Fanboi Channel

มิตรสหายนักพัฒนาซอฟต์แวร์ท่านหนึ่ง

Last posted

Total of 221 posts

217 Nameless Fanboi Posted ID:2LohaGvH3b

อยากจะบอกน้องๆ ที่เรียนสายคอมพิวเตอร์ว่า "เงินเดือนโปรแกรมเมอร์จบใหม่ ที่เขาแชร์ๆ กัน ที่เขาตั้งกระทู้กัน ว่าได้เท่านั้นเท่านี้" น่ะนะ อย่าไปสนใจมันมากเลย

"ถ้าเขาไม่รับคุณ"
"ถ้าคุณไม่ดีพอที่เขาจะรับ"

เงินเดือนแค่ไหนคุณก็ไม่ได้ จบ

ยิ่งเงินเดือนสูงเท่าไหร่ ความคาดหวังความรับผิดชอบมันก็ยิ่งสูงเท่านั้น น้องๆ หลายคนแค่รับผิดชอบเรียนให้ดี ยังทำไม่ได้ รับผิดชอบแค่ทำโปรเจ็คจบตัวเอง ยังทำไม่ได้ ...... แล้วจะไปทำอะไรรับผิดชอบอะไรกับโปรเจ็คที่มันต้องการคนระดับเงินเดือนครึ่งแสน?

"คนเขาแย่งโปรแกรมเมอร์เก่งๆ กัน ตั้งเงินเดือนกันสูงๆ" เพราะเขาอยากจะจ้างคนเดียวด้วยเงินแสน แทนที่จะจ้างสิบคนด้วยเงินเท่ากัน (คนละหมื่น)...

งานที่ต้องการคนระดับนั้น ก็ต้องเป็นงานที่มีมูลค่าสูงมาก ต้องรับผิดชอบไม่ใช่แค่กับรายได้ของบริษัทตัวเอง แต่มักจะหมายถึงรายได้ของลูกค้า และการทำงานของลูกค้าอีกหลายคนด้วย ... มันไม่ใช่แค่ทำแบบโปรเจ็คจบ

และบ่อยครั้งถ้าคนนั้นเก่งพอที่จะได้เงินเดือนแสน ก็จะทำงานได้มากกว่าคนเงินเดือนหมื่นกว่านับสิบคนด้วยซ้ำ (จริงๆ ปกติเลยล่ะ) แถมปัญหาน้อยกว่ามาก ทะเลาะก็ทะเลาะคนเดียว เถียงก็เถียงคนเดียว สอนก็สอนคนเดียว ความยุ่งยากเรื่องประกันสังคมหรือเรื่องอื่นๆ ก็จัดการให้คนเดียว แทนที่จะเป็นสิบคน

"คนเก่งพอที่จะให้เงินเดือนระดับนั้นได้ มันมีน้อย เขาถึงตั้งระดับนั้นหรือสูงกว่านั้น เพื่อให้ได้คนๆ นั้นมา"

หลายคนที่ผมรู้จัก นี่ถ้าเรียก 60-150k ผมรู้สึกว่า "สมเหตุผล"

แต่ถ้าผมเป็นบริษัท ผมจะจ่ายได้หรือไม่นี่ก็อีกเรื่องหนึ่ง ผมอาจจะไม่มีงานในระดับที่จะต้องการคนระดับนั้นมาทำ ผมอาจจะไม่มีงานระดับที่สร้างรายได้ขนาดที่ต้องการคนขนาดนั้นมารองรับ ... แต่ถ้าผมมีเมื่อไหร่ ผมจะต้องการคนแบบนั้นแน่ๆ และผมจะต้องมีปัญญาจ่ายแน่ๆ

ในขณะเดียวกัน .... อีกหลายคนที่ผมรู้จัก จะเรียก 15k หรือแม้แต่น้อยกว่า 10k .. ต่อให้ 7k เลยก็ได้นะ .. ผมยังรู้สึกว่า "โคตรแพง" และ "ไม่สมเหตุผลเอาซะเลย" ... ที่ร้ายกว่านั้น บางคน "ยังควรจ่ายค่าเล่าเรียนการทำงานในชีวิตจริงด้วยซ้ำ"

แม้แต่กับโปรเจ็คเล็กๆ กระจอกๆ ที่ไม่ได้มีมูลค่าอะไรมากกว่ารับมาทำแล้วผ่านไป เก็บเงินได้เล็กๆ น้อยๆ นี่ผมยังไม่รู้จะรับคนแบบนี้มาทำอะไรเลย เปลืองเปล่าๆ

คนสองพวกที่ผมรู้จักนี้ พวกแรกมีน้อยมาก น้อยกว่าความต้องการก็จริงอยู่ .... แต่พวกหลังมีเต็มไปหมด เกลื่อนไปหมด มีมากกว่าความต้องการของตลาดด้วยซ้ำ (เพราะตลาดแทบไม่มีความต้องการคนระดับนั้นเลย)

เงินเดือนที่นั่นที่นี่เขาจะให้เท่าไหร่ ... ใครจะแชร์อะไรว่าได้เท่าไหร่ ... มันก็ไม่ใช่เงินเดือนอัตโนมัติ เมื่อคุณเรียนจบมา

สิ่งเดียวที่อัตโนมัติ คือ "ตกงาน"

218 Nameless Fanboi Posted ID:7trYK7nNs3

เมื่อปี 62 ผมได้มีโอกาสอ่านข้อความนึง จากกระทู้ที่โพสถามเรื่อง

"เงินเดือน กับ ความสามารถ และ ความรับผิดชอบ"
แล้วก็มาเจอคอมเม้นนึงซึ่งผมคิดว่าตอบได้ครบแทบจะทั้งหมด

ปี 63 ก็เอามารีโพส
ปีนี้ (64) ก็เจอเรื่องเดิมอีกแล้ว

จึงอยากนำมาแบ่งปันกันครับ

----------------------------

อันนี้ผมเคยบอกแล้วว่า เงินเดือน ไม่เกี่ยวกับ skill เลยซะทีเดียว มันมีปัจจัยหลายอย่าง

หลักๆคือ มันคือความพอใจของคนจ่าย ที่เค้าได้ผลประโยชน์ตามที่เค้าต้องการครับ

คนเก่งมากๆ เขียนได้วันนึงหลายอย่าง แต่อาจจะได้เงินเดือนน้อย ไม่ใช่เพราะเค้าไม่เก่ง แต่เค้าอาจจะอยู่ในจุดที่บริษัทไม่ได้ให้ความสำคัญ

กลับกันคนที่เขียนโปรแกรมเก่งระดับหนึ่ง อาจจะได้เงินเดือนมากกว่าคนแรกสองเท่า เพราะเค้าทำงานในจุดที่ spotlight สาดแสง เลยทำให้มีความสำคัญ

คนที่สาม อาจจะเขียนโปรแกรมได้น้อยกว่าสองคนแรก แต่เค้าทำงานในบริษัทที่รายได้มากกว่าสองบริษัทแรก 50 เท่า เลยได้เงินเดือนมากกว่าคนแรก 10 เท่า

ทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ซึ่งส่วนตัวผมเรียงลำดับความสำคัญดังนี้

- สถานะทางเศรษฐกิจของบริษัท
- ความสามารถในการแก้ปัญหาทางธุรกิจ(ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาในการเขียนโปรแกรม)
- ความจำเป็นของงานต่อธุรกิจ
- มาตรฐานทางเงินเดือนของประเทศ
- ความเก่งในการ code ของคนคนนั้น

จะเห็นว่าในมุมมองส่วนตัวผม สิ่งที่สำคัญคือ คุณทำงานให้ใคร และคุณมีคุณค่าทางธุรกิจให้เขาไหม มากกว่าความสามารถในการเขียนโปรแกรมเพียวๆ

อย่าลืมว่าทุกบริษัทต้องการผลกำไร ไม่ใช่ product ที่โคตรเจ๋ง 100% code coverage แต่ไม่มีผลกำไรเลย

ผู้เขียน
Mahasak Pijittum

--------------------------

ที่จริงน่าเอาไปเรียบเรียงเขียน Blog มาก แต่ยังขี้เกียจอยู่ เอาไว้หายขี้เกียจค่อยว่ากันใหม่

และสุดท้ายนี้ "อย่าลืมว่าทุกบริษัทต้องการผลกำไร ไม่ใช่ product ที่โคตรเจ๋ง 100% code coverage แต่ไม่มีผลกำไรเลย"

219 Nameless Fanboi Posted ID:fSw1fEa/c0

อีกหนึ่งวันจะทำงานที่ใหม่นี้ครบปีแล้ว (ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เคยเข้าออฟฟิศเลยแม้แต่ครั้งเดียว) แต่ถึงเวลาจะผ่านไปแค่ปีเดียว ประสบการณ์นี่เยอะกว่าทำงานอื่น ๆ ในชีวิต 5 ปีซะอีก เรียกว่าแฮปปี้มากที่ได้มีโอกาสทำงานกับบริษัทที่ Professional ระดับนี้ ได้เรียนรู้อะไรเยอะเลย
.
เลยขอใช้โอกาสนี้มาจดบันทึกชีวิตการเป็นพนักงานง่อย ๆ ในบริษัทยักษ์ใหญ่สักหน่อยนึงว่าได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง =)
.
1) เวลาทำงานไม่ใช่ Metric ที่เหมาะสมในการวัดผลงาน การวัดประสิทธิภาพผลงานด้วยตัวงานนั้นส่งผลดีต่อทุกสิ่งกว่ามาก
.
2) เพศ อายุ เชื้อชาติ หน้าตา สัดส่วน ไม่เคยส่งผลต่อความเก่งของใครเลย มาอยู่นี่ไม่เคยมองว่าโปรแกรมเมอร์หญิงไม่เก่ง ไม่เคยมองว่าอายุน้อยจะไม่เก่ง นี่มีกฎห้ามถามอายุด้วยซ้ำไปเพื่อไม่ให้เกิด Bias
.
3) จงเชื่อว่าทุกคนมีจุดประสงค์ที่ดีเสมอแล้วจะดีเอง ต่อให้การกระทำนั้นทำให้เรารู้สึกไม่ชอบ ก็จงมองให้มันเป็นการกระทำที่มาจากจุดประสงค์ที่ดี
.
4) Blameless เป็นวัฒนธรรมที่สำคัญมาก การไม่หาตัวคนผิด การไม่กล่าวโทษตัวตนแต่ใช้วิธีอุดปัญหาที่ระบบ
.
5) การดราม่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระและไม่มืออาชีพที่สุดแล้ว ตั้งแต่ทำงานที่นี่มาไม่เคยเจอดราม่าในที่ทำงานเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทุกคนให้เกียรติกันคุยกันด้วยเหตุผล และนั่นทำให้งานเดินอย่างมีประสิทธิภาพมาก
.
6) มีอะไรก็จงคุยกัน ไม่พอใจก็พูด ไม่เห็นด้วยก็พูด งานคืองาน ไม่คุยกันแล้วงานมันจะสำเร็จได้ยังไง
.
7) วัฒนธรรมการให้และการรับ Constructive Feedback ก็เป็นอีกอย่างในการทำให้ทุกคนเก่งขึ้นไปพร้อม ๆ กับสังคมการทำงานที่ดีขึ้น และ Constructive Feedback ก็ไม่ใช่การด่าแหลกแล้วอ้างว่าติเพื่อก่อ มันเป็นการกระทำที่ราคาถูกและไร้ค่า
.
8) คนเก่งจัด ๆ ไม่ได้แปลว่าจะเป็นสุดยอด Asset ของบริษัท สกิลทำงานเป็นทีมต่างหากที่สำคัญกว่ามาก
.
9) สกิลการสื่อสารเป็นสิ่งที่ "ต้องมี" ในการทำงานอย่างมืออาชีพ ไม่ใช่สิ่งที่มีก็ดี แต่มันต้องมี
.
10) เงินเดือนสูงสำคัญ(มาก)นะต่อการทำให้คนตั้งใจทำงานและอยากเก่งขึ้น ไม่ใช่เพราะกลัวตกงาน แต่มันทำให้โฟกัสงานได้อย่างเต็มที่ต่างหาก
.
11) Manager ไม่ได้ทำตัวเป็นหัวหน้าและอยู่เหนือกว่า Engineer แต่เป็นคนที่ทำอีกหน้าที่นึงเท่านั้น สุดท้ายทุกคนคือเพื่อนร่วมงานที่มีปลายทางเดียวกันคือการทำงานให้สำเร็จ การให้ Feedback ไปมาเป็นเรื่องปกติมาก
.
12) การทำงานหนักมาก ๆ ไม่ใช่สิ่งที่บริษัทใหญ่ของเมกันต้องการ แต่เค้าต้องการให้เราพักผ่อนและมีชีวิตของตัวเองด้วย "การพักผ่อนเป็นส่วนนึงของการทำงาน"
.
13) Fundamental คือทุกสิ่งสำหรับงาน Engineer ฐานแน่นฝึกได้ทุกอย่าง แต่ฐานอ่อนก็คือไปต่อยากมาก ความต่างของคนที่เก่งขึ้นไม่หยุดกับคนที่วนอยู่กับที่อยู่ที่ตรงนี้เลย (เห็นคนไทยเถียงกันว่าทำไมต้องรู้ว่า Quick Sort ทำงานยังไงไปทำไมถ้าโหลดมาใช้ก็จบแล้วก็ช่างปวดใจ)
.
14) ความสามารถในการเรียงลำดับความสำคัญ (P0-P3) เป็นอีกสกิลที่สำคัญสำหรับคนทำงานในทุกระดับหน้าที่
.
15) งานโปรดักส์มันไม่มีคำว่าเสร็จสมบูรณ์ (เพราะมัน Subjective) มันมีแค่ Ready to Launch หรือยัง ต้องรู้จักวางแผนว่าอะไรเป็นงานที่ Blocked ส่วนไหนเป็น Non-Blocked จะได้วางแผนการ Deliver ให้ตรงตาม Deadline ให้ถูก
.
16) จงให้เครดิตทุกคนกับทุกสิ่งที่เค้าทำ ถึงจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็ช่วยทำให้บรรยากาศการทำงานดีมาก ๆ การขโมยเครดิตถือเป็นสิ่งที่ร้ายแรงมาก ห้ามทำเป็นอันขาด
.
17) การประชุมให้มีประสิทธิภาพต้องอาศัยการจัดการที่ดี การประชุมที่ดีจะช่วยลดเวลาทำงาน การประชุมที่ไม่ดีจะเป็นการเสียเวลาทำงาน จะประชุมต้องรู้จักวางแผนและควบคุมให้ดี
.
18) การประชุมที่ดีต้องมีเวลาล็อคไว้ชัดเจนและห้ามเกินเวลา
.
19) คนที่นี่ขยันเก่งขึ้นตลอดเวลามากทั้ง ๆ ที่งานเยอะมากอยู่แล้วก็ยังหาเวลาฝึกตัวเองเพิ่มได้อีก สุดท้ายคือทุกคนมีความสามารถในการบริหารเวลา ถือเป็นอีกสกิลที่ทุกคนควรมี
.
20) สำหรับสายงาน Software Engineer หลังจากลาออกจากที่นึงก็แทบจะได้งานใหม่ในอีกที่นึงทันที
.
21) การถูกรายล้อมด้วยคนเก่งจะช่วยให้เราเก่งขึ้นเองได้จริง ๆ
.
ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่เริ่มงานปุ๊บก็ WFH ปั๊บ แต่ต้องบอกเลยว่าเพราะ WFH นี่แหละเลยได้เรียนรู้อะไรเยอะกว่าปกติมาก (โดยเฉพาะวิธีการทำงานและการจัดการเวลาของตัวเอง) ไม่รู้จะได้เข้าออฟฟิศเมื่อไหร่ ตลอดปีที่ผ่านมาเคยเจอเพื่อนร่วมงานตัวเป็น ๆ แค่ 3 ครั้งเอง แต่คิดว่าถ้าได้เข้าออฟฟิศคงได้เรียนรู้อะไรมากกว่านี้อีก
.
รออย่างใจจดใจจ่อ ไว้เจอกันน้าออฟฟิศคุงงง =)

220 Nameless Fanboi Posted ID:3hHd1LsHrF

มันลำบาก บ้าเนราอยากได้คนเก่งแต่ไม่มีงานดีๆให้คนเก่งมันทำ

221 Nameless Fanboi Posted ID:NVgyy+O4Un

https://discord.gg/69z5u4Z5