Fanboi Channel

นิยายจากโม่งโดยโม่งเพื่อโม่ง

Last posted

Total of 363 posts

360 Nameless Fanboi Posted ID:4qAUuo1.kZ

หลับตาลงเถอะคนดี...ปล่อยให้คืนนี้ผ่านพ้นไป
เมื่อเธอตื่นมาพบกับเช้าวันใหม่...ขอให้วันนั้นเป็นวันที่สวยงาม...

เสียงหวูดร้องดังลั่นพร้อมกับร่างเล็กในอ้อมกอดของฉันที่กระตุกตาม เธอตื่นเสียแล้วน้องสาวตัวน้อยของฉัน เธอใช้เวลาเพียงไม่นานในการฟื้นคืนจากโลกนิทรา ดวงตาสีม่วงเข้มสมชื่อไลแลคจ้องมองฉันด้วยความงุนงง ริมฝีปากบางขยับขึ้นคล้ายจะเอ่ยถาม แต่ฉันใช้ปลายนิ้วชี้แตะมันอย่างแผ่วเบา ส่งสัญญาณให้เธอรู้ว่าเธอควรจะเงียบเสียงเอาไว้ มือเล็กจับลงบนข้อศอกของฉัน เธอคงต้องการที่พักพิง..ซึ่งตอนนี้ไม่เหลือใครแล้วนอกจากฉันเพียงคนเดียว

ฉันยกมือขึ้นแตะใบหน้ากลมอย่างแผ่วเบา ฝุ่นควันจับเป็นคราบเปื้อนเปรอะไปทั่วแก้มใส ไม่ต่างอะไรกับฉันเลยสักนิด แต่สิ่งที่เด็กหญิงตัวเล็กมีมากไปกว่าฉันคือความสดใสของวัยเยาว์ สำหรับฉันมันจางหายไปนานเหลือเกิน นานนับตั้งแต่วันที่เขาแยกพ่อและแม่ของเราออกไป

สองปีก่อนฉันยังมีความสุขภายใต้บ้านหลังเล็กกับพ่อผู้ขยันขันแข็ง แม่ผู้แสนดีและน้องสาวตัวเล็กผู้มีรอยยิ้มสดใสเกินใคร หากแต่ทุกสิ่งเกิดขึ้นเร็วเกินคาด...พวกเขาก้าวเข้ามาในบ้านและประกาศว่าเด็กทั้งหญิงชายที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีจากครอบครัวที่ยากจนจำเป็นต้องเข้าไปอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐ ฉันในวัยสิบสี่ปีและน้องสาวในวัยแปดปีถูกส่งเข้าเมืองหลวงก่อนได้บอกลาพ่อและแม่ด้วยซ้ำ ท่ามกลางเสียงร้องไห้ฉันเฝ้าแต่บอกเธอว่าสักวันเราจะได้กลับไปหาพ่อแม่

แต่ฉันรู้ดี เราไม่มีวันได้กลับหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนั้นอีกแล้ว

ในตอนแรกฉันไม่รู้ว่าพวกเขาจับเด็กอย่างฉันมารวมกันเพื่อประโยชน์อันใด เราถูกส่งไปยังโรงเรือนขนาดใหญ่ที่เป็นทั้งที่พักและโรงเรียน เขาเรียกสถานที่นี้ว่าผลึกเพชรตามชื่อโครงการ ในตอนเช้าเราต่างถูกฝึกและร่ำเรียนในหน่วยงานตามความถนัด ตกดึกจึงได้กลับไปยังห้องพัก ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา แต่นั่นเป็นโชคอันดีแล้วที่ฉันกับน้องสาวยังอยู่ด้วยกันได้ในตอนกลางคืน เด็กชายคนหนึ่งบอกกับฉันว่าเขาถูกแยกกับพี่ชายและไม่เคยได้พบเจอกันอีกเลย

ที่โรงเรียนเขาบอกกับฉันว่าจำนวนเด็กในเมืองหลวงกำลังลดลงอย่างมหาศาล ทำให้รัฐบาลต้องเร่งสร้างแรงงานโดยการคัดเลือกเด็กจากพื้นที่ต่าง ๆ มาอบรมเพื่อกลายเป็นเด็กที่มีคุณภาพ พวกเขาเรียกโครงการนี้ว่าโครงการเจียระไนเพชร และเรียกพวกเราที่ยังไม่กลายเป็นเพชรเต็มตัวว่าสมาชิก

ไม่ใช่สมาชิกทุกคนที่สามารถกลายเป็นเพชรน้ำงามได้สมใจโครงการ ในกระบวนการคัดเลือกหน่วยงานเด็กหลายคนกลายเป็นเถ้าถ่าน เพราะพวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนภาพเป็นเพชรได้...

"ไอริส...พี่ว่าพวกเขาจะตายไหม" เด็กหญิงกระซิบถามฉันอย่างแผ่วเบาจนแทบจับใจความไม่ได้ เธอรู้ตัวดีว่าหากเพิ่มเสียงดังอีกสักนิดอาจทำให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์สันติพร้อมกับกระบอกปืนในมือหันกลับมาสนใจและเราสองคนพี่น้องคงกลายเป็นเป้าหมายต่อไปของกระสุนปืน อาจเป็นโชคอันดีของเราก็ได้...ท่ามกลางเด็กที่ถูกกวาดต้อนมารวมกันในห้องโถง เจ้าหน้าที่คนใกล้ที่สุดเลือกจะสนใจเด็กหนุ่มผิวคล้ำที่ห่างออกไปมากกว่า

"พี่ไม่รู้...พี่หวังว่าพวกเขาจะปลอดภัย นอนต่อเถอะนะคนดี" ฉันลูบเส้นผมเนียนละเอียดของน้องสาว พยายามกล่อมให้เธอนอนหลับไปจนกว่าค่ำคืนนี้จะผ่านพ้นไป ฉันรู้ดีว่ามันยากเย็นขนาดไหนกับการข่มตานอนในคืนเช่นนี้...คืนที่เสียงดังสนั่นหวั่นไหวของปืนยังดังอยู่ภายนอก

กลุ่มคนรุ่นราวคราวเดียวกับฉันจากหน่วยงานสร้างสันติซึ่งรวบรวมเด็กชายหญิงผู้มีหัวด้านการต่อสู้พร้อมใจกันหนีออกจากผลึกเพชร พวกเขามีอาวุธอยู่ในมือ แม้ไม่ใช่ปืนอย่างที่ผู้พิทักษ์สันติใช้กัน แต่ดาบ ธนู มีดสั้นก็ทรงอานุภาพพอสำหรับการเข่นฆ่าชีวิตใครสักคนหนึ่ง...โดยเฉพาะด้วยฝีมือของพวกเราที่ฝึกมาเพื่อการนั้นโดยเฉพาะ

ฉันเป็นคนหนึ่งที่ถูกชักชวนให้หนีไปในคืนนี้ หากฉันตัวคนเดียวเหมือนกับคนอื่น ๆ ฉันคงมีความกล้าพอที่จะเข้าร่วมกลุ่มกับพวกเขาแล้วหนีออกไป แต่ฉันทำแบบนั้นไม่ได้...ฉันจะหนีรอดไปตัวคนเดียวโดยทิ้งน้องสาวไว้ในผลึกเพชรได้อย่างไร...ยิ่งตอนนี้เรามีกันเพียงแค่สองคนเท่านั้น การพาไลแลคหนีไปด้วยยิ่งเป็นเรื่องที่ยากเข้าไปใหญ่ น้องสาวไม่ได้อยู่ในหน่วยงานสร้างสันติอย่างฉัน เธอเป็นเพียงเด็กหญิงที่ยังไม่เข้าเกณฑ์เลือกหน่วยงานใดทั้งสิ้น จวบจนกว่าเธอจะอายุครบสิบสองปีและเข้ารับการคัดเลือกในอีกหลายปีข้างหน้า

361 Nameless Fanboi Posted ID:4qAUuo1.kZ

ไลแลคซุกใบหน้าเล็กลงบนอกของฉัน ฉันขยับวงแขนกระชับรอบร่างกายของน้องสาวมากกว่าเดิม คืนนี้เป็นคืนที่เหน็บหนาว...ทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอกและหิมะที่โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า ฉันไม่เคยนึกชอบฤดูหนาวเลยสักนิด มันทำให้ฉันหวนคิดถึงกองไฟที่พ่อก่อขึ้นบนเตาผิง แม่และฉันกำลังยกกาใส่น้ำนมแพะที่เรารีดเองเข้ามาวาง น้องสาวตัวเล็กของฉันนั่งร้องเพลงที่พ่อเคยสอนให้ด้วยน้ำเสียงเล็กใสของเธอ

ที่ผลึกเพชรไม่มีเตาผิง...ไม่มีกองไฟ...ไม่มีน้ำนมแพะ...ไม่มีพ่อและแม่...ไม่มีอะไรทั้งนั้น...

พวกเราได้รับความอบอุ่นจากเครื่องทำความร้อน ได้รับอาหารตามการจัดสรรจากนักโภชนาการและฝ่ายผลิตอาหาร...แต่มันไม่เพียงพอหรอกสำหรับเด็กผู้หญิงอย่างฉันและน้องสาว หลายคืนเรากอดกันแน่นเพื่อถ่ายทอดความอบอุ่นที่ผลึกเพชรไม่มีวันมอบให้ หลายครั้งที่เราต้องใช้แขนเสื้อสีตุ่น ๆ เช็ดน้ำตาให้กัน ไลแลคคิดถึงบ้าน...เธอคิดถึงพ่อแม่ที่เธอเองก็แทบจำใบหน้าพวกเขาไม่ได้...

ที่ผลึกเพชรไม่มีเตาผิง...ไม่มีกองไฟ...ไม่มีน้ำนมแพะ...ไม่มีพ่อและแม่...ไม่มีอะไรทั้งนั้น...

พวกเราได้รับความอบอุ่นจากเครื่องทำความร้อน ได้รับอาหารตามการจัดสรรจากนักโภชนาการและฝ่ายผลิตอาหาร...แต่มันไม่เพียงพอหรอกสำหรับเด็กผู้หญิงอย่างฉันและน้องสาว หลายคืนเรากอดกันแน่นเพื่อถ่ายทอดความอบอุ่นที่ผลึกเพชรไม่มีวันมอบให้ หลายครั้งที่เราต้องใช้แขนเสื้อสีตุ่น ๆ เช็ดน้ำตาให้กัน ไลแลคคิดถึงบ้าน...เธอคิดถึงพ่อแม่ที่เธอเองก็แทบจำใบหน้าพวกเขาไม่ได้

เสียงปืนหยุดลงเมื่อตอนฟ้าสาง ฉันหลับไม่ลงเลยสักนิด ใช้เวลาทั้งคืนในการกอดน้องสาวเอาไว้และภาวนาให้เธอหลับอย่างเป็นสุข ตอนนี้ทุกอย่างคงจบลงแล้ว ฉันไม่อยากคาดเดาว่าพวกเขาหนีการไล่ล่าไปได้มากน้อยแค่ไหน แต่สิ่งที่พวกเขาทำกับโครงการฯมันเป็นเรื่องใหญ่โตเกินกว่าจะคาดคิด เจ้าหน้าที่พิทักษ์สันติพูดกันว่าทางรัฐบาลต้องลงมือจัดการอะไรบางอย่าง

"ขณะนี้เหตุการณ์สงบลงแล้ว เราสามารถกำจัดผู้ก่อความวุ่นวายและผู้หลบหนีได้ทั้งหมด ขอให้สมาชิกทุกคนมารวมตัวกันที่ลานอเนกประสงค์" ทีอาน่า สมิธ หัวหน้าผู้ดูแลผลึกเพชรประกาศผ่านทางลำโพงที่ติดอยู่โดยรอบ ฉันรู้ว่าเป็นเธอแม้ไม่ต้องเห็นหน้า เสียงของสมิธแหบแห้งและแข็งกระด้างเป็นเอกลักษณ์เหมือนกับดวงตาทั้งคู่

ฉันไม่ชอบสมิธและคิดว่าสมิธเองก็ไม่ชอบฉัน ที่ถูกต้องคือสมิธไม่เคยชอบใครเลยมากกว่า เธอไม่เคยพอใจอะไรสักอย่าง ฉันไม่เคยเห็นเธอยิ้มมาก่อน เรื่องเล็กน้อยสามารถทำให้เธอบูดบึ้งได้ตลอดเวลาและเรื่องใหญ่จะทำให้เธอรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ตัวอย่างเช่นเมื่อผลการทดสอบประสิทธิภาพของหน่วยสร้างสันติไม่เป็นที่พอใจสำหรับรัฐบาล สมิธในใบหน้าโกรธเกรี้ยวบึ้งตึงจะสั่งให้พวกเรายืนเรียงแถวยาวในลานอเนกประสงค์ เธอใช้สันปืนพกฟาดลงบนแก้มของสมาชิกที่คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์...ฉันเองก็เคยโดนครั้งหนึ่ง ในช่วงปีแรกที่เข้ามาอยู่ในผลึกเพชร เธอบอกกับพวกเราว่าความกดดันจะทำให้แท่งถ่านกลายเป็นเพชรได้

ขบวนแถวถูกจัดตามหน่วยงานและอายุ ไลแลคถูกแยกไปอยู่กับกลุ่มเด็กที่ยังไม่ผ่านการคัดเลือก ส่วนฉันยืนอยู่ในแถวของหน่วยสร้างสันติ แถวของเราสั้นจนน่าใจหาย สมาชิกที่ผ่านการฝึกอย่างเข้มข้นจนเกือบจะกลายเป็นเพชรเหลืออยู่เพียงไม่ถึงสิบคน...และฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น พวกเราที่เหลืออยู่ตรงนี้ต่างเลือกที่จะไม่หนี บางคนมีน้องสาวหรือน้องชายในผลึกเพชร บางคนเลือกภักดีกับรัฐบาลเพื่อแลกอาหารและที่นอนมากกว่าการเผชิญโลกภายนอกที่ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรในตอนนี้

สมิธออกคำสั่งให้พวกเราขึ้นไปบนเวทีด้านหน้าของลานอเนกประสงค์ พร้อมกับการย้ายร่างไร้วิญญาณของอดีตสมาชิกหน่วยสร้างสันติมายังพื้นที่ว่างหน้าเวที ร่างที่เรียงรายอยู่ข้างล่างคือเพื่อนของฉัน...พวกเขาใช้ผ้าใบสีขาวในการห่อศพเหล่านั้นเอาไว้ เหลือเพียงใบหน้าที่โผล่พ้นออกมา ฉันพยายามอย่างมากที่จะกลั้นน้ำตา แต่ชาลิสที่ยืนอยู่ข้างฉันไม่เก่งขนาดนั้น เธอสะอื้นไห้พร้อมน้ำตาที่ไหลนองอาบแก้ม

ฉันที่ยังพอมีสติดีในตอนนี้รับหน้าที่ขานชื่อร่างไร้วิญญาณเหล่านั้นเพื่อสำรวจว่ามีใครบ้างที่ยังรอดชีวิตอยู่ในผลึกเพชร ฉันรู้จักพวกเขาทุกคน ร่างกายสูงใหญ่ของซีซาร์เด่นสะดุดตาเกินใคร เหมือนกับเส้นผมหยักศกสีแดงเพลิงของจิงเจอร์ ใบหน้ากลมแป้นพร้อมรอยยิ้มกว้างของซู ผิวขาวซีดราวกระดาษของธีโอ แม้กระทั่งหัวหน้าหน่วยสร้างสันติอย่างคริสก็ยังนอนหมดลมหายใจอยู่ตรงนั้น

พวกเขาไม่เก็บใครเอาไว้สักคน...คนไหนที่ถูกจับกุมได้กลายเป็นศพนอนอยู่เบื้องหน้าของฉัน ชื่อที่คุ้นเคยลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ เหลืออีกเพียงสิบกว่าคนเท่านั้นสำหรับอดีตเพื่อนร่วมหน่วยงาน ฉันกวาดตามองหาร่างของใครบางคนท่ามกลางร่างภายใต้ผ้าใบสีขาว...แต่ไม่มี...ไม่มีเขาในบรรดาศพเหล่านั้น

ไม่มีไทเลอร์...เขาหายไปไหน? หรือเขาหนีไปได้?

362 Nameless Fanboi Posted ID:4qAUuo1.kZ

"มีอะไรหรือคุณอีแวนส์" สมิธเรียกชื่อฉันด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก สายตาของเธอเพ่งมองลงมาคล้ายจะอ่านสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ ฉันสูดลมหายใจลึกก่อนบังคับน้ำเสียงสั่นเครือให้ตอบกลับไปโดยไม่ฉายแววพิรุธ

"ไม่มีอะไรค่ะคุณสมิธ ฉันเพียงจำนามสกุลของเขาไม่ได้เท่านั้น"

"เช่นนั้นคิดเสียว่าเขานามสกุลอะไร อย่าให้เราต้องเสียเวลาไปมากกว่านี้" ฉันก้มหน้ารับคำสั่งของเธอ สมองพยายามประมวลผลอยากรวดเร็วก่อนตัดสินใจกล่าวชื่อหนึ่งออกไป

"ผู้ชายผมสีดำตรงนั้นคือไทเลอร์ รีดจ์ค่ะ..."

ไม่มีใครรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาไม่ใช่ไทเลอร์ รีดจ์อย่างที่ฉันกล่าวอ้าง เด็กหนุ่มผมสีดำคนนั้นคือจอร์จ ดาวิส รูปร่างของเขาคล้ายคลึงกับไทเลอร์มากพอที่ทำให้ทุกคนเชื่อว่าศพใบหน้ายับเยินคือเขา ความหวังลึก ๆ ก่อเกิดขึ้นในใจของฉัน ไทเลอร์เป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของฉัน ตอนนี้เขาหนีไปแล้ว...หนีรอดไปจากผลึกเพชรแห่งนี้และจะไม่มีใครตามล่าเขาอีกต่อไป

พวกเขาจะตามหาตัวจอร์จ ดาวิสไม่ใช่ไทเลอร์ รีดจ์

ชื่อสุดท้ายหลุดออกจากริมฝีปากของฉัน มีสมาชิกหน่วยอีกสามคนที่สามารถหนีรอดไปได้ ตอนนี้หมดหน้าที่ของสมาชิกหน่วยสร้างสันติที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่สมิธยังคงให้เรายืนอยู่บนเวที ศพของผู้เสียชีวิตยังคงปล่อยวางไว้เช่นนั้น ฉันเหลือบมองเพื่อนในแถว...ทุกคนต่างร้องไห้และสติหลุดลอย การทำใจมองภาพเบื้องหน้าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด การจากไปของเพื่อนสร้างความโศกเศร้าให้กับฉันคล้ายคนอื่น ๆ เพียงแต่ฉันยังเห็นแสงความหวังซึ่งมีชื่อว่าไทเลอร์

"เราทุกคนคงเห็น...การสูญเสียสมาชิกชั้นดีในวันนี้" สมิธก้าวขึ้นยืนบนแท่นโพเดียมกลางเวที เสียงแข็งกร้าวของเธอไม่ได้สอดแทรกซึ่งความอาลัยอาวรณ์เลยสักนิด

"เจ้าหน้าที่พิทักษ์สันติต่างบาดเจ็บและล้มตายเพื่อปกป้องพวกเราเอาไว้ การก่อจลาจลและการพยายามหลบหนีของหน่วยสร้างสันติในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องน่าผิดหวังอย่างยิ่ง รัฐบาลต่างฟูมฟักสมาชิกทุกคนอย่างดีเพื่ออนาคตในวันข้างหน้าของประเทศชาติ...การกระทำของหน่วยสร้างสันติในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ให้อภัยไม่ได้ ทุกคนในหน่วยสร้างสันติที่ยังเหลือรอดล้วนมีความผิดโทษฐานสร้างความเดือดร้อนภายในผลึกเพชร"

มีเพียงความสงบนิ่งเท่านั้นที่รายล้อมอยู่รอบข้าง แม้กระทั่งเสียงสะอื้นของชาลิสยังเงียบไป ถ้อยคำของสมิธไม่จำเป็นต้องตีความหมายใด ๆ เธอกำลังจะสั่งลงโทษพวกเราที่ยังยืนหายใจอยู่ตรงนี้

"เพื่อเป็นการสั่งสอนและย้ำเตือนไม่ให้เกิดความคิดต่อต้านขึ้นมาอีก เบื้องบนมีคำสั่งให้ถอนรากถอนโคน ประหารชีวิตผู้กระทำความผิดทุกคน!"

สิ้นเสียงกร้าวของสมิธ ฉันถูกเจ้าหน้าที่พิทักษ์สันติเตะจากด้านหลังจนล้มหมอบลงกับพื้นเวที แรงเตะไม่ทำให้ฉันเจ็บปวดเท่าไรนัก ที่เป็นห่วงตอนนี้คือไลแลคมากกว่า...

"ทำไมละคะ ก็คุณบอกว่าถ้าฉันบอกแผนการครั้งนี้กับคุณ ทั้งหมดคุณจะส่งฉันไปอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ในเมืองหลวงไม่ใช่หรือคะ" เสียงกรีดร้องขอชีวิตดังขึ้นจากชาลิส เธอประจานความเห็นแก่ตัวของเธอเอง ขายชีวิตเพื่อนกว่าสามสิบคน...เพียงเพื่อความสุขสบายของตนเอง แต่ชาลิสไม่มีเวลาร่ำไห้นานมากนัก กระสุนปืนเจาะทะลุสมอง มันพรากเสียงร้องของเธอไปตลอดกาล

เสียงปืนดังถี่ขึ้นกว่าเดิม เด็กชายหญิงวัยสิบสามปีที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรเลยก็ถูกกำจัดทิ้งตามระบบ สมิธเก็บฉันไว้เป็นคนท้าย ๆ ตอบแทนที่ฉันช่วยขานชื่อศพพวกนั้นให้เธอ ท่ามกลางโลกที่พร่าไปด้วยน้ำตาของฉัน ฉันยังเห็นน้องสาวพยายามฝ่าเจ้าหน้าที่พิทักษ์สันติเข้ามาหาฉัน ด้วยขนาดตัวที่เล็กว่าเด็กวัยเดียวกันของไลแลค ทำให้เธอเข้ามาใกล้จนเกือบจะถึงหน้าเวทีอยู่แล้ว เส้นผมสีน้ำตาลบลอนด์ยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง สองมือเล็กตะเกียกตะกายไขว่คว้า ริมฝีปากตะโกนเรียกชื่อฉันไม่หยุด

"ไอริส! ไอริส!! ไม่นะไอริส!!"

ฉันยื่นมือไปหาน้องสาวอีกนิดเดียวจะถึงเธออยู่แล้ว...แต่เสียงปืนกลับดังขึ้นเสียก่อน

ท่ามหิมะสีขาวโปรยปรายลงมา ฉันเห็นเลือดของตัวเองสาดกระจายไปทั่ว ดวงตาสีม่วงของน้องสาวเบิกกว้าง เธอกรีดร้องเรียกชื่อฉันซ้ำ ๆ เจ้าหน้าที่พิทักษ์สันติคนหนึ่งยิงฉันที่หลัง มันไม่มากพอจะทำให้ฉันตายได้ในกระสุนนัดเดียวแต่ความเจ็บปวดนั้นช่างมากมายเหลือเกิน

ไลแลค...ไลแลคของฉัน

ฉันหวนนึกถึงบทเพลงที่แม่ร้องให้ฟังในวัยเด็ก พยายามเปิดปากเค้นเสียงร้องเพลงปลอบน้องสาวผู้มีน้ำตาอาบใบหน้า

หลับตาลงเถอะคนดี...ปล่อยให้คืนนี้ผ่านพ้นไป

เมื่อเธอตื่นมาพบกับเช้าวันใหม่...ขอให้วันนั้นเป็นวันที่สวยงาม...

กระสุนปืนยิงซ้ำขึ้นทันที