Fanboi Channel

มิตรสหายนักพัฒนาซอฟต์แวร์ท่านหนึ่ง

Last posted

Total of 172 posts

164 Nameless Fanboi Posted ID:Xwx2VBLIQm

At my (now former) company, we use a metric called SHOT to track the performance within a portfolio. It's some in-house calculation no one else uses, but it's been around for like 20 years even though no one remembers what the acronym is supposed to mean. My task was to average it over a time period, with various user-defined smoothing parameters... to accumulate it, in essence.

So, I don't like long variable names like "accumulated_shot_metric" or "sum_of_SHOT_so_far" for what is ultimately just the cumulated SHOT value. So I gave it the short name, "cumShot", not thinking twice about it, and checked it into the code. Seeing that it passed all tests, I went home and forgot about it.

Two months later, today, my boss called me into a meeting with HR. I had no idea what was going on, but apparently, the "cumShot" variable had become a running joke behind my back. Someone had given a printout to the CEO, who became angry over my "unprofessional humor" and fired me. I didn't even know what anyone was talking about until I saw the printout. I use abbreviated variable names all the time, and I'm not a native speaker of English so I don't always know what slang is offensive.

I live in California. Do I have any legal recourse? Also, how should I explain this in future job interviews?

165 Nameless Fanboi Posted ID:.ioNbtqt3s

อันนี้ผมเคยบอกแล้วว่า เงินเดือน ไม่เกี่ยวกับ skill เลยซะทีเดียว มันมีปัจจัยหลายอย่าง
หลักๆคือ มันคือความพอใจของคนจ่าย ที่เค้าได้ผลประโยชน์ตามที่เค้าต้องการครับ
คนเก่งมากๆ เขียนได้วันนึงหลายอย่าง แต่อาจจะได้เงินเดือนน้อย ไม่ใช่เพราะเค้าไม่เก่ง แต่เค้าอาจจะอยู่ในจุดที่บริษัทไม่ได้ให้ความสำคัญ
กลับกันคนที่เขียนโปรแกรมเก่งระดับหนึ่ง อาจจะได้เงินเดือนมากกว่าคนแรกสองเท่า เพราะเค้าทำงานในจุดที่ spotlight สาดแสง เลยทำให้มีความสำคัญ
คนที่สาม อาจจะเขียนโปรแกรมได้น้อยกว่าสองคนแรก แต่เค้าทำงานในบริษัทที่รายได้มากกว่าสองบริษัทแรก 50 เท่า เลยได้เงินเดือนมากกว่าคนแรก 10 เท่า
ทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ซึ่งส่วนตัวผมเรียงลำดับความสำคัญดังนี้
- สถานะทางเศรษฐกิจของบริษัท
- ความสามารถในการแก้ปัญหาทางธุรกิจ(ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาในการเขียนโปรแกรม)
- ความจำเป็นของงานต่อธุรกิจ
- มาตรฐานทางเงินเดือนของประเทศ
- ความเก่งในการ code ของคนคนนั้น
จะเห็นว่าในมุมมองส่วนตัวผม สิ่งที่สำคัญคือ คุณทำงานให้ใคร และคุณมีคุณค่าทางธุรกิจให้เขาไหม มากกว่าความสามารถในการเขียนโปรแกรมเพียวๆ
อย่าลืมว่าทุกบริษัทต้องการผลกำไร ไม่ใช่ product ที่โคตรเจ๋ง 100% code coverage แต่ไม่มีผลกำไรเลย

166 Nameless Fanboi Posted ID:9d3UIqdxmc

ถามเหตุการณ์สมมติกับเพื่อนโม่งหน่อยครับ

สมมติมี Startup ด้านการเงินสัญชาติยุโรปมาตั้งบริษัทในไทยแห่งหนึ่งเพื่อ develop software ให้บริษัทแม่แล้วไม่จ่ายเงินเดือนพนักงานมา 2 เดือน รวมถึงค้างค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ประกันสังคม (ไม่ได้ส่งมาหลายเดือน), AWS, Jira, Bitbucket, ค่าเช่าออฟฟิศ ฯลฯ เพราะอ้างว่าเงินทุนก้อนใหญ่มากกำลังจะเข้ามา (ซึ่งไม่น่าจะจริง) แต่ติดปัญหาเรื่องการเดินเอกสาร และให้พนักงานทำงานฟรีมา 2 เดือนจนขึ้นเดือนนี้ถึงให้หยุดอยู่บ้านไปก่อน และในระหว่างนี้พนักงานหลายคนก็เดือดร้อนเรื่องเงินเพราะมีภาระต้องผ่อนหนี้ค่าบ้าน/คอนโด/รถ หรือส่งลูกเรียนแบบนี้

เพื่อนโม่งจะตัดสินใจยังไงครับ ลาออกและเงินเดือนที่ค้างอยู่จะเป็นไงก็ช่างมัน? เชื่อมั่นในบริษัทและทนรอเงิน? จะฟ้องกรมแรงงานมั้ย? หรือจะทำอะไรบ้างครับ?

ย้ำว่านี่เป็นเหตุการณ์สมมตินะครับ

167 Nameless Fanboi Posted ID:uq2L9xGw2Y

ไปอ่านบล็อกนึงใน Reddit ที่ Github บอกว่าเขาไม่ใช้ Foreign key constraint เพราะอะไร

มีคนอ่านบอกว่า ปัญหานี้มันเฉพาะตัวของ Github ไม่ใช่ปัญหาที่คนทั่วไปเจอ

ผมตอบว่า No one tasked to solve generic problem, ever. แล้วผมก็แชร์บล็อกนี้เลยใน Tech Articles Group

================

ผมอยากชวนคิดว่า เราอยากจะหา Generic solution หรือมักจะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "Best practice" ที่ใช้ได้ในกรณีทั่วไปเพื่ออะไร

ถ้าระบบหรือที่ไหนเจอ Generic problem เขาก็ไปอ่าน Generic solution แล้วก็ทำตามนั้นก็จบ จะจ้างเรามาทำงานทำไม คนเขียนวิธีอย่างละเอียดในการแก้ไข Generic problem มีเยอะแยะไปหมด

ทุกคนทุกระบบ เจอ Specific problem ที่จำเป็นต้องใช้ Specific solution ในการแก้ไขทั้งนั้น ดังนั้น ในแง่นี้ การที่เรารู้จัก Generic solution หรือ AKA. Best practices ไม่ได้การันตีเลยว่ามันจะแก้ไขปัญหาของเราได้ ต้องบอกว่าส่วนมากจะไม่ได้ด้วยซ้ำไป

อ้าว แล้วถ้างั้นเราควรจะทิ้ง Best practice ไปมั้ย ไม่สนใจเลยเหรอ? เราจะเรียน Best practices ไปทำไม

เพราะเวลาพัฒนาระบบเนี่ย มันไม่มีใครรู้ว่า Solution คืออะไรไงล่ะ ถ้ามีคนรู้จริงๆ แล้วเนี่ย งานมันไม่มาถึงเราหรอก

ทีนี้พอมันไม่รู้ว่าวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องเป๊ะๆ คืออะไร มันก็ต้องลองอะไรซักอย่างใช่มั้ย ไม่ใช่ปล่อยให้ปัญหาคงอยู่ ต่อให้สิ่งที่ลองแก้ปัญหาไม่ได้เป๊ะๆ บรรเทาได้ก็ยังดี

ทีนี้ประโยชน์ของ Best practices มันก็คือตรงนี้ คือคุณลอง Apply best practices ไปในตอนที่ยังหา Solution ที่เป๊ะๆ ไม่เจอ โอกาสที่มันจะใกล้เคียงกับ Solution มีเยอะกว่า Apply อะไรก็ไม่รู้มั่วซั่วเยอะ ดังนั้น เวลาไม่รู้อะไร ผมก็แนะนำ Best practices ก่อนเสมอ เป็น Bet ที่ดีกว่าลองมั่วซั่วแน่ๆ คุณควรจะรู้แล้วใช้มันเป็นฐานตั้งต้นเสมอ

แต่คุณจะไปสรุปว่ามันเป็นคำตอบถาวรของระบบไม่ได้ คุณยังต้องสังเกตและ Iterate ต่อจากตรงนั้นไปด้วย แล้วถ้าจะปรับเปลี่ยน ก็ต้องเปรียบเทียบว่าทางออกที่ไม่ได้ตรงกับ Best practice นั้นในบริบทของเรามันดีกว่าหรือแย่กว่า ก็ต้องค้นหากันต่อไปเรื่อยๆ ตราบที่ระบบยัง Evolve อยู่ยังต้องดูแลกันอยู่

================

จุดที่ยากที่สุดคืออะไร คือเราต้องเผชิญหน้ากับความจริงว่า ไม่มีใครรู้คำตอบของระบบเราทั้งนั้น ถ้ามีคนรู้ ทุกวันนี้มันจะมีปัญหาเหรอ?

จะไปคาดหวังว่าคนเขียนหนังสือ Best practices เขาจะมีคำตอบที่ถูกต้องเป๊ะๆ ใช้ได้เลย คนเขียนก็คงหนักใจ ผมเองสารภาพว่าตัวเองบางครั้งเขียนหรือพูดเรื่องพวกนี้จะออกตัวมากๆ ว่าอย่าเชื่อไปเลยแล้วโยนความรับผิดชอบมาให้

ทุกวันนี้ ทุกคนอยากให้มีคนรู้คำตอบ แต่ไม่มีใครอยากผ่านขั้นตอนในการ "ค้นหาคำตอบ" ตัว Business อยากให้มีคนรู้คำตอบ Investor คาดหวังว่าจะมีคนรู้คำตอบ Junior คาดหวังว่าจะมีคนรู้คำตอบ Senior คาดหวังว่าคนอื่นจะรู้คำตอบ แต่ไม่มีใครอยากผ่านขั้นตอนการค้นหาคำตอบ

พอมีคนมาบอกทุกคนว่า "ผมรู้คำตอบ ตาม Best practice ที่ผมเขียนหรือให้คำปรึกษาสิ จบเลย" แค่นี้ทุกคนก็พร้อมจะจ่ายเงินให้แล้วไม่คิดอะไรต่อแล้วอ่ะ ดี ไม่ต้องผ่านขั้นตอนค้นหา เป็นโมเดลธุรกิจที่ดีมากเลย

แต่มันเป็นคำตอบจริงมั้ยนะ ก็ขอให้โชคดีกับขั้นตอนการ "ค้นหาคำตอบ" ที่ปลอมตัวใส่เสื้อผ้าว่านี่คือการ "มีคำตอบให้ แค่ทำตาม" ละกัน

ปล. ผมก็ทำที่ปรึกษามานะ แต่ผมบอกว่าที่ผมเสนอให้ก็คือการทดลอง แต่ผมมีเหตุผลว่าทำไมเลือกทดลองแบบนี้ คาดหวังอะไร ถ้าอยากลองท่าที่ผมคิดมาให้จากประสบการณ์ที่เคยทดลองมาหลายแบบ ก็ทดลองไปด้วยกัน ไม่เคยบอกเลยซักครั้งว่ารู้คำตอบดี

168 Nameless Fanboi Posted ID:uq2L9xGw2Y

>>166 ฟ้องกรมแรงงานก่อนได้เปรียบ

169 Nameless Fanboi Posted ID:3jb8hqnwz8

ผมเห็นด้วยที่ว่า Agile ไม่ได้แปลว่า เร็ว (ใน Absolute Term/Sense) ... ทุกอย่างมันขึ้นกับ Frame of Reference ว่าเราเอาอะไรไปเทียบกับมัน และมันเหมาะสมหรือไม่ มัน Overkill เกินไปหรือเปล่า ในทุกเรื่อง

ผมเห็นว่าทุกกระบวนการ มันมี Scale ที่เหมาะกับมันเอง สิ่งที่จะทำให้มันยากลำบากและช้าลง ไม่ใช่ที่ตัวกระบวนการ แต่เป็นการไม่เหมาะสมกันระหว่าง Process และ Scale ต่างหาก

นี่ยังไม่รวมถึงลักษณะงาน และเป้าหมายนะ ... เช่น ถ้าเป็นงานแบบ "ใช้แล้วทิ้ง" ใน Scale ที่เล็กพอที่จะ Cowboy-Developer ได้ตรงๆ แบบดุ่มๆ ไปเลย เดี๋ยวก็เสร็จ และการันตีได้ว่าไม่ต้องดูแลต่อ (ไม่ว่าจะโดยใครก็ตาม) การทำ Agile ก็ Overkill ไม่ต่างอะไรกับการใช้ Process อื่น ...

แต่กับอีกหลายงานมันก็ไม่ใช่แบบนั้น

จริงๆ ก็ไม่ต่างจากเรื่องบริหารบริษัทหรอก บริหาร Enterprise แบบ SME ก็ตาย บริหาร SME แบบ Enterprise ก็ตาย ... บริหาร SME แบบงานส่วนตัว ข้ามาคนเดียว ก็ตาย บริหารงานที่ทำคนเดียวแบบ SME ก็ตาย ... ทั้งนั้นแหละ

ประเด็นมันไม่ใช่ Agile เร็วหรือไม่เร็ว เพราะตัวมันเองไม่ใช่ความเร็ว เพียงแต่ว่าเมื่อนำมันไปใช้กับ "งานบาง Scale" แล้วมัน "เร็วกว่า Waterfall-based ในระยะสั้นและระยะกลาง" และ "เร็วกว่า Cowboy-Develop ในระยะกลางและระยะยาว"

ซึ่งพอเรา "เคยชิน​" กับ Frame of Reference บางอย่าง (พูดอีกอย่าง คือเรามี Implicit Frame of Reference) เราอาจจะรู้สึกว่ามัน "เร็วขึ้น"​ เสมอ แต่ถ้าเราเคยชินกับอีก Frame หนึ่ง เราอาจจะรู้สึกว่ามัน "ช้าลง" เสมอ เช่นกัน

การนำ Process ไปใช้ ถ้าเรารู้สึกว่ามันเร็วขึ้น แปลว่า Scale ของงานที่เราทำ และ Process มันมี matching ที่ดีกว่า แต่ในขณะเดียวกันถ้ามันช้าลง แปลว่า matching มันไม่ดี

ประเด็นสำคัญคือ ... ทีมงานหลายทีม ใช้ Process ผิด Scale .... ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าตอนเรียน เรียน Process for Enterprise มา .. แต่ตอนทำโปรเจ็คจบ หรืองาน Freelance แรกๆ ดันทำแบบ Cowboy ....

ต้องยอมรับกันนะ ว่างานบ้านเราที่ต้องใช้ Scale ระดับ Enterprise มันไม่ได้มีเยอะขนาดนั้น แต่งานส่วนมากมันเกิด Scale ของ Cowboy Coding ไปเยอะอยู่

Agile จึงเป็นทางออกที่ดี และผมเห็นว่ามันเป็น Bootstrapping Platform ที่ดี สำหรับการ Rescale Enterprise ให้เป็น Smaller Units ในการทำงานต่างๆ

แต่ที่แน่ๆ คือ เราต้องแยกแยะให้ออกระหว่างตัวปรัชญา (Philosophy) ของแต่ละอย่าง กับ "Implementation" ของมันทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการ Implement แบบไหนก็ตาม

หลายอย่าง Philosophy ดีมาก เช่นพวก CMMi แต่ตัวปรัชญามันเอาไปทำอะไรไม่ได้ มันก็ต้องมี Implementation ... ซึ่งแน่นอนว่า Implementation ทุกตัวมันจะเหมาะกับบางรูปแบบ (เช่น บางตัวเน้นการใช้เอกสาร) ... แต่ถ้าเราถอดเปลือกของ Implementation กลับไปมองที่ประเด็นของปรัชญาของมัน เราอาจจะสร้าง Process ใหม่ๆ ได้โดยไม่อิงกับ Implementation บางแบบที่ไม่เหมาะสม ได้ทั้งนั้น

ก็เช่นเดียวกันกับ Agile .... ณ วันที่ผมลงชื่อใน Manifesto เมื่อประมาณ 15 ปีก่อน ....​ ณ วันนั้นมันยังไม่มี Agile Methodology หรือ Agile Process มากมายดังเช่นทุกวันนี้ ยังไม่มี Scrum ไม่มี Kanban ไม่มีอะไรทั้งนั้น ... พวกนี้เกิดจากการเอาปรัชญาไปใช้สร้าง Process ของตัวเอง จนมันเวิร์กขึ้นมา และทำจนเชี่ยวชาญ จนมันเร็ว

บางที กลับไปหาปรัชญามันซะบ้าง แล้วก็คิดบ้าง ว่ามันไม่มี one size fit all ... และทุกอย่างมันไม่มี absolute term

ผมจะลบโพสท์นี้ในอีก 1 ชั่วโมง

170 Nameless Fanboi Posted ID:e+6VmtQKo9

>>169 ในนี้มันลบไม่ได้ไอสัส

171 Nameless Fanboi Posted ID:STBXBlb+JA

>>166 หางานใหม่เหอะ เป็นกุเดือนเดียวก็ไม่อยู่แล้ว ดูทรง เจ้าของลอยแพ แน่นอน อยากได้ไปฟ้องเอา

172 Nameless Fanboi Posted ID:hBLAW2aEjn

Gartner ทำนายเอาไว้ในปี 2017 ว่าภายในปี 2019 จะมีแบรนด์ราว 20% ถอดใจกับ mobile app ของตัวเอง

ไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเลขมันไปถึงไหนแล้ว แต่ส่วนตัวคิดว่าการทำ mobile app มันจะถูกลดความนิยมในอีกไม่นาน และถูกแทนที่ด้วย web technology มาตรฐานใหม่ ๆ ที่สามารถทำงานได้ในทุก ๆ อุปกรณ์มากกว่า

มีงานวิจัยจาก Forrester ที่ให้บทสรุปออกมาแม้ว่าคนส่วนใหญ่จะใช้เวลาในแต่ละวันเกือบ 85% หมดไปกับมือถือ แต่ก็มีแค่ราว ๆ 5 apps เท่านั้นแหละที่ถูกเรียกใช้งานถี่ที่สุด

ผมมานั่งนับดูของตัวเอง.. เออ จริง ๆ ก็ใช้หลัก ๆ แค่นี้แหละ facebook, line, gmail, youtube และที่ขาดไม่ได้คือ chrome

คุณมีกี่ app ในมือถือของคุณ?
คุณใช้วันละกี่ app?
app ละกี่ครั้งต่อวัน?

นอกจากเรื่องการใช้งานแล้ว ผมว่าอีกปัจจัยที่ทำให้ mobile app มันจะถูกลดความนิยมไปก็เพราะมันพัฒนายากกว่าเว็บ และราคาสูง ทั้งค่าพัฒนาและค่าบำรุงรักษา แล้วถ้า app ที่ทำขึ้นมา ยิ่งมี ROI ต่ำด้วยแล้ว.. มันยิ่งเป็นหายนะไปใหญ่.. พอ app ไม่ทำกำไร สิ่งที่ตามมาคืองบในการพัฒนาและบำรุงรักษาก็จะค่อย ๆ ถูกตัดไปใช้ในส่วนอื่นที่ทำกำไรมากกว่า แล้วสุดท้ายคนก็จะเลิกสนใจเพราะมันขาดการอัพเดตอย่างต่อเนื่อง เป็นวัฏจักรไป

แต่ผมก็ไม่ได้หมายความไม่ควรมีใครทำ app เลย.. ไม่ใช่นะ.. app ยังมีความจำเป็นในบางสินค้า/บริการ ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องดูว่าแต่ละองค์กรมีแผนการใช้งาน mobile app อย่างไรมากกว่า

เช่น app ของโรงพยาบาล.. อันนี้ร้อยวันพันปีลูกค้าจะได้ใช้สักที คงไม่มีใครยากเจ็บไข้ได้ป่วยบ่อย ๆ หรอกมั้ง จะโหลดมาเก็บไว้ในเครื่องทำไมให้เปลืองเมม ตอนที่สภาพร่างกายปกติดี ใครจะเปิด app โรงพยาบาลมาใช้ แล้วไหนทางโรงพยาบาลยังจะต้องคอยนั่งแก้โค้ดให้รองรับการ update ใหม่ ๆ ของ OS มือถือแต่ละค่าย.. ผมมองไม่เห็นความคุ้มค่าในการมีอยู่ของแอพนี้เลยจริง ๆ

ถ้าธุรกิจของคุณกำลังสนใจอยากจะทำ mobile app ไว้ใช้สักอัน.. ลองพิจารณาดูให้ถี่ถ้วนก่อนนะครับว่า.. ไหวหรอ? 😅

ปล. ให้คำปรึกษาด้านเว็บสำหรับเจ้าของเว็บฟรี แต่ไม่รับทำนะครับ..ไม่มีเวลาทำจริง ๆ.. ทิ้งคำถามไว้หน้าไมค์หลังไมค์ตามสะดวกเลยครับ

REF:
- https://www.gartner.com/en/marketing/insights/articles/gartner-predicts-2017-marketers-expect-the-unexpected

- https://techcrunch.com/2015/06/22/consumers-spend-85-of-time-on-smartphones-in-apps-but-only-5-apps-see-heavy-use/