Fanboi Channel

นิยายจากโม่งโดยโม่งเพื่อโม่ง

Last posted

Total of 363 posts

355 Nameless Fanboi Posted ID:3/CTJfGNRy

แสงอาทิตย์ส่องลอดบานหน้าต่างเข้ามาปลุกให้เจ้าหญิงในห่อผ้าตื่นขึ้น ทีราเลนเซียกระพริบตาถี่ๆ ก่อนที่จะก้มลงสำรวจร่างกายของตนเองว่าไม่มีส่วนไหนบุบสลาย เมื่อเห็นว่าทุกอย่างยังอยู่ดีอย่างที่ควรจะเป็น เธอก็ค่อยหันหน้าไปสำรวจชายหนุ่มที่นอนหลับอยู่ข้างกาย

เจ้าหญิงอดอมยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อเห็นว่าพระสวามีจำเป็นของเธอกำลังนอนอ้าปากอยู่ เห็นดังนั้นทีราเลนเซียก็นึกสนุก แกะตัวเองออกจากผ้าห่ม ถอนผมสีทองยาวสลวยของตนออกมาเส้นหนึ่งหมายใช้แหย่ลงไปในลำคอของอีกฝ่าย

แต่ก่อนที่โฉมงามจะได้กระทำดั่งใจหมาย คนที่นอนอ้าปากค้างอยู่ก็พลันลืมตาตื่นขึ้น เห็นเป็นภาพของเจ้าหญิงที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ข้างกาย ร่างท่อนบนชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ โอมหัวเราะเบาๆ กล่าวยั่วไปว่า "ยอดรักคิดจะมาขโมยจูบข้าหรือ"

"เจ้าจะบ้ารึไง" ทีราเลนเซียร้องแหวออกมาทันที "คนอะไร... จิตใจสกปรกนัก"

โอมหัวเราะ ก่อนที่จะขมวดคิ้วกลืนน้ำลาย บ่นพึมพำว่าระคายคอ ได้ยินดังนั้นเจ้าหญิงคนงามก็เหยียดยิ้ม เอ่ยปากตอบโต้ไปว่า "นั่นเป็นเพราะเจ้านอนอ้าปากอย่างไรเล่า ฮึ ข้าอุตส่าห์หวังดีจะช่วยปิดปากให้ กลับต้องมาถูกคนชั่วช้าอย่างเจ้าตีความไปในทางสกปรก"

ชายหนุ่มหัวเราะหึเบาๆ โดยไม่โต้เถียงต่อ ก่อนที่จะร้องตะโกนขึ้นว่า "มีใครอยู่ที่ข้างนอกรึเปล่า เข้ามานี่หน่อย"

เจ้าหญิงร้องว่าตนเองแต่งตัวไม่เรียบร้อย แต่โอมหาได้สนใจไม่ ในอีกครึ่งอึดใจถัดมาทหารองครักษ์นายหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น กล่าวอย่างสุภาพว่า "เจ้าชายมีอันใดให้กระหม่อมรับใช้ขอรับ"

"ช่วยไปบอกให้คนยกอาหารเช้าขึ้นมาหน่อยสิ ข้ากับเจ้าหญิงจะรับประทานที่นี่" โอมสั่ง "บอกให้ยกมาเร็วๆ ด้วยนะ เจ้าหญิงหิวแล้ว"

ทีราเลนเซียเบิกตากว้าง หากเธอไม่ได้ถูกอบรมมาอย่างเข้มงวดล่ะก็คงได้ร้องโวยวายขัดคำออกมาแล้ว ด้านทหารองครักษ์ผู้นั้นเมื่อได้รับคำสั่งก็ไม่คิดที่จะถามซักไซ้ให้มากความ ได้แต่รับคำแล้วหันหลังออกไปกระทำการ

ไม่นานอาหารคาวหวานก็ถูกยกมาจัดวาง โอมไล่บ่าวรับใช้ออกไปจากห้องจนหมดเหลือเพียงแต่คู่รักเฉพาะกิจ เมื่ออยู่กันตามลำพังแล้ว เจ้าหญิงก็เอ่ยถามขึ้นว่า "วันนี้มาแปลก ทำไมถึงไม่ลงไปกินมื้อเช้าที่ด้านล่างล่ะ"

โอมยิ้มน้อยๆ ออกมา "เพราะข้ามีบางอย่างจะแสดงให้ยอดรักได้รับชมน่ะสิ"

พอพูดจบ ชายหนุ่มก็ผิวปากเป็นจังหวะครั้งหนึ่ง ทันใดนั้นเอง นกสีฟ้าตัวน้อยนับสิบตัวก็โผบินผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้อง เมื่อโอมผิวปากอีกครั้งพร้อมยื่นแขนออกมา ฝูงนกก็บินลงมาเกาะที่แขนของเขาราวกับใช้เวทมนตร์

ทีราเลนเซียเห็นดังนั้นก็ตื่นเต้นไม่ใช่น้อย แต่เมื่อเห็นสีหน้าทะเล้นของชายหนุ่มตรงหน้าโฉมงามก็ต้องเปลี่ยนมาทำหน้าบึ้ง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่เต็มใจนักว่า "เจ้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร"

โอมหัวเราะ ผิวปากอีกครั้ง คราวนี้ฝูงนกพากันกางปีกบินวนรอบศีรษะของเจ้าหญิงราวกับเป็นวงแหวนเทพวงหนึ่ง "ก็ข้าเป็นผู้กล้านี่นา เรื่องแค่นี้น่ะของหมู่ๆ"

356 Nameless Fanboi Posted ID:zf1bEQukx3

"ป๊ะป๋า"

"นี่... ป๊ะป๋า"

"ป๊ะ... ป๋าาา"

ชายหนุ่มสะดุ้งออกจากภวังค์คิด เขาลืมตาขึ้น เห็นเป็นหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มกำลังลืมตากลมกว้างนอนทับอยู่บนแผงอกของเขา หากเป็นผู้อื่น แค่เพียงได้สัมผัสแนบชิดกับร่างกายนุ่มลื่นบอบบางของเจ้าหล่อนก็คงทำให้กำลังขวัญกระเจิงหายไปแล้ว

แต่ไม่ใช่สำหรับคนผู้นี้ การที่ร่างเปลือยเปล่ากำลังบดทับกันอยู่นั้นไม่ได้ทำให้ส่วนล่างของชายหนุ่มเกิดปฏิกิริยาตอบสนองขึ้นมาแม้แต่เพียงน้อย เขาเพียงส่งยิ้มน้อยๆ ตอบกลับไปพร้อมพูดว่า "มีอะไรเหรอ ตัวเล็ก"

คนตัวเล็กยิ้ม ดวงตาของเธอหยีเล็กลง แต่ก็ปรากฏลักยิ้มน่ารักขึ้นที่มุมปากทั้งสองข้าง "ป๊ะป๋าคิดอะไรอยู่เหรอ หนูเรียกตั้งนานกว่าจะตอบ"

ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบศีรษะของหญิงสาว "ก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย" เขาตอบ "คิดว่าเธอหลับไปแล้ว"

หญิงสาวยอมให้อีกฝ่ายลูบศีรษะอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะแนบแก้มลงที่ตำแหน่งหัวใจของเขา "หัวใจป๊ะป๋าก็เต้นปกตินะ" เธอพูด "ที่ทำงานมีอะไรเครียดรึเปล่า"

ชายหนุ่มตอบกลับว่าไม่ใช่เรื่องงาน เสริมย้ำว่าหญิงสาวควรรีบเข้านอนได้แล้ว แต่คนตัวเล็กไม่คิดฟังในสิ่งที่พูด เธอเพียงแต่ใช้ดวงตากลมโตจ้องมองใบหน้าของอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะค่อยๆ ขยับร่าง มุดกายลงไปใต้ผ้าห่ม

เป็นชายหนุ่มที่คว้าจับหัวไหล่ของฝ่ายนั้นเอาไว้ ออกกำลังแขนเล็กน้อยเพื่อดึงร่างของเจ้าหล่อนให้กลับขึ้นมาอยู่ในระดับใกล้เคียงสายตาของเขาตามเดิม ดุว่า "ทำอะไร ก็บอกว่าไม่ได้เครียดจริงๆ"

"ไม่เชื่ออะ" หญิงสาวตอบ ใช้สายตาคาดคั้นจ้องมองคนตรงหน้า "หนูสงสัยอะ ป๊ะป๋า บอกหนูหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น"

ชายหนุ่มยังไม่ยอมปริปาก เห็นดังนั้นหญิงสาวก็ส่งเสียงอดอ้อนอีก ทนอยู่ได้ไม่กี่อึดใจ คนตัวใหญ่กว่าก็ต้องสั่นศีรษะ ตัดใจพูดออกมาว่า "เมื่อตอนบ่ายฉันไปหาเจ้าหญิงน้อยมา เขาบอกว่า... เขาบอกว่าเขาชอบให้ฉันกอด มากกว่าตอนที่มีเซ็กส์กัน"

พอได้ยินชื่อ 'เจ้าหญิงน้อย' หญิงสาวก็ต้องเผยสีหน้าบึ้งตึง แต่เมื่อฟังความจนจบ เธอก็หลุดหัวเราะออกมา ใช้มือทั้งสองข้างพยายามโอบไหล่ของอีกฝ่ายพร้อมพูด "หนูก็ชอบให้ป๊ะป๋ากอดมากกว่านะ"

ชายหนุ่มเลิกคิ้ว "พูดจริงเหรอ" เขาพูดพร้อมส่ายศีรษะน้อยๆ "ไม่คิดเลยว่าเซ็กส์ฉันจะห่วยขนาดนั้น"

หญิงสาวหัวเราะ จุมพิตเบาๆ เข้าที่ริมฝีปากของชายหนุ่มครั้งหนึ่งก่อนพูดว่า "ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นสักหน่อย"

ชายหนุ่มเลิกคิ้วอีก ถามกลับว่าหมายความว่าอย่างไร แต่หญิงสาวทำเป็นบ่ายเบี่ยงไม่ยอมตอบ ร้องว่าต้องให้อีกฝ่ายจุมพิตตอบก่อน ได้ยินดังนั้นคนตัวใหญ่ก็แยกเขี้ยว ยกมือขึ้นบีบจมูกของคนตัวเล็กจนฝ่ายนั้นร้องโอย สะบัดมือไม้ปัดป้อง เปลี่ยนจากท่านอนกลายเป็นนั่งคร่อมอยู่บนแผงหน้าท้องของเขาแทน

หญิงสาวร้องว่าเจ็บ ในขณะที่ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มกว้างถามไปว่า "จะตอบได้รึยัง"

คนตัวเล็กมองค้อน "ไม่ตอบหรอก ปล่อยให้ป๊ะป๋างงไปน่ะดีแล้ว" ไม่พูดเปล่า เธอยังพลิกตัวลงไปบนฟูก นอนหันหลังให้แถมยังดึงเอาผ้าห่มที่ชายหนุ่มใช้คลุมร่างเปลือยไว้ไปครองแต่เพียงผู้เดียว "หนูนอนแล้วดีกว่า"

ชายหนุ่มลุกขึ้นนั่ง ใช้หลังมือสะบัดตีบั้นท้ายของหญิงสาวเบาๆ "อย่าทำเป็นงอนไปหน่อยเลย ฉันรู้ว่าเธอนอนไม่หลับหรอก"

หญิงสาวยังไม่ยอมขยับตัว เห็นดังนั้นชายหนุ่มจึงขยับกลับลงไปนอนตะแคงข้างโอบกอด ใช้แผงอกของเขาแนบชิดกับแผ่นหลังของเจ้าหล่อนโดยมีเพียงผ้าห่มที่คั่นร่างทั้งสองเอาไว้ "กอดแบบนี้น่ะเหรอ ที่ชอบน่ะ"

ในที่สุดคนตัวเล็กก็หัวเราะคิกออกมา เจ้าหล่อนพลิกร่างกลับมาประจันหน้ากับชายหนุ่มพร้อมพูดว่า "แบบนี้ล่ะที่ชอบ"

ชายหนุ่มเลิกคิ้วเป็นเชิงสั่งให้พูดต่อ เห็นดังนั้นหญิงสาวจึงเอ่ยต่อไปว่า "ก็ไม่ใช่ว่าเซ็กส์ของป๊ะป๋าจะห่วยหรอกนะ แต่เซ็กส์น่ะแค่เสร็จก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ สิ่งที่ผู้หญิงต้องการจริงๆ คือปฏิสัมพันธ์แบบนี้ต่างหาก"

ชายหนุ่มยิ้มออกมา ถามว่า "ฉันก็กอดเธอหลังจากมีเซ็กส์ทุกครั้งไม่ใช่เหรอ หรือว่าเธอเคยไม่เสร็จด้วย"

หญิงสาวหัวเราะ กอดตอบอีกฝ่ายบ้าง "ก็หนูถึงได้บอกว่าชอบกอดมากกว่าไง" เธอพูด ซุกใบหน้าลงกับแผงอกแกร่ง "เซ็กส์น่ะแค่สัปดาห์ละครั้งสองครั้งก็ได้ แต่หนูอยากจะให้ป๊ะป๋ากอดนอนทุกคืนนะ"

ชายหนุ่มสั่นศีรษะ หัวเราะเบาๆ อีกครั้งหนึ่งขณะขยับแขนให้อ้อมกอดนั้นกระชับขึ้น "ถ้าอย่างนั้นก็อย่านอนดิ้นให้มันมากก็แล้วกัน"

หญิงสาวยิ้ม แนบแก้มลงไปบนแผงอกของชายหนุ่มราวกับต้องการให้ใบหน้าชำแรกเข้าไปในนั้น "หนูรักป๊ะป๋านะคะ"

357 Nameless Fanboi Posted ID:zf1bEQukx3

>>356 ติชมหน่อย บทเปิดเรื่อง เดี๋ยวจะเอาไปลงธัญวลัย

358 Nameless Fanboi Posted ID:azbNwDoM9i

>>357 เออ อะไรยังไง สรุปมันคืออะไรวะ เปิดมาดีนะ แล้วอินี่ตลกนางเอกรึ ??? เจ้าหญิงน้อยอีก ??? พระเอกมันได้2 ??? 3p

359 Nameless Fanboi Posted ID:azbNwDoM9i

>>358 *ตกลง

360 Nameless Fanboi Posted ID:4qAUuo1.kZ

หลับตาลงเถอะคนดี...ปล่อยให้คืนนี้ผ่านพ้นไป
เมื่อเธอตื่นมาพบกับเช้าวันใหม่...ขอให้วันนั้นเป็นวันที่สวยงาม...

เสียงหวูดร้องดังลั่นพร้อมกับร่างเล็กในอ้อมกอดของฉันที่กระตุกตาม เธอตื่นเสียแล้วน้องสาวตัวน้อยของฉัน เธอใช้เวลาเพียงไม่นานในการฟื้นคืนจากโลกนิทรา ดวงตาสีม่วงเข้มสมชื่อไลแลคจ้องมองฉันด้วยความงุนงง ริมฝีปากบางขยับขึ้นคล้ายจะเอ่ยถาม แต่ฉันใช้ปลายนิ้วชี้แตะมันอย่างแผ่วเบา ส่งสัญญาณให้เธอรู้ว่าเธอควรจะเงียบเสียงเอาไว้ มือเล็กจับลงบนข้อศอกของฉัน เธอคงต้องการที่พักพิง..ซึ่งตอนนี้ไม่เหลือใครแล้วนอกจากฉันเพียงคนเดียว

ฉันยกมือขึ้นแตะใบหน้ากลมอย่างแผ่วเบา ฝุ่นควันจับเป็นคราบเปื้อนเปรอะไปทั่วแก้มใส ไม่ต่างอะไรกับฉันเลยสักนิด แต่สิ่งที่เด็กหญิงตัวเล็กมีมากไปกว่าฉันคือความสดใสของวัยเยาว์ สำหรับฉันมันจางหายไปนานเหลือเกิน นานนับตั้งแต่วันที่เขาแยกพ่อและแม่ของเราออกไป

สองปีก่อนฉันยังมีความสุขภายใต้บ้านหลังเล็กกับพ่อผู้ขยันขันแข็ง แม่ผู้แสนดีและน้องสาวตัวเล็กผู้มีรอยยิ้มสดใสเกินใคร หากแต่ทุกสิ่งเกิดขึ้นเร็วเกินคาด...พวกเขาก้าวเข้ามาในบ้านและประกาศว่าเด็กทั้งหญิงชายที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีจากครอบครัวที่ยากจนจำเป็นต้องเข้าไปอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐ ฉันในวัยสิบสี่ปีและน้องสาวในวัยแปดปีถูกส่งเข้าเมืองหลวงก่อนได้บอกลาพ่อและแม่ด้วยซ้ำ ท่ามกลางเสียงร้องไห้ฉันเฝ้าแต่บอกเธอว่าสักวันเราจะได้กลับไปหาพ่อแม่

แต่ฉันรู้ดี เราไม่มีวันได้กลับหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนั้นอีกแล้ว

ในตอนแรกฉันไม่รู้ว่าพวกเขาจับเด็กอย่างฉันมารวมกันเพื่อประโยชน์อันใด เราถูกส่งไปยังโรงเรือนขนาดใหญ่ที่เป็นทั้งที่พักและโรงเรียน เขาเรียกสถานที่นี้ว่าผลึกเพชรตามชื่อโครงการ ในตอนเช้าเราต่างถูกฝึกและร่ำเรียนในหน่วยงานตามความถนัด ตกดึกจึงได้กลับไปยังห้องพัก ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา แต่นั่นเป็นโชคอันดีแล้วที่ฉันกับน้องสาวยังอยู่ด้วยกันได้ในตอนกลางคืน เด็กชายคนหนึ่งบอกกับฉันว่าเขาถูกแยกกับพี่ชายและไม่เคยได้พบเจอกันอีกเลย

ที่โรงเรียนเขาบอกกับฉันว่าจำนวนเด็กในเมืองหลวงกำลังลดลงอย่างมหาศาล ทำให้รัฐบาลต้องเร่งสร้างแรงงานโดยการคัดเลือกเด็กจากพื้นที่ต่าง ๆ มาอบรมเพื่อกลายเป็นเด็กที่มีคุณภาพ พวกเขาเรียกโครงการนี้ว่าโครงการเจียระไนเพชร และเรียกพวกเราที่ยังไม่กลายเป็นเพชรเต็มตัวว่าสมาชิก

ไม่ใช่สมาชิกทุกคนที่สามารถกลายเป็นเพชรน้ำงามได้สมใจโครงการ ในกระบวนการคัดเลือกหน่วยงานเด็กหลายคนกลายเป็นเถ้าถ่าน เพราะพวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนภาพเป็นเพชรได้...

"ไอริส...พี่ว่าพวกเขาจะตายไหม" เด็กหญิงกระซิบถามฉันอย่างแผ่วเบาจนแทบจับใจความไม่ได้ เธอรู้ตัวดีว่าหากเพิ่มเสียงดังอีกสักนิดอาจทำให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์สันติพร้อมกับกระบอกปืนในมือหันกลับมาสนใจและเราสองคนพี่น้องคงกลายเป็นเป้าหมายต่อไปของกระสุนปืน อาจเป็นโชคอันดีของเราก็ได้...ท่ามกลางเด็กที่ถูกกวาดต้อนมารวมกันในห้องโถง เจ้าหน้าที่คนใกล้ที่สุดเลือกจะสนใจเด็กหนุ่มผิวคล้ำที่ห่างออกไปมากกว่า

"พี่ไม่รู้...พี่หวังว่าพวกเขาจะปลอดภัย นอนต่อเถอะนะคนดี" ฉันลูบเส้นผมเนียนละเอียดของน้องสาว พยายามกล่อมให้เธอนอนหลับไปจนกว่าค่ำคืนนี้จะผ่านพ้นไป ฉันรู้ดีว่ามันยากเย็นขนาดไหนกับการข่มตานอนในคืนเช่นนี้...คืนที่เสียงดังสนั่นหวั่นไหวของปืนยังดังอยู่ภายนอก

กลุ่มคนรุ่นราวคราวเดียวกับฉันจากหน่วยงานสร้างสันติซึ่งรวบรวมเด็กชายหญิงผู้มีหัวด้านการต่อสู้พร้อมใจกันหนีออกจากผลึกเพชร พวกเขามีอาวุธอยู่ในมือ แม้ไม่ใช่ปืนอย่างที่ผู้พิทักษ์สันติใช้กัน แต่ดาบ ธนู มีดสั้นก็ทรงอานุภาพพอสำหรับการเข่นฆ่าชีวิตใครสักคนหนึ่ง...โดยเฉพาะด้วยฝีมือของพวกเราที่ฝึกมาเพื่อการนั้นโดยเฉพาะ

ฉันเป็นคนหนึ่งที่ถูกชักชวนให้หนีไปในคืนนี้ หากฉันตัวคนเดียวเหมือนกับคนอื่น ๆ ฉันคงมีความกล้าพอที่จะเข้าร่วมกลุ่มกับพวกเขาแล้วหนีออกไป แต่ฉันทำแบบนั้นไม่ได้...ฉันจะหนีรอดไปตัวคนเดียวโดยทิ้งน้องสาวไว้ในผลึกเพชรได้อย่างไร...ยิ่งตอนนี้เรามีกันเพียงแค่สองคนเท่านั้น การพาไลแลคหนีไปด้วยยิ่งเป็นเรื่องที่ยากเข้าไปใหญ่ น้องสาวไม่ได้อยู่ในหน่วยงานสร้างสันติอย่างฉัน เธอเป็นเพียงเด็กหญิงที่ยังไม่เข้าเกณฑ์เลือกหน่วยงานใดทั้งสิ้น จวบจนกว่าเธอจะอายุครบสิบสองปีและเข้ารับการคัดเลือกในอีกหลายปีข้างหน้า

361 Nameless Fanboi Posted ID:4qAUuo1.kZ

ไลแลคซุกใบหน้าเล็กลงบนอกของฉัน ฉันขยับวงแขนกระชับรอบร่างกายของน้องสาวมากกว่าเดิม คืนนี้เป็นคืนที่เหน็บหนาว...ทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอกและหิมะที่โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า ฉันไม่เคยนึกชอบฤดูหนาวเลยสักนิด มันทำให้ฉันหวนคิดถึงกองไฟที่พ่อก่อขึ้นบนเตาผิง แม่และฉันกำลังยกกาใส่น้ำนมแพะที่เรารีดเองเข้ามาวาง น้องสาวตัวเล็กของฉันนั่งร้องเพลงที่พ่อเคยสอนให้ด้วยน้ำเสียงเล็กใสของเธอ

ที่ผลึกเพชรไม่มีเตาผิง...ไม่มีกองไฟ...ไม่มีน้ำนมแพะ...ไม่มีพ่อและแม่...ไม่มีอะไรทั้งนั้น...

พวกเราได้รับความอบอุ่นจากเครื่องทำความร้อน ได้รับอาหารตามการจัดสรรจากนักโภชนาการและฝ่ายผลิตอาหาร...แต่มันไม่เพียงพอหรอกสำหรับเด็กผู้หญิงอย่างฉันและน้องสาว หลายคืนเรากอดกันแน่นเพื่อถ่ายทอดความอบอุ่นที่ผลึกเพชรไม่มีวันมอบให้ หลายครั้งที่เราต้องใช้แขนเสื้อสีตุ่น ๆ เช็ดน้ำตาให้กัน ไลแลคคิดถึงบ้าน...เธอคิดถึงพ่อแม่ที่เธอเองก็แทบจำใบหน้าพวกเขาไม่ได้...

ที่ผลึกเพชรไม่มีเตาผิง...ไม่มีกองไฟ...ไม่มีน้ำนมแพะ...ไม่มีพ่อและแม่...ไม่มีอะไรทั้งนั้น...

พวกเราได้รับความอบอุ่นจากเครื่องทำความร้อน ได้รับอาหารตามการจัดสรรจากนักโภชนาการและฝ่ายผลิตอาหาร...แต่มันไม่เพียงพอหรอกสำหรับเด็กผู้หญิงอย่างฉันและน้องสาว หลายคืนเรากอดกันแน่นเพื่อถ่ายทอดความอบอุ่นที่ผลึกเพชรไม่มีวันมอบให้ หลายครั้งที่เราต้องใช้แขนเสื้อสีตุ่น ๆ เช็ดน้ำตาให้กัน ไลแลคคิดถึงบ้าน...เธอคิดถึงพ่อแม่ที่เธอเองก็แทบจำใบหน้าพวกเขาไม่ได้

เสียงปืนหยุดลงเมื่อตอนฟ้าสาง ฉันหลับไม่ลงเลยสักนิด ใช้เวลาทั้งคืนในการกอดน้องสาวเอาไว้และภาวนาให้เธอหลับอย่างเป็นสุข ตอนนี้ทุกอย่างคงจบลงแล้ว ฉันไม่อยากคาดเดาว่าพวกเขาหนีการไล่ล่าไปได้มากน้อยแค่ไหน แต่สิ่งที่พวกเขาทำกับโครงการฯมันเป็นเรื่องใหญ่โตเกินกว่าจะคาดคิด เจ้าหน้าที่พิทักษ์สันติพูดกันว่าทางรัฐบาลต้องลงมือจัดการอะไรบางอย่าง

"ขณะนี้เหตุการณ์สงบลงแล้ว เราสามารถกำจัดผู้ก่อความวุ่นวายและผู้หลบหนีได้ทั้งหมด ขอให้สมาชิกทุกคนมารวมตัวกันที่ลานอเนกประสงค์" ทีอาน่า สมิธ หัวหน้าผู้ดูแลผลึกเพชรประกาศผ่านทางลำโพงที่ติดอยู่โดยรอบ ฉันรู้ว่าเป็นเธอแม้ไม่ต้องเห็นหน้า เสียงของสมิธแหบแห้งและแข็งกระด้างเป็นเอกลักษณ์เหมือนกับดวงตาทั้งคู่

ฉันไม่ชอบสมิธและคิดว่าสมิธเองก็ไม่ชอบฉัน ที่ถูกต้องคือสมิธไม่เคยชอบใครเลยมากกว่า เธอไม่เคยพอใจอะไรสักอย่าง ฉันไม่เคยเห็นเธอยิ้มมาก่อน เรื่องเล็กน้อยสามารถทำให้เธอบูดบึ้งได้ตลอดเวลาและเรื่องใหญ่จะทำให้เธอรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ตัวอย่างเช่นเมื่อผลการทดสอบประสิทธิภาพของหน่วยสร้างสันติไม่เป็นที่พอใจสำหรับรัฐบาล สมิธในใบหน้าโกรธเกรี้ยวบึ้งตึงจะสั่งให้พวกเรายืนเรียงแถวยาวในลานอเนกประสงค์ เธอใช้สันปืนพกฟาดลงบนแก้มของสมาชิกที่คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์...ฉันเองก็เคยโดนครั้งหนึ่ง ในช่วงปีแรกที่เข้ามาอยู่ในผลึกเพชร เธอบอกกับพวกเราว่าความกดดันจะทำให้แท่งถ่านกลายเป็นเพชรได้

ขบวนแถวถูกจัดตามหน่วยงานและอายุ ไลแลคถูกแยกไปอยู่กับกลุ่มเด็กที่ยังไม่ผ่านการคัดเลือก ส่วนฉันยืนอยู่ในแถวของหน่วยสร้างสันติ แถวของเราสั้นจนน่าใจหาย สมาชิกที่ผ่านการฝึกอย่างเข้มข้นจนเกือบจะกลายเป็นเพชรเหลืออยู่เพียงไม่ถึงสิบคน...และฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น พวกเราที่เหลืออยู่ตรงนี้ต่างเลือกที่จะไม่หนี บางคนมีน้องสาวหรือน้องชายในผลึกเพชร บางคนเลือกภักดีกับรัฐบาลเพื่อแลกอาหารและที่นอนมากกว่าการเผชิญโลกภายนอกที่ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรในตอนนี้

สมิธออกคำสั่งให้พวกเราขึ้นไปบนเวทีด้านหน้าของลานอเนกประสงค์ พร้อมกับการย้ายร่างไร้วิญญาณของอดีตสมาชิกหน่วยสร้างสันติมายังพื้นที่ว่างหน้าเวที ร่างที่เรียงรายอยู่ข้างล่างคือเพื่อนของฉัน...พวกเขาใช้ผ้าใบสีขาวในการห่อศพเหล่านั้นเอาไว้ เหลือเพียงใบหน้าที่โผล่พ้นออกมา ฉันพยายามอย่างมากที่จะกลั้นน้ำตา แต่ชาลิสที่ยืนอยู่ข้างฉันไม่เก่งขนาดนั้น เธอสะอื้นไห้พร้อมน้ำตาที่ไหลนองอาบแก้ม

ฉันที่ยังพอมีสติดีในตอนนี้รับหน้าที่ขานชื่อร่างไร้วิญญาณเหล่านั้นเพื่อสำรวจว่ามีใครบ้างที่ยังรอดชีวิตอยู่ในผลึกเพชร ฉันรู้จักพวกเขาทุกคน ร่างกายสูงใหญ่ของซีซาร์เด่นสะดุดตาเกินใคร เหมือนกับเส้นผมหยักศกสีแดงเพลิงของจิงเจอร์ ใบหน้ากลมแป้นพร้อมรอยยิ้มกว้างของซู ผิวขาวซีดราวกระดาษของธีโอ แม้กระทั่งหัวหน้าหน่วยสร้างสันติอย่างคริสก็ยังนอนหมดลมหายใจอยู่ตรงนั้น

พวกเขาไม่เก็บใครเอาไว้สักคน...คนไหนที่ถูกจับกุมได้กลายเป็นศพนอนอยู่เบื้องหน้าของฉัน ชื่อที่คุ้นเคยลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ เหลืออีกเพียงสิบกว่าคนเท่านั้นสำหรับอดีตเพื่อนร่วมหน่วยงาน ฉันกวาดตามองหาร่างของใครบางคนท่ามกลางร่างภายใต้ผ้าใบสีขาว...แต่ไม่มี...ไม่มีเขาในบรรดาศพเหล่านั้น

ไม่มีไทเลอร์...เขาหายไปไหน? หรือเขาหนีไปได้?

362 Nameless Fanboi Posted ID:4qAUuo1.kZ

"มีอะไรหรือคุณอีแวนส์" สมิธเรียกชื่อฉันด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก สายตาของเธอเพ่งมองลงมาคล้ายจะอ่านสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ ฉันสูดลมหายใจลึกก่อนบังคับน้ำเสียงสั่นเครือให้ตอบกลับไปโดยไม่ฉายแววพิรุธ

"ไม่มีอะไรค่ะคุณสมิธ ฉันเพียงจำนามสกุลของเขาไม่ได้เท่านั้น"

"เช่นนั้นคิดเสียว่าเขานามสกุลอะไร อย่าให้เราต้องเสียเวลาไปมากกว่านี้" ฉันก้มหน้ารับคำสั่งของเธอ สมองพยายามประมวลผลอยากรวดเร็วก่อนตัดสินใจกล่าวชื่อหนึ่งออกไป

"ผู้ชายผมสีดำตรงนั้นคือไทเลอร์ รีดจ์ค่ะ..."

ไม่มีใครรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาไม่ใช่ไทเลอร์ รีดจ์อย่างที่ฉันกล่าวอ้าง เด็กหนุ่มผมสีดำคนนั้นคือจอร์จ ดาวิส รูปร่างของเขาคล้ายคลึงกับไทเลอร์มากพอที่ทำให้ทุกคนเชื่อว่าศพใบหน้ายับเยินคือเขา ความหวังลึก ๆ ก่อเกิดขึ้นในใจของฉัน ไทเลอร์เป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของฉัน ตอนนี้เขาหนีไปแล้ว...หนีรอดไปจากผลึกเพชรแห่งนี้และจะไม่มีใครตามล่าเขาอีกต่อไป

พวกเขาจะตามหาตัวจอร์จ ดาวิสไม่ใช่ไทเลอร์ รีดจ์

ชื่อสุดท้ายหลุดออกจากริมฝีปากของฉัน มีสมาชิกหน่วยอีกสามคนที่สามารถหนีรอดไปได้ ตอนนี้หมดหน้าที่ของสมาชิกหน่วยสร้างสันติที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่สมิธยังคงให้เรายืนอยู่บนเวที ศพของผู้เสียชีวิตยังคงปล่อยวางไว้เช่นนั้น ฉันเหลือบมองเพื่อนในแถว...ทุกคนต่างร้องไห้และสติหลุดลอย การทำใจมองภาพเบื้องหน้าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด การจากไปของเพื่อนสร้างความโศกเศร้าให้กับฉันคล้ายคนอื่น ๆ เพียงแต่ฉันยังเห็นแสงความหวังซึ่งมีชื่อว่าไทเลอร์

"เราทุกคนคงเห็น...การสูญเสียสมาชิกชั้นดีในวันนี้" สมิธก้าวขึ้นยืนบนแท่นโพเดียมกลางเวที เสียงแข็งกร้าวของเธอไม่ได้สอดแทรกซึ่งความอาลัยอาวรณ์เลยสักนิด

"เจ้าหน้าที่พิทักษ์สันติต่างบาดเจ็บและล้มตายเพื่อปกป้องพวกเราเอาไว้ การก่อจลาจลและการพยายามหลบหนีของหน่วยสร้างสันติในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องน่าผิดหวังอย่างยิ่ง รัฐบาลต่างฟูมฟักสมาชิกทุกคนอย่างดีเพื่ออนาคตในวันข้างหน้าของประเทศชาติ...การกระทำของหน่วยสร้างสันติในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ให้อภัยไม่ได้ ทุกคนในหน่วยสร้างสันติที่ยังเหลือรอดล้วนมีความผิดโทษฐานสร้างความเดือดร้อนภายในผลึกเพชร"

มีเพียงความสงบนิ่งเท่านั้นที่รายล้อมอยู่รอบข้าง แม้กระทั่งเสียงสะอื้นของชาลิสยังเงียบไป ถ้อยคำของสมิธไม่จำเป็นต้องตีความหมายใด ๆ เธอกำลังจะสั่งลงโทษพวกเราที่ยังยืนหายใจอยู่ตรงนี้

"เพื่อเป็นการสั่งสอนและย้ำเตือนไม่ให้เกิดความคิดต่อต้านขึ้นมาอีก เบื้องบนมีคำสั่งให้ถอนรากถอนโคน ประหารชีวิตผู้กระทำความผิดทุกคน!"

สิ้นเสียงกร้าวของสมิธ ฉันถูกเจ้าหน้าที่พิทักษ์สันติเตะจากด้านหลังจนล้มหมอบลงกับพื้นเวที แรงเตะไม่ทำให้ฉันเจ็บปวดเท่าไรนัก ที่เป็นห่วงตอนนี้คือไลแลคมากกว่า...

"ทำไมละคะ ก็คุณบอกว่าถ้าฉันบอกแผนการครั้งนี้กับคุณ ทั้งหมดคุณจะส่งฉันไปอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ในเมืองหลวงไม่ใช่หรือคะ" เสียงกรีดร้องขอชีวิตดังขึ้นจากชาลิส เธอประจานความเห็นแก่ตัวของเธอเอง ขายชีวิตเพื่อนกว่าสามสิบคน...เพียงเพื่อความสุขสบายของตนเอง แต่ชาลิสไม่มีเวลาร่ำไห้นานมากนัก กระสุนปืนเจาะทะลุสมอง มันพรากเสียงร้องของเธอไปตลอดกาล

เสียงปืนดังถี่ขึ้นกว่าเดิม เด็กชายหญิงวัยสิบสามปีที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรเลยก็ถูกกำจัดทิ้งตามระบบ สมิธเก็บฉันไว้เป็นคนท้าย ๆ ตอบแทนที่ฉันช่วยขานชื่อศพพวกนั้นให้เธอ ท่ามกลางโลกที่พร่าไปด้วยน้ำตาของฉัน ฉันยังเห็นน้องสาวพยายามฝ่าเจ้าหน้าที่พิทักษ์สันติเข้ามาหาฉัน ด้วยขนาดตัวที่เล็กว่าเด็กวัยเดียวกันของไลแลค ทำให้เธอเข้ามาใกล้จนเกือบจะถึงหน้าเวทีอยู่แล้ว เส้นผมสีน้ำตาลบลอนด์ยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง สองมือเล็กตะเกียกตะกายไขว่คว้า ริมฝีปากตะโกนเรียกชื่อฉันไม่หยุด

"ไอริส! ไอริส!! ไม่นะไอริส!!"

ฉันยื่นมือไปหาน้องสาวอีกนิดเดียวจะถึงเธออยู่แล้ว...แต่เสียงปืนกลับดังขึ้นเสียก่อน

ท่ามหิมะสีขาวโปรยปรายลงมา ฉันเห็นเลือดของตัวเองสาดกระจายไปทั่ว ดวงตาสีม่วงของน้องสาวเบิกกว้าง เธอกรีดร้องเรียกชื่อฉันซ้ำ ๆ เจ้าหน้าที่พิทักษ์สันติคนหนึ่งยิงฉันที่หลัง มันไม่มากพอจะทำให้ฉันตายได้ในกระสุนนัดเดียวแต่ความเจ็บปวดนั้นช่างมากมายเหลือเกิน

ไลแลค...ไลแลคของฉัน

ฉันหวนนึกถึงบทเพลงที่แม่ร้องให้ฟังในวัยเด็ก พยายามเปิดปากเค้นเสียงร้องเพลงปลอบน้องสาวผู้มีน้ำตาอาบใบหน้า

หลับตาลงเถอะคนดี...ปล่อยให้คืนนี้ผ่านพ้นไป

เมื่อเธอตื่นมาพบกับเช้าวันใหม่...ขอให้วันนั้นเป็นวันที่สวยงาม...

กระสุนปืนยิงซ้ำขึ้นทันที

363 Nameless Fanboi Posted ID:Gx2wGWYaLr

>>360-362 เชี่ย กูชอบว่ะ ขอบคุณที่แต่งให้อ่านนะ