก็อาจจะเป็นไปได้นะครับว่าช่างจะมีกุญแจสำรองของคุณ” ริมฝีปากบางของชายหนุ่มเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง “ช่วงนี้ผมเองก็ติดธุระเสียด้วยสิ ทางคณะจัดค่ายอบรมผมต้องไปเป็นวิทยากรตั้งสองสัปดาห์...ตอนผมไม่อยู่ คุณต้องดูแลตัวเองด้วยนะครับคุณอัง”

มือหนายกขึ้นแตะมือของหญิงสาวอย่างแผ่วเบา นัยน์ตาเบื้องหลังกรอบแว่นทอดมองมาด้วยความห่วงใย ผิดกับใจของอังคณาที่ว้าวุ่นด้วยลางสังหรณ์อะไรบางอย่างที่บอกว่าระหว่างที่เขาไม่อยู่ จะต้องมีเรื่องราวไม่คาดคิดเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

เพียงปรานต์เดินทางไปออกค่ายกับทางมหาวิทยาลัยได้ไม่ถึงสองวัน ความหวาดระแวงกัดกินในใจของหญิงสาว ยิ่งปรานต์ไม่อยู่เพราะว่าเช่นนี้ ใจของเธอก็ยิ่งไม่ดีเข้าไปใหญ่ จะโทรศัพท์ไประบายให้ผู้เป็นพ่อและน้องชายฟังก็ไม่เข้าที เพราะทั้งสองคนล้วนก็แต่มีเรื่องที่ต้องคิดเป็นของตัวเอง
ความตึงเครียดของอังคณามาถึงจุดขีดสุดเมื่อพบว่า หลังกลับจากทำงานเสื้อผ้าที่ควรจะอยู่ในตู้เสื้อผ้าของเธอกลับกระจัดกระจายเต็มส่วนที่เป็นห้องนอนไปเสียหมด

หญิงสาวไม่ก้าวออกจากห้องแม้ว่าจะเป็นวันและเวลาทำงานของเธอก็ตาม อังคณาเฝ้าแต่จับตามองว่าจะมีใครเข้ามาในห้องของเธอหรือไม่ เสียงโทรศัพท์มือถือและเสียงออดที่หน้าประตูห้องดังลั่นหลายต่อหลายครั้ง ผู้เป็นเจ้าของห้องได้แต่เก็บตัวในความมืดเพื่อรอบุคคลโรคจิตที่แอบเข้ามาอาศัยอยู่ในห้องของเธอ...

เมื่อไหร่ปรานต์จะกลับมาสักที...

564 Nameless Fanboi Posted ID:lhoA4qlULW

“พี่อัง!” เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นที่ข้างใบหูพร้อมกับแรงเขย่า เปลือกตาบางของหญิงสาวเปิดขึ้นพร้อมกับภาพใบหน้าของอธินปรากฎขึ้นในสายตา ดวงตาทั้งคู่ของชายหนุ่มจ้องมองมายังผู้เป็นพี่สาวด้วยความเป็นห่วงเป็นใย

“พี่อังเป็นอะไร ธินไม่อยู่แค่ครึ่งเดือนทำไมพี่อังไม่ดูแลตัวเอง ทำไมพี่ไม่ไปทำงานตั้งเกือบครึ่งเดือน โทรมาก็ไม่มีใครรับมือถือ รู้ไหมว่าคนอื่นเขาเป็นห่วง”

“ธิน...” น้ำเสียงของอังคณาแหบแห้งกว่าที่เคย “ธิน...มีคนแอบเข้ามาในห้องตอนที่พี่ไม่อยู่ พี่จะทำอย่างไรดีธิน”

“ธินก็อยู่กับพี่ตอนนี้ไงครับพี่อัง พี่อย่าคิดมากนะไม่มีอะไรหรอก พี่อังลุกไปอาบน้ำดีกว่า เดี๋ยวธินจะหาอะไรให้ทานเอง” อธินประคองร่างผอมบางของพี่สาวขึ้นจากพื้น ในขณะที่อังคณาเหมือนไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น

“สองสัปดาห์แล้วหรือธิน...ทำไมคุณปรานต์ยังไม่กลับมาสักที ทำไมทิ้งให้พี่รอนานขนาดนี้...” ร่างกายของผู้เป็นน้องชายหยุดชะงักเมื่อได้ยินประโยคนั้นจากพี่สาว อธินย้อนถามเหมือนไม่แน่ใจในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน

“ปรานต์? พี่อังหมายถึงพี่ปรานต์ไหนกันแน่”

“คุณปรานต์ที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย.....ไงธิน คนที่อยู่ข้างๆห้องพี่”

“พี่อัง” น้ำเสียงของชายหนุ่มมีแววแหบแห้งระคนขื่นขม “ข้างห้องพี่ไม่มีใครอยู่หรอกนะ ธินย้ายมาอยู่กับพี่อังตั้งแต่เดือนแรกที่พี่มาอยู่ ธินก็ยังไม่เห็นมีใครอยู่ข้างห้อง...ส่วนเรื่องพี่ปรานต์...พี่ปรานต์เขาตายไปแล้วพี่ ตายเพราะรถคว่ำตอนที่ขับรถพาพี่กลับบ้าน พี่จำไม่ได้หรือ”

สิ้นเสียงของน้องชายเหมือนมีฟ้าฟาดลงกลางใจของหญิงสาว ภาพต่างๆแล่นย้อนเข้ามาในสมอง

ภาพของอธินที่รื้อหารองเท้าสำหรับเล่นกีฬาก่อนจะไปมหาวิทยาลัยตั้งแต่เช้า เธอเป็นคนบอกเขาเองว่าจะช่วยเก็บให้ตอนกลับห้องมาแล้ว...ภาพของอธินที่ทำไมโครเวฟเลอะเทอะด้วยคราบน้ำมันจนเธอต้องปริปากบ่น...ภาพของอธินที่รับกุญแจห้องใหม่พร้อมกับเงินสามพันบาทไปจากมือเธอ

ทุกภาพ...ทุกเหตุการณ์...ไม่ว่าจะเป็นการไปซื้อลูกบิดประตูอันใหม่ เป็ดย่างร้านอร่อยที่ซื้อมา ขนมเค้กที่หายไปเพราะฝีมือของอธิน...ไม่เคยมีปรานต์อยู่ในนั้น ราวกับตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีเขาอยู่ในชีวิตของเธอมาก่อน

ภาพของชายหนุ่มที่เป็นคนรักของเธอปรากฏขึ้นในความทรงจำ ใบหน้าของเขาอาบไปด้วยเลือด เลนส์แว่นตากรอบสีดำแตกร้าวไม่มีชิ้นดี มือของเขากอบกุมมือของเธอไว้ น้ำเสียงที่อ่อนโยนนั้นเหมือนกับได้ยินทุกวันวาน

‘ไม่เป็นไร..อังจะต้องไม่เป็นไร อังจะต้องรอด...อังจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป’

“ไม่!” หญิงสาวสะบัดผู้เป็นน้องชายออกไปพลางกรีดร้องเสียงดังลั่น “อังจะอยู่อย่างไรถ้าไม่มีปรานต์ อังจะอยู่ไปเพื่ออะไรกัน!!!”

“มันไม่จริง! มันไม่ใช่เรื่องจริง!! ปรานต์ยังไม่ตาย!!! ปรานต์ยังอยู่กับอังเสมอ...” หยาดน้ำตาหลั่งรินอาบใบหน้าของอังคณา ท่ามกลางสายตาของน้องชายที่มองเธอด้วยหัวใจอันแตกร้าว เสียงร้องโหยหวนของหญิงสาวดังขึ้นด้วยความทุกข์ทรมานใจ

“ไม่จริง!! ไม่!!!!!!”
.
.
.

ในสวนหย่อมที่เต็มไปด้วยผืนหญ้า ต้นไม้ต้นสูงใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา ยังมีหญิงสาวรูปร่างบอบบางในชุดกระโปรงสีขาวผู้หนึ่งเอนกายนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สีเดียวกับชุดของเธอ ดวงตาสีน้ำตาลของเธอเหม่อมองออกไปไกล ไม่สนใจคนรอบข้างที่พูดถึงเธออยู่ตอนนี้

“เพราะอาการช็อกจากอุบัติเหตุและการเสียคนรักทำให้เกิดความบิดเบี้ยวในใจของเธอเข้าน่ะครับ เธออาจจะดูเหมือนคนปรกติทั่วไป แต่ก็มีอาการเกิดภาพหลอน หูแว่วในบางครั้ง จนอาการหนักแบบนี้ล่ะครับ คนรอบข้างถึงจะรับรู้ว่าเธอมีอาการผิดปรกติทางประสาทไปแล้ว”

“คุณหมอครับ...ลูกสาวผมจะพอมีโอกาสหายไหมครับ” สุชาติมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของบุตรสาวคนโตด้วยความเศร้าใจ ถ้าพวกเขาดูแลเธอให้ดีกว่านี้เรื่องแบบนี้ก็คงจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

“หมอจะพยายามรักษาอย่างเต็มที่ครับ หมอเชื่อว่าสักวันหนึ่งเธอจะสามารถกลับเข้าสู่สังคมปรกติได้อย่างแน่นอน”

ดวงตาใต้กรอบแว่นสีดำสนิทของจิตแพทย์หนุ่มจ้องมองไปยังอังคณาที่นั่งเหม่อลอยพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูเหงาหงอยอย่างประหลาด นัยน์ตาคู่สีน้ำตาลเหลือบมาสบตากับเขา ก่อนที่ริมฝีปากของเธอจะขยับออกเป็นรอยยิ้มสดใส

“ปรานต์....ปรานต์ของอัง อังจะรักปรานต์ตลอดไป....”

หญิงสาวพึมพำอย่างแผ่วเบา...คงมีแต่เธอและจิตแพทย์เท่านั้นที่ได้ยิน

-จบบริบูรณ์-

565 Nameless Fanboi Posted ID:ymnGdhVrM2

>>564 เพิ่งได้มาอ่าน.. ขอบอกว่าไม่ใช่นักสับหรอกนะ
รู้สึกว่าเดาทางได้ตั้งแต่แรกว่าปรานต์ไม่ได้มีชีวิตอยู่จริงๆ แน่ๆ (ตั้งแต่ก่อนเจอแม่บ้าน) อาจเพราะคำโปรยอยากให้ทริลเลอร์แหละ ขอเรียงเป็นข้อๆ นะ กันกูงง
0.จุดที่รู้สึกแปลกๆ ก็ที่เฉลยว่ามีแต่น้องชายอธินมาตลอดไม่ใช่ปรานต์ ขัดกับที่เธอบอกพ่อว่า น้องไม่ต้องมาอยู่ด้วยหรอก ไปพักใกล้มหาลัยส่วนที่นี่ใกล้ที่ทำงานเธอ ย้ายมาเพราะเรื่องเจ็บป่วยที่ขา (ซึ่งตอนอยู่กับพ่อและน้องเธอไม่ได้หลอนไปเองแน่ๆ )
1.ครั้งแรกที่เจอเหตุการณ์ประหลาด รองเท้าถูกรื้อค้นจึงไม่ค่อยสมเหตุสมผล (เมื่อมองว่าข้อความข้างบนเป็นจริง; เธอไม่ได้พักอยู่กับน้องชาย) เธอทิ้งของแล้ววิ่ง ขาไม่ค่อยดีไม่ใช่เหรอ? สปริ้นท์ได้ด้วย
2.ต่อมาคือสบู่ใกล้หมด เธอดูตกใจ/สงสัยกับเหตุการณ์นี้น้อยเกินไป ก่อนจะปักใจเชื่อว่ากดใช้เยอะเกินไปเองแน่ๆ คือถ้าลังเล/หยุดคิด/บ่งบอกอะไรสักอย่างที่แสดงถึงความเริ่มไม่มั่นคงทางอารมณ์ จะเชื่อถือได้อยู่นะ
3.เป็ดย่างกับครัวเลอะ จึงเริ่มกลัวและปรึกษาปรานต์ ช่างมาซ่อม เบาใจ(ตอนนี้อยู่ในห้องนะ) น้องไลน์บอกขอเงินสามพันจะมาเอาพรุ่งนี้ เธอเบิกเงินและควักมาวางไว้บนโต๊ะ จะว่ายังไงดีล่ะ? ช่างซ่อม-ลงไปเบิกเงิน-วางไว้บนโต๊ะ-ลงไปซูเปอร์ (ไทม์ไลน์แปลกๆ นะ) จากนั้นตังค์หาย-เค้กหาย-พื้นเปียก ด้วยระยะเวลาไม่ถึง 10 นาที? สมมุติไม่บอกคำว่า 'พรุ่งนี้' อาจจะเชื่อได้มากกว่านี้ก็ได้
4.นึกขึ้นได้และหวาดกลัวหนักไปอีก-ไปขอดูกล้องวงจรปิด-ช่างมา-สงสัยช่าง และปักใจเชื่อเลยรึ? ด้วยหลักฐานรองเท้าถูกรื้อ(แต่ไม่มีไรหาย)-สบู่จะหมด-ครัวเลอะ-เค้กหาย-ของขยับได้ ที่พูดมาจนถึงตรงนี้ให้เชื่อว่าผีอยู่ด้วยจะน่าเชื่อกว่าการปักใจเชื่อว่าคนตัวเป็นๆ แอบเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกับเธอ และสงสัยช่างก่อนช่างจะเปลี่ยนกุญแจรอบ 2 แต่ก็ยอมให้ช่างทำงั้นเหรอ
5.เจอป้าแม่บ้าน-ถามหาคนข้างห้อง-ไม่เห็นอาจารย์พนักงานธนาคาร แม่บ้านไม่ลังเลหน่อยเหรอ? อาจารย์/คุณครู/ติวเตอร์ (ซึ่งยูนิฟอร์มแตกต่างกัน) นี่โพล่งมาเลยว่าไม่มี.. มีแต่พนักงานธนาคาร จำได้จากยูนิฟอร์มเหรอ?
6.ปรานต์อาบน้ำและออกมาเปิดประตู เธอเชื่อว่าแม่บ้านเข้าใจผิด เธอเข้าห้องเขาและนั่งลงปรึกษาแต่เขาบอกว่าจะไม่อยู่ช่วงนี้นะ จากนั้นปราณไม่อยู่สองวัน แล้วออดดังลั่น น้องชายบอกผมไม่อยู่กับพี่ครึ่งเดือน ทำไมไม่ไปทำงาน (จะขัดกับ 0. และขัดกับที่อธิบายให้รู้สึกว่าเธอยังคงใช้ชีวิตปกติ ทำงานได้ปกติ) และเธอบอกน้องว่าเขาหายไปสองสัปดาห์แล้ว อ่าว.. ตะกี้บอกแค่สองวัน แล้วก็ออดดังลั่นจากน้องชาย
7.ธินย้ายมาตั้งแต่เดือนแรกที่พี่มาอยู่ (จะขัดกับ0.) ถ้าสมมุติธินบอกว่า.. ถึงพี่จะพูดว่าไม่ต้องเป็นห่วง แต่ผมอดเป็นห่วงพี่ไม่ได้ จึงยอมเดินทางไกลหน่อยและย้ายเข้ามาหลังจากนั้น 1-2 สัปดาห์ (ไทม์ไลน์ให้พ้นระยะหวานกับปรานต์และพอดีกับการเกิดเหตุการณ์แปลกๆ)
8.เฉลย และเข้าโรงพยาบาล ไม่มีอะไร

งืมมมม..
บรรยาย – ดี รู้เรื่อง เห็นภาพ แต่รู้สึกขัดๆ ตรงไทม์ไลน์ที่ขัดแย้งกันนี่แหละ ถ้าไม่ระบุชี้ชัดลงไปอาจลดความตะขิดตะขวงใจลงไปได้บ้าง
ลำดับเหตุการณ์/ความสมเหตุสมผล
1. (เมื่อเรื่องถูกเฉลยว่า ภาพซ้อนทับกันระหว่างปรานต์กับอธิน) ทำใจเชื่อได้ยาก เหตุการณ์เกิดที่ห้องเธอ(เพราะน้องชายอยู่ในนั้น) แต่เธอมักไปมีกิจกรรมที่ห้องของเขา เช่น ทักทาย ทิ้งขยะ เคาะประตู เข้าไปปรึกษา เว้นไว้อันนึงคือ กินเป็ด อันนี้มาห้องเธอ
2. ตัวละครปักใจเชื่อเร็วเกินไป ทั้งเรื่องสบู่หมดและเรื่องช่างซ่อมประตู (ตรงนี้ทำลายความเชื่อว่าอยู่ร่วมกับผีไปแบบย่อยยับเลย ด้วยความเชื่อว่าต้องเป็นคนนี้แน่ๆ กุไม่กลัวมึงล่ะโว้ย) แม่บ้านมีความมั่นใจมาก ไม่มีอาจารย์มีแต่พนง.ธนาคาร คล้อยหลังไปนิดเดียวปรานต์เปิดประตูให้เธอเข้าห้องได้ (เข้าห้องเขาด้วยนะ)
3. การระบุเวลาแบบชี้ชัด ถ้าตามสไตล์สืบสวนสอบสวนจะต้องปิดช่องโหว่ให้ดีๆ ไม่งั้นมันจะตีกันเองและเกิดเป็นจุดอ่อนได้ง่าย (นี่ไม่ได้อ่านจับผิดนะ อ่านรอบแรกรับรู้เรื่องราว อ่านรอบสองหลังจากรู้เฉลยแค่นั้นเลย) จัดการกับไทม์ไลน์ให้ดีๆ ไม่สามารถเอาสองคนนี้มาซ้อนทับกันได้เลย
การใช้คำ - อันนี้ไม่ค่อยถนัดเลยบอกไม่ได้ แต่ ‘ราบรื่น’ เขียนงี้นะ ส่วนหน้าขึ้นสีเลือดนี้ฟังดูหลอนๆ ถ้าซับสีเลือดก็ยังพอว่า อ้อ! เรื่องชื่อ แค่รู้สึกไม่คุ้นเคยกับ ‘ปรานต์’ เท่าไหร่ อ่านเป็น ‘ปราบต์’ เกือบทุกที
โม่ง เรดิโอ - ไหนนน.. ว่าจะไม่ ‘สับ’ กัน

566 Nameless Fanboi Posted ID:7l5mColHed

>>565 ขอบใจจ้า ข้อผิดพลาดเรื่องเวลาตรงท้ายคือหลังจากปรานต์หายไป 2 วัน นางเอกก็ขังตัวเองอยู่ในห้องอีก 2 สัปดาห์ จนน้องชายกลับจากค่ายมาเจอ ตรงนี้อาจเป็นเพราะกูเขียนสื่อเวลาได้ไม่ดีเอง ไม่ได้ทำให้เห็นเรื่องนี้ชัดเจนเท่าไร ส่วนจุดข้อผิดพลาดอื่น ๆ ไม่เถียงว่ะ ยังจัดการจุดยิบย่อยได้ไม่ดีเท่าไร หลังจากเรื่องนี้กูก็เว้นแนวนี้มานานจัด เพราะรู้สึกเขียนไม่ค่อยถึง ไว้มีโอกาสจะลองเขียนใหม่

567 Nameless Fanboi Posted ID:/ZBXBN0e7i

ทรัมป์ลองวิชาขอมดำดิน
ทรัมป์ออกอาการสติแตกเมื่อได้รับรายงานลับในห้องรูปไข่ของทำเนียบขาวว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อโคโรน่าไวรัสชาวอเมริกันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นพันคนแล้วทั่วทั้งประเทศ แทนที่จะถามสต๊าฟว่ามาตรการควบคุม และป้องกันโรคระบาดของหน่วยงานสาธารณสุขมีประสิทธิภาพเพียงใด เขากลับเหลือบดูดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐตลอดเวลาด้วยความกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง

ทรัมป์หันไปถามรมว. คลังว่า "สตีฟ ทำไมหุ้นร่วงไปแล้วหลายพันจุด หรือ20% แต่ไม่มีใครทำอะไรเลยหรือไง ผมนั่งอยู่ในทำเนียบขาวอย่างนี้เดือดร้่อนนะ แล้วไอ้เจ ผู้ว่าเฟดทำอะไรอยู่ บอกให้ลดดอกก็ไม่ยอมลด แล้วอย่างนี้จะแก้โรคระบาดได้อย่างไร"

"นายครับ ลดดอกเบี้ยแล้วจะทำให้มีคนอเมริกันติดเชื้อโคโรน่าน้อยลง มันไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน" สตีฟพูดอย่างประหม่า เพราะกลัวถูกปรับออกจากครม.

"ไม่เกี่ยวก็ทำให้มันเกี่ยวได้ บอกไอ้เจให้ลดดอกเบี้ยให้มากเท่ายุโรป กับญี่ปุ่น แล้วความมั่นใจในโคโรน่าไวรัสจะกลับคืนมา ไม่งั้นผมจะเซ็นคำสั่งปลดไอ้เจ แล้วจะให้อีแวนก้า ลูกสาวมาบริหารการเงินแทน" ทรัมป์กระแทกเสียงด้วยความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง

"นายครับ ดอกเบี้ยยุโรปและญี่ปุ่นดำดินติดลบไปแล้วนะครับ จะให้เราดำดินกดดอกเบี้ยติดตาม ไม่รู้ว่าต่อไปดอลล่าร์จะไปโผล่ที่ไหน ถ้าโผล่ที่ไทยแลนด์พอทำเนา แต่ถ้าไปโผล่ที่เกาหลีเหนือ ผมคิดว่าบริษัทประกันภัยไม่จ่าย เพราะว่าอยู่นอกพื้นที่"

"แต่อังกฤษเพิ่งลดดอกไปแล้วสองสลึงเหลือ0.25%ได้ ทำไมของเรายังอยู่ที่ 1 บาท?"

"ครับนาย เดี๋ยวผมจะพูดกับเจให้เขารีบลดดอกตามนายสั่ง" สตีฟรีบพูดเอาใจนาย

ทรัมป์หันไปหาโรเบิร์ต เร็ดฟิลด์ ผู้อำนวยงานสำนักควบคุมและป้องกันโรคระบาด แล้วถามว่า "คุณบ๊อบ ลดดอกเบี้ยแล้วจะช่วยสร้างความมั่นใจให้โรคระบาดได้หรือไม่ อย่างน้อยหุ้นอาจจะขึ้น เพราะถ้าหุ้นตก ผมกับเมลาเนียอาจจะต้องขนของย้ายออกจากทำเนียบขาวสิ้นปีนี้"

"ครับนาย ถ้าหากว่าป้องกันการแพร่ระบาดไม่ได้ อเมริกาอาจจะต้องปิดประเทศในอีก2สัปดาห์" บ๊อบพูดอย่างไม่เต็มใจนัก

"ห๊ะ ปิดประเทศเหมือนจีน อิตาลี แล้วแขกที่บุ๊คมาอยู่ที่รีสอร์ทมาร์ อะลาโมของผมที่ฟลอริด้าจะทำอย่างไร? ต้องยกเลิกด้วยหรือไง ทำอย่างนี้ธุรกิจเสียหายหมดนะ"

"เฮียสี สั่งปิดเมืองอู่ฮั่น กักคนจีน50กว่าล้านคนที่มณฑลหูเป่ยจึงเอาโคโรน่าอยู่ อิตาลีปิดประเทศกักประชาชน60ล้านคนแล้ว ยังไม่รู้เอาอยู่หรือเปล่า"

"แล้วเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ที่จะตรวจคนไข้โคโรน่ามีความพร้อมแค่ไหน" ทรัมป์ถาม

"ท่านอยากฟังข่าวดี หรือข่าวร้ายก่อนครับ"

"เอาข่าวดีก่อนก็แล้วกัน"

"ข่าวดีคืองบประมาณดูแล และป้องกันโคโรน่า$8,500ล้าน มีการเบิกจ่ายแล้วครับ หน่วยงานCDCของผมได้รับเงินแล้วครับ ขอบคุณนายมากที่กรุณาสู้เรื่องนี้"

"ดีแล้ว แล้วข่าวร้ายเป็นไง"

"ข่าวร้ายคือ แม้จะมีเงิน มีงบประมาณพร้อม แต่ซื้อของไม่ได้ครับ"

"ว่าไงนะ"

"เฮียสีสั่งงดการส่งออกเวลานี้ อุปกรณ์การแพทย์ เวชภัณฑ์หยูกยาอะไรต่างๆที่เราให้ 80%ส่งมาจากจีนครับ เมื่อจีนไม่ส่งของ เราก็ไม่มีของ" บ๊อบจำใจพูด

"ดอลล่าร์คือเงิน เงินคือพระเจ้า ใครๆก็ต้องการเงินทั้งนั้น แต่ทำไมดอลล่าร์ซื้อของไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไร" ทรัมป์บ่นพึมพัม

"ก็คงต้องรอเฮียสีเมตตาว่าเมื่อไหร่จะปล่อยล็อตสินค้าเวชภัณฑ์ที่เราออร์เดอร์ ตอนนี้ค้างที่ท่าเรือเซี่ยงไฮ้หลายร้อยตู้คอนเทนเนอร์ ถ้าล่าช้าเราจะไม่มีอุปกรณ์ตรวจสอบ (test kits)คนไข้โคโรน่า หมออเมริกันตามโรงพยาบาลอาจจะต้องวินิจฉัยโรคแบบดำดิน คือมั่วเอาไปพลางๆก่อนครับ ถ้ายาจากจีนไม่มา สงสัยโรงพยาบาลทั่วประเทศอเมริกาต้องปิดกิจการในอีก2เดือนข้างหน้าครับ เพราะสต็อคหมด เวชภัณฑ์เกือบทุกอย่าง Made in Chinaทั้งนั้นครับ"

ทรัมป์รู้สึกกระดากใจขึ้นมาทันที ถ้าต้องโทรศัพท์ฮ็อตไลน์ไปหาเฮียสีเพื่อขอให้เฮียสีปล่อยตู้คอนเทนเนอร์ลงเรือมันจะเสียฟอร์มประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่อเมริกาเคยมีมาตั้งแต่ก่อตั้งสาธารณรัฐ เมื่อยังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร ทรัมป์จึงสั่งปิดประชุม ไล่ทุกคนให้ออกจากทำเนียบขาว

ทรัมป์นั่งเหม่อลอยคนเดียวที่โต๊ะทำงาน เขาจำคำพูดของตัวเองได้ที่ด่าเฮียสีเอาไว้มาก ทั้งต่อหน้าและลับหลัง หาว่าเฮียสีขโมยเทคโนโลยีอเมริกัน หาว่าเฮียสีแฮ็คระคอมพิวเตอร์ของทำเนียบขาว หาว่าเฮียสีค้าขายเอาเปรียบคนอเมริกัน ด่าพ่อล่อแม่เฮียสีไปมาก แล้วตอนนี้จะทำอย่างไรดี สตีฟแอบกระซิบหูวันก่อนว่า เฮียสีจัดชั้นดอลล่าร์เป็นเงินสกุลกงเต๊ก เทียบชั้นต่ำกว่าเงินกงเต็กเซียนฮ่องเต้ หลายเกรด เวลาคนจีนจะเผาเงินกงเต๊ก ดอลล่าร์กงเต๊กอาจจะขายไม่ออกด้วยซ้ำ

เหม่อไปละเมอมา ทรัมป์รู้สึกกลัวขึ้นมาทันที เพราะว่าเขาไปร่วมงานประชุมวันก่อน และได้จับมือสัมผัสกับสส.หลายคน มีคนหนึ่งติดเชื้อโคโรน่า เขาไม่มั่นใจว่าตัวเขาเองจะติดเชื้อหรือไม่

568 Nameless Fanboi Posted ID:oFW8HfNBeE

"ตายแล้วจะทำอย่างไรดี โลกนี้ยังน่าอยู่ กูยังไม่อยากตาย" ทรัมป์เผลออุทานออกมา

โชคดีไม่มีใครได้ยิน

ทรัมป์เอะใจคำว่า"ดำดิน" ที่สตีฟ และบ๊อบพูดขึ้นโดยไม่นัดแนะ บริหารการเงินแบบดำดิน กดดอกเบี้ยติดลบ หมอรักษาผู้ป่วยโคโรน่าแบบดำดินเพราะไม่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์Made in China

ทรัมป์รีบค้นกูเกิ้ลกับแล็ปท็อบของตัวเอง พิมพ์คำว่า ดำดิน พบเรื่องราวตำนาน"ขอมดำดิน"ที่ไทยแลนด์ เขาเข้าไปอ่านข้อความตอนหนึ่งของขอมดำดินเขียนว่า:

"นายร่วงพเนจรหลบหนีพวกทหารขอมอยู่เป็นเวลาหลายปี จนเมื่ออายุครบบวชจึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดในเมืองสุโขทัย ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า พระร่วง นับแต่นั้นมา วันหนึ่งนายทหารขอมซึ่งทราบข่าวได้ติดตามมา ครั้นถึงวัดที่พระร่วงจำพรรษาอยู่ได้ใช้ฤทธิ์ดำดินลอดกำแพงวัดเข้าไป เห็นพระร่วงกำลังกวาดลานวัดอยู่แต่ไม่รู้จักจึงถามว่า “พระร่วงที่มาจากเมืองละโว้อยู่ที่ไหน” พระร่วงจึงสอบถามจนรู้ว่าเป็นนายทหารขอมที่ตามมาจับตนจึงบอกว่า “เจ้าจงอยู่ที่นี่แหละอย่าไปไหนเลย จะไปตามพระร่วงให้” ด้วยฤทธิ์วาจาสิทธิ์ของพระร่วง ร่างของขอมดำดินผู้นั้นก็แข็งกลายเป็นหินติดคาแผ่นดินอยู่ตรงนั้น"

บิงโก เท่านั้นเอง สมองของทรัมป์ก็เปล่งประกายสว่างไสว แทนที่จะโทรศัพท์ฮ็อตไลน์ไปหาเฮียสีโดยตรง เพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องโคโรน่า หรือเดินทางไปหาเฮียสีด้วยแอร์ฟอร์สวันเพื่อขอให้จีนปล่อยล็อตตู้คอนเทนเนอร์สินค้าเวชภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นเรื่องเอิกเกริก เพราะเขาเองเป็นคนเซ็นคำสั่งห้ามคนจีนเดินทางมายังอเมริกากับมือเพื่อMake America Great Again หลังจากมือมืดแอบปล่อยไวรัสถล่มเมืองอู่ฮั่น ทางที่ดี ทรัมป์คิดว่า ตัวเขาน่าจะแอบไปหาเฮียสีเป็นการไพรเวทจะดีกว่า

จุดประสงค์คือ ไปขอโทษที่พูดจาไม่ดีกับเฮียสี ให้ลืมๆไปเสียอะไรที่เคยบาดหมางกัน ขอเริ่มต้นมิตรภาพกันใหม่ แต่ที่สำคัญทรัมป์ต้องการขอความช่วยเหลือ2ประการจากเฮียสี คือให้ช่วยส่งยารักษาโคโรน่า และให้ช่วยเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของเงินสกุลดอลล่าร์เทียบเท่าเงินกงเต๊กเงียกเซียนฮ่องเต้ จะได้ไม่อายบรรพบุรุษจอร์จ วอชิงตันที่อุตส่าห์ก่อตั้งสาธารณรัฐอเมริกาให้ลูกหลานคนอเมริกันได้อยู่ดีกินดี

การจะไปหาเฮียสีด้วยวิธีการไพรเวท วิธีเดียวที่จะไปได้ คือต้องใช้วิชาดำดิน เหมือนขอมดำดินจากทำเนียบขาวไปโผล่ที่ประเทศจีน มันจะได้ไม่กระโตกกระตาก ไม่ให้ใครรู้ เพราะว่ามันเป็นความลับสุดยอด ถ้าข่าวรั่ว จะอายผู้คนไปทั่วทั้งสามโลก

เนื่องจากอเมริกาไม่มีวิชาเวทย์มนต์ของขอมดำดิน แต่มีกระจกวิเศษของAlice in the Wonderland ที่ทางซีไอเอแอบเอามาติดตั้งที่ห้องใต้ดินของทำเนียบขาว ทรัมป์จึงจะดำดินไปหาเฮียสีด้วยการเข้าไปในกระจกวิเศษของอะลิซ

คืนนั้น ทรัมป์จูบปากเมลาเนียอย่างดูดดื่ม พร้อมกับบอกว่า "ที่รัก คืนนี้ ผมจะลงไปห้องสตัดดี้ที่ชั้นใต้ดินหน่อยนะ มีการบ้านหลายอย่างที่จะต้องทำ ถ้าขึ้นมานอนดึกหน่อยไม่ต้องลงไปตามนะ"

เมลาเนียตอบกลับว่า "ค่ะที่รัก อย่าทำงานหักโหมเกินไปนะจ๊ะ บ้านเมืองไม่ใช่ของเราคนเดียว แต่ถ้าเราได้ครอบครองทำเนียบขาวอีก4ปีก็น่าจะเป็นการดีนะค่ะ"

"เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง I shall come back"

ทรัมป์รีบลงห้องใต้ดินของทำเนียบขาว ไปที่มุมเอาผ้าคลุมกระจกวิเศษออก เสยผมทองทรงหล่อ พร้อมกับตะโกนถามว่า "กระจกวิเศษ ผู้ใดหล่อเลิศในธรณี" อ้อลืมไป เวลานี้ไม่ใช่เป็นเวลาห่วงเรื่องความหล่อ ทรัมป์รีบกระโดดเข้ากระจกวิเศษเพื่อดำดินไปประเทศจีน

เพี้ยง! อีกไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ทรัมป์ดำดินไปโผล่ที่ประเทศจีน แต่อยู่แห่งหนตำบลใดก็ไหนก็ไม่ทราบ ปรากฎว่า ทรัมป์ไปโผล่ที่สำนักวัดเส้าหลิน ในขณะนั้นท่านเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินกำลังใช้ไม้กวาดทำความสะอาดลานวัด เพื่อเป็นการทรงสมาธิไปในตัว

ทรัมป์ดำดินโผล่ขึ้นมากลางลานวัดเส้าหลินพอดี "เฮลโหลๆ ไอแอมอเมริกัน ไอว้อนท์ทูมีดเฮียสี จิ้นผิง แคนยูเทลมีฮาวทูโกทูซีฮีม" ทรัมป์สอบถาม ท้ังๆที่ตัวเองโผล่ขึ้นมาบนผิวดินแค่ครึ่งลำตัว

ท่านเจ้าอาวาสวัดเสาหลิน มองดูทรัมป์อย่างเฉยเมย พร้อมกับตอบว่า ให้รออยู่ตรงนี้ก่อน

"โอ เค แทงกิ้ว" ทรัมป์ตอบอย่างอุ่นใจขึ้นมาบ้าง แม้ว่าจะตัวสั่นปอดแหก พร้อมกับรีบตะโกนต่อไปว่า "ถ้าท่านมียาฟ้าทะลายโจรให้สักเม็ดจะขอบพระคุณอย่างยิ่ง เพราะรู้สึกตัวร้อน"

ทันใดนั้นเอง ทรัมป์ถูกสาปกลายเป็นตุ๊กตาหิน เหมือนขอมดำดินที่ถูกพระร่วงสาปให้เป็นหินที่สุโขทัย

ทรัมป์ที่เป็นตุ๊กตาหินยังคงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ตอนนี้สถิตย์อยู่ที่วัดโพธิ์ ถ้าใครไม่เชื่อให้ไปดูที่วัดโพธิ์ได้ ว่าหน้าตาเหมือนทรัมป์มาก ส่วนตุ๊กตาหินทรัมป์เดินทางมาจากวัดเส้าหลินมายังวัดโพธิ์ได้อย่างไร เป็นอีกเรื่องหนึ่งทางประวัติศาสตร์ที่ต้องมีการค้นคว้ากันต่อไป

569 Nameless Fanboi Posted ID:cxiyRg8nJn

“เธอเคยคิดไหมว่าองค์กรมีระบบนี้ไปทำไม”
“ระบบอะไรเหรอคะ”
“ก็ระบบครอบครัวจอมปลอมนี่ยังไงล่ะ”
เด็กสาวฟังคำนั้นแล้วก็หัวเราะ เธอเอนศีรษะลงบนหมอน หลับตาลงก่อนพูดว่า “หนูไม่เห็นว่ามันจะจอมปลอมตรงไหน ป๊ะป๋าก็เหมือนพ่อของหนูจริง ๆ ”
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยหัวเราะ เขาคลี่ผ้าห่มสีน้ำเงินที่กระจุกกองอยู่บนข้อเท้า ดึงมันขึ้นมาห่มคลุมถึงช่วงอกของหญิงสาว “ไม่เคยคิดสักหน่อยเหรอว่าทำไมมันต้องเป็นระบบพ่อแม่ลูก เธอกับฉันเราห่างกันแค่แปดปี บอกว่าเป็นพี่ชายน้องสาวกันไม่ดีกว่าเหรอ”
“ก็ไม่รู้สิคะ” หญิงสาวพึมพำตอบ “แต่ป๊ะป๋าน่ะเป็นป๊ะป๋าก็ดีอยู่แล้ว”
ชายหนุ่มถอนหายใจยาว แต่สีหน้าของเขากลับไม่ได้ดูเบื่อหน่ายแต่อย่างไร “เธอน่ะยี่สิบสามแล้วนะ” เขาพูดยิ้ม ๆ “พูดจาออเซาะเหมือนเด็กสิบขวบไปได้”
ฟังคำนี้แล้วหญิงสาวก็เผยอเปลือกตาขึ้น โพล่งขึ้นมาว่า “จริงด้วย งั้นปีนี้ป๊ะป๋าก็สามสิบเอ็ด...”

“สามสิบ” ชายหนุ่มเอ่ยแก้ทันที “อีกหลายเดือนกว่าจะถึงวันเกิดฉัน เธอลืมไปแล้วเหรอ”

“ขอโทษค่า” สีหน้าของหญิงสาวดูสดชื่น เธอแลบลิ้นอย่างเขิน ๆ ออกมาก่อนถามกลับไปว่า “แล้วป๊ะป๋ารู้เหรอว่าทำไมเราถึงต้องมีระบบครอบครัว”

“นั่นน่ะสิ พวกผู้บริหารรุ่นเก่า ๆ คงจะกลัวพวกเราเบื่อมั้ง” พูดได้ถึงตรงนี้ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะ เป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลยกถาดใส่อาหารกลางวันเข้ามาให้ในห้อง เมื่อเจ้าหน้าที่คนนั้นกลับออกไปที่ด้านนอกแล้ว ชายหนุ่มจึงค่อยเปิดปากขึ้นต่อว่า “กินข้าวได้แล้ว”

ชายหนุ่มไม่พูดเปล่า เขาเข็นเอาโต๊ะวางอาหารตัวนั้นเข้ามาเทียบข้าง พร้อมปรับระดับระดับโต๊ะเตียงให้อยู่ในท่าที่คนป่วยจะสามารถกินอาหารได้สะดวก เห็นดังนั้นหญิงสาวก็ยิ้มกว้าง หันมาทำตาแป๋วถามว่า “จะป้อนหนูด้วยไหมคะ”

ชายหนุ่มพ่นลมหายใจสั้น ๆ เป็นเชิงหัวเราะ “กี่ขวบแล้วแม่คุณ เมื่อก่อนยังไม่เห็นต้องให้ฉันป้อนเลยนี่นา”

หญิงสาวเลิกคิ้ว ถามกลับด้วยน้ำเสียงแง่งอนว่า “ไม่เคยเหรอ ป๊ะป๋าจำไม่ได้เหรอว่า...”

เธอหยุดพูดไปเมื่อเห็นรอยยิ้มน้อย ๆ ของอีกฝ่าย “จำได้น่า” ชายหนุ่มตอบ “กินข้าวเถอะ หรือคิดจะให้ฉันป้อนจริง ๆ ”

หญิงสาวเบะปากไม่ตอบคำ เธอเปิดฝาสำรับก่อนที่จะนิ่วหน้า บ่นว่า “ข้าวต้มอีกแล้ว”

ชายหนุ่มชี้ไปที่ป้าย ‘อาหารอ่อน’ ที่หัวเตียง “อย่าบ่นนักเลย กินเข้าไปให้เยอะ ๆ พักผ่อนมาก ๆ จะได้ออกจากที่นี่ไว ๆ ”

หญิงสาวหันมาส่งยิ้ม ใช้นิ้วชี้ไปที่สำรับอาหาร ก่อนที่จะชี้ไปที่ปากตัวเองพร้อมกระพริบตาปริบ ๆ เห็นดังนั้นชายหนุ่มก็ต้องส่ายหัว บ่นออกมาอย่างอ่อนใจว่าว่า “เธอนี่น้า”

แต่ถึงจะพูดอย่างนั้น ชายหนุ่มก็ยังหยิบช้อนตักกับอาหารในสำรับ ก่อนที่จะประคองไปจ่อไว้ถึงปากของหญิงสาว คนป่วยหัวเราะออกมาคำหนึ่ง ก่อนที่จะอ้าปากงับช้อนแต่โดยดี เมื่อกลืนอาหารลงท้องไปแล้ว เธอค่อยเปิดปากพูดว่า “ยังใจดีเหมือนเดิมเลยนะคะ แต่ไม่รู้ว่าแอบไปใจดีกับสาว ๆ คนอื่นอีกรึเปล่า”

ชายหนุ่มส่งอาหารอีกช้อนเข้าปากของหญิงสาวเกือบจะในทันทีที่เจ้าหล่อนพูดจบ “สัปดาห์หนึ่งฉันต้องเอาใจสาว ๆ สามสี่คน” เขาพูด “ปีนึงมีห้าสิบสองสัปดาห์ เราไม่ได้เจอกันมาห้าปี ก็เอาสามคูนห้าสิบสองคูณห้า... อืม มีเครื่องคิดเลขให้ยืมไหม”

หญิงสาวทำหน้าบึ้ง ถามกลับไปว่า “แล้วได้ป้อนสาว ๆ ทุกคนไหมคะ”

“ก็เป็นส่วนใหญ่นะ” ชายหนุ่มหัวเราะ “อ้อ แต่ถ้าหมายถึงป้อนอาหาร อันนี้ฉันจำไม่ได้จริง ๆ ว่ากี่คน”

หญิงสาวทำตาเขียว เอื้อมมือไปแย่งช้อนกลับมาพร้อมประกาศว่าจะตักอาหารกินเอง เห็นดังนั้นชายหนุ่มก็หัวเราะ ยกมือขึ้นลูบเรือนผมที่ออกจะกระเซิงไปบ้างของคนป่วยอย่างรักใคร่ “นี่ เดี๋ยวฉันต้องไปแล้วนะ”

หญิงสาวทำหน้าบึ้ง “ใครสนกันล่ะ”

ชายหนุ่มหัวเราะ “นั่นสินะ”

เงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่หญิงสาวจะวางช้อนในมือลง แล้วเอ่ยถามด้วยเสียงค่อยว่า “คราวนี้จะหายไปอีกห้าปีรึเปล่า”

ชายหนุ่มยิ้ม “อาจเร็วกว่านั้น หรืออาจนานกว่านั้น เธอก็รู้ว่าฉันตอบไม่ได้”

หญิงสาวหันหน้ากลับมามอง ดวงตาของเจ้าหล่อนดูเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัดขณะถามว่า “แต่ป๊ะป๋าจะกลับมาแน่ ๆ ใช่ไหม”

“เธอก็รู้ว่าฉันตอบคำถามนั้นไม่ได้” ชายหนุ่มไม่ยิ้มอีกต่อไปแล้ว “แต่ถ้าฉันยังไม่ตาย สักวันหนึ่งเราจะได้พบกันอีก”

เหมือนหญิงสาวใกล้จะร้องไห้เต็มแก่ เห็นดังนั้นชายหนุ่มก็อดโอบเอาใบหน้านั้นเข้ามาซบในอ้อมอกไม่ได้ “นี่ อย่าร้องไห้สิ ฉันรู้สึกใจคอไม่ดีนะ”

570 Nameless Fanboi Posted ID:cxiyRg8nJn

“หนูไม่ร้องไห้หรอกน่า” คนในอ้อมอกพึมพำ “แต่หนูห้ามตัวเองไม่ให้รู้สึกเศร้าไม่ได้นี่นา อย่างน้อย... อย่างน้อยก็กับเรื่องนี้”

เงียบไปอีกหลายอึดใจ ก่อนที่จะชายหนุ่มจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงกระซิบว่า “นี่ หรือจะร้องไห้ดีล่ะ ร้องให้พอไปเลยดีไหม ร้องเผื่อเรื่องเสียใจทุกอย่างในอนาคต จนกว่าฉันจะกลับมา”

หญิงสาวตอบกลับมาด้วยเสียงหัวเราะ “น้ำเน่าน่า” เธอพูดพร้อมผลักตัวเองออกจากอ้อมอก แต่ถึงจะพูดแบบนั้น สีหน้าของเจ้าหล่อนก็ดูขวยอายที่เสียกิริยาไปไม่น้อย “หนูไม่ร้องไห้หรอก ก็เคยสัญญากับป๊ะป๋าไว้แล้วว่าจะไม่ร้อง”

ชายหนุ่มอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรต่อ แต่ก็ถูกขัดขึ้นก่อนว่า “ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว ถ้าป๊ะป๋ายังพูดอีกหนูโกรธจริง ๆ ด้วย”

ชายหนุ่มส่ายศีรษะยิ้ม ๆ “ฉันเคยกลัวเธอโกรธตั้งแต่เมื่อไหร่”

หญิงสาวยิ้มบ้าง “นั่นสินะ หนูลืมไป ป๊ะป๋าไม่เคยกลัวอะไรอยู่แล้วนี่นา”

ชายหนุ่มหัวเราะ “นั่นน่ะมันเรื่องเมื่อนานมาแล้ว” เขาพูด “ตอนนี้ฉันมีเรื่องให้กลัวเต็มไปหมด”

“ตายจริง” หญิงสาวพูดกลั้วหัวเราะ “มีเรื่องอะไรที่ทำให้ป๊ะป๋าคนเก่งของหนูต้องกลัวด้วยเหรอคะ”

“ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับเธอนั่นล่ะ”

สีหน้าของหญิงสาวหมองลง แต่ก็ยังฝืนยิ้มพูดขึ้นว่า “หนูเอาตัวรอดได้สบาย ป๊ะป๋าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”

ชายหนุ่มยิ้ม ยกมือขึ้นหยิกแก้มของอีกฝ่ายเบา ๆ “ฉันต้องไปแล้ว ดูแลตัวเองด้วยนะ”

หญิงสาวเพียงยิ้มเป็นคำตอบ ชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็หักใจกลับหลังหัน คว้าเอากระเป๋าที่วางไว้บนโซฟาขึ้นมาถือไว้ ก่อนที่จะดึงประตูเปิด ก้าวเท้าออกจากห้องไปโดยไม่เหลียวหลังมอง

571 Nameless Fanboi Posted ID:LlKz8ol/ip

>>569-570 ณ ตอนนี้ยังไม่สื่อความ ไม่เห็นพล็อตว่าต้องการจะเล่าอะไร เหมือนอยากชงให้หักมุม แล้วมึงก็ปล่อยร่วงดังตุ้บ อ่านมาก็ยังไม่รู้เลยว่าองค์กรอะไร ทำอะไร ตัวละครมีความสำคัญยังไง ทำให้รู้สึกเสียดายเวลาอ่านขึ้นมาทันที รำคาญความหญิงสาวชายหนุ่มหญิงสาวชายหนุ่มด้วย ลูปวนอยู่แค่สองคำ หาคำอื่นมาแทนบ้างก็ได้

572 Nameless Fanboi Posted ID:+prJZmB2hB

https://www.facebook.com/113842703326648/posts/183115593066025/

573 Nameless Fanboi Posted ID:YBmz7YN.fT

>>572 ไอ้เหี้ยโคตรดี อยากอ่านต่อ

574 Nameless Fanboi Posted ID:aB0gmGja8t

>>>/karma/8683/

575 Nameless Fanboi Posted ID:aB0gmGja8t

>>235 ... หมาเนย

576 Nameless Fanboi Posted ID:8Td1beIPTv

คนอย่างนายน่ะเหรอจะมาข่มฉัน

เธอพูดด้วยเสียงกระหืดกระหอบหทยใจไม่เป็นจังหวะเพมื่อในขณะที่ผมเองยังไม่หยุดลิ้นอันซุกซนไล่จากหน้าอกขึ้นไปยังลำคอของเธอ
"ไม่อยากต่อต้านการถูกข่มเหงบ้างรึไง" ผมกระซิบข้างหูเธอแผ่วเบา พร้อมกับทิ้งน้ำหนักลงสู่สะโพก มือข้างหนึ่งบีบขยำและอีกข้างกำลังจิกทิ้งผมเธอ
"ได้แค่นี้เหรอผู้ชายทะเนด" เธอจิกหัวผมคืนพร้อมกับประกบปากเข้าที่ลำคอของผม เธอดูดมันอย่างรุนแรงจนน้ำตาผมแทบไหล เราแข่งกันหายใจหืดหอบไปพร้อมๆกับบดขยี้ร่างกายเข้าหากันและกัน

เธอใช้ลิ้นลามเลียไปตามลำคอของผม เพียงชั่ววินาทีเท่านั้น ผมเกิดเผลอปล่อยตัวไปตามแรงกระตุ้น เธอเหวี่ยงผมพลิกตัวลงก่อนจะลุกคร่อมผมอีกครั้ง เธอถอยลงไปยังปลายเตียงก่อนปลดเปลื้องเสื้อผ้าของผมจะหมดสิ้น
ผมพยายามจะลุกขึ้นอีกครั้งแต่เธอกลับขึ้นมาผลักอกผมลงไปนอนแผ่ราบเช่นเดิม ผมปล่อยตัวให้เธอทำอย่างที่ต้องการ
"ไม่รังเกียจฉันเหรอ นี่เฟมทวิตไง" เธอถามผมราวเย้ยหยัน
"ผมไม่เคยรังเกียจเฟมทวิต แต่ผมเกลียดท่าทีของคุณที่แสดงออกมาต่างหาก" สีหน้าเย้ยหยันของเธอเปลี่ยนไปในทันที
"ผมสนก็แค่ตัวคุณ ร่างกายคุณ ไม่ได้สนเลยสักนิดว่าคุณเป็นใคร"
"คุณค่าของนายก็ไม่ได้ต่างกันหรอก ฉันก็แค่เห็นว่าอยากจะลองกับนายดู แต่พอรู้ว่าเป็นผู้ชายทะเนด ฉันเองก็อดไม่ไหว อยากจะทำให้นายอับอายยิ่งกว่าอะไรดี"
"อะไรอ่ะ ขี้แตกในโรงเรียนเหรอ" ผมกล่าวตัดบทไปด้วยปากอันโสมม
"ฉันจะทำให้นายรู้สึกพ่ายแพ้" เธอบีบกรามของผมอีกครั้งก่อนจะถอดกางเกงในตัวจ้อยนั่นทิ้งไป
เกมของเราเริ่มโดยไม่มีอารัมภบท เธอเป็นฝ่ายเปิดเกมก่อนอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

"ไม่เล้าโลมก่อนเลยรึไง" ผมพูดพลางเกร็งท้องน้อย
"ฉันไม่ได้อยู่เบี้ยล่างที่นายจะมาออกคำสั่งหรือขอร้อง" เธอตอบพร้อมกับร่างกายที่ขยับขึ้นลงเป็นจังหวะ ผมคว้าข้อมือเธอไว้ บีบมันแน่นจนเธอร้องเพราะเจ็บปวดมากกว่าสุขสม
"ร้องอีกสิ" ผมกัดฟันแค่นเสียงพูด
"อย่า.. มา.. ออก.. อ่ะห์.. คำสั่ง.. โอ๊ยยย กับฉันนะ!"
ผมปล่อยข้อมือเธอจากพันธนาการก่อนจะเปลี่ยนไปขยำหน้าอกที่กำลังกระเพิ่มขึ้นลงนั่น
"อย่า"
"ทำไม"
"นายไม่มีสิทธิ์"
"แต่ตอนนี้คุณก็ยังอยู่บนตัวผมนะ หรือคุณจะ consent เฉพาะจุดล่ะ"
"ไอ้หมาติดสัด" เธอตอบกลับผมด้วยประโยคที่ผมคุ้นเคยในขณะที่ร่างกายของเธอไม่ได้หยุดเคลื่อนไหวเลย

ใช่ เป็นเวลากว่าครึ่งปีแล้วที่ผมฟาดฟันกับเธอในโลกอินเตอร์เน็ต "ไอ้หมาติดสัด" คือชื่อที่เธอเรียกผมมานานแสนนาน แต่แล้วยังไงกันล่ะ เธอกำลังเอาอยู่กับหมาติดสัดนี่

577 Nameless Fanboi Posted ID:8Td1beIPTv

เรากำลังเอากัน หรือเธอกำลังเอาผม หรือเธอกำลังถูกเอาโดยหมาติดสัดอย่างผมกันแน่

ผมไม่แน่ใจว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมเกิดอยากเอาชนะเธอ ทั้งๆที่ปกติผมก็เป็นแค่โทรลโง่ๆที่พอจะมีความรู้ไว้ประดับสมองสำหรับใช้เถียงชาวบ้านอยู่บ้างก็เท่านั้น
แต่กับเธอเป็นกรณีพิเศษ เธอลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ผมจนเหลือแต่เพียงหมาติดสัดที่หมกมุ่นแต่ในแรงขับเรื่องเพศเท่านั้น งั้นเหรอ
"แล้วคุณรู้สึกยังไงล่ะที่กำลังโดนหมาติดสัดเอาอยู่น่ะ" ผมถามเธอด้วยการแค่นลำคอให้ออกเสียงมา เพราะมือทั้งสองข้างของเธอกำแน่นอยู่ที่คอหอยของผม
"หึ" เพรงเสียงสั้นๆจากลำคอคอนเธอ แต่แน่นอนว่าเธอพลาด ด้วยประโยคคำถามง่ายๆ นั่น เธอถึงกับชะงักและปลดการระวังตัว
ผมเหวี่ยงเธอลงเตียงอีกด้านและเข้าหาเธอต่อจากด้านหลัง
"หมาติดสัดเหรอ เอาท่าหมาดีมั้ย" ผมฟาดไปที่ก้นขาวเนียนนั่น เธอส่งเสียงในลำคอเพราะกำลังกัดกรามของตัวเองอยู่
"อยากร้องก็ร้องสิ" ผมเย้ย
"ไม่!!!" เธอแผดเสียงกลับมาแล้วแอ่นหลังจนหัวไหล่ติดที่นอน
"นายจะทำให้ฉันร้องเหรอ ฝันสูงไปป่ะ"
"งั้นต่อไปก็ร้องให้เต็มที่เลย ยังไงผมก็ไม่ได้ยิน" ผมกดหัวเธอลงกับหมอน มีเสียงดังอู้อี้ออกมา เธอเริ่มเอามือทุบตีที่นอน ผมจึงจิกผมเธอกระชากขึ้นมาจากหมอนนั่น
"ไม่ร้องเลยนะคนเก่ง" ผมกระซิบข้างหูเธอในขณะที่เธอมองผมตาขวาง
"แน่จริงก็ตีฉันอีกสิ" เธอท้าทาย ผมฟาดลงไปที่ก้นขาวเนียนนั่น ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเริ่มช้ำเลือด
"นั่นแหละ นั่นแหละ เอาสิ ฟาดฉันสิไอ้หมา" เธอตะคอกราวโกรธแค้นพลางส่งเสียงอืออาออกมาจากลำคอที่ตอนนี้เส้นเลือดเริ่มปูดโปน
ผมหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะคำพูดเธอ ผมเหนื่อย
ผมพลิกตัวเธอให้หงายขึ้น เธอจ้องหน้าผมด้วยสายตาทั้งโกรธและเกลียด ก่อนที่จะโอบเธอขึ้นมานั่งประจันหน้ากับผม
"ตอนนี้ผมเป็นเครื่องจักรอะไร?" ผมถาม
"เครื่องจักรสำเร็จความใคร่" เธอทำหน้าเย้ยหยันก่อนที่เราจะจูบกันอย่างรุนแรงด้วยความปรารถนาจะเอาชนะ

ช่วยพูดอะไรร่านๆให้ฟังหน่อยสิคุณเฟมทวิต

578 Nameless Fanboi Posted ID:UaeI/DtSxy

>>576-577

พวกมึงลืมตอนที่ 1 ไป กูเอามาลงให้

ยังไงก็แล้วแต่คุณก็ปัดขวาผมไม่ใช่เหรอ
.
ผมถามเธอขณะที่เธอเองก็เอาแต่นั่งหน้าบูดอยู่หัวเตียง สีหน้าของเธอดูผิดหวังและหัวเสีย แต่ผมก็เข้าใจดีว่าเธอไม่ได้รู้สึกอะไรที่เลวร้ายไปกว่าการทรยศตัวเอง
.
"ฉันแค่อยากได้นาย ไม่ได้อยากจะสนด้วยซ้ำว่านายเป็นพวกทะเนดรึเปล่า"
"งั้นเหรอ แล้วคุณจะสนใจไปทำไม ถ้าเราจะแค่เอากันแล้วแยกย้ายกันไป"
"พวกท็อกซิกอย่างนายจะไปเข้าใจอะไรอ่ะ เวลาที่คนเราทรยศตัวเอง"
"เข้าใจสิ เพราะผมเองก็เป็นอยู่ คุณไม่คิดบ้างเหรอ ยานนาเวี่ยนอยากได้เฟม"
.
เธอเงียบไปอีกครั้ง ความเงียบที่น่าอึดอัดทำให้เราทั้งคู่ต่างก็หมดอารมณ์ไปตาม ๆ กัน
"ถ้าคุณไม่เต็มใจ ไม่เป็นไรนะ ผมกลับก่อนละกัน" ผมสวมเสื้อผ้ากลับคืนเข้าสู่ร่างกาย ในใจผิดหวังเล็กน้อย ผมชอบเธอนะ แต่เธอน่ะสิ
"เออ ไหนๆ ก็มาถึงแล้ว นายชื่ออะไรล่ะ เผื่อเราติดต่อกันอีก"
"ไม่ต้องสนห่าอะไรผมหรอก ผู้ชายทะเนดอ่ะนะ แหงล่ะ"
"บอกชื่อนายมา" เธอเริ่มขึ้นเสียง ผมได้แต่ส่ายหัวอย่างละเหี่ย
"ผมไม่มีชื่อให้กับคุณหรอก ยังไงคุณก็เรียกผมว่าผู้ชายทะเนด"
พูดจบยังไม่ทันจะได้หันหน้ากลับไป เธออ้อมมาทางหน้าผมแล้วผลักผมกลับลงเตียง
.
"คิดว่าจะเอาชนะฉันได้ด้วยการเดินหนีฉันไปงั้นเหรอ" พูดจบเธอขึ้นคร่อมหน้าอกผม ไม่แปลกใจเท่าไหร่ ยังซะมันก็แค่เกม เอาชนะอีกฝ่ายก็พอ
"ผมไม่สนหรอกนะว่าจะเอาชนะอะไรคุณ ถ้าไม่เอา ก็ลุกออกไป"
"เงียบ" เธอตบห้นาผมฉาดใหญ่ ผมเริ่มจะมีน้ำโหขึ้นมาจริงๆซะแล้ว และเธอก็เริ่มบดขยี้ฝีปากของเธอมาที่ผม
"รู้สึกยังไงเวลาโดนข่มเหง" เธอจิกหัวผม ถามเสียงสั่นเครือขณะที่แก้มของเราทั้งคู่แนบกัน
"ไม่เท่าไหร่ว่ะ" ผมมองเธอด้วยหางตา ทำหน้าเหมือนได้รับชัยชนะ เธอก้มลงมาปะทะฝีปากกับผมอีกครั้ง ลมหายใจของเธอเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
.
ผมเอื้อมมือไปปลดตะขอเสื้อในเธอตามปกตินิสัย ช่างง่ายดายเมื่อคุณใช้มือเพียงข้างเดียว ในขณะที่มืออีกข้างของผมบีบกรามของเธอไว้
"นายไม่ได้ขอ consent จากฉันนะ" เธอบีบกรามผมคืน
"ชายเป็นใหญ่ไม่ต้องขอนี่ คุณก็รู้" พูดจบเธอยกตัวขึ้นสูงขึ้นก่อนถอดบราเจ้าปัญหานั่นออก เผยให้เห็นทรวดทรงที่เธอหลบซ่อนเอาไว้
"ฉันไม่ต้องคอยให้ผู้ชายอย่างนายมาขอหรือมาสั่งหรอกนะ ร่างกายของฉัน สิทธิ์ของฉัน"
"อ้อ นึกว่าเกลียดผู้ชายทะเนดจนเอาไม่ลงซะอีก" ผมพลิกตัวเธอลงกับเตียง กดร่างเธอไว้จนอกแนบกันพร้อมกับยกท่อนขาของเธอขึ้นสูง
"ไหนบอกหน่อย โดยข่มเหงรู้สึกยังไง" ไม่มีคำตอบ ผมทำหน้ามีชัยชนะอีกครั้งพร้อมกับกดริมฝีปากลงไปที่ยอดปทุมถันสีน้ำตาลอ่อนอย่างสาวเอเชียทั่วไป เธอจิกหัวผมรุนแรงพร้อมกับหนีบท่อนขาเข้าลำตัวผมแนบแน่น
"ค... คนอย่างนายน่ะเหรอจะมาข่มฉัน"

579 Nameless Fanboi Posted ID:fr0UaFn+Z3

อันนี้ต่างหากที่เป็นตอนแรก

เฟมทวิตเปลี่ยวกายกับผู้ชายกรุ๊ปธเนศ
Chapter 1: Foreplay
.
ขณะนี้เวลาสี่ทุ่มตรง หนุ่มสาววัยยี่สิบต้นๆ สองคนกำลังนัวกันอยู่บนห้องคอนโด พวกเขาไม่เคยเจอกันมาก่อน พวกเขาไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว และจนถึงตอนนี้พวกเขาก็ยังไม่รู้จักนิสัยใจคอของอีกฝ่ายด้วยซ้ำ ทั้งคู่รู้ดีว่าการนัดดีลในช่วงปอดบวมเจ๊กระบาดนั้นเป็นการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบ แต่กระนั้นสัจธรรมที่ว่า "ความเงี่ยนไม่เคยปราณีใคร" ก็จริงแท้เป็นนิรันดร์ โดยเฉพาะในช่วงเว้นระยะห่างทางสังคมเช่นนี้ ความเงี่ยนยิ่งเพิ่มความโหดเหี้ยมเป็นเท่าทวี
.
“ไม่เอา ไม่จูบปากดิ” เธอขัด ทำให้กิจกรรมเมื่อสักครู่ชะงักลง “เราไม่จูบวันไนท์แสตนด์” ชายหนุ่มหัวเราะรับแล้วประทับริมฝีปากกลับไปที่ลำคอของเธอ เขาแอบซ่อนความผิดหวังไว้ใต้ลมหายใจหอบถี่ ปลายลิ้นพลางวาดเส้นโค้งลงมาที่เนินอกช้าๆ เสียงอืออาในลำคอของหญิงสาวทำให้ความเงี่ยนกางเล็บตะครุบเธอลงไปนอนบนเตียง
.
“ขาวจัง” เขากระซิบเบาๆ ข้างใบหูหล่อนขณะมือค่อยๆ ถอดเสื้อเชิร์ตโอเวอร์ไซส์ออก “เธอเป็นลูกเจ๊กใช่มั้ย”
.
“อืมมมมมม” เธอยังคงหลับตาพริ้มไม่สนใจคำถาม ไม่เป็นไร เขาก็ไม่ได้สนใจคำตอบเช่นกัน ริมฝีปากและลิ้นของชายหนุ่มยังคงหมกมุ่นอยู่กับใบหูของเธอประหนึ่งส-ลิ่มที่หมกมุ่นกับทักษิณ มือของเขาสอดลอดใต้แผ่นหลังไปปลดตะขอบราของเธออย่างช่ำชองเหมือนกองทัพที่ชำนาญการทำรัฐประหาร
.
“จัดมาดิ๊” ชายหนุ่มกระซิบเบาๆ “เอาแบบเบิ้มๆ บ่ะน่ะ” ตาของเธอยังคงหลับพริ้มแต่คิ้วเริ่มขมวดเบาๆ “คือลือน่ะ” เขาพูดต่อพลางใช้มือดึงบราแล้วโยนมันออกไป ตอนนี้มือของเขาค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาจากสะโพก สัมผัสเอว สัมผัสชายโครง ร่างกายของหญิงสาวสั่นรับเบาๆ ขณะที่ชายแปลกหน้าลูบไล้ตามลำตัว ตอนนี้แขนทั้งสองข้างของเธอถูกจับรวบไว้เหนือศีรษะเผยให้เห็นวงแขนขาวใสเรียบเนียน
.
“ห อ ม” ชายหนุ่มพูดด้วยเสียงโทนต่ำ
“เรารู้สึกแปลกๆ อ่ะ” ในที่สุดฝ่ายหญิงก็พูดขึ้นหลังจากอืออามาสักพัก
“ทำไมเหรอ ชุดคำที่เราใช้มันคุณภาพเกินไปเหรอ” ชายหนุ่มที่ร่างกายร้อนผ่าวค่อยๆ ผละตัวออกมาจากเธอ
.
“หือ ไม่นะ หมายถึง แกสังเกตมั้ยว่าย่อหน้าบนนี่เขียนผ่าน Male gaze ทั้งนั้นเลย”
“ยังไงนะครับ” ชายหนุ่มที่ถูกขัดอารมณ์เริ่มงงปนหัวเสีย
.
“เธอสังเกตมั้ยว่าหนังโป๊หรือนิยายอิโรติกที่ผู้ชายเขียนอ่ะ มักจะถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองของผู้ชาย โดยมีตัวละครชายเป็นผู้ลงมือกระทำ และเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ชายอ่าน โดยฝ่ายหญิงเพียงยู่ในบทบาทที่ passive ไม่สามารถจะกำหนดรูปแบบเซ็กส์ที่อยู่ในเนื้อเรื่องได้ ผลคือมันเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ objectify ผู้หญิง ทำให้ดูเหมือนว่าผู้หญิงพร้อมจะยอมทำทุกอย่างโดยไม่ขัดขืน”
.
“แต่เธอบอกเราว่าห้ามจูบ เราก็ไม่จูบละไง” ชายหนุ่มระบายความผิดหวังที่มีอยู่ในใจ “เธอก็ได้กำหนดแล้วมั้ยล่ะ”
“เห้ยไม่เกี่ยวดิ อันนั้นมันเรื่อง Consent ไง ถ้ามีใครไม่ต้องการอะไรก็ต้องไม่ทำอยู่แล้วมั้ย มันเป็นเรื่องพื้นฐาน”
“โอเค ไม่จูบก็ไม่จูบ งั้นแบบนี้ได้ใช่มั้ย” เขาเอนตัวกดริมฝีปากสัมผัสแก้มของหญิงสาว ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนจูบไปสัมผัสหางคิ้ว สัมผัสหน้าผาก สัมผัสคาง สัมผัสข้างมุมปาก เว้นไว้เฉพาะริมฝีปากสีชมพูของหญิงสาวเท่านั้น เธอปล่อยลมหายใจยาวแสดงความพอใจ ก่อนจะฝืนตัวเองพูดว่า “ทำไมยังไม่เลิกใช้ Male gaze อีก”
.
“เธอ..เป็น..เฟมทวิต...เหรอ ” ชายหนุ่มถาม เสียงของเขาขาดตอนเนื่องจากปากยังคงดูดบริเวณลำคอของเธออยู่ “อือออ” หญิงสาวพยักหน้าขณะนิ้วของชายคู่ขาเริ่มถูเนินเนื้อผ่านผ้าบางๆ “เราเป็นเฟมินิสต์ เราเล่นทวิต” ทั้งคู่เริ่มบทสนทนาขับเคลื่อนสังคมโดยไม่หยุดกิจกรรมสานสัมพันธ์
.
“เธอคิดว่าผู้หญิงยังเสียเปรียบผู้ชายอยู่” เขาถาม นิ้วยังคงถูร่องหลืบที่เปียกชื้น
“อ้าว ใช่สิ ทั้งความคาดหวังต่อบทบาททางสังคม อืมมม หน้าที่ที่ถูกกำหนด ทั้งประเด็น Glass ceiling อาาา ทั้ง victim blaming..” ดูเหมือนหญิงสาวจะทนไม่ไหวกับการกดขี่อีกต่อไป เธอผลักฝ่ายชายล้มลงไปข้างๆ แล้วขึ้นคร่อมบนลำตัว จากนั้นใช้มือเรียวเล็กปลดกระดุมเสื้อของชายหนุ่มเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ บรรจงกัดเบาๆ ที่หน้าอกของเขา มือขวาค่อยๆ เลื่อนลอดลงไปเคล้นคลึงท่อนเนื้อใต้บ๊อกเซอร์ เสียงครางทุ้มต่ำของผู้ชายสลับเสียงหายใจหอบระรัวทำให้อารมณ์ของเธอพุ่งพล่านเหมือนนายกตอนถูกสัมภาษณ์
.
“นายเป็นผู้ชายกลุ่มธเนศใช่ไหม” สาวเฟมทวิตถามขึ้นมาอย่างกระทันหัน สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนไป เขาค่อยๆ พยุงตัวขึ้นพิงหลังที่หัวเตียง ทั้งคู่นั่งจ้องตากันท่ามกลางเสียงลมหายใจที่ค่อยๆ ทุเลาความรุนแรง

580 Nameless Fanboi Posted ID:BfxcS+AVMU

ผมเป็นพวกติ๋มไม่ค่อยมีเพื่อนชาย (เเต่มีบ้าง)
เข้าเรื่องเลยนะ
เพื่อนผมนัดกันใส่ใข่สั่นกันมาโรงเรียน (หญิงกับเกย์)
เเละให้ผมเป็นคนบังคับ
ผมเลยได้แต่นั่งเล่นแบบง่กๆ เงิ่นๆ สั่นๆ
"อู๊ง..." เสียงกระเส่าลั่นหลุดจากปากเกย์ชายสายรับที่นั่งบิดอยู่ห่างจากผมไปไม่ถึงฟุต
"อู๊งชื่อพ่อกู" ผมเขวี้ยงรีโมตใส่หน้ามันเพื่อให้มันหลับตาปี๋ จากนั้นจึงบรรจงสาวหมัดใส่หน้าตุ๊ดๆของมันอย่างไม่บันยะบันยัง
"อู๊ง.. เจ็บ... อู๊งเสียว..." เสียงกระเส่าของมันชวนให้ผมนึกถึงเสียงที่เล็ดรอดจากห้องนอนใหญ่ที่บ้านตัวเอง
"กูเพิ่งซัดหน้ามึงไปเมื่อตะกี๊ มึงยังจะเสียวอีกเหรอ"
แล้วผมก็เพิ่งนึกได้ว่าไข่สั่นยังเสียบคาอยู่ในตัวมัน
ผมจึงเอามีดจากกรรไกรตัดเล็บเสียบเพิ่มให้
จากนั้นผมหันไปหาเพื่อนหญิงคนหนึ่งที่ยังนั่งหนีบขาตัวสั่นงก มือจิกกระโปรงด้วยความสะท้านกับสิ่งแปลกปลอมในตัว
ผมยืนประจันหน้าเธอ พร้อมเอื้อมมือซ้ายไปโอบที่ท้ายทอยเเละตีศอกขวาใส่โหนกเเก้มของหล่อน
"อยู่นิ่งๆอีดอก"
"อู๊ง.... .." เสียงแหบระโหยจากเกย์ที่เหงื่อแตกพลั่กเกลือกกลิ้งกับพื้นยังแว่วมาหลอกหลอน
"มึงเลิกล้อชื่อพ่อกูสักที"
ผมจึงเตะใข่ของมันไป1ที เยี่ยว+เลือด+น้ำว่าวไหลออกมาปนกัน
คนที่เห็นเหตุการณ์อยู่นั้นจึงตกใจ วิ่งเเจ้นไปฟ้องคุณครูปารีญาคนดุเเห่งโรงเรียนหนองอีฮ้อย

581 Nameless Fanboi Posted ID:BfxcS+AVMU

"อู๊ง มาแล้วเหรอ นั่งก่อนสิ" คุณครูปารีญาใช้น้ำเสียงเฉียบขาดกับพ่อผมที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องพักครู
ไม่ต้องสงสัยว่าผมถูกเชิญผู้ปกครองมาพบ แต่ผมก็เพิ่งรู้ว่าคุณครูกับพ่อเคยเป็นเพื่อนร่วมรุ่นสมัยอยู่โรงเรียนหนองอีฮ้อย นั่นจึงเป็นสาเหตุที่คุณครูเรียกชื่อเล่นพ่อผมอย่างไม่มีพิธีรีตองนัก
ที่น่าแปลกใจคือพ่อผมที่ตามปกติจะโครตดุอย่างกับเสือ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าคุณครูปารีญากลับหงออย่างกับลูกแมว
"............"
ผมอยากถามสาเหตุใจจะขาด แต่อ้าปากไม่ได้เพราะโดนสั่งให้คาบไข่สั่นเจ้าปัญหาเป็นเวลาสองชั่วโมงเต็ม

"ลูกฉันไปก่อเรื่องอะไรอีกเหรอครู'ญา"
พ่อผมถามด้วยเสียงสั่น พลางกระเเอม

ใช่ เสียงสั่นด้วยความกลัวหัวหดของพ่อทำให้ผมได้แต่แอบขำอยู่ในใจ ไม่ไหวแล้ว
แต่เพราะไข่สั่นยังคับปากจึงหัวเราะออกมาไม่ได้ นอกจากหลุดเสียงออกมาเบา ๆ ว่า
"อู๊ง............"

"เมื่อกี๊มึงเรียกพ่อเหรอไอ้ตัวเเสบ"
ผมเงียบ ตอบไม่ได้เพราคาบไข่สั่นอยู่
พอเห็นผมถามไม่ตอบ พ่อหงุดหงิดมาก คว้ารีโมทไข่สั่นบนโต๊ะคุณครูปารีญาขึ้นมา หมายจะสั่งสอนผมที่ดื้อกำแหง
ผมถึงกับตาเหลือกเมื่อเห็นพ่อกดปุ่มสั่นเต็มแม็ก​ซ์
"อู๊ง........"
เสียงครางกระเส่าลั่นห้อง...... ดังขึ้นจากคุณครูปารีญา

"?"
พ่อผมทำตาเลิ่ก สับสนสถานการณ์ จากนั้นก็ชี้รีโมตบังคับไปทางครูญา
"อู๊ง ๆ ๆ ๆ ๆ" (ใครมันครางอู๊งกันวะ?) ครูเสียวจนทำรีโมตของไข่สั่นในปากของเด็กชายหล่น

ปั่ก

"อู๊งงงงอ่อกๆๆ" ไข่สั่นไหลลงคอของเด็กชาย

มองหน้าพ่อแว๊บเดียวผมก็ดูออก พ่อกำลังสงสัยว่าใครมันครางอู๊งกันวะ?
ผมอยากบอกพ่อใจแทบขาด ว่านั่นคือผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เพื่อนหญิงซื้อมาให้คนในกลุ่มทดลองใช้
มันคือ เอ็กก์ เชค อู๊งอู๊ง พัฒนาขึ้นโดยได้แรงบันดาลใจจากเพลงของ BKK48
ผมไม่ทันได้อธิบายเพราะไข่เพิ่งลื่นลงคอ สองวันต่อมา ไข่เวรนั่นก็หลุดจากตัวผมในช่องทางที่มันควรออกและถูกชักโครกทิ้งในที่สุด
ส่วนครูปารีญาในวันนั้นถูกพ่ออุ้มไปดูอาการที่ห้องพยาบาลแล้วหายไปนานสองนาน คนที่เดินผ่านแถวนั้นเล่าว่าได้ยินเสียงเตียงเหล็กห้องพยาบาลลั่นเอี๊ยดอ๊าดอยู่เป็นชั่วโมง

582 Nameless Fanboi Posted ID:iuimKupSHo

"เธอจะต้องไม่เป็นไร"
.
เธอยิ้ม "งั้นนายก็อย่าร้องไห้สิ"
.
"ฉัน... ฉันไม่ได้ร้องไห้"
.
"อย่างนั้นเหรอ ถ้างั้นฉันก็ไม่... ไม่เป็นไรเหมือนกัน"
.
"อดทนนิดเดียวนะ อีกเดี๋ยวพวกเขา..."
.
"ไม่มีใครมาช่วยพวกเราหรอก"
.
"เชื่อฉันเถอะ ขอแค่เธออดทน ยังไงพวก..."
.
"ไม่มีใครมาช่วยพวกเราหรอก"
.
เธอมองดูเขา ยิ้มน้อย ๆ ออกมา "ฉันเพิ่งได้เห็นนายร้องไห้ครั้งแรกก็วันนี้"
.
"ก็บอกว่าฉันไม่ได้..."
.
"อาจฟังดูเห็นแก่ตัวไปหน่อย แต่ก็รู้สึกดีใจเหมือนกันนะ"
.
"เธอ..."
.
เธอหัวเราะฝืน ๆ "นี่ ๆ นายช่วยพูดอะไรฉลาด ๆ ให้ฉันฟังหน่อยสิ"
.
"ฉันขอโทษ... เรื่องทั้งหมดมัน..."
.
เธอยกมือที่อ่อนแรงขึ้นสัมผัสแก้มของเขา ดวงตาของคนทั้งคู่ประสานกันในขณะที่เอ่ยขึ้นว่า "นายคงไม่อยากให้สิ่งสุดท้ายที่ฉันได้ยินเป็นเรื่องที่นายโทษตัวเองหรอกนะ"
.
"ฉันรักเธอ"
.
เธอหัวเราะ เสียงนั้นกังวานเหมือนระฆังแก้วเมื่อกระทบโสตของอีกฝ่าย "คนโง่ ฉันบอกให้นายพูดอะไรฉลาด ๆ ไม่ใช่เหรอ"

583 Nameless Fanboi Posted ID:LfsCX43cv2

จากนั้นก็มีชายชราคนหนึ่งปรากฎตัวขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาทำให้ทุกคนที่นี่ต้องสั่นสะท้าน เขากล่าวออกมาอย่างเต็มเสียงว่า
"เงี่ยนโว้ยยย เงี่ยน เงี่ยนจริงๆ"

584 Nameless Fanboi Posted ID:EJ7dVcjlVR

>>583 อันนี้ต่อเรื่องไหนวะ

585 Nameless Fanboi Posted ID:tptX.39h0/

สงสัยว่ากระมู้นี้มีคนตามอ่านแบบจริงจังบ้างไหมวะ แบบอ่านอย่างเดียวแต่ไม่แต่งอะ

586 Nameless Fanboi Posted ID:nQE+b2bELb

>>585 มี แต่เป็นเรื่องเสียวในห้อง Karma นะ

587 Nameless Fanboi Posted ID:GLofdXRf96

>>586 มีคนสับไปรึยัง

588 Nameless Fanboi Posted ID:+qpXh6Uy4W

กูเคยโดนลักพาตัว....
ในเช้าวันหนึ่ง กูกำลังเก็บมะละกอใส่ย่าม
มีรถตู้สีดำ2คัน ได้มีชายฉกรรณ์ ลงมาจากรถ10กว่าคน พร้อมอาวุธครบมือ

ในตอนนั้นลูกสาวของกูอยู่ข้างๆ กูเลยบอกว่าวิ่งหนีไป หลังจากนั้น.....ภาพก็ดับลง

กูตื่นขึ้นมาอีกที พร้อมกับย่ามที่มีมะละกออยู่ในย่าม ได้พบว่า สถานที่ที่กูอยู่. มันเป็นมันคุกใต้ดิน มีแสงไฟเพียงริบหรี่ หลุมดินที่มีน้ำ. และคนแปลกหน้าหลายคน

หลังจากนั้น มีเสียงการต่อสู้จากด้านนอกลูกกรง มีทั้งเสียงความเจ็บปวด และหัวเราะอย่างสะใจ

กูลุกขึ้นไปดู ก็พบว่า...นี่คือสังเวียนเถื่อน
สนามประลองกั้นด้วยลวดใบมีด และรอบสนามประลองเป็นร่องน้ำ มีจระเข้นับสิบๆตัว

มีผู้ชมที่เป็นเหล่าผู้ดี ฝรั่ง ชาวต่างชาติ และทหาร ที่แต่งตัวดูไม่คุ้นตามากนัก

ตอนนี้กูรู้ตัวแล้ว ว่านี่คือสังเวียนนรกบนดิน
โลหิตที่เปื้อนสังเวียนแห่งนั้น เสียงหัวเราะร่าจากผู้ชม ที่ต้องบูชาด้วยเลือด ผู้คุมที่ท่าขึงขังอาวุธครบมือ ประหนึ่ง ป้อมปราการ

อีก3วันถัดมากูเริ่มคุยกับนักโทษที่ถูกจับมา จึงได้รู้ความจริงว่า ทุกคนคือนักต่อสู้ทั่วทุกมุมโลกที่ถูกจับตัวมา พระวัดเส้าหลิน,นักรบเอสกิมโม,ชาวเผ่าซูลู,แม้กระทั่ง ยอดนักมวยสากลโลก ก็ถูกจับตัวมา

กูจะเล่าถึงนักมวยสากลคนนี้สักนิดนึง ว่าเขาคือ “นาซีม ฮาเหม็ด “มันคือนักมวยที่เก่งที่สุดในเวลานั้น “ไม่เคยแพ้สักครั้ง”ข่าวที่ว่ามันขับรถชนคนตาย และติดคุกนั้น ไม่เป็นความจริง ความจริงคือ มันถูกองค์กรนี้จับตัวมาเพื่อสู้...

ในทุกวันที่นักสู้ออกไปสู้ จะมีเพียงหนึ่งที่ได้กลับมา ผู้แพ้จะถูกโยนลงบ่อไอ้เข้

วันแล้ววันเล่าที่กูต้องออกไปต่อสู้กับเพื่อนร่วมชะตากรรม และกูเป็นคนที่ได้กลับเข้ามา
มันมีแต่ความตาย สิ่งเดียวที่ทำให้กูจรรโลงใจคือ “มะละกอ” กุให้ชีวิตต้นมะละกอ ปลูกมันไว้ในนรกแห่งนี้

จนมาวันหนึ่งกูเบื่อกับการฆ่า กูเลยปลุกระดม กูอยู่มา1เดือน สามารถพูดได้30ภาษา
กูบอกกับทุกคนว่า “ถึงจะเก่งแค่ไหน สักวันเวลาและความชราจะฆ่าเราทุกคน วันนี้เรายังมีความหวัง ใยเราต้องสู้กัน เรามาสู้และฆ่าพวกคนรวย ที่ทำกับเราเยี่ยงสัตว์ ฆ่าพวกมันให้เหี่ยน.....”

ทุกคนพร้อมใจกัน ก่อกบฏ ในคืนถัดมา ทุกคนคือนักสู้ที่ดีที่สุดจากทุกมุมโลก ไต้ซือโหง่วไถ่ ,มารู ,มาคัส ,คาวาสกี้,จ่าเอกไมกี้
นักสู้พวกนี้สามารถสู้กับผู้คุมได้1ต่อ10

คืนนั้นคือการนองเลือดเริ่มขึ้น เสียงกริ๊ดร้องที่โหยหวน เกินกว่าจะจินตนาการ

ในขณะที่ทุกคนสู้กันอย่างบ้าคลั่ง...กูกับ นาซีม ตัดต้นมะละกอ และใช้ก้านมะละกอแอบดำน้ำ อยู่ในหลุมดิน

ผ่านไป5ชม. ทุกคนตายหมดแล้ว กูจึงหนีออกมา และกูไปตามวิถีของกูออกไปหาลูกหาเมีย เก็บเรื่องมาในใจตลอดหลายปี

ส่วนไอ้นาซีม มันขึ้นไปชกมวยครั้งสุดท้าย และก็ได้รับความพ่ายแพ้ครั้งแรก มันสารภาพกับกูว่า “กูไม่ควรได้แชมป์ กูละอายใจที่ใช้ก้านมะละกอหนีตายในวันนั้น”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง “คำบอกเล่าจาก ขุนเข่าเขียวขี้ม้า”

ไว้อาลัยแด่ ... ไต้ซือโหง่วไถ่ ,มารู ,มาคัส ,คาวาสกี้,จ่าเอกไมกี้

589 Nameless Fanboi Posted ID:lxhBttm4Ui

ในสายพระเนตรของความเงี่ยนนั้น เชื้อชาติ ศาสนา หรือกระทั่งแนวคิดทางการเมือง ย่อมไม่ใช่สิ่งที่แบ่งแยกกีดกันมนุษยชาติ ชายแท้กรุ๊ปธเนศที่หล่อและควยใหญ่ย่อมไม่ใช่ศัตรูของสตรีนิยม เฟมทวิตที่หน้าสวยหุ่นดีย่อมไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่น่ารำคาญ ทว่ากว่าทั้งคู่จะตกลงกันได้ ขณะนี้เวลาก็เดินมาจนถึงเที่ยงคืนตรงแล้ว
.
“เรา...อืม.ม..ม.ม....เราไม่โม้กนะ.. เธอไม่ต้องเลียให้เราด้วย...”
ลิ้นของชายหนุ่มที่ค่อยๆ สะกิดลดระดับลงมาถึงสะดือ ขณะนี้ถูกสกัดไว้โดยข้อตกลงอีกข้อ
.
“นี่คุณเป็นเฟมินิสต์หรือรัฐบาลทหารเนี่ย ออกกฎหมายอะไรเยอะแยะไปหมด” เขาเงยหน้าขึ้นไปแซวก่อนจะประทับริมฝีปากลงที่โหนกเนินเพื่อหยอกล้อ หญิงสาวไม่ทันอ้าปากโต้เถียงเอวก็ต้องยกกระตุกเสียววาบ
.
“ไม่อม” เธอยืนยัน สีหน้าจริงจัง
“ขนาดหียังอมควยตุ่ย แล้วทำไมคุณถึงไม่ยอมเป่าขลุ่ยไม่ยอมเป่าแตร” เขาเกลี้ยกล่อม
.
“ก็บอกว่าไม่อมไง” เธอยืนยัน
“อมเถิดอรชุน” เขาตื๊อ
.
“ถ้ายังไม่หยุด เราจะถือว่าเป็น Sexual Coercion” เธอยื่นคำขาด
ชายหนุ่มนิ่งไปสักครู่ “จริงด้วย ผมขอโทษ”
“การขอร้องซ้ำๆ ให้กระทำกิจกรรมที่อีกฝ่ายไม่ต้องการ ก็ถือว่าเป็นการคุกคามอย่างหนึ่งที่อยู่บนสเปรคตรัมความรุนแรงทางเพศ” เขารู้สึกผิด “หนูๆ อย่าทำตามนะครับ เพราะความรุนแรงทางเพศไม่ได้มีแค่การข่มขืนอย่างเดียว” ชายหนุ่มหันมาเตือนคนอ่าน
.
“งี้ดีไหม” ในที่สุดชายหนุ่มก็หยุดกิจกรรมบนเรือนร่างแล้วขยับหน้าเข้าไปใกล้เธอ “เราเลียให้เธอ แต่เธอไม่ต้องอมให้เรา”
“ไม่เป็นไร มันไม่แฟร์” เธอหยุดไปชั่วครู่ก่อนจะปฏิเสธเบาๆ
.
เขารู้ว่าเธอปฏิเสธตามมารยาท
.
“เถอะน่าเราชอบหี แล้วอีกอย่างผู้ชายกับผู้หญิงก็ไม่เท่าเทียมกันอยู่แล้วนี่” เขาตอบ
คิ้วของหญิงสาวขมวดขึ้นอีกครั้ง
“ไม่เท่าเทียม? เธอหมายถึงผู้หญิงยังถูกกดขี่เหรอ?” เธอยิงคำถาม
.
ชายหนุ่มยังไม่ตอบ เขาค่อยๆ เลื่อนลำตัวลงมาจนใบหน้าอยู่ระหว่างขาของเธอ สายตายังคงมองขึ้นไป จดจ้องที่ใบหน้าของหญิงสาว
.
“ไม่ใช่...” เขาตอบเชื่องช้า สายตากวาดมองเพื่อหาความยินยอมบนใบหน้าฝ่ายหญิง
เมื่อเห็นว่าหญิงสาวไม่แสดงสีหน้ารังเกียจ
เขาจึงจูบเนินสวรรค์เบาๆ
เมื่อเห็นว่าหญิงสาวไม่แสดงสีหน้าขัดขืน
เขาจึงใช้ปลายลิ้นสะกิดกลีบดอกสีชมพู
เมื่อเห็นว่าหญิงสาวหลับตาพริ้มอิ่มสุข
เขาจึงลากลิ้นจากด้านล่างขึ้นไปถึงด้านบน
.
“แผล่บแผล่บแผล่บแผล่บแผล่บแผล่บแผล่บแผล่บ
(ทุกวันนี้ผู้หญิงได้เปรียบจะตายไป)”
.
เสมือนว่าสวิทช์เครื่องฉอดของหญิงสาวถูกกดเปิดขึ้น
ใบหน้าของเธอเริ่มร้อนผ่าวด้วยความเดือดดาลในขณะที่ช่วงล่างร้อนรุ่มด้วยความเสียวซ่าน
“เอาอะไรมาพูดว่าผู้หญิงได้เปรียบ” เธอกระแทกเสียง ก่อนจะใช้ขาทั้งสองข้างล็อคคอชายหนุ่มแล้วพลิกตัวมานั่งคร่อมบนใบหน้า “ต้องให้พูดอีกกี่ครั้งว่ามันยังมีโครงสร้างที่กดทับผู้หญิงอยู่” เธอบิดตัวกลับหลังแล้วก้มลงดูดเครื่องจักรข่มขืนเป็นการตอบโต้
.
“แผล่บแผล่บ อึก แผล่บ (เธอลอง..คิดดู..)”
ชายหนุ่มตัวเกร็ง ลมหายใจถี่รัวขณะกระทำความหกเก้า
“แผล่บแผล่บแผล่บแผล่บแผล่บแผล่บแผล่บแผล่บแผล่บแผล่บแผล่บแผล่บแผล่บ (เวลาผู้ชายจะนัดเย็ด ผู้ชายแม่งต้องปัดถามผู้หญิงเป็นสิบคนกว่าจะหาคนเย็ดได้ แต่พอเป็นผู้หญิง แค่เธอบอกว่าเงี่ยนคำเดียวก็มีผู้ชายเป็นโหลเข้าแถวให้เลือก)”
ข้าวหลามกะทิที่กำลังถูกดูดทำให้เขาต้องโฟกัสกับการใช้เหตุผลมากขึ้น “อำนาจต่อรองของผู้หญิงมีมากกว่าเห็นๆ”
.
“อ่อกอ่อกอ่อกอ่อกอ่อกอ่อกอ่อก (แค่นี้อ่ะนะทำให้ผู้หญิงได้เปรียบ)” เธอหงุดหงิดปนเสียว “อ่อกอ่อกอ่อกอ่อกอ่อกอ่อกอ่อกอ่อกอ่อกอ่อกอ่อกอ่อกอ่อก (ก็แค่ผู้ชายหวังเย็ด มีมากกว่าผู้หญิงที่หวังเย็ดมั้ยล่ะ ดีมานด์ซัพพลาย เศรษฐศาสตร์ขั้นพื้นฐาน)” เธอให้เหตุผลแย้ง
ยิ่งการถกเถียงร้อนแรงขึ้น ลิ้นของเขาก็โบกไปมาเร็วขึ้นกว่าเดิม ริมฝีปากอ่อนนุ่มของเธอก็เพิ่มแรงดูดมากขึ้น
.
“แผล่บแผล่บแผล่บแผล่บแผล่บแผล่บแผล่บ อึก แผล่บแผล่บ (แต่มูลค่าของผู้หญิงในตลาดนัดเย็ดก็สูงกว่าผู้ชาย ถูกมั้ย)” ชายหนุ่มไม่ยอมเลิกรา ลิ้นที่เลียไปมาบริเวณร่องค่อยๆ ล้วงเข้าไปในหลืบที่เปียกชุ่ม
.
“อ่อกอ่อกอ่อกอ่อกอ่อกอ่อกอ่อกอ่อกอ่อกอ่อกอ่อกอ่อกอ่อก (แล้วจะให้ทำยังไง นัดเย็ดมันก็เป็นไปตามกลไกตลาด)” สาวเฟมพยายามบังคับลมหายใจ เอวกระตุกยกเบาๆ เป็นจังหวะ
.
“แผล่บแผล่บแผล่บแผล่บแผล่บแผล่บแผล่บ อ๊ะ แผล่บแผล่บแผล่บแผล่บแผล่บแผล่บแผล่บ (เธอเชื่อในตลาดเสรีเหรอ? เธอไม่คิดเหรอว่ารัฐบาลควรจะแทรกแซงตลาดนัดเย็ด)” หนุ่มกรุ๊ปธเนศถาม
.
“อิสัดพอ เลอะเทอะ เย็ดกันได้แล้ว”
หญิงสาวไม่ได้พูด แต่คนอ่านนึกในใจ

590 Nameless Fanboi Posted ID:bU42Mb/r12

ไปย้อนอ่านท่านเรย์กะแล้วคิดขึ้นได้ว่าถ้าปรับมาเป็นแนวไทยแม่งน่าจะบัดซบนะ เพราะนิยายไทย นางร้ายจุดจบไม่ดีแทบจะทุกตัว เลยอยากลองเขียนเล่นๆ เป็นแนวเกิดใหม่เป็นนางร้ายนิยายไทย ไม่รู้มีใครเคยเขียนมาก่อนไหม ไม่ได้จะเขียนจริงจัง ถือว่าเขียนให้อ่านเล่นๆ แล้วกัน

- - - - -

ตอนที่อารตีในชุดนักเรียนคอนแวนต์ส่องกระจกระหว่างที่พี่เลี้ยงสาวกำลังแบ่งผมเธอเป็นสามช่อเพื่อถักเปียเก็บแบบที่เด็กหญิงชื่นชอบ จู่ๆ ภาพความทรงจำอันแสนเลือนลางที่คุ้นเคยแบบแปลกๆ พลันแวบเข้ามาในหัว เหมือนจะเป็นเรื่องราวในชีวิตก่อนที่เธอเป็นกราฟิกในบริษัทเอเจนซี่โฆษณาใหญ่ยักษ์ที่หัวใจวายคาเม้าส์ปากกาเพราะโด๊ปกาเฟอีนมากเกินไป

การระลึกชาติชีวิตก่อนได้เหมือนจะไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาจริงๆ คือชีวิตนี้ต่างหาก...เมื่อมองสภาพแวดล้อมของการเป็นอารตี ศักยะสวัสดิกุล เด็กหญิงผู้เกิดมาในชาติตระกูลสูงศักดิ์ ร่ำรวยเงินตรา และเพียบพร้อมไปเสียทุกกอย่าง เธอมีพ่อเป็นนักธุรกิจใหญ่ในวงการรับเหมาก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ครอบครัวฝั่งแม่เป็นผู้ดีเก่าแก่ลูกหลานเจ้าพระยาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่หก...อารตีเป็นเด็กหน้าตาน่ารักที่มีความรู้ความสามารถโดยเฉพาะการเล่นเปียโนที่ฝีมือไม่น้อยหน้าใคร ทุกอย่างเหมือนจะดีไปทั้งหมด

ถ้าไม่ติดว่านี่มันคือประวัติชีวิตช่วงต้นของ “อารตี ศักยะสวัสดิกุล” นางร้ายหลักของ “ดั่งสวรรค์ลิขิต” นิยายน้ำเน่าและละครดังแห่งยุคที่ตอนจบเล่นเสียเรตติ้งสองหลักทำเอาถนนในกรุงเทพว่างโล่งเพราะคนต้องรีบกลับบ้านไปดูฉากสุดฟินของคู่พระ-นางและชะตากรรมบัดซบของนางร้ายที่สมควรจะโดนเปลือกทุเรียนตบสักหลายๆ ที

ปัจจัยชีวิตอันแสนสมบูรณ์แบบทำให้อารยะ ศักยะสวัสดิกุลควรจะมีชีวิตเลิศเลอประเสริฐศรี แต่เมื่ออายุได้สิบหกปี แม่ของเธอเส้นเลือดในสมองแตกจนเป็นอัมพาตไปครึ่งซีก พอจึงฉวยโอกาสพาเมียน้อยและลูกสาวนอกสมรสเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้าน ซึ่งน้องสาวคนละแม่นั้นจะเป็นใครไม่ได้นอกจาก “ญาดา ศักยะสวัสดิกุล” นางเอกผู้แสนน่าสงสารของเรื่อง

ด้วยความเกลียดชังทำให้อารตีหาเรื่องกลั่นแกล้งน้องสาวไม่เว้นแต่ละวัน แม้ว่าผู้เป็นพ่อจะไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่สามารถขัดใจลูกสาวคนโตได้ ความน่าสงสารเวทนาของญาดากลับไปเข้าตาธีร์ธวัชผู้เป็นคู่หมั้นตั้งแต่เยาว์วัยของอารตี จนก่อเกิดเป็นความรักในที่สุด ส่วนอารตีที่รักคู่หมั้นของตัวเองหัวปักหัวปำก็โกรธแค้นจนเอาแต่วางแผนทำลายชีวิตน้องสาว ไม่สนใจเรื่องอื่นใดในชีวิต สุดท้ายแล้วพ่อของอารตีก็ถูกจับด้วยข้อหาฉ้อโกงและมีส่วนพัวพันกับขบวนการฟอกเงินและการค้ายาเสพติด ตระกูลศักยะสวัสดิกุลถูกฟ้องล้มละลาย

จากลูกคุณหนูสุดแสนไฮโซ อารตีต้องตกอับจนไม่เหลืออะไรในชีวิต แตกต่างกับญาดาที่มีธีร์ธวัชคอยปกป้องดูแล

แต่...

ปัญหาคือจุดจบของอารตีมันมีสองแบบน่ะสิ...

อารตีในวัยสิบสองปียกมือขึ้นกุมขมับ รู้สึกปวดศีรษะตุ้บๆ เหมือนไมเกรนจะขึ้น นี่เธอเข้ามาอยู่ใน "ดั่งสวรรค์ลิขิต” เวอร์ชันไหนกันแน่? เวอร์ชันต้นตำหรับนิยายที่นางร้ายของเรื่องรับความจริงไม่ได้จนกลายเป็นคนบ้าไปในที่สุด หรือเวอร์ชันละครช่องดิจิทัลที่นางร้ายตกอับต้องไปเป็นสาวเอสคอร์ทจนกลายเป็นโสเภณีราคาถูก สุดท้ายโดนแมงดาซ้อมตายคาซ่อง...

แย่สุดๆ...ถึงคนดูจะสะใจ แต่ในฐานะอารตีจุดจบแบบไหนก็ไม่ดีทั้งนั้น เด็กหญิงสูดลมหายใจลึกก่อนจะตั้งใจแน่วแน่ เธอต้องแก้ไขชะตากรรมอันแสนน่ารันทดนี้ ไม่ต้องถึงขั้นได้ครองคู่กับพระเอก หรือจบแบบแฮปปี้สวยหรูอะไรมากมาย อย่างน้อยก็ขอแค่ไม่ต้องไปขายตัวก็พอ...

ที่สำคัญต้องเอาตัวรอดไม่ให้ตัวเองเจอฉากโดนเพื่อนนางเอกตบด้วยเปลือกทุเรียนให้ได้!

591 Nameless Fanboi Posted ID:qR5meSpln.

>>590 กุชอบ อิสัส 5555 นางร้ายไทยแม่งสีสันเยอะดี เคยคิดมานานแล้วแต่ดูละครน้อยเกินจะเขียน 555555555

592 Nameless Fanboi Posted ID:s4TbS2/F7m

>>590 เฮ้ย ชอบมาก รีบมาต่อเลยโม่ง พรีส

593 Nameless Fanboi Posted ID:3FOy2pNbQe

>>590 มีตอนต่อป่าว หรือเป็น Oneshot

594 Nameless Fanboi Posted ID:5uh5UsCwvt

บรืนน นน น น น
ผมจอดรถ

595 Nameless Fanboi Posted ID:5uh5UsCwvt

แกร๊กๆ ผมก้าวลงจากรถ

596 Nameless Fanboi Posted ID:5uh5UsCwvt

ปัง. อ๊ากกก ผมเอื้อมมือไปหยิบปืน

597 Nameless Fanboi Posted ID:KuJ38LArBm

>>591-593 ยังไม่มีตอนต่อว่ะ เหมือนเขียนเป็นไอเดียไว้เฉยๆ เดี๋ยวจะลองเขียนต่อดูก็ได้ แต่มันยังไม่มีพล็อตมีอะไรเป็นรูปธรรมเลย ขอเวลาคิดแปปนึงว่าจะไปทางไหนดี

598 Nameless Fanboi Posted ID:5uh5UsCwvt

>>596 ผมกลิ้งม้วนตัว กุดุสๆ

599 Nameless Fanboi Posted ID:5uh5UsCwvt

ตีลังหาสิบสามตลบ พรึ่บๆๆ

600 Nameless Fanboi Posted ID:5uh5UsCwvt

>>599 ต่อหน่อยค่ะๆๆๆอยากอ่านต่อๆๆ

601 Nameless Fanboi Posted ID:5uh5UsCwvt

>>600 ได้ครับน้อง พี่จะรีบมาต่อให้เร็วที่สุด /กลิ้งหลบ

602 Nameless Fanboi Posted ID:0RFCnUZn85

ผมยิงมัน ปังๆ

603 Nameless Fanboi Posted ID:0RFCnUZn85

ผมกุมใจวิ่งขึ้นรถ

604 Nameless Fanboi Posted ID:0RFCnUZn85

บรื้น ผมขับออกไป

605 Nameless Fanboi Posted ID:0RFCnUZn85

ผมจอดในที่แห่งหนึ่ง

606 Nameless Fanboi Posted ID:0RFCnUZn85

ผมเดินเข้าตรอกนั้นไป

607 Nameless Fanboi Posted ID:0RFCnUZn85

บรึ้ม ผมโดนแรงระเบิดกระแทก

608 Nameless Fanboi Posted ID:0RFCnUZn85

หน้าแหกนอนจมกองเลือด

609 Nameless Fanboi Posted ID:0RFCnUZn85

ลุกขึ้นทั้งที่เปื้อน

610 Nameless Fanboi Posted ID:0RFCnUZn85

หยิบปืนแล้วเข้าไป

611 Nameless Fanboi Posted ID:0RFCnUZn85

กุดุสๆ กลุกๆ ขลุกๆ

612 Nameless Fanboi Posted ID:0RFCnUZn85

โปรดติดตามตอนต่อไป

613 Nameless Fanboi Posted ID:0RFCnUZn85

>>612 มาต่อเร็ว ๆ นะคะพี่

614 Nameless Fanboi Posted ID:0RFCnUZn85

>>613 ได้ครับน้อง พี่ติดธุระ เจ้านายพี่เรียกไปทำภารกิจที่ปากีสถาน

615 Nameless Fanboi Posted ID:0RFCnUZn85

พี่เสร็จภารกิจแล้วน้อง ต่อตอนสองกันเลย

616 Nameless Fanboi Posted ID:0RFCnUZn85

ภาพตัด

617 Nameless Fanboi Posted ID:0RFCnUZn85

ห้ะๆๆที่นี้ที่นัย ผมถาม

618 Nameless Fanboi Posted ID:0RFCnUZn85

สวัสดี ผมอยากเล่นเกม

619 Nameless Fanboi Posted ID:0RFCnUZn85

ตึกระเบิด บึ้ม

620 Nameless Fanboi Posted ID:0RFCnUZn85

ผมตาย

621 Nameless Fanboi Posted ID:0RFCnUZn85

เจอกันสีสั้นสอง

622 Nameless Fanboi Posted ID:LnFz4q67ku

เหงาหรือไงมาเล่นอะไรอยู่คนเดียว เลิกดันมู้ได้แล้ว

623 Nameless Fanboi Posted ID:0RFCnUZn85

>>622 ขอบคุนที่สนับสนุนนิยาย

624 Nameless Fanboi Posted ID:YR.YuspPss

ตึกๆๆๆ ผมกำลังเดิน

625 Nameless Fanboi Posted ID:YR.YuspPss

ผมงัดรถคันหนึ่ง แงะๆๆแกะๆ

626 Nameless Fanboi Posted ID:YR.YuspPss

เปิดประดูแล้วเข้าไปนั่ง

627 Nameless Fanboi Posted ID:YR.YuspPss

ผมออกรถไป บรื่นน

628 Nameless Fanboi Posted ID:YR.YuspPss

เอี๊ยดดอ๊ากกผมรถชน

629 Nameless Fanboi Posted ID:YR.YuspPss

ผมกลิ้ง กุดุสๆ

630 Nameless Fanboi Posted ID:YR.YuspPss

ตึกๆๆ ชายคนหนึ่งเดินมาทางผม

631 Nameless Fanboi Posted ID:G4UFl6bQ.O

บะคู่ม

632 Nameless Fanboi Posted ID:evaszz6Uw1

ผมกลิ้งอัก

633 Nameless Fanboi Posted ID:0f.SBAowcD

งคกๆงักๆ

634 Nameless Fanboi Posted ID:0f.SBAowcD

ผมนอนชิลล์

635 Nameless Fanboi Posted ID:A+wG7qQfdp

ดาวตก

636 Nameless Fanboi Posted ID:A+wG7qQfdp

บรค้มมมมมมมม มันตกลงบนรถผม

637 Nameless Fanboi Posted ID:A+wG7qQfdp

มันคือเครื่องมือเอเลี่ยนประหลาด

638 Nameless Fanboi Posted ID:+tNa7rTMvG

อะจ๊ากกกมันเกาะ

639 Nameless Fanboi Posted ID:FcvM+XOyW.

บึ้มมมมม

640 Nameless Fanboi Posted ID:+tNa7rTMvG

>>639 ไรมึง

641 Nameless Fanboi Posted ID:8LT1p0uu9a

ผมวิ่งกระโดดน้ำ

642 Nameless Fanboi Posted ID:8LT1p0uu9a

เจอศพโม่งเด็กดอกในห้องเมต้า

643 Nameless Fanboi Posted ID:8LT1p0uu9a

ผมเลยว่ายขึ้นมา

644 Nameless Fanboi Posted ID:MrCqMqr/v4

หยิบปืนจากรถ

645 Nameless Fanboi Posted ID:MrCqMqr/v4

แล้วว่ายกลับลงไป

646 Nameless Fanboi Posted ID:MrCqMqr/v4

ยิงซ้ำศพอีนั่น โป้งป้าง

647 Nameless Fanboi Posted ID:MrCqMqr/v4

เผื่อมันไม่ตาย

648 Nameless Fanboi Posted ID:MrCqMqr/v4

ผมเหนื่อย เลยนั่งพักในน้ำ

649 Nameless Fanboi Posted ID:MrCqMqr/v4

บุ๋งๆๆๆ

650 Nameless Fanboi Posted ID:MrCqMqr/v4

ผมหมดสติ

651 Nameless Fanboi Posted ID:eZ1vyIFGRZ

ผมตาย

652 Nameless Fanboi Posted ID:eZ1vyIFGRZ

อวสานแล้วครับ ขอบคุณที่ติดตาม

653 Nameless Fanboi Posted ID:wvVt1Vs2ER

>>652 ขอภาคพิเศษด้วย ติดตามมานานล่ะ

654 Nameless Fanboi Posted ID:jjczEANuQj

เมื่อแฟนขับเรียกร้อง ผมก็พร้อมสนองคับ

655 Nameless Fanboi Posted ID:jjczEANuQj

เรื่องต่อไปนี้คือมุมจากผู้เห้นเหตุกานนะครัฟบๆ

656 Nameless Fanboi Posted ID:FLG/lt4qT1

ตอนที่ 1 : เว็บโม่ง

657 Nameless Fanboi Posted ID:9hnjjwi5xI

ผมกำลังเล่มคอม ตะล๊อกต๊อกแต๊ก

658 Nameless Fanboi Posted ID:9hnjjwi5xI

ตาผมเหลือบไปเจอเว็บ fanboi

659 Nameless Fanboi Posted ID:9hnjjwi5xI

ผมคลิกเข้าไป

660 Nameless Fanboi Posted ID:9hnjjwi5xI

ผมอยากอ่านนิยาย

661 Nameless Fanboi Posted ID:9hnjjwi5xI

หึ้ย ห้องเว็บโนเวล

662 Nameless Fanboi Posted ID:9hnjjwi5xI

ผมคลิกเข้าไป

663 Nameless Fanboi Posted ID:9hnjjwi5xI

โห ๆ นิยายเรื่องนี้ฮาจัง ผมคิด

664 Nameless Fanboi Posted ID:9hnjjwi5xI

นี่มันนิยายของผมนี่

665 Nameless Fanboi Posted ID:9hnjjwi5xI

ผมปิดคอม ไปหยิบปืน

666 Nameless Fanboi Posted ID:9hnjjwi5xI

อัญเชิญปีศาจ

667 Nameless Fanboi Posted ID:nNGl1TTSlg

บันทึกการทดลองอยากจะแมสของกูเอง

จุดประสงค์: พิสูจน์สมมติฐานว่าถ้ามึงไม่ได้เขียนเหี้ยมาก พอเล่าเรื่องได้ นิยายมึงก็ควรจะมีคนอ่านและคนติดตามอยู่บ้าง ไม่ถึงขั้นลง 2 ตอนได้มาแค่ 12 วิว

เป้าหมาย: ลง 10 ตอนต้องได้อย่างน้อย 1,000 วิว 100 เฟบ ถ้ามีแนวโน้มจะไปได้ดี จะเปิดขายแพ็คตอน

วิธีการ: เขียนนิยายตอนสั้นๆ ความยาวประมาณ 2-3 หน้า เพื่อให้ลงได้ทุกวัน หลังจากลงได้ 10 ตอนแล้วค่อยชะลอความเร็วลงเพื่อดูว่านิยายจะยังมีคนติดตามหรือไม่

อุปสรรค: อาจเทเมื่อขี้เกียจ

Day 1: เปิดนิยายแฟนตาซีขึ้นมา 1 เรื่องโดยใช้นามปากกาใหม่ เป็นแนวต่างโลก ตามกระแส ใช้ชื่อเรื่องยาวๆ คำโปรยที่พอเล่าเรื่องและพล็อตคร่าวๆ หลังจากเปิดเรื่องได้ 6 ชั่วโมงพบว่ามีคนเข้ามาดูแล้ว 11 วิว ผู้ติดตาม 5 คน เป้าหมายระยะสั้นลง 2 ตอนได้วิวมากกว่า 12 วิว ใกล้สำเร็จ