Fanboi Channel

โม่งมิตรสหายท่านหนึ่ง 11th quotes

Last posted

Total of 1000 posts

117 Nameless Fanboi Posted ID:Ly6OU3c01Z

ปัญหาค่าแรงขั้นต่ำ 325 บาท มันกระทบไปถึงโครงสร้างหลัก เกิดปัญหาสังคมอย่างรุนแรง ที่สัมผัสได้มาตลอด 1 ปีที่ทำร้าน
มีคนไทยในชุมชนหลายคนมาขอทำงาน ค่าแรงแค่วันละ 200 บาทก็พอ ทำไมหลายคนมาทำงานด้วยค่าแรงที่ถูกขนาดนี้นะหรอ? ก็เพราะคนตกงานเยอะมาก เนื่องจากกิจการในท้องถิ่นปิดตัวลง เจ้าใหญ่เข้ามากินรวบ เศรษฐกิจในชุมชนพังยับ
พอน้องๆเหล่านี้ว่างงาน วิถีชีวิตในแต่ละวันมันว่าง ว่างแล้วจะเอาเงินไหนกิน ไม่มีกินจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร บางคนมีลูก บ้านก็จนพ่อแม่ก็ตกงานไม่มีเงินให้ลูกไปเรียน ให้ลูกออกมาหาเงิน ความจนของคนในสังคมตอนนี้มันก็วนลูป ไม่ได้ดูถูกความจนของใคร แต่สังคมไทยตอนนี้มันคือสังคม "ความจนแบบวนลูป" ไม่ต้องบอกก็รู้ปัญหาอะไรจะเกิดขึ้นในชุมชน ปัญหายาเสพติด ปัญหาการลักขโมย

อย่าพึ่งโทษน้องๆเหล่านี้ฝ่ายเดียว ลองมองอีกมุม น้องๆเค้ายังเหลือทางเลือกอะไรในชีวิตบนสังคม ณ ตอนนี้บ้าง มันน้อยนิดเหลือเกิน.....

ลองมองในแง่ของผู้ประกอบการ การรับพนักงานแล้วจ่ายเงินวันละ 200 บาท ก็ผิดกฏหมายอีก ถ้าไม่รับเข้าทำงาน ก็ช่วยส่งเสริมให้เกิดปัญหาสังคมอีก เอ๊ะ ทางเลือกของผู้ประกอบการก็น้อยนิดเหลือเกิน...

แชร์จากประสบการณ์ส่วนหนึ่งเล็กๆของคนไทยคนนึง ซึ่งเอาตามตรงแล้วในชีวิตส่วนตัวไม่ได้กระทบ แต่รู้สึกอึดอัดแทนสังคม อึดอัดแทนครอบครัวน้องๆเหล่านั้นที่มีอยู่มากมายเหลือเกินในสังคมตอนนี้... :'(

118 Nameless Fanboi Posted ID:yMDJ1uyUb.

>>117 จะปรับตัวไปไหนดีฮะ มิตรสหายบางทั่นเคยบอกให้ขายของออนไลน์ ตอนนี้บรรดามิตรสหายกระอักเลือดเป็นแถบๆ เพราะเจอสินค้าจีนมากับออนไลน์จีนตีจนยับเลยฮะ

119 Nameless Fanboi Posted ID:K2+B4gpxfB

โลกาภิวัตน์นี่มันชั่วจริงๆ

120 Nameless Fanboi Posted ID:xBWWq2K4qG

>>118 มีปัญหาแค่ซื้อมาขายไป ก็ตายไปพร้อมพ่อค้าคนกลางนั่นแหละ

121 Nameless Fanboi Posted ID:DnKKF7ibYx

A friend of mine is a cop. He just told me of a guy they found dead in his kitchen. The stove and heater were on and he was naked. They assumed he was just cooking while naked. You know, how we all do from time to time. Can’t remember how long he said he was dead for. When they lifted him up to turn him around, his penis had sort of melted to the kitchen floor. As they pulled him upwards, the dangling participle stretched off the floor like a rubber band and released. Slingshotting back to the body. It sounded absolutely disgusting as he described it.

TLDR: Melted penis stretched and slingshotted off kitchen floor.

122 Nameless Fanboi Posted ID:C3EtCtIkVr

"เห็นแค่นี้เต็มที่ก็ได้แค่พริตตี้มอเตอร์โชว์แหละค่ะ"
"เราต้องการคนมาร้องเพลง ft. กับซุปตาร์ไม่ใช่มานั่งดริ้ง"

Wow just wow

เราสามารถพูดอะไรแบบนี้ออกทีวีโดยที่คนยังหัวเราะกันได้ด้วยเหรอ เราสามารถรับฟังอะไรแบบนี้และขำไปกับมันได้เหรอ

คอนเซ็ปต์รายการคือให้คนมีชื่อเสียงออกมาจาบจ้วง ดูแคลน ใช้ถ้อยคำส่อสกุลกดใครที่ไม่ได้มีชื่อเสียงและต้องการมีชื่อเสียงออกทีวีได้งั้นเหรอคะ? หืมมมม

คนที่ไปออกเค้าไม่ได้ทำผิดอะไร มันคือรายการที่ให้โชว์ความสามารถด้านการร้องเพลงไม่ใช่เหรอ เค้าไม่ได้มาเต้นรูดเสาถอดผ้าให้ดู สิ่งที่เค้าทำคือมาออกรายการตามปกติ แต่ต้องแลกกับการให้มีคนเห็นผ่านจอประมาณ 30 นาทีแล้วถูกพูดจาน่าเกลียดใส่แบบนี้คือไม่ไหวนะ มันรู้สึกโคตรแย่อ่ะ

มากกว่ามะตูมที่พูดจาแบบนี้ออกมาแล้ว ก็ต้องตำหนิรายการด้วย ว่าปล่อยให้ออกอากาศได้ยังไง คำพูดที่ลดทอนศักดิ์ศรีคน พูดในเชิงกดให้ต่ำ ปล่อยให้มันออกมาหน้าจอได้ไง หรือแค่ได้ยอดคนดู ยอดไลค์แค่นี้คือพอ

อยากออกหน้าจอ จนต้องยอมแลกกับการโดน Abuse แบบนี้เหรอ

จริงๆเหรอ?

ปล. สิ่งที่พูดมา มันก็แสดงทัศนคติของเรา คุณภาพชีวิต และสิ่งที่สนใจ เราดูและทำได้แค่สอนลูกหลานเราให้รู้สึกเคารพผู้อื่น ถ้าลูกหลานพูดจาแบบนี้กับใคร สิ่งที่ทำได้คือสอนสั่ง และให้ไปขอโทษเค้า ที่สำคัญคุณต้องระมัดระวังว่าจะทำตัวเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้ลูกหลานก็อปปี้ตามนะคะ

ปล. สมัยอยู่ตะวันออกกลาง เคยเห็นพ่อขับรถพาลูกตะเวนไปรอบๆเมืองแล้วให้ลูกตะโกนด่าผู้หญิงที่เดินอยู่ตามถนนว่า ฟัคยู ให้ชูนิ้วกลางแล้วหัวเราะ ให้เอาเลเซอร์ยิงใส่ตาเค้า เห็นแล้วสะอิดสะเอียนกับการส่งผ่านยาพืษจากรุ่นสู่รุ่น สิ่งที่ทำได้คือเตือนใจตัวเองไว้ว่าอย่าได้ทำให้ลูกเราเติบโตมาอย่างจัญไรแบบนั้น ผลไม้พิษเกิดจากต้นไม้พิษค่ะคุณ ยูโน๊ว?

123 Nameless Fanboi Posted ID:C3EtCtIkVr

จากตรรกะการแก้ปัญหาเรื่องต้นที่ตัวเรา

เราจะแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้ด้วยวิธีใดบ้าง?

1. ซื้อเครื่องฟอกอากาศกันบ้านละ 10 เครื่อง ช่วยกันเปิดหน้าบ้านของท่าน

2. เดิน แทนการใช้รถ และเจาะยางรถของเพื่อนบ้าน ที่อายุเกิน 5 ปี

ถ้าจะเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า จะแพงมาก และไม่มีหัวชาร์จจากรัฐให้ แต่คุณแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง โดยการจอดรถใกล้ๆปลักไฟ อาจต้องชาร์จนานหน่อยแต่ดีกว่าไม่มี

3. อย่าเผาขยะ อย่าเผาไร่อ้อย และเผาหญ้าเพื่อเตรียมพื้นที่การเกษตร ถ้าไม่มีทุนซื้อรถตัด หรือจ้างรถตัด ก็ค่อยๆใช้พร้าฟันเอา - อย่าลืมยิงเพื่อนบ้านที่เผาอ้อยด้วย

ส่วนพวกที่เผามาจากกัมพูชา และเมียนม่า อาจจะต้องไปหาหมอผีมาทำคุณไสยแช่งให้พวกที่เผาตายเอา

หรือไม่ก็ลองบอกให้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่ท่านรู้จักโทรไปเกลี้ยกล่อมญาติพี่น้อง

4. เรื่องพลังงานไฟฟ้าที่มาจากน้ำมันและถ่านหินอาจเป็นปัญหาด้วย

เราทำไฟฟ้านิวเคลียร์ที่บ้านไม่ได้ แต่น่าจะซื้อจักรยานไดนาโมมาปั่นเล่นที่บ้านได้ ถ้าคุณขยันพอ ปั่นสักชั่วโมง จะได้พลังงานพอชาร์จมือถือให้ใช้งานได้จนอ่านโพสนี้จบพอดี

5. โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ที่รัฐไม่ได้มีมาตรฐานควบคุมและตรวจการปล่อยมลพิษอย่างจริงจัง

คุณอาจทดลองแบนสินค้าจากโรงงานพวกนี้ได้ แต่ดีกว่านั้นคือรวมเงินกันซื้อโรงงานแล้วสั่งปิด

6. ไฟป่าเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง เราอาจช่วยกันขนน้ำไปดับ

แต่อาจต้องหาบน้ำไป เพราะถ้าใช้รถไปกันเยอะขนาดนั้นอาจมลพิษกว่าเดิม

124 Nameless Fanboi Posted ID:Ty0lrwEGMi

>>123 เห็นด้วยในส่วนของข้อ 3 ครับ
ถ้าท่านฮิตเลอร์ยังมีชีวิตอยู่ เกษตรกรสวะพวกนี้นี่แหละที่จะโดนกำจัด
เลว เห็นแก่ตัวและเป็นพิษเป็นภัยต่อประเทศมากกว่ายิวเยอะ

125 Nameless Fanboi Posted ID:WQ1bL1fmH.

พี่หมีว่า หมอลิลลี่ มันมีปมในใจนะครับ
พี่หมีเจอมาเยอะ แนวนี้ พี่หมีจะวิเคราะห์ให้ฟัง
ใครเป็น friend ไปทักมันมาอ่านด้วยครับ
พี่หมีสงสาร

1. หมอลิลลี่ จะค่อนข้างเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลก
อาจจะเพราะเกิดมาสวย ก็เลยมีแต่คนเอาอกเอาใจ
แต่บอกเลย แม่งเล่น social ไม่เป็น
ถ้าเกิดมันยังทำในแนวทางนี้ต่อ วันนึงจะต้องโดนดราม่า
.

2. หมอลิลลี่ มีปมด้อยบางอย่าง
ทำให้พยายามสร้างปมเด่นออกมากลบปมด้อย
พี่หมีมองแล้ว น่าจะเป็นเรื่องการโดนเปรียบเทียบ
แต่ยังไม่บอกลึกๆนะ รอหมอยลิลลี่มาอ่านก่อน
ถ้าอยากรู้ ให้ถาม แล้วพี่หมีจะบอก
.

3. หมอลิลลี่ ชอบเป็นที่สนใจของคนทั่วไป
ชอบเอาความเป็นหมอ มาแบ่งแยกตัวเอง
พี่หมีเดาว่า มักจะเรียกตัวเองว่าหมอ
เพราะพวกที่เป็นหมอ แล้วเป็นแนวนี้
จะเอาความเป็นหมอ มาสร้างความได้เปรียบ
ในเรื่องการใช้ชีวิตในสังคม
สังเกตเพื่อนที่เป็นหมอได้เลยครับ
จะมีคนที่เป็นหมอ แต่จะไม่พูดถึงอาชีพหมอเลย
กับอีกประเภท จะ present ตัวเองสัสๆ
ว่ากูนี่เป็นหมอนะ ใส่ชุดหมอ โพสรัวๆ
.

4. หมอลิลลี่ รับความจริงไม่ค่อยได้
เชื่อไหม ถ้ามันอ่าน มันจะต้องหัวร้อน
หมอยลิลลี่ อย่าหัวร้อนนะสัส
มึงถอดเอาตัวเองออกไป แล้วใช้สกิลบุคคลที่ 3
ในการอ่านบทความนี้อีกครั้ง แลลไม่ใช่ตัวเอง
หมอลิลลี่ เจอคนพูดไม่ดีใส่ แม่งจะหัวร้อน
ออกอาการสัสๆ กูเจอมาหลายเคสล่ะ
.

5. หมอลิลลี่ เรียนหมอรังสิต ก็เลยรู้สึกด้อย
ใครบอกว่าเรียนที่ไหนก็เหมือนกัน ไอ้สัส
กูบอกเลย ในวงการหมอ หมอรังสิต
ก็โดนแบ่งแยกอยู่ดี ด้วยคุณภาพของคนเรียน
มันเอาเงินเรียน ไม่ได้ใช้ความสามารถแบบ ม. อื่นๆ
กูมั่นใจว่าจะต้องมีหมอรังสิตมาหัวร้อนแถวๆนี้
แต่มึงต้องยอมรับความจริงข้อนี้ให้ได้
ความจริงก็คือความจริงสัส
.

6. พี่หมี ไม่ใช่หมอ แต่เป็นนักกระแทกหมอ
พี่หมีกระแทกมาแล้วทุกมหาลัย ทุกอาชีพ
พร้อมกับปักโซ่เน็น เพื่อเค้นความจริง
.

7. พี่หมอ เอ้ย พี่หมี ขอทำนายอนาคตไว้ว่า
ถ้าหมอยลิลลี่ ยังไม่ได้คนเบรก ไม่ได้คนบอก
อีกไม่นาน หมอยลิลลี่ จะเจอวิบากกรรม social
แล้วแม่งจะรับไม่ได้ ถถถถถถถถถถถ
.

8. พี่หมอ เอ้ย พี่หมี ไม่รู้จักหมอยลิลลี่เป็นการส่วนตัว
แต่แอบชักอยู่ห่างๆ เพราะฉะนั้น กูกับมึงไม่มีอะไรเกี่ยวกัน
กูเลยบอกมึงได้ตรงๆนะ หมอยลิลลี่ กูสงสาร
ว่าทำไม ไม่มีคนเตือนมึงเลย หรือมึง block ไปหมดแล้ว
.

9. กูไม่ได้อยากกระแทกมึง กูเอ็นดูมึง เหมือนน้อง
.

10. กูเห็นแม่งก่อนหน้านี้ ชอบโพส โสด ถถถถถถ
กูอยากจะเขียม แม่งเรียกร้องความสนใจสัสๆ
มึงมีข้อดี ที่มึงยังหาไม่เจอ แต่มึงมัวแต่ทำห่าอะไรไม่รู้
กูก็ไม่สนใจ มึงอยากทำห่าอะไรก็ทำ
เหมือนเอา ozil เป็นเล่นหน้าเป้า แม่งเล่นผิดตำแหน่ง
แต่มันมีความเทพบางอย่าง ที่ยังไม่ค้นพบโค้ชที่คอยสอน
พี่หมีไม่ว่างแล้วนะครับ พี่หมีเป็นโค้ชให้ตัวท๊อปอยู่
.

เครดิต พี่หมี อยากมีลูกกับหมอลิลลี่

126 Nameless Fanboi Posted ID:J/QcAcEaqa

[Anton has a gun pointed at Wells]Wells: You don't have to do this. I'm a day trader. I could just go home.Chigurh: You could?Wells: I could make it worth your while. I could take you to an ATM with 14 grand in it, and everyone just walks away.Chigurh: [amused] An ATM.Wells: I know where the satchel is.Chigurh: If you knew, you would have it with you.Wells: I can find it from the riverbank. I know where it is.Chigurh: I know something better. I know where it's going to be.Wells: Where's that?Chigurh: It will be brought to me, and placed at my feet.Wells: You don't know to a certainty. Twenty minutes, it could be here.Chigurh: I do know to a certainty. And you know what's going to happen now, Carson. You should admit your situation. There would be more dignity in it.Wells: [defiantly] You go to hell.Chigurh: [chuckles] All right. Let me ask you something. If the rule you followed brought you to this, of what use was the rule?Wells: Do you have any idea how crazy you are?Chigurh: You mean the nature of this conversation?Wells: I mean the nature of you.

127 Nameless Fanboi Posted ID:RIovZTgt2i

กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งกับเรื่องคลองไทย เลยขอแสดงความเห็นในมุมมองของคนเรือที่เคยล่องเรือผ่านทั้งคลองสุเอชและคลองปานามา

สาเหตุที่การขุดคลองไทยไม่คุ้มแล้ว มีดังต่อไปนี้

1. ความคุ้มค่าด้านเวลาในการเดินเรือ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการเดินเรือผ่านช่องแคบสุมาตรา และการผ่านคลองไทย จะพบว่าช่วงย่นระยะเวลาเพียงหนึ่งวันสำหรับเรือตู้ หรือสองวันในกรณีเรือที่วิ่งช้า

เมื่อนับมาคำนวณหาความคุ้มค่า เมื่อเทียบกับคลองสุเอชและปานามาแล้ว ทั้งสองคลองช่วยลดระยะเวลาเดินทางระดับระยะเวลาในหน่วยเดือน ลองคำนวณต้นทุน ค่าน้ำมันต่อวัน ค่าดำเนินการ เช่นเงินเดือนคนเรือ ค่าน้ำ ค่าเสบียงระหว่างอ้อมแหลมกู๊ดโฮป หรืออ้อมทวีปอเมริกาใต้ ที่ใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน กับวิ่งผ่านคลองสุเอชหรือปานามาในเวลาแค่วันเดียว + ค่าผ่านคลอง

ค่าผ่านคลองคิดในอัตราระวางเรือ ขนาดของเรือ และช่วงเวลาที่ผ่าน ถ้าผ่านกลางวันก็แพง ผ่านกลางคืนถึงเช้าก็ถูกกว่านิดหน่อย แล้วแต่ช่วงเวลา (ผมเคยคำนวณค่าใช้จ่ายและติดต่อเอเจนซี่ ราคาก็ระดับหลักล้านบาทเลยทีเดียว) พบว่าการใช้คลองทั้งสองมีความคุ้มค่าทั้งการย่นระยะเวลา และลดค่าใช้จ่ายในระดับที่คุ้มกว่ามากๆ

ในขณะที่คลองคอกระ แค่ลดระยะเวลาหนึ่งวันหรือสองวัน ปัญหาคือจะเก็บค่าผ่านคลองเท่าไหร่ ถึงจะคุ้มกับการสร้างคลอง และต้องใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ในการคืนทุน?

2. รูปแบบของคลอง คลองปานามาขุดและใช้ระบบประตูกั้นน้ำ ในขณะที่สุเอชขุดแบบธรรมดา เนื่องจากความแตกต่างของระดับน้ำ คลองปานามานั้น ด้านซ้ายเป็นมหาสมุทรแปซิฟิก ด้านขวาเป็นมหาสมุทรแอตแลนติก มีระดับน้ำที่ห่างกันเป็นหน่วยเมตร ถ้าสร้างแบบปกติ มีผลด้านนิเวศวิทยา สัตว์น้ำทะเลทั้งสองด้าน และสัตว์น้ำจืดบนแผ่นดินที่มีความต่างกันพอสมควร อาจเป็นการทำลายระบบนิเวศเหล่านั้น จึงใช้ระบบประตูกั้นน้ำ ซึ่งระบบนี้มีค่าใช้จ่ายทั้งการก่อสร้างสูง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการก็สูงเช่นกัน เพราะการดำเนินการนั้นต้องใช้ทั้งเครื่องปั๊มน้ำ และปริมาณน้ำจำนวนมหาศาล ต่อเรือหนึ่งลำในการผ่านประตูกั้นน้ำหนึ่งประตู ซึ่งปานามามีประตูกั้นน้ำทั้งหมด 5 ประตู

สุเอชใช้การขุดแบบธรรมดา ลดค่าใช้จ่ายในการสร้าง แต่การขนส่งทางบกต้องมีสะพานข้ามคลอง ขนาดใหญ่หรือแบบพับหมุนได้ เป็นระยะๆ ตลอดแนวความยาวของคลอง

กลับมาดูที่คลองไทย ระดับน้ำทะเลฝ่ายอันดามันและทะเลฝั่งอ่าวไทยมีความแตกต่างกัน ถ้าสร้างต้องใช้รูปแบบประตูกั้นน้ำแน่นอน

3. ท่าเรือและสิ่งอำนวยความสะดวกเรือ ฝั่งอันดามันเป็นทะเลน้ำลึก สามารถสร้างได้ไม่มีปัญหาเท่าไหร่ แต่ฝ่ายอ่าวไทย ถ้าเรือขนาดใหญ่มากๆ ต้องมีการขุดดินในท่าเรือให้ลึกพอที่เรือใหญ่จะเข้าเทียบท่าได้ ซึ่งใช้งบประมาณค่อนข้างสูง และถ้าไม่สำรวจและวิจัยข้อมูลให้ดีพอ มีผลให้กระแสน้ำเปลี่ยนได้อีก กระทบต่อหลายๆด้านทั้งเชิงระบบนิเวศน์และวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของประชากรใกล้ท่าเรือ

และที่สำคัญ เวียดนามและกัมพูชาจะเป็นประเทศที่ได้รับประโยขน์จากการขุดคลองไทยมากกว่าประเทศไทยเอง เนื่องจากเวียดนามและกัมพูชามีพื้นที่ที่สามารถสร้างท่าเรือน้ำลึกได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาขุดให้ลึกพอที่เรือใหญ่จะเข้าได้ และเมื่อผ่านคลองไทยมาแล้ว เรือคงตั้งเข็มเรือออกจากอ่าวไทย ไม่เสียเวลาวกกลับเข้าไปเทียบท่าในประเทศไทย เป็นการฆ่าท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบตาพุด รวมถึงท่าเรือกรุงเทพด้วยตัวเองแท้ๆ

การขุดคลองไทย จึงเป็นการยกประโยชน์หลายอย่างให้เวียดนามและกัมพูชาไปฟรีๆ โดยที่ทั้งสองประเทศไม่ต้องทำอะไรเลย แค่สร้างท่าเรือรองรับก็พอ

128 Nameless Fanboi Posted ID:RIovZTgt2i

4. ถ้าสร้างคลองไทย สิ่งที่ต้องยอมรับว่าจะหายไปเยอะคือ รายได้จากการท่องเที่ยว เรือสินค้าจะเข้ามาใกล้เกาะเล็กเกาะน้อยตลอดแนวชายฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ความสงบสุข และความสวยงามของธรรมชาติจากการของการท่องเที่ยวตามเกาะจะลดลง ไม่รวมของเสียที่ทิ้งจากเรือ ที่ไหลตามกระแสน้ำ ทำลายธรรมชาติริมชายฝั่งที่เป็นจุดท่องเที่ยวปัจจุบัน

5. บริษัทเรือและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จะย้ายมาจากสิงคโปร์มาหรือไม่ นี่เป็นคำถามที่ตอบได้ยาก คลองไทยลดเวลาเดินทางได้น้อย และบริษัทเรือและบริษัทที่เกี่ยวข้องก็ล้วนแต่ตั้งฐานต่างๆ ในสิงคโปร์เรียบร้อยหมดแล้ว การย้ายฐานคงไม่จำเป็น

นอกจากนี้ สิงคโปร์มีนโยบายสนับสนุนเงินทุนจากต่างประเทศให้เสียภาษีน้อย เพื่อดึงดูดการลงทุน และนโยบายด้านการขนส่งทางเรือก็วางแผนอย่างดี เรือที่ทอดสมอแถวเกาะสิงคโปร์ไม่เสียค่าทิ้งสมอ ยกเว้นนำเรือเทียบท่า ไม่นับนโยบายค่าใช้จ่ายนำร่องที่มีราคาถูก และกฎการห้ามนำร่องรับเงินพิเศษจากเรืออีกด้วย การจะเอาชนะสิงคโปร์ด้านนี้เป็นอะไรที่ยากเกินไปแล้ว เหมือนอัศวินฝึกหัดใส่อาวุธและเกราะเริ่มเกม กับอัศวินเลเวลเต็มหลอด อาวุธและเกราะขั้นเทพ

6. รายละเอียดด้านการใช้น้ำมัน เวลาต้องที่ควบคุมเรือโดยใช้กำลังเครื่องเยอะๆ เช่นเทียบท่า หรือขับในเส้นทางเดินเรือที่มีเรือจำนวนมากๆ เราต้องใช้เครื่องเต็มกำลัง การให้เครื่องเดินเต็มกำลังได้นั้นต้องใช้น้ำมันดีเซล ในการขับเคลื่อน

แต่ในทางกลับกัน ถ้าแค่เดินเรือด้วยความเร็วระดับปกติ ไม่ต้องใช้กำลังเครื่องเยอะ เราจะใช้น้ำมันเตา ซึ่งราคาถูกกว่ามาก

ซึ่งการเข้าคลองไม่ว่าที่ใด (เข้าปากแม่น้ำเจ้าพระยาก็ด้วย) เราจึงต้องใช้น้ำมันดีเซล ตลอดทั้งเส้นทางที่ผ่านคลอง ในทางกลับกันถ้าวิ่งช่องแคบสุมาตราไปเรื่อยๆ ก็สามารถใช้น้ำมันเตาได้ มันจะประหยัดได้อีกเยอะเลย

7. เวลาที่ต้องใช้ในคลองไทย จากข้อสอง เราต้องใช้ระบบประตูกั้นน้ำ ซึ่งต้องมีอย่างน้อยๆ 2-4 ประตู ขึ้นอยู่กับว่า จะเอาเรือขึ้นภูเขาหรือไม่ หรือจะระเบิดภูเขาให้มีระดับระนาบเดียวกันทั้งหมด

ซึ่งประตูกั้นหนึ่งบาน ต้องใช้เวลาประมาณ 30 นาที (อ้างอิงจากคลองปานามา) ในการปั๊มน้ำให้เต็มและปั๊มน้ำออก เพื่อให้เรือลำต่อไปใช้งานต่อ ทำให้เวลาต่อการผ่านคลองของเรือหนึ่งลำใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีก

สุดท้ายนี้ นี่คือความเห็นของอดีตนักเดินเรือหนึ่งคนเท่านั้น ถ้ามีความเห็นต่างออกไป อยากให้เข้ามาคุยกัน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นต่อไป

ปล. ข้อมูลบางอันอาจจะเก่าไปแล้ว เพราะตอนนี้คลองปานามาและคลองสุเอชที่ผมเคยผ่าน มีการพัฒนาไปอีกขั้นแล้ว เช่น คลองปานามามีประตูกั้นน้ำอันใหม่ เพิ่มขนาดเรือที่ผ่านได้เป็นขนาด Post Panama Max หรือคลองสุเอชสมัยที่ผมผ่าน เรือไม่สามารถวิ่งสวนกันได้ แต่ตอนนี้มีการขุดขยายความกว้างของคลองแล้ว ทำให้สามารถวิ่งสวนกันได้ ไม่ต้องไปจอดทิ้งสมอรอที่บึงน้ำใหญ่กลางคลองสุเอชอีกต่อไป

129 Nameless Fanboi Posted ID:r+YHdU3Z7U

ขอบคุณพรรคประชาธิปัตย์
.
ผมทำงานภาคเอกชนสายการเงินอยู่เกือบ 20 ปี ตำแหน่งสุดท้ายคือประธานธนาคาร JP Morgan (ประเทศไทย) ผมลาออกตอนอายุ 39 เพื่อมาสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ที่ลาออกตอนนั้นก็เพราะอิ่มตัวกับการทำงานหาเงินสร้างเนื้อสร้างตัว และอยากจะหันมาทำงานรับใช้บ้านเมือง
.
พรรคประชาธิปัตย์ได้ให้โอกาสผมตลอดมา โดยที่โอกาสสำคัญที่สุดคือ การเป็นรัฐมนตรีคลังในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง และด้วยเหตุนี้ความผูกพันที่ผมมีกับพรรค และเพื่อนร่วมพรรคจึงเป็นสิ่งที่จะอยู่กับผมตลอดไป
.
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้ร่วมพิจารณาอนุมัติงบประมาณแผ่นดินจนเสร็จเรียบร้อย ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลสามารถเดินหน้าได้เต็มที่ในการขับเคลื่อนนโยบายของพรรคที่ผมได้ช่วยร่างไว้ในฐานะ (อดีต) ประธานนโยบาย ผมจึงคิดว่าผมได้ทำภารกิจที่พรรคได้มอบหมายไว้จนครบถ้วนหมดแล้ว ผมจึงได้ยื่นใบลาออกตามที่ตั้งใจไว้
.
ในการลาออกจากพรรคนั้น ผมขอขอบคุณมิตรภาพที่เพื่อน สส. และอดีตสส.ได้มอบให้ผม ผมจากไปจากพรรคแต่จะยังคิดถึงเพื่อนๆ ทุกคน แต่ที่สำคัญที่สุดผมขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกคนที่ได้ให้โอกาสผมทำงานเพื่อบ้านเมือง ผมไม่มีวันลืมทุกคะแนนที่ให้ผมตั้งแต่ปี 2548 ในฐานะผู้สมัครประชาธิปัตย์ รวมถึงกำลังใจของทุกๆ คนที่กรุณามอบให้ผมเสมอมา
.
ผมมีความฝัน ที่อยากจะสร้างการเมืองแห่งความเปลี่ยนแปลง การเมืองที่กล้าคิด กล้าทำ มีความรอบคอบแต่ไร้ความกลัว มีความเด็ดเดี่ยวแต่มีคุณธรรม เป็นการเมืองที่จะชวนผู้คนในสังคมไทยที่มีศักยภาพ มาร่วมกันออกแบบและขับเคลื่อนประเทศไทยไปด้วยกัน
.
ตลอดเวลาที่ทำงานการเมือง ผมได้มีส่วนร่วมกับประชาชนหลากหลายกลุ่ม ทำให้ผมได้มองเห็นประเทศไทยและสังคมการเมืองไทยในภาพที่กว้างขึ้น และลึกขึ้น ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมตัดสินใจเดินหน้าสร้างทางเลือกทางการเมืองที่คนไทยแสวงหา เป็นการเมืองที่ต้องกล้าคิด กล้าทำ กล้าแม้แต่จะพลั้งพลาด และเป็นการเมืองที่มั่นใจในศักยภาพของคนไทย เป็นการเมืองที่มีเป้าหมายเปลี่ยนแปลงประเทศในหลากหลายมิติ ด้วยความเชื่อว่าหากเราไม่กล้าเปลี่ยน ไม่กล้าท้าทายตัวเอง คนไทยจะลำบาก เพราะเราจะแข่งขันไม่ได้
.
การจะตัดสินใจสิ่งใดๆ ก็ตาม ที่เป็นก้าวที่สำคัญของชีวิตจะต้องฟังเสียงข้างในของตัวเอง แต่สำหรับนักการเมืองไม่ว่าจะก้าวเล็กหรือก้าวใหญ่ต้องมาจากการรับฟัง 'เสียงของประชาชน' อีกด้วย
.
ดังนั้นทุกๆ ก้าวต่อไป
ผมตั้งใจจะเดินไปพร้อมกับพี่น้องประชาชนทุกคน

- กรณ์ จาติกวณิช -
15 มกราคม 2563

130 Nameless Fanboi Posted ID:TBBXWqdERY

เมืองไทยกำลังจะมีสื่อภาษาอังกฤษใหม่อีกสองรายนะ สำหรับคนที่เบื่อ Bangkok Post กับการเขียนข่าวที่ค่อนข้าง “กลัวโดนเล่นงาน” เกินไป

รายแรก https://thisrupt.co/ ยังไม่เปิดตัว
อีกราย https://www.thaienquirer.com/ อันนี้มาแล้วแต่มาเบาๆ

131 Nameless Fanboi Posted ID:u8JrCfyaHJ

ไม่เห็นด้วย(อย่างมาก)กับการเอา Playboy Bunny มาใช้จัดงาน Developer Community นะ มานั่งทำความเข้าใจความคิดตัวเองพบว่า ถ้าตอนอยู่ไทยน่าจะรู้สึกว่าเรื่องนี้ปกติ แต่พอย้ายมานี่แล้วรู้สึกว่ามูฟนี้มัน Sexism มาก ๆ
.
ประเด็นนี้สำคัญ ไม่ใช่การนินทาแต่อย่างใด แต่มันส่งผลกระทบใหญ่จนต้องพึงระวัง เดี๋ยวพรุ่งนี้มาเล่าให้ฟังยาว ๆ

132 Nameless Fanboi Posted ID:Z8XKK/KHJ/

>>131 เห็นด้วยครับ เพราะงั้นงานครั้งหน้า เราควรแบนไม่ให้ผู้หญิงเข้า แค่นี้ก็จะไม่มีผู้หญิงเซ็กซี่สวยๆมาเดินในงานให้ขุ่นข้องหมองใจแล้ว

133 Nameless Fanboi Posted ID:c0ttOnfq1k

"DEAN: Developer Ecosystem Active Network - Organized by ขาเดฟ"

เห็นแล้วก็น่าด่าอะนะ
(เมื่อคืนมีหลายคนจัดไปแล้วหลายระลอก)

1) เรื่องทำให้ผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศนี่ชัดเจน ไม่ต้องพูดอะไรอีก (ซึ่งถ้ามันเป็นแฟนตาซีระหว่างกันและกันนี่ก็ไม่มีปัญหานะ แต่อันนี้คืองานที่เปิดขายบัตรกับสาธารณะ-โฆษณาในพื้นที่สาธารณะ แม้จะบอกว่าจะเป็นเครือข่ายปิดก็ตาม และจะมีผลต่อเรื่องอื่นๆ อีก ตามด้านล่าง)

2) อันนี้ก็สะท้อนได้ว่า ในสายตาของคนจัดงาน โปรแกรมเมอร์นี่น่าจะเป็นผู้ชายเยอะ และน่าจะหื่นๆ ด้วย (ซึ่งก็โอเคที่จะเป็นแบบนั้นนะ เรื่องเพศก็ควรจะเปิดเผยได้ถ้าไม่ได้ทำให้คนรอบๆ รู้สึกไม่สะดวกใจไม่สบายใจ) คือจะจริงหรือไม่ไม่รู้ แต่อันนี้เป็นวิธีที่คนจัดน่าจะมองมา ก็เลยคิดว่าเอาอันนี้นี้แหละมาเป็นจุดโปรโมต โปรแกรมเมอร์แต่ละคนอาจจะมีความถนัด มีทักษะ เก่งกันไปคนละแบบ โปรโมตยาก แต่ทุกคนหื่นเหมือนกัน งั้นเอาแบบนี้แหละ ทำนองนี้ (พูดแบบลำลองคือ เขาไม่ได้เห็นหัวเรา เขาเห็นหำ อยากให้เราใช้หำตัดสินใจไปร่วมงาน)

3) ทีนี้ พอเป็นแบบนี้ ใครที่ไม่สบายใจ ไม่สะดวกใจกับบรรยากาศที่นำเสนอออกมา ก็อาจจะไม่ไป เช่น ผู้หญิงก็อาจจะไปน้อยกว่าผู้ชายในสัดส่วนที่ไม่เป็นไปตามปกติ (ตอนแรกอาจจะมีผู้หญิงสนใจมางานหัวข้อแนวนี้ 30 คน ผู้ชาย 70 คน [ผู้หญิง 30% ของทั้งหมด] แต่พอเห็นแนวทางโปรโมต ผู้หญิงอาจจะเหลือ 10 คน ผู้ชายเหลือ 50 คน [ผู้หญิง 20% ของทั้งหมด]) ซึ่งมันทำให้จำนวนโปรแกรมเมอร์ผู้หญิงที่ิจะเข้าถึงเครือข่าย (ทุนทางสังคม) และความรู้ (ทุนทางวัฒนธรรม) ในเรื่องนี้ เพื่อความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ลดลงไปอีก หรือพูดอีกแบบคือ ก็ยิ่งไปถ่างช่องว่าง

4) ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานี้ ถ้าเป็นงานที่จัดโดยเอกชน และไม่มีเงินสนับสนุนจากรัฐในทางใดๆ เลย เขาก็ควรมีสิทธิ์เลือกได้ ว่าก็จะเอาแบบนี้อะ ถ้าเขาอยากได้แบบนั้นจริงๆ (และนักพัฒนา นักการตลาด นักธุรกิจ คนไหน ที่อยากจะไปร่วมกับเครือข่ายที่มีทัศนคติตรงกัน-เช่นในแบบนี้ ก็ควรจะเลือกได้เช่นกัน เป็นอิสระของทุกคน)

134 Nameless Fanboi Posted ID:c0ttOnfq1k

5) อย่างไรก็ตาม เราก็ด่าได้ ไม่สนับสนุนได้ โดยเฉพาะถ้าห่วงในประเด็นที่ (3) เพราะถ้าเฉยๆ ไป เงียบๆ ไป ก็อาจจะทำให้ผู้จัดงานรายนี้และรายอื่นๆ และองค์กรเจ้าของเงินอื่นๆ เข้าใจไปเองได้ว่า อันนี้เป็น practice ปกติ เป็นเรื่องปฏิบัติ "ธรรมดา" ในการดีลกับโปรแกรมเมอร์ในประเทศนี้ และต่อไปงานภาครัฐก็จะเอามั่ง (เพราะสำหรับภาครัฐไทย-รวมถึงคนไทย การที่ภาครัฐทำแบบเอกชน คือความทันสมัย - ด้วยความที่ภาครัฐโดยทั่วไปในภาพจำของเขามันโบราณเหลือเกิน) ซึ่งถ้าเป็นกรณีเอกชนทำ เราก็คงด่าได้ แบนได้ แต่มากกว่านั้นก็ลำบาก แต่ถ้าภาครัฐเอาทรัพยากรสาธารณะมาใช้เรื่องที่กีดกันการเข้าถึงหรือจำกัดการพัฒนาของคนบางกลุ่มนี่ มันควรจะผิดกฎหมายนะ เข้าข่ายการเลือกปฏิบัติ

6) การส่งเสริมสนับสนุนเรื่องการไม่เลือกปฏิบัติด้วยเพศสถานะอะไรพวกนี้ในอาชีพการงาน มันควรรวมมาถึงเรื่องแบบนี้ด้วย เพราะมันเป็นเรื่องของโอกาสในการก้าวหน้าในอาชีพ โอกาสที่จะได้แสดงศักยภาพของตัวเองได้เต็มที่ ไม่ใช่แค่ว่ามีงานทำแล้วนะ จบ แต่พื้นที่ทางสังคมที่จะช่วยสนับสนุนเรื่องทักษะอาชีพมันก็ต้องไปด้วยกันด้วย ไม่ใช่ว่างานมีตอัป งานประชุม งานสัมมนา ออกแบบบรรยากาศมาให้ผู้ชายเป็นหลัก

7) จริงๆ การออกแบบงานให้รองรับหรืออุ้มประคองทุกคนไว้ได้ ก็สำคัญมาก - เช่น งานหลายงานเหมือนออกแบบมาให้มีเฉพาะคน extrovert ที่จะทนอยู่ในงานได้นานๆ บ่อยๆ ทั้งเสียงดังแข่งกัน ทั้งพื้นที่ให้ยืนให้นั่งมีจำกัด จนไม่สามารถมีพื้นที่และเวลาสั้นๆ ให้พักได้ การจัดช่วงเวลา หรือกิจกรรมนี่ก็ตื้อให้เล่นให้ร่วมเหลือเกิน คือ introvert ก็ออกงานสังคมได้นะ ถ้าเขารู้สึกว่ามันจำเป็น แต่มันก็ใช้พลังงานไง ถ้างานออกแบบไม่ดี ทำให้คนต้องใช้พลังงานเกินจำเป็น เสียพลังงานกับเรื่องโง่ๆ อันนี้ก็จะเหนื่อยหน่อย - หรืองานประชุมหลายที่เดี๋ยวนี้ก็จะช่วยรักษาความเป็นส่วนตัวให้กับผู้เข้าร่วม จัดเก้าอี้แถวหลังๆ ให้คนเลือกนั่งได้ ถ้าไม่อยากให้มีภาพใน live หรือในสื่อ ก็ไปนั่งในโซนเก้าอี้ที่อยู่หลังแนวกล้อง และเวลาผู้ดำเนินรายการคุยกับคนที่นั่งในโซนนี้ กล้องก็จะไม่จับ ผู้ดำเนินจะไม่ถามชื่อ ไม่ถามสังกัด ไม่ถามอะไรที่ระบุตัวได้ เว้นว่าเจ้าตัวจะอยากพูดเอง คือสำหรับคนที่มางานเดียวกัน เขายินดีเปิดหน้า คุยกันได้ ไม่ได้ปิดปังอะไร แต่เขารู้สึกปลอดภัยแค่กับคนที่มาร่วมงานเจอหน้ากันเท่านั้น ไม่ได้รู้สึกปลอดภัยกับคนที่อยู่นอกวงออกไป การจัดพื้นที่ที่คำนึงถึงเรื่องนี้ ก็จะช่วยการแลกเปลี่ยนภายในงานทำได้ดีขึ้นด้วย คนกล้าพูดมากขึ้น - สุสุดท้ายแล้ว การจัดงานก็คือการอำนวยให้มีพื้นที่ที่มนุษย์สบายใจที่จะมาทำกิจกรรมด้วยกัน ถ้าไม่คิดถึงมนุษย์ด้วย คงเป็นงานที่ดีไม่ได้

8) ออแกไนเซอร์จัดงานก็เหมือนตัวแทนขององค์กร เป็นคนแนะนำองค์กรให้โลกรู้จัก โลกจะรู้จักองค์กรในแบบที่ออแกไนเซอร์แนะนำ

9) ออแกไนเซอร์ควรเลือกได้ว่าตัวเองอยากจะมีหน้าตาแบบไหน

10) องค์กรควรเลือกออแกไนเซอร์และพาร์ตเนอร์ที่ไปกันได้กับคุณค่าขององค์กร

135 Nameless Fanboi Posted ID:c0ttOnfq1k

Diversity+Sexual objectification in Developer Community

เห็นด้วยกับพี่อาร์ท ที่สรุปว่ามันก็งานเอกชน มันก็สิทธิ์ของเค้า มันก็เป็นวงของเค้า

ก็เข้าใจนะ persona +value ที่แชร์ ร่วมกันของผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานคือ ไม่คิดมากเรื่องการให้เกียรติเพศที่หลากหลายอย่างเท่าเทียม แล้วก็ชอบผู้หญิงโป๊

ก็ไม่ผิดนะ ก็ให้คนที่ชอบเรื่องแบบนี้ไปสมาคมร่วมกันซะ สำหรับผู้หญิงที่อาจจะรู้สึกไม่ comfort ก็คงต้องอด ก็เหมือน cult หรือ fraternity ที่พวกที่ไปสมาคมด้วยกัน ก็มีแต่พวกที่ยอมรับกันเอง และมีกำแพงที่กั้นใหญ่ๆคือเพศ

ร่องรอยทางอารยธรรมโบราณที่ยังเหลืออยู่ในสังคมที่ใช้เรื่องเพศเป็นประเด็นในการขับเคลื่อน

เวลาเห็นประเด็นแบบนี้แล้วรู้สึกไง

คิดถึงเวลาที่คนเค้าชอบพูดกัน
"ดีลใหญ่ๆเค้าไปปิดในอ่างกันทั้งนั้นล่ะ"

พูดแล้วมันดูเท่ห์? พูดแล้วมันดูคูล? พูดแล้วมันดูมีอำนาจ?
นี่ใช้เงินซื้อร่างกายคนมาเอ็นเตอร์เทนได้เลยนะ?

มันก็เป็นโลกนึงที่ผู้บริหารที่เป็นผู้หญิงแบบเราเข้าไม่ถึง
ถ้าเราอยากจะได้ดีลใหญ่แบบนั้นบ้าง
เราจะไปปิดดีลในอ่างได้ไงวะ

ก็ช่วยไม่ได้ กำแพงนี้คือกำแพงของเพศเป็นตัวขวางกั้น
แล้วในวงการแบบนั้น ที่การentertain ด้วย sex เป็นเรื่องธรรมดา

..
.
.
🤮🤮🤮🤢🤢🤢

136 Nameless Fanboi Posted ID:fME6/DcsSJ

"มีใครรู้สึกเหมือนผมไหมว่า คลิปเสียงลับ มันเร็วขึ้น"
"เช้านี้ผมเปิดฟัง รู้สึกว่า คลิปเสียงลับมันเร็วกว่าเดิม"
https://youtu.be/N7gxXIQJLbI

137 Nameless Fanboi Posted ID:c0ttOnfq1k

ประเทศนี้มันสิ้นหวังกว่าที่หลายๆ คนคิดครับ

รัฐบาล ไม่ทำห่าอะไร จริงๆ ไม่ใช่แค่รัฐบาลนี้หรอก รัฐบาลไหนๆ ก็ไม่ทำห่าอะไรกับเรื่องเผาที่เหมือนกัน มันเป็นมานานแล้ว และแม่งก็เป็นต่อไปเรื่อยๆ

ถามจริง ประเทศนี้มันมีความหวังอะไรบ้างไหมครับ? .... ผมว่ามันมีแหละ แต่น้อยกว่าที่หลายๆ คนคิด

เราก็อยู่ของเราไปเรื่อยๆ เอาตัวรอดของเราไปเรื่อยๆ สอนลูกให้เอาตัวรอดไปเรื่อยๆ ....

ตราบใดที่รัฐยังเพิกเฉย เห็นแก่นายทุน ตราบใดที่นายทุนยังเอาเปรียบประเทศชาติ ตราบใดที่คนที่อยู่ในระบบและคนที่จำเป็นต้องทำไม่มีทางเลือกที่เหมาะสมกับบริบทและสถานการณ์ของเขา ..... (อย่าโลกสวยเลย .... หลายคนก็ไม่มีทางเลือก หลายคนก็ไม่มีโอกาสเลือก ถ้าไม่มีใครไปบังคับหรือช่วยสร้างทางเลือกให้เขาอีกที .... ในขณะที่หลายคนไม่แคร์ ช่างแม่ง เพราะต้องเอาตัวรอดเหมือนกัน ... และนี่เป็นวิธีรอดของเขา ตามบริบท)

เราทำอะไรได้บ้าง นอกจากด่าคนโน้นคนนี้ (เช่นรัฐ นายทุน .... ส่วนคนเผาน่ะ ผมพอจะเข้าใจ ว่าส่วนมากโดนบังคับด้วยบริบท จากรัฐ นายทุน ... รวมถึงการไม่มีทางเลือกที่ viable พอ) ไปวันๆ ... และเอาตัวเองรอดไปวันๆ .... อืมมม ........จะเลิกคบคนที่กินเงินเดือนนายทุนพวกนี้ก็กระไรอยู่

อีกสักพัก โพสท์นี้จะลบตัวเอง

138 Nameless Fanboi Posted ID:2U.nJvjGeq

คุณแบ่กเขียนไว้ดีมาก ว่าด้วย มุมมองอาชีพแบบชายล้วน

อยากเล่าเรื่องสั้นเรื่องนึงว่าเราเคยคุยกับเพื่อน ผญ ที่ตอนนี้เป็น dev อยู่สิงคโปร์ เค้าเล่าว่าสมัยจบคอนแวนต์มาใหม่ๆ ละมาอยู่มหาลัย สห เค้าเคยรู้สึกว่า เพื่อนผู้ชายน่าจะเก่งกว่าโดยธรรมชาติ เพิ่งมาสงสัยตอนทำงานต่างประเทศว่าสมัยก่อนไปเอาความคิดนี้มาจากไหน 😅 ต้องสร้างความมั่นใจในการแสดงความคิดเห็นในที่ทำงานเพิ่มอีกเยอะเลย

และก็เคยคุยกับนักเรียน ม.6 ที่อยู่ต่างจังหวัด เหมือนตอนนี้เตรียมสอบ จะยื่นพยาบาล คุยไปคุยมาเค้าบอกว่า จริงๆ หนูอยากเข้าวิศวะแต่พ่อไม่สนับสนุน พ่อว่าผู้ชายน่าจะทำได้ดีกว่า เรียนไปก็สู้เด็กผู้ชายไม่ได้ .... ฟังแล้วก็จุกๆ แต่มันยังมีอยู่จริงๆ

139 Nameless Fanboi Posted ID:c0ttOnfq1k

ต้องขออภัยทุกฝ่ายที่ทำให้ไม่สบายใจ ในฐานะผู้จัดงาน
ที่นำภาพน้อง Sexy มาโปรโมท ทำให้หลายฝ่ายไม่สบายใจ
เราไม่ได้มีเจตนาดูถูกใคร เนื่องจากเรามีโครงการร่วมกับ Playboy และได้รับการสนับสนุนเรื่องสถานที่ จัดทำโปสเตอร์ รวมถึงทีมงานในการจัดกิจกรรมต่างๆ

ซึ่งน้องๆ อาสาสมัครหลายคนมีความรู้ความสามารถ จึงอยากช่วยประชาสัมพันธ์และสนับสนุนงาน ซึ่งไม่คิดว่าจะทำให้เกิดความไม่สบายใจต่อหลายฝ่าย

ซึ่งในงานก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรไม่ดีเกินเลยแต่อย่างใด เป็นงาน Connection กันในกลุ่ม สุภาพสตรีสามารถเข้าร่วมงานได้ และยังสนับสนุนความสามารถของสุภาพสตรีเสมอมา
ทั้งนี้ในงานก็มีนังลงทุนสุภาพสตรีมาร่วมงานเช่นกัน

เพื่อความสบายใจของทุกฝ่ายทีมงานขอยกเลิกการจัดงาน
ขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้ ขอบคุณมาครับ

140 Nameless Fanboi Posted ID:c0ttOnfq1k

ทั่วโลกเขารณรงค์ให้วงการ IT ให้เห็นว่าวงการไม่ค่อยมองผู้หญิงเท่าเทียมซักเท่าไร มองกลับมาที่ไทยยังมีคนจัดงานเทคโนโลยีที่ใช้ผู้หญิงเซ็กซี่โปรโมทอยู่อีก ทั้งๆที่เคยจัดงานที่ชู Diversity เป็นหลัก ช่างย้อนแย้ง #เดินหน้าหนึ่งก้าวถอยหลังสองก้าว

141 Nameless Fanboi Posted ID:c0ttOnfq1k

ห้าวันแรกของปีใน twitter ช่วยตอกย้ำว่าคนไทยรักดราม่าแค่ไหน

มันมีประโยชน์กับชีวิตยังไงหรอ ? จะเริ่มปีใหม่กันแบบนี้จริง ๆ หรอ ?

#มิตรสหายท่านเดียวกันกับ >>131

142 Nameless Fanboi Posted ID:+lsnt1BLY+

วันนี้เรียนเรื่องจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอนที่อ.ป๋วยเขียน แล้วมีคนบอกว่าโลกสวยไป อิเหี้ย เราเป็นอะไรกันหมด นี่คือสิทธิที่ทุกคนควรได้รับป่ะ ชอบนักหรอโดนกดขี่อะ

143 Nameless Fanboi Posted ID:c0ttOnfq1k

เรื่องของคนไทย 2 พวก

1.พวกที่โชคดี เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย ชีวิตไม่เคยลำบาก อยากได้อะไรก็ซื้อได้หมด โตมาในสังคมดีๆที่แสนเพอเฟ็ค ได้เรียนโรงเรียนดีๆ พอเรียนจบก็มีพวกคนรวยๆด้วยกันช่วยฝากฝังให้ได้ทำงานดีๆ มีรายได้เป็นล้าน รวยขึ้นเรื่อยๆ

2.พวกที่โชคร้าย เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน ไม่มีจะกิน พยายามดิ้นรนแค่ไหนชีวิตก็ไม่มีวันสบาย เพราะถ้าอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นก็ต้องมีทุน แต่พวกเขาไม่มีเงินพาตัวเองไปที่สูงๆได้ แถมโดนระบบชนชั้นและเส้นสายคอยถีบให้ตกลงที่ต่ำไปเรื่อยๆ

แล้วพอคนกลุ่มที่2 ต่อว่าภาครัฐที่ไม่ช่วยพวกเขา ด่าระบบสังคมที่ห่วยแตก ที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ และพยายามแก้ไขความเหลื่อมล้ำ พวกคนกลุ่มที่1 ก็จะออกมาด่าคนกลุ่มที่2 ว่า "อีพวกนี้ชังชาติ อีพวกนี้ถูกยั่วยุปลุกปั่นแน่ๆ ฉันอยู่ประเทศนี้มาตั้งแต่เกิด ฉันสุขสบายจะตาย พวกแกตอแหล ฉันไม่เชื่อหรอกว่าอยู่ประเทศนี้ลำบาก ยี้ อีพวกชนชั้นปรสิต"

144 Nameless Fanboi Posted ID:wr+MYgM9DP

>>143 โลกของมึงไม่มีชนชั้นกลางเลยเนอะ

145 Nameless Fanboi Posted ID:.YWO8CZboT

>>144 คนชั้นกลางคือพวกที่มารายรับมากกว่ากลุ่ม2นิดหน่อย

146 Nameless Fanboi Posted ID:.YWO8CZboT

ਲੁਟੇਰਾ ਮਰ ਗਿਆ ਹੈ.

147 Nameless Fanboi Posted ID:rdAEnR5yvB

คนจัดงานเป็น Playboy จะให้เอาตีมรำไทยหรือไงหว่ะ อ้าง diversity แล้วงานที่น้องๆ เค้าทำผิดกดหมายตรงไหน ทำไมไม่ให้ราคาน้องเค้า

148 Nameless Fanboi Posted ID:rdAEnR5yvB

อยากจะพูดดราม่าเรื่อง Diversity กับ Inclusiveness ของ Tech หน่อย ซึ่งผมว่าผมเห็นต่างกับคนอื่น

ผมคิดว่าปลายทางของ Community คือการที่คนที่ทำงานด้านเอนเตอร์เทน และคนที่ทำงานด้านอื่น ได้รับการ Respect อย่างเท่าเทียม

จุดยากในการไปถึงตรงนั้นคือ จะทำยังไงให้ Attention ไม่เทเน้นยำไปลงที่การเอนเตอร์เทน จนทำให้คนอื่นรู้สึกว่า "ถ้าฉันไม่เอนเตอร์เทนคนอื่นฉันอยู่วงการนี้ไม่ได้ ใครๆ ก็ทำกัน" และ "ฉันจ่ายเงินให้ ลงเงินให้ เงินตั้งเยอะ ทำไมคุณไม่เอนเตอร์เทนผม คนอื่นเขาก็ทำกันหมดทั้งนั้น"

ซึ่งอันนี้เป็นโจทย์ที่ยากจริง เอาแค่ในวงการ N ดิบๆ เลย จะจัดเส้นว่างาน N ขอบเขตอยู่ตรงไหนแล้วเคารพกันว่าฉัน N แค่จุดนี้ ยังยากเลย

ผมไม่รู้สึกว่าคนทำงานด้าน N ด้อยค่าหรือสูงค่ากว่าคนทำงานด้านอื่นๆ นะ แต่การจัดเส้นให้เคารพ Boundary ขอบเขตกันและกัน เป็นเรื่องท้าทายมาก ซึ่งผมคิดว่าทำได้ถึงจะยากและใช้เวลานานมากก็เหอะ

และปลายทางไกลๆ ผมฝันเห็นภาพงานแบบที่อาจจะอยู่ในธีม Playboy ก็ได้ แต่ผู้หญิงที่ทำด้าน Tech ไม่เคอะเขินที่จะร่วมด้วย และมั่นใจว่าพื้นที่นั้นปลอดภัยจะไม่ถูก Harass และได้รับความเคารพในความสามารถ

149 Nameless Fanboi Posted ID:rdAEnR5yvB

ผมเคารพ กลุ่มน้องเขามากนะครับ
.
ไอ้วินัยการเงินดีดีๆ ที่ทำให้ผมมีกินมีเก็บอยู่จนทุกวันนี้ ผมไม่ได้จาก financial advisor ท่านใดเลยนะครับ น้องๆ ที่รับงานนี่แหละ ครับ ที่สอนผม เรื่อง "ออมก่อนใช้"
.
สื่อบางจำพวก กลุ่มพวกเขาว่ากันว่า ที่ชอบไปตีตราว่า "ทำงานแบบนี้ เงินได้มาก็ใช้ไป เปย์แลกความสุขส่วนตัว สุขหยาบๆ ให้รอดๆไปวันๆ" ใช่ครับ มันมี แต่ไม่ใช่ทุกคนเป็นแบบนี้
.
เรื่องคุกคาม(ทางเพศ หรือทางอะไรก็แล้วแต่)(ไม่ว่าจะต่างเพศ หรือเพศเดียวกัน) ผมว่ามันเป็น สันดานส่วนบุคคล นะครับ
ชั่งใจกันสักนิด อะไรควร ไม่ควร มันก็อยู่ด้วยกันได้ครับ ยกเว้นแต่ว่า จะทำตัวเองกันเองให้อยู่ไม่ได้
.
ปิดท้ายเล็กน้อย
.
ผมได้เรียนรู้ ชีวิต มากมาย โดยส่วนใหญ่อยู่นอกวงการวงการ technology ด้วยซ้ำไป
#Respect พวกเธอ เสมอมา

150 Nameless Fanboi Posted ID:lh/RVst8qx

ห้ามไม่ให้ผู้หญิงแต่งเซ็กซี่ = Sexism
เอาผู้หญิงแต่งเซ็กซี่มาในงาน = Sexism

ดูถูกSex worker = ล้าหลัง ไม่ทันสมัย
อุดหนุนSex worker = ไม่progressive

โถ ทวิตเตอร์SJWเบบี๋ทั้งหลาย

151 Nameless Fanboi Posted ID:s0KlDckepl

กูไม่ชอบให้จับผิดเล็กๆ แบบบิ๊กตู่พูดว่าเซลล์​สมองมี84, 000 เซลล์ แล้วพวกมึงไปด่าเขาเลย ความหมายของเนื้อความมันก็คือ ในสมองพวกมึงมีเซลล์เยอะ จบ ใครจะจำเลขได้วะ ที่มึงด่าๆกันนี้มึงจำเลขได้หรอถามจริง แต่ก็นะ พูดออกสื่อ แต่ด้วยความเป็นคนไม่รอบครอบแบบกู อย่างบิ๊กตู่พูดว่า 84,000 เซลล์ จริงๆ มันเป็นล้าน ก็แปลว่าเขายิ่งพูดยิ่งถูก(ในพารากราฟนั้น)​ และประเมินค่าน้อยไปด้วยซ้ำ

แต่พารากราฟ​อื่น มึงก็เถียงไป อยากให้ดูเนื้อหาโดยรวมมากกว่าว่าเขาจะสื่ออะไร มากกว่าจะไปจับผิด คะค่ะไรแบบนั้น มันน่ารำคาญ

152 Nameless Fanboi Posted ID:PpzjCpHbHq

>>150 ตกลงซ้ายกับขวานี่จะเชื่อใครดีวะ พอฟังไปนานๆ มันดูเหมือนขัดกับความเป็นมนุษย์ทั้ง 2 ฝั่งอะ

153 Nameless Fanboi Posted ID:5ocGkCZnAw

>>152 ถ้าความเป็นมนุษย์คือทำตามสัญชาติญาน วัน ๆ คิดแต่กินขี้ปี้นอน จะแนวคิดปรัชญา หรือแม้แต่ศาสนาแม่งก็ขัดความเป็นมนุษย์หมดแหละ อยากจะเชื่ออะไรมึงต้องคิดเองไม่ใช่ฟังคนอื่น เอาแต่ฟังกันไม่คิดมันถึงมีส ลิ่มกับค วายแดง

154 Nameless Fanboi Posted ID:c0ttOnfq1k

"ประเด็น Sexism กับการจัดอีเว้นต์นักพัฒนาที่ชูโรงโดยกระต่ายเซ็กซี่เจ้าหนึ่ง"
.
(ยาวนะ ใครอ่านจบมอบโล่ให้)
.
ถึงจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่เรารู้สึกว่าเรื่องราวครั้งนี้อาจจะสร้างความเข้าใจและ Constructive Feedback เพื่อนำไปพัฒนาแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการสร้างคอมมูนิตี้ในอนาคตได้
.
สำหรับคนที่ไม่รู้สตอรี่ ก็ไม่มีอะไรมาก มีอีเว้นต์สำหรับนักพัฒนานึงจัดโดยมีกระต่ายเซ็กซี่เป็นธีมงาน ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ไปในวงกว้างพอสมควรถึงความไม่เหมาะสมและเรื่องของการเห็นผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศในคอมมูนิตี้นักพัฒนาที่ไม่ควรเกิดเรื่องพวกนี้ขึ้น ซึ่งเรื่องก็มีอยู่แค่นี้แหละ เรื่องที่เหลือไม่ต้องไปสืบต่อเน้อ มันไม่มีประโยชน์กับใคร
.
ตอนแรกสารภาพว่าไม่สามารถบอกความรู้สึกแบบชัด ๆ ได้การจัดอีเว้นต์แบบนี้ พยายามมองเป็นกลางที่สุด พยายามเข้าใจทุกฝ่าย ละซึ่งอคติใด ๆ แล้วก็พบว่าการจัดงานนี้แบบเป็นไม่ใช่สีขาวหรือสีดำ หากแต่เป็น ... "สีเทา"
.
จึงไม่ต้องแปลกใจว่าเสียงจึงแตกพอสมควร บางคนบอกว่าแย่มาก บางคนบอกว่าก็โอเคหนิ ไปคนละทางกันโดยสิ้นเชิงเลย เพราะมันเป็นสีเทาไง คนจะมองเป็นขาวก็ได้ จะมองเป็นดำก็ได้ แล้วแต่คนจะมอง
.
ส่วนเรากว่าจะทำความเข้าใจความคิดตัวเองได้ก็ใช้เวลาหนึ่งคืนเต็ม ๆ ก่อนจะตัดสินใจโพสต์ในตอนเช้าว่า "ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้" ซึ่งขอใช้คำว่า "ไม่เห็นด้วย" เพราะเราไม่เห็นว่าการกระทำนี้มันดำมืดจนเลวร้ายอะไร แค่ความคิดส่วนตัวคือมันไม่โอเคสำหรับเรา
.
=== ทำไมถึงไม่เห็นด้วย ? ===
.
ประเด็นหลักของเราคือธีมงานค่อนข้าง "Objectify ผู้หญิง" ชัดเจน ซึ่งก็เป็นภาพลักษณ์ที่ทางค่ายนั้นสร้างมาหลายสิบปี ตอนมาอยู่ไทยก็ไม่ต่างจากกันมากนัก ยากที่จะเปลี่ยนไปได้อีกแล้ว
.
พออีเว้นต์มีเจ้านี้เข้ามา และมีการเอาคำว่า Developer และ Networking เข้ามาเป็นกิจกรรมหลัก ภาพแรกที่เห็นเลยคือ "งานนี้จัดสำหรับผู้ชายและกีดกันผู้หญิงไม่ให้มา"
.
ถึงแม้จะไม่มีกฎห้ามผู้หญิงมา แต่โดยพฤตินัยก็ไม่แคร์ให้มาตั้งแต่รูปแบบงานแล้ว
.
การกีดกันผู้หญิงไม่ให้มาก็ถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างนึงแล้ว แต่ถือเป็นเรื่องเล็กเลยเมื่อผู้ชายที่มางานนักพัฒนาพร้อมใจยินดีกับการ Objectify เพศหญิง ซึ่งถึงจะปฏิเสธกันว่าตัวเองไม่ใช่แบบนั้น แต่ความจริงมันเป็นแบบนั้นตั้งแต่ตัดสินใจไปงานแล้วหละ
.
และมันทำให้เราหดหู่กับความรู้สึกนี้มากที่ผู้ชายกลับสนับสนุนแนวคิดนี้กัน เพราะปัญหานี้มันเกิดมานานแล้ว ทั่วโลกกำลังร่วมกันแก้ แต่เรากลับถอยหลังกลับไป ไม่ได้ดูสิ่งที่โลกเรียนรู้กันมาเลย
.
ก็ยังรู้สึกดีที่มีคนจำนวนหนึ่งออกมาต่อต้าน เพราะมันทำให้เห็นว่ามีคนเห็นความสำคัญของเรื่องนี้อยู่
.
=== เราเชื่อว่าโลกหมุนได้เพราะความใคร แต่ ... ===
.
ที่โลกมีพัฒนาการขึ้นทุกวัน อยากจะบอกว่าส่วนหนึ่งและส่วนใหญ่ด้วยซ้ำเกิดจากความใคร่ (Lust) เป็นแรงผลักดัน
.
มันไม่ใช่เรื่องผิดอะไรกับความใคร่นั้นเพราะธรรมชาติกำหนดมาแบบนั้น การที่ผู้ชายจะเห็นผู้หญิงเซ็กซี่แล้วเกิดความใคร่ หรือตรงกันข้าม ผู้หญิงเห็นผู้ชายแล้วเกิดความใคร่ ล้วนเป็นเรื่องปกติ
.
"แต่ไม่ควรมาอยู่ในบริบทของวิชาชีพ"
.
เมื่ออยู่ในวิชาชีพหรือในที่นี้คือความสามารถในการเป็นนักพัฒนา เราต้องกำหนดมันจากความสามารถ ไม่ใช่เพศสภาพใด ๆ ทั้งสิ้น
.
ดังนั้นในการทำคอมมูนิตี้ใด ๆ เราไม่ควรให้อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับความใคร่มาเกี่ยวข้อง ควรมีความ Professional และไม่มีการ "เลือกปฏิบัติ" ต่อเพศใดทั้งสิ้น
.
ส่วนจะจัดอีเว้นต์เที่ยวผู้หญิงเที่ยวผู้ชายอะไรเราไม่ถือว่าผิดนะ แต่ไม่ควรนำวิชาชีพมาเกี่ยวข้อง เพราะมันสร้างปัญหาในเชิงสังคมได้ง่าย ๆ เลย
.
และนี่มั้งที่ทำให้เสียงแตก คนจำนวนนึงบอกก็แค่อีเว้นต์สนุกสนาน เพราะไม่ได้มองถึงเรื่องวิชาชีพที่เป็นแกนหลักของงาน คนจำนวนนึงบอกว่าเป็นอีเว้นต์ที่กีดกันเพราะมีคนอยากไปแต่รูปแบบงานไม่ต้อนรับให้พวกเขา (ผู้หญิง) ไป
.
=== ทำไมใจนึงบอกว่าก็โอเค อยากจัดก็จัดได้ ? ===
.
มันเป็นสิทธิ์ของคนจัดที่จะจัดงานอะไรก็ได้ตราบใดที่มันไม่ผิดกฎหมาย ถึงจะขัดใจแต่เราไม่เห็นว่ามันผิดขนาดนั้น แค่ไม่เห็นด้วยที่จะมีแนวทางแบบนี้ในยุคนี้ แต่เราทำได้แค่ไม่แฮปปี้แค่นั้น แต่แน่นอน คนจัดก็ต้องยอมรับคำวิจารณ์ด้วย เคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน
.
=== โอเคมั้ยจริง ๆ ต้องถามคนถูก Offense ... "ผู้หญิง" ===
.
น่าสนใจว่าคนที่บอกว่าโอเคส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย และคนที่บอกว่าไม่โอเคส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง
.

155 Nameless Fanboi Posted ID:c0ttOnfq1k

นี่มีโอกาสวิ่งไล่อ่านความเห็นและไล่ถามชายหญิงแถวนี้เยอะเหมือนกัน ได้คำตอบมาตามนี้
.
- ผู้หญิงทั้งที่ไทยและเมกาเกือบ 100% บอกว่าจะไม่ไปและต่อต้าน (มีแค่คนเดียวที่บอกว่าก็น่ารักดี)
.
- ผู้ชายที่อยู่ไทยเกินครึ่งบอกว่าโอเค ไป ไม่มีปัญหา
.
- ผู้ชายที่อยู่ที่นี่หรือเคยอยู่ที่นี่ส่วนใหญ่ไปในทางไม่โอเคและต่อต้าน
.
- ผู้ชายที่บอกจะไปมีอยู่บ้าง แต่บอกว่าแค่อยากเห็นว่างานเป็นยังไง แต่ไม่อยากให้ใครรู้ว่าไป
.
- ผู้หญิงที่มีแฟนบอกว่าจะไม่ให้แฟนไป
.
- ผู้หญิงฝากมาถามว่า งานแบบนี้จะมีคนมีคุณภาพไปจริง ๆ หรอ ... ซึ่งก็สะท้อนอะไรหลาย ๆ อย่างจากคำถามสั้น ๆ นี้
.
หากวิเคราะห์แล้วก็จะรู้หละว่าคนที่ถูก Offense คือผู้หญิง ส่วนผู้ชายหลาย ๆ คนก็เชื่อว่ารูปแบบงานนี้โอเคแล้ว เพราะไม่ถูก Offense ใด ๆ
.
สุดท้ายคนที่บอกได้ดีที่สุดว่างานนี้ควรหรือไม่ควรคือผู้หญิง ... และเราควรรับฟังครับ
.
=== ถ้า BNK หรือ Blackpink มาหละ จะมีปัญหาแบบเดิมมั้ย ? ===
.
เป็นคำถามที่น่าสนใจ ... แต่ตอบได้นะว่า "แล้วแต่..."
.
ที่บอกว่าแล้วแต่เพราะ "ทุกสิ่งอย่างมีหลายมิติหลายคุณสมบัติ"
.
หากเคยเล่นเกมน่าจะเคยเห็นว่าตัวละครแต่ละตัวจะมีสเกลความสามารถไม่เหมือนกัน เช่น Warrior มี STR 5 แต่ INT 2 ในขณะที่ Mage มี STR แค่ 1 แต่ INT 5
.
Warrior มี STR เยอะมาก ผู้คนก็จะมองไปว่าเป็นผู้แข็งแกร่ง แต่จริง ๆ ก็มีจำนวนนึงนะที่มองว่าก็ยังมี INT อยู่ด้วย
.
เช่นเดียวกับเมจ มี INT เยอะมาก คนมองว่าเป็นผู้วิเศษ แต่ก็มีคนจำนวนหนึ่งมองว่าก็มีมุมที่มี STR อยู่นะ
.
แล้วมันเกี่ยวกันยังไง ?
.
กระต่ายค่ายนั้นมีเกจพลังไปทาง Woman Objectify ค่อนข้างเต็มขีดมากจนคนมองไปทางอื่นไม่ได้เลย ส่วน Blackpink มี Woman Objectify อยู่เหมือนกัน แต่น้อยมากเมื่อเทียบกับเกจอื่นอย่างเช่น ความเป็นศิลปิน
.
และนี่ถึงบอกว่าแล้วแต่ครับ หากจะมองว่าเป็นการจับผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศก็มองได้ทั้งกระต่ายและ Blackpink แหละ แต่ถามว่าเกจไหนหละที่ชัดสุดของ Blackpink ?
.
สำหรับผมคือการเป็นศิลปินและความสามารถนะ และไม่เคยมองน้องไปในทางวัตถุทางเพศเลยแม้แต่ครั้งเดียว
.
ดังนั้นสำหรับผมการพากระต่ายกับพา Blackpink มางานนั้นต่างกันมาก และน่าจะมีสิ่งยืนยันจากที่น้อง ๆ เค้ามีฐานแฟนคลับเป็นผู้หญิงไม่น้อยกว่าผู้ชาย เผลอ ๆ เยอะกว่าด้วย
.
แต่สำหรับคนอื่น ๆ ก็แล้วแต่ว่าจะมองอย่างไรครับ มัน Subjective
.
ส่วน BNK ผมมีมุมมองของผมเอง และผมคงไม่แฮปปี้ที่จะให้มางาน Developer Event เท่าไหร่ครับ
.
=== อยากรู้ว่าสังคมมองยังไง ให้ถามคนอื่นดูว่ารู้สึกยังไงกับคนที่ซื้อบัตรไปงาน A และงาน B ===
.
ความจริงมีวิธีตอบคำถามข้างบนได้ไม่ยากอยู่นะ ลองถามคนรอบข้างดูสิว่าระหว่างซื้อบัตรไปงานกระต่ายกับซื้อบัตรไปงาน Blackpink เค้ามีความรู้สึกต่างกันอย่างไร ?
.
แล้วก็ฟังคำตอบเอา
.
=== เราอยากให้ทิศทางของสังคมไปทางไหนทุกคนล้วนมีส่วนกำหนด ===
.
พอเป็นเรื่องของคอมมูนิตี้ ทุกคนมีส่วนร่วมในการผลักดันหมด มันไม่ใช่เรื่องของ Community Leader แต่เป็นเรื่องของทุกคน
.
ทำอะไรก็คิดให้ถ้วนถี่ เพราะบางทีสิ่งที่อยู่ในความคิดว่า "ก็ปกติหนิ" นั่นแหละคือปัญหาที่แท้จริง
.
อยากให้คอมมูนิตี้เป็นยังไงต่อก็อยู่ในมือของทุกคนละ
.
ฝากไว้

156 Nameless Fanboi Posted ID:c0ttOnfq1k

งานสัมมนาเน็ตเวิร์กธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์อันนี้เป็นดราม่าขึ้นมาว่าเป็นการทำให้ผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ

อ่าน facebook.com/arthit/posts/10156455078516086

น่าจะเกิดจาก 1. ภาพนางแบบเซ็กซี่ 2. จะมีนางแบบเซ็กซี่ในงาน

และมองว่าทำแบบนี้เพื่อโปรโมตให้คนมาเยอะๆ (ซึ่งไม่ใช่เพราะจำกัดแค่ 50 คน)

นำไปสู่ความรู้สึกว่าเหยียดเพศจากการตีความว่า
3. แสดงว่าผู้จัดเจตนาทาร์เก็ตเฉพาะผู้ชาย (ในวงการที่ผู้หญิงน้อยอยู่แล้ว)
4. ไม่งั้นผู้หญิงที่ไปงานนี้ก็จะอึดอัดหรือไม่

ความเห็นผมซึ่งไม่ได้รู้จักผู้จัดเป็นการส่วนตัว เชื่อว่าจริงๆมันคงเป็นไอเดียหลุดโลกของผู้จัดซึ่งจัดงานคอมมูนิตี้เดฟบ่อยๆ แล้วงานนี้มี Play Boy สปอนเซอร์เลยออกมาแบบนี้ เพราะปกติงานที่กลุ่มนี้จัดก็ไม่มีความจำเป็นต้องดึงดูดคนอยู่แล้ว ยิ่งงานนี้ต้องการเน็ตเวิร์กธุรกิจ ไม่ใช่ต้องการรวบรวมจำนวนหำด้วย

แต่ภาพนี้ถูกตีความเจตนาเป็นแบบเดียวกับโฆษณาเซ็กซี่ของ GoDaddy ในฃ่วงซุเปอร์โบว์ ซึ่งถ้าดูจาก track record จากผู้จัดแล้วผมว่าไม่ใช่

Go Daddy Super Bowl Commercial 2013: youtu.be/t-1oixpSShs

แต่นั่นมันเรื่องเจตนา ถ้าเรามาดูกันเฉพาะที่รูปนี้และรูปแบบงานที่จะมีนางแบบเซ็กซี่ อยากถามผู้หญิง (โดยเฉพาะเฟมิสิสต์) ว่ารู้สึกถูกเหยียดเพศ/objectified ไหม และทำให้ไม่อยากไปงานนี้ หรือถ้าไปก็จะรู้สึกอึดอัดที่มีนางแบบเซ็กซี่ในงานไหมครับ

157 Nameless Fanboi Posted ID:c0ttOnfq1k

ดราม่านี้มีเรื่องชวนคุยเยอะเลย

ประเด็นนึงที่ผมอยากเขียนมานานมาก แต่ไม่มีประเด็นตั้งต้น คือ ผมเห็นเรามักมี Unconcious bias ที่ว่า เพศหญิงไม่มีเหตุผล เชื่อไม่ได้ ค่อนข้างเยอะมานานแล้ว คืออย่างถ้าเราตั้งใจจะจัดงานให้เพศหญิง Feel safe and include นี่ถ้าใช้คอมมอนเซนส์ เราก็ควรจะถามผู้หญิงเนอะว่าจัดแบบไหนรู้สึกยังไง เพราะเราอยากจะให้เขารู้สึกปลอดภัย

แต่ผมเห็นหลายๆ ครั้งเพศชายก็ตั้งต้นกันเอง เถียงกันเองอย่างรุนแรงว่าแบบไหนได้แบบไหนไม่ได้ (ซึ่งถ้าเป็นแค่ข้อเสนอแนะก็ดีนะ ใส่ใจดี แต่บางทีมันกลายเป็นชี้ถูกชี้ผิดเอาเป็นเอาตาย) มันขัดคอมมอนเซนส์มากเลย ก็น่าแปลกใจ ทำไมถึงมักจะเกิดอะไรแบบนี้ขึ้นนะ ทั้งๆ ที่ Obvious way มันคือเดินไปถามเจ้าตัวแท้ๆ

ตัวผมเอง เมื่อก่อนผมก็มี Unconsious bias ที่คิดว่าไปถามก็ไม่ได้เนื้อหาใจความอะไรที่ใช้ได้หรอก อีโมเยอะ ไม่รู้เรื่อง คิดเองดีกว่า ซึ่ง ส่วนมากก็พังก็ไปผิดทาง แล้วพอพังแล้วก็ไปบ่นอีกว่าผู้หญิงเข้าใจยากโว้ย ไม่รู้เรื่องโว้ย ทำไมเข้าใจยากยังงี้ แต่พอถามตั้งใจฟังแล้วยอมรับเหตุผลในแบบที่เราไม่คุ้นชิน จบเลย ไม่เคลมว่าเข้าใจทั้งหมด แต่ก็เข้าใจง่ายกว่าสมัยที่พยายามมโนเองเยอะ

แต่ถ้าตั้งแง่ว่าอีกฝั่งจะคุยไม่รู้เรื่อง หรือจะพูดไม่ตรงความจริง จบเห่เลยนะ

Movement แบบนี้พบเข้มข้นมากในอเมริกาและสังคมตะวันตก คือ มันมี Content ของตะวันตกเยอะมากๆ เลยที่เขานิยมเรียกว่า Red pill แล้วก็มีผู้ชายมาสอนผู้ชายคนอื่นว่าผู้หญิงเป็นแบบนั้นแบบนี้แน่นอน ผู้หญิงชอบผู้ชายมีความมั่นใจบ้าง ชอบ Alpha male บ้าง ชอบคนที่อยู่ใน Hierarchy สูงๆ บ้าง แล้วก็เอาข้อมูลพร้อมการตีความของตัวเองมาบอกว่า Fact over feeling อย่ามาเถียง ซึ่งผมเกลียดมาก

อย่างคนนึงที่ผมว่าหลายๆ คนอาจจะติดตามคือ Jordan Petterson เนี่ย ผมเคยบอกว่าผมไม่ชอบเขา เพราะเขาใช้ท่านี้บ่อย อันนึงที่ชัดสุดคือ เขาเอาข้อมูลมาบอกว่าในประเทศที่พยายามผลักดัน Gender gap สุดท้ายผู้หญิงก็ไม่ทำงานสาย Tech มากอยู่ดี ก็มีตัวเลขว่ากี่ % ดังนั้น Fact is there is a biological different that makes man suitable for some jobs and woman don't enjoy some jobs.

ไม่ใช่โว้ย Fact มันคือ ตัวเลขที่เกิดขึ้น ส่วน Biological different น่ะคุณตีความเองแล้วมาโมเมว่าเป็น Fact แล้วพอผู้หญิงตัวเป็นๆ มาตีความแบบอื่น แม่งก็บอกว่า อย่าเถียงกับ Fact พวกคุณน่ะอีโมเอาแต่ความรู้สึก

ซึ่งนั่นแหละ Unconcious bias ที่มันวนลูปจนมองไม่เห็นว่าตัวเองมโนตรงไหน คิดว่าที่ตัวเองตีความเป็น Fact ไปเลย

บ่นยาวเลย คือจะชี้ประเด็นนึงว่า ถ้าตั้งใจจะทำงานกับ Inclusiveness น่ะ (ซึ่งไม่ได้บังคับนะว่าทุกคนต้องแคร์) ระวัง Unconcious bias ด้วยนะ ถามเจ้าตัวมากๆ

กับอีกอย่าง ทำงานกับความรู้สึกคน จะเอาถูกผิดไม่ได้หรอก

อย่างผมเอง ตอนเด็กๆ เจอความมืดก็ไม่ Feel safe แล้ว ตอนนี้ก็ไม่เป็นไรไม่ได้รู้สึกยังงั้น ถ้าใครมาบอกว่าจะจัดงานอะไรซักอย่างให้ผม Feel safe มาถามผมตอนยี่สิบปีที่แล้ว ผมก็บอกว่าต้องสว่างนะ ต้องกลับก่อนสี่ทุ่มถึงจะรู้สึกปลอดภัย มาถามผมปีนี้คือมืดก็ได้ไม่เป็นไร กลับดึกก็ดีสนุกดี ก็โตแล้วอ่ะ

แล้วถ้ามาตั้งกฎว่า วิธีการที่ถูกต้องคืองานต้องเลิก 4 ทุ่ม มันก็ไม่ใช่ไง อ่ะ มันใช่ในเวลาหนึ่งละกัน

นี่คือ Nature ของการทำงานกับความรู้สึกคน มันมี Dynamic เยอะกว่าจะจับเป็นเกณฑ์ชัดๆ ได้ มันได้แค่คร่าวๆ เท่านั้นแหละ

ถ้าใครมาบอกว่า "อ้าว มึง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เชื่อไม่ได้ อีตอแหลเข้าใจยาก" แล้วก็เลิกฟังผม หันไปมโนกันเอง ผมก็รู้สึกแย่และรู้สึกไม่ถูกต้อนรับ และก็คงคิดว่า งั้นคุณจะมาเคลมว่าตั้งใจจะเอาใจผมทำไมแต่แรก

หลายคน (รวมถึงผมในสมัยหนึ่ง) ใช้ Approach แบบย่อหน้าที่แล้วในการดีลกับความรู้สึกคน ซึ่ง พังเละเทะครับ ยอมรับเลยว่าเคยพัง อย่าย้อนรอยผมครับ

ปล. Assume best intention ประโยคสั้นๆ ที่ในแง่ลึกคือลึกได้ถึงตรงนี้

158 Nameless Fanboi Posted ID:tNK/djVU70

>>153 มึงไม่ได้เรียนปรัชญามาสินะ

159 Nameless Fanboi Posted ID:CcMI14ol7P

คิดดูนะ ผญ มีประโยชน์​อะไรเหนือกว่าผู้ชายมั่งวะ ร่างกายก็อ่อนแอกว่า ไม่มีอะไรที่ ผญ ทำได้แต่ ผช ทำไม่ได้เลย เว้นเรื่องเดียวคือออกลูก-ให้นมลูก

สรุปคือธรรมชาติให้ ผญ เกิดมาเพื่อให้ ผช เย็ด ท้อง คลอดลูก เลี้ยงลูก พวกมึงแม่งมีค่าแค่นี้ อย่าผยองมากไป

160 Nameless Fanboi Posted ID:rDxnVuxuBN

จำได้ว่ามันเคยมีดราม่าโง่ๆ อันนึงของสลิ่่มเมื่อสิบปีก่อน

คือมีสลิ่่มเข้าไป่าถล่มด่าสำนักข่าวหรือเว็บไซต์ต่างประเทศเนี่ยแหละว่า มึงเรียกทักษิณว่าเป็นคิงได้ยังไง มึงจะล้มเจ้าเหรอถึงเรียกทักษิณว่า King Taksin

มันฮาตรงที่ King Taksin เขาหมายถึงพระเจ้าตากสิน ควายแท้ๆ

พอมาวันนี้ ปีนี้ เจอ Fuck Prayuth แปลว่าเย็ดประยุทธ์ แล้วก็แบบ ไม่ได้มีพัฒนาการอะไรขึ้นมาเลยเหรอ

EQ แย่แล้ว IQ ยังแย่ตามอีก

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

161 Nameless Fanboi Posted ID:RmiKNxeG2S

>>158 แต่ละสายแม่งยังนิยามความเป็นมนุษย์ไม่เหมือนกันเลย

162 Nameless Fanboi Posted ID:Kf90uuyrsm

South China Morning Post #SCMP สัมภาษณ์อ.ษรเรื่อง”นักท่องเที่ยวจีนในไทย :โอกาสจริงหรือ !!”
📌 แม้ว่านักท่องเที่ยวจีนในไทยกว่า 10 ล้านคนจะเป็นโอกาสของไทย โดยเฉพาะการช้อปปิ้งซื้อของฝากจากไทยกลับไปจีน แต่แต่แต่...แต่ผลประโยชน์เป็นของใคร? ต้องไปไล่บี้ดูนะคะ
📌หนึ่งในปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น คือ เมื่อนักท่องเที่ยวจีนติดใจสินค้าไทยรายการใด เช่น หมอนสุขภาพยางพารา ก็จะมีนายทุนจีนรีบคว้าไปผลิตเสียเองบนแผ่นดินจีน จึงมีหมอนยางพาราที่ผลิตในโรงงานจีนแล้วส่งมาไทยเพื่อขายตัดราคาที่ถูกกว่าให้นักท่องเที่ยวจีนในไทยอีกทอดหนึ่ง #จีนซับซ้อนซ่อนเงื่อน 🇨🇳 https://www.scmp.com/week-asia/economics/article/3045624/spas-seaweed-thai-brands-banking-chinese-tourists

163 Nameless Fanboi Posted ID:tMWF5jAZNU

ผมเห็นด้วยนะที่ว่า กระต่ายบันนี่ มัน controversial ที่จะเอามาเกี่ยวข้องกับ developer network และสมควรที่จะถูกวิพากษ์ได้ในทางลบ

คำถามคือแล้วงานอย่าง Beer Camp นี่ทำไมถึงไม่เป็นประเด็น ในเมื่อมีการเอาเครื่องดื่มมึนเมามาเป็น Theme หลักของงานอย่างชัดเจน และโปรแกรมเมอร์หลายคนก็ไม่ดื่มเครื่องดื่มแบบนี้จะรู้สึกไม่ดีต่องานหรือไม่

เปิดประเด็นไว้เล่นๆเผื่อชวนคิดกันต่อครับ ไม่ได้แปลว่าไม่ควรจัดงานเบียร์แคมป์นะ แค่สงสัยเฉยๆจ๊ะ

164 Nameless Fanboi Posted ID:KGwaJ+DZG/

>>160 หนังสือสมัยเหลืองชุมนุม มีเขียนว่าแม้วเปลี่ยนชื่อจาก Thaksin เป็น Taksin เพราะหมอดูทักว่าเป็น Tak กลับชาติมาล้างแค้น Chakri ด้วย

165 Nameless Fanboi Posted ID:FP0Z6STN49

>>160 , >>163 ทฤษฎีสมคบคิดอันนี้แม่งจุดติดเพราะตอนนั้นฝ่ายหนุนแม้วแม่งมีคนแหลมพูดขึ้นมาว่าแม้วเป็นเจ้ามูลเมืองกลับชาติมาเกิด อย่าลืมนะว่าคนไทยรุ่นเก่าๆ ไม่ว่าเหลือง แดง ขนมหวาน เชื่อเรื่องบุญญาธิการข้ามชาติภพทั้งนั้น

166 Nameless Fanboi Posted ID:FP0Z6STN49

เอ้ย กู >>165 จะชี้ >>164 สิ ไม่ใช่ >>163

167 Nameless Fanboi Posted ID:Yx4ve.8eh4

ขออนุญาตแปะคอมเม้นท์ของน้องคนนึงนะครับ
ส่วนตัวน้องเห็นประเด็นที่เถียงกันอยู่ 2 เรื่อง คือเรื่อง diversity กับ ความเท่าเทียมของผู้หญิง
ส่วนตัวน้องก็ไม่คิดว่า การเอาผู้หญิง sexy แนว playboy มาดึงดูด จะเป็นเรื่องผิดขนาดนั้น
มันอาจจะขัดใจคนบางกลุ่ม ที่เห็นว่าเอาเรื่องเพศมาดึงดูดเป็นเรื่องผิด หรือ project นี้สร้างความไม่เท่าเทียมทางเพศ ... แต่มันก็ไม่ได้ผิด ทั้งผู้เข้าร่วมงานกลุ่มนี้ และผู้หญิงที่ทำงานแนวนี้
มันเป็นเพียงแค่ target ที่ project นี้ เลือก (ผู้ชาย-dev-ชอบกิจกรรมที่มีสาวๆ) จึงเลือกใช้วิธี entertain กลุ่ม target ด้วยวิธีนี้ (สาวๆ) เท่านั้นเอง
หากคุณไม่ชอบ แสดงว่าคุณอาจจะไม่ใช่ target ของงานนี้ แต่หากคุณเปิดรับมากพอ ว่ามีกลุ่มคนที่เป็น target ของงานนี้ด้วยเช่นกัน คุณก็จะไม่ต่อต้านการเกิดงานนี้
ส่วนสาวๆ ที่ทำงานแนวนี้ ก็เป็นความหลากหลายในกลุ่มผู้หญิงเช่นกัน พวกเธอทำงานอย่างสุจริต อาจจะด้วยใจรักด้วยซ้ำ เพราะมันคืองานที่พวกเธอรู้สึกมีคุณค่า และรู้ตัวดีว่า ทำงานอยู่ในกรอบที่เหมาะสม
ดังนั้น หากคุณมองว่า กิจกรรมนี้สร้างความไม่เท่าเทียมทางเพศ ลดความหลากหลาย เพราะไปบล็อคคนอีกกลุ่มให้ไม่ไป
... น่าจะเป็นเพราะคุณไม่เปิดรับมากพอ ที่จะยอมรับว่า 1. มีกลุ่มคนแบบที่ไม่ใช่คุณอยู่ 2. มีความเป็นไปได้ ที่จะทำกิจกรรมแนวนี้อย่างเหมาะสม โดยไม่เป็นการคุกคาม หรือลดคุณค่าของเพศหญิง และ 3. ไม่ว่ากิจกรรมนี้จะถูกจัด หรือถูกยกเลิก มันก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่า สังคมก็มีกลุ่ม target ของงานนี้อยู่ แค่ไม่ได้เคยมีพื้นที่ให้เขาแสดงตัวออกมาในกิจกรรม public ก่อนหน้านี้เท่านั้นเอง
และเมื่อมีแรงตีกลับแบบนี้ main persona ของ dev ในเมืองไทย ก็คงยังเป็น nerd เรียบร้อย เขาแถวจับมืองาน bnk ต่อไป ... กระมังคะ แฮ่

168 Nameless Fanboi Posted ID:Yx4ve.8eh4

เดี๋ยวหลายๆคนจะไม่เข้าใจ ผมไม่ได้เป็นทีมงานจัดงานกระต่ายนะ สิ่งที่ผมอยาก address คือความลักลั่นย้อนแย้งของการใช้ Sexists มาโปรโมท ว่าทำไมเราถึงจะ double standard กันกับเรื่องนี้ เป็นเพราะค่านิยม หรือเป็นเพราะคนจัด หรือเพราะตามกระแสกัน
ผมเข้าใจกระแส anti toxic masculine ว่าเพราะมันทำให้เกิดความไม่สบายใจในการที่เราจะดึงผญ เข้ามาในอุตสาหกรรมให้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน เราก็จัดงานที่ห้าม ผช เข้ามาด้วย ผมเองเวลาเห็น content ดีๆก็อยากไป แต่ก็ไปไม่ได้เหมือนกัน และถ้ามีคนจะจัด male only event ก็น่าจะโดนหนักเหมือนกัน เพราะยิ่งซ้ำเติมชุดความคิดที่ว่า ผช เป็นใหญ่ใน industry

มันจะเป็นไปได้ไหมถ้าเราจะขับเคลื่อนโดยไม่สร้างความขัดแย้ง คุยกันก่อนจะประกาศชี้หน้ากันเหมือนเป็นศัตรูทางความคิด หลายๆครั้งผมเห็นคู่ขัดแย้งก็ร่วมงานกัน รู้จักกัน ไม่ได้เป็นคนแปลกหน้า ทำไมเราเลือกที่จะสร้างความขัดแย้งเพื่อ address ปัญหาของ private event เล็กๆขนาดไม่เกิน 50 คน

ปัญหาแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในวงการ ในการเมืองมันก็เกิด ทำไมเราไม่หันหน้ามาคุยกัน ทำไมต้องสร้างชนวนความขัดแย้งทางความคิด คนในวงการที่อยากมาช่วยมาขับเคลื่อนก็ไม่ได้มีจำนวนมากนัก เมื่อทุกคนก็อยากจะทำให้วงการมันดี ทำไม community leaders ไม่เลือกวิธีที่สร้างความขัดแย้งน้อยกว่านี้เป็นตัวอย่างให้น้องๆมันดูและทำตาม ? เราจะสร้าง non toxic community ด้วย violence communication !?!?

ส่วนผมตอนนี้คงถึงเวลาเตรียมเข้าคอร์สคุณพ่อมือใหม่
อาจจะหลบหายไป ไม่ต้องตามหา ขอเวลาให้ฉัน ตอนนี้เรารักกันไม่ได้

169 Nameless Fanboi Posted ID:tMWF5jAZNU

เราเป็นคนนึงที่รู้สึกว่ากำลังถูกวิจารณ์
ในเมื่อพื้นที่นี้เป็นพื้นที่เปิด

ก็ขออนุญาต 'ร้อนตัว' ชี้แจงสักเล็กน้อย

สิ่งที่เกิดขึ้น
1. มี เพื่อนตั้งสเตตัส เกี่ยวกับงาน
2. เราเข้าไปดู นี่มันงานอะไร
3. ซูมดูเห็นมีสปีกเกอร์ เป็นพี่ที่เรารู้จักและนับถือ กังวลว่าพี่เค้าจะรู้หรือเปล่าว่ามีคนมองเค้าแบบนั้น
4. เราแคปหน้าจอ status นั้นส่งไปหาพี่คนนั้นเฉยๆ ไม่มีการเขียนกดดันเพิ่มเติม
5. มีการพูดคุยออนไลน์ เพิ่มเติมตามฟีดของเพื่อนเกี่ยวกับงาน เรามีความเห็นเกี่ยวกับงานที่เราไม่เห็นด้วย เราคอมเม้น และตั้งสเตตัสตามวิสัยคนธรรมดาคนหนึ่ง
6. มีเพื่อนทักมาหา ขอบคุณที่ตั้งสเตตัสแสดงความเห็นนั้น ช่วยเป็นปากเสียงให้กับสังคมอีกด้าน
7. มีเพื่อนส่งมาให้ดู ว่าใครคือผู้จัด เราไม่รู้จักพี่คนนี้ไม่เคยคุยด้วย แต่พี่คนนี้เป็นเฟรนด์เรา ชื่อคุณปั๊บ เราเลยคอมเม้นในโพสของพี่ปั๊บไป
8. สักพัก พี่สปีกเกอร์ทักมาหาเราเอง ว่าคิดว่าจะเจรจาให้ทีมงานเปลี่ยน คอนเสป เราพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นตามปรกติ
ว่าเราคิดอย่างไร มีเพื่อนเราคิดอย่างไร
9. สักพัก พี่ปั๊บ ผู้จัดทักมาหาเราเองถามความเห็นว่าเราคิด อย่างไร เราให้คำแนะนำและแสดงความเห็นตามธรรมดาและลองเสนอแนวทางที่น่าจะเป็นไปได้เพื่อให้สอดคล้องกับความเห็นของคนหลายฝ่าย ไม่มีchoiceไหนที่เราแนะนำให้เค้าเลิกจัดงาน
10. พี่ปั๊บบอกเราเองว่างานยกเลิก จะจัดเป็น private เอง เราอวยพรให้งานสำเร็จลุล่วงด้วยดี พี่ปั๊บยังบอกว่ามีอะไรให้ช่วยเค้ายินดี เราว่าพี่ปั๊บถึงแม้จะไม่เข้าใจ สิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามไม่พอใจร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ก็ไม่ปิดกั้นและรับฟังความเห็นผู้อื่น เราเรื่องน่าชื่นชม

เรื่องราวมีแค่นี้

เราเป็นนักเลงคีย์บอร์ดคนนึง ที่อย่างน้อยดีใจที่เสียงของเราได้ถูกรับฟัง

ขอบคุณพี่ปั๊บนะคะ^^

170 Nameless Fanboi Posted ID:4rvoMkFrbr

"สมัยก่อนการไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบชีวิตส่วนตัวของคนที่แม้จะไม่สนิทกันมากนักถือเป็นเรื่องปกติ แต่ยุคนี้ไม่ได้นะ ถ้าไม่โดนหาว่าเสือกก็คุกคามแหละ"

#มิตรสหายผู้เบื่อโลกยุคใหม่ท่านหนึ่ง

171 Nameless Fanboi Posted ID:tMWF5jAZNU

ปัญหาใหญ่ที่สุดของการผลักดันผู้หญิงในวงการคือผู้หญิงนี่แหละครับ ยิ่งตอกย้ำคำว่าผู้หญิงเท่าไรก็ยิ่งห่างไกลเท่านั้น

ผมนึกถึงพี่อ้อ Jitta ที่เวลาพูดถึงทีไรก็จะนึกถึงคำว่า “คนเก่ง” ไม่ใช่ “ผู้หญิงเก่ง”

ถ้ายังก้าวข้ามเรื่องความแตกต่สงระหว่างเพศไม่ได้แล้วจะมีความหลากหลายที่ว่าได้ยังไง

172 Nameless Fanboi Posted ID:Ivg5oDJdm/

สแปมเยอะๆทำเหี้ยอะไร ทำเหมือนคนเขาแคร์กันมาก ดราม่าปัญญาอ่อนแบบนี้ มึงอิเหรอ

173 Nameless Fanboi Posted ID:tmZB1mOubS

ประธานกรรมการบริษัทการบินไทย(มหาชน) จำกัด…

ในช่วงปลายปี 2535 สมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน (ครั้งที่2) ผมได้ถูกเรียกตัวเข้าพบนายบัณฑิต บุณยะปานะ ปลัดกระทรวงการคลังสมัยนั้น ท่านแจ้งว่า นายกฯต้องการให้เปลี่ยนข้อบังคับ ของบริษัทการบินไทยให้กรรมการทั้งหมดมาจากการแต่งตั้งโดยผู้ถือหุ้น จากเดิมที่มีกรรมการส่วนใหญ่เป็นโดยตำแหน่ง เช่น ข้อบังคับระบุไว้เลยว่า ผู้บัญชาการทหารอากาศเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง กับทั้งมีข้าราชการอื่นๆที่จะได้เป็นโดยตำแหน่งอีกหลายคน เช่น ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ อัยการสูงสุด ฯลฯ

ท่านปลัดบัณฑิตท่านจำได้ว่า เมื่อคราวที่การบินไทยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี2534นั้น ผมในฐานะที่ปรึกษาได้เคยเสนอให้เปลี่ยนข้อบังคับเรื่องนี้เพื่อให้เป็นไปตามบรรษัทภิบาลสากลที่ให้อำนาจผู้ถือหุ้นเท่าเทียมกัน (แต่กระทรวงการคลังซึ่งจะถือหุ้นกว่าครึ่งก็จะยังมีอำนาจตั้งทั้งหมดอยู่ดี) แต่ในตอนนั้นกรรมการส่วนใหญ่ไม่ยอม เพราะในตอนนั้นและก่อนหน้านั้น ใครที่เคยได้เป็นกรรมการจะได้สิทธิ์บินฟรีชั้นหนึ่งตลอดชีวิต(สวัสดิการนี้ถูกยกเลิกสมัยที่ผมร่วมเป็นกรรมการชุดที่มีท่านอำพลเป็นประธาน) ดังนั้นในสมัยนั้น ตำแหน่งกรรมการการบินไทยจึงเป็นตำแหน่งหอมหวานพึงปรารถนาที่สุดของเหล่าข้าราชการและผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย เหล่ากรรมการจึงช่วยกันรุมโจมตีข้อเสนอของผม โดยท่านเลขาสภาพัฒน์ขณะนั้นถึงกับลงทุนยกหูโทรศัพท์ถึงผู้จัดการตลาดฯ(ดร.มารวย)แล้วหันมาตำหนิผมในที่ประชุมกรรมการเลยว่าผมเรื่องมาก มันใช้เฉพาะกับบริษัทเอกชนเท่านั้น รัฐวิสาหกิจจะได้รับยกเว้นพิเศษ ข้อเสนอของผมเลยถูกตีตกไปอย่างเป็นเอกฉันท์

ถ้าใครจำได้ ตั้งแต่ตั้งบริษัทการบินไทยมา ก่อนปี2535 ประธานกรรมการต้องมียศพลออ. แถมดีดีหรือกรรมการผู้จัดการใหญ่ก็มียศพลออ.อีกเช่นกัน (ว่ากันว่าตัวเต็งที่พลาดจากการเป็นผบทอ.จะได้ตำแหน่งนี้ปลอบใจก่อนเกษียณ ...โดยพลออ.วีระ กิจจาทรเป็นดีดีคนสุดท้ายที่มียศพลออ.และคุณฉัตรชัย บุณยะอนันต์เป็นดีดีคนแรกที่ไม่มียศ)

พอท่านนายกอานันท์ต้องการเลิกธรรมเนียมไม่ให้การบินไทยเป็นสมบัติของกองทัพอากาศอีกต่อไป(สมัยก่อนองค์การโทรศัพท์เป็นของกองทัพบก บริษัทไทยเดินเรือทะเลของกองทัพเรือ) ท่านปลัดบัณฑิตจึงเรียกผมไปพบ ให้ช่วยทำบันทึกหลักการ และเหตุผลเพื่อนำเสนอครม.ให้มีมติให้แก้ข้อบังคับ ทำให้การบินไทยมีกรรมการที่ถูกเลือกจากผู้ถือหุ้นตั้งแต่นั้นมา (ซึ่งก็แบ่งกันในหมู่ข้าราชการและนักการเมืองเป็นส่วนใหญ่อยู่ดี)

มาวันนี้ ภายใต้รัฐบาลไทยแลนด์4.0 เราก็ได้พลอากาศเอกกลับมาเป็นประธานการบินไทยอีกวาระหนึ่ง ถอยกลับไปยี่สิบแปดปี ผมว่าไหนๆก็ไหนๆเราน่าจะเชิญพลอากาศเอกอีกสักคนมาเป็นดีดีด้วย แล้วก็คืนสิทธิ์บินฟรีให้เหล่ากรรมการด้วยเลยนะครับ เพราะก่อนปี2534 การบินไทยไม่เคยขาดทุนเลยครับ

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

174 Nameless Fanboi Posted ID:tmZB1mOubS

ประเด็นของผมคือ ทหารและข้าราชการนั้น ไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำในองค์กรที่ต้องแข่งขัน ต้องเน้นเรื่องประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ต้องเน้นเรื่องผลิตภาพและการทำกำไร เพราะท่านไม่ได้มีทักษะไม่ได้รับการฝึกมาด้านนี้เลย ทักษะของท่านคือการรักษาอำนาจรัฐ รักษากฎระเบียบ การใช้ทรัพยากรรัฐ(ซึ่งจะฟุ่มเฟือยเท่าไหร่ก็ได้ ตราบใดที่ผ่านงบได้)
ตัวอย่างทหารจะแค่แข่งขันสะสมอาวุธ(ที่ไม่เคยได้ใช้)กับเพื่อนบ้าน แล้วก็ฝึกทักษะการทำลายล้าง
ผมเคยร่วมบอร์ดกับข้าราชการซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น”แผนกเอ๊ะ” คือใครเสนออะไรท่านก็จะทักว่า”เอ๊ะ คุณเช็คกฎหรือยัง ว่าทำได้” ถ้าบอกว่าเช็คแล้วท่านก็จะกรุณาแนะว่า”ม่ายช่าย มันมีอีกกฎนึง”(ก็เรามีกฎแสนกว่าฉบับนี่ครับ)
ผมเคยร่วมประชุมแก้ปัญหากับพลออ.(ที่เป็นรมต.คมนาคม)ท่านหนึ่งท่านเสนอไอเดียวิธีแก้ปัญหาสามเรื่อง คือ 1.เราจะลดการเปิดเสรีการบินได้ไหม 2.จะให้ท่าอากาศยานทรีทการบินไทยพิเศษกว่าคู่แข่งได้อย่างไร 3.จะให้ควบคุมราคาขั้นต่ำของlow cost carriersได้ไหม (ข้อสามนี่ทำผมสะอึกเลยครับ…แต่เจ้เกียวคงร่วมฉลองไปด้วย)
โชคดีประเทศไทยครับ

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

175 Nameless Fanboi Posted ID:tmZB1mOubS

เรื่องของภาษา และความเข้าใจ (11 มกราคม 2563

ข้อความอย่างข้างล่างนี่
“เงินบาทแข็งค่าขึ้น20%กระทบส่งออก ท่องเที่ยว ส่งออกนี่66%ของGDP ท่องเที่ยวนี่22%ของGDPเลยนะ เสดกิจไทยถึงได้เงี๊ยบเงียบครับ” ดูเป็นข้อความง่ายๆตรงไปตรงมา แต่คุณเข้าใจว่าอย่างไรครับ

ก. ส่งออกบวกท่องเที่ยวรวมกันเป็น 88%ของGDP ทำให้ส่วนอื่นๆ คือการบริโภค การลงทุน และค่าใช้จ่ายภาครัฐ รวมกันจะเหลือเพียง 12%ของGDP

ข. มันเป็นการเปรียบเทียบขนาดให้เห็นภาพเท่านั้น (เพื่อเอาไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆอีกที หรือเอาไปอธิบายในมิติอื่นๆ) จริงๆถ้าเอาทุกอย่างมารวมกันมันจะมากกว่าร้อยไปเยอะเลย ที่ถูกควรจะพูดหรือเขียนเต็มๆว่า การส่งออกและการท่องเที่ยวนั้น เมื่อเทียบขนาดกับGDPแล้ว จะมีขนาดรวมเท่ากับ88%ของรายได้ประชาชาติ(GDP)ในหนึ่งปีเลยทีเดียว (เวลาผมบรรยายผมจะพยายามพูดอย่างนี้เพื่อกันการเข้าใจผิด)

…ซึ่งการเข้าใจคลาดเคลื่อนนั้น ถ้าเป็นคนธรรมดาก็ไม่น่าจะมีผลอะไร แต่ถ้าเป็นผู้กำหนดนโยบายก็อาจจะมีผลกว้างไกลได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ผมขอยกตัวอย่างเรื่องจริงให้สักเรื่องหนึ่ง …

ในการประชุมรวมของคณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ทั้ง12กลุ่มเมื่อสี่ปีก่อน ที่ศูนย์สิริกิต มีผู้เข้าประชุมหลายร้อยคน ท่านผู้นำนั่งเป็นประธานอยู่หัวโต๊ะ ผมได้เข้าร่วม”ฟัง”ประชุมอยู่ด้วย(เพราะนอกจากผู้นำเสนอแล้วมีคนพูดแค่สามคน โดยประธานจะพูดเสีย99%) และทุกๆกลุ่มจะนำเสนอแผนงานของกลุ่มตน

พอถึงกลุ่มD2 ซึ่งรับผิดชอบ “การส่งเสริมSMES และผลิตภาพ” ผู้นำเสนอ(จำไม่ได้แล้วครับว่าใคร) เริ่มเกริ่นว่า SMESไทยมีขนาดรวมกันแค่34%ของGDP ยังเล็กมากเทียบกับ SMESในสหภาพยุโรป(EU)ที่มีขนาดรวมถึง54%ของGDP(EU) จึงมีเป้าหมายที่จะเพิ่มขนาดให้เป็น45%ภายในห้าปี …ซึ่งถึงตอนนี้ท่านประธาน(ที่ตอนนี้เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจอยู่นั่นแหละครับ)ก็ตบโต๊ะฉาด มีบัญชาเลยว่า “เอามันทำไมแค่45% ตั้งเป้าไป51%เลย จะได้ลดบทบาทของทุนใหญ่ด้วย จะได้กระจายรายได้”

ผมนั่งฟังอยู่ก็เปิดGoogleไปด้วย(ตามที่ท่านเคยแนะนำแหละครับ) ก็เลยพบว่า นิยามSMEsของEUนั้น เขาเอากิจการที่มีรายได้ไม่เกินปีละ 50ล้านยูโร(1,800 ล้านบาท)ต่อปีเป็นบันทัดฐาน แต่ของไทยใช้แค่ 200ล้านบาทต่อปี …ฟังดูก็รู้เลยครับว่า เรากำลังเอาพุทราไปเทียบกับapple กำลังพูดคนละเรื่องเดียวกัน

เรื่องนิยามSMESนี่เราหลงกันบ่อยครับ …อย่างวันก่อนท่านรองนายกฯประกาศเป็นข่าวพาดหัวว่า”จะปั้นSMESไทยไปแข่งกับสิงคโปร์ก็เหมือนกัน ลองเปิดดูนิยามสิครับ ของเขามันตัดกันที่ขนาด100ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือ2,200ล้านบาท ของเราสองร้อย คงแข่งกันไหวหรอกครับแบกนำ้หนักกันสิบเท่า

ขอกลับมาเรื่องคณะ D2นะครับ เพราะนอกจากส่งเสริมSMEsแล้ว ยังมีหน้าที่เพิ่มผลิตภาพ(Productivity) ซึ่งมีงานวิจัยมากมายที่วัดได้ชัดเจนว่า SMEsนั้นมักมีProductivityต่ำ และการเพิ่มผลิตภาพในSMESนั้นยากเย็นกว่าการเพิ่มในCorporateมากนัก ไม่รู้ว่าท่านดร.สุวิทย์ผู้ประกาศจะนำไทยสู่4.0 กับทีมสภาพัฒน์เอาสองภาระกิจที่ขัดกันมาโยนใส่กรรมการเดียวกันได้อย่างไร

ผมนั่งฟังประชุมอย่างเงียบๆ ทั้งๆที่รู้ชัดว่า มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นมากมาย ไม่กล้ายกมือขึ้นให้ความเห็นแต่อย่างใด เพราะการทำอย่างนั้นในที่ประชุมใหญ่อย่างนี้เป็นเรื่องไม่บังควร มันจะกลายเป็นการลบหลู่อัจฉริยภาพของท่านผู้นำ ซึ่งเท่าที่เห็น มีแต่คนทำตรงข้าม ท่านจะมีpop-up Idea แสดงอัจฉริยะชั่วแล่นขนาดไหน ก็จะมีคนปราดเข้าไปสรรเสริญชมเชย(ผมเคยได้ยินกับหูว่ามีนักวิชาการระดับดอกเตอร์ปราดเจ้าไปชมท่านว่าแน่กว่าSamuelsonนักเศรษฐศาสตร์ที่ได้โนเบลปี70เสียอีก…ซึ่งเรื่องนี้เขาบอกท่านไปด้วยเพราะกลัวท่านไม่รู้จักSamuelson)

นี่ก็โชคดีที่เรื่องกรรมการสานพลังฯก็แผ่วๆเงียบๆไป ไม่เห็นมีกิจกรรมอะไรเหมือนๆกับกรรมการอีกหลายสิบหลายร้อยคณะที่ตอนตั้งประกาศภาระกิจใหญ่โตจะปฏิรูปประเทศ ให้รุ่งเรืองยิ่งใหญ่ ผมก็หวังว่าไอ้เป้าหมายอัจฉริยะPop up ที่ไม่ได้คิดให้ดี ให้รอบคอบอย่างนี้ จะไม่ถูกย้ายไปอยู่ใรแผนยุทธศาสตร์ชาติที่ดันเป็นกฎหมายซึ่งผมเห็นว่า เป็นแผนที่ “ทำตามก็พัง ไม่ทำตามก็ผิด” แต่จะว่าไป ท่านก็เลิกพูดถึงยุทธศาสตร์ชาติมาหลายเพลาแล้ว หวังว่าจะลืมๆไปนะครับ แต่ถ้าใครขยัน ไปอ่านแผนยุทธศาสตร์ ชาติ แผนปฏิรูปประเทศ สามสี่พันหน้านั่น ก็จะพบว่ามีเรื่องหลงๆเข้าใจผิด คิดไม่ครบ ตามตัวอย่างข้างต้นอยู่เยอะเลย

เริ่มต้นเป็นเรื่องภาษา ไหงมาจบที่ยุทธศาสตร์ชาติก็ไม่รู้ …สุขสันต์วันเด็กนะครับทุกท่าน

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

176 Nameless Fanboi Posted ID:4rvoMkFrbr

>>174 นั่นละ การมาของแม้วถึงเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทย เพราะ จนท.รัฐ ไม่ว่าทหารหรือพลเรือน (รวมถึงอาชีพอย่างทนายความ) เคยชินกับหลักคิดที่ว่า "ทำเท่าที่มีกฎให้ทำ ไม่ทำสิ่งที่กฎห้ามทำ" แต่พ่อค้าจะคิดว่าถ้ากฎมันห่วย ขัดขวางความมั่งคั่งเจริญรุ่งเรือง ก็จงทำลายหรือเปลี่ยนแปลงกฎนั้นซะ จนท.รัฐของบ้านเราถูกกดดันให้เลิกพฤติกรรมเช้าชามเย็นชามครั้งแรกก็ในยุคแม้วนี่เอง

177 Nameless Fanboi Posted ID:tMWF5jAZNU

สองฝั่งยังมีความเข้าใจผิดเหตุผลของอีกฝ่ายอยู่

ผมเลยอยากอธิบายให้เข้าใจประเด็นหลักจริงๆ

• ฝั่งวิจารณ์: จริงๆไม่ใช่ประเด็นรังเกียจกระต่าย แต่มีปัญหากับธีมของงานทำให้ผู้หญิงเข้าร่วมลำบาก ปัจจุบันก็มีผู้หญิงในวงการน้อยอยู่แล้ว ผู้จัดไม่น่าทำแบบนี้ ที่พูดนี่คือเราไม่อยากให้งานไหนก็ตามเป็นแบบนี้

• ฝั่งหนุน: ผู้จัดไม่ได้ตั้งใจกีดกันผู้หญิงเลยนะ (คิดในใจ ผู้หญิงจะลำบากใจเรื่องแบบนี้เหรอ?)

• ฝั่งวิจารณ์: อ้าวเหรอ นึกว่าตั้งใจไม่ให้ผู้หญิงเข้า แต่ไม่เข้าใจกันเหรอว่าจัดรูปแบบนี้จะมีผู้หญิงรับไม่ได้

• ฝั่งหนุน: คือถามผู้หญิงรอบตัวก็บอกว่าไม่รู้สึกอะไร ก็นึกว่าทุกคนจะโอเค

• ฝั่งวิจารณ์: ผู้หญิงหลายคนไม่โอเค บางคนรับไม่ได้ บางคนอาจจะไปแต่อึดอัด

• ฝั่งหนุน: (คิดในใจ อ้าว ทำไมพวกเธอเซ็นซิทีฟขนาดนั้น) โอเคในเมื่อมีบางคนไม่สบายใจ ต่อไปก็ไม่น่าจะมีจัดงานสาธารณะแบบนี้อีก ใครอยากจัดก็คงจัดเป็นไพรเวตไป

• ฝั่งวิจารณ์: ดีค่ะ ช่วยกันลดอุปสรรคของผู้หญิงในวงการ tech ผู้หญิงจะได้เข้ามาเยอะๆ ดีไหมคะ

• ฝั่งหนุน: (คิดในใจ ผู้ชายมาจากดาวอังคาร ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์จริงๆ เราคงไม่มีทางเข้าใจพวกเธอ แต่เราก็อยากให้มีพวกเธอมากขึ้น) ดีครับ

178 Nameless Fanboi Posted ID:tmZB1mOubS

ช่วงนึงเคยโดนเตือนโดนขู่จากผู้มีอำนาจเหมือนกัน ให้หยุดโพส นี่กลัวมากขนาดว่าต้องเอาimacไปฝากไว้บ้านคนรู้จัก เพราะชอบโหลดเอกสารจากบอร์ดต่างๆมาอ่าน ส่วนใหญ่เป็นเนื้อหา ที่ไม่มีการยืนยัน แต่มันทำให้เราตั้งคำถามมากมาย นึกแล้วตลกดี กลัวชิบหาย 555

ช่วงยึดอำนาจ57แรกๆโทรคุยกับใคร(สายการเมือง)ทุกคนดูเกร็งไปหมด บางคนก่อนวางสาย จะพูดว่า
"มึงจำไว้นะเว้ย ประเทศนี้ยังไงก็ต้องคงไว้ซึ่งพระมหากษัตริย์ "
เป็นการย้ำจุดยืน เผื่อโดนดักฟัง

ยึดอำนาจ57 เพื่อนบางคนโดนตามโดนดักรอ สุดท้ายก็ออกนอกประเทศ คือเขาไม่ต้องตามจับทุกคนที่เคลื่อนไหว สุ่มแค่บางคน แล้วความหลอนความกลัวมันจะแพร่กระจายไป จนทุกคนเก็บตัวปิดปากเงียบเอง

ยึดอำนาจปี57 นี่แหละที่ทำให้หลายคนที่เคยโพสเรื่องการเมือง
หยุด ใช้เวลานานกว่าจะรอบรวมความกล้าcome back เช่น @IamSasdha เป็นต้น 😂

ได้แต่หวังว่า เขาจะไม่จัดการกับแอคหลุมแรงๆในทวิต เหมือนที่ทำกับพวกที่เคลื่อนไหวต้านเผด็จการตอนปี57 เขามีขอมูลเก็บไว้แน่นอน อยู่ที่ว่าเขาจะเล่นงานเมื่อไหร่ ยังแปลกใจเล็กๆที่เขาปล่อยเพราะหวังผลอะไรรึเปล่า หรืออาจจะเป็นเหตุผลที่ว่าตอนนี้มันกลายเป็นคนจำนวนมากๆเกินกว่าที่เขาจะจับได้

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

179 Nameless Fanboi Posted ID://+aWS9AFe

มึงจะแปะ quote เรื่องชุดกระต่ายอีกซักกี่โพสวะ

180 Nameless Fanboi Posted ID:tmZB1mOubS

ลงทุนทำ Single Gateway เพื่อตรวจสอบซ้ำอีกครั้งเลยครับ ถ้าFacebook หรือแอพพลิเคชั่นอื่นๆ ทำไม่ได้ก็ไม่ให้มาหากินในบ้านเรา ทำแบบจีนบ้างก็ดีพัฒนาแอพสำหรับคนไทยสื่อสารกันเอง แบบสังคมไทยๆ สิทธิพิเศษต่างๆของคนไทยที่เหนือชาวต่างชาติ
#คนไทยควรใช้ของไทยบ้าง
#อย่ากระแดะใช้ของแพงกันนักเลย
#คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก

#มิตรสหายท่านหนึ่ง

181 Nameless Fanboi Posted ID:RRLTac4Qc/

เราลองคิดถึงปัญหา PM2.5 กับ 2 มหาอำนาจคู่ปรับ คือ สหรัฐกับจีน

สหรัฐเคยมีปัญหา PM2.5 แต่ปัจจุบันแทบไม่มีแล้ว ขณะที่จีนนั้นยังมีอยู่แต่ก็ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับในอดีต

สิ่งที่เหมือนกันและนำไปสู่การแก้ปัญหา PM2.5 ได้ดีทั้งในสหรัฐและจีนก็คือการกดดันจากประชาชน

สหรัฐเคยมีการเดินขบวนประท้วงเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหา PM2.5 ขณะที่ในจีนนั้นประชาชนกดดันรัฐบาลทางโซเชียลมีเดีย

มุมมองที่น่าสนใจคือจีน

เพราะจีนปกครองในระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ รัฐบาลควบคุมสื่ออย่างเบ็ดเสร็จ และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด อีกทั้งจีนเคยได้ฉายาว่าม่านไม้ไผ่ เรื่องอะไรที่ไม่ค่อยดีในสังคมนั้นมักจะถูกรัฐบาลปกปิด

PM2.5 ก็เช่นกัน

แรกเริ่มนั้นผู้ประกาศข่าวหญิงคนหนึ่งของ CCTV แหกคอกออกมาเผยแพร่เรื่อง PM2.5 ให้คนจีนรู้จักจนทำให้เธอถูกเล่นงาน และรัฐบาลจีนก็ปฏิเสธเสียงแข็งยืนยันว่าไม่มีอะไรน่าวิตก PM2.5 ไม่ใช่เรื่องใหญ่

ทำนองเดียวกับรัฐบาลไทยในขณะนี้ที่มักจะพูดบ่อย ๆ ว่า อย่าตื่นตระหนกเรื่อง PM2.5

แต่หลังจากนั้นสักพักรัฐบาลจีนก็กลับลำ ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ และปลุกระดมคนจีนให้รู้ถึงภัยของ PM2.5 เสียเอง เปิดเผยปัญหาเรื่อง PM2.5 ละเอียดยิบไม่มีแทงกั๊ก

เครื่องวัด PM2.5 ถูกติดตั้งไปทุกแห่งหน วันใด PM2.5 มีค่าสูงรัฐบาลก็จะส่ง SMS ตรงเข้าโทรศัพท์มือถือของประชาชนทุกคนเพื่อเตือนให้ระวัง สื่อต่าง ๆ รายงานกันครึกโครมต่อเนื่อง

คนจีนไม่ว่าในเมือง ชาวไร่ชาวนา เด็กเล็ก คนเฒ่าคนแก่ ไม่ว่าเรียนหนังสือมากหรือน้อยต่างก็เริ่มรู้จัก PM2.5 กันถ้วนหน้า และหวาดกลัวกับภัยคุมคามที่ทุกคนกำลังเผชิญ

ไม่มีคนจีนไว้ใจเชื่อว่าหมอกที่เห็นอยู่ตรงหน้าบ่อย ๆ นั้นคือหมอกในฤดูหนาวเหมือนสมัยสามก๊กอีกต่อไป

หลังจากนั้นรัฐบาลจีนก็ใช้โอกาสที่คนจีนตื่นกลัวเป็นกำลังในการออกกฎหมายต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหา PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรมโดยมีเสียงเชียร์จากคนส่วนใหญ่ของประเทศ

ไม่ว่าจะต้องปิดโรงงานกี่หมื่นแห่ง ห้ามใช้รถยนต์เก่าหรือเปลี่ยนรถยนต์กี่ล้านคัน จับคนเผาถ่านหิน เผาหญ้า หรือแม้แต่อาหารปิ้งย่างไปเข้าคุกสักกี่คน ฯลฯ

รัฐบาลจีนก็ทำได้ เพราะมีประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก และตราบใดที่ทุกคนยังต้องหายใจ

เมื่อเราหันกลับมามองในเมืองไทย เราก็ทราบกันดีว่าการแก้ปัญหาเรื่อง PM2.5 นั้นไม่ง่ายเพราะมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น เผาอ้อย เผาวัสดุการเกษตร รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล รถยนต์เก่าที่มีการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ โรงงานที่ปล่อยควัน ฯลฯ

คงไม่มีรัฐบาลใดชอบใจเมื่อถูกประชาชนด่า แต่บางกรณีคำด่าเหล่านั้นก็อาจเปลี่ยนเป็นพลังช่วยให้รัฐบาลขับเคลื่อนประเทศได้ในทางที่ถูกต้อง

ประชาชนไม่มีหน้าที่บริหารประเทศ แต่ประชาชนมีอำนาจเลือกรัฐบาล

เมื่อประชาชนมอบอำนาจให้รัฐบาลแล้วรัฐบาลย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบแก้ไขปัญหาของประเทศ หากรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงด้วยความมุ่งมั่น ประชาชนจะช่วยสนับสนุนรัฐบาลเอง

แต่หากรัฐบาลทำเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาว เชื่องช้า ท่ามาก ปากดี หรือโยนภาระหน้าที่แก้ไขปัญหาของประเทศกลับมาให้ประชาชนเสียเอง

ประชาชนก็จะเริ่มมีคำถามง่าย ๆ กันว่า แล้วเราจะมีรัฐบาลไว้ทำไมกัน

182 Nameless Fanboi Posted ID:awtBWiexgI

วันนี้ขับรถแล้วโดนสกั้งวิ่งตัดหน้า เป็นประสบการณ์ใหม่ครั้งแรกในชีวิต
.
แล้วก็ตระหนักได้ว่า เอ้อ บ้านเมืองนี้มันอยู่กับธรรมชาติดีจังเลยเนอะ ต้นไม้มีอยู่ทุกที่ วันดีคืนดีก็มีกวางมีแรคคูนมีเสือภูเขามาเยี่ยมเยียน (อย่างหลังอาจจะยากหน่อยแต่ก็มี)
.
อากาศก็ดี หายใจได้อย่างสบายปอด ถ้าอยู่กรุงเทพ ฯ ตอนนี้คงสำลักฝุ่นตายไปแล้ว
.
ก็มานั่งคิดถึงคำถามที่ถูกถามมาบ่อย ๆ ว่า ปัญหาที่ไทยมีอยู่อย่างปัญหาฝุ่นควันเอย ปัญหาอุบัติเหตุทางรถยนต์เอย ปัญหามอเตอร์ไซค์วิ่งบนทางเท้าเอย ที่แคลิฟอเนียร์ทำไมถึงไม่มีปัญหา แต่ทำไมที่ไทยถึงแก้ไม่ได้สักที ที่นี่เค้าแก้กันยังไงนะ
.
ก็พบว่าโครงสร้างทุกอย่างที่นี่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างดีเพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ รวมถึงถ้าเกิดปัญหาขึ้น ทุกคนก็จะช่วยกันแก้ไขเพื่อส่วนรวม และโครงสร้างที่ว่านี้รวมถึงทั้ง "กฎหมาย" และก็ "คน" ด้วย
.
เรื่องอากาศ ที่นี่มีสิ่งที่เรียกว่า Clean Air Act ที่จะให้นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญมาร่วมกันดูสถิติและหานโยบายเพื่อให้อากาศบริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1963 เริ่มเห็นผลตอน 19xx ปลาย ๆ จนถึงตอนนี้กราฟ PM2.5 ก็ลดลงต่ำกว่าจุดอันตรายตลอดทั้งปีแล้ว ถึงปีนี้จะกระดกขึ้นมานิดหน่อยแต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย
.
ซึ่งถึงจะอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย แต่ในแต่ละปีก็ยังมีคนตายจาก PM2.5 หลายพันคนอยู่นะ ซึ่งก็ลองคำนวณดูว่าอากาศสเกลแดกเถือดที่ไทยจะส่งผลต่อชีวิตคนยังไง ...
.
เครื่องยนต์ทุกชนิดที่นี่มีการถูกควบคุมการปล่อยอนุภาคและก๊าซพิษอย่างต่อเนื่อง รถยนต์ต้องตรวจควัน (Smog Check) ทุกปีหรือสองปีไม่งั้นต่อทะเบียนไม่ได้
.
แต่ถ้าฝืนขับต่อแบบไม่มีทะเบียนแล้วพบว่าควันดำ เดี๋ยวก็จะมีคนร่วมถนนถ่ายรูปแจ้งตำรวจและเป็นเรื่องใหญ่เอง
.
ก็จะเห็นว่าทั้งกฎหมายที่มีการบังคับใช้เคร่งครัดและคนที่ร่วมกันสอดส่องล้วนส่งผลต่อคุณภาพอากาศหมด
.
อะไรก็ตามที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมก็จะได้รับสิทธิพิเศษจากที่ต่าง ๆ เช่น รถ EV ก็จะมีเลนพิเศษบน Highway ให้วิ่ง หรือมีที่จอดรถเฉพาะสำรองไว้ให้รถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้นจอด
.
ทุกอย่างล้วนประกอบกันเป็นโครงสร้างที่ขับเคลื่อนให้ทุกอย่างไปในทางที่ดี
.
รัฐ กฎหมาย ผู้คน
.
มาดูที่ไทย ...
.
อากาศแบบนี้รัฐบอกว่าไม่ต้องตื่นตกใจ
.
การเผาอ้อยและเครื่องยนต์ดีเซลเป็นปัจจัยหลักของการปล่อย PM2.5 รู้ด้วยนะว่าเป็นต้นเหตุ มีมาตรการเขียนเป็นเล่ม ๆ ออกมา แต่ไม่เคยบังคับใช้ได้
.
ผู้คนบอกไม่เผาอ้อยแล้วจะหากินยังไง รังแกคนจนหรอ
.
รถมีการตรวจควันดำเพื่อต่อทะเบียน แต่ทุกวันกลับต้องเจอรถควันดำและก็ทำอะไรไม่ได้ (โดยเฉพาะรถเมล์)
.
ถ้าถามว่าประเทศมาถึงจุดนี้ได้ยังไง คงตอบว่า "ทุกอย่าง" ... ทุกอย่างพามันไปสู่จุดที่แย่ลงแย่ลง กฎหมาย รัฐ ผู้คน ความยากจน ไม่มีองค์ประกอบไหนเลยที่สนับสนุนให้คนช่วยกันผลักดันอากาศบริสุทธิ์
.
และจะแย่ลงกว่านี้อีก เพราะความยากจนที่หนักหนาสาหัสขึ้นเรื่อย ๆ จะยิ่งทำให้ผู้คนทำเพื่อตัวเองมากขึ้น เอาตัวรอดให้ได้ก่อน ส่วนรวมทีหลัง
.
นาทีนี้คงได้แต่ทำใจแล้วจ่ายภาษีไปเรื่อย ๆ
.
"จ่ายภาษีไปทุกปีแต่ไม่มีแม้แต่อากาศบริสุทธ์หายใจ"

183 Nameless Fanboi Posted ID:Zt7l6tEWOZ

>>182 คาลิฟอร์เนีย อากาศดี๊ดีแต่มีขี้เต็มทางเท้า San Franเป็นเมืองที่มีขี้มนุษย์บนพื้นผิวมากที่สุดในโลก มากกว่าเมืองของจีนหรืออินเดีย

สูดหายใจให้เต็มปอดนะครับ

184 Nameless Fanboi Posted ID:iegUBgx9F1

>>183 ตามจำนวนโฮโบด้วยมั้ง ได้ยินว่าเยอะสุดในเมกาเลยนิ

185 Nameless Fanboi Posted ID:R/M9CAM189

พรุ่งนี้ไม่ไปฟังตัดสินคดีปญอ.
11 โมงร่วมแสดงพลังที่พรรค

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

186 Nameless Fanboi Posted ID:ZpYDwCEnC5

ผมจะเล่าถึงปัญหาบางประการเกี่ยวกับธุรกิจของคุณนาฮีมครับ

ปกติแล้ว คุณนาฮีมจะย่อยโค้กเป็นปริมาณน้อยๆ บรรจุใส่ซองซิบแบ่งขายหน้าโรงเรียนย่านบอสตัน โดยส่วนใหญ่เด็กๆ จะหุ้นกันซื้อแค่ครั้งละจี หรือครึ่งจี

แต่เมื่อวาน เจ้าหนูซีเจกลับเอาถุงผ้ามาใส่เอง ส่งผลให้โค้กฝังปนไปในเนื้อผ้าและนำออกไม่ได้ แถมเศษขาวๆก้นถุงผ้าทำให้ซีเจเกมส์คุณแม่อีก คุณแม่ซีเจจึงบุกไปต่อว่าคุณนาฮีมถึงในบ้าน ว่าคุณนาฮีมโกงน้ำหนักเด็ก

ผมคิดว่าการรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติกทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะมูลนิธิเพื่อสมุนไพรเขียว (Greenweed) กำลังสร้างปัญหาใหม่ให้พวกเราครับ

#​มิตรสหาย​คนดำท่าน​หนึ่ง​

187 Nameless Fanboi Posted ID:R/M9CAM189

การตรวจสอบปริมาณฝุ่นของไทยแนะนำใช้ข้อมูลจากแอฟ air4thai นะครับ และเครื่องตรวจวัดขนาดเล็กๆ ที่ขายตามเน็ต ค่ามันจะแตกต่างจากที่วัดตามมาตรฐาน เพราะใช้ระบบเซนเซอร์ฝุ่น แถมไม่ได้แยกความชื้น ทำให้ค่าสูงกว่าปกติ #PM25

เราจะเห็นข้อมูลว่า ทำไมเว้บต่างประเทศ ค่าสูง สีแดงน่ากลัว แต่วิธีการตรวจวัด และการเทียบมาตรฐานไม่เหมือนกันนะครับ ดังนั้นใข้ข้อมูลจาก แอฟ Air4thai ดีกว่าเชื่อถือได้ แต่เสียอย่างเดียวไม่มีสถานีตรวจวัดที่ครอบคลุมทุกพื้นที่

188 Nameless Fanboi Posted ID:JqSpPats7x

ที่โกรธขนาดนี้เพราะคนที่มีตังค์ยังติดแอร์ คิดเครื่องฟอกได้ คนหาเช้ากินค่ำ จะทำยังไง คนกวาดถนน คนขายของริมทาง คนขี่มอไซส่งของ เด็กที่ไม่มีบ้าน ห้องหับที่ดีพอ แล้วคนเหล่านี้ต้องรับกรรมหนักสุดจากปัญหาที่พวกเขาร่วมก่อน้อยที่สุด

189 Nameless Fanboi Posted ID:JqSpPats7x

เนี่ย เราเห็นตรงกันกับ ดร.ศิวัช

ไหนๆก็ด่าเรื่อง PM2.5 กันทั้งบ้านทั้งเมือง
ก็ใช้จังหวะนี้ จัดการทางกฎหมายให้เต็มที่ไปเลย
จะโดนด่าว่า กระทบประชาชนก็ให้เขาด่าไปเหอะ
เพราะไม่ทำอะไร ก็โดนด่าอยู่ดี

จัดหนักไปเลย รถควันดำ คนเผาไร่เผาอ้อย
โรงงานปล่อยควันเสีย จัดการให้หนักๆ ปรับแรงๆ

ตอนเป็นเผ็ดกลาง กล้าใช้ ม.44
พอตอนนี้ประชาธิปไตย กลับกลัวคะแนนตก
กระทบประชาชนแล้วคะแนนนิยมจะหาย

อิห่าน!!

https://www.dailynews.co.th/politics/752941

190 Nameless Fanboi Posted ID:VncvZnTqVY

ปัญหาฝุ่นควันต้องเริ่มต้นที่ตัวเองนี่มันได้ผลจริง ๆ นะ นี่ตั้งแต่เริ่มต้นย้ายมาเมกาด้วยตัวเองก็ไม่มีปัญหาฝุ่นควันอีกเลย แนะนำ ๆ

191 Nameless Fanboi Posted ID:JqSpPats7x

เยอรมันตอนนี้อากาศดีมากอิจฉาคนที่นั่นจัง 😗

192 Nameless Fanboi Posted ID:VncvZnTqVY

ดู Sex education แล้วรู้สึกว่าเด็กบ้านเรามันเรียนเยอะไปจริงๆนะ Otis แม่งมีเวลาจิบน้ำชาคุยกับแม่ตอนเช้า หลังเลิกเรียนยังเป็นช่วงบ่ายอยู่เลย ทำกิจกรรมได้อีกเยอะแยะ ส่วนกูหรอ แหกตาตื่นเพื่อจะไปร้องเพลงชาติให้ทัน 8 โมง กว่าจะเลิกเรียนก็ 5 โมงละ ทำการบ้านอีก จบแล้วชีวิตวัยรุ่นกู

193 Nameless Fanboi Posted ID:icEDNK2Q+7

>>192 ถึงจะเข้าเรียนช้าเลิกเรียนไวเเค่ไหน ถ้าสังคมรร.ยังเเออัด ไม่น่าอยู่เเบบนี้กูก็ขอบาย กูเคยเรียนเเบบ10กว่าคน โคตรสบายใจ ไม่มีพวกน่ารำคาญ พอเรียนเเบบ40คนกูละเครียด

194 Nameless Fanboi Posted ID:R/M9CAM189

วิธีคิดแบบนิติศาสตร์นิยมล้นเกิน (Hyper-legalistic approach) ที่ชัดเจนมากที่สุดชิ้นหนึ่ง คือ บทสัมภาษณ์ของ The Matter กับประสงค์ เลิศฯ จะเห็นว่าคุณเก๊ ผอ. อิศรานั้น พยายามวาดภาพตัวเองเป็นแค่กลไก หรือพลเมืองดีที่ไม่มีเจตจำนงอะไรของตัวเองเป็นพิเศษในเรื่องนี้เลย เป็นกลางอย่างยิ่ง เพียงแต่ทำหน้าที่ตามกฎหมายไปเท่านั้น แม้คุณเก๊จะเห็นในทางส่วนตัวว่ากฎหมายนั้นไม่สมเหตุผลบ้าง แต่ก็สรุปว่า การทำตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นธรรม หรือสมเหตุผลหรือไม่ นั้นเป็นคุณธรรมสูงสุดในตัวเองโดยไม่ต้องตั้งคำถามไปมากกว่านั้น สุดท้ายแม้ธนาธรจะถูกถอดออกจากการเป็น สส. ก็น่าเชื่อว่าคุณเก๊จะสรุปว่า ไม่ควรมีความพยาบาทหรือความแค้นต่อกันเพราะที่อิสราขุดคุ้ยเปิดโปงไปนั้น เป็นหน้าที่ หรือกลไกอัตโนมัติตามที่กฎหมายวางไว้เท่านั้น

ส่วนคำถามถึงความจริงใจ (sincerity/genuity) ของการสมาทานแนวคิดนิติศาสตร์นิยมล้นเกินของผู้ให้สัมภาษณ์นั้น ว่าผู้ให้สัมภาษณ์เชื่อในแนวคิดดังกล่าวมากน้อยแค่ไหน ปฏิบัติต่อทุกคนด้วยมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ คนอ่านคงมีข้อสรุปในใจแต่ละคนอยู่แล้ว

195 Nameless Fanboi Posted ID:R/M9CAM189

ฝากเรียนถึงผู้ที่ต่อสู้กับเผด็จการรัฐไทยที่มีความเสี่ยงจะถูกล่าแม่มดหรือเล่นงานด้วยมาตรา112
หากต้องดำเนินการลี้ภัยไปประเทศอื่น

จงอย่าดำเนินการใดๆผ่านระบบของ UNHCR สำนักงานในไทยเป็นอันขาด หรืออย่าให้คนชื่อ "ปกป้อง เลาวัณสิริ" ได้ล่วงรู้ข้อมูลส่วนตัวหรือรายละเอียดการลี้ภัยการเมืองใดๆของพวกคุณโดยเด็ดขาด คุณต้องดำเนินการผ่านสถานทูตประเทศปลายทางนั้นๆโดยตรงเท่านั้น ชีวิตและข้อมูลการลี้ภัยของคุณถึงจะปลอดภัยถึงปลายทางได้

และนี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แต่หมายถึงความปลอดภัยในชีวิตพวกคุณเอง

ด้วยความหวังดี
จากเครือข่ายผู้ลี้ภัยการเมืองไทยจากมาตรา112 "Gen Y" NZ&FR

และ มิตรสหายท่านหนึ่ง

196 Nameless Fanboi Posted ID:ehXAz.RzZW

การตัดสินใจยุบพรรคอนาคตใหม่ มีต่างหากจากคำร้องเรียน ตัดสินใจก่อนค่อยหาคำร้องเรียน ไม่คำร้องเรียนนี้ ก็คำร้องเรียนหน้า

197 Nameless Fanboi Posted ID:TMFD9//WII

เกมการเมืองที่ชาญฉลาด

ปั้นกระแสเหมือนจะยุบมาถึงวันนี้ไม่ยุบ ถ้าวันหลังมีคำวินิจฉัยอะไรออกมา จะกล่าวหาว่า ศาลรัฐธรรมนูญเอียง ตัดสินเป็นโทษกับอนาคตใหม่ตลอด ใครจะพูดแบบนี้ก็ไม่ได้แล้ว

198 Nameless Fanboi Posted ID:KkIWBG1WiE

>>197 วิธีง่ายๆเอาคำวินิจฉัยมาวิเคราะห์ต่อให้ละเอียดยิบว่าเห็นด้วยไม่เห็นด้วยอย่างไร ตรงไหนมีหลักฐานสนับสนุน ตรงไหนเป็นแค่ความเห็น เป็นคุณเป็นโทษกับใครยังไงบ้าง แค่นี้ก็อ้างว่าด่าเพราะตัดสินไม่ถูกใจไม่ได้แล้ว

199 Nameless Fanboi Posted ID:tFWgMSwzYH

เป็นฝุ่นอยู่แล้วยังจะกลัวฝุ่นอีกทำไม

200 Nameless Fanboi Posted ID:PP3VCxy0yZ

>>199 แก ไม่ มี สิทธิ์ มา เรียก ชั้น ว่า ฝุ่น

201 Nameless Fanboi Posted ID:k7uPbWANE+

“ปัญหา PM2.5 ซึ่งก็ลากกันไปคุยต่อเรื่องการเผาไร่ เผาป่า มลพิษจากรถยนต์ โครงการก่อสร้าง ฯลฯ

ก็เหมือนประเด็นทางสิ่งแวดล้อมอีกมากมาย ที่จริงๆแล้ว #รากของมันคือปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง

อยากแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม?
ลองให้ประเทศมันพัฒนาไปมากกว่านี้สิครับ

ให้คนจนลดน้อยลง

ให้คนที่ต้องฝากชีวิตไว้กับภาคการเกษตรลดน้อยลง

ให้คน “หาเช้า กินค่ำ” ลดน้อยลด

ถึงตอนนั้นคนมันถึงจะสามารถไปคิดถึงวันพรุ่งนี้ วันมะรืนนี้ หรือคิดถึงอะไรที่ไกลกว่าเงินในกระเป๋าได้

ไอ้ที่แชร์ๆเรื่องปักกิ่งกันเยอะๆ นี่อย่าลืมนะว่าจีนยกระดับคุณภาพชีวิตคนในประเทศเขาได้รวดเร็วขนาดไหน คนจนในจีนหายไปเท่าไหร่ 20 ปีที่ผ่านมาเค้าเปลี่ยนประเทศเค้าไปมากมายขนาดไหนแล้ว

ญี่ปุ่น ก่อนจะมีวันนี้ รู้จักโรคมินามาตะ กันมั้ย?

ลำพังการใช้อำนาจเฉียบขาดอย่างเดียว เคยแก้อะไรได้สักเรื่องมั้ย?

คุณคิดว่าเราสามารถเอาโทษจำคุกไปขู่คนที่พรุ่งนี้ไม่มีจะแดกได้มั้ยอ่ะ?

ประเทศเราบริหารแบบไม่ได้เอาคุณภาพชีวิตคนเป็นศูนย์กลาง

ชาติเราไม่ใช่ประชาชน

เราไม่สนเรื่องความเหลื่อมล้ำ

เราไม่มีนโยบาย “ระยะยาว” เลยสักเรื่องเป็นเวลาเกือบ 15 ปี

ก็คงหวังให้คนในประเทศมันคิด มอง อะไรไกลๆได้ยากนะ

คนจนก็ต้องมองเงินในกระเป๋าก่อน เอาวันพรุ่งนี้ให้รอดก่อน

คนชั้นกลางก็ต้องมองโรงเรียนลูก เพราะต้องถีบลูกให้รอดก่อน

ฝุ่นเยอะก็ซื้อหน้ากาก ซื้อเครื่องฟอก

น้ำเค็มก็ซื้อเครื่องกรองน้ำ

โรงเรียนห่วย ก็ส่งลูกเรียนเมืองนอก

โรงพยาบาลแออัด ก็หาเงินเยอะๆไว้ไป รพ เอกชน

ระบบกฎหมายห่วย ก็สร้างเส้นสายไว้ให้มากๆจะได้มีผู้อุปถัมภ์ยามเดือดร้อน

ขนส่งสาธารณะห่วย ก็ซื้อรถ

เมืองที่อยู่อาศัยห่วย ก็บินไปเที่ยวเมืองนอกให้บ่อยขึ้น

เราทุกคนล้วนต้องช่วยเหลือตัวเอง เอาตัวรอดไปเป็นวันๆ เดือนๆ ปีๆ ด้วยตัวเองกันทั้งนั้น

มันก็อยู่กันไปแบบนี้แหละจ้า”

#มิตรสหายท่านหนึ่ง

202 Nameless Fanboi Posted ID:rj40d5EGHd

2017 : หมอกธุมเกตุ
2020 : ฝุ่น pm 2.5

203 Nameless Fanboi Posted ID:BuZsYs53T7

The Bible says being gay is fine, as long as you're high.

"A man who lays with another man should be stoned."
Leviticus 20:13 ESV

#มิตรสหายท่านหนึ่ง

204 Nameless Fanboi Posted ID:JHMoDSjkIa

อิสัส นั่งแท็กซี่มิเตอร์ 91 เลยให้เงินไป 101 เพื่อให้แท็กซี่ทอน 10 บาท ปรากฏแท็กซี่คืนเหรียญบาทมาแล้วบอกว่าไม่เป็นไร ๆ แต่เอาแบงก์ร้อยกุไปละนิ่งเรย เด่วอิควาย เปน เก้าบาทกุล่ะ

205 Nameless Fanboi Posted ID:/.2kqFdnHp

#เสนอแก้ปัญหาเศรษฐกิจแก่ผู้มีรายได้น้อยกระตุ้นการใช้จ่ายฐานราก#จากความคิดเด็กวัดตูมบ้านวัดตาล#ถ้าผมดูแลด้านเศรษฐกิจ#ส.ส.เต้ จะเอาเงินสวัสดิการรัฐแจกครอบครัวละ 1 ล้านบาท ผมทำได้แม้ไม่ได้จบนอก ***จาก พรบ.งบประมาณรายจ่ายปี 2563 ยอด 3.2 ล้านล้านบาท ประมาณการเก็บภาษีได้ประมาณ 2.76 ล้านล้านบาท และ กู้ขาดดุลงบประมาณ 4.4 แสนล้านบาท ได้ผ่านสภาผู้แทนราษฏรไปแล้ว รอการพิจารณาจากวุฒิสภาสัปดาห์หน้าน่าจะจบหลังจากนั้นก็ต้องรอโปรดเกล้าฯ ไม่เกินต้นเดือน ก.พ.63 งบเริ่มใช้ได้ อาทิ เงินเดือน เงินจากการจัดซื้อจัดจ้างน่าจะช้าขั้นตอนมาก การกระจายรายได้ไปภาคส่วนต่างๆก็ช้า ทำให้เงินฝืด แต่นี่ก็เข้าไตรมาส 2 แล้ว กว่าจะเบิกก็ไตรมาส 3-4 ถ้าผมเป็นผู้ดูแลด้านเศรษฐกิจของประเทศ จะแก้ปัญหาอย่างไรทำให้การจับจ่ายฐานรากฟื้นตัวจากที่แย่มาก ฟื้นตัวได้จนส่งผลให้เศรษฐกิจระดับกลางขับเคลื่อนได้และต่อยอดเศรษฐกิจระดับบน จนเครื่องยนต์ติดทุกเครื่องยนต์ GDP ปี 62 ประมาณ 16.8 ล้านล้านบาท มาจาก *1.ใช้จ่ายภาครัฐ 2.95 ล้านล้านบาท(เงินเดือนข้าราชการ+สวัสดิการขั้นพื้นฐานทุกรายการ+ลงทุนภาครัฐ) 2.การท่องเที่ยว 3.1 ล้านล้านบาท 3.การบริโภคภาคเอกชนประชาชน+การลงทุน+(ส่งออก-นำเข้า) 10.75 ล้านล้านบาท จากนโยบายเดิมที่ผ่านมา อาทิ ชิมช๊อปใช้ เบี้ยคนชรา บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ(บัตรคนจน) โบนัสคนจนรอบต่างๆ ไฟฟ้าฟรี-รถเมร์ฟรี-รถไฟฟรี ประกันราคาจ่ายเงินชดเชยราคาสินค้าเกษตร จ่ายชดเชยน้ำแล้ง-น้ำท่วมในพื้นที่เกษตร พักชำระหนี้ ล้วนใช้เงินกับกลุ่มบุคคลที่มีรายได้น้อย ตั้งแต่ 0-100,000 บาท/ปี ร่วมใช้เงินกว่า 3-4 แสนล้านบาท/ปี ถ้ารวมค่ารายหัวเรียนฟรี หนังสือฟรี เสื้อผ้าฟรี อื่นๆฟรี น่าจะร่วมกว่า 5 แสนล้านบาท/ปี แต่ละขั้นตอนการเบิกจ่ายยากลำบากขั้นตอนมาก เกิดผลประโยชน์ระหว่างทางหลากรูปแบบ ประชาชนไม่รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้น ไม่รู้สึกอะไร เฉยๆ ไม่หวือหวา ***ผมจึงขอเปลี่ยน "สวัสดิการรัฐทั้งหมดที่มีอยู่จ่ายเป็นเงินสด"ให้ประชาชนแทนกับผู้มีรายได้น้อยครอบครัวละ 1 ล้านบาท(ครอบครัวไม่เกิน 5 คน) จ่าย 4 ปีๆละ 250,000 บาท(ครอบครัว) หรือคนละ 50,000 บาท/ปี จ่ายให้กับ 15 ล้านคนที่ลงทะเบียนไว้กับรัฐว่าเป็นผู้มีรายได้น้อย รวมยอด 750,000 ล้านบาท/ปี(อาจจัดลำดับเพิ่มลดกันไปตามรายได้) อีก 525,000 ล้านบาท/ปี ให้กับผู้มีรายได้ปานกลาง 35 ล้านคน ครอบครัวละ 300,000 บาท(ครอบครัวไม่เกิน 5 คน) จ่าย 4 ปีๆละ 75,000 บาท/ปี ยกเว้นข้าราชการ ค่อยคิดเป็นสวัสดิการอื่นๆ รวมจะใช้เงินปีละ 1.275 ล้านล้านบาท แสดงว่าต้องกู้เงินเพิ่มหรือขาดดุลงบประมาณอีกปีละ 775,000 ล้านบาท แต่ถามว่ารากหญ้าฟื้นเลยไหมจากเงินที่ลงไปเลยให้กับประชาชน 50 ล้านคน ยกระดับรายได้ประชาชนเลยทันที ได้ vat 7% คืนมาทันที 89,250 ล้านบาทต่อรอบการหมุนเงิน เงินที่ประชาชนได้ก็คือภาษีของประชาชนเองเอาไปใช้ อาทิ ใช้หนี้นอกระบบ ลงทุนค้าขาย ขุดบ่อน้ำ เลี้ยงปลา กุ้ง ลงทุนปลูกพืชสินค้าเกษตร จ่ายค่าเล่าเรียน อื่นๆ อีกมากมาย เงินหมุนทุกระบบ ได้ทันที มีข้อแม้ที่รัฐบาลขอความร่วมมือ ดังนี้ 1.อย่าด่ารัฐบาล ให้กำลังใจอย่างเดียว 2.ห้ามจัดเข้ามาประท้วงรัฐบาล ใน กทม จวนผู้ว่า ถ้าประท้วงปีหน้าไม่ได้เงิน 3.สนับสนุนเปิดคาสิโนของรัฐทุกเมืองใหญ่เพื่อเก็บภาษีเข้ารัฐ ส่วยเข้ากระเป๋าหายไป 4.สนับสนุนเปิดสถานบริการถูกกฏหมายเสียภาษีให้ถูกต้องไม่มีส่วย ปล:รายได้จากภาษี ข้อ 3-4 ต่อปี น่าจะเกิน 0.7-1 ล้านล้านบาท/ปี

#มิตรสหายฯ

206 Nameless Fanboi Posted ID:ihTMjo0pu1

เราอยู่กรุงเทพฯ มาตั้งแต่เกิด เข้าใจว่าตัวเองเป็นภูมิแพ้มาตลอด จนได้มาเรียนที่นี่ ถึงรู้ว่าเราไม่ได้ผิดปกติ เราแค่เกิดมาในเมืองที่ผิดปกติ

- อากาศที่กรุงเทพฯ ไม่ได้เพิ่งแย่หรอก มันแย่มานานแล้ว และก็แย่ลงเรื่อยๆ แค่ประสิทธิภาพการวัดที่ดีขึ้น ทำให้เราเห็นความชิบหายของมันชัดเจนขึ้นเท่านั้นเอง

- ตอนเด็กๆเราเป็นหวัดตลอดเวลา จนโตมาทำงานก็ยังป่วยง่าย แค่เดินริมถนนเส้นหลักๆที่การจราจรเยอะๆก็ป่วยแล้ว ถ้านับวันที่จมูกอักเสบในแต่ละปี น่าจะประมาณ 3-6 เดือนได้ พก Telfast เป็นยาติดกระเป๋า แต่พอมาอยู่ที่นี่ ปีนึงเป็นหวัดอยู่ 2 ครั้ง ช่วงเปลี่ยนฤดู แบบเบาๆมาก 2-3 วันหาย แทบไม่ต้องกินยาเลย

- คนที่บอกว่าปัญหาฝุ่นนี่ให้ดูแลตัวเอง... คือเราเดินทางใช้รถสาธารณะตลอด ตอนเด็กก็โหนรถเมล์ ไม่ก็สามล้อ พอโตมาทำงานก็ใช้รถไฟฟ้ากับ Taxi เป็นหลัก (คือจนแหละ ไม่ได้รักสิ่งแวดล้อมอะไรหรอก 555) บ้านเล็กๆที่อาศัยอยู่ก็ปลูกต้นไม้เท่าที่ที่ทางจะเอื้ออำนวย แต่เราก็ต้องรับกรรมฝุ่นนี่ร่วมกับคนอื่นที่ไม่ได้ทำอะไรเลย

- ปีที่แล้วช่วงก่อนเลือกตั้ง... มีบทความนึงที่แชร์กันจัง... ว่าไม่ว่าใครเป็นรัฐบาล เราก็ต้องทำมาหากินและดูแลตัวเองอยู่ดี เป็นบทความที่โคตรไร้สาระ ไม่รู้แชร์กันเข้าไปได้ยังไง เราเลือกตั้งไม่ใช่เพื่อเลือกคนที่จะมาทำให้เราสุขสบาย ไม่ต้องทำมาหากิน แต่เราเลือกคนที่จะทำให้ผลของการทำมาหากินของเราไม่สูญเปล่า ไม่ใช่ทำงานแทบตาย ออมเงินรอเกษียณ เพียงเพื่อจะเอาเงินไปรักษามะเร็งปอดรอวันตายทั้งที่ตัวเองไม่ได้สูบบุหรี่ คน 60 ล้านคนมาอยู่ด้วยกัน ใช้ทรัพยากรร่วมกัน มันต้องมีการจัดการที่ดีมีประสิทธิภาพ ไม่งั้นจะเสียภาษีไปทำไม

- เรื่องการจัดการฝุ่น รวมไปถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมด้านอื่นๆนี่มันงานรัฐบาลล้วนๆ มีมาตรการมากมายที่สามารถทำได้ทั้งในระยะสั้น กลาง ยาว

- ที่ Google นี่ มีมาตรการลดการใช้รถส่วนตัวของพนักงานหลายอย่าง มี Shuttle รับส่งตามจุดใหญ่ๆ, มีส่วนลดการใช้ app Carsharing, มีโปรแกรม Carpooling ระหว่างพนักงานด้วยกัน, มีจักรยานให้ยืมขี่มาทำงานฟรี ถ้าขี่บ่อย Google ออกตังค์ให้ไปซื้อจักรยานเลย

- พอมาอยู่ที่นี่ถึงได้เข้าใจ ว่ามันไม่ใช่ Google อยู่ๆก็ทำขึ้นมาเองหรอก แต่มันเกิดจากการผลักดันของภาคประชาชน และภาครัฐ ที่นี่เวลาบริษัทต่างๆจะขยาย Office จะต้องไปขออนุญาตจากสภาเมือง ซึ่งประชาชนเข้าไปฟังด้วยได้ นอกจากอธิบายแผนการก่อสร้างแล้ว บริษัทเหล่านี้ต้องตอบด้วยว่าคุณจะบริหารการ Flow คนเข้าและออกจากอาคารเหล่านี้อย่างไร ถ้าทุกคนใช้รถส่วนตัวกันหมด ถนนของเมืองก็รองรับไม่ไหว ก็มีโอกาสไม่ผ่านสภาเมือง (ซึ่ง "เมือง" ในที่นี้คือขนาดประมาณ "เขต" ของกรุงเทพเท่านั้นเอง) ไม่ว่าบริษัทจะใหญ่โตมาจากไหน ก็ต้องผ่านการตรวจสอบ ประชาชนเห็นชอบก่อน (ตอน Apple จะสร้าง Apple Park ออฟฟิศใหม่รูปยานแม่ Steve Jobs ก็ต้องไปอธิบายให้สภาเมือง Cupertino ฟังเหมือนกัน)

- นี่ยังไม่พูดถึงการจัดการระดับรัฐ ที่มี Tax incentive ให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า มีที่จอดพิเศษให้รถยนต์ไฟฟ้าและ Carpool รวมถึงการให้รถยนต์ไฟฟ้าและรถ Carpool ใช้ Express lane บน Highway ในชั่วโมงเร่งด่วนได้

- เห็นการจัดการของที่นี่แล้ว ก็นึกถึงคนที่บอกให้เราดูแลตัวเอง ดูแลยังไงเหรอ? จะซื้อรถยนต์ไฟฟ้านี่อย่าพูดถึง Tax incentive เลย รัฐเก็บภาษีแพงกว่ารถสันดาบภายในอีก

อย่างสุดท้ายที่เรายังไม่ได้ทำคือการใช้ "สิทธิ" ตามรัฐธรรมนูญไปเรียกร้องผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ให้ปฏิบัติตาม "หน้าที่" ของรัฐตามรัฐธรรมนูญ ในการบริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้ประชาชนอย่างทั่วถึงนี่แหละ น่าอึดอัดที่ตอนนี้ทำได้แค่บ่นลง Facebook ทั้งๆที่รู้ว่ารัฐบาลเฮงซวยนี่ก็คงไม่ได้มาอ่าน และคงไม่ทำอะไรเหมือนเดิม

#ฝุ่นกรุงเทพ

207 Nameless Fanboi Posted ID:.Wt1RTAYPw

กระแด่ะอยากได้รถไฟฟ้าใช้

แค่มอเตอร์ไซต์ไฟฟ้าพวกมึงยังไม่ซื้อกันเลย

#มิตรสหายทั่น1

208 Nameless Fanboi Posted ID:H+ZpIHYoB.

ไอ้สัส ไอ้ ผอ ยิงเด็ก แม่งบอกอยากตาย
เพราะประสบปัญหาชีวิตเยอะ เลยฆ่าคนอื่น
จะได้โดนตำรวจจับตาย มึงพลาดแล้วไอ้เหี้ย

ถ้ามึงรู้ว่า มึงอยากตาย มึงควรรีบไปกู้เงินรัวๆ
แล้วเอาตังมาตีตัวท๊อป ล่อแม่งให้ครบทุกแบบ
นัดอำลา มึงนัดเลย ตัวแรงสุด 1.2 ล้าน
แล้วมึงเย็ดๆ แล้วแตกใน มึงได้ตายแน่

มึงจะโดนการ์ดของดารา 1.2 ล้าน รุมกระทืบ
แล้วมึงค่อยตาย ตายอย่างสะใจ
ดาราสาวสวย จะโดนคดีตามมึงไป ว่าเป็นกระหรี่

แม่งฮากว่า ไปยิงเด็ก ยิงคนที่ไม่รู้เรื่อง

209 Nameless Fanboi Posted ID:OxPlmHkzvE

ไอสัสเมื่อเช้าสลิ่่มยังด่าโจรร้านทองเป็นพวกส้มคลั่งอยู่เลย เมื่อกี้มีคนเอาโพสเจ้าตัวโพสด่าบัตรทองทำรัฐขาดทุนออกมาซะงั้น5555555

210 Nameless Fanboi Posted ID:yOvi+qJJuL

>>209 อันไหนวะ หรือเฟสปลอมedit ดักควายเอายอดวิว

211 Nameless Fanboi Posted ID:XcmH+3l7pE

>>209 ช่วงนี้เพจดักควายกำลังคึก
https://imgur.com/gG0FgYh

212 Nameless Fanboi Posted ID:H.Xeu/7PPK

>>208 เค้าคงยอมให้เย็ดสดแต่แรกหรอก

213 Nameless Fanboi Posted ID:ZFUlPU0VH2

มีเหรอวะกะหรี่ล้านสอง ไหนๆ

214 Nameless Fanboi Posted ID:6D4S4amM+k

เอาจริงนะ เราควรเฉดหัวข้าราชการทั้งประเทศทุกหน่วยงานออกให้หมด แล้วให้ทหารทำงานแทนทั้งหมดเลยครับ ไล่ออกทุกกระทรวงทุกระดับไปเลย ตั้งแต่คนกวาดล้างถนน ไปจนถึงผลิตน้ำประปา สร้างรถไฟฟ้าสนามบิน ฯลฯ เราต้องเจริญกว่านี้แน่ๆครับ

215 Nameless Fanboi Posted ID:ZvjEyNDHbx

เตรียม Résumé ให้พร้อม Unicorn ประจำภูมิภาคกำลังจะรับสมัครไปทำงานที่ Singapore ติดตามได้พรุ่งนี้ครับ

งานในต่างประเทศจะง่ายกว่าในเมืองไทยครับ บริษัททั่วไปในเมืองไทยเราต้องทำตั้งแต่ออกแบบเว็บ ฐานข้อมูล เขียน Back-end เขียน Front-end ทำ API ทำ UAT เขียน Test Automation ในต่างประเทศทำแค่งานเดียวครับ เงินเดือนก็สูงกว่ามาก แถมยังสัมภาษณ์งานง่ายกว่าในเมืองไทยครับ ส่วนใหญ่เน้นถามเรื่อง Array, Linked List, Tree ที่ไหนถาม Dynamic Programming ไม่ต้องกลัวครับ มาเรียนด้วยกันได้ ที่สำคัญยังไม่เคยได้ยินที่ไหนถามเรื่อง AI, Machine Learning หรือ Big Data อะไร ยกเว้นว่าเราจะจบปริญญาเอกด้านนี้โดยตรง ระดับโลกไม่มีใครถามแบบนั้นครับ ลองดู Youtuber ดังๆอย่าง Clément, Gayle หรือ Joma ได้เลยครับ

- Clément ไม่เคยเขียนโค้ดมาก่อนเลย หัด 6 เดือนได้งานที่ Google
https://www.youtube.com/channel/UCaO6VoaYJv4kS-TQO_M-N_g

- Gayle คนดังระดับโลกในการสัมภาษณ์งาน
https://www.youtube.com/watch?v=BN0B4mOtwX0

- Joma: Youtuber ชื่อดังทำงานเป็น Data Scientist
https://www.youtube.com/channel/UCV0qA-eDDICsRR9rPcnG7tw

สำหรับคนที่สนใจไปทำงานในต่างประเทศ จะไปเรียนก่อนหรือหรือไปทำงานเลยก็ได้ครับ อย่าง Amazon ที่ Canada ตอนนี้รับสมัครงานทั่วโลก เขาจะเริ่มถามที่ Binary Search ก่อน ถ้าเราไม่รู้เรื่องนี้คงยากที่จะไปต่อได้ครับ ที่เราเน้นให้สร้าง Profile บน Social Media อย่าง LinkedIn (ลิ้งทิน) GitHub และ LeetCode อันหลังกำลังฮิตในสหรัฐครับ Youtuber แนะนำเว็บนี้เหมือนกัน มาเรียนที่ จะพบกับวิธีคิดและวิธีเขียนโค้ด อ่านโจทย์ 10 วินาทีเขียนโค้ดแบบมหัศจรรย์กันเลย

อย่าไปสนใจคำพูดทำนองว่า สมองไหล อะไรพวกนี้ ยิ่งรักชาติ เรายิ่งต้องไปทำงานต่างประเทศครับ ลองสังเกตดูทีมฟุตบอลอย่างบราซิลหรืออาร์เจนตินาซึ่งนักเตะเกือบทั้งหมดเล่นอยู่ในยุโรป เวลาซ้อมเกมทีมชาติก็จะซ้อมที่ยุโรปเลย ลิเวอร์พูลบ้าง ปารีสบ้าง แล้วแต่จะเช่าสนามได้ ไม่ต้องบินกลับประเทศ

ตอนนี้มีหลายเมืองที่รับคนต่างชาติอย่างเราเข้าไปทำงานโดยตรงครับ แคนาดา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย หรือ สหรัฐ ผมแนะนำประเทศที่ไม่มีเจ้าของอย่าง ออสเตรเลีย หรือ สหรัฐ ครับ เพราะแทบทุกคนเป็นคนต่างชาติหมด เราจะได้เห็นคนที่มาจากอเมริกาใต้ จากจีน จากยุโรป ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายครับ รายได้ขั้นต่ำก็สูงมากอยู่แล้ว สำหรับใครที่อยากใช้ชีวิตวัยรุ่นให้คุ้มค่า แนะนำที่ซิดนีย์ครับ เขาเรียกว่า Cultural Melting Pot เปรียบเหมือนกับเกาะเสม็ดหรือเกาะพะงันอะไรแบบนั้นเลย

มีน้องคนนึงไปออสเตรเลียเพื่อเรียนภาษาอังกฤษเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย มีรุ่นพี่คนไทยชวนไปทำงานก่อสร้าง ได้ค่าแรงขั้นต่ำ 90,000 กว่าบาท น้องคนนี้ก็ไม่ค่อยสนใจเรียนอยู่แล้วเลยหนีไปทำงานดื้อๆเลย ไม่ต้องห่วงเรื่องวิซ่าครับ หลายๆเมืองมีคนไทยรับจ้างเข้าเรียนแทนอยู่แล้วครับ ข้อดีอย่างนึงของการไปอยู่เมืองแพงๆ ก็คือ จะไม่มีที่ไหนแพงอีกต่อไป อาหารจานละ 300 เป็นเรื่องปกติ น้ำอัดลมกระป๋องละ 150 รสชาติเหมือนในเมืองไทยเป๊ะ ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยยิ่งดีครับ ตอนเรียนจะทำงานได้ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตอนปิดเทอมทำงานได้ 40 ชั่วโมง แต่ทุกอย่างมีเทคนิคครับ ปรึกษาคนไทยที่นั่นได้ตลอดเวลา

สนใจไปทำงานที่ต่างประเทศ เรียนที่ ทำแบบฝึกหัดแค่ 30% ได้งานทุกที่ครับ Google, Facebook, Microsoft, Amazon สมัครเรียนที่นี่

216 Nameless Fanboi Posted ID:tLM2K34dQw

นั่งดูแมนยูวันนี้ ทำให้คิด Sir Alex Ferguson และหนังสือที่เคยอ่านเมื่อ 2-3 ปีแล้ว

ทุกครั้งที่มีการกล่าวถึงผู้จัดการทีมฟุตบอลที่ดีที่สุดตลอดการ ของแทบทุกสำนัก อันดับ 1 มักจะเป็น Sir Alex Ferguson นั่นหมายความว่าตั้งแต่มีฟุตบอลเกิดขึ้นมาบนโลกนี้ แล้วนับผู้จัดการทั้งหมดที่เคยมี จากทุกลีก จากทุกทีมชาติ ทุกรายการ ทั้งหมดทั้งมวล ตั้งแต่ที่มีการจดบันทึก Sir Alex Ferguson คือคนที่อยู่เหนือสุด

นั่นทำให้เมื่อท่านเซอร์เกษียณไป จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ ที่จะหาใครมาเทียบชั้นแก หรือเป็นตัวตายตัวแทนได้ แน่นอนว่าแฟนๆแมนยูอาจจะต้องการใครซักคนที่ทำได้แบบ Sir Alex แต่ความจริงก็คือมีโอกาสสูงมากว่าต่อให้อีกสัก 100 ปี ก็คงหาใครที่มาเทียบชั้นกับแกไม่ได้ เพราะ Sir Alex ไม่ใช่แค่ผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดที่แมนยูเคยมี แต่เป็นผู้จัดการทีมที่ดีที่สุด ที่ประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลเคยมี

ผลงานของแมนยูช่วงหลังนี้คงทำให้เห็นชัดแล้วว่า สิ่งที่ Sir Alex ได้ทำไว้มันยิ่งใหญ่แค่ไหน โดยส่วนตัวไม่ได้ติดตามฟุตบอล หรือทีมแมนยูมาใกล้ชิดขนาดนั้น แต่ก็สามารถรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของแกได้ และในใจลึกๆแล้ว ทุกทีมอยากได้ผู้จัดการแบบนี้ ผู้จัดการทีมที่ไม่ใช่แค่เก่งที่สุด แต่อยู่เคียงข้างสโมสร ตั้งแต่ต้นจนจบอาชีพการเป็นผู้จัดการทีม

สำหรับใครที่สนใจในเรื่องปรัชญาการทำงาน และการเป็นผู้นำตามสไตล์ของ Sir Alex โดยไม่ลงลึกในรายละเอียดชีวประวัติของแกมาก ลองอ่าน LEADING เป็นหนังสือที่กลั่นจากประสบการณ์จริง ของผู้จัดการทีมที่ได้รับการยกย่องว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาล

'At the end of this game, the European Cup will be only six feet away from you, and you’ll not even be able to touch it if we lose. And for many of you, that will be the closest you will ever get. Don’t you dare come back in here without giving your all.'

217 Nameless Fanboi Posted ID:Ve8LbMXkGd

ทำใจเท่านั้นครับ
ประเทศไทยเป็นของนายทุนที่เข้าถึงผู้มีอำนาจเท่านั้น

- คนชั้นกลางโดนไถไม่ได้ขึ้นและไม่ได้รวย/ไม่มีเงินเก็บ
- คนชั้นกลาง-ล่าง ต้องประคองตัวไม่ให้ตกไปอยู่สถานะคนจน
- คนจนไม่ได้เกิดแน่นอน รอเงินช่วยเหลือเท่านั้น

แค่ภาษีรายได้ส่วนบุคคลทุกวันนี้ก็มีแค่สี่ล้านคนแบกคนหกสิบล้านคน
และภาษีส่วนนี้ก็แทบจะเทียบเท่ากับภาษีที่บริษัทจดทะเบียนในประเทศไทยจ่ายกันแล้ว (เลี่ยงภาษีกันหมด)

ส่วนตัวอยากให้ภาษีโดนนำไปใช้เพื่อพัฒนาคนและให้โอกาสคนได้ขึ้นมามีชีวิตที่ดี แต่ดูแล้วไทยแลนด์ก็คือไทยแลนด์
แค่เรื่องฝุ่นยังเอาตัวกันไม่รอดแล้ว และต้องช่วยตัวเองกันแล้วตอนนี้
แก้ไขข้อความเมื่อ 22 มกราคม 2563 เวลา 10:14:01 น.

218 Nameless Fanboi Posted ID:2K9XNz+G8J

ยุคนี้แล้ว อย่าให้คนที่ไม่มีความรู้พื้นฐาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ มาทำงานสำคัญเด็ดขาด
.
.
ขยายความ 1: มันไม่มีใครที่พอไหว อากาศแบบนี้ต่อให้คนแข็งแรงก็เจ็บ หรือถ้ายังไม่เจ็บในระยะสั้น ก็ส่งผลต่อระยะยาว

ขยายความ 2: คำว่า "ใครรู้ว่าเสี่ยงก็ปิดจมูก ใส่หน้ากากไป" มันไม่ใช่แค่นั้น บ้านที่ไม่มีเครื่องกรองอากาศจะให้ใส่หน้ากากนอนหรอ หรือเด็กเล็กตอนวิ่งเล่นให้ใส่หน้ากากหรอ

ขยายความ 3: หน้ากากที่กันได้จริงมันแพง แถมเด็กใส่ไม่ได้ ถึงตัวผ้าตัวกระดาษจะกันได้ แต่พอเด็กใส่ ก็มีรูให้อากาศเข้าโดยไม่ผ่านตัวผ้าก็เต็มไปหมด (ต่อให้ผู้ใหญ่ใส่ก็มีช่องใหญ่ๆ อยู่ดี)

ขยายความ 4: แล้วคนที่ไม่รู้เค้าก็ไม่ใส่ไง พอท่านบอกว่าคนนอกนั้นพอสู้ไหว เค้าก็ไม่ใส่ ความเสี่ยงของเค้าก็เพิ่มขึ้นโดยฟังจากท่านนี่ล่ะ

219 Nameless Fanboi Posted ID:joL4t5YuMm

ร6 /ร7 ท่านเตรียมพร้อมแล้ว รอแค่เวลา

ปท.ไทยเป็นชาติที่ก้าวหน้าที่สุดชาติ หนึ่งในเอเซียเพราะกษัตริย์ท่านหัวก้าวหน้ามองการณ์ไกล เช่น รถไฟ ไฟฟ้า

เลิกทาสกษัตริย์ท่านก็ทำเองไม่ต้องบังคับ เรื่องประชาธิปไตยยังไงก็ต้องทำ

แต่คณะราชใจร้อน เลยฉิบหายหลายสิบปี ไปศึกษาดู

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

220 Nameless Fanboi Posted ID:tLLr9JHLB+

>>219 ก้าวหน้าที่สุดทำไมต้องไปดูงานที่ญี่ปุ่น อินเดียอ่ะครับ

221 Nameless Fanboi Posted ID:SnQy/Gs8CH

>>219 วาทะกรรมในตำนาน เตรียมห่าไร ลูกหลาน ญาติพี่น้องนั่งกระทรวงกันเต็มขาอยู่

222 Nameless Fanboi Posted ID:SnQy/Gs8CH

>>220 ต้องบอกว่า กำลังจะทำสิครับ แหม่ ไม่เตรียมครับ กำลังจะทำ ทรงดำเนินงานเรื่องรัฐธรรมนูญ พวกท่านใช้คำผิดแบบนี้ ผมไม่สบายใจเลยครับเพราะมันกำลังจะทำให้เกิดความเข้าใจผิด

223 Nameless Fanboi Posted ID:MUP2hB8s.q

ขนาดฉบับที่ ร.7 เตรียมไว้ (ซึ่งอนุรักษ์นิยมกว่าของคณะราษฎร) ยังถูกคัดค้านจากขุนนางและเจ้านายระดับใหญ่ๆ เลย คือ Mindset ของคนระดับบนเหมือนกันทุกยุคอะ ไม่เชื่อว่าคนระดับล่างกว่าจะสามารถเรียนรู้เพื่อปกครองตนเองได้ สมัยนี้ก็จะเห็นในพันทิป ที่มีคนบอกว่าเป็นแหล่งรวมของคนชั้นกลางระดับบน จะเห็น คห. ประเภทคนชั้นล่างต้องถูกควบคุมอย่างเข้มงวดมาประจำ คห. พวกนี้มักจะได้ gift (เทียบได้กับ like ของ facebook) เยอะด้วยนะ

224 Nameless Fanboi Posted ID:d7C4RH1NLJ

ใครหน้าไหนมันอวยจีน อวยเผด็จการนัก ว่าจะทำงานไวฉุบฉับต้องเผด็จการ ประชาธิปไตยอืดอาดต้องแคร์กฎหมายนู่นนี่ สรุปการแจ้งเตือนของจีนเรื่องไวรัสทั้งช้าทั้งหลอกประชาชนว่าไม่เป็นไร จำไว้นะเผด็จการมันไม่เคยแคร์ประชาชนหรอก เพราะมันไม่ต้องกลัวว่าปชช.จะเลือกมันอีกมั้ย แถมปิดปากได้ห้ามบ่นด้วย

225 Nameless Fanboi Posted ID:MUP2hB8s.q

กู >>223 นะ เผลอกดไวไปหน่อย จะพิมพ์ต่ออีกนิดว่าถ้าไม่มีคณะราษฎร เผลอๆ ไทยจะกลายเป็นคอมมี่เอาเพราะยังไงก็หนีไม่พ้นอิทธิพลของ 2 แนวคิดกระแสหลักของโลกสมัยนั้น (ปชต. กับคอมมี่)

226 Nameless Fanboi Posted ID:6mCAL72XsY

>>223 ก็ทุกวันนี้คนชั้นล่างมันก็เลือกอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองเพียว ๆ จนเป็นเช่นทุกวันมิใช่รึไงรึเวลาเรียนรู้ยังไม่พอ ต้องเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ จนประเทศจะหาไม่ก็เรียนรู้ต่อไปเรื่อย ๆ สินะ จริง ๆ กูเชื่อว่าก็คงจะเรียนรู้กันได้แหละคนเรา แต่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมผลลัพท์มันไม่เป็นไปดังหวังเสียที ไม่รู้มีใครวางยารึเปล่า

ไม่ต้องพูดถึงภาพกว้าง ๆ อย่างประเทศ จังหวัด แค่เขาให้ประชาธิปไตยย่อม ๆ ทำนิติหมู่บ้าน ปกครอง กำหนดกฏ นโยบายกันเอง ที่มีความรับผิดชอบ บริหารกันสำเร็จยังน้อยลง แต่ก็นะถ้าลองเป็นคอมมี่ก็น่าจะชิบหายไปนานแล้วบ้านเรา

227 Nameless Fanboi Posted ID:GZxH1ox6+q

ถ้ามันคิดเองได้ประเทศคงเจริญโดยไม่ต้องเปลี่ยนการปกครองแล้ว

228 Nameless Fanboi Posted ID:UdmUFvAagJ

เมื่อไหร่คนไทยจะตื่นรู้ทางปัญญาสักที เห็นเรียนจบสูงๆมาแต่ยังงมงายอยู่กับโฆษณาชวนเชื่ออันสูงส่ง เขาป้อนอะไรมาก็รับหมด แย่ๆ

229 Nameless Fanboi Posted ID:k6+3k9xBl5

ใครจะโง่ อยากให้พวกมึงฉลาดแข่งกับกูล่ะ

230 Nameless Fanboi Posted ID:MUP2hB8s.q

>>226 ปชต. ที่ตะวันตกก็ใช้เวลากันเป็นร้อยปีหรือนานกว่านั้นนะกว่าจะลงตัว แต่ตะวันตกโชคดีที่ลงตัวก่อนโซเวียตกับจีนแดงจะผงาดในต้นศตวรรษ 20 ส่วน ปท. อื่นๆ รับมาใช้ทีหลังทั้งนั้น ก็ลุ่มๆ ดอนๆ กันไประหว่างประชานิยมนักการเมืองกับเผด็จการทหาร ถ้าไม่โชคร้ายเป็นคอมมี่ไปก่อนนะ ส่วนกองทุนหมู่บ้าน ที่ดีๆ มีเยอะ แต่มันไม่เป็นข่าว ต้องล้มเหลวหรือมีปัญหาทุจริตนั่นละถึงจะเป็น แต่หลังๆ ดีขึ้นแล้วเชื่อเหอะ ไม่งั้นรัฐบาลต่อๆ มาคงเลิกไปละ

231 Nameless Fanboi Posted ID:Yfjb0K4aLz

>>230 มันเลิกไม่ได้เพราะเอาไว้ซื้อเสียงเหอะ ดูบัตรคนจนดิ ใครกล้ายกเลิกมั่ง

232 Nameless Fanboi Posted ID:MUP2hB8s.q

>>231 จำนำข้าวยังเลิกเลยมึง รถเมล์ฟรี-รถไฟฟรีก็เลิกไปแล้ว แต่บัตรคนจน พปชร. ได้ จะเลิกทำไมล่ะ แถมมีแต่เพิ่มอีก

233 Nameless Fanboi Posted ID:vo75Zlf/.s

สิ่งที่โอเวอร์ที่สุดในหนังแบล็กแพนเธอร์​ไม่ใช่พลังวิเศษ แต่คือการที่คนดำคิดค้นเทคโนโลยี​เองได้

234 Nameless Fanboi Posted ID:VKotLTbdS5

ผมเกิดมาในยุคที่คนทั่วไปรองน้ำฝนไว้ดื่ม แต่พอโตหน่อยฝนในกรุงเทพ ฯ ก็ไม่สะอาดพอที่จะรองดื่มได้ เราก็ดื่มน้ำประปาต้มกัน

มารู้จัก “น้ำโพลาริส” จากคุณอาเพื่อนบ้านท่านหนึ่งซึ่งกลับมาจากไปใช้ชีวิตระยะยาวที่อเมริกา และพาครอบครัวกลับมาเมืองไทยด้วย ในตอนนั้นภรรยาของท่านไม่ยอมดื่มน้ำฝนหรือน้ำประปาต้มเหมือนชาวบ้านแถวนั้น คุณอาเลยต้องสั่งน้ำโพลาริสมาดื่มกันในบ้าน

การซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดถือเป็นความฟุ่มเฟือยมากทีเดียว เอาว่าญาติพี่น้องหรือคนในละแวกบ้านนั้นก็เป็นคนมีฐานะหรือเป็นคหบดีผู้ดีเก่า ก็ไม่มีใครซื้อ “น้ำโพลาริส” มาดื่มกันหรอก เอาจริงเรื่องราคาไม่ใช่ปัญหาเท่าไร เพราะจำได้ว่าราคาไม่แพงมากมายอะไรนัก แต่เป็นเพราะเรารู้สึกว่ามันสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ที่จะต้อง “ซื้อน้ำเปล่ากิน”

อาจจะมีคนดื่ม “น้ำโพลาริส” กันบ้างเวลาไปร้านอาหาร ซึ่งก็เกือบจะเป็นเรื่องไม่จำเป็น เพราะร้านอาหารส่วนใหญ่จะมีน้ำชาใส่น้ำแข็ง (แต่เรียกว่า “น้ำแข็งเปล่า”) บริการฟรีอยู่แล้ว แต่ถ้าใครอยากดื่มน้ำเปล่าจริง ๆ ก็ต้องจำใจสั่ง “น้ำโพลาริส”

ยุคโน้น การซื้อน้ำเปล่ากินเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยและไร้สาระ มีเงินอย่างเดียวไม่พอ ต้องเป็นคนอนามัยจัดด้วย

เรานึกไม่ออกว่าทำไมต้องซื้อน้ำเปล่า ๆ ด้วย

จนกระทั่งในยุค 2530 เป็นต้นมานั่นแหละ ที่น้ำดื่มบรรจุขวดจากโรงงานก็เริ่มแพร่หลาย การซื้อน้ำดื่มเป็นเรื่องปกติมากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดร้านอาหารต่าง ๆ ก็เลิกบริการ “น้ำแข็งเปล่า” และเป็นที่ยอมรับกันในสังคม ว่าไปกินอาหารแล้ว เราต้อง “ซื้อน้ำดื่ม” ด้วย

ในตอนนั้นผมจำได้ว่า มีคนพูดกันว่า เมื่อถึงขนาดต้องซื้อน้ำดื่มกันแล้ว ต่อไปคงต้องซื้ออากาศหายใจ

เรามองว่านั่นเป็นเรื่องตลก แต่ก็เหมือนที่คนยุคก่อนนั้นมองว่าการซื้อน้ำ “โพลาริส” เป็นเรื่องอนามัยจัดนั่นแหละ

มานึกถึงเรื่องนี้ เมื่อมิตรสหายรุ่นน้องท่านหนึ่งเพิ่งซื้อเครื่องฟอกอากาศมาในราคาหลักหมื่น และเกือบทุกท่านใน Facebook ก็มีเครื่องฟอกอากาศใช้กันคนละตัวสองตัว

นี่ไง ยุคที่เราต้อง “ซื้ออากาศหายใจ”

ผมเลยคิดว่าจะเขียนบันทึกเรื่องนี้ไว้สั้น ๆ แต่เมื่อจะลงมือเขียน ผมก็หยิบหูฟังที่มีระบบตัดเสียงรบกวนครอบหูและเปิดสวิชเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ แล้วก็นึกได้ว่า

นี่ผมกำลังใช้ “ความเงียบ” ที่ซื้อมาอยู่

ใช่ครับ ... แม้แต่ความเงียบก็ต้องซื้อ

อากาศหายใจ น้ำดื่ม และความสงบ

ทุกอย่างมีราคาไปหมดแล้ว.

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

235 Nameless Fanboi Posted ID:.fSixa7kl8

>>233 ไอ้เหี้ย

236 Nameless Fanboi Posted ID:1rp29Z9Hk7

จีนอาจไม่ปกปิดกรณีไวรัสอู่ฮั่น..แต่โลกก็ไม่อาจไว้ใจจีนได้? Is the China virus count too low?

โดย: โพสต์ทูเดย์ www.posttoday.com

17 ปีก่อนจีนเคยปกปิดการระบาดของโรคซาร์สจนเชื้อแพร่ไปทั่วโลก การระบาดของโคโรนาไวรัสครั้งนี้จึงทำให้ชาวจีนและชาวโลกอดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุการณ์จะซ้ำรอยอีก

การระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่จากเมืองอู่ฮั่นของจีน (2019-nCov) เริ่มแพร่กระจายเป็นวงกว้าง พบผู้ติดเชื้อทั้งในสหรัฐ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเก๊า และประเทศไทย ขณะที่ในจีนเองเชื้อเริ่มระบาดในหลายเมือง โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตยังคงเพิ่มขึ้น

นอกจากจะต้องหาทางควบคุมการแพร่ระบาดให้เร็วที่สุดแล้ว รัฐบาลจีนยังมีความท้าทายใหญ่ไม่แพ้กันรออยู่ นั่นก็คือ เสียงเรียกร้องจากทั้งในและนอกประเทศให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสตัวใหม่อย่างโปร่งใส

หากยังจำกันได้เมื่อ 17 ปีที่แล้วที่โรคซาร์ส (SARS) ระบาด รัฐบาลจีนถูกชาวโลกวิจารณ์อย่างหนักว่าทั้งปกปิดข้อมูลและรับมือช้าไปจนเกิดการแพร่ระบาดในวงกว้างจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 800 ราย ติดเชื้ออีกว่า 8,000 รายทั่วโลก

การระบาดของโคโรนาไวรัสครั้งนี้จึงทำให้ชาวจีนและชาวโลกอดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุการณ์จะซ้ำรอยอีก

ปีเตอร์ คอร์ดิงลีย์ ที่ทำหน้าที่โฆษกองค์การอนามัยโลกระหว่างที่เกิดวิกฤตไวรัสซาร์ส ถึงกับตำหนิการรับมือการแพร่ระบาดของโรคปอดในเมืองอู่ฮั่นของจีนว่า “ปกปิดการแพร่ระบาดมาตั้งแต่แรก” โดยกล่าวเพิ่มเติมว่าในฐานะที่เป็นโฆษกขององค์การอนามัยโลกเมื่อปี 2003 เขาเห็นความชะล่าใจของทางการเหมือนกับที่เคยเห็นเมื่อ 17 ปีที่แล้ว

ครั้งล่าสุดนี้ หน่วยงานสาธารณสุขของเมืองอู่ฮั่นประกาศว่ามีโรคปอดระบาดเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.ปีที่แล้ว หลังจากผู้ติดเชื้อรายแรกมีอาการป่วยถึง 3 สัปดาห์

ทางการเมืองอู่ฮั่นพยายามยืนยันมาหลายสัปดาห์ว่าไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค. และรับมือเสมือนว่าเชื้อโคโรนาไวรัสถูกจำกัดอยู่ในเฉพาะเมืองอู่ฮั่นเท่านั้น จนกระทั่งสื่อฮ่องกงเริ่มรายงานว่าพบการติดเชื้อในพื้นที่อื่นของจีนด้วย ทางการจีนจึงค่อยยอมรับ

นอกจากนี้ เว็บไซต์ The New York Times ยังรายงานว่า รัฐบาลจีนพยายามควบคุมการรายงานสถานการณ์ไวรัสด้วยการเซ็นเซอร์ข่าวและโพสต์ในโซเชียลมีเดีย และตำรวจในเมืองอู่ฮั่นได้สวบสวนชาวจีน 8 คนในข้อหาเผยแพร่ข่าวลือ

พฤติการณ์เหล่านี้ทำให้ผู้คนอดคิดไม่ได้ว่าทางการท้องถิ่นหรือระดับชาติกำลังปกปิดข้อมูลอะไรอยู่

จีนต้องไม่ลืมว่าความโปร่งใสคืออาวุธชั้นดีในการกำจัดข่าวลือและความตื่นตระหนกของประชาชน

หูซีจิ้น บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Global Times ในเครือหนังสือพิมพ์ People’s Daily ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ถึงกับวิจารณ์ทางการท้องถิ่นเมืองอู่ฮั่นว่ารับมือกับสถานการณ์ด้วยความเอื่อยเฉื่อย และตั้งคำถามว่าหากจงหนานซาน ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคทางเดินหายใจของจีนไม่ยืนยันว่าเชื้อโคโรนาไวรัส 2019-nCov สามารถแพร่จากคนสู่คน ทางการเมืองอู่ฮั่นจะกล้าเปิดเผยเรื่องนี้หรือไม่

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (20 ม.ค.) ถือเป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเอ่ยถึงการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส 2019-nCov โดยแจ้งให้เจ้าหน้าที่ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดป้องกันการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส พร้อมทั้งย้ำให้ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก

ถึงอย่างนั้นก็ยังถือว่าช้าไป ชาวจีนหลายคนได้แต่ตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลกลางจึงต้องปล่อยให้เวลาผ่านไปเกือบเดือน

นอกจากนี้ วันอังคารที่ผ่านมา (21 ม.ค.) คณะกรรมการกลางทางการเมืองและกฎหมายของจีนออกประกาศว่าไม่ให้เจ้าหน้าที่ปกปิดข้อมูล ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยว่าก่อนหน้านี้จะต้องมีการปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการระบาดของโรคปอดปริศนาจริงๆ มิเช่นนั้นทางการคงไม่ออกมาปราม

237 Nameless Fanboi Posted ID:1rp29Z9Hk7

ภาพลักษณ์รัฐบาลจีนยังย่ำแย่หนักในสายตาประชาชนถึงขั้นมีข่าวลือออกมาว่าเจ้าหน้าที่บางรายเริ่มหนีงานไปอยู่ในเซฟเฮ้าส์เพื่อไม่ให้ตัวเองติดเชื้อโรค ข่าวนี้สะท้อนว่าแม้แต่คนจีนเองยังไม่เชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่จะควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเต็มที่ คงเป็นการยากที่รัฐบาลจีนจะฟื้นฟูความเชื่อมั่นนี้กับชาวต่างชาติ

อย่างไรก็ดี ความเห็นจากอีกฝั่งหนึ่งมองว่าความล่าช้าในการประกาศการแพร่ระบาดเกิดจากทั้งเทคโนโลยีและระบบราชการของจีน

จงหนานซาน ผู้เชี่ยวชาญที่รัฐบาลมอบหมายให้ลงพื้นที่รับมือเชื้อไวรัส 2019-nCov เผยว่า บางโรงพยาบาลในท้องถิ่นยังขาดชุดทดสอบการติดเชื้อ อีกทั้งกระบวนการต่างๆ ก็ค่อนข้างช้า เนื่องจากโรงพยาบาลท้องถิ่นต้องเขียนรายงานเคสไปยังคณะกรรมการสาธารณสุขของรัฐบาลกลางเพื่อตรวจสอบก่อนที่จะประกาศให้สาธารณชนทราบ อีกทั้งยังยืนยันว่าทางการจีนยังร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากฮ่องกงซึ่งแสดงให้เห็นว่าจีนไม่มีความลับ

ด้าน สตีฟ จาง ประธานสถาบันจีนศึกษาของวิทยาลัยบูรพคดีศึกษาและและแอฟริกันศึกษาของมหาวิทยาลัยลอนดอน มองว่าที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นขยับตัวช้าเพราะไม่กล้าลุกขึ้นมาสั่งการ เนื่องจากกลัวว่าหากไม่ถูกใจสีจิ้นผิงอาจถูกลงโทษ ซึ่งกรณีนี้มักเกิดกับประเทศที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ผู้นำเพียงคนเดียว อำนาจการตัดสินใจเรื่องสำคัญหรือละเอียดอ่อนอยู่ที่ผู้นำสูงสุดเพียงคนเดียวเท่านั้น

ส่วนมาตรการป้องกันควบคุมของทางการจีน ล่าสุดทางการสั่งติดตั้งเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิผู้โดยสารขาออกทั้งในสนามบินเมืองอู่ฮั่นและสนามบินทั่วประเทศ เพื่อเตรียมรับเทศกาลตรุษจีนที่ชาวจีนนับร้อยล้านคนจะเดินทางครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลก ขณะที่ทางการเมืองอู่ฮั่นยังสั่งห้ามกรุ๊ปทัวร์เดินทางออกจากเมืองและสั่งตรวจเช็กยานพาหนะขนส่งสัตว์มีชีวิตอย่างละเอียด

ทว่าการตรวจเช็กอุณหภูมินักท่องเที่ยวขาเข้าและขาออกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากเคสของผู้ติดเชื้อรายแรกในมาเก๊า ผู้ป่วยไม่แสดงอาการขณะที่เดินผ่านเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ

อีกทั้งนักท่องเที่ยวบางรายที่เคยเดินทางไปยังเมืองอู่ฮั่นอาจเดินทางเข้ามาจากประเทศที่สาม หากตรวจเช็กเฉพาะนักท่องเที่ยวที่มาจากอู่ฮั่นโดยตรงอย่างเดียว กลุ่มคนเหล่านี้อาจหลุดรอดการตรวจสอบ

News and photo by https://www.posttoday.com/world/612523

https://www.posttoday.com/world/612676

238 Nameless Fanboi Posted ID:Vmoi4L+E4y

ไทยนับเป็นประเทศแรกที่สามารถยืนยันพบผู้ป่วยติดเชื้อ “ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019” รายแรกนอกพื้นที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ทางตอนกลางของจีน ซึ่งเป็นพื้นที่ระบาดของโรค และผู้ป่วยเป็นชาวจีนเดินทางมาจากพื้นที่ดังกล่าว เบื้องหลังการเฝ้า “ระวัง คัดกรอง ป้องกัน” จนถึงการที่สามารถยืนยันเชื้อไวรัสได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะข้อมูลที่ค่อนข้างจำกัดจากจีน แต่ “ทีมไทย” ก็สามารถทำได้แม้ไม่มีตัวอย่างเชื้อจากประเทศจีนมาเทียบเคียง
.
รองหัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยสุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี เปิดเผยว่า หลังจากที่กรมควบคุมโรค (คร.) ได้คัดกรองพบผู้เข้าเกณฑ์สงสัยต้องเฝ้าระวังที่สนามบินสุวรรณภูมิ และนำตัวเข้ารับการรักษาที่ห้องแยกโรคความดันลบสถาบันบำราศนราดูร และตรวจเชื้อเบื้องต้นไม่พบเชื้อที่ก่อโรคระบบทางเดินหายใจ 33 ชนิดที่รู้จักมาก่อน จึงส่งตัวอย่างเชื้อให้ศูนย์ทำการตรวจโดยระบุโจทย์ว่า “สงสัยจะเป็นโรคใหม่ในจีน ซึ่งไม่รู้โรคอะไร”
.
ศูนย์ดำเนินการตรวจมุ่งไปที่ไวรัส 2 ตระกูล คือ โคโรนา และอินฟลูเอนซาเนื่องจากช่วงเวลานั้นจีนยังไม่เปิดเผยว่าเป็นไวรัสตระกูลโคโรนา โดยใช้วิธีพิเศษเพราะการตรวจวิธีปกติไม่สามารถตรวจเจอเชื้อ คือเพิ่มปริมาณไวรัสแบบทั้งตระกูล (Family wide PCR) แล้วถอดรหัสพันธุกรรม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงในการตรวจต่อ 1 ตัวอย่าง มีมูลค่า 1.2 แสนบาท นำมาเปรียบเทียบรหัสพันธุกรรมจากธนาคารรหัสพันธุกรรมโลก
.
ในวันที่ 9 มกราคม 2563 ไทยพบว่าเป็นเชื้อไวรัสตระกูลโคโรนา แต่ไม่สามารถระบุสายพันธุ์ย่อยได้ แต่พบว่ามีความคล้ายคลึงกับเชื้อที่ก่อโรคซาร์ส เพราะไม่มีรหัสพันธุกรรมของสายพันธุ์นี้อยู่ในธนาคาร กระทั่งหลังจากไทยพบลักษณะเชื้อเช่นนี้ 2 วัน ในวันที่ 11 มกราคม 2563 ทางการจีนนำรหัสพันธุกรรรมไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่พบในเมืองอู่ฮั่นใส่ในธนาคาร และระบุว่าเป็นไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ทำให้ไทยสามารถนำรหัสพันธุกรรมของไวรัสมาเทียบเคียง และพบว่าตรงกับที่ตรวจเจอจากผู้ป่วยชาวจีนในไทย
.
“เท่าที่มีข้อมูลตอนนี้ ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 นี้ มีรหัสพันธุกรรมใกล้เคียงกับเชื้อที่พบในค้างคาวมากที่สุดที่ประมาณ 89% ซึ่งเป็นค้างคาวมงกุฎซึ่งพบในจีน 2 สปีชีส์ คือค้างคาวเกือกม้าของจีน (Rhinolophus Sinicus) ไม่พบในไทย และค้างคาวมงกุฎยอดสั้นเล็ก (Rhinolophus Thomasi) พบในไทย ส่วนที่เชื้อจากค้างคาวจะอาศัยสัตว์ทะเลเป็นตัวกลางปรับเปลี่ยนสารพันธุกรรม ในการมาสู่คนนั้นค่อนข้างยากเพราะค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม การจะเป็นตัวกลางก็น่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหมือนกัน แต่ก็อยู่ที่ความสามารถของตัวเชื้อด้วย” สุภาภรณ์กล่าว
.
สุภาภรณ์บอกด้วยว่า จากการที่ศูนย์ได้ร่วมกับกรมควบคุมโรค กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดำเนินการสำรวจไวรัสที่พบในสัตว์ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2553-2562 ใน 9 จังหวัด ได้แก่ เลย ชลบุรี ราชบุรี เชียงใหม่ ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา พังงา สระแก้ว และตราด โดยส่งตรวจในห้องแล็บกว่า 42,000 ตัวอย่าง พบว่าเป็นไวรัสที่รู้จักแล้ว 402 ชนิด และไวรัสใหม่ที่ไม่รู้จัก 458 ชนิด ส่วนใหญ่พบในค้างคาว และเป็นไวรัสตระกูลโคโรนา ซึ่งแบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่
อัลฟา (AlphaCoV)
เบต้าโค เอ (BetaCov A)
เบต้าโค บี (BetaCov B)
เบต้าโค ซี (BetaCov C)
เบต้าโค ดี (BetaCov D)

239 Nameless Fanboi Posted ID:Vmoi4L+E4y

โดยกลุ่มที่สนใจเป็นพิเศษคือ เบต้าโค บี ซึ่งกลุ่มเดียวกับที่ก่อให้เกิดโรคซาร์สและตัวที่ระบาดที่อู่ฮั่น ส่วนอัลฟายังไม่พบรายงานก่อโรคในคน ขณะที่ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย อธิบายว่า ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับแล้วว่าหายนะที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์มีส่วน หรือความเป็นไปได้ที่จะเกิดจากเชื้อโรคโดยเฉพาะไวรัสที่ส่งผ่านมาจากสัตว์โดยตรงสู่คน หรือมีตัวกลางจากแมลง ยุง เห็บ ไร ริ้น
.
ทั้งนี้เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว เริ่มเป็นที่รับทราบว่าไม่ต่ำกว่า 60-70% ของเชื้อก่อโรคในคนมีต้นตอจากสัตว์ทั้งสิ้น และมีศักยภาพในการทำให้เกิดโรคอุบัติใหม่ที่จะสร้างผลกระทบในวงกว้างทั้งจากการเกิดโรคระบาด และในการกระทบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจากไวรัสที่สามารถผันแปรรหัสพันธุกรรม ซึ่งเอื้อต่อการตั้งตัวในสัตว์ต่างชนิดจากตระกูลแรกและเป็นหนทางสู่คนในที่สุด
.
การที่เชื้อจะเข้าคนได้นั้น จะต้องมีการสมยอมให้เชื้อผ่านเข้าเซลล์ และเนื้อเยื่อได้ แต่แม้จะมีการสมยอมก็ตามไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดโรคหรือมีอาการเสมอไป ทั้งนี้กระบวนการที่ก่อให้เกิดโรคจำเป็นจะต้องมีขั้นตอนหลบหลีกจากระบบป้องกันภัยของคน และเมื่อมีการตั้งตัวโดยเริ่มขยายจำนวนได้แล้วจึงจะมีกลไกในการทำร้ายเซลล์ไม่ว่าจากการกระตุ้นให้มีการอักเสบมากเกินพอเหมาะพอควร หรือเป็นกระบวนการแฝงอาศัยอยู่ในเซลล์ดูดพลังงานจนเซลล์หมดกำลัง (bioenergetic failure) อีกทั้งไม่ยอมให้ระบบกำจัดสิ่งแปลกปลอมขจัดตัวเชื้อโรคออกจากเซลล์
.
“ความรุนแรง หรืออาการมีได้ตั้งแต่อาการน้อยมากจนแทบไม่รู้สึกถึงรุนแรงมาก กระทั่งถึงเสียชีวิต เมื่อมีการสมยอมเกิดมีอาการแล้วอาจจะยังตัดกันไม่ขาด ยังคงหลบซอกซอนอยู่ในร่างกายตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นที่เดิม และเกิดโรคซ้ำซ้อนขึ้นมา แม้ว่าจะผ่านไปหลายเดือนจนเป็นปีก็ตาม เช่น ในโรคไข้เลือดออกอีโบลา สมองอักเสบนิปาห์ และโรคซิการ์ โดยในระหว่างที่มีการสมยอมนั้นยังมีการแพร่ให้คนอื่นได้ และเป็นกระบวนการสำคัญอีกอย่างในการพัฒนาการแพร่กระจายของเชื้อโดยที่การติดต่อทางการหายใจ ถือเป็นขั้นตอนที่มีประสิทธิภาพที่สุดของเชื้อโรค และเชื้ออุบัติใหม่เหล่านี้ เนื่องจากคนไม่เคยสัมผัสมาก่อน ดังนั้นจะไม่มีภูมิคุ้มกันเลย ทำให้โรคอาจจะมีความรุนแรงมาก” ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าว
.
ด้านนสพ. ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม บอกว่า ผลจากการทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิ่งเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามมาซึ่งส่งผลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์มี 2 รูปแบบ คือ ภัยธรรมชาติ และโรคระบาดบางพื้นที่เกิดภัยธรรมชาติ บางพื้นที่เกิดโรคระบาดโรคติดต่อ และในบางกรณีเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะโรคระบาด จากข้อมูลพบว่าโรคติดต่ออุบัติใหม่ที่เกิดขึ้นกว่า 70% มาจากสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ป่าถือเป็นแหล่งเชื้อโรคต่างๆ ซึ่งหากอยู่ในตัวสัตว์ป่าเองจะไม่ก่อโรคหรือแสดงอาการเจ็บป่วยออกมา แต่หากเชื้อโรคเหล่านี้ติดต่อสู่มนุษย์หรือสัตว์เลี้ยงก็จะเกิดโรคและแสดงอาการเจ็บป่วยออกมา รวมถึงสามารถติดต่อสู่สิ่งมีชีวิตอื่นๆได้
.

ปัจจัยที่ทำให้เชื้อโรคจากสัตว์ป่าติดต่อสู่คน ได้แก่

1.ถิ่นอาศัยถูกบุกรุก ทำลาย หรือรบกวน สัตว์ป่าไม่มีที่อยู่พฤติกรรมเปลี่ยน ออกมาอยู่ในพื้นที่เดียวกันกับมนุษย์
.
2.ภัยธรรมชาติที่ทำลายสมดุลของสภาพแวดล้อมระหว่างคน และสัตว์ป่า ทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง เช่น อุทกภัย อัคคีภัย เป็นต้น
.
3.อาชญากรรมสัตว์ป่า เป็นอีกปัจจัยคุกคามการอยู่รอดของมนุษยชาติที่สำคัญ เพราะสัตว์ป่าในขบวนการนี้มักถูกจับจากธรรมชาติ ถูกเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ถูกจำกัดพื้นที่กักขัง สัตว์จึงเกิดความเครียด เมื่อร่างกายสัตว์เกิดความเครียดภูมิคุ้มกันร่างกายจะลดลง โอกาสที่เชื้อโรคที่มีอยู่ในร่างกายจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น และโอกาสที่จะแพร่กระจายเชื้อก็มีมากขึ้นนั่นเอง
.
4.การบริโภคสัตว์ป่า เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ โดยเฉพาะขั้นตอน และกระบวนการประกอบอาหาร เช่น การฆ่า ผ่า ชำแหละซากสัตว์ป่า มีโอกาสที่สัมผัสกับสารคัดหลั่งต่างๆ ของสัตว์ป่า เช่น เลือด น้ำลาย อุจจาระ ปัสสาวะ โดยในสารคัดหลั่งเหล่านี้สามารถตรวจพบเชื้อไวรัสต่างๆ ได้

-------------------------------------

240 Nameless Fanboi Posted ID:VKotLTbdS5

สมัยไข้หวัดนกระบาด ทักษิณก็คือสร้างความเชื่อมั่นโดยการกินไก่ทอดโชว์ 55555

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง

ประยุทธ์ต้องกินคนจีนโชว์แล้วจุดนี้ อย่าไปยอมทักษิณณณณ

#​มิตรสหาย​อีกท่าน

241 Nameless Fanboi Posted ID:GZwdb+/ycf

เรื่องเอาเปรียบ เขาไม่เคยเอาเปรียบปู เรื่องเปย์ ขอพูดประโยคหนึ่ง “ผู้ชายไม่ใช่ธนาคาร” เขามีพ่อมีแม่ เราในฐานะที่เป็นแฟนกัน ก็ต้องมีเลี้ยงแฟน ซื้อของให้บ้าง

ปู ไปรยา ให้สัมภาษณ์
กรณีข่าวถอนหมั้นแมทธิวแฟนหนุ่ม
เกี่ยวกับทัศนคติเรื่องเงินกับความรัก

written by Thanabatra Beboyl Chaidarnn
page owner: ตุ๊ดส์review / Pussy can talk

ผมชอบคำสัมภาษณ์ปู ไปรยา โดยที่ไม่ได้สนเนื้อข่าวเท่าไหร่ว่าอะไรจริง ไม่จริง เพราะมันเรื่องส่วนตัวเขา แล้วก็ไม่ได้ใช้บทความนี้ตัดสินอะไรในตัวดาราสาว แต่แค่ชอบวิธีคิดที่ดีในการมองเรื่องการจ่ายในการคบกัน

ส่วนตัวผม ไม่รู้เลยว่าค่านิยมแบบที่ “ผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายให้ผู้ชายออกให้” หรือ “ผู้ชายต้องแสดงความเป็นสุภาพบุรุษ โดยการเปย์เลี้ยงสาวทุกมื้ออาหาร หรือเวลาเธอไปช้อปปิ้ง” มันมาจากไหน

เหมือนสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) อาจจะสอนให้ผู้ชายดูแลทุกอย่าง ดูแลบริวาร บริหารอำนาจ ด้วยการบรรณาการให้บริวาร เราจะไปเจอภาพนี้ ฝังหัวในละครไทย ที่จะมีสังคมของผู้ชายที่ดูภาพลักษณ์รวยๆดูเปย์ได้ คอยเทคแคร์ผู้หญิง ขับรถคันหรูไปรับ และคอยจ่ายให้ทุกสิ่งที่ผู้หญิงต้องการ…

ลองตื่น แล้วดูชีวิตจริงก่อน

1) ทำไมเอาคำว่า ‘ความเป็นสุภาพบุรุษ’ แขวนไว้กับการจ่ายเงินเลี้ยงผู้หญิง?

ทั้งๆที่สุภาพบุรุษ ควรหมายถึง การให้เกียรติผู้หญิง เคารพในเรือนร่างของเธอ ไม่ลวนลาม พูดจาดีให้เกียรติกับสตรี และให้ความทะนุถนอม เป็นการดูแลเทคแคร์ที่แสดงความเอาใจใส่โดยทั่วไป ที่เป็นสิ่งพื้นฐานที่ผู้ชายแสดงออกได้ในการแสดงความน่าไว้วางใจในการไปไหนมาไหนด้วย น่าจะเป็นแบบนั้น

พอเอาเงินไปผูกกับความเป็นสุภาพบุรุษ มันเหมือนกลายเป็นผู้หญิงต้องได้รับการ over-treat หรือดูแลเกินเหตุในทุกอย่าง ต้องสปอยล์แบบลูกแหง่ ถ้าฉันจะเอาอะไร ฉันต้องได้ แบบนั้นก็ไม่เรียกว่าสุภาพสตรีเช่นกัน และนั่นก็ไม่ควรเป็นคุณสมบัติของแฟนที่ดี

242 Nameless Fanboi Posted ID:GZwdb+/ycf

2) สุภาพบุรุษ หรือผู้ชายที่ดี ไม่จำเป็นต้องรวย

ผู้ชายไม่จำเป็นต้องหลุดออกมาจากในละครไทย ที่มีสตางค์ มีฐานะร่ำรวยกันทุกคน พอมาชีวิตจริง จะไปใช้ค่านิยมแบบนั้นผู้ชายที่ฐานะธรรมดา กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว หรือผู้ชายที่จน จะไม่สามารถเป็น spec ที่ดีของผู้หญิงได้เลย ถ้าเขาเลี้ยงข้าวผู้หญิงไม่ได้ และการจ่ายเพื่อดูแลคนอื่น ในวันที่เขาไม่มีพอ เพื่อที่จะทำตามค่านิยมของสังคมแบบที่ผู้ชายดูแลผู้หญิง ให้ได้ชื่อว่าแฟนที่ดี มันคือการเบียดเบียนคนที่ไม่มีมากพอ ให้ต้องพยายามจ่าย ในขณะที่เขาไม่พร้อม

ถ้าเป็นแบบนี้ คนรวยเท่านั้น จะมีโอกาสสูงในการจีบหญิงติด และประสบความสำเร็จ เพราะเอา ‘การมีเงิน’ มาระบุความเหมาะสมของการดูแลกัน ในการคบกัน ทั้งๆที่ เงินก็เงินเขา ทำงานหาเงินมาเหน็ดเหนื่อย จะจีบหญิงสักคน ต้องจ่ายให้ทุกมื้อ และซื้อของให้ทุกสิ่ง แล้วความสุขในการคบกันจะขึ้นจริงๆเหรอ? มันเบียดเบียน หรือเอาเปรียบอีกฝ่ายเกินไปหรือไม่?

3) ช่วยกันแชร์ และช่วยดูแลกัน จ่ายให้กันและกันในวันที่พิเศษ

สำนวนฝรั่งที่ว่า “Going Dutch” ที่ช่วยกันจ่ายของใครของมันเป็นธรรมเนียมแบบชาวเนเธอร์แลนด์ มันยุติธรรมมาก ใครกินอะไร ก็จ่ายในสิ่งนั้น แยกกันจ่าย ก็รับผิดชอบจานที่ตนเองทานกันไป มันคือการรู้หน้าที่ของแต่ละคน กินเท่าไหร่ เราจ่ายเท่านั้น ส่วนถ้าจะมีมื้อพิเศษที่อยากออกให้กันบ้าง ก็เป็นการสร้างบรรยากาศ หรือ surprised moments ในมื้อสำคัญๆ หรือซื้อของให้กัน ที่ไม่จำเป็นต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจ่ายให้ตลอดไป

<3 "รักกันตามกำลังทรัพย์ ดูแลกันอย่างเหมาะสม สมฐานะ"

ไม่ควรมีใครเป็นโหมดธนาคาร ที่ให้อีกฝ่ายมาปล้นไปแบบสบายๆ ความพร้อมแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนที่เราคบเขาอาจจะไม่ได้สะดวกใจก็ได้ ที่จะต้องมาเลี้ยงใครทุกมื้อให้เป็นภาระ และไม่ควรให้การคบใครสักคนกลายเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับชีวิตใคร ทุกคนหาตังค์มา ทำงานมา และมีภาระค่าใช้จ่าย ในโลกของความจริง ถ้าต้องเลี้ยงกัน ดูแลกันเพื่อภาพลักษณ์ ในความเป็นแฟนที่ต้องเป็นแบบนั้น กำลังเอาเปรียบอีกฝ่าย ด้วยการไม่จ่ายอยู่หรือเปล่า?

เราไม่น่าจะมองการผลักภาระให้ใครคนใดคนหนึ่งเลี้ยงดูอีกคนหนึ่งให้เป็นเรื่องปกติ ไม่เห็นต้องจ่ายเพื่อใคร ถ้าไม่เต็มใจ เงินทุกคนมีค่า กินอะไรมา ก็ออกกันเอง

<3 “รักไม่ได้เริ่มต้นที่เลี้ยง”

การจะคบใคร ไม่จำเป็นที่อีกฝ่ายต้องมีมากพอไปจ่ายให้อีกคน เราจะไปดูแลใครได้ยังไง ถ้าเรายังไม่รอด แล้วก็ไม่จำเป็นเสียหน่อยว่า คบใครป็นแฟน แล้วต้องดูแลเขาทุกมื้อ แต่ถ้าสะดวก กำลังทรัพย์พอ หรืออยากเปย์ พร้อมจ่าย ไม่มีใครว่า แต่ถ้าทำให้ใครอีกคนฝืน ต้องเลี้ยงดูแบกกันไปเพื่อภาพลักษณ์ มันจะไปไม่รอดในระยะยาว

อย่าไปคิดว่า “แค่ดูแลเราวันนี้ ยังดูแลไม่ได้ ก็เลิกไปดีกว่า” ก็อย่างที่ปู ไปรยาว่าเลยล่ะ “แฟนไม่ใช่ธนาคาร” ไปปล้นเขาทำไม มีเงิน มีเกียรติ ควักจ่าย ไม่เห็นต้องให้ใครเดือดร้อน อิ่มท้องก็ท้องตัวเอง ของที่อยากได้ก็ของตัวเอง ค่านิยมสายเปย์ไม่ได้วัดคุณค่าอะไร แค่มีไว้เบียดเบียนใครอีกคน แค่เริ่มต้นคบก็เริ่มไม่เท่ากัน มีคนเห็นแก่ตัวซะแล้ว

<3 “อย่าให้รักแท้ แพ้เลี้ยงข้าว”

ลองถามตัวเองอีกทีว่าอยากได้ตู้กดเงิน หรือคนดีๆสักคนที่พร้อมเดินไปด้วยกัน ถ้าหาคนมาร่วมสร้างฐานะ ที่ไม่ใช่เจ้าหญิงเจ้าชาย ไม่ได้มาพร้อมเงินจะคบหรือไม่? แต่ถ้าเงินสำคัญขนาดนั้น แสดงว่าไม่ได้รักเขาแล้วแหละ กำลังรักเงินของเขาต่างหาก การออกเงินให้ไม่สำคัญขนาดนั้นหรอก

<3 “ถ้าไม่เลี้ยง ก็ไม่คบ...ก็ไม่ควรคบ ถ้าต้องรอให้เลี้ยง”

ควรเลิกคบเสียตั้งแต่วันนี้ เพราะ spec เขาคือสายเปย์ เป็นรักที่ต้องมีเงิน อย่าเสียเวลา ถ้ารู้ว่าเงินไม่พอ ไปคบคนที่สมตัว อยู่แล้วสบายใจดีกว่า เป็นแฟนอยู่ดีๆ มาเป็นธนาคารทำไม ต้องถามตัวเองแล้วว่าคบกันที่ตรงไหน สบายใจที่ต้องจ่ายเพื่อความรักตลอดไปหรือเปล่า ทำไมความรักราคาแพงจัง ถ้าอยากได้รักมา แล้วรักคือการลงทุน ต้นทุนสูงขนาดนี้…คนที่มีค่า เขามีค่าของเขาอยู่แล้ว ไม่ใช่การออกเงินให้เขาทุกบาท เพื่อความรัก

‘รักที่ดีไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องแลกด้วยเงินเสมอไป
รักที่ดีไม่ต้องจ่ายให้เขารัก ก็รักได้’

#ตุ๊ดส์review

243 Nameless Fanboi Posted ID:VoBK.WY7Fb

พอเห็นว่ามาจากเพจตุ๊ดรีวิวนี่กูเบะปากมองบนเลย เพศที่เปย์เงินเลี้ยง ผช ไม่อั้น เพื่อหวังเย มีหน้ามางง มาสงสัยผช ที่เปย์เงินให้ผญด้วยเหรอวะ

244 Nameless Fanboi Posted ID:/VqI8q9ihp

I always knew Corona was a shit beer but I wouldn't call it a virus lol drama queens

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง

245 Nameless Fanboi Posted ID:h0lqDxGdTW

คุณว่าเป็น...ก็ไม่ทำให้ใครตายนิ ก็ลองดูกันนะครับ

246 Nameless Fanboi Posted ID:mG8djGcq/a

ประยุทธ์พูดซะตัวเองเป็นพระเอกเลย แถมยกตัวเองให้ดูเหนือกว่านักการเมือง ทั้งที่ตัวเองคือ ตัวต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเสียบบัตรแทนกันอยู่ในตอนนี้

ถามว่า ทำไมถึงบอกว่าประยุทธ์เป็นตัวต้นเหตุสำคัญ

คือถ้าเรามองแค่บริบทที่ประยุทธ์พูดว่า เอือมระอากับพฤติการณ์นักการเมืองที่เสียบบัตรแทนกัน

เราก็จะมองว่า ประยุทธ์นี่ตรงไปตรงมาไม่เข้าใครออกใคร แต่นักการเมืองมันเลว แค่เสียบบัตรลงคะแนนยังทำเองไม่ได้ อ้างว่าช่องเสียบไม่พอ ก็ทำไมรอคิวไม่ได้ ทีชาวบ้านไปลงคะแนนให้ มีหีบหย่อนบัตรแค่ใบเดียวคนต่อคิวเป็นร้อยเขาก็ยังรอ

แต่ถ้ามองลงไปลึกกว่านั้นว่า ในเมื่อไม่ได้อยู่ในที่ประชุมก็ให้คนอยู่ลงคะแนนไป หรือ ไปประชุมห้องกรรมาธิการอื่นอยู่ ก็ไม่ต้องลงก็ได้ ก็ให้คนอยู่ลงไปสิ

ก็จะมีคำตอบว่า เสียงปริ่มน้ำขนาดนั้น ขืนไม่ลงคะแนน กฎหมายก็ไม่ผ่านรัฐบาลก็อยู่ไม่ได้สิ!

ก็ต้องถามต่อไปว่า อ้าวทำไมเสียงปริ่มน้ำ

ก็รัฐบาลมันแพ้เลือกตั้ง ได้ สส.น้อยกว่าพรรคเพื่อไทย แต่เพราะมีพรรคประชาธิปัตย์ มีพรรคภูมิใจไทย ที่ไปหลอกชาวบ้านให้เลือกว่าจะไม่ร่วมกับประยุทธ์ แต่มาหักหลังชาวบ้านมาร่วมรัฐบาล และ ไปอาศัยมือ สว.มายกให้ถึงได้มาเป็นรัฐบาลมาเป็นนายก

ทำไมถึงทำแบบนั้นได้

ก็รัฐธรรมนูญมันให้ทำแบบนั้น

รัฐธรรมนูญให้ทำแบบนั้นเพื่ออะไร

ก็เพื่อให้ประยุทธ์อยู่เป็นนายกต่อ โดยให้ สว.เป็นเครื่องมือในการต่ออำนาจ

แล้ว สว.มาจากไหน

ก็ประยุทธ์นั่นแหละเป็นคนเลือก

แล้วทำไมรัฐธรรมนูญมันถึงได้เอื้อประยุทธ์ขนาดนั้น

ก็ประยุทธ์เป็นคนตั้งเป็นคนเลือกคนที่มาเขียนรัฐธรรมนูญ

ทำไมประยุทธ์เลือกได้ สั่งได้ขนาดนั้น

ก็ประยุทธ์รัฐประหารยึดอำนาจมา และ มีอำนาจเหนือทุกอำนาจในประเทศ

ถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญแบบนี้ พรรคการเมืองก็จะไม่แตกเป็นพรรคเล็กพรรคน้อย เข้มแข็ง ได้เสียงเป็นกอบเป็นกำ พรรคที่ชนะได้ สส.มากก็ได้เป็นรัฐบาล

แต่เพราะอยากสืบต่ออำนาจ เลยต้องทำทุกวิถีทางเพื่ออยู่ต่อ ถ้าตัวเองชนะเลือกตั้งได้เสียงสว่นมาก ก็ไม่ต้องมีเสียงปริ่มน้ำ สส.ลุกไปไหนก็ไม่ได้แบบนี้

พอมีธุระ ต้องไปเอาใจฐานเสียงก็ต้องไป ไม่งั้นจะสอบตก อยู่ลงคะแนนก็ต้องลง ไม่อย่างนั้นกฎหมายก็ไม่ผ่าน พอกฎหมายสำคัญไม่ผ่านประยุทธ์ก็จะอยู่ไม่ได้ไปด้วย

เมื่อแยกร่างไม่ได้ แต่แยกบัตรออกจากตัวได้ การกดแทนกันมันจึงเกิด

พอเกิดและเป็นความผิด ก็กำลังหาช่องรอด ไม่ใช่ไม่ผิดนะ แต่มีทางออกของความผิดตั้งหลายทาง แถมมีเยาะเย้ยจากนายวิษณุอีกว่า ถึงผิดก็มีทางออก

แล้วประยุทธ์ก็เล่นบทพระเอกเอือมนักการเมืองแบบนี้

ทั้งที่ตัวร้ายก็ไอ้จระเข้แคระนี้แหละ

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

247 Nameless Fanboi Posted ID:mG8djGcq/a

ความทรงจำ
-ปลายสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในสภาผู้แทนราษฎรผมเป็นส.ส.ที่อภิปรายคุณทักษิณอย่างหนักหน่วงคนหนึ่ง วันหนึ่ง ในสภาผมอภิปรายว่าคุณทักษิณไม่มี"กัลยาณมิตร" แวดล้อมไปด้วยผู้คนที่สรรเสริญเยินยอเกินความเป็นจริง ระวังจะประสบความหายนะ อภิปรายเสร็จผมเดินออกมานอกห้องเดินไปห้องกาแฟ ก่อนถึงห้องกาแฟ มีคนเดินมาตบหลังผมอย่างแรง ผมคิดว่าส.ส.ด้วยกันหยอกล้อ หันไปดูปรากฎว่าเป็นคุณทักษิณ ชินวัตร ท่านเดินมาจะไปห้องกาแฟเหมือนกัน มีคนล้อมหน้าล้อมหลังเต็มไปหมด ท่านพูดว่า" เมื่อกี๊พูดถึงผมอยู่นะ ผมฟังอยู่" และท่านชวนผมไปกินกาแฟ ผมยกมือไหว้ขอบคุณ แต่ปฏิเสธท่านไป หลังจากนั้นไม่กี่เดือน ท่านก็ถูกพลเอกสนธิ บุณยรัตกลิน ยึดอำนาจ ท่านอาจจะโกรธผมแต่ถ้าท่านจำได้ผมเคยเตือนท่านเรื่องให้มี"กัลยาณมิตร"/

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

248 Nameless Fanboi Posted ID:GZwdb+/ycf

อยากเตือนพี่น้องนักดื่มทุกคนครับ
เกี่ยวกับกฏหมาย🥴 “เมาแล้วขับ”🥴

เมื่อวานผมไปขึ้นศาลคดี “เมาแล้วขับ” มา
เดี๋ยวนี้ศาลลงโทษคดีเมาแล้วขับแรงมาก
แรงกว่าคดียาเสพติดอีก ผมก็งง!!!

ผมนั่งอยู่ในศาลและมีพวกที่โดนจับกุมในคดีต่างๆ
ประมาณ 9-10 คน ส่วนใหญ่เป็นคดียาเสพติด
ผมก็นั่งฟังท่านตัดสินดังนี้

คนที่ 1 โดนคดีเสพยาเสพติด
ศาลท่านสั่งว่าให้ไปบำบัดนะประมาณ 30-45 วัน
คนที่ 2-3 ก็เช่นกัน (พูดในน้ำเสียงที่นุ่มนวล)

พอมาถึงคิวผมในคดี “เมาแล้วขับ” ศาลท่านพูด
มาคำแรกว่าผมสามารถจำคุกคุณได้ทันที 2 เดือน
โดยไม่ต้องรอลงอาญาและปรับเป็นจำนวนเงิน 20000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (เพราะผมเคยโดนจับคดีนี้มาครั้งนึงแล้วเมื่อปี 58)

ด้วยความสงสัยผมเลยถามท่านว่าทำไมคดีผมเมาแล้วขับจึงร้ายแรงกว่าผู้ที่ต้องโทษคดียาเสพติด

ผมได้คำตอบจากท่านแบบนี้

-คดีเสพยาเสพติดเค้าทำคนเดียวเสพคนเดียวไม่ได้เดือดร้อนใคร

-ส่วนคดีผมเมาแล้วขับ ถือว่าประมาณเป็นการทำให้ผู้อื่นสูญเสียชีวิตได้ข้อหาเลยหนักกว่า

-และคดีเสพยาเสพติดถ้าบำบัดหรือจำคุกแล้วจะลบประวัติให้

-แต่คดีเมาแล้วขับของผมจะติดเป็นประวัติไปตลอด

ผมก็เลยถึงบางอ้อที่ว่า “ทำไมประเทศไทย” ถึงไม่เจริญสักที เพราะคดียาเสพติดแม่งเบาขนาดนี้ ผมขอให้ญาติพี่น้องของคุณติดยาจะทั้งตระกูลเถอะครับ คุณจะได้หายโง่กันสักทีว่า “ยาเสพติด” มันมีอะไรกับครอบครัวคุณและประเทศชาติบ้าง

ปล.สรุปผมประกันตัว 20000 บาทโดนปรับ 7000 บาท
รอลงอาญา 2 ปียึดใบขับขี่อีก 6 เดือน
และบำเพ็ญประโยชน์อีก 24 ชั่วโมง

คดีเสพยาเสพติดต้องเสียเหี้ยอะไรเลยแค่ไปบำบัด
(ในฐานะผู้ป่วย)

#เจริญแล้วประเทศไทย
#อยากซิ่งวิ่งมาหาก้อง😎

249 Nameless Fanboi Posted ID:Zm+oLgTZFu

>>248 ......... มิตรสหอยเมาแล้วขับก็ยังไม่สำนึกอยู่ดีว่าทำผิดไปครั้งนึงแล้วมาทำผิดซ้ำสองอีกเสือกไม่สำนึก ถ้าวันนั้นรอให้สร่างนิดๆก่อนขับรถกลับก็ไม่เป่าเกินละ

250 Nameless Fanboi Posted ID:D89n0QTC3c

เผด็จการจีน ปิดบังความจริงจนเชื้อแพร่ไกลข้ามทวีป เมื่อคนตระหนก ก็ออกมาตรการที่คนโง่ฟังแล้วสะใจ คือใครฝ่าฝืนคำสั่งให้ยิงทิ้งได้เลย หารู้ไม่ว่าตั้งแต่สมัยไข้ซาร์ส ทั้งโลกก็แทบฉิบหายเพราะสันดานปิดบังความจริง รักษาอำนาจโดยไม่ต้องรับผิดชอบเพราะไม่เคยต้องแคร์เสียงประชาชน #coronavirus

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

251 Nameless Fanboi Posted ID:D89n0QTC3c

เนชั่นอ่านข่าวไทยตกอันดับเรื่องความโปร่งใสการคอร์รัปชั่น กนก บอก อย่าไปเปรียบเทียบกับคนอื่น แต่ละคนมีความสุขไม่เหมือนกัน เราก็มีความสุขในแบบของเราแบบนี้ เป็นปัจเจกแบบนี้

ให้ยึดคำพระ อย่าไปยึดติด อันดับเราตก ไม่ใช่ว่าเราไม่ดี

555555555555ควย

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

252 Nameless Fanboi Posted ID:s/i8tCFUyk

>>248 สมน้ำหน้าไอ้ควาย ทำผิดแล้วไม่สำนึก 5555

253 Nameless Fanboi Posted ID:9.c+EtS0Op

รัฐบาลนี้ไม่กลัวฝุ่น ไม่กลัวไวรัส กลัวอยู่คนเดียว กลัวธนาธร

254 Nameless Fanboi Posted ID:aaYwRH9uvI

เมื่อไหรธนาทรจะจัดวิ่งไล่ลุงครับ หรือกลัวโดนเจ๊กจามใส่

255 Nameless Fanboi Posted ID:CThkBQBTIR

ถ้าสัญญาณของการเสร็จประตูหน้าคือฉี่เเตก
สัญญาณของการเสร็จประตูหลัลก็คือขี้เเตกอะครับ

256 Nameless Fanboi Posted ID:UkgikSBrx+

>>248 ไอ้นั่นมันคดีเสพยาป่าว​ คดีค้ายาก็จะอีกแบบ​ แต่ก็นะ​ ยุคนี้คนค้ายาข้ามชาติเป็นรมตได้กูก็ไม่แน่ใจแล้วเหมือนกันว่ะ55

257 Nameless Fanboi Posted ID:866WMEjZRm

[สปุทนิค มอนโร - วายร้ายวีรบุรุษ]

รอสโค มอนโร แรมบาค เปิดตัวเป็นนักมวยปล้ำชื่อสังเวียน ร็อคกี้ มอนโร ในเมมฟิส เทนเนสซี ปี 1945

เมื่อโซเวียตส่งดาวเทียมสปุทนิคขึ้นวงโคจรในปี 1957 ร็อคกี้ที่เล่นบทตัวร้าย โหนกระแสด้วยการเปลี่ยนชื่อเป็นสปุทนิค มอนโร

"บท" ที่สปุ๊ทนิควางให้ตัวเองเล่นนั้น เป็นที่อื้อฉาวอย่างมากสำหรับยุคสมัยที่การแย่งแยกสีผิวถูกกฎหมายในเทนเนสซี

ตอนที่สปุทนิคเริ่มอาชีพนักมวยปล้ำ คนดำไม่ทีสิทธิ์นั่งริงไซด์หรือแม้แต่บนอัฒจันทร์ ได้เพียงดูไกลๆ จากระเบียงชั้นลอย แม้ว่ากฎหมายเหยียดผิวจะถูกยกเลิกในปี 1955 แต่การแบ่งแยกผิวในสถานที่สาธารณะยังคงบังคับใช้อยู่หลายบัญญัติ

วันหนึ่งในปี 1957 ขณะที่ขับรถไปสังเวียน สปุทนิครู้สึกเหนื่อย เลยชวนชายคนดำที่เจอในปั๊ม ให้ช่วยขับรถให้ เมื่อไปถึงสังเวียน สปุทนิคลงจากรถโอบไหล่ชายคนดำอย่างเป็นมิตร เมื่อแฟนมวยปล้ำคนขาวเห็นดังนั้นก็พากันโห่ใส่ สปุทนิคตอบสนองโดยการหอมแก้มชายคนดำ

บทของสปุทนิคคือนักมวยปล้ำคนขาว ที่เป็นวายร้ายต่อต้านการแย่งแยกสีผิว

บทของสปุทนิคคือคนขาวที่ชอบคนดำ หลังจากนั้นสปุทนิคจะแต่งหล่อไปกินดื่มในบาร์ย่านคนดำ เล่าเรื่องมวยปล้ำ แจกบัตรเข้าชมให้คนดำ คาแรคเตอร์ของเขากลายเป็นตัวล่อตำรวจให้มาหาเรื่องจับกุม

ยกตัวอย่างเช่น วันหนึ่งเมื่อไปเที่ยวห้างกับเพื่อนคนดำ เมื่อเข้าไปในอาคารเพื่อนคนดำจะถอดหมวกซึ่งเป็นกิริยาแสดงถึงการนอบน้อมรับใช้ สปุทนิคห้ามเพื่อนไว้โดยบอกว่า

"พวกเราอาจจะมีเรื่อง แต่จะไม่ถอดหมวกเด็ดขาด"

พฤติการณ์เช่นนี้ทำให้เกิดการวิวาทจนสปุทนิคโดนจับกุมหลายครั้ง

เมื่อถูกจับ สปุทนิคก็จะจ้างทนายคนดำมาว่าความ จ่ายค่าปรับแล้วทำแบบเดิมเรื่อยไป เป็นการก่อกวนทั้งสังคมคนขาวและระบบยุติธรรมของเทนเนสซีไปในตัว

เรื่องของสปุทนิคแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว คนขาวพากันมาดูเพราะอยากเห็นสปุทนิคแพ้ คนดำมาดูเพราะอยากเห็นคนขาวที่โปรคนดำชนะ

ในวันปล้ำของสปุทนิค ถึงที่นั่งด้านล่างจะไม่เต็ม แต่ระเบียงคนดำจะเบียดเสียดแน่นขนัดจนล้น

สปุทนิคกลายเป็นขวัญใจมหาชนคนดำ และผู้ดึงดูดคนขาวที่เกลียดเขา จนกลายเป็นนักมวยปล้ำที่โด่งดังทรงอิทธิพลที่สุดในเมมฟิส

เบื้องหลังเรื่องนี้คือวายร้ายสปุทนิคไม่ได้เพียงเล่นตามบท เพราะเขาต่อต้านการเหยียดผิวจริงๆ

เมื่อสปุทนิคโด่งดังจนถึงขีดสุด เขายื่นคำขาดให้โปรโมเตอร์จัดที่นั่งรวมสีผิว ไม่เช่นนั้นจะไม่ยอมขึ้นปล้ำ จนโปรโมเตอร ต้องยอมทำตาม ทำให้การแบ่งแยกสีผิวในวงการกีฬาของเมมฟิส จบลงด้วยฝีมือวายร้าย

ผู้ร้ายบางคนก็ได้อยู่จนเห็นตัวเองกลายเป็นวีรบุรุษ

สปุทนิคยังคงปล้ำในบทตัวร้ายไปอีกถึงยุค 70 ในช่วงท้ายเขาปล้ำแท๊กทีมเป็นคู่ผสมสีผิวคู่แรกในภาคใต้กับนักมวยปล้ำคนดำนอร์เวล ออสติน ที่ย้อมผมทองกลางหัวเป็นทรงเดียวกับสปุทนิค โดยบทอนุมานว่าเป็นลูกของสปุทนิคกับคนดำ ซึ่งต่อมานอร์เวลก็มีเส้นทางอาชีพที่รุ่งเรืองของตัวเองหลังจากการสนับสนุนของสปุทนิค

เมื่อการแบ่งแยกผิวจางหายไปในยุคหลัง สปุทนิคก็อำลาวงการ

แต่ชาวเมมฟิสและวงการมวยปล้ำไม่ลืมวายร้ายต่อต้านสังคม ที่กลายเป็นวีรบุรุษเปลี่ยนแปลงสังคม

ในบั้นปลายสปุทนิคได้รับเกียรติมากมายจากทั้งเมืองและวงการมวยปล้ำ ก่อนจะเสียชีวิตอย่างสงบในปี 2007

258 Nameless Fanboi Posted ID:D89n0QTC3c

คนที่เชียร์ประยุทธ์และ พปชร. นั้นมีอยู่จริง (โหวต พปชร.) แต่เขาไม่ได้เชียร์ที่ตัวประยุทธ์ พปชร. หรือรัฐบาล (เพราะเขาก็ยอมรับเงียบๆ ว่ามันห่วย) แต่เขาเชียร์อุดมการณ์เบื้องหลังประยุทธ์ หรือง่ายๆ คือ ประยุทธ์ในจินตภาพ นั่นเอง เป็น imaginary prime minister

# มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

259 Nameless Fanboi Posted ID:866WMEjZRm

เป็นการสรุปการบริหารงานสไตล์ Jeff Bezos จากการค้นคว้าและสัมภาษณ์ผู้บริหารและอดีตผู้บริหารของ Amazon แล้วพัฒนามาเป็น 6 Building Blocks

BB1: Customer-Obsessed Business Model
BB2: Continuous Bar-Raising Talent Pool
BB3: AI-Powered Data & Metrics System
BB4: Ground-Breaking Invention Machine
BB5: High-Velocity & High-Quality Decision Making
BB6: A Forever Day 1 Culture

มันเป็น Management System ที่เวิร์คสุดๆ สำหรับ Amazon เพราะตัว Jeff Bezos, ทีมผู้บริหาร Core Values ของคน Amazonians เอง

เราต้องเอามาปรับใช้กับองค์กรแบบเรา ไม่มีสูตรสำเร็จ คงไม่ได้ copy จำคำเค้ามาใช้เฉยๆ เราต้องทดลองสร้างและปรับปรุงจนเป็น Managment System ของเราเอง

เพราะเรายังอยากให้องค์กรของเรายังคงเป็น Day 1 ทุกวัน

ป.ล. อ่านจบแล้วได้โจทย์ใหม่ๆ ท้าทายๆ ให้ตัวเองอีกหลายข้อเลย

260 Nameless Fanboi Posted ID:Sg7muo7x0M

ไอ้พวกที่ตั้งคำถามว่าเงินส่วนพระองค์มาจากไหน มันคิดจะย้อนถามไปถึงสมัยกษัตริย์ไทยต้องสู้รบกับพม่า หรือ ร 5 ท่านทรงต้องปกป้องประเทศจากฝรั่งเศสด้วยบ้างมั้ย หรือไม่สน คิดแค่ว่าเงินมาจากไพร่ทาส ปชช จะมาลำเลิก ปชช ไม่ได้?? ..ท่านไม่ได้ลำเลิกหรอก มีแต่พวกแกนั่นแหละที่ลำเลิกและคิดเนรคุณ

261 Nameless Fanboi Posted ID:dzAhEEUmNR

>>260 ไอ้พวกที่คิดแบบนี้มันเคยย้อนคิดบ้างมั้ยว่าKพวกนั้นเอาทหารเอากองทัพจากไหน แล้วใครมาทำงานให้ทุกปี ปีละ4-6เดือนแล้วแต่ยุค แถมทำฟรีอีกข้าวยังต้องเอามาเอง

262 Nameless Fanboi Posted ID:.uWVUjX3q7

>>261 เออหวอะ

263 Nameless Fanboi Posted ID:.Zns9Euvbx

ฉันชื่ออลิซ ลูกครึ่งไทยอเมริกัน เคยทำงานให้กับบริษัทอัมเบรลล่าคอมเปอร์เรชั่นในห้องทดลองลับที่เกิดมีการพัฒนาอาวุธไวรัสรูปแบบใหม่ แต่เกิดอุบัติเหตุขึ้น ทำให้ไวรัสนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว เชื้อไวรัสตัวนี้เกิดจากค้าวคาวซึ่งเป็นสัตว์ดูดเลือดมีชื่อว่า โคโรน่า เริ่มระบาดที่จีน ปัญหาคือ ประเทศของฉันมีผู้นำที่ยังอ้าแขนต้อนรับชาวจีนให้เข้าประเทศอยู่ พวกเค้าคิดว่ามันจะไม่เป็นไร แต่พวกเค้าคิดผิด และนี่คือการเริ่มต้น ......

#มิตรสหายท่านหนึ่ง

264 Nameless Fanboi Posted ID:7ufJU7QKtr

>>263 บินมาไทยคงโดนแดกเรียบครับ

#มิตรสหายคริสทุ่งทองแดง

265 Nameless Fanboi Posted ID:XjMPXLcKMN

30 ธ.ค.62
10 เหตุผลทำไมผมจึงจะไม่เลือกพรรคอนาคตใหม่

ว่ากันตามจริงเมื่อแรกเริ่ม เมื่อได้ฟังนโยบายของพรรคอนาคตใหม่ก็รู้สึกมีความหวังว่า พรรคนี้จะเป็นพรรคการเมืองที่เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ มีความคิดใหม่ๆที่ไม่ยึดติดกับสิ่งเดิมๆ แต่หลังจากเฝ้าติดตามดูพรรคการเมืองพรรคนี้มาตลอด วันนี้ได้ข้อสรุปว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้าหากพรรคนี้ยังไม่ถูกยุบ ผมจะไม่เลือกพรรคนี้เด็ดขาดไม่ใช่เหตุผลว่า “ชังชาติ” อย่างที่ถูกกล่าวหา แต่ด้วยเหตุผลดังนี้

1 ผู้บริหารพรรคอนาคตใหม่ไม่ให้ความสำคัญต่อการคงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ และมีเจตนาค่อนข้างชัดว่าต้องการแตะต้อง ต่อรอง อย่างน้อยเพื่อลดทอนพระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์ลง ดังจะเห็นจากการแสดงออกของแกนนำพรรคหลายต่อหลายโอกาส รวมถึงการโหวตค้านการออกพระราชกำหนดโอนอัตรากำลังและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กระทรวงกลาโหมไปเป็นของหน่วยบัญชาการรักษาความปลอดภัยรักษาพระองค์

2 หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แสดงเจตนาชัดเจนว่าต้องการรื้อคดีคุณทักษิณทั้งหมด ให้คุณทักษิณกลับมาผ่านกระบวนการยุติธรรมใหม่ โดยกล่าวหาว่าการพิจารณาคดีต่างๆไม่มีความเป็นธรรมต่อคุณทักษิณ เพราะการพิจารณาคดีเกิดในช่วงรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร โดยไม่ยอมพิจารณาจากข้อมูลและข้อเท็จจริงแต่อย่างใด

3 พรรคอนาคตใหม่มีความเป็นพันธมิตรที่แบบแน่นกับพรรคในกำกับของคุณทักษิณทุกพรรค สังเกตุได้จากการที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี และการได้อานิสงส์จากการที่พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ คนจึงเทคะแนนเสียงให้พรรคอนาคตใหม่ เป็นผลให้พรรคอนาคตใหม่ได้จำนวนที่นั่งส.ส.ในสภาฯมากเกินคาด

4 พรรคอนาคตใหม่พร้อมที่จะจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคตามข้อ 3 แม้จะเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าพรรคการเมืองเหล่านั้นจะเคยมีประวัติการทุจริตคอรัปชั่นอย่างมโหฬาร และมีความพยายามที่จะผ่านพรบ.นิรโทษกรรมเพื่อคุณทักษิณและพวกพ้องจนมีประชาชนออกมาคัดค้านหลายล้านคน

5 จากข้อมูลที่เล็ดรอดออกมา ที่เกี่ยวกับสไตล์การบริหารของแกนนำพรรคอนาคตใหม่ ทำให้เชื่อได้ว่าพรรคนี้พร่ำบอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเชิดชูประชาธิปไตย ต่อต้านรัฐประหารและเผด็จการ แต่การบริหารพรรคกลับไม่ต่างจากเผด็จการ เพราะการตัดสินใจถูกครอบงำโดยหัวหน้าพรรคและแกนนำบางคนเท่านั้น ผู้ที่ไม่เชื่อฟังมติพรรคซึ่งถูกครอบงำโดยหัวหน้าพรรคและแกนนำจะถูกขับออกจากพรรค

6 เชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคหลงลืมไม่ได้โอนหุ้นวีลัคมีเดียก่อนลงสมัครรับเลือกตั้ง เมื่อมีคนไปร้อง จึงพยายามสร้างหลักฐานย้อนหลัง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญไม่เชื่อว่าได้โอนหุ้นกันก่อนวันลงสมัครรับเลือกตั้งจริง หัวหน้าพรรคก็โทษทุกฝ่ายรวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญ แต่ไม่โทษตัวเองที่ผิดพลาด เมื่อต้องพ้นจากการเป็นส.ส.

7 แกนนำพรรคอนาคตใหม่ เมื่อปราศรัย หรือพูดกับชาวบ้าน มักโจมตีรัฐบาลด้วยวิธีไม่พูดความจริงทั้งหมด ทำให้ชาวบ้านเกลียดชังรัฐบาลอย่างไม่เป็นธรรม

8 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่หัวหน้าพรรคการเมืองก่อ mob เพื่อแสดงพลัง หลังจากที่กกต.ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคตัวเอง โดยอ้างว่าเพื่อไม่ให้รัฐบาลกดหัวประชาชน แต่ความจริงประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้ทำอะไรผิดไม่ได้รู้สึกว่าถูกกดหัวหรือสูญเสียอิสระภาพแต่อย่างใด ดังนั้นจึงชัดเจนว่า mob นี้ไม่ได้ก่อขึ้นเพื่อส่วนรวมหรือเพื่อประเทศชาติ แต่เพื่อพรรคอนาคตใหม่เอง

9 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่หัวหน้าพรรคการเมืองประกาศว่า “การแก้รัฐธรรมนูญมีเพียง 2 ช่องทางคือ จะแก้ด้วยเลือดหรือจะแก้ด้วยความยินยอมพร้อมใจ” จนมีคนเป็นจำนวนมากตั้งคำถามว่า “เลือดใคร”

10 เมื่อสส.ฝ่ายรัฐบาลไม่โหวตตามมติของพรรคร่วมรัฐบาล เช่น ส.ส.คนหนึ่งจากพรรคภูมิใจไทยงดออกเสียงไม่โหวตให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอขา เป็นนายกรัฐมนตรี ได้รับคำชมจากหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ว่ามีความกล้าหาญ แต่เมื่อลูกพรรคตัวเองไม่โหวตตามมติพรรคกลับขับออกจากพรรคทั้งหมด

ด้วยเหตุผลทั้ง 10 ข้อนี้ อยากให้วิญญูชนลองพิจารณาใคร่ครวญดูอย่างไม่มีอคติว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ส่วนผู้ที่เป็นสาวกพรรคอนาคตใหม่คงต้องปล่อยเขาไป หากมีใครแชร์มาก็กรุณาอย่าอ่านข้อเขียนนี้ครับ

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

266 Nameless Fanboi Posted ID:Sg7muo7x0M

>>265 1.ผู้บริหารพรรคอนาคตใหม่ไม่ให้ความสำคัญต่อการคงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์
กุเลิกอ่านต่อ

267 Nameless Fanboi Posted ID:RW0F+KS1bb

>>266 อย่าหนีความจริงซิครับ

268 Nameless Fanboi Posted ID:Sg7muo7x0M

>>267 พอดีอยากเป็นจริงอยู่แล้วไง ก็เลือกเพราะอยากพรรคมาทางนี้อยู่แล้วว่ะ5555 จะอ่านต่อทำไม

269 Nameless Fanboi Posted ID:eYSChNgtPt

>>265 คิดแบบนี้ทำไมไม่หนุนabsolute monaตรงๆไปเลยอ่ะคับ ข้องใจตรงนี้

270 Nameless Fanboi Posted ID:NPpUQ/2CED

🐥อ่านดีดี ให้เข้าใจก่อนส่งเน้อ

(e) เผื่อ (v) พรุ่งนี้ (6) คน
สถานที่ : เรียบด่วน
เวลา : 4 ทุ่ม- 5 ชั่วโมง
((ขอคนสามารถต่อเวลาได้นะคะ
ลูกค้าให้เพิ่มค่ะ))

(b)(g) : หักขอ 1 อย่างเดียว
1) เอนอย่างเดียว 3,000 หัก 500
2) ได้ขึ้นงาน ให้เพิ่ม 5,000 ((เราไม่หักรับกันเองกับลูกค้าเลย))

สเปก : ขอสวย น่ารัก ขาว หุ่นดี ใสๆ ไม่ทำหน้าอก ถ้าทำขอแบบเนียนๆ ดูธรรมชาติ ดูดี ดูแพง เอนเก่ง คุยสนุก ดื่มได้ ไม่หวงตัว
ชงเหล้าได้ ไม่กินแรงเพื่อน

❌ใครติดมือถือ ไปแล้วเงียบ ไม่ดื่ม ไม่ทำงาน หวงตัว ไม่ตรงปก ลูกค้าไม่จ่ายค่าตัว ค่ารถ นะคะ

✅ขอคนที่สามารถอยู่ต่อเวลาได้ด้วย ลูกค้าให้เพิ่มคะ ไปคุยราคากับลูกค้าเอง เลย เราไม่หัก

คอมการ์ด+รูปแยก2+คลิป+เบอร์
>ส่งให้ครบนะคะ ผ่านงาน ห้ามตาย สาย แคน ประจานเน้อ
>เช็คเมนท์ แฟน ให้ดี งดส่งคู่ ถ้าผ่านคนเดียวไปทำงานไม่ได้
>งานนี้ลูกค้าเลือก ใครผ่านตอบกับ อ่านคือส่ง
❌ห้ามขโมยคอนแทคลูกค้านะคะ เราสนิท รู้ประจานทุกกลุ่มคะ

271 Nameless Fanboi Posted ID:Iesy34KqjO

>>264 แดกนักท่องเที่ยวจีน?

272 Nameless Fanboi Posted ID:xMEW1yiK6A

เรื่องโอนหุ้นนี่ตลกสุด คือเอาจริงๆ มึงมองข้ามเรื่องจริงไม่จริงไปเลยก็ได้ แล้วดูแค่หลักฐานที่ธนาธรมี+ข้อกฎหมายเกี่ยวกับการโอนหุ้นก็พอ

หลักฐานการโอนหุ้นของธนาธรครบทุกอย่าง ต่อให้แม่งจะเฟค ทำย้อนหลัง มึงก็จับผิดมันไม่ได้ เพราะหลักฐานเอกสารครบถ้วนจริงๆ เอาไปสู้ศาลไหนๆ ธนาธรก็ชนะ คงเว้นแต่ศาลรธนห่านี่แหละที่ตัดสินว่าผิด ทั้งที่ไม่มีข้อกฎหมายเหี้ยอะไรมารองรับ ใช้ข้อพิรุธ​ข้อสงสัยล้วนๆ

273 Nameless Fanboi Posted ID:5DJ1JQkPQE

>>272 จริงๆถ้าหลักฐานเฟค น่าจะยิ่งจับผิดง่ายกว่าอีกนะ เพราะมันน่าจะมีพิรุธอะไรในเอกสาร เช่นอากรแสตมป์ที่มาติดผลิตหลังวันที่โอนรึป่าว หรือวันที่โอนทั้งทอนและพยานอยู่ที่นั้นจริงไหม มีคนเห็นอยู่ที่อื่นมั้ย หรือเสือกอัพเฟสว่าอยู่เมืองจีนไรงี้ แต่นี่ไม่มีเลย555

274 Nameless Fanboi Posted ID:BygXuKHKdf

ตั้งธงมาแล้ว ก็ใช้เทคนิคทางกม.เพื่อเอาผิดแค่นั้น

275 Nameless Fanboi Posted ID:bq2dNYKFCe

มานึกๆดูแล้ว ค่าย GTH โชคดีมากๆ ที่ทำหนังเรื่อง "แจ๋ว" ออกมาเมื่อปี 2547 ซึ่งเป็นยุคที่คนไทยยังไม่เคร่งเรื่องการเหยียด

หากหนังเรื่องแจ๋วถูกสร้างฉายในยุคนี้ รับรองว่าค่าย GTH ไม่ได้เกิดอ่ะ โดนประชาชนก่อดราม่า ด่าเช้าด่าเย็นจนหุ้นตก ต้องระงับกิจการ แม้แต่โอปอลก็ไม่ได้เกิด

ใครเกิดไม่ทันดูเรื่องแจ๋ว ลองไปหามาดู จะแปลกใจว่า นี่ใช่หนังจากค่ายเดียวกับ GDH ในปัจจุบันจริงๆเหรอวะ พูดง่ายๆคือ พล็อตเรื่องแบบแจ๋ว ไม่มีทางถูกอนุมัติให้สร้างใน GDH ยุคปัจจุบันแน่นอน

เป็นหนังที่สร้างมุขตลกจาก ชาติพันธุ์ ความเป็นคนต่างจังหวัด ความล้าหลัง ไม่ฉลาด ไม่รู้จักเทคโนโลยีของคนบ้านนอก สีผิวที่ดำด่าง ความไม่สวย ซึ่งล้วนเป็น "มุขต้องห้ามในยุคปัจจุบัน" ก่อนปลอบใจในตอนท้ายว่า แต่เธอก็เป็นคนดีของสังคมนะ

ตรรกะในหนัง สะท้อนความคิดคนเมื่อ 15 ปีก่อนคือ คนต่างจังหวัด คนต่างด้าว > โง่ ล้าหลัง > จึงต้องมาเป็นคนรับใช้คนกรุง > ถูกหลอกให้เป็นสายลับ เพราะโง่และบ้านนอก > ปฏิบัติงานสายลับไม่สำเร็จ เพราะโง่ > แต่พวกเธอก็เป็นคนดีนะ

ซึ่งที่กล่าวมานี้ ไม่ได้จะตำหนิหนังนะ เพราะเข้าใจว่า มันเป็นตรรกะการมองโลกของคนเมื่อ 15 ปีก่อนจริงๆ ในยุคที่เราเห็นมุขทำนองนี้เป็นเรื่องปกติในการ์ตูนขายหัวเราะ และตลกคาเฟ่ ที่กล่าวมาทั้งหมด แค่อยากให้ตั้งข้อสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมในแต่ละยุคสมัย

ปล.ใครเคยอ่านการ์ตูนขายหัวเราะในยุคปัจจุบันบ้าง ซึ่งไม่มีมุขเหยียดรูปร่างหน้าตา ชาติพันธุ์ คนต่างจังหวัด คนจน เพศสภาพ ฯลฯ แบบในอดีตแล้วนะ แต่ความตลกลดลงมากเลยว่ะ

276 Nameless Fanboi Posted ID:bq2dNYKFCe

เผื่อใครใช้ Google Cloud Platform แล้วยังไม่รู้ GCP มีดีลกับ CDN หลาย ๆ เจ้า รวมถึง Cloudflare ในโปรแกรมที่ชื่อว่า "CDN Interconnect" ที่ทำให้ค่าแบนวิธลดลงทันที 3 เท่า ($0.12/GB เหลือ $0.04/GB)
.
เงื่อนไขคือ "ถ้ามีการเชื่อมต่อภายใน Region เดียวกัน" เช่น Cloudflare โหนด USA คุยกับ Google Cloud Region USA ก็จะคิดด้วยเรทที่ถูกมากนั่นเอง แต่ถ้ายังคุยกันข้าม Region ก็จ่ายด้วยเรทเดิมนะ
.
ด้วยความดีใจ เย้ ๆ เราใช้ทั้งสองอย่างอยู่ เลยเข้าไปเช็ค Billing ... เอ๊ะ ทำไมจ่ายเรทเดิม แม้แต่ Intra-Region (USA-USA) ก็ยังต้องจ่ายเรทเต็ม ไม่เห็นลดราคาเลย
.
มองโลกในแง่ดี เราคงเซตอะไรผิดมั้ง (แม้ใน Document มันจะบอกว่าทุกอย่างเป็นไปโดยอัตโนมัติก็ตาม ไม่ต้องเซตอะไร) นี่เลยพยายามเซตทุกวิธีที่เป็นไปได้ ทำไป 8 วิธีเห็นจะได้ สุดท้าย ...​ ไม่เวอร์คสักวิธี
.
ไม่รู้จะถามใคร เพราะทั้ง Cloudflare และ Google ไม่มี Doc ชัด ๆ ของเรื่องนี้เลย สุดท้ายก็เลยไปถาม Stackoverflow ...
.
สมเป็น Stackoverflow มีคนมาตอบไวมาก น่าจะคนจาก Google Cloud Platform ด้วย เค้าบอกว่า "ให้ติดต่อ Cloudflare แล้วติดต่อ Google Billing Support เพื่อ Whitelist นะ"
.
ความหมายของคำว่าเป็นไปโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องทำอะไรของเราสองคนคงไม่เหมือนกันสินะ ...
.
โอเค ติดต่อ Cloudflare คุย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ได้ข้อสรุปที่น่าซึ้งใจว่า "มันควรจะใช้ได้เลยนะ ฝั่งเราทำอะไรไม่ได้เลย" ฮืออออ
.
แต่เพื่อราคาที่ถูกลง 3 เท่า เราจะย่อท้อไม่ได้ ก็เลยบ้ายบายแฮฟอะกู้ดเดย์แล้วไปติดต่อ Google Support
.
ปรากฎค้นพบความจริงของชีวิตว่าถ้าจะติดต่อ Google Cloud Support ... ต้องจ่ายเงิน !!! ไม่งั้นไล่ให้ไปถาม Stackoverflow บ้าเอ๊ยยยยยยย
.
แต่เอ๊ะ แต่ถ้าติดต่อเรื่อง Billing มันฟรีนี่นา โอเค สตอรี่มา ! "เราสงสัยว่าทำไมเราถูกคิดเงินด้วยเรทนี้"
.
สุดท้ายเค้าก็ไปติดต่อฝ่าย Technical ให้ ไม่ต้องเสียตังค์ เย้ เย ไม่ได้ Tricky นะ มันเรื่องของ Billing จริง ๆ 😏
.
และหลังจากรอมา 4 วัน เข้าไปเช็ค Billing ล่าสุด ได้เรทใหม่ที่ถูกลงสามเท่าแล้วจ้าาาาาา สรุปคือ Google Cloud มีบั๊กกกกก อุตส่าห์นึกว่าเป็นความผิดตัวเองตั้งนาน โถ่ ToT
.
แต่แฮปปี้อยู่ ค่าใช้จ่ายลดลงสามเท่านะแกรรรรรรร
.
ไม่มีอะไร แค่จะบอกว่าใครใช้ Cloudflare กับ Google Cloud ที่คนใช้งานกับ Server Region น่าจะอยู่ประเทศเดียวกันก็ลองเช็ค Billing และติดต่อ Google Support ไปดูนะ ค่าใช้จ่ายอาจจะลดฮวบเลย
.
ล้า ลา ลา ลา

277 Nameless Fanboi Posted ID:bq2dNYKFCe

#GeekAlert ไม่มีเวลาเขียนบล็อกว่าทำไมถึงย้าย Storage ของ OmniVirt จาก S3 มา GCS สักที เลยขอมาจดเป็นโพสต์แทนแบบสั้น ๆ แล้วค่อยเขียนบล็อกทีหลัง ซึ่งเอาจริง ๆ ไม่ใช่แค่เรื่อง Data Storage หรอกที่เราสนใจ แต่เป็นเรื่องของ Amazon Web Service vs Google Cloud Platform เลย
.
ถ้าให้ให้เหตุผลสั้น ๆ ว่าทำไมถึงตัดสินใจย้ายข้อมูลทั้งหมดจาก AWS ไป GCP ก็คงเป็นเรื่อง "Network ของ Google Cloud นั้นทรงพลังมากกกกก" พอทำบริการที่ต้องใช้ Network เยอะ ๆ ก็พบว่าความเร็วที่ต่างกันนี้ส่งผลต่อคุณภาพโปรดักส์อย่างมีนัยสำคัญมาก พอคำนวณแล้ว การย้ายไปใช้ GCP ก็คุ้มกับ Migration Cost มากแบบไม่ต้องคิดอะไรเยอะเลย
.
และตอนนี้ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่หวังไว้ พิสูจน์จากการใช้งานจริงละว่า GCS นั้นดีกว่า S3 มาก ประทับใจสุด ๆ ลูกค้าแฮปปี้ บริษัทแฮปปี้
.
ซึ่งหลังจากย้ายข้อมูลมา GCP (GCS) แล้ว ก็เลยถือโอกาสนี้เริ่มทดสอบบริการต่าง ๆ ตัว AI ก็ไปรันบน Google Cloud Compute Engine ดู ก็พบว่าโดยรวมแล้ว GCP มันดีกว่า AWS ทุกอย่างเลย ทั้ง CPU Performance, Storage Performance, Network Speed ฯลฯ เมื่อเทียบกับ Instance Spec และราคาเดียวกัน
.
SSD Storage ของ Instance ใน Compute Engine มาพร้อม IOPS ที่สูงกว่าของ EC2 ทำให้การอ่านเขียนเริ่มต้นเลยเร็วกว่า แต่ก็ทำให้ราคาเริ่มต้นต่อ GB สูงกว่าด้วย (GCE: $0.17, EC2: $0.10) แต่ถ้าต้องการ IOPS ที่เท่ากัน EC2 ก็ราคาสูงกว่ามากเป็นสิบเท่าตัวเลย โดยรวมถือว่าราคา SSD Storage เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพถือว่าอยู่ในระดับที่ถูกมาก คุ้มค่าสุด ๆ
.
ด้าน Throughput ตัว Compute Engine ก็ทำมาได้เร็วกว่า ก็คงเพราะ IOPS สูงกว่านั่นแหละ ก็ทำให้ส่งผลต่อประสิทธิภาพโดยรวมด้วย มันเร็วมาก
.
Network Latency ของ GCE ก็ทำมาได้โดยเฉลี่ยดีกว่าของ EC2 พอสมควร สำหรับการใช้งานทั่วไปอาจไม่เห็นความแตกต่าง แต่ถ้าต้องการประสิทธิภาพสูง ๆ จะเห็นความแตกต่างชัดเลย
.
Network Speed ของ GCE ตามสเปคมันควรจะช้ากว่า AWS แต่จากการ Benchmark พบว่าประสิทธิภาพมันเท่า ๆ กันเลย (แต่ GCE ดีกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับราคา)
.
สำหรับตัว Google Cloud Storage (GCS) ก็ Transfer ข้อมูลเร็วกว่า S3 มากอย่างมีนัยสำคัญ ต่างกันสุด ๆ ต่างกันจนสงสัยตัวเองว่าหลงไปใช้ S3 ทำไมตั้งนาน แถมมันยังสนับสนุน HTTP/2 ในตัวด้วย สำหรับ S3 ถ้าอยากจะใช้ HTTP/2 ต้อง Deliver ผ่าน Cloudfront ซึ่งก็มีค่าใช้จ่ายสูงมากอีก
.
ราคาโดยเฉลี่ยของ GCP ปรากฎว่าถูกกว่า AWS 20-30% เลย ยิ่งถ้าบริการต้องใช้ IOPS สูง ๆ นี่ GCP อาจจะถูกกว่าเป็นเท่าตัวเลยก็ได้
.
ถ้าการใช้งานทั่วไป หากต้องเลือกระหว่าง AWS และ GCP ตอนนี้เราคงแนะนำ GCP เลยแบบไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องใช้ AWS แล้วววว มันดีกว่า AWS เกือบทุกอย่างเลยจริง ๆ
.
แต่ข้อด้อยนึง(ที่เล็กมาก)ของ GCP คือบริการ Cloud Service ยังไม่เยอะเท่า AWS ทำให้ก่อนจะตัดสินใจวางระบบของเราลง Cloud Provider เจ้าไหน ก็คงต้องดูก่อนว่า Cloud เจ้านั้นมีของที่เราต้องการอยู่มั้ย แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่ปัญหาหรอก ทั้งสองเจ้าก็มีบริการสำคัญ ๆ ครบถ้วนละ มีแค่บริการเฉพาะทางเท่านั้นแหละที่แตกต่างกัน
.
ถ้าจะให้ฟันธงว่าอันไหนดีกว่ากันแบบสุด ๆ คงยังฟันธงไม่ได้ เพราะทั้งสองตัวมีข้อดีข้อเสีย ไม่ใช่ว่า GCP จะดีไปซะหมด แต่โดยรวมแล้ว GCP นี่ได้ใจเราไปเต็ม ๆ แฮปปี้จนไม่คิดจะกลับไปใช้ AWS เลย ประสิทธิภาพดีกว่าเกือบทุกอย่างแถมราคาถูกกว่าอีกต่างหาก (และ Google ก็ขยันทำให้ถูกลงเรื่อย ๆ อีกต่างหาก)
.
ที่พูดถึงนี่คืองานบริษัทนะ ส่วนของตัวเองยังใช้ DigitalOcean อยู่ คนมันจน 55555
.
จบส์ มาใช้ Google Cloud Platform กันเถอะะะะ

278 Nameless Fanboi Posted ID:MkXo9nyFkz

>>275 ตอนนี้เพลง "ประเทือง" ของไทธนาวุฒิ เป็นดราม่ามาพักนึงละ คนหัวก้าวหน้าบอกไม่คิดว่าค่ายเพลงใหญ่ๆ จะกล้ามีเพลง Bully เพศที่ 3 แต่อีกฝั่งก็บอกว่าขอให้ดูด้วย เพลงนี้มันปี 2541 ยุคนั้นค่านิยมคนก็อีกแบบ จะมาเทียบกันไม่ได้ว่ะ

279 Nameless Fanboi Posted ID:9168lW9MZI

ฝุ่นเยอะ โรคระบาด แทนที่จะแจกแมส แถวบ้านกูแจกพระบรมฉายาลักษณ์ งง อีควาย งงมาก

แทนที่จะหาทางลดฝุ่น ดันเพิ่มฝุ่นเฉย แค่กๆๆๆๆๆๆ สำลักฝุ่น ใต้ตีน

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

280 Nameless Fanboi Posted ID:Wvsv.3AJDj

แจกทำไม หาซื้อเองสิ

281 Nameless Fanboi Posted ID:JNDkNu/Fea

ไอตุ๊ดรีวิว = bruh

282 Nameless Fanboi Posted ID:EQNLA+C4jh

>>278 เพลงนี้มันบูลลี่ตรงไหนวะ มันก็แค่เพลงที่ตกใจเวลาเจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานานเอง

283 Nameless Fanboi Posted ID:hbr.E4.mky

กลายเป็นชื่อล้อเหมือนล้อชื่อพ่อมั้ง

284 Nameless Fanboi Posted ID:MkXo9nyFkz

>>282 "ว้าย..ว้าย" มันเหมือนการล้อเลียนอากัปกิริยาของกะเทยไง เมื่อก่อนเราเห็นว่าสนุก แต่ตอนนี้มีคนจุดประเด็นว่ามันคือการเหยียด

285 Nameless Fanboi Posted ID:DercV4XgBn

>>284 ว้ายๆ ปุ๊บ กระเทยดูเเย่เลยเหรอ กูงง เพศเหี้ยนี่เรื่องเยอะจัง เเถมไม่เเน่ใจว่าเเม่งเรียกเป็นเพศได้รึเปล่า

286 Nameless Fanboi Posted ID:H0J47AEFk0

มึงนึกภาพดูว่าในห้องเรียนมึงมีเพื่อนชื่อ ประเทือง

แล้วเพลงแม่งเสือกดังในตอนนั้นพอดี

287 Nameless Fanboi Posted ID:H0J47AEFk0

*และมันไม่ได้เป็นตุ๊ด

288 Nameless Fanboi Posted ID:MkXo9nyFkz

>>285 มันเหมือนการล้อเลียนไง อารมณ์ประมาณแต่ก่อนเราเรียกคนที่รู้จักกันตามรูปร่าง อ้วน ผอม แว่น ดำ เผือก ฯลฯ ก็ไม่มีใครรู้สึกอะไรเท่าไรหรอกเพราะต่างฝ่ายต่างก็เรียกกันไปมาแบบนี้ แต่วันดีคืนดีก็มีคนมาบอกว่าการเรียกแบบนี้มันคือการเหยียด แม้กระทั่งการล้อชื่อพ่อชื่อแม่ แต่ก่อนก็ล้อกันไปมา พอวันนี้ก็บอกว่ามันคือการรังแกอย่างหนึ่ง

เอาจริงๆ นะ ทุกวันนี้กูจะพิมพ์อะไร จะพูดอะไรแม่งต้องระวังชิบหายเลยว่ะ คำคำเดียวที่คนทั่วไปเคยชินในวันนี้ พรุ่งนี้อาจจะกลายเป็นการเหยียด การรังแก การคุกคามทางเพศก็ได้

289 Nameless Fanboi Posted ID:EQNLA+C4jh

>>285 นั่นดิ แค่ร้องว้ายๆ นี่ดูแย่เลยเหรอ เท่าที่กูฟังเสียงจากเพลงนั้น บางคนเวลาตกใจมันก็ออกเสียงตะโกนนแบบในเพลงนะ ไม่ว่าจะชายหรือหญิง

290 Nameless Fanboi Posted ID:Cx8YIYuv3L

มันหมายถึงบูลลี่ล้อคนชื่อประเทือง

291 Nameless Fanboi Posted ID:MkXo9nyFkz

>>290 และเป็นกรณีประเทืองกลายเป็นกะเทย ถึงกับมีเรื่องเล่าว่าหลังจากเพลงนี้ฮิตแล้วไม่มีใครกล้าตั้งชื่อลูกว่าประเทืองอีกเลย หรือไม่ก็เปลี่ยนชื่อ ก็คือเท่ากับ 1.ล้อประเเทือง (ไม่ว่าจะเป็นหรือไม่เป็นกะเทย) 2.ล้อกะเทย (เสียงว้ายว้ายนั่นละ สมัยนั้น ผช ท่าทางตุ้งติ้งจะโดนล้อแบบนี้ ยิ่งถ้าชัดว่าเป็นยิ่งโดน)

292 Nameless Fanboi Posted ID:nSmeBfWxDg

ทำนายสิ่งที่นายกจะพูดเย็นนี้

1. รัฐบาลทราบแล้ว
2. แต่ปัญหาไม่ได้เกิดจากรัฐบาล
3. รัฐบาลทำเต็มที่แล้ว ด้วยการส่งทหาร....
4. แต่ประชาชนก็มีส่วนต้องรับผิดชอบ จึงต้องช่วยกันแก้ปัญหาด้วย จะรอแต่รัฐบาลคงไม่ได้
5. อย่าหลงเชื่อข่าวปลอมใส่ร้ายรัฐบาล
6. ต่อให้รัฐบาลไหนก็แก้ไขไม่ได้

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

293 Nameless Fanboi Posted ID:MkXo9nyFkz

>>292 นี่ประเทศไทยตกต่ำถึงขีดสุดยังวะเนี่ย

294 Nameless Fanboi Posted ID:DercV4XgBn

>>293 ภาวนาให้ไวรัสเเม่งเเพร่ในThai จะได้รู้กันว่ารัดบาลเเม่งเก่งจริงอย่างสหริ่มว่ารึเปล่า

295 Nameless Fanboi Posted ID:DercV4XgBn

>>294 ไอ้เหี้ยกูพิมพ์คำว่าสลิม เติมไม้เอกไม่ได้ เเม่งเป็นคำต้องห้ามว่ะ

296 Nameless Fanboi Posted ID:tizpNuYbXY

>>295 ใส่ไม้เอกตัวเดียวไม่ได้ มึงก็ใส่สองตัวสิ สลิ่่ม

297 Nameless Fanboi Posted ID:UeZHzXFGCH

>>296 ไอ้สัส how genius

298 Nameless Fanboi Posted ID:Zw1OSDBQfU

ที่มาของไวรัสโคโรน่า
////

ในเดือนพฤศจิกายนปี 2545 จีนพบการระบาดของโรคทางเดินหายใจปริศนาที่อำเภอซุ่นเต๋อ เมืองฝอซาน มณฑลกวางตุ้ง แต่จีนปิดบังเรื่องนี้นานกว่า 2 เดือนจนกระทั่งยอมเปิดเผยในที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2546

แต่ก็สายเกินการณ์แล้ว เพราะเชื้อโรคนี้ติดต่อไปยังชาวอเมริกันที่เดินทางไปยังสิงคโปร์ โดยเครื่องบินแวะพักที่ฮานอย ประเทศเวียดนาม และจากนั้นยังแพร่ไปอีกสายหนึ่งเข้าสู่ฮ่องกง

การปิดบังข่าวการระบาดของจีนทำให้องค์การอนามัยโลกตำหนิจีนอย่างมาก ซึ่งจีนได้มีแถลงการณ์ขอโทษในภายหลัง

โรคระบาดนี้ได้ชื่อว่ากลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง เรื่อเรียกสั้นๆ ว่าโรคซาร์ส เป็นเชื้อโคโรนาไวรัส (Coronavirus) ประเภทหนึ่ง การระบาดของซาร์สสร้างความตื่นตระหนักในหมู่ชาวโลกอย่างมาก และทำให้จีนต้องเสียชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องความโปร่งใสในการจัดการกับโรคระบาด

อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้ชาวโลกกังวลอย่างมากก็คือพฤติกรรมการกินอาหารแบบเปิบพิสดารของชาวจีน โดยเฉพาะในมณฑลกวางตุ้ง เพราะในเวลาต่อมาพบว่าเชื้อโรคนี้มาจากเนื้อสัตว์ป่าที่นำมาแล่ขายเพื่อไปปรุงอาหารแปลกที่ชาวจีนขวนขวายกันหามารับประทาน

ในปลายเดือนพฤษภาคม 2546 มีการศึกษาตัวอย่างของสัตว์ป่าที่ขายเป็นอาหารในตลาดท้องถิ่นในมณฑลกวางตุ้ง ผลการศึกษาพบว่า เชื้อโคโรนาไวรัสของโรคซาร์สพบในอีเห็นเครือ (Paguma sp.) แม้ว่าอีเห็นเครือจะไม่แสดงอาการทางคลินิกของไวรัสก็ตาม ซึ่งหมายความว่ามันมีเชื้อแต่มันไม่แสดงอาการป่วย

ข้อสรุปเบื้องต้นคือไวรัสโรคซาร์สข้ามสายพันธุ์จากอีเห็นข้างลาย (P. hermaphroditus) มาสู่มนุษย์ ทำให้อีเห็นข้างลายมากกว่า 10,000 ตัวต้องถูกฆ่าทิ้งในมณฑลกวางตุ้ง ต่อมายังพบโคโรนาไวรัสดังกล่าวได้ในจิ้งจอกแร็กคูน (Nyctereuteus sp.) และหมาหริ่ง (Melogale spp.) และแมวบ้าน

อนึ่ง ในปลายปี 2549 นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของมหาวิทยาลัยฮ่องกงและศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคกว่างโจว จึงพบตัวเชื่อมโยงทางพันธุกรรมระหว่างโคโรนาไวรัสของโรคซาร์สที่ปรากฏในอีเห็นและมนุษย์ และยืนยันว่าเชื้อมีการข้ามสายพันธุ์

แต่นี่ยังไม่ใช่ต้นเหตุของเชื้อซาร์ส ในปี 2548 มีงานวิจัยสองชิ้นระบุถึงโคโรนาไวรัสที่คล้ายกับโรคซาร์สจำนวนหนึ่งถูกพบในค้างคาวที่ประเทศจีน

จากการวิเคราะห์สายวิวัฒนาการของไวรัสเหล่านี้บ่งชี้ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่โคโรนาไวรัสที่คล้ายกับโรคซาร์จะมาจากค้างคาวและแพร่กระจายไปยังมนุษย์ ไม่ว่าโดยตรงหรือผ่านอาหารป่าที่วางขายในตลาดจีน

เช่นเดียวกับอีเห็นเครือที่มีไวรัสแต่ไม่แสดงอาการ ค้างคาวก็เช่นกันไม่แสดงอาการใดๆ ให้เป็นที่สังเกตได้ว่าป่วย แต่พวกมันเป็นแหล่งโคโรนาไวรัสที่คล้ายกับโรคซาร์สตามธรรมชาติ

ที่น่ากังวลก็คือ ในช่วงเวลานั้นมีการนำค้างคาวมาประกอบอาหารกันมาขึ้นในภาคใต้ของจีน ในรายงานการวิจัยของ Wendong Li และ Zhengli Shi กล่าวว่า "ค้างคาวอาจติดเชื้อไวรัสหลายตัวอยู่ตลาดเวลา แต่มักจะไม่แสดงอาการทางคลินิก ด้วยลักษณะเช่นนี้ของมัน และการนำค้างคาวและผลิตภัณฑ์จากค้างคาวมาทำอาการท้องถิ่นและยาแผนโบราณมากขึ้นในจีนภาคใต้และที่อื่นๆ ในเอเชีย ทำให้เราต้องศึกษาค้างคาวในฐานะแหล่งกักเก็บไวรัสโคโรนาไวรัสของโรคซาร์ส"

บทสรุปของรายงานเมื่อปี 2548 เตือนว่า "ดังนั้นจะเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดที่เราจะต้องเพิ่มความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการกระจายของพาหนะที่กักเก็บไวรัส การติดเชื้อจากสัตว์สู่สัตว์ และปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์กับสัตว์ (โดยเฉพาะในระบบตลาดสด) และความหลากหลายทางพันธุกรรมของไวรัสที่เกิดจากค้างคาว เพื่อป้องกันการระบาดในอนาคต"

ในปีเดียวกันนั้น มีรานงานของคณะนักวิจัยนำโดย Susanna K. P. Lau ระบุว่า แม้จะมีการพบอีเห็นที่นำมาขายในตลาดเป็นตัวแพร่เชื้อซาร์ส แต่อีกเห็นก็เป็นเพียง "ตัวขยาย" เชื้อไวรัสไปสู่มนุษย์เท่านั้น และทีมวิจัยพบว่า เชื้อไวรัสตรงกับเชื้อที่พบในค้างคาวมงกุฎจีน (Rhinolophus sinicus)

และเป็นอีกครั้งที่รายงานชี้ว่า มูลค้างคาวถูกชาวจีนนำไปใช้เป็นเครื่องยาแผนโบราณ นอกจากนี้ ชาวจีนและคนบางกลุ่มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในมาเลเซียและอินโดนีเซียยังนิยมรับประทนเนื้อค้างคาวในฐานะอาหารเปิบพิสดาร ชาวจีนหลายคนเชื้อว่าการกินเนื้อคางคาวช่วยรักษาาอาการโรคหืด โรคเกี่ยวกับไต และอาการเจ็บป่วยทั่วไป

แต่ตอนนี้เป็นเรื่องยอกย้อนที่สุด เพราะคนท้องถิ่นเชื่อว่าเนื้อค้างคาวช่วยรักษาโรคทางเดินหายใจ แต่จริงๆ แล้วมันกลับเป็นตัวการของโรคทางเดินทางใจเฉียบพลันรุนแรง

299 Nameless Fanboi Posted ID:Zw1OSDBQfU

ตอนนี้เรารู้แล้วว่าค้างคาวคือผู้ต้องหาหลัก แต่เชื้อที่พบในค้างคาวตามสถานที่ต่างๆ ของจีนเพียงแค่คล้ายไม่ได้ตรงเป๊ะกับเชื้อไวรัสซาร์ส ดังนั้นจึงต้องหาจิ๊กซอว์ที่ตรงที่สุด พร้อมกับตอบคำถามให้ได้ว่า คือค้างคาวจากที่ไหนที่เป็นแหล่งซาร์สที่แท้จริง?

หลังจากโรคซารส์ได้ถูกควบคุมแล้ว โลกของเราผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย จนเกือบลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่งเคยเกิดการระบาดที่ทำให้โลกขวัญผวามาแล้วและเราเกือบจะลืมไปแล้วว่าเรายังไม่พบต้นเหตุของโรคซาร์ส

จนกระทั่งในเดือนธันวาคม 2560 ทีมนักวิจัยของสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่นนำโดย Ben Hu ตีพิมพ์ผลการศึกษาในวารสาร PLoS Pathogens โดยประกาศว่า หลังจากค้นหาทั่วประเทศจีนมานานหลายปี นักวิจัยก็ว่าที่ถ้ำห่างไกลแห่งหนึ่งในมณฑลยูนนานเป็นที่อยู่อาศัยของค้างคาวมงกุฎ (Horseshoe bat) ที่มีเชื้อโคโรนาไวรัสที่มีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนกับโรคซาร์สแบบพิมพ์เดียวกัน

มนุษยชาติใช้เวลาถึง 15 ปีในการค้นพบที่มาของโรคซาร์ส และที่น่าสนใจก็คือข้อสรุปว่าค้างคาวเป็นต้นเหตุของโรคซาร์สยังไปตรงกับเนื้อเรื่องของภาพยนต์เรื่อง Contagion ของฮอลลีวูดเมื่อปี 2011 ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการระบาดของโรคลึกลับที่กวางตุ้งและมีค้างคาวเป็นต้นเหตุ แพร่ผ่านเนื้อสัตว์ที่ไม่สะอาด

ทีมนักวิจัยของสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่นเตือนว่าการระบาดโรคซาร์สสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เพราะถ้ำค้างคาวที่พวกเขาพบต้นเหตุของเชื้อนั้นอยู่ห่างจากหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุดเพียงหนึ่งกิโลเมตร และห่างจากเมืองคุนหมิง ซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑลยูนนานเพียง 60 กิโลเมตร

เฉพาะในถ้ำนี้ นอกจากจะพบเชื้อโคโรนาไวรัสของโรคซาร์สแล้ว ยังพบโคโรนาไวรัสอีก 11 ชนิดใหม่

ในปี 2562 เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาตัวใหม่ที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ต้นเหตุเบื้องต้นมาจากตลาดอาหารทะเลในอู่ฮั่น

ขณะที่บทความเรื่องนี้ถูกเขียนขึ้น โรคนี้ยังไม่พบที่มาและมันได้ชื่อเบื้องต้นว่าโคโรนาไวรัสอู่ฮั่น (Wuhan coronavirus) และทราบแล้วว่ามันติดต่อจากคนสู่คน

เป็นเรื่องบังเอิญที่น่าประหลาดที่กลุ่มคนที่พบต้นเหตุของโรคซาร์สมาจากอู่ฮั่น

และอู่ฮั่นกลับกลายเป็นต้นเหตุของการระบาดครั้งใหม่ของโรคร้ายแรงที่คล้ายคลึงกัน

อ้างอิง

Li, Wendong et al. “Bats are natural reservoirs of SARS-like coronaviruses.” Science 310 5748 (2005): 676-9 .

Lau SK, Woo PC, Li KS, et al. Severe acute respiratory syndrome coronavirus-like virus in Chinese horseshoe bats. Proc Natl Acad Sci U S A. 2005;102(39):14040–14045. doi:10.1073/pnas.0506735102

Hu B, Zeng L-P, Yang X-L, Ge X-Y, Zhang W, Li B, et al. (2017) Discovery of a rich gene pool of bat SARS-related coronaviruses provides new insights into the origin of SARS coronavirus. PLoS Pathog 13(11): e1006698. https://doi.org/10.1371/journal.ppat.1006698

300 Nameless Fanboi Posted ID:Hy77frCULi

ต่อไปจีนอาจจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโรคระบาดซอมบี้ก็เป็นได้

301 Nameless Fanboi Posted ID:/McFdSIZe0

หมอมีเท่าเดิม
.
แค่แทรกคิวให้มาตรวจคน ตปท ก่อน ซึ่ง แค่ประเทศนึง ยังมีกำหนดการ ว่าอีก 2 สัปดาห์ การตรวจแล้วเสร็จ ถึงจะได้ขึ้นเครื่องกลับประเทศตัวเองได้ (แบ่งเฟสทยอยกลับรอบละ 250 คนก่อน)
.
2-3 วันที่ผ่านมาผู้เสียชีวิตจริงๆไม่ควรถึง 20 คนด้วยซ้ำ ถ้าหมอที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้รักษาคนไข้อาการหนักก่อน
.
คนเราถ้าเอาความตัองการของตัวเองเป็นที่ตั้ง โดยไม่เห็นคุณค่าชีวิตของผู้อื่น และไม่ได้เคารพกติกาการเข้าแถวตามลำดับ นี่ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่า คนประเภทไหน
.
ในวิกฤติที่เจ้าหน้าที่การแพทย์ ตำรวจ อาสาฯ ต้องการ การทำงานเพื่อช่วยชีวิตคนให้มากที่สุด เราจะเจอคนได้หลายประเภทมากๆ และนั่นแหละที่เรียกว่า การเห็นเนื้อแท้ ของคนจริงๆ

302 Nameless Fanboi Posted ID:/McFdSIZe0

ไอ้สัส พี่หมีงง กับพวกพริตตี้
ตอนมีเงิน แม่งโพสโชว์รวย
พอลำบาก แม่งขอรับบริจาค

303 Nameless Fanboi Posted ID:/McFdSIZe0

ถ้าผมติดอยู่เมืองจีน ... และอยากกลับไทย ผมจะไปลงชื่อขอตรวจเชื้อ และยอมออกจากห้องพักสบายๆไปอยู่สถานกักกันโรค เพื่อดูอาการ 15 วัน แล้วทำเรื่องขอออกนอกพื้นที่เหมือนคนอื่นๆ เพื่อไปสนามบินที่มีไฟล์ทกลับไทย
.
ถ้าผมติดเชื้อไวรัสอยู่ที่จีน ผมก็จะรักษาตัวให้หาย จะไม่กลับไทยมาแพร่เชื้อเพิ่ม
.
และไม่ว่าอาการจะหนักแค่ไหน ผมจะยกคิวที่หมอมาตรวจผม ให้ไปตรวจเด็กๆก่อน
.
ผมจะไม่เอาการเมืองการมาเกี่ยว หรือ โพสต์ กดดัน รัฐบาลให้ทำอะไรเพื่อตัวผมเอง ผมขอเลือกช่วยคนอ่อนแอกว่า โดยเฉพาะเด็กๆที่ได้รับเชื้อที่ต้องการหมอ คอยดูแลมากกว่าผม
.
China Jiayou ❤

304 Nameless Fanboi Posted ID:dnr3VLTnnE

>>303 "ถ้า"

305 Nameless Fanboi Posted ID:dhpkHpsh5B

วิธีป้องกันไวรัสโคโรน่าที่ตรงที่สุดคือ อย่าโดนน้ำลายเจ๊กที่ป่วย

306 Nameless Fanboi Posted ID:/McFdSIZe0

ช่วงนี้คำถามวนๆเวลาวิเคราะห์ Requirement
"สิ่งนี้เกิดมา(ในระบบ)ได้อย่างไร"
"เหตุในการเปลี่ยนแปลงของสิ่งนี้มีอะไรบ้าง และผลของมันคืออะไร"
"สิ่งนี้จะหายไป(จากระบบ)ได้อย่างไร"

307 Nameless Fanboi Posted ID:WNTqGKubQK

ฮอลลีวู๊ดออกตัวเร็วกว่าจีน

การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรน่าที่เมืองจีนเวลานี้ เหมือนกับว่าถูกวางพล็อตล่วงหน้า เพราะว่าฮอลลีวู๊ดได้สร้างหนังเรื่องContagion ในปี 2011 ซึ่งมีเนื้อหาของเชื้อโรคระบาดคล้ายกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน

ในหนังไวรัสเริ่มมาจากค้างคาวที่กินกล้วย คาบกล้วยไปตกที่พื้น หมูกินกล้วยต่อ พ่อครัวที่มาเก้าซื้อหมูมาทำอาหาร เขาไม่ได้ล้างมือ พ่อครัวถูกเรียกตัวให้ออกมาต้อนรับลูกค้า Beth Emhoff ทั้งคู่จับมือกัน Bethติดเชื้อจากการสัมผัส รับเอาไวรัสที่เกิดการการผสมตัวของไวรัสจากค้างคาวและไวรัสจากหมูเข้าไป ทำให้กลายเป็นคนไข้โคโรน่าไวรัสคนแรก

ดูหนังตัวอย่าง:
https://www.youtube.com/watch?v=4sYSyuuLk5g

มีสตอรี่สตอแหลตอนนี้ว่า ไวรัสโคโรน่าแพร่จากเมืองหวูฮั่น เพราะมีคนจีนไปกินค้างคาว หรือสัตว์ป่าแบบเปิปพิศดารทำให้ติดเชื้อไวรัสที่มีการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างค้างคาวกับงู หรือสัตว์ชนิดอื่น

เรื่องนี้ไม่น่าจะจริง โคโรน่าไวรัสที่กำลังระบาดในจีนเวลานี้น่าจะมีต้นตอจากห้องแลป

ห้องแลปของใคร ตามอ่านเรื่อยๆ เดี๋ยวก็รู้

ฝ่ายจีนก็ต้องเล่นตามเกมไปก่อน ด้วยการปิดตลาดเปิปพิศดาร ไม่งั้นไม่รู้จะตอบประชาชนคนจีนอย่างไร

ค่อยๆแก้ปัญหาไปก่อน แล้วค่อยเอาคืนทีหลัง

ไม่มีเรื่องบังเอิญบนโลก

28/1/2020

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

308 Nameless Fanboi Posted ID:WNTqGKubQK

อเมริกาบังเอิญครอบครองสิทธิบัตรโคโรนาไวรัสอยู่

อเมริกาบังเอิญจัดซ้อมใหญ่​ Event 201​เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว​ จำลองเหตุการณ์ระบาดใหญ่ระดับโลกของโคโรนาไวรัส​ การจัดซ้อมใหญ่บังเอิญเกิดขึ้นไม่กี่วันก่อนโคโรนาไวรัสโผล่ขึ้นจริงที่อู่ฮั่น

หลังไวรัสอู่ฮั่นเป็นข่าว​ บริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสันของอเมริกาบังเอิญประกาศทันทีพร้อมผลิตวัคซีนไวรัสอู่ฮั่นออกมาขาย

ประเด็นสำคัญ จอห์นสันแอนด์จอห์นสันบังเอิญเข้าร่วมซ้อมใหญ่ในEvent201 ด้วยฐานะของผู้ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบเรื่องการผลิตวัคซีนโคโรนาไวรัส

งานนี้อเมริกาคือฮีโร่ขี่ม้าขาวโดยบังเอิญแท้ๆ​ ไม่มีการจงใจวางแผนใดๆอย่างสิ้นเชิง

สงสารแต่ผู้เคราะห์ร้ายชาวจีนที่ต้องมาเสียชีวิตลงครั้งนี้เพราะความบังเอิญที่มากเกิน

#มิตรสหายอีกท่าน

309 Nameless Fanboi Posted ID:7YohCiN0zb

เชื้อดื้อยา (ที่เกิดจากคนใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น เช่นแค่เป็นหวัด) ที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย ที่ทุกคนมีโอกาสติดเชื้อได้วันนี้

ฆ่าคนไทย 38,000 คนต่อปี น่ากลัวว่าโคโรนาไวรัสไหม

ปัญหาใหญ่คือพอเป็นหวัดแล้วหมอบัตรทองไม่ยอมจ่ายยาปฏิชีวนะ ก็หาว่าไม่มีคุณภาพอีก ก็เลยมาคลินิกได้ยาปฏิชีวินะ แล้วก็หายพอดี (ไม่ใช่เพราะยา) แล้วก็ได้ช่วยกันฝึกเชื้อหวัดให้ดื้อยาเพิ่มขึ้น

---
อัตราตายจาก ‘เชื้อดื้อยา’ ของไทย สูงกว่า ‘สหรัฐ-ยุโรป’ ถึง 6 เท่า
https://www.hfocus.org/content/2020/01/18388

310 Nameless Fanboi Posted ID:Rh4FXx9hj7

อาหารไทยรสเผ็ดแซ่บ คือ ยาต้านไข้หวัดชั้นดี ผัดกะเพราะ เอยส้มตำ เอย ต้มยำ เอย อาหารดีกินแล้วขับเหงื่อ เชื้อหวัดยังขยาด ฯลฯ

#มิตรสหาย สายกินท่านหนึ่ง

311 Nameless Fanboi Posted ID:/emzDFwq6U

>>308
(((pure coincidence)))

312 Nameless Fanboi Posted ID:7YohCiN0zb

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่เป็นนักการเมืองเข้ามาเป็นแม่ทัพในส่วนของ สาธารณสุขไทย ต่อประเด็นไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ใหม่ แสดงความเห็นได้น่าประทับใจ วิสัยทัศน์กว้างไกล !! 😌

นี่ตามอ่านบทความทั่วโลก กับสิ่งที่นำเสนอกันอยู่ในไทย นี่

อื้มมมม ! 🙄😢

ประเด็นนี้เป็นประเด็นของการระบาด สามารถเห็นแนวคิดในการแก้ปัญหาทั้ง สั้น-กลาง-ยาว ของผู้นำในสังคม ซึ่งมันคล้ายๆกันแหละ กับ HIV

นี่ขนาดโคโรน่า รายงานตรวจพบในไทย 6 คน ตื่นตัวกันขนาดนี้ โอเคแหละ มันไม่เหมือนกันในการติดต่อ โคโรน่ามันติดต่อได้ง่ายกว่า และกำลังเป็นปัญหาในตอนนี้

แต่ประเด็น HIV ติดต่อกัน 6,000 กว่าคน ตายจากโรคเอดส์ ที่ไม่ทราบสถานะ ไม่รู้ว่าติดเชื้อ และป่วย ตายปีละ 16,100คน ทำไมไม่เป็น Crisis บ้าง !

#มีคนตายจาก HIV ปีละหมื่นกว่าคนเลยนะเว้ยยยยยย ตายเฉลี่ยวันละ 44 คน ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ยวันละ 15 คน !!

#ทำไมไม่เป็นวาระแห่งชาติบ้างงงง !!

313 Nameless Fanboi Posted ID:7YohCiN0zb

เค้าใช้ PrEP เพื่อความสบายใจ มั่นใจ และรู้สึกปลอดภัยในการมี Sex ทุกรูปแบบ ! .. ใครที่ฝากชีวิตไว้กับถุงยางอย่างเดียวก็ ตุ้มๆต่อมๆ ไปสิ ..

คนกิน PrEP รอดแบบไม่ต้องลุ้น ไม่ต้องแตกตื่นไปหา PEP ตอนถุงยางแตก !

#ถุงยางยืนสองน้องPrEPยืนหนึ่ง เข้าใจยังทีนี้ !!

มันจะมีคนประเภทนึงที่ชอบด่าคนอื่นสำส่อนแต่ก็เคยเปลี่ยนผัวเปลี่ยนแฟนเปลี่ยนคู่นอนมาแล้วไม่ต่ำกว่าหนึ่งคน ! และนั่นคือเสี่ยงหมดค่ะ เปลี่ยนมาก เปลี่ยนน้อย เปลี่ยนบ่อย เปลี่ยนไม่บ่อย #เสี่ยงก็คือเสี่ยง #แค่ครั้งเดียวที่พลาดก็เพียงพอแล้วต่อการติดHIV

314 Nameless Fanboi Posted ID:7YohCiN0zb

📌 #นิยามใหม่ในการใช้ เครื่องมือในการป้องกัน HIV และลำดับความสำคัญมาก-น้อย (สำหรับคนเลือดลบ HIV-)

🇹🇭 บทความนี้ หรือ ทฤษฎีนี้ และหลักการใช้ชีวิตนี้ ครอบคลุมคนทุกเพศทุกวัย ทุกคนในสังคม ! 🇹🇭

และคนเลือดลบ ใจร่มๆนะ ! .. ข้อมูลต่อไปนี้ อาจจะไม่ค่อยถูกใจคุณเท่าไร แต่มันถูกต้อง !

---------------------------------
เขียน เรียบเรียง และถ่ายทอดโดย : #พีทคนเลือดบวก
ตรวจสอบความถูกต้องของบทความ : พญ.นิตยา ภานุภาค หัวหน้าหน่วยงานป้องกัน(Prevention) ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย
---------------------------------

จะแจ้งข้อมูลใหม่ล่าสุดให้ทราบ มีรายงาน ที่เก็บข้อมูลจากสถานบริการตรวจเลือด HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ พร้อมทั้งเสนอบริการ PrEP ให้กับคนเลือดลบได้กิน (PrEP สำคัญกว่า ถุงยาง) ทั่วประเทศไทย ที่มีมีการรายงาน ในงาน Bangkok International Symposium on HIV Medication 2020 ที่ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15-17 ม.ค. ที่ผ่านมา พบว่า ...

✅ คนไทยประเมินความเสี่ยงผิด ว่าตัวเองไม่เสี่ยง จึงปฏิเสธการรับ PrEP ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่

👉ไม่ใช้ถุงยาง แต่บอกว่าตัวเองไม่เสี่ยง 51.43% 😱
👉 Sex Worker (พนักงารบริการทางเพศ) 9.33%,
👉 มีคู่นอนมากกว่า 1 คน (ใครพูดว่าชั้นยังซิงนี่ ให้พูดใหม่อีกทีนะ 🙄) 2.44%
👉 มีประวัติการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อน 1.15%

#ให้ตอบอีกทีสิ ว่าพฤติกรรมที่พูดมาทั้งหมดเนี่ย เรียกเสี่ยงมั้ย !

✅ ดูปากนัชชา นะคะ ! ... "พวกมึงเสี่ยงหมดเลยค่ะ ! เสี่ยงแต่ไม่รู้ตัวเองว่าเสี่ยง #ว่าที่คนเลือดบวกในอนาคตชัดๆ

315 Nameless Fanboi Posted ID:7YohCiN0zb

และไม่มีค่ะ เสี่ยงมาก เสี่ยงน้อย ! .. ถ้าเสี่ยง ก็คือ เสี่ยง !
ทุกพฤติกรรมทางเพศทุกพฤติกรรมเสี่ยงหมด !

#ฉนั้นเลิกนิยามและให้ความรู้กับสังคมในรูปแบบการประเมิณความเสี่ยงเชิงพฤติกรรม ... เพราะคนจะ Misperception(รับรู้มาผิด) แล้วก็จะ Misunderstanding(เข้าใจผิด) แล้วก็ผิดๆไป เรื่อยๆ #จนผลเลือดเป็นบวก 🤭

มาคะ พี่ในฐานะคนที่มีประสบการณ์ตรงในการใช้ชีวิตกับ HIV เอง และก็เป็นคนให้ความรู้พวกคุณด้วย #พี่จะสอนแล้วตั้งใจฟัง !

รู้มาก รู้เก่ง เวลาด่าพี่นี่ไม่คิดชีวิตเลย .. ว่า Misleading บ้าง Misinformation บ้าง ! อ้างตำราสุขศึกษาบ้าง !

เอ้าแหกตาค่ะ ! ... #พวกมึงยังไม่ได้ฉลาดขนาดนั้นค่ะ

จากประชากร on PrEP ในไทยตอนนี้ 10,000คน (สิ้นปี 2562)

มีการรายงานว่า มีผู้รับบริการที่ที่มาตรวจเลือดแล้วผลเลือดเป็นลบ แล้วยินดีรับ PrEP แค่ 1 ใน 3

หมายความว่า มีคน on PrEP ตอนนี้ 10,000 คน มีคนมาตรวจเลือด และผลออกมาเป็นลบ 30,000 คน

20,000 คนที่ปฏิเสธ PrEP เพราะการเข้าใจผิด (อันนี้โทษใครดีอะ ทำไมประชากรไทยมีความรู้น้อยขนาดนี้ กระทรวงศึกษามั้ย หรือ กระทรวงสาธาฯ หรือ รัฐบาลทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต)

นี่ถ้าจะพูดว่า #รัฐไทย ที่ดูแลเรื่องนี้ #มึงพาคนไปอยู่ในความเสี่ยงค่ะ

#กระชากวิญญาณอีกรอบ สำหรับ หน่วยงานรัฐที่คิดว่าจะหวังพึ่งได้ หึ 😒

316 Nameless Fanboi Posted ID:7YohCiN0zb

อ่านมาถึงตรงนี้ .. ชัดนะค่ะ ว่า คุณคนเลือดลบขา ! คุณมิงไม่ได้วิเศษวิโส มีความรู้มากมายก่ายกองใดๆเลย ในทางกลับกัน มึงควรนั่งลง และฟังจากกูค่ะ ก่อนที่ผลเลือดคุณมิงจะเป็นบวก !

วิธีการประเมินความเสี่ยงในยุค 2020 นี้ ! (นิยามเอง : เพราะทั่วโลกตอนนี้ เค้าเอาวิธีนี้ที่พีทคิดขึ้นมานี้ เอาไปใช้ทั่วโลกละคะ)

ขออนุญาตไม่แปะ Reference ถ้าอยากรู้ ก็ไปหาความรู้เอา ถ้าไม่เชื่อ ก็กด X ออกจากเพจนี้ไป !

#เราจะไม่ประเมินความเสี่ยงด้วย พฤติกรรมอีกต่อไป แต่เราจะประเมินความเสี่ยงโดยสถานะผลเลือด ที่มีอยู่ 5 แบบ (อันนี้พี่ก็นิยามเองนะคะนะ)

- Unknown : ไม่ทราบสถานะผลเลือด ไม่เคยตรวจ หรือ ตรวจนานเกิน 6 เดือน ❌ เสี่ยง .. ว่าที่คนเลือดบวก ❌
- Negative : คนที่รับการตรวจหา HIV แล้วไม่พบการติด HIV หรือ HIV Negative ❌ เสี่ยง .. ว่าที่คนเลือดบวก ❌

- Negative on PrEP : คนที่รับการตรวจหา HIV แล้วผลเป็นลบ และอยากจะมั่นใจว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะเจอใคร จะมีเพศสัมพันธ์แบบไหน (สด/ถุง)✳️ แล้วรับบริการ PrEP ทันที ซึ่งกินทุกวัน วันละ 1 ครั้ง ✅ คุณปลอดภัย และการันตีโดยองค์กรระดับโลก เช่น CDC, WHO, UNAUDS (หาข้อมูลเอานะ ขี้เกียจเอามาแปะ รุงรัง! อยากรู้ก็หาเอา)

- Positive : คือคนที่รับการตรวจแล้ว ผลเลือดออกมาเป็นบวก หรือ พบการติด HIV และขอรับยาต้านไวรัสทันที (Same-Day ART) ซึ่งคนในกลุ่มนี้ #คุณยังแพร่เชื้อได้ และเป็นอันตรายต่อคนอื่น แต่ไม่ต้องเสียใจ #รู้เร็วรับยาเร็วไม่แพร่เชื้อเร็ว .. ตั้งใจกินยา ให้ตรงเวลาอย่างน้อย 6เดือน-1ปี จนค่า Viral Laod หรือ ปริมาณไวในเลือด 1 cc น้อยกว่า 40 ❌ #คุณอันตรายต่อคนอื่น ณ ตอนนี้ ✅ แต่จะปลอดภัยหากเข้ารับการรับยาต้านทันทีในอีก 6เดือน-1ปีข้างหน้า

317 Nameless Fanboi Posted ID:7YohCiN0zb

- Positive Undetectable : ก็คือคนเลือดบวกที่รับยาต้านทันทีโดยไม่ต้องรอมีอาการ(ถ้ารอมีอาการ ก็วางแผนการตายล่วงหน้ารอเลย 😁) มีวินัยในการกินยา กินตรงเวลา ทุกวัน วันละ 1 ครั้ง อย่างน้อย 6เดือน-1 ปี ✅ คุณปลอดภัย คุณจะไม่ส่งต่อ HIV ให้กับใคร จะไม่มีใครติด HIV จากคุณอีกเลย และทุกๆ เซกซ์ที่เกิดขึ้น ของคนเลือดบวก Undetectable ทุกๆ เซกซ์จะปลอดภัยทั้งต่อคนเลือดบวกเองและคู่เซกซ์ของตัวเอง ไม่ว่าเซกซ์นั้น คุณจะมีเซกซ์แบบไหนก็ตาม (สด/ถุง)

สรุป
👉 UNKNOWN ❌ อันตราย ควรบอกให้เค้าไปตรวจ เพราะมีตัวเลขยืนยันว่า คนไม่ตรวจเลือด เกือบครึ่งนึง มี HIV แต่ไม่รู้ตัว ! ❌ และหลักเลี่ยงการมีเซกซ์กับคนสถานะนี้ ไม่ว่าจะถุง/สด !

(จงใจตีตราคน Unknown ครับ เพราะสถานะ เป็นสถานะที่จัดการได้ คุณพาตัวเองออกจากสถานะนี้ได้ โดยการไปตรวจเลือด ซึ่งถ้าคุณไม่ไปตรวจ #คุณคือปริศนาของคนในสังคม และสะท้อนความรู้ความเข้าใจ ว่าคุณรักและดูแลตัวเองแค่ไหน #ซึ่งพีทพบว่า คนไม่รักตัวเอง ไม่ดูแลตัวเอง เค้าก็จะไม่รัก และดูแลคนอื่นเหมือนกัน)

👉 Negative : เวลาผลเลือดออกมาเป็นลบ #อย่าดีใจและเรียกตัวเองว่าปลอดภัย ยัง! คุณยังไม่ไดปลอดภัย คุณแค่รอดเป็นครั้งคราวที่มาตรวจไป เพราะการตรวจเลือด ตรวจผลเลือดย้อนหลัง 30 วัน ฉนั้นตรวจเลือดวันนี้ ผลเลือดเป็นของ 30วันที่แล้วนะครับ (Window Period) ซึ่งไม่แน่ว่า 30วัน จากวันที่แสดงผลเลือด คุณอาจจะรับ HIV มาแล้วก็ได้ และจากผลสำรวจพบว่า "คุณไม่รู้ตัว ว่าคุณมีความเสี่ยง" แนะนำให้รับบริการ PrEP(จำเป็นต้องรับ,จริงจัง,มีผลต่อชีวิตของคุณเลย) และที่สำคัญ คุณต้องคอยลุ้นผลเลือดทุก 3 เดือน (ซึ่งมันไม่สนุก) ซึ่งถ้า on PrEP แล้วตรวจเลือดเป็นพิธิเพื่อติดตามโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ แต่ผลเลือดจะลบ ชัวร์ !

👉 Negative on PrEP : สถานะนี้ปลอดภัยจากตัวคุณเลย เพราะไม่ว่าคุณจะเจอคนสถานะไหน ผลเลือดอะไร มีเชื้อหรือไม่ มีเชื้อแล้วแพร่เชื้อได้มั้ย และไม่ว่า Sex นั้น สด/ถุง #คุณจะได้รับการป้องกันโดยไม่มีอะไรต้องลุ้นและกังวลเรื่องผลเลือดอีกต่อ

PrEP คือเครื่องมือในการป้องกัน HIV ลำดับที่ 1 (ทุกคนต้องรับ PrEP #นี่คือสารจากพีท)

ส่วนถุงยาง เป็นอันดับ 2 จะใช้หรือไม่ใช่ แล้วแต่สิทธิส่วนบุคคล

เพราะถ้า รับ PrEP + ถุงก็ปลอดภัยไปตั้งแต่ PrEP แล้ว ส่วนโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เค้าตรวจ และดูแลให้ครบวงจร รวมอยู่ในบริการ PrEP นั่นแหละ ฉนั้นจะสด จะถุงก็สบายใจ !

แต่ถ้าใช้ถุงอย่างเดียว และไม่ทาน PrEP(เพราะค่านิยมคนรู้น้อย ว่า PrEP คือคนมั่วกิน ในทางกลับกัน เค้าคือคนที่ปลอดภัย ที่คนในสังคม หรือคนที่ on PrEP ด้วยกัน ก็จะนัดเย็ดกัน ซึ่งจะสด/ก็ปลอดภัย)

ซึ่งถ้าคุณหวังพึ่งถุงยาง คุณพึงทราบว่ามีเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่นอกเหนือการควบคุมของคุณ และแค่ครั้งเดียวที่ถุงยางเกิด Error นั่นก็เพียงพอต่อการ #เป็นน้องใหม่คนเลือดบวก

"Fisrt Priority Tools To Prevent HIV is PrEP
Condom please step back. You're second"

"เครื่องมือในการป้องกัน HIV อันดับ 1 คือ PrEP
ส่วนพี่ถุงยาง ถอยหลังให้น้อง PrEP ยืนหนึ่งแทนที่หน่อยค่ะ "

👉 Positive : ❌ อันตรายต่อคนอื่น ณ ตอนนี้ แต่จะปลอดภัย และกลับมามีเซกซ์ได้อีกครั้งหลัง 6 เดือน-1ปี ไม่ว่าจะสด/ถุง กับคนสถานะอะไรก็ตาม

คำแนะนำ : ข่วงนี้ช่วยตัวเองไปก่อน ! ตั้งใจกินยา แล้วรอผลแลปออกมาว่า Undetectable Viral Load (VL<40) แล้วค่อยออกมาล่าเหยื่อ เครนะ !

318 Nameless Fanboi Posted ID:nrnThxevhG

วันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา เว็บไซต์ POZ Magazine เผยแพร่บทความ แคมเปญหนังผู้ใหญ่ (20+) ที่ทั้งสองคนเป็น ดารา AV ที่คนนึงเป็นตัวแทนของ Negative on PrEP และคนนึงเป็น Positive Undetectable(U=U) มาทำแคมเปญ โดยมี #มีเซกซ์แบบไม่ใช้ถุงยาง เพื่อเป็นการยืนยันว่า

U=U และ PrEP คือสิ่งที่ปลอดภัยแม้ไม่ใช้ถุงยาง !

อ่านบทความเต็ม : https://www.poz.com/article/safety-against-discrimination

เอาหละ ! .. มาเคาะกะโหลกคนไทยกันหน่อย .. ที่ผมเคยเขียนว่า #เย็ดสดแบบปลอดภัย แล้วเป็นกระแสดราม่าสะเทือนแผ่นดินเมืองพุทธ เมืองศีลธรรมอันดีงามขนาดนี้ รวมทั้งบุคคลากรทางการแพทย์กล่าวว่า ผม Misleading บ้าง Misconception บ้าง อ้างต่างๆนาๆ ว่าผมบิดเบือนข้อมูล ตัวอันตราย #มีใครจะสำนึกผิดมั้ย 🙄

Ref: #เย็ดสดแบบปลอดภัย 👉 https://www.facebook.com/pete.livingwithhiv/photos/a.337376670334681/605720816833597/?type=3

เนี่ยไงครับ .. ออกไปดูชาวโลกเค้าบ้าง นี่เค้าเป็น Professional HIV Positive Undectable Sex Worker และ Negative on PrEP Sex Worker! และนี่เค้าทำกันประเทศอังกฤษ ประเทศที่เพิ่งประกาศว่า จะเป็นชาติแรกในโลกที่ยุติปัญหาเอดส์ได้ (รายละเอียดจากโพสต์ก่อนหน้า)

เอาหละ !! ...

ผมก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ...
✅ เย็ดสดปลอดภัย มีอยู่จริง (ศึกษาให้ดีก่อนนะ)
✅ ข้อมูลที่ผมนำเสนอทุกอย่าง on Fact อยู่บนข้อเท็จจริง และอยู่กับความเป็นจริงด้วย
✅ ไม่ได้มีแค่ผม ที่พูดเรื่องนี้ .. เค้าพูดกันทั้งโลก !

ถ้าผมไม่มั่นใจอะไร ผมไม่พูดหรอกนะครับ ...

แต่สำหรับคนที่บอกว่า เย็ดสดเสี่ยงติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ(STIs) กับคนที่ on PrEP และจะทำให้คนที่ on PrEP ใช้ถุงยางน้อยลง !

ผมจะเอาสไลด์ที่พูดในงาน 22nd Bangkok International Symposium 2020 on HIV Medicine สดๆ เมื่อวานซืนว่า !

👉คนใช้ PrEP ไม่ได้ทำให้คนใข้ถุงยางน้อยลง
👉และคนใช้ PrEP และไม่ใช้ถุงยาง ไม่ได้ทำให้คนติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆมากขึ้นแต่อย่างใด เพราะมันถูก SCREEN & TREAT ไปตั้งแต่ตรวจเลือดก่อนรับบริการ PrEP แล้ว !

ไว้จะกล่าวต่อไป ...

ทั้งนี่ จะสด จะถุง เป็นวิจารณญาณส่วนบุคคล เป็นสิทธิส่วนบุคคล เป็นสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะสดหรือถุง ถ้าปลอดภัย คือจบตรงนั้น !

"เซ็กซ์สดอย่างปลอดภัย ไม่ใช่คน 'ไม่ดี' อย่างที่คนพยายามจะแบ่งกลุ่มความดีกันง่ายๆ ตามการใช้ถุง" - Anonymous

319 Nameless Fanboi Posted ID:GmeZaxFMHe

https://imgur.com/9wV1J3I

นี่คือรูปสุดท้ายของคุณโคบี้ ไบรอันท์ สุดยอดนักโปโลน้ำตลอดกาลในใจผม ทางเพจคนดำทำธุรกิจขอไว้อาลัยด้วยการหยุดความเคลื่อนไหวทุกอย่างของเพจเป็นเวลา 24 วินาทีครับ

ขอให้องค์ท่านฮารัมเบคุ้มครอง

#มิตรสหายคนดำท่านหนึ่ง

320 Nameless Fanboi Posted ID:QwXHDUuL/c

กำลังจะเลื่อนยศรอบใหม่ให้กับอีกหลายนาง ให้ยศระดับนายพัน
#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

321 Nameless Fanboi Posted ID:/VDMZUplg+

>>319 เพจนี่ก็แปลก ล้อคนดำแบบทั้งเผ่าพันธ์หัวเราะกันเอิ้กอ้าก แต่ล้อคนดำดังๆคนเดียวแม่งเบรคแดนซ์กันหมด

อยากจะเอดจี้ แต่ผิวบางกับเรื่องที่ตัวเองแคร์

322 Nameless Fanboi Posted ID:MbYMXyxsT7

>>319 ขำพวกมา triggeredในเพจ แม่งเคยดูบาสเก็ตบอลรึปล่าวยังไม่รู้เลย

323 Nameless Fanboi Posted ID:EkS+zjMnTC

ต้นทุนในกระบวนการยุติธรรม

กลุ่มคนที่ทำตัวทองไม่รู้ร้อนทางกฎหมายและเชียร์ฝ่ายเผด็จการ ชอบบอกว่า "ไม่ผิดแล้วจะกลัวอะไร" "ไว้ไปพิสูจน์กันในชั้นศาล" "ให้เป็นหน้าที่ของระบบกฎหมาย" ท่องเป็นคาถาจนแทบไม่เชื่อว่าบางคนเรียนกฎหมายทำงานด้านกฎหมายมาจริงจัง

หลายคนในสังคมไทยยังไม่รู้ว่า การใช้ชีวิตประจำวันตามปกติทั่วไปของเรา มีสิทธิ์ผิดกฎหมายได้ทุกขณะ อยู่ที่ว่าจะถูกหาเรื่องมาเอาผิดหรือไม่ เพราะกฎหมายไทยมีข้อกำหนดยุบยิบมากมายเต็มไปหมด แล้วแต่จะหาช่องมาเอาผิด ขึ้นอยู่กับว่าผิดน้อยหรือผิดมาก ผิดถึงแค่ไหน จะมีคนมาเอาเรื่องเมื่อไรเท่านั้นเอง ยิ่งสังคมบ้ากฎหมาย พอมีอะไรเดือดร้อนก็เอาแต่ว่าให้ออกกฎหมายมาบังคับ ลงโทษแรงๆ ยิ่งไม่รู้ตัวว่าทำให้เรื่องยุ่งยากมากขึ้น

พอตกมาในสังคมที่อำนาจเผด็จการไร้มาตรฐานเป็นใหญ่ ฝ่ายตัวเองทำอะไรก็ไม่ผิด ถ้าต่อต้านแล้วทำอะไรก็ผิด ยิ่งทำให้กฎหมายกลายมาเป็นเครื่องมือหาเรื่องกันง่ายๆ

ต้นทุนการต่อสู้ทางกฎหมายนั้นไม่ใช่เรื่องถูก แค่การถูกตำรวจออกหมายเรียกไปรายงานตัวก็ต้องเสียเวลาในวันทำงานไปแล้วเป็นวัน ถ้าถึงขั้นถูกจับกุมต้องฝากขังก็ต้องหาทรัพย์สินมาประกันตัวออกไปสู้คดี ไม่เช่นนั้นก็ต้องถูกจับเข้าคุกกร้อนผมล้วงก้นเป็นอาชญากรทั้งๆ ที่ยังอยู่ในขั้นเป็นผู้ต้องสงสัย

การประกันตัวนั้นถ้าไม่มีญาติพี่น้องมิตรสหายมาช่วยเหลือ ตัวเองถูกจับกุมอยู่คนเดียวจะมีปัญญาไหนให้คนมาเดินเรื่องให้ เพราะพอถูกจับก็ไม่มีสิทธิติดต่อหาคนภายนอกที่ไหนมาช่วยแล้ว ถูกยึดโทรศัพท์เครื่องมือสื่อสารหมด ยิ่งถ้าไม่ใช่คนดังมีคนรู้จักบ้าง ก็ติดคุกลืมหายไป จะไปหาหลักฐานพยานไหนมาช่วยสู้คดีได้ สุดท้ายก็ต้องยอมสารภาพไปแม้ตัวเองไม่ผิด เพราะติดคุกสั้นกว่าได้ลดหย่อนผ่อนโทษ

ในชั้นราชทัณฑ์เอง ก็ออกระเบียบมาลิดรอนสิทธิของผู้ต้องขัง ทั้งๆ ที่หลายคนก็อยู่แค่ขั้นต่อสู้คดี แออัดยัดเยียดมีผ้าห่มแค่สามผืนใช้นอน มีคนมาเยี่ยมมาติดต่อก็ยุ่งยากลำบาก เข้าใจว่าป้องกันการทุจริตหรือติดต่ออาชญากรรม แต่กลายเป็นว่าคนถูกลงโทษทั้งที่ยังไม่ผิดเต็มไปหมด

หลักทรัพย์ประกันตัวก็ไม่ใช่ถูกๆ สมมติถูกยัดยาบ้าเข้า ต้องหาเงินมาวางประกันเป็นแสนแล้ว คนจนถึงติดคุกฟรีกันมากมาย ต่อให้ชนะคดีพ้นข้อหาว่าบริสุทธิ์ได้เงินชดเชยวันละไม่กี่ร้อยบาท

ต้นทุนในทางผู้ต้องคดีก็เป็นประการหนึ่ง แต่ต้นทุนในกระบวนการยุติธรรมโดยรวมก็เสียหายไปอีกหลายด้าน

ตำรวจที่ได้รับคำสั่งไปจับกุมฝ่ายตรงข้าม อัยการ ศาล ต้องมาเสียเวลาทำคดีเรื่องไม่เป็นเรื่อง ทำเพื่อให้ศัตรูทางการเมืองเสียเวลา เสียแรง โดยใช้กลไกรัฐที่ทำงานด้วยภาษีประชาชนเสียหาย

คดีหนึ่งๆ ใช้เวลาข้ามเดือนข้ามปี กว่าตำรวจทำสำนวนส่งให้อัยการฟ้อง ศาลจะนัดพร้อม นัดตรวจหลักฐานพยาน นัดสืบคดี พิพากษา เสียเวลาที่ระบบยุติธรรมจะเอาไปดำเนินความยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับประชาชนจริงๆ ในทางอื่น

แทนที่ตำรวจจะไปบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชน ไปจับโจรผู้ร้ายปล้นชิงวิ่งราวฆ่า ก็ต้องมาเฝ้าคนธรรมดาที่เห็นไม่ตรงกับรัฐ แทนที่อัยการจะได้ไปส่งฟ้องคดีที่มีสาระหรือช่วยประชาชนที่เดือดร้อน ก็ต้องมาเสียเวลาฟ้องคดีการเมือง กำหนดนัดศาลที่แน่นเอี้ยดวุ่นวายอยู่แล้ว ก็ยิ่งแน่นมากขึ้นจนคดีค้างพอกพูน

ไหนจะองค์กรตรวจสอบทั้งหลาย ที่ต้องบิดเบือนกฎหมายให้เข้ากับประสงค์ที่ผู้มีอำนาจสั่งมา จนกฎหมายที่ดีไม่เป็นกฎหมาย ส่วนกฎหมายแย่ๆ ที่ออกมาเพื่อเอาผิดคนฝั่งตรงข้ามก็บิดเบี้ยวใช้ต่อไปจนคนธรรมดาสามัญสุจริตทำงานได้ยาก ดูกรณีเรื่องอปท.ฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้ากับ สตง. ที่มาเอาเรื่องจนโรคพิษสุนัขบ้าระบาด

คนเรียนกฎหมายในยุคนี้ ถ้ามองด้วยสายตาเป็นธรรมตรงไปตรงมาแล้วไม่เห็นความผิดเพี้ยนพิกลพิการของกระบวนการยุติธรรม ก็นับว่าสูญเปล่าทางการศึกษาแท้ๆ

ขอให้โดนความอยุติธรรมกับตัวบ้างให้รู้สึกสักที

324 Nameless Fanboi Posted ID:09v7UaofuR

>>319 โพสต์หายไปละมีใครแคปไว้ไหม

325 Nameless Fanboi Posted ID:q4qtRMqEe/

>>324 สงสัยโดนรุมรีพอร์ตจนโพสปลิวมั้ง

326 Nameless Fanboi Posted ID:.TD+gdZS2P

เชื้อไวรัสโคโรน่าไม่เห็นน่ากลัวเลย รักษาก็หาย
แต่
เชื้อไวรัสประสาทแดกสมองสิน่ากลัวกว่า ไปรักษายังแถมาด่าอีก
#มิตรสหาย1

327 Nameless Fanboi Posted ID:Gidxzg5sme

[REPOST from 2015]
.
จากการสนทนากับเพื่อนๆพี่น้องเกี่ยวกับการทำงานและบริหารจัดการเวลา ผมพบว่าในช่วงนี้พวกเรากำลังนิยมเรื่อง The power of Less, Less is More หรือประมาณว่า "ทำน้อยให้ได้มาก"
.
เป็นเรื่องที่ผมสนับสนุนแน่นอนครับ แต่ผมคิดว่าหลายๆคนอาจจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับประโยคนี้นิดหน่อย (เข้าใจผิดนิดหน่อยแต่ส่งผลมหาศาล)
.
"ทำน้อยให้ได้มาก" หมายถึงให้เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งหรือสักงานสองงานที่จะสร้างผลลัพธ์สูงสุดให้เราก็พอ
.
ไม่ได้หมายความว่าให้เราแบ่งเวลาไปทำงานน้อยลงแล้วคาดหวังว่าจะได้ผลลัพธ์เยอะขึ้นนะครับ! (จริงๆก็สามารถทำได้ครับ แต่ไม่ใช่ได้ตั้งแต่เริ่มต้นแน่นอน)
.
นั่นคือให้เราทำงานหนักเหมือนเดิมล่ะครับ แต่ให้ทำแค่งานหรือสองงานที่สามารถสร้างผลลัพธ์สูงสุดได้ก็พอ
.
ผมอยากบอกว่ามหาเศรษฐีทุกคนพูดเรื่อง Hard work เสมอครับ เพียงแต่เราต้อง Hard work ให้ถูกที่เท่านั้นเอง แล้วก็อย่าไปหลงกับพวกวิถีที่จะพาเราไป "รวยทางลัด" เยอะเกินครับ ไม่อย่างงั้นเราอาจจะติดอยู่ในกับดักจนหลวมตัวไม่ขึ้น!

328 Nameless Fanboi Posted ID:kulZRrblDa

มีเพื่อนคนหนึ่งขึ้นสตอรี่ไอจีว่า ปกติไปเดทกับฝรั่งก็จะคุยเรื่องการเมือง ความเท่าเทียม สิทธิสตรี เรื่องก้าวหน้า บลาๆ ซึ่งผู้ชายไทยมีให้ไม่ได้หรอก ก็เลยทักไปแซวว่า อุตส่าห์คุยประเด็นเรื่องก้าวหน้าแต่ดันสเตอริโอไทป์ผู้ชายไทย ตลก

329 Nameless Fanboi Posted ID:47Kw7aw7II

ของปลอมในระบอบประชาธิปไตย.
......
เวลาอยู่ในห้วงวิกฤตจริงๆ จะเห็นชัดว่า รัฐบาลที่มาจากพื้นฐานการยึดอำนาจแต่ใช้ประชาธิปไตยเป็นเปลือกหุ้มนั้น แทบจะไร้น้ำยาในการรับมือ เพราะพื้นฐานมาจากข้าราชการประจำที่เคยชินกับการรับคำสั่งจากฝ่ายการเมือง พอวันหนึ่งที่ตัวเองต้องมาเล่นบทบาทนี้มันไปไม่เป็น กระอักกระอ่วน ไม่กล้าตัดสินใจ ไร้มาตรฐานทางกฎหมาย ไหนจะพบกับการตรวจสอบรายวันจากฝ่ายค้าน สื่อมวลชน และประชาชนยุคโซเชียลมีเดีย ไม่กล้าเสี่ยง และเพลย์เซฟแก้ตัวไปเรื่อยๆ รวมทั้งตอนนี้ก็ยังไม่เห็นบทบาทผ่านสภาผู้แทนราษฎรด้วย ทั้งที่น่าจะเป็นกลไกช่วยตัดสินใจหลายเรื่องที่สำคัญต่อการรับมือวิกฤตการณ์ แต่ก็ปล่อยให้กลไกราชการระดับล่างรับมือกันเอง ประชาชนที่เขาเดือดร้อนก็ปล่อยไปตามยถากรรม

ซึ่งหากย้อนเวลาไปได้สักสองปีก่อน หากไวรัสโคโรน่าระบาดในช่วงเวลานั้นคงจะดีกว่าสำหรับพลเอกประยุทธ์ เพราะเป็นรัฐบาลเผด็จการโดยตรง ออกคำสั่งได้โดยไม่กระดาก แต่จะได้ผลดีหรือพังพินาศก็บอกยากอีก เพราะไม่ยอมให้มีการตรวจสอบ หรือบีบให้สื่อในมือของรัฐนำเสนอแต่ด้านดีๆ

จุดอ่อนสำคัญของรัฐบาลที่มีพื้นฐานจากทหารคือความสัมพันธ์กับต่างประเทศ เพราะรัฐบาลต่างประเทศรู้ดีว่า ต่อให้จับล้างน้ำใส่เครื่องทรงประชาธิปไตยมาก็มีโครงสร้างอำนาจแบบแนวดิ่ง รมว.ต่างประเทศแทบไม่ได้รับความเชื่อมั่นเลย เพราะเขาตัดสินจากผู้นำประเทศ ถ้ามีบุคลิกที่ขาดความน่าเชื่อถือก็จบ เวลาเจรจาอะไรก็ต้องทุ่มหมดหน้าตัก ต้องยอมเสียมากกว่าได้ สุดท้ายจึงไม่เห็นอะไรคืบหน้าเลย (อันนี้อย่าอ้างว่าทหารมีทูตทหารประจำการประเทศต่างๆ นะ เพราะบทบาทหน้าที่แตกต่างกับการทูตประเทศ คนละเรื่อง)

ตรงนี้ต่างกับรัฐบาลประชาธิปไตยที่แท้จริง(ไม่ใช่ให้ผู้นำรัฐประหารไปตั้งพรรคมาลงเลือกตั้งภายใต้ความได้เปรียบคู่แข่งทุกทางแล้วไปป่าวประกาศว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ --พูดแล้วรู้สึกสมเพชปาก) ต่อให้ผู้นำฉลาด หรือดูไม่น่าเชื่อถือนัก แต่สิ่งสำคัญคือโครงสร้างทางอำนาจของรัฐบาลนั้นๆ หากมีนายกรัฐมนตรีกล้าคิดกล้าตัดสินใจก็ดีไป แต่ถ้าไม่เข้มแข็งนักก็มีสภาฯ ช่วยตัดสินใจดำเนินมาตรการเร่งด่วน ให้ทุกฝ่ายตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส(ซึ่งถ้าทำดี ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย ฝ่ายค้านก็ไม่เสี่ยงโจมตีหวังผลการเมือง เพราะมันพาเสื่อมไปทั้งขบวน แต่ที่ผ่านมามันมีเรื่องใดที่สังคมส่วนใหญ่เห็นชอบบ้าง) ซึ่ง รมว.ต่างประเทศที่ถูกคัดเลือกไปต้องเก่งจริง มีอำนาจตัดสินใจด้วย มีมาตรฐานทางกฏหมายและคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนในชาติเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

ผมไม่อยากบรัฟหรอก แต่วันก่อนฟังโฆษกพรรคพลังประชารัฐแล้วหงุดหงิด แต่ผมคิดว่าคนพวกนี้อาจเข้าใจผิดว่าการเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยแค่เลือกตั้งแล้วแต่งตั้ง ส.ว.มาช่วยเลือกนายกฯ และต่อให้ไม่ได้คะแนนอันดับหนึ่งก็ดูดพรรคการเมืองต่างๆ มาช่วยตั้งรัฐบาลแล้วก็จบ ซึ่งมันไม่ใช่ กลไกวิธีการได้มาซึ่งอำนาจของพวกคุณปัจจุบันมันห่างไกลกับคำว่า ประชาธิปไตยเต็มใบยิ่งนัก และเมื่อพิจารณาคุณภาพการบริหารประเทศในห้วงเผชิญวิกฤตการณ์ต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ ภัยพิบัติ หรือโรคระบาด มันก็ยิ่งเห็นชัดว่า ของปลอมนั้นมันต่างกับของจริงยังไง.

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

330 Nameless Fanboi Posted ID:Bfnd0Ogxcj

>>328 กูว่าสิทธิผญ.ในไทยนี่ก็โคตรเยอะแล้วนะจะเอาอะไรอีกเหรอ

331 Nameless Fanboi Posted ID:Z52UQj9Kjs

วันนี้สลิ่่มด่าควๅยแดงว่าชั่วช้าสารเลวแช่งให้ประยุทธ์เป็นไข้หวัดติดไวรัสตาย แต่สลิ่่มลืมคิดไปว่าพวกมันเคยด่ายิ่งลักษณ์แช่งชักทักษิณไว้อย่างไรกันบ้าง 555555 อยู่ๆสลิ่่มหน้าหีพวกนี้ก็กลายเป็นคนมีศีลธรรมขึ้นมาทันทึ.. เนี่ยคือความน่าสมเพชของพวกมัน

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

332 Nameless Fanboi Posted ID:X1ITCcF96b

>>330 ไม่เท่าตะวันตก = ล้าหลัง (LGBT ก็เช่นกัน ถ้าในเอเชียน่าจะไม่มีที่ไหนเสรีกว่าไทย แต่ไทยก็ยังไม่เท่าตะวันตก)

333 Nameless Fanboi Posted ID:wtV1RsHzXU

>>331 ทำไมไอ้ที่กูอ่านมันตรงข้ามวะ

334 Nameless Fanboi Posted ID:tNBpX/Hsmk

>>332 ไม่เท่าตะวันตกนี่หมายถึงอะไร หมายถึงไม่เสรีเท่าตะวันตกเหรอ มึงเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า
เอาจริงๆ LGBT ในไทยนี่อิสระและก้าวหน้าที่สุดในโลกเลยด้วยซ้ำนะ

335 Nameless Fanboi Posted ID:X1ITCcF96b

>>334 ไม่เสรีเท่าตะวันตกนะ อย่างหนึ่งที่คนเหล่านี้เอามาอ้างกันคือทำไมต้องออกกฎหมายรับรองสถานะคู่ชีวิตแยกต่างหาก ไม่ยอมแก้กฎหมายแพ่ง แบบนี้คือไม่เท่าเทียม (แม้เนื้อหากฎหมายจะเท่ากันก็เถอะ)

336 Nameless Fanboi Posted ID:iCvBiNsJ5z

อันนี้อีก สุดสลดใจ พ่อกับน้องเข้า รพ กักกันเรื่องเชื้อ ลูกคนโตเลยตายเพราะไม่มีคนไปดูแล(แม่น้องฆ่าตัวตายไปปีก่อน)
ลูกคนนี้พิการทางสมอง จนท ไปดูแลให้อาหารแค่ไม่กี่ครั้ง ป้าก็ป่วยเลยไปไม่ได้ พ่อโพสต์ในเว่ยป๋อ ตอนนี้โดนลบแอคเคาท์ไปแล้ว
.
เวลาเกิดอะไรแบบนี้ เรายอมรับว่า เกิดในประเทศพัฒนาแล้ว ยังไงก็ดีกว่าจริงๆนะ
ถ้าอยู่ประเทศด้อยพัฒนา ยังไงก็ต้องรวยหรือมีอำนาจมากๆ ถึงจะรอดชีวิตได้
.
ย้อนสาวไปถึงกระบวนการคิด ยันการศึกษา การจัดการวิกฤต การให้ราคาประชาชน การควบคุมสื่อ

337 Nameless Fanboi Posted ID:z7hmPcE2CN

>>335 ถ้ามองในแง่กฏหมาย บ้านเรามันล้าหลังทุกประเทศอ่ะ กูมองในแง่ของโอกาสและการยอมรับจากผู้คนในสังคมมากกว่า
ของตะวันตกต่อให้มีกฏหมายรองรับในแง่ต่างๆ แต่คนในสังคมก็ยังมองคนพวกนี้เป็นสัตว์ประหลาดอยู่ดี
กับเกย์นี่ไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่กับกะเทยที่แต่งหญิงนี่เรียกว่าอยู่ระดับล่างสุดของห่วงโซ่อาหาร เป็นตัวประหลาดของสังคมเลยล่ะ

338 Nameless Fanboi Posted ID:3Li70ybkiu

>>328 เกิดมามีหีในประเทศทุนนิยมคือเล่นเกมชีวิตในEasy Modeแล้ว จะถามหาสิทธิอะไรอีก

การที่มึงคุยกะฝรั่งได้คือตัวอย่างเลย มึงมีหีเลยคุยกับผู้ฝรั่งได้ ถ้ามึงเป็นผู้ชาย ฝรั่งหญิงจะมาคุยกับมึงไหม
ถ้ามึงไม่มีหี มึงจะแต่งเอาสัญชาติหนีไปอยู่ประเทศเจริญๆได้ไหม

ให้มึงเป็นผู้หญิงในประเทศที่ไร้สิทธิจริงๆอย่างประเทศบังโน่น ค่อยมาบ่น

339 Nameless Fanboi Posted ID:U1zAUxA7BA

>>329 กูจำได้ว่า สามัญประชาธิปไตยแท้ ยังจัดการได้เหี้ยกวาตอนนี่อีกนะ เพราะกล้วไก่พรรคพวกขายไม่ออกเลยปิดข่าว

340 Nameless Fanboi Posted ID:pYullFrnkz

เผด็จการ ประชาธิปไตย​ หรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์​ก็ใต้ตีน PC

341 Nameless Fanboi Posted ID:z7hmPcE2CN

>>340 Personal Computer ?

342 Nameless Fanboi Posted ID:akzINgaIV/

>>339 แล้วแต่กรณีปะวะ
ตอนซารส์ที่หนักกว่านี้ไม่เข้าไทยเลยนะ

343 Nameless Fanboi Posted ID:xaT6vP.2EP

หลังจากรบ.จีนห้ามปชชใช้โซเชียลวิจารณ์ไวรัสโคโรน่าในทางร้าย โดยเฉพาะห้ามวิจารณ์รบ.เรื่องจัดการไวรัสในทำนองว่าแก้ปัญหาไม่ดีพอหรือปิดข่าว ฯลฯ ใครวิจารณ์มีโทษถูกจับติดคุก7ปี ล่าสุดชาวเน็ตจีนเลยวิจารณ์โดยใช้โค๊ดลับแทน เรียกโรคระบาดไวรัสโคโรน่าว่า"เชอร์โนบิล" และเรียกปธน.สีว่า "ทรัมพ์"

344 Nameless Fanboi Posted ID:xaT6vP.2EP

>>341 political correctness

345 Nameless Fanboi Posted ID:xaT6vP.2EP

เนื่องในโอกาส WHO ประกาศ PHEIC (สภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ) แล้ว เลยขอเขียนถึงนิดหน่อย
.
.
Q: อะไรคือ PHEIC ?
.
A: PHEIC อ่านว่า Fake ย่อมาจาก Public Health Emergency of International Concern คือสภาวะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) จะประกาศเมื่อมีเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อสุขภาพของคนในระดับสากลได้ ถ้าไม่จำเป็น WHO จะไม่ประกาศเพราะมันจะกระทบอะไรหลายอย่างโดยเฉพาะเศรษฐกิจ และการจะประกาศ PHEIC ได้ ขั้นตอนคือยุ่งยากมาก
.
.
Q: ทำไม WHO ถึงตัดสินใจประกาศ PHEIC ?
.
A: ความจริงจีนอยู่ในระดับฉุกเฉินตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วแล้ว แต่ต่อให้คนจีนติดเป็นล้านคนแต่คนประเทศอื่นไม่ติด (ไม่มี Global Risk) WHO ก็คงไม่ประกาศ PHEIC เพราะมันเป็นกฎเกณฑ์ของการประกาศ และจากการแถลงข่าววันนี้ WHO พูดชัดว่า ที่ตกลงประกาศเพราะสถานการณ์นอกจีนล้วน ๆ เพราะเริ่มมีเหตุการณ์ติดจากคนสู่คนให้เห็นในประเทศต่าง ๆ แล้ว
.
.
Q: จะเกิดอะไรขึ้นบ้างหลัง PHEIC ถูกประกาศ ?
.
A: โดยรวมคือการยกระดับการป้องกันทั่วโลก เช่น ขอความร่วมมือประเทศสมาชิกตั้งระบบสกรีนผู้ป่วยตามด่านเข้าออกประเทศ ขอความร่วมมือหน่วยงานสาธารณสุขทั่วโลกให้ทำงานร่วมกันเรื่องนี้โดยเฉพาะ แนะนำการเดินทางที่ควรปิดเพื่อกันการระบาดของโรค (แต่ไม่บังคับ) ร่วมมือกันทั้งโลกทุกวิถีทางเพื่อยับยั้งเหตุการณ์นี้ให้ได้
.
และอีกหนึ่งที่เป็นพฤตินัยคือ การปิดประเทศไม่รับคนจากประเทศกลุ่มเสี่ยงก็จะมีเหตุผลมากขึ้นกว่าแค่การตกใจ
.
.
Q: WHO เคยประกาศ PHEIC กี่ครั้งแล้ว ?
.
A: ก่อนหน้านี้ 5 ครั้ง ได้แก่ หวัด 2009, โปลิโอ 2014, อีโบล่า 2014, ซิก้า 2016 และอีโบล่า 2018 ส่วน 2019-nCoV ถือเป็นครั้งที่ 6
.
.
Q: มีตัวอย่างของเหตุการณ์ใหญ่ที่ไม่ประกาศ PHEIC มั้ย ?
.
A: MERS ไม่ประกาศ เพราะการแพร่ระบาดมีอยู่ในวงจำกัด เลยไม่มี Global Risk ขนาดนั้น รวมถึงการระเบิดของโรงไฟฟ้าฟุกุชิม่าจนกากกัมมันตรังสีรั่วไหล WHO ก็ไม่ประกาศ PHEIC เช่นกัน
.
.
Q: PHEIC มีประสิทธิภาพแค่ไหน ?
.
A: ที่ผ่านมาห้าครั้งยังเห็นผลไม่ชัดเจน บางงานวิจัยออกมาบอกว่าไม่ต่างเท่าไหร่ บางงานวิจัยบอกว่าทุกอย่างดีขึ้นมาก จึงบอกความแตกต่างชัดเจนจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่ได้เท่าไหร่ ต้องรอดูครั้งนี้ที่เหตุการณ์ดู Global เท่าหวัด 2009 ว่าจะมีการปฏิบัติอย่างไรกัน
.
.
Q: ต้องตกใจมั้ย
.
A: มันน่าจะฉุกเฉินในสายตาทุกคนมาเป็นสัปดาห์แล้ว หายตกใจกันได้แล้วมั้งงงง
.
.
จบ

346 Nameless Fanboi Posted ID:WcuvSKbfbU

>>342 เพราะรัฐบาลเผด็จการทหารสั่งปิดข่าวครับ
#วงในบอกมา

347 Nameless Fanboi Posted ID:jfU1h98w5i

>>342 ตอน ซาร์ ... นักท่องเที่ยว จีน มันยังไม่ได้มาไทยเยอะนิ

348 Nameless Fanboi Posted ID:eSL+RNrW8v

>>342 ควายสัด

349 Nameless Fanboi Posted ID:bLnVveXp.4

>>347 แล้วไข้หวัดนกมันเทียบกับโคโรน่าได้เหรอ ? ถึงได้บอกว่าแล้วแต่กรณี งงอะไรป่ะวะ
>>348 no u

350 Nameless Fanboi Posted ID:pYullFrnkz

ลองวิชเชอร์มันพอร์ทลงได้ ทำใมกะอีแค่มอนฮนต์เวิร์ลมันจะพอร์ทลงไม่ได้ล่ะ ที่แค้ปไม่ทำลง nsw ก็เหมือนกับตอนที่เราสงสัยกันนั่นล่ะว่าทำใมแค้ปไม่พอร์ทจาก 3Dsลงวีต้า

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

351 Nameless Fanboi Posted ID:i3lw065+Oh

งามขนาดสองชะนียังอิจฉา
https://imgur.com/0pY9Hh9
#อีกะเทยท่านหนึ่ง

352 Nameless Fanboi Posted ID:xaT6vP.2EP

เห็นข่าวรัฐบาลจะซื้อประกันให้คนต่างชาติที่มาเที่ยวไทยเดือนละ 1.5-2 ล้านคนแบบฟรีๆ เพื่อสร้างความมั่นใจจากไวรัสโคโรน่า ถ้ามาไทย ติดเชื้อแล้วตาย ได้ 3 ล้านบาท (100,00 USD) ถ้าป่วย ได้ค่ารักษาคนละ 300,000 บาท (10,000 USD)

ในทางนโยบาย ผมว่ารัฐมีสิทธิทำได้นะ แต่มี 2-3 ประเด็นที่รัฐต้องตอบคำถาม

- ทำไมคนไทยไม่ได้รับประกันแบบนี้บ้าง ทำไมจ่ายให้แต่คนต่างชาติ ถ้าเราตายหรือติดเชื้อจากโคโรน่า ก็ควรได้ค่าชดเชยหรือเปล่า ทั้งที่เราเป็นเหยื่อด้วยนะเราอยู่เฉยๆ นักท่องเที่ยวเป็นคนเอามาติด ..ถ้าไม่มีนโยบายแบบนี้ คนไทยก็ไม่คิดไร แต่พอมีแบบนี้ คนไทยมีสิทธิคิดนะ

- นโยบายนี้จะช่วยให้คนต่างชาติมั่นใจขนาดไหนไม่รู้ ประเภทที่ตอนแรกไม่กล้ามา พอรัฐบาลไทยซื้อประกันให้ กูมาดีกว่า มันจะมีคนประเภทนี้สักกี่คน ในทางตรงข้าม พอมีนโยบายอย่างนี้ คนเสี่ยงเป็นโรคจริงๆ อาจอยากมาไทยนะ กินยาลดไข้ กดๆไข้ไว้ มาอยู่ไทย อย่างน้อยตายก็ได้ตังค์

- หรือที่มา อาจไม่ได้อยากมาตายที่เมืองไทยเพื่อได้สตางค์หรอก แต่รัฐโฆษณาขนาดนี้ แถมหมอไทยเก่งด้วย คนจีนที่ไม่สบาย หมอไทยรักษาหายกลับไป ชื่นชมหมอและการดูแลของไทยมากๆ ใครเสี่ยงเป็นโรคมาอยู่ไทยดีกว่ามั๊ย นโยบายแบบนี้ หากการกำกับควบคุมที่ชายแดนไม่รอบคอบ จะทำให้ไทยเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวที่เป็นโรคหรือเปล่า

- สุดท้าย นโยบายนี้จะทำให้คนต่างชาติที่ยังไม่เป็นโรคมั่นใจมาเที่ยวเมืองไทยแค่ไหนไม่รู้ ที่แน่ๆ ถ้าคนต่างชาติที่เสี่ยงติดเชื้ออยากมามากขึ้น ภาระจะตกกับคนไทยและหมอไทยมากขึ้นแน่นอน

ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้รังเกียจคนเป็นโรคเลย
ปัญหาไวรัสโคโรน่า เป็นปัญหาร่วมของมนุษยชาติ
เราจะผ่านมันไปร่วมกันได้
ด้วยความรู้ ความหวัง สติปัญญา น้ำใจของพวกเรา
แต่รัฐบาลอย่าทำไรที่อาจซ้ำเติมปัญหา หรือแก้ปัญหาหนึ่งแล้วก่อปัญหาใหม่เลย

ในฐานะรัฐบาลและผู้นำ ควรนำประชาชนรับมือปัญหาอย่างมีสติ มีเมตตา มีปัญญา เลิกไล่จับ Fake news เอาทรัพยากรที่ไปใช้ไล่จับ มาให้ความรู้และข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน ประชาชนเค้าเชื่อข่าวลือข่าวปล่อย เพราะรัฐบาลไม่สร้างความมั่นใจให้เค้า ไม่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องรวดเร็วเพียงพอ เผลอๆโต้ตอบด้วยอารมณ์เสียอีก

เฮ้อ ..อย่างไรก็ตาม เป็นกำลังใจให้คุณหมอและข้าราชการทุกท่านครับ เราโชคดีที่มีคุณหมอและข้าราชการที่เข้มแข็ง สู้ๆครับ คุณหมอสู้ๆ คนไทยสู้ๆ คนจีนสู้ๆ ..สู้เว้ยยยยยย

353 Nameless Fanboi Posted ID:2TVGdwT6Rn

Bond yield ไทยวันนี้ทำ All time low อีกแล้ว ยีลด์พันธบัตร 10 ปี ต่ำกว่า 1.30% ส่วนบาทอ่อนไม่หยุด เศรษฐกิจไทยน่าจะหนัก

354 Nameless Fanboi Posted ID:VY4t8UAvWt

>>353 บ่นบาทแข็งมานานพอบาทอ่อนก็บ่นอีก เอาใจยากจัง

355 Nameless Fanboi Posted ID:2TVGdwT6Rn

>>354 รู้จัก Bond yield ปะเหอะมึงอะ

356 Nameless Fanboi Posted ID:/14v0WCfg5

>>355 ที่เป็นสายลับไง

357 Nameless Fanboi Posted ID:PiE5RKp12n

ต่างชาติเล็งว่าปีนี้บาทจะอ่อนไป 33 อยู่นะ เจอแบบนี้เผลอๆ ทะลุไป 35 ได้เลย เป็นงั้นจริงส่งออกกับท่องเที่ยวปลายปีน่าจะพอชดเชยได้อยู่ แต่ต้นปีคงเจ็บหนักสุดๆ

358 Nameless Fanboi Posted ID:xaT6vP.2EP

ทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ข้อมูลว่า สสส. ได้ร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการยุติปัญหาเอดส์ พ.ศ. 2560-2573 ซึ่งมีเป้าหมายที่ต้องการบรรลุในปี 2573 รวม 3 ประการ คือ 1) ลดการติดเชื้อเอชไอวี รายใหม่เหลือไม่เกิน 1,000 รายต่อปี 2) ลดการเสียชีวิตในผู้ติดเชื้อเอชไอวี เหลือปีละไม่เกิน 4,000 ราย และ 3) ลดการเลือกปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องจากเอชไอวี ลงจากเดิมร้อยละ 90

ทั้งนี้ สสส.ได้ให้ความสำคัญกับการลดตีตราเลือกปฏิบัติ เนื่องจากที่ผ่านมามีผู้มีความเสี่ยงติดเชื้อหลายคนไม่กล้าตรวจเลือด เพราะกลัวการถูกตีตรา ส่งผลให้ขาดการป้องกันตัวเองและเกิดการแพร่กระจายเชื้อ สอดคล้องกับรายงานสุขภาพคนไทย ปี 2562 ที่ระบุว่า ประชาชนร้อยละ 76.9 ยังลังเลที่จะไปตรวจหาเชื้อ และคนส่วนใหญ่ร้อยละ 58.6 มีทัศนคติที่จะตีตราและเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อ สสส.จึงสนับสนุนการศึกษากฎหมายการห้ามเลือกปฏิบัติในหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว พร้อมทั้งทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและภาคีในการรณรงค์ส่งเสริมการใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ รวมถึงการป้องกันมะเร็งปากมดลูก

359 Nameless Fanboi Posted ID:fNhcr9FNes

ดวงอาทิตย์ใช้ไฮโดรเจนในปฏิกิริยาฟิวชั่น 4 ล้านตันต่อวินาที ที่สว่างจ้าให้เราได้เห็น
1 วินาทีใช้ 4 ล้านตัน
1 นาทีใช้ 4คุณ 60 ล้านตัน
1 ชั่วโมงใช้ 4x60x60 ล้านตัน
1 วันใช้ 4x60x60x24 ล้านตัน
1 ปีใช้ 4x60x60x24x365.4 ล้านตัน
ขี้เถ้ามันก็เป็นฮีเลียม (ไม่รู้ฮีเลียมมันไปอยู่ตรงไหน)
......
ดวงอาทิตย์ใหญ่ขนาดไหน....ความร้อนเดินทางจากแกนกลางจนถึงพื้นผิว ใช้เวลา 6 แสนปี

360 Nameless Fanboi Posted ID:0+4Gi2/hD7

บริษัทเราผลิตหน้ากากN95โดยเป็นสาขาของบ.แม่ที่ญี่ปุ่น
จะส่งออกไปตามออเดอร์ของบ.แม่เท่านั้น
ช่วงPM2.5 ระบาดเมื่อปีที่แล้ว มีหน่วยงานราชการที่นึงมาขอรับบริจาค
บ.เราก็บริจาคไป แล้วก็เริ่มลามมาบอกให้บ.เราผลิตแล้วขายในไทยให้ได้
ร้อนถึงประธานญี่ปุ่นต้องบินมาคุย อธิบายจนจบ เราก็นึกว่าเข้าใจแล้ว
พอมาปีนี้ ก็ยังโทรมาอีก โดยบอกว่าจากการประชุมกับท่านอนุทิน(อยากจะย้อน
จริงๆ อ้าว ไหนว่าท่านของคุณเค้าบอกว่าเอาอยู่) ต่อไปเราจะออกกฎหมายพิเศษ
บังคับให้บริษัทของหนูต้องผลิตแล้วจัดส่งให้ทางหน่วยงานนี้เป็นดีลเลอร์จำหน่ายในประเทศ
นี่เหรอ รัฐราชการ มาใช้วิธีบังคับหน่วยงานเอกชนแบบนี้
ทำไมไม่เจียดเงินซื้อเรือดำน้ำมาลงทุนสร้างโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยซะเองเลยล่ะ
แล้วแจกเป็นสวัสดิการให้ประชาชนไป
ระวังเหอะ คนญี่ปุ่นเค้าเริ่มเบื่อแล้ว อาจจะย้ายฐานกลับประเทศได้นะ
คือจะเก็บเงินค่าภาษี ค่าโน่นนี่นั่นอะไร ก็เสียตามที่เรียกเก็บทุกอย่าง
แล้วการจะผลิตอะไรซักอย่างมันไม่ใช่ว่าสั่งวันนี้แล้ววันพรุ่งนี้มันผลิตได้เลย
ยิ่งเป็นเรื่องสุขภาพ คนญี่ปุ่นยิ่งซีเรียส ถ้าเกิดเอาไปใช้แล้วเป็นอะไรขึ้นมา
มันคือความน่าเชื่อถือของบริษัทเลยนะ
พอมีปัญหาทีก็วิ่งมาที แบบนี้เค้าเรียกว่า ขายผ้าเอาหน้ารอดใช่มั้ยนะ

361 Nameless Fanboi Posted ID:QIEbYTc+EU

"เวปบอร์ดหรือว่าคอกโทรลว่ะควย"

- มิตรสหายNameless Fanboi ZAEno25z/B

362 Nameless Fanboi Posted ID:0+4Gi2/hD7

ปู่ไม่ได้ขายเครื่อง แต่ปู่ขายไลฟ์สไตร์ใหม่ของการเล่นเกมพก
เหมือนตอนยกตลาดไลฟสไตร์ Gameboy ให้ PSP ยึดไป แล้วคิดไลฟ์สไตร์เกมพกทัชสกีนNDSขึ้นมาแทน
พอไลฟสไตร์ทัชสกีนของ NDS โดนสมาทโฟนแย่งไปหมด ก็ไปทำตลาดที่สมาทโฟนไม่มีคือเกมจอ3D แต่ไปไม่รอด
งวดนี้แกเลยทิ้งตลาดเก่าทั้งหมดให้สมาทโฟนไปเลย แต่คิดดลาดใหม่ แทปเล็ตพาวเวอร์ฟูลไฮบริดเครื่องฮาร์ดคอร์แยกจอยแคชชวล ขึ้นมา แล้วมันก็รุ่ง
รุ่งไปจนกว่า มือถือจะเข้ามาแย่งตลาดนี้อีกครั้ง แกก็ต้องคิดค้นตลาดใหม่ขึ้นอีกเรื่อยๆ
เพราะยังไง นินก็มีคติ ไม่รบชนกับใครทั้งนัน้ ตลาดใหม่ลูกเดียว (อย่างNGC นี่ก็ไม่ได้ชนกับPS2นะ เพราะจริงๆมันออกแบบให้ติดจอข้างบน แล้วก็มีจอยwiimote ด้วย แต่มันพัฒนาไม่ทัน)
ใครที่ยอมเปลี่ยนไลฟสไตร์ ก็จะชอบ NSW มากๆ แต่ใครไม่คิดจะเปลี่ยนไลฟ์สไตร์ตัวเองก็จะมองว่าเครื่องนี้ห่วย ไม่มีเกมเล่น ที่ทับกระดาษ ก็ว่ากันไป
แต่ผมทึ่งนะ การพยายามเปลี่ยนไลฟ์สไตร์ลูกค้า ในยุคที่ของบริโภคเฟ้อจนเอาแต่ใจเนี่ย แทบจะเป็นการหาเรื่องให้ลูกค้าเกลียดแท้ๆ แต่นินก็กล้าเสี่ยงทำ
Like : ~Lord Buffalo~

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

363 Nameless Fanboi Posted ID:fNhcr9FNes

มีเรื่องจะมาเล่านิดหน่อย
คือ Grab food คนนี้มาสั่งพิซซ่า Order ทั้งหมดรวมกัน 1,800 บาท และทางร้านได้คีย์ Order ไปแล้วจัดทำ Order ใกล้เสร็จแล้วด้วย ลูกค้าก็โทรมายกเลิก Grab ซึ่งจะต้องออกเงินเอง แต่ลูกค้าไม่รับผิดชอบอะไรเลยติดต่อไม่ได้ คือเข้าใจนะหัวอกพนักงานบริการด้วยกัน เจอแบบนี้มันแย่มากๆ
#ฝากไว้ให้คิดสักนิดนึงสำหรับผู้ที่ใช้บริการGrab คุณไม่ควรทำแบบนี้ ใจเขาใจเรานะคะ เงินมันไม่ใช่น้อยๆ ตอนเขาถามว่าคุณยืนยัน Order เลยไหมคุณตอบยืนยัน พอเขาจัดหาออเดอร์ให้คุณแล้ว คุณกลับมา cancel เขา แย่มากนะคะ
( ทางเราก็ไม่รู้ว่าเขาจะแก้ปัญหายังไง ทางแอปจะรับผิดชอบหรือเปล่า แต่ทางเราสงสารเขานะคะ ที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้)
Pizza Company สาขาเคหะบางพลี
#ขออนุญาตคนในภาพค่ะ

364 Nameless Fanboi Posted ID:Kc1FqgSHKW

>>360 วงในฟังเขามานี่หว่า

365 Nameless Fanboi Posted ID:LZCfxehYTo

>>360 ทำไมไม่ให้องค์การเภสัชกรรม​ตั้งโรงงานผลิตเองวะ

366 Nameless Fanboi Posted ID:WCGHO3LGgS

>>365 เงิน

367 Nameless Fanboi Posted ID:aPDzdNFunC

เมื่อนักท่องเที่ยวจีนหดหาย เป้าหมายใหม่ของเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นก็เริ่มพุ่งเป้ามาที่คนไทยทันทีเลยค่ะ! 😊🇹🇭

เมื่อNHK เริ่มทำสกู๊ปสัมภาษณ์นักท่องเที่ยวไทย ดิฉันทราบได้ทันทีเลยค่ะ ว่านี่คือการพยายามหาเป้าหมายใหม่ให้กับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น

เนื่องจากวันนี้ WHO เพิ่งประกาศให้ไวรัสCorona เป็น "ความฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” ไปเรียบร้อย และมีการคาดการว่าประเทศจีนจะประกาศวันหยุดปีใหม่จีนยาวไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ อาจจะทำให้กระทบการท่องเที่ยวของที่ญี่ปุ่นเป็นอย่างมากเลยค่ะ ดิฉันเองก็แอบคิดอยู่ว่าทางรัฐบาลญี่ปุ่นจะจัดการอย่างไรกับปัญหานี้ แต่ไม่ทันข้ามวัน การเสนอข่าวที่เริ่มเจาะไปที่นักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายลำดับ2 ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็วเชียวค่ะ!

กลุ่มนักท่องเที่ยวอันดับ2 นี้ จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากพรี่ไทยเราเองนี่แหละค่าาา🇹🇭😊 คุณๆทราบกันไหมคะ ว่าญี่ปุ่นเคยจัดลำดับนักท่องเที่ยวตามจำนวนที่เข้าประเทศมา และแบ่งตามสัดส่วนการใช้จ่าย แน่นอนค่ะ ว่านักท่องเที่ยวจีนเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนที่เยอะที่สุด แต่คุณทราบไหมคะว่าประเทศไหน มีค่าใช้จ่ายต่อหัวที่มากที่สุด.....แท่น...แทน....แท๊นนนน ก็พรี่ไทยเราเองนี่แหละค่าาา 😆🇹🇭

ในข่าวเขียนว่าเป็นเพราะค่าเงินไทยแข็ง คนไทยเลยเริ่มเข้ามาเที่ยวญี่ปุ่นมากขึ้น และที่ดิฉันเคยฟังจากในข่าวเมื่อปีที่แล้ว ข่าวในญี่ปุ่นเสนอว่า คนไทยใช้การจับจ่ายไปกับของกินมากที่สุดเลยค่ะ และมักจะเป็นการจ่ายของกินที่มีคุณภาพ ราคาสูง ไม่ว่าจะเป็นซูชิ เนื้อย่าง รึราเมงร้านrecommendation ในส่วนของการจับจ่ายสิ่งของเครื่องใช้แล้ว ก็เรียกได้ว่าพรี่ไทยเราก็ขนนนนน กลับไปกันเป็นกล่องใหญ่ๆกันอยู่ร่ำไปเลยค่ะ ดังนั้นแล้ว เมื่อนักท่องเที่ยวจีนหดหาย เป้าหมายของเศรษฐกิจการท่องเที่ยวญี่ปุ่นก็หันลูกศรไปทางนักท่องเที่ยวไทยได้อย่างชัดเจนเลยค่ะ ซึ่งเราอาจจะได้เห็นแคมเปญอะไรออกมาล่อใจเราชาวไทยกันอีกแน่นอน อาจจะต้องคอยดูต่อไปนะคะ😊🇹🇭🍣🍱🍜🍛🥩

ขอบคุณภาพจาก NHK NEWS ค่า

368 Nameless Fanboi Posted ID:qrywNvs.na

>>367 คนไทยจนจะตาย เศรษฐกิจก็ไม่ดีมา5ปีล่ะ จะอดตายกันล่ะ จะมีเงินไปเที่ยวนอกใด้ไง ....5555

#มิตรสหายท่านหนึ่งคอมเมนต์ตอบ

369 Nameless Fanboi Posted ID:rZt8/m4imL

ที่จีนโชคดีที่ % การแพร่ระบาดในเมืองใหญ่อื่นๆ เทียบกับ population แล้ว % น้อยกว่าเมืองหลักของประเทศอื่นๆเพราะ
.
พวกตู้ ATM กับ ระบบชำระเงินขนส่งมวลชน ใช้หน้า หรือ มือถือแตะได้หมดแล้ว
.
ประเทศที่จะเป็นเสือตัวที่ 5 มา 20 ปี เผลอๆอาจจะมีปลอดภัย และแก้ปัญหาได้น้อยกว่า ที่จีนอีก

370 Nameless Fanboi Posted ID:OiXs3AUkyX

>>369 กูว่าปิดตัวเลขมากกว่า มีหลายข่างเล่นเรื่องนี้เหมือนกัน อย่างลงว่าปอดบวมแล้วเผาเลยก็มี

371 Nameless Fanboi Posted ID:rWGYq0LOcn

>>368 ตลาดบนรวยขึ้นไง ทุนใหญ่โต พวก บ. ที่ดีลกับทุนใหญ่ก็พลอยเกาะไปด้วย คนในส่วนนี้จำนวนน้อยแต่กระเป๋าหนัก ส่วนตลาดล่างตายเกลื่อน

372 Nameless Fanboi Posted ID:caZ5xDSwvE

ตอนลูกชายฉันเป็นวัยรุ่นเขาอยากสักมากฉันขอร้องเขาว่าอย่าสักเลยแม่ไม่เคยขอร้องอะไรมาก่อนแม่ขออย่าสักและระเบิดหูรูใหญ่ๆที่วัยรุ่นชอบทำแล้ววันที่เขาต้องดีใจที่เขาไม่ได้สักและระเบิดหูก็มาถึงเมื่อเขาสอบติดผู้พิพากษาเขาเล่าว่าผู้พิพากษามีรอยสักเขาไม่รับและมีบางคนสอบติดอัยการแต่เขาระเบิดหูมาตอนเป็นวัยรุ่นก็ต้องจำใจสละสิทธิ์เพราะเขาไม่รับเช่นกัน

373 Nameless Fanboi Posted ID:caZ5xDSwvE

จีนประกาศ ประชาชนคนไหนวิจารณ์เรื่องโคโรน่าไวรัสในทางร้าย ในโซเชียลมีเดีย จับติดคุก 7 ปี ข้อหาทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยของสังคม มีหลายคนถูกจับ รวมหมอด้วย

vice.com/en_us/article/g5xykx/you-can-now-go-to-jail-in-china-for-criticizing-beijings-coronavirus-response

374 Nameless Fanboi Posted ID:gRa1JwESSA

อยากให้สื่อต่างๆใจเย็นเรื่องพาดหัวข่าวการค้นพบยาใหม่ที่โรงพยาบาลราชวิถีนิดนึง

เราต้องแยกเรื่องกันนะครับ

การที่ค้นไข้ nCoV ที่มีอาการหนักดีขึ้นถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก การทุ่มเทของอาจารย์แพทย์และบุคลากรในการรักษาเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม

แต่ fact ในการนำเสนอข่าวเป็นอีกเรื่องที่ละเลยไม่ได้

1. นี่ไม่ใช่การค้นพบยาใหม่ อย่างที่เพจอาจารย์ Infectious ง่ายนิดเดียว ท่านอธิบายให้ฟังแล้ว ยาทั้งสามตัวเรามีใช้กันอยู่แล้ว

2. การนำยาต้าน HIV ทั้งสองตัวคือ ritonavir กับ lopinavir มาใช้ในผู้ป่วย nCoV ต่างประเทศใช้มาก่อนแล้วและกำลังทำการศึกษาที่เป็น controlled trial ซึ่งเริ่มมาซักพักแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่

3. เหตุผลที่ต้องทำการศึกษาที่เป็น controlled trial คำว่า controlled คือการควบคุมปัจจัยร่วมอื่นของกลุ่มที่ได้กับไม่ได้ยา เพื่อยืนยันว่าการที่คนไข้ดีขึ้นมาจากยาที่เราให้จริง

4. เคสที่ราชวิถี เป็นการให้ยา oseltamivir เพิ่มเข้าไปด้วย แต่เราไม่สามารถรู้ได้ว่าการที่คนไข้ดีขึ้นมาจาก ritonavir/lopinavir หรือ oseltamivir กันแน่ หรือเกิดจากการที่ต้องใช้รวมกันจริงๆ เป็นแค่ single case report

เพจผมคนอ่านไม่เยอะแต่อย่างน้อยก็พอมีคุณหมอเข้ามาอ่านบ้าง จะได้ช่วยกันอธิบายครับ เพราะบางทีสื่อก็พาดหัวจนอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดได้ครับ

375 Nameless Fanboi Posted ID:caZ5xDSwvE

ปัญหาผู้นำโง่
%%%%
ไม่ต้องเป็นอัจฉริยะ ก็ควรสรุปบทเรียนจากประสบการณ์ที่ผ่านมาได้เองว่า....

ระบอบประชาธิปไตยจัดการกับผู้นำโง่ได้ดีกว่า ด้วยการโหวตเขาออกจากตำแหน่งอย่างสันติและถูกกฎหมายในการเลือกตั้งครั้งถัดไปไม่เกิน ๔ ปีข้างหน้า

แต่ระบอบไม่ประชาธิปไตยกลับจัดการอะไรกับผู้นำโง่(ที่ไม่ยอมรับว่าตัวเองโง่และหัดเรียนรู้จากคนอื่นบ้าง)ไม่ได้เลยหากผู้นำโง่ไม่ยอมลงจากอำนาจแต่กลับอยากสืบทอดอำนาจต่อไปอีกยี่สิบปี

ในกรณีนี้ นักสร้างอัจฉริยะก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เสียและกลบเกลื่อนความหลงผิดของตัวเองด้วยความเงียบอันดังสนั่นก้องสองหู

376 Nameless Fanboi Posted ID:DEL8bRbFl1

เดทแรกเมื่อวันที่18ที่ผ่านมา เดทกับหนุ่มจีน
เราไม่ยืนค่ะ เค้าก็ถามว่ายูทำไมไม่ยืน ทำไมเป็นคนแบบ​นี้? เราบอกเราไม่อิน แต่หนุ่มจีนคนนั้นไม่ยอมฉุดให้ลุกให้ได้แล้วถามเราว่า ยูไม่ใช่คนไทยเหรอ?
นี่เลยถามว่าแล้วยูเป็นคนไทยเหรอ? เงียบแต่ขอให้เราช่วยยืนหน่อย เลยยืนเป็นเพื่อน เราโดนเทค่ะ55

377 Nameless Fanboi Posted ID:tLs8LIMl1S

ทีม io ของ #อนาคตใหม่ เก่งจิง
เรายอมรับเจอแผน 1 คน 10 แอค
เข้่าไปครองหมดเลยทั้งทวิต
พวกเขาสามารถปั่นแฮชแท๊ก
่ปล่อย fake news บิดเบือน
คำพูดนายกๆได้สบายๆ ใครฉลาดจะดูออก แต่ส่วนมากจะโง่
ปกติเวลามีเหตุแบบ
#ไวรัสโคโรน่า ระบาดคนไทยจะมีน้ำใจ
แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว มีแต่ความขัดแย้งจากธนาธร

เราเข้าใจการเข้ามา reply ของทุกคนนะ
หัวหน้าพวกคุณคงสั่งมาแบบนี้
ฝากไปบอกหัวหน้าพวกคุณด้วยว่า
ุถ้าสักวันโดนแฉขึ้นมาเมื่อไหร่
ระวังไม่มีแผ่นดินจะอยู่
โดยเฉพาะไอเชี่ยบูด

378 Nameless Fanboi Posted ID:CMxVio/cQJ

“ความยากในอาชีพของผม คือการปฏิเสธคนที่มาจอดรถในที่สำหรับคนพิการ พอผมบอกว่า ‘ตรงนี้จอดไม่ได้นะครับ’ คนส่วนใหญ่มักตอบว่า ‘ขอจอดแป๊บเดียว’ ผมต้องยืนยันว่าจอดไม่ได้ แล้วบอกว่าขับเลยไปอีกหน่อยจะมีที่จอด การปฏิเสธคงไปขัดใจ บางคนเลยไม่พอใจแล้วเหยียบคันเร่งเต็มที่ออกรถไปเลย ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาก็เดือดร้อนคนอื่นอีก หรือบางคนหาว่าผมขึ้นเสียง ทั้งที่ผมปฏิเสธไปธรรมดา เรื่องนี้เกิดขึ้นเป็นประจำ พอเจอบ่อยๆ ยอมรับว่าอึดอัดนะ บ่นกับเพื่อนบ้าง แต่ทำอะไรไม่ได้หรอก อาชีพ รปภ. คืองานบริการ ใครว่าอะไรมาก็ต้องสุภาพ ทำใจอย่างเดียว เวลาเจอคนแบบนี้แล้วคุยไม่รู้เรื่อง ผมไม่คุยด้วยนะ เรียกหัวหน้ามาคุยแทน แล้วตัวเองเดินหนีเลย”

379 Nameless Fanboi Posted ID:b46HIumwzq

สื่อจีนกล่าวว่า ในขณะนี้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยเป็นมิตรที่ดีที่สุดในอาเซียนที่คอยดูแลช่วยเหลือและให้กำลังใจคนจีน ประเทศไทยนับเป็นมิตรในยามยาก เหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน

380 Nameless Fanboi Posted ID:GuquewzCOV

ไม่รู้จะรักโลกยังไงล่ะตอนนี้ - - ผมแยกขยะรีไซเคิลมาตลอดเลยนะ แม้แต่ขยะสดก็ยังเอาไปไส่หลุมหมักทำปุ๋ย ที่รีไซเคิลใด้ก็ยกให้ซาเล้งไปฟรีๆ

ตอนนี้ลุงซาเล้งคนนั้นแกไม่มาอีกแล้ว เห็นว่าร้านรับซื้อของเก่าโดนผลกระทบจากที่รัฐบาลนำเข้าขยะ ทำให้ร้านรับของเก่าขาดทุน เลยปิดชั่วคราว ถ้ารัฐไม่ทำอะไรอีกสักปีก็คงปิดถาวร

ขยะที่เคยรีไซเคิลใด้ก็เลยกลายเป็นขยะที่ต้องทิ้ง แล้ววันนึงๆ เยอะมาก น่าเสียดายแทบบอกไม่ถูกเลย

ต่อให้ผมมี 2080ti สัก 20 ใบ แล้ว undervolt ทุกใบ ก็เทียบไม่ใด้เลยกับมลพิษที่ขยะเหล่านั้นสร้างขึ้นมา เศร้า นโยบายเดอะเบส

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

381 Nameless Fanboi Posted ID:GuquewzCOV

ขอคำปรึกษาหน่อยได้ไหม ประมาณกลางพย กูกับเพื่อนสนิทเมาแล้วดันเผลอมีอะไรกัน สดนะ วันต่อมากูก็ไปซื้อยาคุมฉุกเฉินให้มันแดกแล้ว แต่แดกช้าเพราะกว่าพวกกูตื่นบ่ายสาม กว่าจะได้แดกน่าจะสี่โมงเย็นกว่าได้ เอาเป็นว่ากว่าจะได้แดกก็หลังเอากันมาหลายชั่วโมงมากๆแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร พวกกูตกลงกันได้ ว่าปล่อยผ่าน แต่เพื่อนกูก็มีวิตกจริตว่ากลัวจะพลาดท้องมาเนื่องๆ อีก 2 อาทิตย์กูเลยไปซื้อที่ตรวจมาตรวจกัน ช่วงต้นๆ ธค จำวันที่ไม่ได้ผลขึ้นขีดเดียว พวกกูก็โล่งไป คิดว่าจะจบ แต่ดันไม่จบว่ะมึง เดือนนั้นเมนท์มันเสือกไม่มาหลังหยุดยาวปีใหม่เลยไปซื้อมาตรวจกันอีกรอบ ทีนี้ขึ้น 2 ขีด เลยไปตรวจ รพ ซ้ำอีกรอบ ชัดเจนท้อง 2 เดือน ก็ต่างคนต่างช๊อค กูก็ถามมันนะว่าช่วงได้มีอะไรกับใครนอกจากกูไหม มันก็บอกไม่มี แต่ถ้าไม่เชื่อรอคลอดค่อยตรวจก็ได้ กูก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่กูก็คิดว่าลูกกูนี่แหละ จากอายุครรภ์ แล้วก็นิสัยเพื่อนกู แล้วช่วงนี้มันก็ไม่ได้มีแฟนด้วย ก็เลยคุยกันว่าจะเอาไง สรุปนะคือความเต็มใจของทั้งสองฝ่าย ไม่ทำแท้ง ช่วยกันดูลูก ค่าเลี้ยงดูหารครึ่ง แต่รีเลชั่นระหว่างพวกกูคือเพื่อนเหมือนเดิม เพราะต่างคนต่างไม่ได้รู้สึกอะไรกันในแบบนั้น ก็เหมือนจะจบ แต่ก็ไม่จบอีกว่ะ เมื่ออาทิตย์ก่อนเพิ่งไปสารภาพกะที่บ้านทั้งสองฝ่าย คุยบ้านกูก่อน แม่กูก็เลยถามประมาณแต่งงานกันไหม ไหนๆก็พลาดไปแล้ว เป็นเพื่อนกันมานานอยู่ด้วยกันก็ไม่น่ามีปัญหาแค่เปลี่ยนสถานะ พวกกุเลยอธิบายไว้ว่าตกลงกันว่าไง แม่กูก็บอกว่าบ้านเพื่อนกูไม่น่ายอมนะ ให้ไปคุยพร้อมกันเลยดีกว่า ย้อนนิดนึง กูกับเพื่อนรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนนะ 19 ปีได้ เป็นเพื่อนสนิทกันอยู่กลุ่มเดียวกัน จนตอนนี้คือทำงานกันหมดละ พ่อแม่เลยสนิทกันไปด้วย ก็เลยได้ไปบ้านเพื่อน อธิบายหมดแหละ แล้วพ่อกะแม่เพื่อนก็คือไม่ยอมจริงๆ เขาอยากให้แต่งกัน บ้านเพื่อนกูเขาจะไฮๆนิดนึง ค่อนข้างมีฐานะมีหน้ามีตา ที่บ้านเขาก็ไม่ยอมให้ลูกท้องแบบไม่ได้แต่ง ที่บ้านกูก็ไม่ได้บังคับแต่ก็เห็นดีเห็นงามด้วย เขาก็เหมือนตกลงกันเอง กุกับเพื่อนก็ไม่รู้จะพูดยังไง เพราะทำงามหน้าไว้ แล้วคือโดนดุกันยับไปแล้วด้วยก่อนหน้านั้น หน้ากูนี่ชา เหมือนเขาเห็นกูเป็นลูกคนนึง ทำไมทำให้ผิดหวัง ยาวไปๆ เพื่อนกุก็โดน ก็เลยเงียบๆไม่เถียง แล้วมาคุยกับเพื่อนหลังจากนั้นเอา มันก็ไม่โอเคมึง ถามว่าอยู่ด้วยกันได้ไหม มันก้ได้แหละ แต่มันไม่ได้คิดกันในแง่นั้นไง ถ้าพวกกูคิดกันในแง่นั้นจริงๆคงกลับไปซ้ำแล้ว ยอมรับตามตรงตอนนั้นมันก็แค่เงี่ยนแล้วเมาพวกกุเลยขาดสติยับยั้งชั่งใจกันทั้งคุ่ มันแค่นั้น เนี่ยแล้วเลยกลัวว่าถ้าเกิดอยู่ๆไปต่างคนต่างเจอคนที่ตัวเองชอบขึ้นมาจะทำไง ถ้าเกิดอยู่ๆกันไปคนนึงรู้สึกอีกคนไม่รุ้สึก หรือถ้าต่างฝ่ายต่างอยุ่กันในสถานะนั้นไม่ได้แล้วหย่าขึ้นมา ก้เสียเพื่อนไปเลย ปวดหัวมากเลยว่ะ เอาไงดี หรือพวกกุควรปล่อยเลยตามเลย

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

382 Nameless Fanboi Posted ID:b46HIumwzq

พูดถึงเรื่องยา PrEP ที่กำลังเป็นกระแสสังคมในช่วงนี้ ฉันมองว่า มันไม่ใช่ยาของคนมีเซ็กส์บ่อย แต่เป็นยาของคนที่ไม่ค่อยได้มีเซ็กส์ ซึ่งคนที่มีเซ็กส์บ่อยจริงๆจะสะดวกใช้ถุงยางมากกว่า

กล่าวคือ กระบวนการกินยา PrEP มันมีความซับซ้อนประมาณนึง แถมมีผลข้างเคียงจากการกินยาด้วย ดังนั้น มันจึงเหมาะกับคนที่ได้เย็ดกับคนอื่นแค่อาทิตย์ละครั้ง หรือเดือนละครั้ง ส่วนคนที่ได้เย็ดบ่อยๆ แบบวันเว้นวัน ยานี้มันไม่ค่อยตอบโจทย์เท่าไหร่ ใช้ถุงยางสะดวกกว่า

อย่างตัวฉันเองเนี่ย สมัยอายุ 22 - 28 คือเย็ดกระหน่ำซัมเมอร์เซลมากเลยนะ อาทิตย์นึงไปเย็ดกับชาวบ้านเฉลี่ย 2 - 5 คนอ่ะ (ถ้าไปเซ็กส์หมู่ก็คือหลักสิบต่อสัปดาห์อ่ะ) ซึ่งถ้าสมัยนั้นมียา PrEP ฉันก็คงไม่กินอ่ะ มันยุ่งยาก ไม่ทันใจ ไม่สะดวก ฉันจะเลือกใช้ถุงยางมากกว่า

383 Nameless Fanboi Posted ID:LMQTZaigD1

PrEP มันกันแค่เอดส์ แต่ไม่กันโรคอื่น + ท้อง ส่วนถุงยางกันได้หมดตราบเท่าที่มันไม่แตก ไม่รั่ว ไม่หลุด

384 Nameless Fanboi Posted ID:lnIsLJck2U

ขนาดฉันกับสามีอยู่ด้วยกันเกือบ10ปียังใส่ถุงยางเลย. เพราะสามีทำงานต่างจ. ไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดไม่มั่นใจหรอกว่ามันจะปลอดภัย. พอจะอยากมีลูกค่อยไปตรวจเลือดแล้วจึงปล่อยท้องค่ะ

385 Nameless Fanboi Posted ID:Rhyozslp3h

ปัญหาที่พวกเราเผชิญกันอยู่ตอนนี้ เป็นงานของรัฐบาล...คำพูดในลักษณะ ”จะให้ทำยังไง” “มาทำเองมั้ย” “ช่วยเหลือตัวเองกันบ้าง”...คิดได้ แต่ไม่พูดจะดีต่อทุกคน และดีต่อรัฐบาลเองมากกว่า

386 Nameless Fanboi Posted ID:fDQRwjpH9E

>>379 มิตรในยามยากหรือเมืองขึ้น เอาดีๆ

387 Nameless Fanboi Posted ID:FI95WqE/WV

กทม. ทำคลิปให้กำลังใจจีนผ่าน ยูทูป

แมว : แต่จีน บล็อค youtube นะ !!!!!!!!!!!!

จาก meme ของมิตรสหานท่านหนึ่ง

388 Nameless Fanboi Posted ID:26JklimTgn

>>387 มันมีลง weibo ไม่ใช่เหรอ

389 Nameless Fanboi Posted ID:FI95WqE/WV

>>388 เห็นว่าเฟส หรือ twitter กทม นี่แหละมันดันเอา link youtube มาลงเลยโดนล้อ

390 Nameless Fanboi Posted ID:Ib6YODqq9o

ฉันเคยโพสต์ในเพจ Gthai เกี่ยวกับ "ฟ้าใส ช่อง Fitjunctions" กับ "เน ช่อง Naefit" ซึ่งฉันมองว่า...

ฟ้าใส คือ ลุคนายแบบ ลุคผู้เข้าประกวดเวทีผู้ชาย
เน คือ ลุคพิธีกร MC ลุคนักแสดง

ซึ่งโดยส่วนตัว ถ้าไม่นับเรื่องการสอนเล่นฟิตเนส ดูกันที่ลุคอย่างเดียว ฉันชอบลุคแบบเนที่สุด เพราะดูมีอะไรๆ ดูมีของ ดูใช้งานได้หลายประเภท เล่นหนังเล่นละครก็ได้ หน้าตาและบุคลิกดูทันสมัย

แต่! จากการสังเกตในเพจ ฉันพบว่ากะเทยส่วนใหญ่ชอบลุคแบบฟ้าใสมากกว่า!?

ซึ่งฉันก็ไม่แปลกใจ เพราะสังเกตไหม พวกที่ชนะเวทีประกวดผู้ชายนับสิบเวที "ที่กะเทยเป็นกรรมการ" ก็จะลุคแบบฟ้าใสทั้งนั้น เป็นลุคผู้ชายที่ดูสุภาพ เรียบร้อย ใสซื่อ ลุคแบบที่กะเทยรู้สึกว่าสามารถควบคุมได้ กะเทยมักเชื่อว่า แนวนี้ไม่น่ารู้เท่ากันเล่ห์เหลี่ยมกะเทย (แต่ความจริงกะเทยต่างหากที่เป็นฝ่ายรู้ไม่เท่าทันผู้ชาย)

ส่วนเน เป็นลุคแบบผู้ชายบ้าพลัง เฮฮา มั่นหน้ามั่นใจ ฉลาดแพรวพราว ซึ่งกะเทยมักรำคาญผู้ชายแนวนี้ และกะเทยมีความเชื่อว่า ผู้ชายแบบนี้กะเทยจะคุมไม่อยู่ คุมให้อยู่ในโอวาทยาก ด้วยเหตุนี้ ใจกะเทยเลยเทไปทางฟ้าใสมากกว่า

ดังนั้น หากต้องเลือกคนให้เข้ากับงาน ฉันมองดังนี้
ฟ้าใส = ถ่ายโฆษณา เดินแบบ ประกวดผู้ชาย
เน = พิธีกร MC ถ่ายโฆษณา เอ็มวี หนัง ละคร

391 Nameless Fanboi Posted ID:MCzLsa0/+A

การดูดวงเนี่ยบางทีมันก็ไม่ใช่เรื่องความเชื่อโชคลางไปเสียทีเดียวนะ มันเป็นเรื่องของคนเหงาในสังคมทุนนิยมที่จ่ายเงินเพื่อที่จะคุยเรื่องตัวเองล้วนๆได้โดยไม่เสียมารยาทละก็ได้รับการใส่ใจจดจ่อจากคนๆหนึ่งในราคาที่สมเหตุสมผล เหมือนเป็นเหตุผลที่หลายคนชอบดูดวงมากกว่าความแม่นของคำทำนายเสียอีก

392 Nameless Fanboi Posted ID:srb45VsU7y

เห็นมีแต่คนบ่นหน้ากากไม่มีให้ซื้อ (แต่ทำไมกูเจอ) ก็นึกถึงนิทานเรื่องนี้

มีลิงจำนวนมากอาศัยอยู่ใกล้ๆตามหมู่บ้าน
วันหนึ่ง..มีพ่อค้ามาถึงหมู่บ้านเพื่อซื้อลิงเหล่านี้ !

เขาประกาศว่า เขาจะซื้อลิงที่ราคาตัวละ 5,000 บาท
ชาวบ้านคิดว่า ผู้ชายคนนี้ต้องเป็นคนบ้าแน่

คนปกติที่ไหน จะซื้อลิงในป่าตัวละตั้ง 5,000 บาท
เพื่ออะไร ?

แต่ก็มีใครบางคนจับลิงบางตัวมา แล้วนำมันไปยังร้านของพ่อค้าคนนี้ และเขาก็ได้เงินมา 5,000 บาทจริงๆ

ข่าวนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วราวไฟไหม้ป่า แล้วผู้คนก็พากัน เข้าไปจับลิง นำมาขายให้ที่ร้านพ่อค้า

หลังจากผ่านไปสองสามวันพ่อค้าก็ประกาศว่า จะซื้อลิงที่ราคาตัวละ 10,000 บาท !

ชาวบ้านแห่กันเข้าป่า เข้าไปหาจับลิงที่ยังมีเหลือ
และพวกเขาได้ขายลิงที่จับมาได้ทั้งหมด
ที่ราคาตัวละ 10,000 บาทจริง !

จากนั้น..พ่อค้าก็ประกาศว่า จะซื้อลิงที่ราคาตัวละ 50,000 บาท !

ชาวบ้านไม่เป็นอันกินอันนอน ! … พวกเขาจับลิงคนละ 6 – 7 ตัว ซึ่งเป็น “ลิงที่เหลือทั้งหมดในป่า” และขายได้ราคาตัวละ 50,000 บาทจริง !

ชาวบ้านกำลังรออย่างใจจดใจจ่อ..สำหรับการประกาศรับซื้อในครั้งต่อไป…

และแล้ว…พ่อค้าก็ประกาศว่า เขาจะขอกลับบ้านเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และเมื่อเขากลับมา เขาจะซื้อลิงในราคาใหม่ “ตัวละ 100,000 บาท ”

เขาสั่งให้ลูกจ้างดูแลลิงที่เขาซื้อมาทั้งหมด..ลูกจ้างมีเพียงคนเดียว ต้องดูแลลิงทั้งหมดในกรง

พ่อค้ากลับบ้านไป..

ชาวบ้านรู้สึกเสียดายมากที่ไม่มีลิงให้จับขายอีกในครั้งนี้ เพื่อจะเอาไว้ขายให้ได้ในราคา 100,000 บาท

จากนั้น ลูกจ้างได้บอกพวกเขาว่า เขาจะแอบขายลิงบางตัวให้ก็แล้วกัน ที่ราคาตัวละ 70,000 บาท

ข่าวนี้แพร่กระจายอย่างไฟไหม้ป่าอีก เนื่องจากพ่อค้าจะซื้อลิงที่ราคาตัวละ 100,000 บาท ในครั้งต่อไปซึ่งคิดดูแล้ว ก็ยังมีกำไรถึง 30,000 บาท สำหรับลิงแต่ละตัว ..ก็ซื้อสิครับ..

วันรุ่งขึ้น ชาวบ้านมาเข้าคิวหน้าร้านค้า..
ลูกจ้างขายลิงทั้งหมดที่ตัวละ 70,000 บาท คนรวยก็ซื้อลิงไว้เป็นจำนวนมาก คนจนก็ยืมเงินจากผู้ที่มีเงินให้กู้ เพื่อนำมาซื้อลิง !

ชาวบ้านซื้อมาแล้ว ก็ดูแลลิงของพวกเขาอย่างดี และรอให้พ่อค้ากลับมา…

แต่ไม่มีใครกลับมา ! …

ชาวบ้านทั้งหลาย รีบวิ่งไปตามหาลูกจ้าง …
แต่ลูกจ้างก็หนีหายไปแล้วเช่นกัน !

ชาวบ้านจึงรู้ว่า พวกเขาได้ซื้อลิงที่ไม่มีประโยชน์ตัวละ 70,000 บาท และไม่สามารถเอาไปขายใครได้อีก

:::::
มิตรสหาย ragnarok online

393 Nameless Fanboi Posted ID:WD67EOwCQr

เจอคนตั้ง"รับการ์ดม้าน้ำ 2m" อยู่กลางมอ

ด้วยความหวังดี เลยกดเข้าไปบอกว่าเดินลงมาข้างล่าง เห็นคนตั้งร้านขายอยู่ที่1.8mไปหยิบสิ โดนถีบออกจากห้องเฉย

เลยไปนั่งติดกัน ตั้งห้อง"ขายการ์ดม้าน้ำ1.5m"

สุดท้ายมันปิดห้องหนีเลย

#เล่นแร็คให้อะไรมากกว่าที่คุณคิด

394 Nameless Fanboi Posted ID:rS0SYHpj21

>>392 เกี่ยวเหี้ยไรวะ สงสัยเต็มแกทเชื่อมโยง

395 Nameless Fanboi Posted ID:hOftHOThjv

หมอ : ควรต้องทำ

พ : ไม่ใช่ควรต้องทำแต่ต้องทำเดี๋ยวนี้

ว้อท มันต่างกันยังไงวะ

396 Nameless Fanboi Posted ID:9Wd/9BT9Vz

>>394 มึงตกข่าวเหรอ
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=3223352731025604&id=284516301575943

397 Nameless Fanboi Posted ID:x+9kiIOUgQ

ยอมรับว่าแอบมีรำคาญเวลาที่บอกคนอื่นว่าเรียนภาษาเยอรมันอยู่แล้วรีแอคเขาจะแบบ "เรียนภาษาพ่อเหรอ" "อ๋อ เรียนตามเสี่ยเหรอ"

อยากจะเถียง แต่เถียงไม่ได้ เพราะก็เรียนไว้เสือกเรื่องเขาด้วยจริงๆ /เปิดเว็บข่าวเยอรมัน

398 Nameless Fanboi Posted ID:MCzLsa0/+A

ถ้าประเทศจีนปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยจะสร่าง รพ.เร็วอย่างนี้ไหม? นี่คือคำถามของฝั่งเชียร์เผด็จการ
ขอตอบครับ ถ้าจีนเป็นประชาธิปไตยเต็มใบจะไม่เกิดการระบาดแบบนี้หรอกเพราะแค่ติดซัก 5-10 คนเขาก็ประกาศเตือนภัยแล้ว แต่ที่มันทำไม่ได้เพราะเป็นรัฐบาลคอมมิวนิสต์นี่แหละ

399 Nameless Fanboi Posted ID:W9umtqQAJN

ไม่ยอมทำงานฟรี เลยยังไม่มีปัญญาซื้อบ้าน

Yesterday, I met with some potential clients to discuss being involved in one of their projects. We discussed and agreed to a weekly rate for a 40-hour workweek when the following took place:

Client: The expectation is that you will donate 5-10 hours of your time per week to the project.

Me: I’m sorry, we just agreed on me being paid for 40 hours.

Client: That’s right, but we want you to work 45 – 50 hours a week, and we’ll pay you for 40.

Me: No, sorry. I will work the 40 hours stipulated but no more unless you pay for the extra.

Client: You see, this is why you millennials are never be able to afford to buy property!

I still fail to see the connection between working for free and owning property.

จาก Clients From Hell

400 Nameless Fanboi Posted ID:FptcGw.yCO

>>398 ระบอบการปกครองกับประสิทธิภาพเป็นคนละส่วน อย่างอินเดียที่เป็นประเทศปชต.ใหญ่ที่สุดในโลกและมีรากฐานแข็งแกร่ง จะบอกว่ามีความสามาาถในการรับมือโรคระบาดเป็นอย่างดีก็ออกจะไร้สาระไปหน่อย

401 Nameless Fanboi Posted ID:r3a/.8+eG8

>>398 ประชาชนเรียกร้องสิทธิเสรีภาพไม่ยอมโดนกักกันโรคจนระบาดยิ่งขึ้นวะ

402 Nameless Fanboi Posted ID:8y7JNNx0kO

วันนี้อยากพูดเรื่องความแตกต่างของเสือกับหมาสักหน่อย โดยจะเล่าเป็นนิทานถึงตัวละครหนึ่ง (เป็นเพียงนิทานเท่านั้น) ที่ในอดีตเคยเป็นหัวหน้าหน่วยตำรวจทางหลวงทางเหนือ นายคนนี้เป็นคนเจ้าอารมณ์ เอาแต่ใจตัวเอง บ้าอำนาจกับลูกน้องหรือผู้ที่ด้อยกว่า จนเกิดความไม่พอใจกันอย่างแรง ถึงขนาดท้ายิงกันบนที่ทำการ

แล้วไอ้คนที่ท้ายิงก็ไม่ใช่ใคร เป็นลูกน้องในหน่วยตัวเองนี่แหละ เป็นคนพูดภาษาถิ่นเดียวกันด้วย ส่วนชนวนเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งนี้ก็เกิดจากปัจจัยที่กล่าวมา ซึ่งก็คือการใช้อำนาจบาตรใหญ่ เจ้าอารมณ์ เอาแต่ใจใครไม่ทำตามก็ผิดหมด ไม่มีเหตุผลใดๆ จนลูกน้องทนไม่ไหว ถึงขึ้นยิงปืนเข้าใส่บ้านพักหัวหน้าหน่วยคนนี้ ผลสุดท้ายก็ต้องหาทางย้ายไปอยู่ที่อื่น

ในปัจจุบัน นายคนนี้ก็มาสร้างเรื่องยิงรถตัวเองเพื่อสร้างสถานการณ์ คิดแล้วก็นะ ช่างทำไปได้จริงๆ ยิ่งมาเห็นการปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็วเมื่อได้เจอผู้มีอำนาจและผู้ใหญ่ ก็ยิ่งทึ่งไปอีก นายคนนี้จะอ่อนน้อมอ่อนหวานพูดจา ครับๆ ครับทุกอย่าง พร้อมกับดูแลเอาอกเอาใจผู้ใหญ่จนหลงใหล

เมื่อเข้าหาผู้มีอำนาจได้ ก็ไปขันอาสารับปากทำให้หมด แล้วไปแอบอ้างผู้ใหญ่ให้คนอื่นเป็นผู้ดำเนินการ แต่ตนเองไปพรีเซนต์เอาความดีความชอบ ผู้ใหญ่ไม่รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมดก็ชื่นชอบ และพอใจกับผลงานซึ่งเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น

ขอเพิ่มเติมพื้นหลังของตัวละครเอกตัวนี้หน่อย นายคนนี้มีนิสัยอาฆาตมาดร้ายกับทุกคนที่ไปขวางผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นลูกน้องที่ไม่สนองตัณหา รวมถึงผู้บังคับบัญชาที่มีพระคุณ ที่ครั้งนึงเคยใช้กลอุบายหลอกใช้ท่านเหล่านั้นจนได้ประโยชน์จนสมใจ ยอมทำถึงขนาดมานั่งรอตั้งแต่เช้ายันเย็น อาสาเอารองเท้ามาขัดให้ แต่เมื่อวันนึงที่ตัวเองไม่ได้ประโยชน์แล้ว หรือเจ้านายท่านนั้นรู้เท่าทันกลอุบาย ก็จะอาศัยความใกล้ชิดที่มีข้อมูลของเจ้านายมาเล่นงานด้วยการฟ้องร้อง โดยมีจุดประสงค์เพื่อดิสเครดิต ป้องกันเจ้านายไปเล่าความชั่วร้ายให้คนอื่นๆฟัง

นายคนนี้ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เลียแข้งเลียขาเพื่อให้ได้รับการอุ้มชู แล้วก็มาแว้งกัดทีหลังเมื่อไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ แล้ว ใช่ครับ ภาษาไทยเรียกว่า “เนรคุณ” นั่นแหละ ที่ผ่านมาก็มีทั้งอดีต ผบ.ตร. ที่แอบอ้างเอาชื่อเค้าไปหาผลประโยชน์ แล้วมาฟ้องร้องทีหลังเมื่อเขาจับได้ มีทั้งอดีตนายตำรวจที่เป็นญาติใกล้ชิดกับคุณหญิงท่านหนึ่งที่เป็นอดีตภรรยานายกรัฐมนตรี ที่ประเคนทุกสิ่งอย่างแล้วแสดงให้คนทั่วไปหลงเชื่อว่าสนิทชิดเชื้อและเป็นคนทำโผแอบทำบัญชีโดยแอบอ้างชื่อผู้ใหญ่ในบ้านเมือง แม้กระทั่งพระสงฆ์ชั้นเถระผู้ใหญ่ หรือเกจิอาจารย์ดังๆ ต่างๆ ก็เข้าไปตีสนิท ทำตัวเป็นลูกศิษย์ลูกหาให้คนอื่นหรือผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเชื่อว่าเป็นคนดี แล้วอาศัยความเชื่อความศรัทธาจากกลุ่มคนเหล่านี้ไปต่อยอดหาประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานและทรัพย์สิน นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงสื่อบางสำนักเพื่อคอยเสนอข่าวด้านบวกให้กับตนเอง และเสนอข่าวด้านลบเพื่อโจมตีกลุ่มคนที่ขวางทางตนเองไม่ให้ก้าวหน้า

วนกลับมาที่เรื่องความแตกต่างของเสือกับหมา ก็อย่างที่พี่น้องประชาชนทราบดีว่า เสือก็คือเสือ ไม่ต้องคำรามก็ทำให้ทุกคนเกรงกลัวอยู่แล้ว ส่วนหมาเนี่ย จะทำทุกอย่างให้คนสนใจก็ต้องเห่าก่อน ถ้ายังไม่สนใจก็จะเริ่มเลียแข้งเลียขาเพื่อประจบ แล้วหลังจากนั้นก็จะเริ่มแว้งกัดเมื่อไม่พอใจ และแน่นอนว่า ไม่มีวันที่หมาจะกลายเป็นเสือได้ ซึ่งก็เหมือนกับพฤติกรรมของตัวละครนี้แหละ อย่างดีก็อาจจะทำได้แค่เอาหนังเสือคลุมไว้ ซึ่งวันนึงมันก็คงจะหล่นอยู่ดี

และด้วยความเป็นนิทาน ก็อยากจะฝากให้คิดและเตือนใจหน่อยว่า ทุกครั้งที่อิ่มอย่าลืมตอนที่หิว อย่าลืมว่าต้องยอมทำอะไรมาบ้าง จนก้าวมาถึงตอนนี้ กฎแห่งกรรมมีจริงแน่นอน

#มิตรหัวล้าน

403 Nameless Fanboi Posted ID:W9umtqQAJN

ทำไมคนเราส่วนใหญ่ถึงให้ความสําคัญกับการสร้างภาพให้ตัวเองดูเหมือนกับเป็นผู้เชี่ยวชาญมากกว่าการใช้เวลาฝึกฝนเพื่อพัฒนาตนเองให้เป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริง

1. เพื่อนๆรู้จักกับทฤษฎี asymmetrical information หรือการที่คนซื้อไม่มีข้อมูลข่าวสารเทียบเท่ากันกับคนขายไหมครับ

2. ทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีของ George Akerlof ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออธิบายว่าทำไมตลาดที่ขายรถมือสองถึงเป็นตัวอย่างของความล้มเหลวของตลาด (market failure) — ซึ่งพูดง่ายๆก็คือกลไกของการซื้อขายในตลาดมันพังนั่นเอง

3. Akerlof บอกว่า ในตลาดของรถมือสองนั้นมันมีรถที่มีคุณภาพที่ดีและรถที่คุณภาพที่ไม่ดี เขาเรียกรถที่มีคุณภาพที่ดีว่า “พลัม” (plum) ส่วนรถที่มีคุณภาพที่ไม่ดีนั้นเขาเรียกมันว่า “มะนาว” (lemon)

4. มีคนขายเท่านั้นที่รู้ว่ารถของเขาเป็นรถ “พลัม” หรือเป็นรถ “มะนาว”

5. ส่วนคนซื้อนั้นไม่มีข้อมูลพอที่จะไขปริศนาได้เลยว่ารถคันไหนในตลาดเป็นรถ “พลัม” และคันไหนเป็นรถ “มะนาว” และนี่ก็คือที่มาของ asymmetrical information ระหว่างคนซื้อและคนขาย

6. ด้วยความที่คนซื้อไม่มีข้อมูลพอที่จะรู้ว่ารถคันไหนมีคุณภาพดีและรถคันไหนมีคุณภาพไม่ดี ราคาของรถที่เขายินยอมที่จะจ่ายเงินก็จะมีมูลค่าเท่ากับราคาเฉลี่ยของรถมือสองในตลาดทั้งหมด — พูดง่ายๆก็คือ คนซื้อพร้อมที่จะจ่ายเงินซื้อรถด้วยราคาที่สูงกว่าราคาของรถ “มะนาว” ในตลาด แต่เป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาของรถ “พลัม” ในตลาด เพราะเขาไม่รู้จริงๆว่ารถที่เขากำลังจะจ่ายเงินซื้อนั้นมันรถอะไรกันแน่

7. ด้วยเหตุนี้นี่เอง คนขายรถ “พลัม” ก็ไม่อยากจะขายรถของตัวเองในตลาดนี้อีกต่อไป เพราะเขาจะสามารถขายรถของเขาในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่สมกับคุณภาพของรถเขาจริงๆ และด้วยเหตุนี้นี่เอง รถ “มะนาว” ในตลาดก็เป็นตัวสำคัญที่ผลักให้รถ “พลัม” ต้องออกจากตลาดไป

8. แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังนั้นก็คือ พอสัดส่วนของจำนวนรถ “พลัม” ในตลาดลดน้อยลงเมื่อเทียบกันกับจำนวนของรถ “มะนาว” ราคาเฉลี่ยของรถทั้งหมดก็จะยิ่งตกลงไปอีก (เพราะในตลาดมีรถคุณภาพดีน้อยลงไปกว่าเดิม) ซึ่งก็ทำให้เกิดการกดราคาที่คนซื้อยอมที่จะจ่ายซื้อรถมือสองในตลาดนี้ลงไปอีกเรื่อยๆจนไม่มีรถ “พลัม” หลงเหลืออยู่เลยในตลาด

9. ปัญหา lemon market หรือตลาดมะนาวนี้เป็นปัญหาเดียวกันกับปัญหาของตลาดผู้เชี่ยวชาญในบ้านเรา

404 Nameless Fanboi Posted ID:W9umtqQAJN

10. ยังไงน่ะเหรอครับ ก่อนอื่นเลย เราอาจจะเริ่มจากตลาดที่มีจำนวนของผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้จริงๆ ที่มีความสามารถจริงๆ (ผมขอเรียกตามแบบของ Akerlof ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ “พลัม” ละกัน) คละเคล้ากันไปกับจำนวนของผู้เชี่ยวชาญที่ไม่รู้จริง ไม่มีความสามารถจริง (ผู้เชี่ยวชาญ “มะนาว”)

11. ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็น “พลัม” หรือ “มะนาว” ต่างก็รู้ตัวเองว่าตัวเองเป็น “พลัม” หรือ “มะนาว”

12. แต่ประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งก็คือผู้บริโภคนั่นเอง ไม่มีข้อมูลพอ หรือไม่มีความสามารถพอในการแยกแยะว่าผู้เชี่ยวชาญที่มาพูดออกทีวีคนไหนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถจริงๆ

13. และด้วยเหตุผลที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าผู้เชี่ยวชาญคนไหนรู้จริงคนไหนรู้ไม่จริง เขาก็จะใช้เวลาที่เขามีอยู่จำกัดเลือกฟังคนที่เขาอยากจะฟัง ซึ่งความอยากจะฟังอาจจะไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรเลยกับคุณภาพของสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนพูดออกทีวี (เพราะคนบริโภคส่วนใหญ่แยกไม่ออกระหว่างคำพูดที่มีคุณภาพและคำพูดที่ไม่มีคุณภาพ)

14. การเลือกเสพข้อมูลข่าวสารของประชาชนส่วนใหญ่จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มีสัญญาณ (signal) ของการมีคุณภาพของข้อมูลข่าวสารที่ต่ำ ยกตัวอย่างเช่น คนที่พูดน่าตาดีไหม คนที่พูดเขาพูดเก่งไหม คนที่พูดเถียงคนอื่นเก่งหรือเปล่า เป็นต้น

15. และด้วยความที่ผู้เชี่ยวชาญ “มะนาว” ไม่มีความสามารถที่แท้จริงเทียบเท่ากันกับผู้เชี่ยวชาญ “พลัม” แรงจูงใจที่เขามีในการลงทุนในความสามารถของการ “สร้างภาพ” จึงมากกว่าแรงจูงใจที่ผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริงมีในการสร้างภาพเยอะ ซึ่งผลก็คือเราจะมีผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถไม่จริงแต่เป็นคนที่พูดเก่ง เถียงเก่ง รู้ไปหมดทุกอย่างในตลาด และผู้เชี่ยวชาญ “มะนาว” ที่พูดเก่ง คุยสนุกเหล่านี้ก็จะเป็นคนที่คนบริโภคชอบดูมากกว่าผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถจริงๆ (เพราะผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถจริงๆส่วนใหญ่มักจะไม่ชอบฟันธง มักจะมีความระมัดระวังในสิ่งที่ตนเองพูดมากกว่าคนอื่น เพราะพวกเขาเหล่านี้รู้ดีว่าบทสรุปของเรื่องในแต่ละเรื่องสามารถเปลี่ยนไปตามข้อมูลข่าวสารที่เขามีได้)

16. ยิ่งไปกว่านั้น พอผู้เชี่ยวชาญ “พลัม” รับทราบว่าสิ่งที่เขารู้ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ พวกเขาก็จะเอาตัวเองออกจากตลาดของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด ซึ่งก็จะทำให้ค่าเฉลี่ยของคุณภาพของผู้เชี่ยวชาญในบ้านเราตกไปอีกตามๆกัน

17. สรุปก็คือ ยิ่งเรามี asymmetrical information ระหว่างคนซื้อและคนขายมากเท่าไหร่ แรงจูงใจของคนที่ขายของคุณภาพไม่ดีในการสร้างภาพภายนอกให้ดูเหมือนว่าตัวเองมีสินค้าคุณภาพดีก็จะยิ่งสูงมากขึ้น ซึ่งมันมากกว่าแรงจูงใจที่เขาจะมีให้กับการพัฒนาทักษะและความสามารถที่แท้จริงเยอ และถ้าพวกเขาสามารถสร้างภาพได้สำเร็จแล้วล่ะก็ คนที่มีสินค้าคุณภาพจริงๆก็ไม่อยากจะอยู่ในตลาดจอมปลอมนี้อีกต่อไป ซึ่งคนที่ suffer จริงๆนั้นไม่ใช่ใครอื่น มันก็คือประชาชนนั่นเอง

— จากลูกพลัมลูกหนึ่ง ในตลาดที่มองไปทางไหนก็มีแต่แตงโมลูกใหญ่เต็มไปหมด

405 Nameless Fanboi Posted ID:MCzLsa0/+A

>>401 ก็ไม่เห็นมีใครในเมกาเรียกร้องไม่ให้กักกันนะ ใช่คำว่าส่วนใหญ่ละกัน
ขณะที่เผด็จการปิดข่าวแน่นอน หลักฐานในอดีตก็บอกอยู่แล้ว

406 Nameless Fanboi Posted ID:MCzLsa0/+A

ช่วงเดือน ธ.ค.2562 นพ.ลีทราบว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส 7 รายเข้ามารักษาและกักกันโรคอยู่ที่โรงพยาบาลที่เขาทำงานอยู่ ผู้ป่วยทั้งหมดน่าจะติดเชื้อมาจากตลาดขายอาหารทะเลในนครอู่ฮั่น เชื้อไวรัสชนิดนี้มีลักษณะคล้ายเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคซาร์สที่ระบาดในปี 2546

วันที่ 30 ธ.ค. เขาส่งข้อความเข้ากลุ่มสนทนาออนไลน์ที่มีสมาชิกเป็นแพทย์ เพื่อเตือนให้เพื่อน ๆ ใส่อุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อให้รัดกุมเพราะเป็นไปได้ว่ากำลังมีการระบาดของเชื้อไวรัส ตอนนั้นหมอลีไม่รู้ว่าไวรัสชนิดนั้นคือไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

โคโรนา : ไดอารี่สาวอู่ฮั่น หนึ่งสัปดาห์แห่งความโดดเดี่ยวในเมืองไร้สรรพเสียง
โคโรนา : ทั่วโลกคิดค้นวัคซีน-ยาต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ คืบหน้าถึงไหนแล้ว
โคโรนา : งานวิจัยชี้ กรุงเทพฯ เสี่ยงรับเชื้อไวรัสโคโรนาอันดับหนึ่งของโลก
สี่วันต่อมา มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเดินทางมาพบเขาและให้เขาเซ็นชื่อในเอกสารฉบับหนึ่ง เอกสารนั้นกล่าวหาว่าเขา “เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จ” และ “ก่อกวนความสงบ”

“เราขอเตือนคุณอย่างจริงจัง : ถ้าคุณยังดื้อรั้น ประพฤติตัวไม่เหมาะสมและยังกระทำการผิดกฎหมายเช่นนี้ต่อไป คุณจะถูกดำเนินคดี เข้าใจไหม” ด้านล่างของเอกสารนั้นมีข้อความที่หมอลีเขียนด้วยลายมือ “ผมเข้าใจแล้วครับ”

407 Nameless Fanboi Posted ID:W9umtqQAJN

เรื่องศาสตร์แห่งการนัดเย็ด อย่าหาว่าพี่สอนเลยนะ คือ ถ้าคนมันอยากเอากันจริงๆ มันจะตอบตกลงกันภายใน 1 ชั่วโมง นานสุดคือ 3 วัน แล้วไปเจอกันเลย
ถ้าคุยนานกว่านั้น แปลว่า มันแค่หาเพื่อนคุยเฉยๆ ประมาณว่าโรคจิตอ่อนๆ มันชอบสนทนาเรื่องเซ็กส์ แล้วเอาไปจิ้น นอนติ้วหีเฉยๆ แต่ไม่กล้านัดเจอเพื่อทำจริงๆ

คือ กูมีเพื่อนอยู่ตัวนึง เป็นชายแท้ ไอ้นี่มันเล่นเว็บบอร์ดสวิงกิ้ง แล้วมันเจอสาวถูกใจอยู่คนนึง ฝ่ายหญิงก็แชทไปบอกมันว่าอยากนัดเย็ดกันมากๆ แต่พอเพื่อนกูจะนัดเจอทีไร ฝ่ายหญิงก็อ้างว่าไม่ว่างตลอด จนผ่านมาเป็นปีนึงแล้ว มันยังไม่ได้เย็ดกันจ้า!
ที่ตลกคือ ฝ่ายหญิงแม่งก็ยังแชทมาคุยกับเพื่อนกูบ่อยๆ ทุกครั้งก็จะคุยประมาณว่า "ถ้าพี่เจอหนู พี่จะทำอะไรบ้างคะ แล้วพี่จะทำยังไงต่อคะ หนูอยากให้พี่ทำแบบนี้จัง พี่ทำแบบนั้นได้ไหมคะ" แต่ก็ไม่ยอมออกมาเจอกันสักที
ที่ตลกยิ่งกว่าคือ เพื่อนกูก็ยังเสือกคุยกับอีนี่เป็นปีๆ โดยยังหวังลมๆแล้งๆว่าจะได้เย็ดอีนี่อ่ะ

สรุป ถ้าคุยกันนานเกิน 3 วัน แล้วอีกฝ่ายยังไม่ยอมกำหนดวันนัดเจอกัน ควรเลิกคุยนะ มันเป็นพวกชอบมีเซ็กส์ในจินตนาการ

408 Nameless Fanboi Posted ID:W9umtqQAJN

คือดาวชอบบัวอ่ะข่ะ แทบจะไม่โดนยิ้มเลย ดังนั้นจึงฟิตมาก ผู้ติดใจกันเป็นแถวแต่ดาวก็จะไม่ให้ค่อยอ่ะข่ะ ขี้เกียจมาทำแท้ง คือเป็นคนที่ซีเรียสมากเรื่องความสะอาด ต้องดีฟคลีน ซึ่งกว่าจะได้มาตรฐานของดาว การันตีไม่มีแถมทองทุกรูปแบบ ทั้งทองรูปพรรณ ทองก้อน หรือเศษทอง มันลำบากกูชิบหายเลยข่ะ

การบัวเนี่ยโอกาสติด HIV น้อยกว่าการโดนยิ้มสดมาก เว้นแต่ปากจะเป็นแผล ถอนฟันมา คออักเสบ เหงืออักเสบเลือดไหล นั่นคือเสี่ยงมาก เราก็ต้องรู้ว่าว่าวันไหนที่ช่องปากเราไม่ปกติเราก็ต้องปิดทำการ และเราก็ต้องกิน PrEP เพื่อลดความเสี่ยงไปด้วย เพราะเป็นคนชอบกินราดหน้า ก็กลัวมันพลาดไปโดนตาเหมือนกัน และเราก็ต้องยอมรับนะคะว่ามันมีความเสี่ยงกับ STD อื่นที่ติดในช่องปากได้ ไม่ว่าจะเป็น HPV / Herpes / และ STD กลุ่มแบคทีเรียอ่ะข่ะ เคยมีเคสพุ่งใส่ตาแล้วติดเริม ตาบอดด้วยนะคะ ต้องระวังมาก ปกติก็จะพกแว่นดำน้ำไปข่ะเวลาเล่นฆ้องวง เพราะเราไม่รู้ว่าจะโดนยิงจากทางไหน หลบลำบาก

คือร่านยังไงก็เสี่ยง ร่านมาก กินไม่เลือก ก็เสี่ยงมาก เราสวย ๆ เราต้องได้ลวยพรีเมี่ยม ถึงจะจั่วก็จั่วเพราะของดี ไม่ใช่จั่วเพราะหมานะคะ แค่นั้นแหล่ะข่ะ จบ

ส่วนใครอ่านมาจนถึงตรงนี้แล้วเข้าใจทั้งหมดเห้นภาพตามเป็นฉาก ๆ เธอไม่ใช่คนซอฟท์ใสแล้วนะคะ

#แอดมินดาว

409 Nameless Fanboi Posted ID:EjSO/Sx8vZ

>>408 กูกลัวมึงแล้วจ้าาาา

410 Nameless Fanboi Posted ID:MP8HKVoCDp

>>408 บัวแปลว่าอะไรวะ

411 Nameless Fanboi Posted ID:AA.uVbpdmT

>>410 บัว > lotus > sotus > รุมเย็ด

412 Nameless Fanboi Posted ID:MP8HKVoCDp

>>411 เหรอ นึกว่าเอาตูดซะอีก

413 Nameless Fanboi Posted ID:AA.uVbpdmT

>>412 บอกตรงๆกูก็ไม่รู้

414 Nameless Fanboi Posted ID:o1eCA2vCvc

รู้สึกเมืองไทยอยู่ยาก? เรียนต่อเป็นเชฟไปทำงานเมืองนอกเลย! ที่ มทร.รัตนโกสินทร์ จบแล้วจะได้รับประกาศนียบัตรจากรัฐบาลฝรั่งเศส สามารถทำงานได้ในสหภาพยุโรปและประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก สอบถามได้ที่ FB : RICECulinarySchool

วันนี้มี open house ไปดูด้วยตัวเองได้เลยจ้า! ห้ามพลาด!!!

415 Nameless Fanboi Posted ID:b5XRTG7nnh

>>414 มหาลัยสลิิ่มเปิดหลักสูตรอินเตอร์ไล่เด็กออกนอกประเทศทางอ้อม

416 Nameless Fanboi Posted ID:GB0kVdK+uI

เพิ่งรู้ว่าเคยมี ส.ส. ไปฟ้องจอมพลถนอมข้อหายึดอำนาจ แต่ศาลบอกไม่ใช่ผู้เสียหาย หลังจากนั้นถนอมสั่งจับ อห55555555555555555555

417 Nameless Fanboi Posted ID:24c57azGMd

"เอาคณะผู้ก่อการทั้งหลายกลับมาดำเนินคดีแล้วลงโทษในความผิดฐานกบฎ นายพลอายุเจ็ดสิบแปดสิบต้องกลับมาขึ้นศาล พอทำอย่างนี้นายทหารรุ่นน้องทั้งหลายก็จะพึงสังวรได้ว่ายึดอำนาจเมื่อไหร่ หมดอำนาจลงไปแล้ว ถูกดำเนินคดีได้ตลอดเวลา"

418 Nameless Fanboi Posted ID:zRPUT.XW4h

>>417 มึงจะขุดศพคณะราษฎร์อัญเชิญคนทรงมาด้วยไหม

419 Nameless Fanboi Posted ID:MP8HKVoCDp

ยสตน. แปลว่า ยังโสดอยู่ตรงนี้

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

420 Nameless Fanboi Posted ID:o1eCA2vCvc

>>419 ได้

421 Nameless Fanboi Posted ID:o1eCA2vCvc

ผมนั่งดูผู้กองเบนซ์เกือบ 20นาที กับคลิปเก่าๆ

สงสัยการเสพสื่อมากๆ เพราะคนแชร์แต่ละคลิป 2-3หมื่นอย่างต่ำ

เนื้อหาก็เป็นไลฟ์โค้ช ช่วงหลังๆเหมือนจะเป็นนักปกป้องศาสนา

พุทธแท้ = เรื่องปรางเอามือจิ้มพื้นปราบมารคือเรื่องจริง

พุทธแท้ = โหราศาสตร์ ตัวเลขเบอร์มือถือคือนำโชค เลขไม่ดีแน่นอนคนนี้ชีวิตแย่แน่นอน

พุทธแท้ = ห้ามสงสัย

ส่วนไอ้เรื่องคำพูดคำจาแล้วแต่จริตคนเสพ

แต่หลักๆสงสัยมากๆเลยว่า

ถ้าพูดแบบกลางๆหลักชี้ทางแบบไลฟ์โค้ชทั่วๆไปยังพอว่า

อันนี้แม่งแบบ ใครเชื่อ อ่าวไอสัส ไม่พอใจมึงรอดูละกันชีวิตมึงจะแบบนู้นแบบนี้

แล้วก็เอาหลักพุทธโยนใส่หน้านี่แหละเดอะเบสต์

คือมันคล้ายพวกพระสาย + ชัดๆ

มันเป็นไลฟ์โค้ชได้จริงๆเหรอ

นั่งฟังมาทั้งหมด ระดับฌอนยังโอเคกว่าเลย

#มิตรสหายท่านหนึ่ง

422 Nameless Fanboi Posted ID:o1eCA2vCvc

เนื่องในโอกาสที่หยุดเสเพลแล้ว จะขอแชร์เทคนิคเกี่ยวกับการหาคู่ออนไลน์ให้คนที่สนใจครับ 😂

ก่อนอื่น: ไม่หล่อ อย่าเล่นแอพ dating แบบโชว์รูปก่อน เช่น tinder เพราะเค้าจะปาดคุณทิ้งก่อนจะได้รู้จักกัน

ไปหาคนคุยผ่านแอพที่ไม่เห็นหน้าแทน เช่น ในแชทเกม, ใน yello talk เป็นต้น แล้วค่อยลากมาคุยที่อื่น เพื่อแลกรูปกัน หลังจากคุยกันได้สักพัก (สักพัก = 15 นาที - 1 ชั่วโมง)

ถ้าสาวๆ ชอบผู้ชายจากภายในแล้ว ภายนอกเราจะไม่ค่อยสำคัญครับ แต่ถ้าเล่นทินเดอร์ เราจะโดนปัดทิ้งอย่างรวดเร็ว

อย่ามูมมาม สุภาพเข้าไว้ นัดเดท 1-2 ครั้งแรก ให้เกียรติคู่เดทมากๆ อย่ามือยาว อย่าคุย 18+

นอกนี้ ก็ทั่วๆ ไป เช่น ตอบแชทไว คุยเก่ง มีความสนใจหลายด้าน จะจีบง่ายขึ้น

พยายามหาให้เจอ ว่าเราสามารถเป็นความสุขให้เค้าในเรื่องไหนได้บ้าง เช่น ชวนเที่ยว ชวนดูหนัง ชวนกิน รวมถึงเรื่องเล็กๆ เช่น เป็นเพื่อนที่ให้ความเห็นตอนเดินช็อปได้

เทคนิคเทคนคุยที่ไม่คลิก
- เอาเรื่องคนคุยอีกคนไปปรึกษาเค้า ทำทีเหมือนปรึกษาเพื่อน แล้วเค้าจะถอยเอง แต่ระวังผลข้างเคียงคือโดนรุกหนักขึ้น เพราะเค้าจะแข่งกัน

เทคนิคขอนัดเจอ
- หาปัญหาไปปรึกษา แล้วขอเลี้ยงข้าวขอบคุณ

เทคนิคลากเข้า 18+
- ชวนคุยเรื่องหนัง แล้วลากเข้า 50 shades of grey แล้วคุยเรื่องรสนิยมทางเพศ ที่เหลือก็ไม่ยากละ sex text ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ได้ดีล

423 Nameless Fanboi Posted ID:jMJvrwEXAU

วงจรข่าวรัฐบาลประยุทธ์

เกิดวิกฤต
×
ชาวบ้านเดือดร้อน
×
นิ่งเฉย ไม่ทำอะไร
×
ชาวบ้านเริ่มด่า
×
ประยุทธโวยว่าเหนื่อย จะให้ทำไงบอกมา
×
ทีม IO เริ่มแก้ตัวให้ด้วยวิธีต่างๆ นานา
×
ชาวบ้านด่าหนักขึ้นเรื่อยๆ
×
หน่วยงานเอกชนเริ่มช่วยเหลือชาวบ้าน
×
ประยุทธย้อนว่าเป็นความผิดของรัฐบาลก่อน
×
ทีม IO ขุดความผิดแม้วปู เรียกหาว่าธนาธรไปไหน
×
ชาวบ้านยังด่าไม่หยุด
×
กระทรวงเริ่มคิดนโยบายแก้ออกมาตอนชาวบ้านแก้กันเองจนจบ หรือปัญหาหายไปตามธรรมชาติ
×
ประยุทธออกงานแก้ปัญหาพร้อมทวงบุญคุณ
×
ทีม IO เอามาโปรโมทว่านี่ไงแก้แล้ว เห็นมั้ย
×
วนลูปปีหน้าปัญหาเดิม เพราะต้นเหตุไม่เปลี่ยน

424 Nameless Fanboi Posted ID:Wq7LJ9ASOD

เสนอให้พล.อ.ประยุทธ์มาเป็นกรรมาธิการด้วย เพราะเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ถือเป็นวิบากกรรมต้องมาชดใช้กรรม และถ้าจะแก้ไขไม่ให้มีการรัฐประหาร ต้องเขียนกติกาให้ชัดเจน หากใครทำรัฐประหารต้องถูกตัดหัว 7 ชั่วโคตร ต่อไปหากเกิดรัฐประหารขึ้น ประชาชนที่ออกมาต่อต้านสามารถจับหัวหน้าคณะรัฐประหารได้ ตั้งแต่ผบ.เหล่าทัพลงมา ประชาชนจะได้รางวัลนำจับคนละ 1-2 หมื่นบาท

นิยม เวชกามา
ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย อภิปรายเห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกในอนาคต
ที่มา : https://www.khaosod.co.th/politics/news_3537917

425 Nameless Fanboi Posted ID:Wq7LJ9ASOD

A Case Against Productivity
มากไปมั้ย พวกเรื่อง Productivity เนี่ยยยยย

ตั้งแต่ฉันเริ่มทำงานมา ฉันได้อ่านหนังสือและบทความมากมายที่ชี้ชวนให้คน productive ขึ้น บทความที่จั่วหัวทำนองว่า “ทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น” “ทำยังไงให้จัดการเวลาได้ดีขึ้น” “ทำยังไงให้เมล์ใน inbox เป็น 0 ตลอดเวลา” และเทคนิคอีกมากมายล้านแปดที่ดูเหมือนมนุษย์ทำงานเขาจะใช้กัน ฉันอ่านหนังสือแนวนี้เยอะและซึมซับเอามาใช้บ้างเพราะคิดว่ามันมีประโยชน์สำหรับคนเริ่มทำงานอย่างฉัน

แต่ไม่กี่ปีมานี้ กระแสของการกลายเป็นคน productive ดูจะรุนแรงขึ้นไปอีก ทั้งสื่อประเภทใหม่ๆ ผุดขึ้นแวดล้อมชีวิตจนกระดิกตัวไม่ได้ ทั้งบทความออนไลน์ podcast ของ influencer ทอล์กต่างๆของเจ้าพ่อเจ้าแม่แห่งประสิทธิภาพเกิดขึ้นเต็มไปหมด แล้วอิความ productive นี้ก็เข้าไปรุกรานถึงในเวลาพักผ่อน เหมือนในบทความหนึ่งที่ฉันอ่านเจอว่า วัฒนธรรมของการเป็นคน productive และการมีโซเชียลมีเดียก็ยังทำให้งานอดิเรกบ้านๆ ของเราไม่ใช่งานอดิเรก แต่กลายเป็นการแข่งขันกันมี performance เช่น ถ้าจะออกกำลังกายธรรมดาๆ มันไม่เพียงพอแล้ว มันต้องวิ่งไปสู่มาราธอน หรือถ้าจะทำงาน craft โง่ๆ อยู่บ้านก็กระไร ต้องตั้งตัวเป็น influencer ด้านงานประดิษฐ์สิ

มันเหมือนผีของยุคสมัยที่คอยเป่าหูว่า คุณต้องสร้างสิ่งที่มีคุณค่าตลอดเวลา และคุณต้องทำมันอย่างต่อเนื่องเป็นกิจวัตร และคุณต้องแสดงออกให้โลกรู้ด้วยว่าคุณทำ

ให้ตายสิ ชีวิตแบบนี้มันน่าเหนื่อยชะมัด

426 Nameless Fanboi Posted ID:Wq7LJ9ASOD

แล้วฉันก็เริ่มคิดว่า เราเริ่มจะให้ความสำคัญกับ productivity มากไปแล้วรึเปล่า ทำไมคนเราต้อง productive ขนาดนี้ เรา productive แล้วได้อะไร ใครได้ประโยชน์จาก productivity ของเรา มันน่าคิดนะ ว่ากระแสที่พัดพาให้เราต้องมี productivity หนักขนาดเนี่ยมันมาจากไหน

ฉันคิดเอาเองว่า ต้นตอของกระแสเรื่อง productivity น่าจะมาจาก 2 อย่าง คือ
1. Technology disruption ทำให้เกิดการแข่งขัน บริษัทจึงเคี่ยวกรำคนให้ทำงานมากขึ้น เช่นกำหนด KPI ที่ท้าทายมากขึ้น ลดคนงาน ทำให้คนที่อยู่ต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น และคนทำงานก็กังวลเรื่องอนาคตของตลาดงาน จึงต้องพยายามทำตัวให้ productive เพื่อจะเป็นที่ต้องการของนายจ้าง
2. Social media ทำให้เกิดคนที่ประสบความสำเร็จซึ่งส่วนใหญ่มี productivity สูง กลายเป็น influencer เผยแพร่แนวคิดผลิตภาพนิยมของตัวเองไปเข้าถึงคนมากขึ้น และคนทั่วไปก็มีแนวโน้มจะโพสต์เรื่องความสำเร็จลงในโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นการทำงานหนัก การใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้คนที่มาพบเห็นมองว่าการมี productivity เป็น social norm ไปด้วย

ไอ้ปัจจัยที่ 2 ถ้าไม่มีเพื่อนในเฟสที่ super productive จนน่ารำคาญ (ซึ่งเอาจริงๆ ฉันก็อาจจะเป็นคนแบบนั้นสำหรับใครบางคนเหอะ) หรือเราเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่สนใจมัน ก็คงไม่เป็นไรเท่าไหร่ แต่ไอ้ปัจจัยที่ 1 นี่สิของจริง ถ้าโดนบริษัทบีบมากๆ หนีไปไหนไม่ได้ ยังไงก็ต้องทำงานให้มากขึ้นๆๆๆ Productivity ก็เป็นเรื่องจำเป็นจริงๆ สำหรับงาน แต่ฉันก็เชื่อว่ามันก็ไม่ควรจะมาปกครองชีวิตเราทั้งหมดในส่วนของชีวิตส่วนตัวและเวลาว่างอยู่ดี

---

ฉันเองก็เป็นคนนึงที่เคยถูก (และน่าจะยังถูก) กระแสผลิตภาพนิยม หรือ productivism อันเชี่ยวกรากนี้พัดพาอยู่บ่อยๆ ช่วง 1-2 ปีก่อนหน้านี้ เวลาอ่านหนังสือ ฉันจะมีความคาดหวังกับตัวเองว่าต้องอ่านให้ได้ปีละหลายๆ เล่ม แล้วต้องเป็นหนังสือที่อ่านแล้วได้สาระด้วย แล้วต้องเขียนสรุปเล่าให้คนอื่นๆ ฟังได้ด้วย ฉันเลยอ่านหนังสือ non-fiction เยอะมาก จนรู้สึก overdose หน้ามืดตาลาย เมื่อครึ่งปีที่แล้วได้หยุดพักไปอ่านหนังสือแนว fiction เล่มนึง อ่านโดยที่ไม่มีเป้าหมายอะไรทั้งนั้น แล้วกลับมารู้สึกถึงความสุขและความสนุกในการอ่านเหมือนตอนเด็กๆ อีกครั้ง

อีกประสบการณ์หนึ่งที่ทำให้เกิด disillusion กับ productivity คือการมีลูก ในโลกของการจัดการงานนั้น การมี productivity ช่วยให้เราฝ่างานจำนวนมากๆ ไปได้ แต่ในโลกของครอบครัวและเด็กเล็กนั้น มันช่วยอะไรไม่ได้เลย ใครที่มีลูกเล็กพอจะรู้ ว่ามันจะมีสิ่งละอันพันละน้อยที่ต้องการจัดการ ลูกร้องหิวนม นมก็ต้องให้ งานบ้านที่กองไว้ก็ต้องทำ แล้วถ้ายิ่งทำงานไปด้วย ก็ต้องตอบอีเมล์ เขียนนู่นเขียนนี่ แล้วที่ไม่ได้นอนมาหลายวันนี้ ยังไม่รู้เลยจะไปชดตอนไหน

427 Nameless Fanboi Posted ID:Wq7LJ9ASOD

ถ้าใช้หลัก Eisenhower matrix ที่มนุษย์ผลิตภาพนิยม น่าจะรู้จักกันดี เราสามารถแบ่งงานออกเป็น 4 ประเภทตามความเร่งด่วนและความสำคัญ แล้วเลือกว่าชิ้นไหนจะ do-decide-delegate-delete มันจะนรกมาก เพราะงานที่เกี่ยวกับเลี้ยงลูกนั้น แทบทุกอย่าง delete ไม่ได้ (ก็ลูกอึติดแพมเพิสจะไม่เปลี่ยนผ้าอ้อมให้ก็กระไรอยู่) ถ้าไม่มีคนช่วยเลี้ยงลูก ก็ delegate งานอะไรไม่ได้เลย จะให้ decide ทีหลังไม่ได้ เพราะคิดไม่ทันแล้วโว้ยยย ลูกก็ร้องกวนอยู่นั่น สรุปว่า ทุกอย่างตกในช่อง do คือต้องทำค่ะแม่ 555 เรื่องการวางแผนอะไรล่วงหน้านั้น แทบไม่ได้ผลเลย กะจะออกจากบ้านไปทำธุระตอน 10 โมง ปรากฎว่าลูกนอนกลางวันเวลานั้นพอดี หรือว่านัดประชุมสำคัญแล้วลูกก็ป่วยขึ้นมา

---

เจ้าพ่อเจ้าแม่ด้าน productivity หลายคนเองก็เถอะ ถ้าไปดูชีวิตของเขาทั้งหมด ก็จะเห็นว่า มีคนคอยช่วยดูแล “งานหลังบ้าน” ให้อยู่ เช่น เป็นเจ้าของธุรกิจ มีทีมงานหลายคน มีฐานะเพียงพอที่จะจ้างคนใช้ คนขับรถ หรือถ้ามีครอบครัว ก็มีภรรยาที่ทำงานแบบยืดหยุ่นหรือไม่ทำงานเต็มเวลาเพื่อดูแลลูกๆ มันยากมากนะที่จะมี productivity ถ้าคุณยังต้องนั่งรถเมล์ไปกลับที่ทำงานวันละ 4 ชั่วโมง กลับถึงบ้านแล้วต้องทำกับข้าวกิน ล้างจาน รีดผ้า เก็บบ้าน ดูแลพ่อแม่ที่อายุมาก พาหมาไปเดินเล่น ฯลฯ เราจึงไม่เห็นเจ้าพ่อเจ้าแม่เหล่านี้เอาสถิติความ productivity ของงานพวกนี้มาอวดแข่งกันว่า "โอ๊ยยย ฉันเนี่ยรีดผ้าได้เร็วสุดๆ 20 ชิ้นใน 15 นาที" หรือมาเขียนบทความว่า "เอาลูกเข้านอนได้ในเวลา 5 นาทีได้อย่างไร" (ถ้าทำได้ ขอสูตรด้วยค่ะ 555)

สรุป: “You can be very productive by producing shit efficiently”

หากดูจากรากศัพท์และความหมายของคำว่า productivity ซึ่งแปลเป็นไทยว่า “ผลิตภาพ” พูดง่ายๆ คือ ความสามารถในการผลิต (อะไรก็ไม่รู้) ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง และที่สำคัญ ไอ้การผลิตอะไรก็ไม่รู้ที่ว่า มันก็รวมถึง “ผลิตอะไรก็ได้” อาจจะไม่ใช่สิ่งที่มีคุณค่าจีรังหรือจำเป็นต่อเราเลยก็ได้

ฉันเชื่อว่า ผลิตภาพนิยมหรือความคลั่งไคล้ในผลิตภาพ คือมรดกตกทอดจากยุคอุตสาหกรรมศตวรรษที่ 20 เริ่มจากเจ้าพ่อเจ้าแม่ด้าน organization management ที่พยายามจะเพิ่มผลผลิตอุตสาหกรรมในโรงงานเป็นคนนำเทรนด์มาก่อนและมันก็แทรกซึมมาสู่ความคิดของคนทำงานโดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงที่กลายมาเป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่รุ่นต่อมา และแพร่มาสู่คนทั่วไปอย่างเราๆ

แต่ตอนนี้มันศตวรรษที่ 21 แล้ว เราไม่มีวันแข่งกับหุ่นยนต์ในเรื่องของ productivity ได้ ใครๆ ก็รู้ว่า เครื่องจักรสามารถทำงานได้ทั้งวันทั้งคืนไม่ต้องนอน ทำด้วยความแม่นยำเกินความสามารถของเรา งานที่มนุษย์จะยังมีประโยชน์อยู่คืองานที่ต้องจัดการกับอารมณ์ งานที่ต้องใช้ความเป็นมนุษย์และงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งใช้ไม้บรรทัดของ productivity ในการวัดไม่ได้เสมอไป จริงอยู่ว่าคนทำงานอย่างเราก็ต้องมี productivity บ้าง แต่ความนิยมใน productivity เกินไป ทำกับชีวิตเป็นเหมือนสายพานการผลิตซะอย่างนั้น มันอาจจะไม่ได้ช่วยให้เราพ้นการถูกทดแทนโดยเทคโนโลยี ซ้ำร้าย อาจทำให้เราเป็นทุกข์กับความรู้สึกว่าเราไม่ productive เหมือนชาวบ้านเขาด้วย

หมายเหตุ: งานนี้เขียนเพราะอยากเขียน ขี้เกียจจะเรียบเรียงไปมากกว่านี้และขี้เกียจอ่านทวนด้วย ถ้าอ่านแล้วติดๆขัดๆตรงไหน ก็ขออภัย แต่อาจจะไม่แก้เพราะขี้เกียจแก้ ใคร comment มาก็อาจจะไม่ได้ตอบเพราะขี้เกียจตอบ 555 ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ

428 Nameless Fanboi Posted ID:Wq7LJ9ASOD

ถ้ามนุษย์เดินดินกินข้าวแกงอย่างเราไม่ทันคิด ไปมองแต่ชีวิตทำงานที่ productive ของเจ้าพ่อเจ้าแม่เหล่านี้ ก็จะพาลให้รู้สึกแย่ในตัวเอง (เราเห็นว่ามีคนที่พากันเลิกฟัง podcast แนวนี้เพราะรู้สึกเฟลกับตัวเองเลย ทั้งๆที่ก็เป็นคนเก่งๆ ทำอะไรเยอะแยะ) โดยลืมมองว่า เราเองมีงาน “หลังบ้าน” มากมายที่เจ้าพ่อเจ้าแม่เขาละไว้ในฐานที่เข้าใจเพราะเขาไม่จำเป็นต้องทำ แล้วไอ้งานพวกนั้นจริงๆ แล้วอาจให้ความเพลิดเพลินผ่อนคลายและมีคุณค่ามากกว่าที่คิด เช่น ทำงานบ้านแล้วได้เห็นบ้านที่สะอาดไม่รกตา อารมณ์ดีเพราะได้เล่นกับลูก หรือได้เหงื่อจากการทำสวน ได้นอนเต็ม 8 ชั่วโมงทำให้หัวสมองปลอดโปร่งคิดงานออก เราว่าจริงๆ มันเป็นกิจกรรม“การบำรุงชีวิต” ที่สำคัญ

---

เราคิดต่อไปว่า ในสถานการณ์แบบไหนที่ productivity ใช้ไม่ได้?
งานประเภทนึงเลยล่ะ คืองานที่ต้องการ emotional availability จากคนทำ เช่น งานที่ต้องดูแลใจคนอื่น หรือแม้กระทั่งการเป็นพ่อแม่คน เพราะลูกเขาต้องการให้เราอยู่เป็นเพื่อนเขา เพลิดเพลินในการเล่นกับเขา พร้อมจะปลอบใจเขาเวลาเขาหกล้มเจ็บ งานพวกนี้ไม่ใช่งานประเภทที่ว่าจะใช้มือทำส่งๆให้เสร็จๆ ไปได้โดยไม่มีภาระทางอารมณ์ งานพวกนี้มันวัดไม่ได้ว่าคุณจัดการได้กี่เคสในเวลากี่นาที แต่มันวัดจากความพึงพอใจของคนที่อยู่กับเรา เช่น ลูกรู้สึกมั่นคงในตัวเราหรือเปล่า หรือว่า ลูกค้ารู้สึกไว้วางใจเราได้มั้ย

อีกประเภทของงานที่ถ้าเอาแนวคิดเรื่อง productivity มาจับจะไม่ work คืองานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ งานศิลปะ หรืองาน craft ในงานแบบนี้เราอาจจะต้องคิดไอเดียเป็นร้อยๆ อันถึงจะมีสักอันที่ work หรือว่า ใช้เวลาเป็นปีๆ เพื่อจะทำชิ้นงานสักชิ้นนึง (นึกภาพไมเคิลแอนเจโล่วาดภาพบนเพดานโบสถ์ซิสทีน) ถ้าพูดเรื่องประสิทธิภาพก็ถือว่าต่ำมาก แต่ถ้างานนั้นมันเด็ดจริง มันก็คุ้มกว่าที่คุณภาพกลางๆ หลายร้อยงาน จริงมั้ย

---

429 Nameless Fanboi Posted ID:Wq7LJ9ASOD

,d"=≥,.,qOp,
,7' ''²$( )
,7' '?q$7'
..,$$,.
,. .,,--***²""²***--,,. .,
² ,p²'' ''²q, ²
: ,7' '7, :
' $ ,db, ,db, $ '
'$ ²$$² ²$$² $' Using Reddit at work? Work for Reddit.
'$ $' https://www.reddit.com/jobs
'$. ., ,. .$'
'b, '²«»«»«»²' ,d'
'²?bn,, ,,nd?²'
,7$ ''²²²²²²²²'' $7,
,² ²$ $² ²,
$ :$ $: $
$ $ $ $
'b q: :p d'
'²«?$. .$?»²'
'b d'
,²²'?,. .,?'²²,
²==--≥²²==--==²²≤--==²

430 Nameless Fanboi Posted ID:XoeNGzjry.

ที่ จขกท พูด มันมาจากสื่อจีน แต่มาจากกลุ่มสื่อที่เป็นกลุ่มชังชาติ
คนจีนก็เรียกพวกเขาว่า คนชังชาติเหนือนกัน
กลุ่มที่อยากจะถล่มรัฐ มักจะแสดงอารมณ์ ชังชาติ
มักจะใช้ข่าวปลอมมาทำให้ประชาชนเกิดความโกรธ
จีนก็เหมือนกัน และรัฐจีนจัดคนปล่อยข่าวปลอมไม่ค่อยเป็น
พวกนี้ฉลาด ข่าวจริงครึ่งปลอมครึ่ง

1. หมอจีนแซ่ Li พบก่อนแล้ว และเผยแพร่ข่าว แต่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐ (ตำรวจ) สั่งระงับ(ข่าวลือ)
จริงครึ่ง แต่ไม่ได้บอกเหตุผล

จีนมีกฎหมาย คือเจอโรคระบาดแล้ว จะยือยันยังไร หน่วยงานระดับไหนเปิดเผยได้
ถึงสภาพไหนจะใช้วีธีไหน
คุณหมอ Li เปิดเผยในกลุ่มเพื่อนเขาในวันที่ 30/12/2019 ว่า โรคซาร์สมาอีกแล้ว
เขาเตือนให้เพี่อนระวังตัว และขอให้อย่าแพร่ไปนอกกลุ่มนี้ เพราะมันผิดกฎหมาย
แต่เพื่อนเขาไม่ได้ตามสญญา และ scan ข้อมูลแพร่ไปเน็ท
แต่เขาไม่ใช่คนพบเชื้อ และไม่ใช่คนเตือนคนแรก

ที่จริง 26/12/2019 ประธานโรงพยาบาล jin yin tan วู่ฮั่น
(มาแก้ข้อผิด คนแจ้งเป็นหมอที่ทำงานใน รพ อีกแห่งในวู่ฮั้น หมอเป็นผู้หญิง อายุ 54)

เขาแจ้งหน่วยงาน Health and wellness แล้ว
ว่าโรงบาลเจอคนไข้เป็นโรคปอดบวมไม่ธรรมดา 7 คน แต่ก็ไม่ใช่ซาร์ส
หน่วยงานรับแจ้งแล้ว จะให้ทีมผู้เชี่ยวชาญมาศึกษา และยีนยังว่ามันเป็นโรคอะไร
แล้วรัฐบาลจะตัดสินว่าจัดยังไร
ทำอย่างนี้มันก็ถูกกฎหมาย เพราะตอนนั้นมีแต่ผู้ป่วย 7 คน
และไม่แน่ใจว่ามันระบาดคนต่อคนหรือเปล่า

คุณหมอ Li เขาทำงานใน รพ เป็นหมอรักษาตา
เขาได้ข่าวใต้ดินว่ามี 7 คน เป็นโรคปอดบวมไม่ธรรมดา
เขาวิเคราะห์แล้วมันน่าจะเป็นซาร์ส ก็เลยคุยกับเพื่อน
จนข้อมูลปลอม(ซาร์สมาอีกแล้ว)แพร่ไปเน็ท
นี่ผิดกฎหมายในตอนนั้น

เวลาจะยีนยังว่าเชื้อมันระบาดคนต่อคน ต้องมีหลักฐานครอบ
ไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนยีนยันได้โคยเจอผู้ป่วยไม่กี่คน
ตอนนั้นได้แต่เดา และตามข้อเดาไปหาหลักฐาน
ก็เลยตอนนั้น รัฐจีนปิดเมืองไม่ได้

431 Nameless Fanboi Posted ID:Hhjzv0XNlk

>>426-428 บ่นอะไร เป็นผู้หญิงก็อยู่บ้านเลี้ยงลูกไปดิ

432 Nameless Fanboi Posted ID:0oSlOKjvRx

จีบสาวแบบต่าง ๆ

สโตอิก : ปกติเราไม่ค่อยจีบใครก่อนอะนะ หากเธอชอบเราก็ดี แต่ไม่ชอบเรา ก็ไม่เป็นไรเราไม่ซีเรียส

ซินนิค : เธอคิดมั้ย ว่าเราเหมาะกันเหมือนผีเน่ากะโลงผุเลยหละ

เพริปาติก : เราไม่ชอบยืนสารภาพรักเฉย ๆ อะ เราไปเดินเล่นกันเถอะ

อีเคลกติก : เราชอบเธอนะ แต่เราก็ชอบอีกคนด้วย เราว่าน่าจะดีหากพวกเรามาทรีซั่มกัน

เอปิกกุรอส : เธอ ๆ ปุ้นมั้ย ซักปื๊ด

เปอสเปคติก : เราลองคบกันซัก สามเดือนก่อนมะ หากไม่โอเคค่อยเลิก เผื่อเบื่อไง

เปตากอเรี่ยน : ไซข้ามฉาก คอสชิดฉาก แทนข้ามชิด แต่หากเราอยากใกล้ชิด จะต้องทำยังไง

พลาโตนิส : เธอคือฟอร์มที่ฉันตามหามาตลอด

433 Nameless Fanboi Posted ID:jieLWii.DZ

ความโสมมของกรมเจ้าท่า ใครไม่ได้อยู่ริมแม่น้ำย่อมไม่มีวันได้รู้

บ้านอยู่ริมน้ำมีโฉนดที่ดินถูกต้องตามกฎหมาย วันดีคืนดีน้ำเซาะตลิ่งเข้ามา กลายเป็นว่าบ้านอยู่ในน้ำ จะต่อเติมซ่อมแซมอะไร พอพวกมันขับเรือผ่านมาเห็น เป็นต้องรีบเข้ามาหาเพื่อรีดไถเงิน

ข้ออ้างยอดฮิตของพวกมันคือ ปลูกบ้านรุกล้ำแม่น้ำ ต่อให้มีโฉนดมันก็ไม่สนใจเพราะถือว่าปัจจุบันเป็นแม่น้ำไปแล้ว ชาวบ้านที่รำคาญไม่อยากเป็นคดีความ ก็ต้องยอมจ่ายเงินไป จะได้จบ

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

434 Nameless Fanboi Posted ID:wVAk2u5Y0S

ไวรัสครั้งนี้อาจจะดูรุนแรง แต่เอาจริง ๆ ตอนนี้ที่รุนแรงกว่าในจีนอาจเป็นความเกลียดชังที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล
.
ความเชื่อถือที่ประชาชนชาวจีนมีต่อรัฐบาล ณ ขณะนี้จะเรียกว่าติดลบเลยก็ได้ คือพูดอะไรมาให้คิดตรงกันข้ามได้เลย อะไรก็ตามที่รัฐประกาศออกมาประชาชนจะไม่เชื่อเลย ทำได้แค่ทำตามข้อบังคับเพื่อไม่ให้ผิดกฎหมาย
.
ทุกคนต่างเอาตัวรอด แห่กักตุนหน้ากากเพราะไม่เชื่ออะไรในรัฐบาล และนั่นคือปัญหาใหญ่มาก ความโกลาหลที่เกิดจากความไม่มีอะไรให้เชื่อมั่น ทุกคนต้องเอาตัวรอดด้วยตัวเอง
.
ซึ่งถึงจะเป็นแบบนี้มานานแล้ว แต่ก่อนหน้าทุกคนก็ยังใช้ชีวิตกันได้ไม่เดือดร้อนอะไร ชีวิตใครชีวิตมัน แต่สถานการณ์เปลี่ยนหลังจากเรื่องที่รัฐบาลปิดข่าวไวรัสและจับหมอที่ออกมาเตือนเรื่องไวรัสคนแรก ๆ ไปแดงขึ้นมา ก็เลยเป็นเชื้อไฟสุมให้คนเกลียดรัฐบาลมากขึ้นไปอีก
.
เพราะในมุมมองของคนจีนตอนนี้คือที่เรื่องมันบานปลายไปขนาดนี้ก็เพราะความเผด็จการของรัฐบาลจีนในการพยายามปิดข่าว ส่วนคนที่ควรจะเป็นฮีโร่และทำให้เหตุการณ์เบากว่านี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ กลับถูกรัฐบาลสั่งปิดปากจับตัวไป
.
จุดที่ถือเป็นจุดแตกหักคือการเสียชีวิตของหมอคนดังกล่าวด้วยไวรัสที่ตัวเองพยายามออกมาเตือนทุกคนแต่แรก
.
และรอบนี้ความพยายามปิดข่าวการเสียชีวิตโดยรัฐบาลก็ไม่เป็นผล ข่าวออกมาจนได้ จนสุดท้ายต้องยอมออกข่าว
.
ถือเป็นจุดตัดนึงที่น่าสนใจว่าผู้คนไม่เงียบแล้ว ต่อให้รัฐบาลดูดอะไรไปยังไง แต่การโกรธแค้นของประชาชนนั้นไปไกลกว่ามากจนไม่มีใครอยู่เฉยและรัฐบาลไม่สามารถปิดข่าวได้อีก
.
เมื่อวานความเกรี้ยวกราดถูกแผ่ออกทั่ว Social Media จีนจน Xu Danei ผู้ก่อตั้งบริษัทวิเคราะห์ Social Media ถึงกับออกมาบอกว่า
.
"I haven’t seen my WeChat timeline filled with so much forlornness and outrage,”
.
หลังจากที่ศึกไวรัสตัวใหม่นี้จบ ชีวิตคนจีนก็อาจจะกลับไปเหมือนเดิม ใช้ชีวิตตามเดิม แต่จิตใจและความรู้สึกที่มีต่อพรรคคอมมิวนิสต์คงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นี่คงเป็นศึกใหม่ที่รัฐบาลคงต้องพบเจอไปอีกนานแสนนาน
.
ณ ตอนนี้สารภาพตามตรงว่าเราก็ไม่เชื่อตัวเลขที่จีนออกมาบอกเลยแม้แต่นิดเดียว ยิ่งพล็อตกราฟยิ่งรู้สึกไม่เชื่อ
.
และทำให้สิ่งที่กังวลน้อยมาแต่แรกอย่างอัตราการเสียชีวิตแค่ 2% นั้น ... อาจจะไม่ใช่ก็ได้
.
จะรู้อีกทีว่าเลขนี้เชื่อได้แค่ไหนก็คงต้องรอให้มันระบาดในประเทศเสรี
.
ซึ่งก็ไม่ได้น่ายินดีเท่าใดนักที่จะรอดู

435 Nameless Fanboi Posted ID:wVAk2u5Y0S

การระบาดของโคโรนาไวรัสครั้งนี้ นอกจากตัวไวรัสเองแล้ว คนจีนกำลังมองไปที่ Dictatorship และ Censorship ที่เป็นอีกปัจจัยหลักในการปล่อยให้ไวรัสแพร่กระจายรุนแรงเกินรับมือ

.

จากกรณีคุณหมอหลี่ เหวินเหลียง อายุ 34 ปีที่เป็นคนเตือนหมอและบุคลากรทางการแพทย์คนอื่น ๆ ผ่านโซเชียลมีเดียตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมว่าเขาพบคนป่วยในอู่ฮั่นที่มีอาการคล้าย SARS แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นไวรัสอะไร และเริ่มเตือนให้หมอทุกคนสวมอุปกรณ์ป้องกันให้ดี ... เขาถูกเจ้าหน้าที่รัฐจับกุมในไม่กี่วันต่อมาและข้อมูลของเขาก็ถูกลบออกไปทันทีฐานปล่อยข่าวลือที่มีผลต่อความมั่นคงตามกฎหมาย Censorship ของจีน

.

เขาเปิดเผยว่าถูกบังคับให้เซ็นต์เอกสารที่ให้คำสัญญาว่าจะไม่เปิดเผยข้อมูลใด ๆ อีก ซึ่งถ้าเกิดทำอีกจะมีโทษตามที่ระบุในเอกสาร

.

แน่นอนว่าข่าวหายไป ... แต่ไวรัสยังอยู่

คณะผู้ปกครองในอู่ฮั่นคิดเอาเองว่า "ไม่รุนแรง" เลยรับมือแบบปกติ
รายงานเบื้องบนไปแบบปกติ และมองว่าคนที่กำลังตื่นตระหนกอยู่นั้นแค่กำลัง Panic จากข่าวลือในโซเชียลเท่านั้น

.

แต่ข่าวที่โผล่ในโซเชียลช่วงต้น ๆ ของการระบาดคือการล้มป่วยคนแล้วคนเล่าด้วยโรคประหลาด มีข่าวก็โดนปิด คนปล่อยข่าวก็โดนจับ คนในเมืองจำนวนไม่น้อยก็เลยถือโอกาสเดินทางก่อนตรุษจีนเพื่อไปหาที่ปลอดภัยไปด้วยในตัว เพราะไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ เพราะรัฐเองก็ย้ำแล้วย้ำอีกว่าไม่มีอะไร ... หลังจากนั้นไม่ถึงสองสัปดาห์โคโรนาไวรัสก็ระบาดไปทั่วประเทศจีน

.

เมื่อความจริงปรากฎพร้อม ๆ กับไวรัสที่แพร่กระจายไปเกินจะหยุดมันได้ง่าย ๆ คุณหมอหลี่และคนอื่น ๆ ได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา เขากลับมาทำหน้าที่ของเขาในโรงพยาบาลของอู่ฮั่น ... แต่สุดท้ายด้วยการทำงานหนักของเขา ก็ติดเชื้อเสียเองและเสียชีวิตไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ... คนจีนมากมายในโซเชียลกำลังไว้อาลัยให้เขาในฐานะ "วีรบุรุษ" ของจีน ... และคณะ Dictators ของจีนก็ต้องก้มหัวไว้อาลัยให้เขาไปพร้อมกันด้วยเพราะยังไม่อยากอยู่คนละข้างกับประชาชนในตอนนี้

.

แต่มันอดไม่ได้หรอกครับที่ภาพจะสะท้อนไปหาเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งตลอดเดือนที่ผ่านมาไม่สามารถทำหน้าที่ให้ดี แถมมีข่าวให้เห็นตลอดเวลาว่าพอรู้ว่ามันรุนแรงต่างก็แก่งแย่งกันหนีออกจากพื้นที่ด้วยอำนาจพิเศษ ความไม่เข้าใจสถานการณ์ทำให้การแพร่กระจายของเชื้อนั้นหยุดไม่อยู่ และทั้งหมดนี้ก็สะท้อนไปที่ระบอบเผด็จการของจีนที่เต็มไปด้วยคนเชื่อฟังคำสั่ง ใช้อำนาจทำงานอย่างเด็ดขาด รวมถึงระบบการเซ็นเซอร์ที่ตรวจจับได้ทุกอย่างแต่ทั้งหมดนี้ถูกดูแลด้วยคนที่ไม่มีไหวพริบ เพิกเฉยและดูแคลนสถานการณ์ รวมถึงสะท้อนไปหาผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของระบอบเผด็จการอย่างพรรคคอมมิวนิสต์จีน และถึงประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ด้วยในที่สุด

.

นี่อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่ในจีน
หลังจากที่ไวรัสจางลงไป

436 Nameless Fanboi Posted ID:kOT6kgO5rQ

นึกถึงตอนโซเวียตล่ม นอนอยู่ดีๆตื่นขึ้นมา ข่าวออกโซเวียตล่มแล้ว มีประเทศเกิดใหม่สิบประเทศ

ถ้าอยู่ดีๆจีนล่มเพราะคนเลิกหลับหูหลับตาให้หมีพูพ์ แล้วมีประเทศกวางตุ้ง ประเทศเสฉวน น่าจะสนุก

437 Nameless Fanboi Posted ID:aGMVnei0qj

ตัวเค้าไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพตำรวจ​ สอบออกได้อันดับไม่ดี​ เลยต้องลงไปทำงาน​ ใน​ 3​ จว.​

ในด้านธุรกิจ​ก็ไม่มีส้นตีนอะไรเลย​ แค่สร้างสติ๊กเกอร์ไลน์การ์ตูนไม่กี่แบบ​ แล้วได้ตังค์มาหน่อยนึง​ ก็มาเปิดคอร์สสอนสร้างสติ๊กเกอร์ไลน์​ นั่นคือจุดเริ่มต้นการใช้สกิลปากดีสอนคน​ การสอน​ สอนแบบฮาร์ดคอ ออกกู​ ออกมึง​ ไอ้เหี้ย​ ไอ้สัส​ ด่าไปสอนไป​ ทั้งที่ตัวเองไม่มีเหี้ยอะไร​เลย​ หลอกคนมาฟังคำพูดลอย​ ๆ​ จากตัวเอง​

เงินที่ได้​หลัก​ ๆ​ จะมาจากส่วนนี้​ คือการขายคอร์สสร้างฝัน​ ให้แรงบันดาลใจ​ประมาณนี้​ ส่วนลาออกจากตำรวจทำไม​ ก็เพราะไม่ประสบความสำเร็จไง​ ไม่มีใคนเอา​ เพื่อนไม่เอา​ พี่ไม่เอา​ น้องไม่เอา​มัน​ ปากแบบนี้แหละ​ มีดีอยู่อย่างเดียวคือปาก​ ที่เหลือโบ๋เบ๋

แต่ยืนยันเลยเรื่อง​ ที่มันลาออกตร.เพราะไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพ ที่ลงภาคใต้​กับ​ ตชด.เนี่ย คือ​ รร.นายร้อยมีนโยบายอยู่แล้ว​ คือพวกสอบได้ลำดับท้ายๆ​ รุ้สึกจะ​ 10-20 คนสุดท้ายนี่ล่ะ​ ไม่เกินนี้​ จะต้องลง​ ตชด.กับ​ 3​ จว.

ส่วนคนอื่นๆก็เลือก​ สน.​ สภ.อื่นๆปกติไป คนอย่างมันไม่ยอมไปลำบากแบบนั้นหรอก อีกอย่างขอติงมัน​ ที่ชอบอ้างผู้กองแคน​ บ่อยๆ ไอ้สัส​ ปากดี​ เอาพี่เขามาโหน​ เขาตายแล้วก็เอามาโหน​ ไม่เคยรู้จัก​ ไม่เคยเห็นหน้าเขา​ โหนให้คนฟังแล้วดูดี​ ไอ้สัส​ จะชอบว่าผมเดินตามแบบพี่แคน​ ลงไปใต้เพราะพี่แคน
จะมีรูปพี่แคนขึ้นมาในคลิปประกอบคือแบบ​ แอ๊ค ขี้โม้​ เยอะ​ ยุบยับไปหมด​ ตร.รุ่นเดียวกับมัน​ หมั่นไส้จะตาย แต่พูดไรไม่ได้

#เรื่องเล่าจากทางบ้าน

438 Nameless Fanboi Posted ID:aGMVnei0qj

#เตือนภัย โดนทำร้ายร่างกายที่ Fitness First Platinum Siam Paragon

ผมเข้าคลาส Zumba วันศุกร์ที่ 7 ก.พ. 63 ตอน 17.00 น. ระหว่างเต้นก็ปกติดี แต่รู้สึกว่ามีผู้หญิงคนนึง อายุประมาณ 50 ปีเต้นอยู่ด้านหน้าผมเยื้องไปทางซ้ายเล็กน้อย เธอหันมามองผมหลายรอบ ผมไม่ได้สนใจและไม่ได้มองเขาเลย เพราะคิดว่าน่าจะเหลือบมาดูท่าเต้นเฉยๆ

พอประมาณ 17.40 น. ขณะจบเพลงพอดี เธอหันหลังกลับมามองผมแล้วตวาดใส่ผมว่า "เธอจะมาเต้นใกล้ฉันทำไม!" 😡 ผมรีบปฏิเสธทันทีว่าไม่ได้ไปเต้นใกล้อะไรเลย ห่างมากกว่า 1 ช่วงแขน และไม่ได้เต้นโดนเขาแม้แต่ครั้งเดียว ผมพูดเขาก็ยิ่งตะคอก จากนั้นเขาเอาเท้ามาถีบผมที่หัวเข่าผม 👣 ผมก็ตกใจ วิ่งไปที่หน้าเวทีบอก coach ที่นำเต้นว่าผู้หญิงคนนี้เขามาทำร้ายผม เธอยังตามมาถีบผมที่ขาอีกหลายครั้ง 👣👣👣ท่ามกลางสายตาคนทั้งคลาส เขาหาว่าผมพยายามจะเต้นไปใกล้ๆ เบียดเขาลวนลามเขา 😟 ตอนนั้นผมใจเย็นมากไม่ตอบโต้ แค่บอกว่าคุณทำร้ายร่างกายผม ผมจะไปแจ้งความ เธอตะคอกกลับว่า "แจ้งไปเลยไม่กลัว ฉันไม่โดนจับหรอก" แล้วผมเลยรีบวิ่งกลับไปเอามือถือมาถ่ายหน้าผู้หญิงคนนี้ไว้ เธอก็เข้ามาด่าจะถ่ายรูปชั้นทำไม พร้อมพยายามจะมาแย่งโทรศัพท์แล้วโดนเชิญลงไป

พอผมเต้นเสร็จลงไปข้างล่างก็เจอนางเล่นใหญ่ไปตามรปภ.ของห้างมาที่จุด check-in ด้านหน้า เพื่อให้มาจับผม (ข้อหาอะไร?) ซึ่งผมก็มองว่าไร้สาระแล้วก็เข้าไปชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผู้จัดการสาขาฟัง แล้วผมก็รีบเปลี่ยนชุดออกมาจากฟิตเนสไม่ให้เผชิญหน้า เพราะผู้หญิงคนนี้ยังคงตะโกนด่าสารพัด ทั้งๆ ที่ไม่ได้ไปทำอะไรเขาเลย

จากเสียงของเทรนเนอร์และผู้ที่เข้าคลาสหลายท่านให้ข้อมูลว่าผู้หญิงคนนี้เคยมีปัญหาคล้ายกันแบบนี้หลายครั้งแล้ว แต่เธอกลับเป็นผู้ที่มาแจ้งกับทางฟิตเนสเองว่าโดนกระทำ แต่ยังไม่เคยมีเรื่องถึงขั้นทำร้ายร่างกายแบบที่ผมโดน

ผมไม่คิดว่าการมาออกกำลังกายในฟิตเนสกลางเมืองจะมีภัยคุกคามต่อร่างกายและจิตใจแบบนี้ ขอบคุณผู้จัดการสาขาและเทรนเนอร์หลายท่านที่เข้ามาจัดการและช่วย support จิตใจและความมั่นใจต่อความปลอดภัยของ Fitness First Platinum Siam Paragon ผมไปแจ้งความที่สน.ปทุมวันเรียบร้อย

ฝากผู้ที่เคยโดนผู้หญิงคนนี้คุกคาม โปรดแจ้งผู้จัดการสาขาเพื่อเป็นข้อมูลในการดำเนินการเพื่อความปลอดภัยของส่วนรวมครับ

439 Nameless Fanboi Posted ID:ngJVZQKLaw

...เหมือนเป็นเคราะห์กรรม ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาปราบไวรัส คิดแต่จะขายกัญชาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

440 Nameless Fanboi Posted ID:ttLEYrhzM/

ผนงรจตกม
= ผู้ชายหน้าเงี่ยน
เราเจ็บตูดกันหมด

441 Nameless Fanboi Posted ID:ttLEYrhzM/

ขอพูดถึง "ข้อสอบ คณิตศาสตร์ O-NET ป.6" ที่มีปัญหา สักหน่อย

หลายคนบอกว่ายากไปมากสำหรับเด็ก หลายคนก็บอกว่าไม่เห็นจะยากอะไรเลยนี่ เคยเจอยากกว่านี้ด้วยซ้ำ ฯลฯ .......

แล้วผมคิดยังไงกับเรื่องนี้? ในฐานะ "นักคณิตศาสตร์" และ "อาจารย์มหาวิทยาลัย" นะ

ก่อนอื่นคงต้องถามก่อน ว่านี่มันคือข้อสอบอะไร ระหว่าง "ข้อสอบวัดผล" กับ "ข้อสอบแข่งขัน" .... และถ้าเป็น "ข้อสอบวัดผล" นี่เรา "วัดอะไร"

ข้อสอบที่ออกน่ะไม่ยากเลย สำหรับ "ข้อสอบแข่งขัน" ที่จะต้องหาคนเก่ง มีไหวพริบดี ประยุกต์ได้ ผ่านการทำโจทย์และคิดเป็นเหตุเป็นผล ใช้เหตุใช้ผลมา .....

มันต้องแยกคนกลุ่มที่เก่งที่สุด ออกจากคนกลุ่มที่เก่งรองลงมาได้ และแยกคนกลุ่มที่เก่งรองลงมา จากคนกลุ่มที่เก่งรองๆ ลงมาได้ ....​ ข้อสอบแข่งขันมันมีหน้าที่แบบนั้น ....

แต่นี่มันไม่ใช่ข้อสอบแข่งขัน ........

แต่มันยากไปในฐานะ "ข้อสอบวัดผล" ที่ "วัดว่าเด็กผ่านมาตรฐานขั้นต่ำสุดหรือไม่"

ซึ่งถ้าถามผม นั่นมันคือหน้าที่ของ O-NET และสำหรับโจทย์ยากหน่อย เอาไปไว้ A-NET โน่น (นั่นก็คือหน้าที่ของมัน)

O-NET นี่จริงๆ ไม่ควรต้องมีการประยุกต์อะไรมากมายเลยนะ เอาโจทย์ง่ายๆ แบบพื้นๆ นี่แหละไปให้ทำ เต็มเยอะก็ช่างมัน .... ไม่สิ มันควรจะเต็มเยอะๆ ด้วยซ้ำ .....

แต่อย่าไปคิดว่าออกข้อสอบ "ง่าย คำนวนตรงๆ ก็ได้" แล้วเด็กจะแห่กันเต็มนะ .... ผมเคย shock มาแล้ว กับการออกข้อสอบแบบนั้นในมหาวิทยาลัย ...

เด็กปี 2-4 นี่แหละ บวกลบเศษส่วนผิดๆ ถูกๆ กันเยอะแยะ .... บวกลบทศนิยมผิดๆ ถูกๆ กันเยอะแยะ บวกเลขคูณเลขผิดลำดับ ผิดอะไรกันเยอะแยะ .... จนผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผ่านประถมมาได้ยังไง

ก่อนที่จะไปแข่งกันหาคนเก่ง คนประยุกต์ คนอะไรนั่นนี่ได้น่ะ เอาพื้นฐานให้มันดีก่อน ..... เรื่องพื้นๆ ที่ควรจะ "ทำได้เต็ม" น่ะ มันได้เต็มกันจริงๆ หรือยัง .....

ไม่ใช่ว่าเรื่องพื้นๆ ก็ไม่เอา กลัวมันจะง่ายไป กลัวคะแนนจะเต็ม ... ต้องมียากบ้างอะไรบ้าง ฯลฯ .... จนเราไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วเรื่องง่ายๆ ที่เราคิดว่าทุกคนควรจะทำได้กันหมดเนี่ย มันมีคนทำไม่ได้กันเท่าไหร่

พูดอีกอย่าง .... ผมไม่คิดว่า "ข้อสอบ O-NET มีไว้วัดเด็ก" .... แต่ผมคิดว่ามันมีไว้ "วัดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา" ซะมากกว่า .... พูดอีกอย่างคือวัดโรงเรียน วัดการเรียนการสอนที่โรงเรียนต่างๆ มากกว่าวัดตัวเด็ก

ไม่ใช่ว่าจะไม่มีผลกับเด็กเลยนะ มันก็ต้องมีแหละ ไม่งั้นเด็กจะทำไปทำไม เข้าห้องสอบไปส่งกระดาษเปล่าก็ได้สิ ถ้าวัดแค่โรงเรียนอย่างเดียว ...

เป้าหมายของข้อสอบแบบนี้ คือ ทุกคนควรได้เต็ม ... คะแนนเฉลี่ยควรจะ 90% อะไรแบบนี้ .... ไม่ใช่คนเก่งมากๆ เท่านั้นที่ได้เต็ม แล้วคะแนนเฉลี่ย 20-30 .....

ถ้าเราไม่รู้ว่าตอนนี้ Bottom Line ของเราอยู่ตรงไหน เราจะไปพัฒนาอะไรได้ .... ถ้าเราไม่รู้ว่าเรื่องง่ายที่สุด ที่ทุกคนควรทำได้น่ะ มันทำได้จริงๆ หรือยัง .... แล้วเราจะไปแข่งขันเรื่องอะไร ....

หรือเราแข่งขันกันซะจนเคย จนแยกเรื่องแข่งขันออกจากเรื่องวัดผลไม่ออก แยกเรื่องแข่งขันออกจากเรื่องมาตรฐานไม่ได้ ....

442 Nameless Fanboi Posted ID:+kpa1mlpYW

>>436 ถ้าชาวฮั่นเหมือนกันคงไม่แยก ปท. หรอก ถ้าไม่เอาหมีพูห์ก็คงเปลี่ยนระบอบ ที่จะแยกจริงๆ คือพวกซินเจียง ทิเบต มองโกเลียใน สิบสองปันนา พวกนี้คนละเผ่า อารมณ์เมียนมาถ้าทหารไม่กดไว้พวกเผ่าอื่นๆ คงแยกหมด เหลือแต่ดินแดนของชาวพม่าเท่านั้น

443 Nameless Fanboi Posted ID:ttLEYrhzM/

ว่าด้วย U = U ในชีวิตจริง
.
วันนี้มีคนไข้ HIV รายหนึ่งมาปรึกษาผ่าตัด Mommy makeover ทั้งตัว ที่น่าสนใจคือเค้าทราบว่าติดเชื้อในวันที่วางแผนจะมีลูกกับสามีคนก่อนโดยนัดกันไปตรวจเลือด พอผลออกมาบวก สามีเก่าก็หายจ้อยไปเสียเฉยๆ นางก็กัดฟันสู้ชีวิตกินยารักษาจนตรวจไม่พบเชื้อ (Undetectable) แล้วหางานทำ
.
เมื่อ Undetectable = Untransmittable เค้าก็แต่งงานใหม่ได้อีกครั้ง โดยสามีใหม่ มั่นใจในข้อมูลที่แพทย์ให้ แต่ก็ยัง "ใส่ถุงยางทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ " ยกเว้นช่วงปล่อยมีลูก จนสามารถตั้งครรภ์ได้ และลูกก็ออกมาปกติ หลังคลอดลูกก็กลับมาใส่ถุงยางทุกครั้งเหมือนเดิม ครอบครัวนี้ก็ปกติมาตลอด สร้างเนื้อสร้างตัวจนมั่นคง
.
เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยม ในการใช้หลักการ U = U อย่างถูกต้อง ตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัยจริงๆ

444 Nameless Fanboi Posted ID:ttLEYrhzM/

เหตุผลที่ เศรษฐกิจไทย กำลังหดตัวอย่างรุนแรง /โดย ลงทุนแมน
ถ้าให้มองย้อนกลับไปเป็นสิบปี ตั้งแต่ วิกฤตซับไพรม์ ปิดสนามบิน น้ำท่วมใหญ่ ชุมนุมทางการเมือง ระเบิดราชประสงค์
ไม่มีครั้งไหนที่น่าจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อผู้ประกอบการไทยเท่าครั้งนี้

เพราะเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นส่วนใหญ่ จะกระทบเพียงกับบริษัทใหญ่ หรือ สถาบันการเงิน
พ่อค้าแม่ค้า คนทั่วไป คงไม่ได้เดือดร้อนอะไร บางเรื่องอยู่นอกประเทศที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรา

ถ้าจะกระทบผู้ประกอบการรายเล็ก ก็จะกระทบเฉพาะในเขตพื้นที่นั้น เช่น ผู้ประกอบการในพื้นที่ใกล้การชุมนุม

และหลายเหตุการณ์ ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ ที่เป็นผลกระทบแบบชั่วคราว

แต่กับเหตุการณ์ในครั้งนี้ ที่ตอนแรกคาดว่าจะชั่วคราว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ดูเหมือนว่ามันจะลากยาวกว่าที่เราคิด

และการลากยาวนี้คือประเด็น..
เพราะคนที่ทนการลากยาวไม่ไหว จะเริ่มหายไป

ลองจินตนาการว่า ตอนนี้นักท่องเที่ยวจีนที่มาเมืองไทยหายไปกี่ % คำตอบคือ จะหายไปอย่างน้อย 80% ใน 2 เดือนนี้

ถ้าไปถามพ่อค้าแม่ค้าที่ขายตามแหล่งท่องเที่ยว ตอนนี้เขาจะบอกว่ายอดหายไป 80%
จากเดิมที่ขายได้วัน 10,000 บาท ตอนนี้จะเหลือ 2,000 บาท
คำถามคือ ถ้าเขายังมีภาระค่าใช้จ่ายเท่าเดิม เขาจะอยู่ได้อย่างไร?

สเกลใหญ่ขึ้นมา เมื่อไปดูห้างสรรพสินค้า หรือ โรงแรม
รู้ไหมว่าตอนนี้ Occupancy Rate ของโรงแรมทั่วไป ลดลงต่ำกว่า 40% เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นอกจากนักท่องเที่ยวจีนจะยกเลิกการมาเกือบทั้งหมด นักท่องเที่ยวต่างชาติก็เลื่อนการเดินทางออกไปด้วย

เรื่องทำนองเดียวกันกับ สายการบินต่างๆ ถ้าหลีกเลี่ยงได้ ก็ไม่มีใครอยากนั่งเครื่องบินไปเที่ยวในตอนนี้
โดยเฉพาะในแถบเอเชียที่มีการระบาดของไวรัสโคโรนา

โดยปกติแล้วโมเดลธุรกิจของ โรงแรม สายการบินจะไม่ค่อยทำกำไรในช่วง Low Season และมาได้กำไรหนักๆในช่วง High Season เพื่อทำให้ยอดกำไรทั้งปีเป็นบวก

แต่เรื่องมาแจ็กพอตตรงที่ ตอนนี้กำลังเป็น High Season พอดี นั่นก็เตรียมตัวไว้เลยว่า โรงแรม และสายการบินส่วนใหญ่ในปีนี้จะขาดทุน

เมื่อผู้ประกอบการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวขาดทุนจะเกิดอะไรขึ้น?

อย่างแรกคือการขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง ในเมื่อรายได้น้อยลง รายจ่ายเท่าเดิม เงินสดก็มีไม่พอรายจ่าย

445 Nameless Fanboi Posted ID:ttLEYrhzM/

ถ้าบริษัทนั้นไม่ได้เก็บสำรองเงินสดไว้มากพอ ก็จะเกิดเหตุการณ์ เชิญพนักงานออก หรือมีโปรแกรมพิเศษเหมือนที่เกิดขึ้นแล้วกับสายการบิน Cathay Pacific ที่เชิญให้พนักงาน 27,000 คนลาหยุดโดยไม่รับเงินเดือน 3 สัปดาห์
และบอกได้เลยว่านี่จะไม่ใช่สายการบินแรกที่มีปัญหา

สายการบิน จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ในแถบนี้ จะเริ่มทยอยมีปัญหาตามมาทั้งหมด
คนที่ทำงานในสายการบินเตรียมพร้อมรับมือให้ดี

และเมื่อผู้ประกอบการอยู่ไม่ได้ ก็จะเริ่มกู้เงิน สำหรับผู้ที่มีเครดิตดีก็สามารถกู้ธนาคารได้

แต่ถ้ารายไหนใช้วงเงินเต็มแล้ว สิ่งที่จะได้รับผลกระทบตามมา ก็คือตัวสถาบันการเงินเองที่จะเกิด หนี้เสีย

ส่วนผู้ประกอบการรายย่อย ที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อของธนาคาร ก็จะเริ่มเข้าสู่วงจรอุบาทว์ทางธุรกิจ ก็คือ การกู้นอกระบบ

เราจะได้เห็นคนหลายพัน หลายหมื่นคน ที่เกี่ยวกับภาคการท่องเที่ยว มีชีวิตที่เปลี่ยนไปจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

เรื่องต่อมาก็คือภาคการส่งออก..

ในเมื่อจีนปิดทุกอย่าง ก็ต้องชะลอการนำเข้าด้วยเช่นกัน สิ่งที่ได้รับผลกระทบเร็วที่สุดทันที ก็คือการส่งออกผลไม้ไทยไปประเทศจีน

ทุเรียนที่ครองส่วนแบ่งตลาดผลไม้ไทยที่ส่งออกไปจีนมากที่สุด จะได้รับผลกระทบ และช่างบังเอิญว่าเรากำลังเข้าสู่หน้าทุเรียนพอดี..

ชาวสวนปลูกทุเรียนมา ขายไม่ได้ ทำอย่างไร?
เงินลงทุนที่จ่ายไปแล้ว จะทำอย่างไร?
แล้วนอกจากทุเรียน มีผลไม้ หรือสินค้าการเกษตรอะไรอีกบ้างที่ส่งไปจีน?
ก็คงต้องบอกว่าเรื่องนี้จะกระทบกับคนเป็นวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ใช่แค่ภาคการท่องเที่ยว แต่รวมถึงเกษตรกร หรือผู้ส่งออกสินค้าไปจีน

นอกจากนั้นก็ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก เช่น โรงภาพยนตร์ คอนเสิร์ต ก็อาจได้รับผลกระทบ เพราะหลายคนจะหลีกเลี่ยงไปสถานที่เหล่านี้โดยไม่จำเป็น เช่น จองตั๋วไปแล้ว

และมหกรรมรวมคนจากนานาประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่กำลังจะเกิดขึ้นก็คือ "โอลิมปิก" ที่ประเทศญี่ปุ่น

ถามคำถามเดียวคือ ถ้าเราเป็นนักกีฬายูโด ถ้าให้เราแข่งกับนักกีฬา จีน ตอนนี้ เราจะรู้สึกอย่างไร..

และนั่นอาจเหตุผลที่ทำให้ โอลิมปิก อาจต้องถูกเลื่อน ถ้าเหตุการณ์แบบนี้ลากยาวไปอีก 2-3 เดือน

ตอนนี้ไม่ใช่แค่ประเทศจีนได้รับผลกระทบ
แต่ทุกประเทศในเอเชียที่มีเศรษฐกิจเชื่อมต่อกับจีนกำลังได้ผลกระทบ
และผลกระทบนี้จะส่งผลเป็นวงกว้างต่อเอเชียแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบหลายสิบปี
หนึ่งในเหตุผลก็คือ ตอนนี้จีนก้าวมาเป็นประเทศที่ใหญ่มาก
ใหญ่พอที่จะลากคนอื่นมีปัญหาไปด้วย ถ้าตัวเขาเองมีปัญหา

ตอนนี้เราคนไทยกำลังประเมินความเสียหายกันน้อยกว่าที่คิดหรือไม่

แล้วเราจะทำอย่างไร?

สิ่งที่พอจะทำได้ก็คือ การตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแบบล่วงหน้า
โดยไม่ต้องรอ ให้ผลเสียหายมันเกิดขึ้นก่อน
(คล้ายกับที่แบงก์ชาติลดดอกเบี้ย 0.25% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา)

ภาพที่ลงทุนแมนเห็นตอนนี้ก็คือ
เรากำลังเหยียบคันเร่ง 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ระยะทางอีก 10 กิโลเมตร กำลังเจอเหว
เรากำลังมึนๆ และเหมือนจะรอให้ตกเหวก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะทำอย่างไร

10 กิโลเมตรที่ดูเหมือนไกล
แต่รู้หรือไม่ว่า
ด้วยความเร็วแบบนี้ อีก 3 นาที ก็จะถึงปากเหวแล้ว..

ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
นักท่องเที่ยวจีนมี 11 ล้านคน ถ้าให้หายไปทั้งปี มูลค่าความเสียหายโดยตรงคือ 520,000 ล้านบาท หรือ 3.5% ของ GDP ไทย มันอาจไม่หายไปทั้งปี แต่มันยังมีความเสียหายทางอ้อมที่ไม่ได้เกี่ยวกับภาคการท่องเที่ยว เช่น ภาคเกษตรกรรม ภาคส่งออก ที่กล่าวถึงในบทความด้านบน

อัตราการเติบโตของ GDP ไทย ล่าสุดอยู่ที่ 2.4%

ในกรณีเลวร้ายสุด
หลายคนยังพูดถึงว่า GDP จะโตช้าลง
แต่ลงทุนแมนกำลังพูดถึงว่า GDP ไทยปีนี้จะติดลบ..
╔═══════════╗
Blockdit ที่สุดของแอปมีสาระ
Blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman

446 Nameless Fanboi Posted ID:XpFQl9fylF

#สถานการณ์ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่
#บทวิเคราะห์: ต้องขจัด “ไวรัสทางการเมือง” ที่ใส่ร้ายระบอบของจีน
.
ปัจจุบัน จีนกำลังแสดงข้อดีของระบอบการปกครองแบบจีน และ แสดงถึงพลังความร่วมแรงร่วมใจในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ในขณะนี้นายไมเคิล ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กลับกล่าวใส่ความพรรครัฐบาลและระบอบการปกครองของจีนว่าเป็นภัยคุกคามแห่งยุคสมัย
.
ในช่วงหัวเลี้ยงหัวต่อของจีนในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้น คำพูดของนายไมเคิล ปอมเปโอไม่เพียงแต่ขัดต่อหลักมนุษยธรรม หากเป็นการขัดขวางการพัฒนาความสัมพันธ์ของจีน-สหรัฐฯ ด้วย
.
แท้ที่จริงแล้ว ตั้งแต่นายไมเคิล ปอมเปโอ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เป็นต้นมา ในการเยือนต่างประเทศทุกครั้งของเขา มักจะมีการโจมตีทางวาจา โดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนประกอบ ทั้งนี้ข้อได้เปรียบของระบอบจีนได้รับการพิสูจน์มาเหตุการณ์นี้อย่างชัดเจน การต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ของจีนในขณะนี้ ได้แสดงข้อได้เปรียบของระบอบสังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์ของจีนที่ถือมนุษย์เป็นที่ตั้ง และเน้นการรวบรวมกำลังเพื่อทำเรื่องใหญ่
.
การใช้ข้อได้เปรียบของระบอบปกครองและความพยายามของชาวจีนทั้งปวง ทำให้จีนมีความมั่นใจและศักยภาพที่จะเอาชนะการแพร่ระบาดของไวรัสได้ และเมื่อผ่านพ้นความยากลำบากนี้ไป จีนย่อมจะพัฒนาดียิ่งขึ้น ข้อได้เปรียบของระบอบก็จะเด่นชัดยิ่งขึ้น เพื่อแสดงบทบาทมากขึ้นในการพิทักษ์สันติภาพและการพัฒนาทั่วโลกต่อไป

ภาพจากซินหัว

447 Nameless Fanboi Posted ID:sYMCjX0UWf

ไม่มีทั้ง privacy ทั้ง security ไม่มีสักอย่าง
#มิตรสหายท่านหนึ่ง

448 Nameless Fanboi Posted ID:425Vy.G.N5

ขอให้บารมีในหลวง ร.10คุ้มครองพี่น้องชาวไทย

449 Nameless Fanboi Posted ID:sYMCjX0UWf

"เห็นใจทั้งผู้เสียชีวิต แม่คนยิง และตัวคนยิงซึ่งไม่รู้ว่าเจอกับอะไรมาบ้าง ใช้ชีวิตมาแบบไหน จากเสียงในคลิปที่มีคนตะโกนท้าล่าสุด ฟังดูก็รู้ว่าคนยิงแม่งสติหลุดไปแล้ว เดาว่าสุดท้ายเขาน่าจะฆ่าตัวตายล่ะมั้ง
.
ตอนเด็กๆ เคยมีช่วงเวลาที่คิดเล่นๆ และบอกเพื่อนบ่อยๆ ว่า อยากเอาปืนออกมากราดยิงคนบนโลกอันโสมมนี้ทิ้งจัง แต่มันก็เป็นแค่การคิดเล่นๆ ดังนั้นพอเห็นคนทำจริงเลยรู้สึกอยากรู้วิธีคิดเบื้องลึกของเขาขึ้นมา
.
ก่อนนี้เห็นคน sympathize กับ Joker เต็มเลย... นี่ไง สิ่งที่สังคมนี้สร้างขึ้นมา ตอนนี้มีใครจะ sympathize กับทหารคนนี้บ้างรึเปล่า?
.
ไม่พูดถึงวิธีรับมือกับเหตุการณ์ของ จนท รัฐ เพราะคนด่าเยอะแล้ว"

#มิตรสหายท่านหนึ่ง

450 Nameless Fanboi Posted ID:sYMCjX0UWf

>>448 เจ้าตัวเเม่งเหาะไปเยอรมันเเล้วสัส

451 Nameless Fanboi Posted ID:jhf4pT3scW

𝐓𝐡𝐚𝐢𝐥𝐚𝐧𝐝 𝐢𝐬 𝐭𝐡𝐞 𝐛𝐞𝐬𝐭✨
...หันกลับมารักปท.ตัวเอง รักคนในปท.ตัวเอง อย่าด่า ดูถูกหรือโทษกันเองเลยค่ะ มองดูปท.อื่นสิทั้งๆที่ไม่ได้รู้จักกันยังรักกันเลย เเล้วหันมาดูปท.เรา ด่ากันเอง เมื่อไหร่จะเจริญสักทีล่ะ?#กราดยิงโคราช

452 Nameless Fanboi Posted ID:sYMCjX0UWf

>>451 Slimz opinion doesn't count

453 Nameless Fanboi Posted ID:49t+6URmaG

>>451 กูขำ!!!

454 Nameless Fanboi Posted ID:Ub1olgvINS

เราว่ายุคนี้การตรวจสุขภาพจิต ไม่ใช่เรื่องน่าอาย และไม่ได้แปลว่าเราบ้า มันเป็นการ Save ตัวเอง ถ้าตรวจแล้วเป็นโรคซึมเศร้าจะได้รักษาทันไม่ต้องฆ่าตัวตาย ตรวจแล้วพบว่าจิตใจเป็นคนรุนแรง ก็บำบัด จะได้ไม่ต้องมีการสูญเสียกันทีหลัง #กราดยิงโคราช #savekorat #SaveThailand

455 Nameless Fanboi Posted ID:jhf4pT3scW

มันเกี่ยวกับคำ ๆ เดียวครับ เพราะคำว่า "ทหารเกณฑ์ "

ท่านอาจจะสงสัยว่ามันเกี่ยวอะไร

เหตุผลทุกอย่างมันมีคำตอบใหญ่ๆคำตอบเดียวครับ คือคำว่า "ระบบกองทัพไทยคือระบบทหารเกณฑ์"

ก่อนที่ผมจะเล่าแบบคราว ๆ ต้องบอกก่อนเลยว่ากองพันที่ผมได้ไปสังกัดนั้น ถือว่าเป็นกองพันที่ไม่เลวร้ายเลย สิ่งที่ดีคือได้เข้าไปแล้วได้เจอกับหมู่จ่าดีๆหลายท่าน และนายทหารสัญญาบัตรที่ดีๆหลายคน แต่ไม่ใช่ทุกคน และโชคดีที่ได้เจอเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่ดี นี่คือสิ่งที่ดี แล้วอะไรที่แย่? มันคือ "ระบบกองทัพไทย" เนี่ยละครับ

ผมจะไม่เล่ารายละเอียดมากเพราะถือเป็นความลับทางทหาร จะเล่าแบบเข้าใจง่ายๆ สั้นๆ เอานะ

ทั้งหมดเป็นตัวเลขสมมุติให้เข้าใจง่ายๆ

สมมุติ ทหารเกณฑ์ 1 ผลัด กองพันหนึ่ง รับประชาชนมาฝึก 100 คน

พอฝึกเสร็จ ทหารจะถูกแบ่งไปอยู่ตามกองร้อยซึ่งเป็นหน่วยย่อยในกองพันไปอีก

สมมุติว่า มี 5 หน่วย ก็จะหมายความว่า ทหารจะถูกแบ่งไปกองร้อยละ 20

ในกองร้อยนึงเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

20 คน = ไปเป็นคนรับใช้บ้านนาย 5
ปล่อยกลับบ้านยาวเป็นปีสัก 2 เพื่อเอาเงินเดือนเข้ากระเป๋า
ปล่อยกลับเป็นเดือนสัก 3 เพื่อเอาเงินเดือนเข้ากระเป๋า
ถูกดึงไปทำงานส่วนตัวนายทหารสัก 2
ดึงไปทำงาน ที่กองพัน 1

เท่ากับว่า เหลืออยู่ที่กองร้อยแค่ 7 - 8 คน

7- 8 คนนี้ทำอะไรที่กองร้อย?

ตอนเช้าตื่นตี 5 ทำงานในกองร้อยทำความสะอาดต่างๆ ในระหว่างวันก็จะถูกใช้ทำงานต่างๆในกองร้อย และถูกแบ่งไปเข้าเวร ซึ่งมีทั้งเช้าและกลางคืน

ปัญหามันอยู่ที่ตรงนี้ครับ

การเข้าเวรมีหหลายอย่างมาก ทั้งเข้าเวรกองร้อย เวรคลังอาวุธ เวรหน้ากองพัน เวรวัง(ไปเฝ้าวัง)

ซึ่งเวรนั้นมีมาก งานก็มีมาก แต่คนนั้นมีน้อย เพราะฉะนั้นคนที่พักที่กองร้อยไม่ได้ถูกจำหน่ายไปที่อื่นๆก็จะต้องทำงานตอนเช้าและเข้าเวรตอนกลางคืน ติดต่อกันเป็นแรมเดือนก็มี ถามว่าเป็นทหารอดทนได้ไหม มันได้ครับ แต่ร่ายกายคนมันต้องพักผ่อนเนอะ ถามว่าจะโทษทหารได้ไหมที่อ่อนเพลีย ก็ได้นะ...........แต่มึงก็จะเป็นไอเหี้ยตัวนึง แค่นั้น

ต่อ พอคนน้อย เวรกะกลางคืนก็ต้องลดจำนวนลง จากที่พักกองร้อยจะมีเวรคลังโรงรถคนนึงคลังแสงคนนึง ที่กองบังคับการกองพันคนนึง จากสามคน แม่งลดเหลือคนเดียว ซึ่งเป็นคนเดียวที่ สภาพอ่อนเพลียเพราะทำงานเหนื่อยตอนเช้าและเข้าเวรกลางคืนและอีกหลายๆเวร อดนอนมาหลายวัน ยกตัวอย่างเช่นผม ถูกใช้ไปตัดต่อวีดิโอที่กอง บก.พัน กว่าจะเสร็จก็ตีสาม เดินกลับมาที่กองพันต้องมาเข้าเวรตี3 - ตี5 ต่อ แล้วยังต้องไปเข้าเวรตอนเช้าต่ออีก ซึ่งแม่งไม่เม็คเซ็นมาก ผลคือ ผมไปนั่งหลับเลยเพราะมันไม่ไหว คือถ้ามีโจรมาปล้นคือแม่งปาดคอผมสบายๆเลย

เพราะฉะนั้นที่ถามว่าทำไมมันเอาง่าย ถ้าตอบแบบง่าย ๆ คือ ระบบความปลอดภัยมันต่ำ แต่ถ้าถามแบบวิเคราะห์กันเชิงลึก มันคือตรงนี้ละ

สรุปคือ เกณฑ์ทหารมาเยอะๆเพื่อเอาไปบ้านนาย เอาไปปล่อยกลับบ้าน เอาตังแดกเอง แล้วให้คนที่อยู่กองร้อยรับกรรม ทำงานหนักไม่ได้พักผ่อน แบบนี้ได้หรอ? คนที่อวยๆให้ยังเกณฑ์ทหารอยู่ อ่านแล้วคิดบ้างนะ ถ้ายังคิดไม่ได้หรือยังดึงดัน ผมคงต้องบอกเลยว่า คุณคือส่วนหนึ่งที่ทำให้คนบริสุทธิ์ต้องตายจากการถูกขโมยปืน มือคุณอาจไม่เปื้อนเลือด แต่จิตใจคุณแม่งโคตรสกปก

#savekorat #ยกเลิกทหารเกณฑ์

456 Nameless Fanboi Posted ID:tX.Okb3maR

>>455 ถ้าไม่มีทหารประเทศชาติจะดำรงอยู่ได้อย่างไร การเป็นทหารเกณฑ์เป็นหน้าที่ของลูกผู้ชาย เหมือนกับการบวชให้พ่อให้แม่นั่นแหละ อย่ากระแดะ

457 Nameless Fanboi Posted ID:/Wol0pawNn

เท่าที่ผมทราบข่าวมานะ...ข่าวว่าสิบโทโดนนายพันโกงเงินเรื่องนายหน้าขายที่...(ทหารชั้นผู้น้อยกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่) สุดท้ายตัดสินใจสินใจฆ่านายทหารยศนายพันและคนในบ้านอีก2รวมเป็น3ศพ...มาถึงตอนนี้ชีวิตเขาพังแล้วครับ คิดว่าตัวเองยังไงก็คงตาย...แต่ลองหันไปมองต้นเหตุแห่งที่มาที่ไปซิครับ เขาคงคิดว่าเขาคงไม่อาจเรียกร้องความเป็นธรรมเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้...พอตายไป3ศพ...เขาก็เลยทำเพื่อให้สาสมกับชีวิตนี้ที่พังทลายลงไปแล้ว โดยการไปยังกองร้อยที่ตนสังกัดอยู่แล้วฆ่าสิบเวรเพื่อเอาปืนเอาระเบิดไปสร้างความบรรลัยให้เกิดขึ้นกับสังคม...เพื่อให้สังคมรับรู้ว่าเขาต้องการอะไร...ต้นสายปลายเหตุมันเกิดจากอะไร ...คำตอบก็คือเพราะระบอบความเป็นธรรมของสังคมสังกะล๊วยนี้มันเสื่อมทรามไง นายพันบีบสิบโท บีบให้หมามันจนตรอก...ทั้งหมดทั้งมวลที่ผมกล่าวมาคุณพอจะมองภาพออกบ้างแล้วรึยัง...ทหารนะมันเป็นระบบเผด็จการและบ้าอำนาจ มันเอาอำนาจไปบีบไอ้ลูกกะจ๊อกทำให้ชีวิตมันจนตรอก... และนี่คือผลตอบแทนที่มันให้กับสังคม...

สังคมใดที่ไร้ธรรมอำไพ สัคมนั้นจะบรรลัยแน่นอน

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

458 Nameless Fanboi Posted ID:.v5qzmW0Pa

>>456 low quality bait

เบทให้มันเนียนๆกว่านี้หน่อยดิ๊

459 Nameless Fanboi Posted ID:tX.Okb3maR

>>458 ขอท่ด เดี๋ยวไปฝึกมาใหม่

460 Nameless Fanboi Posted ID:/Wol0pawNn

ตอนนี้สงสัยแค่ว่าช่อง One จะโดน กสทช. สั่งพักใบอนุญาตชั่วคราว จอดำแบบ Voice TV โดนบ้างมั้ย

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

461 Nameless Fanboi Posted ID:jYW/w2z+bb

>>460 โดนเรื่องอะไรวะ

462 Nameless Fanboi Posted ID:HQMyqW3CY/

>>461 เรื่องตอนนี้น่ะสิ

มึงรอดูสื่อโดนเช็คบิลย้อนหลังได้เลย

463 Nameless Fanboi Posted ID:Y3Owawyh0i

>>461 แม่งสปอยล์โจร ตำรวจได้ข้อมูลตำแหน่งโจรกำลังเตรียมบุกแม่งก็เสือกปากสว่างเอามาป่าวประกาศ รูปแบบวิธีบุกแม่งก็ยังจะประกาศ ทั้งๆที่รู้เต็มอกว่าโจรแม่งเปิดเน็ตดูอยู่

464 Nameless Fanboi Posted ID:YWWAJMF2Fq

>>460 กูว่าไม่หรอก อย่างดีสุดก็แค่ไล่นักข่าวที่ไลฟ์สดออก

465 Nameless Fanboi Posted ID:425Vy.G.N5

เห็นคุณบางคนบอกว่าไม่แปลกที่จ่าจะเอาปืนออกไปจากคลังอาวุธง่ายๆ ไม่เห็น รก. ไม่หละหลวมหรอกพวกคุณไม่เข้าใจ ที่หนูต้องการสื่อคือทำไม รก. ไม่สามารถสกัดกั้นไม่ให้นายจ่านี่เอาปืนกับฮัมวี่ทั้งคันออกจากกองพันไปได้

เอาจริงๆหนูก็ไม่แปลกใจ เพราะหนูเกณฑ์ทหารมาสองปี ทำไมหนูจะไม่รู้ว่าระบบ รก. มันกากขนาดใหน ที่หนูไม่เคยพูดก็เพราะกลัวคนนอกจะรู้แล้วอาจเป็นปัญหา แต่ใหนๆคนก็ออกมาพูดกันเยอะแล้วหนูเล่าเลยละกัน อย่างพันนี่หนูเข้าเวรมาให้ปืนเปล่ากับดาบปลายปืนทื่อๆเล่มนึงเอามาทำท่าตบปืนป๊าปๆตอนผู้พันเดินผ่านไปมา ถ้าเจอเหตุการณ์เดียวกันนี้แล้วหนูเป็น รก. ยืนเฝ้าคลังอาวุธอยู่ สิ่งเดียวที่หนูทำได้ในตอนนั้นคือนอนตาย

แล้วเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่หนูตายแล้ว? จ่าที่เป็นเวรกองพันจะ Alert แต่เนื่องจากเวรทั้งกองพันไม่ได้พกกระสุนเลยสักคน ให้แต่ปืนเปล่าๆมากับดาบปลายปืนเล่มนึง เวรทุกคนตามจุดต่างๆจึงพากันวิ่งหนีตาย จ่าที่กอง รก. จะเริ่มเอากระสุนเป็นเม็ดๆ แคะออกมาจากกล่องกระสุนเหล็กเก่าๆขึ้นสนิม แล้วค่อยๆบรรจุกระสุนในในซองทีล่ะนัดๆ จากนั้นก็ค่อยแจกให้เวรเอาไปเตรียมยิง ปืนของเวรนี่เอามาจากกองร้อยที่ยิงออกมั่ง ไม่ออกมั่ง แล้วแต่ดวง แถมเอาผ้าเล็กๆอุดไว้ที่ปลายปืน เพราะจ่าคลังอาวุธประจำกองร้อยกลัวฝุ่นเข้าไปในปืนแล้วต้องล้างบ่อยๆ ซึ่งนายผ้านี่มันแคะออกยากสัสๆ ถ้ายิงเลยทั้งๆที่ยังอุดผ้าไว้อยู่หนูคิดว่าปลอกลดแสงแตกแน่ๆ ในตอนนี้ถ้านายจ่าที่ขโมยปืนออกมานี่ขับฮัมวี่มาแล้วเอา M60 ลงมายิงใส่ รก.เลยนี่เละทั้ง รก.

แต่นายจ่าที่ขโมยปืนไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้น เพราะสามารถขับรถออกไปหลังกองพันได้เลย ตรงนั้นมีคนเฝ้าคนเดียว แถมไม่มีกระสุน ทีนี้คุณควรจะกังวลกันให้มากๆเพราะเท่าที่หนูอ่านมา กองพันส่วนใหญ่เป็นแบบหนูทั้งนั้น ยศจ่าสิบเอกจริงๆเป็นยศที่ค่อนข้างชั้นผู้น้อยอยู่ หนูจะเกรงใจจ่าพิเศษหรือจ่ากองอะไรนี่มากกว่า แล้วกองพันหนูนี่นายร้อยกับผู้พันเดินกันตูม มีกันเยอะชิบหาย แต่จ่าสิบเอกดันเอาอาวุธออกจากคลังง่ายๆยังงี้เพราะระบบ รก. มันเอาไว้เป็นแค่หุ่นไล่กากับตบปืนให้ผู้พันฟินเล่นๆเวลาเดินผ่านไปมา หนูคิดมานานแล้วว่ามันอันตรายมากอ่ะค่ะ หนูอยากให้กองทัพไทยทบทวนเรื่อง รก. แล้วยกเครื่องมันใหม่ทั้งหมดเลย

466 Nameless Fanboi Posted ID:49t+6URmaG

>>465 โควตอีหิ่งป่ะวะนิ มันชอบแทนตัวว่าหนูทั้งๆที่มีควยอันเขื่องตรงหว่างขา

467 Nameless Fanboi Posted ID:jQ3lbgFf1i

ไปอ่านเจอทวิตนึง "ที่บ้านผม ยะลา ก็มีแบบนี้ มีเยอะด้วย เกือบทุกวัน" เราคิดอยู่พักนึง แล้วเกิดคำถามขึ้นมาว่า เราลืมอะไรไปรึเปล่า? ลืมใครไปมั้ย? เหตุการณ์ #กราดยิงโคราช ทำให้เรารู้สึกถึงความหวาดกลัว ของสามชายแดนใต้ ที่ต้องพบเจอแบบนี้เกือบทุกวัน #PrayForKorat สู้ไปด้วยกันนะคะ ทุกคน

468 Nameless Fanboi Posted ID:8HA7AxAdHU

เพราะพวกนักข่าวไลฟ์สด พี่สาวฉันเลยถูกยิง

469 Nameless Fanboi Posted ID:8HA7AxAdHU

>>466 ใช่

470 Nameless Fanboi Posted ID:ypFNg79DeI

งงกับพวกที่ค้านว่า "อย่าโยงเรื่องนี้ให้เป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานทหารและรัฐบาล"
เดี๋ยวนะมึง สาเหตุที่ทำให้อีจ่าคลั่ง ก็เกิดจากการคอรัปชั่นของหน่วยงานทหาร สาเหตุที่อีจ่าขนปืนออกมาได้มากมาย ก็เพราะความละหลวมของหน่วยงานทหาร
ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานทหารและรัฐบาล แล้วจะไม่ให้โยงได้ไงวะ

สมมุติ มีคดีพนักงานธนาคารเจาะระบบ แล้วขโมยเงินมึงไปเป็นล้าน มึงจะบอกว่า เรื่องนี้ธนาคารไม่ต้องรับผิดชอบก็ได้ เป็นความผิดของพนักงานคนนั้นคนเดียวเหรอ

471 Nameless Fanboi Posted ID:2Hx2ooRDT5

>>470 ไอ้เรื่องความหละหลวมของหน่วยงานมันต้องรับผิดชอบก็จริง แต่ไอ้เรื่องที่โกงกันนี่มันก็เป็นเรื่องที่ต้องไปฟ้องร้องหรือดำเนินการทางกฎหมายเอาเอง นี่เล่นตัดสินด้วยการฆ่าคนที่โกงไม่พอ ยังฆ่าคนอื่นดะไปหมด จะโทษว่าเป็นความผิดทหารหรือรัฐบาลหมดก็ไม่ได้ ใครจะไปคิดว่ามันจะบ้าได้ขนาดนั้น ไอ้เรื่องสรรพาวุธกับปัญหาผู้ใหญ่เอาเปรียบผู้น้อยก็อยากให้มีการจัดการแก้ไขให้มันจริงจังสักที เพราะมันมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอีกสูงมาก

472 Nameless Fanboi Posted ID:0zOw065X8r

แม่งทหารมันฟ้องหัวหน้าไม่ได้เมิง
โดนกด

473 Nameless Fanboi Posted ID:aGBp/RdVfW

>>471
ฟ้องคดีอาจไม่ชนะ เพราะเราไม่รู้ว่า แกซื้อแบบไหน อาจซื้อแบบยื่นเงินให้เปล่า เลยไม่มีหลักฐานทางนิติกรรมก็ได้

474 Nameless Fanboi Posted ID:GhTqRb3pOB

ฟ้องคดีกับทหารเนี่ยนะ

475 Nameless Fanboi Posted ID:lMl/MyFx2C

เอาจริงๆนะ ถ้าถึงจุดนี้แล้วยังมีคนพูดอยู่ว่า อย่าโยงการเมือง ต้องมีคนเดินไปตบปากแล้วมั้ง การเมืองทำให้บ้านเมืองไม่สงบ ทำให้คนไม่สามัคคีกัน ปัญหาแก้ไขได้ต้องเริ่มที่ตัวเรา เออเริ่มไงดีอะ ฝุ่นพิษเต็มเมืองจากคนเผาไร่ ให้ไปดับเองก็ไม่ได้นะ เชื้อไวรัสเข้ามา ไม่มีมาตรการจำกัดการเดินทาง คนหาซื้อหน้ากากไม่ได้ รัฐไม่รู้ไม่ชี้ ชาวบ้านจะตั้งโรงงานเย็บหน้ากากกันเองมันก็ทำไม่ได้นะ จะออกนโยบายระหว่างประเทศกันเองก็ไม่ได้แหละ นี่พอมีเหตุกราดยิงจากทหารที่เอาปืนจากค่ายทหาร เอารถจากค่ายทหารขับมายิงคนในห้างอะ ถามหัวใจคุณจริงๆเหอะ จะแก้ไข จะเริ่มที่ตัวเราเองได้ยังไงหรอ?
.
นวลว่าเราทำได้อย่างเดียวคือพูด พูดกันเยอะๆ พูดแม่งรัวๆแรงๆเหมือนตอนหมอฟันเอาแรงดันน้ำฉีดเหงือกฉีดฟันคุณจนกว่าหินปูนจะหลุดอะ ไอ้ความ ignorant มันจะได้หลุดออกจากหัวคนบ้าง
.
พูดเรื่องความไม่โปร่งใสของโครงสร้างกองทัพ พูดเรื่องความไม่ปลอดภัยของประชาชนจากความหละหลวมในการเก็บรักษาอาวุธ พูดเรื่องความไม่สมเหตุสมผลของงบประมาณ พูดเรื่องจรรยาบรรณสื่อ พูดเรื่อง audience คุณภาพเลวที่แชร์รูปคนเจ็บคนตาย พูดเรื่องมาตรการความปลอดภัยในอนาคต
.
เรื่องไหนที่มันสำคัญ มัน matter ถ้าพูดกันแบบเรียลๆจริงๆแล้วมันก็ลากไปได้ถึงปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งนั้นแหละ และหากเราต้องการความเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง มันก็ต้องพูดเรื่องของคนที่ไม่รู้จักทำหน้าที่ตัวเอง ก็เป็นเรื่องการเมืองแล้วไง
.
ดังนั้นหากคุณแคร์ คุณต้องการความเปลี่ยนแปลงในชีวิตคุณ คุณแม่งต้องมีสิทธิ์พูดเรื่องการเมืองดิ ถ้ามีใครมาบอกคุณว่าอย่าโยงการเมือง ก็แปลว่าเค้าเป็นมนุษย์อินเตอร์เน็ต lvl 1 อะ เค้าคงภาวนาอยากได้ความเปลี่ยนแปลงมั้งนะ แต่เค้าไม่รู้หรอกว่าการกระทำของเค้ามันขัดขวางสิ่งที่เค้าต้องการอยู่
.
ถ้าจะมีอะไรที่เริ่มที่ตัวเราเองได้ ก็คือการทำตัวให้ชินกับการคุยการเมืองนี่แหละ คุยเยอะๆ คุยแบบศิวิไลซ์ ให้สังคมเริ่มเห็นว่าคนมันโอเคกับสิ่งนี้กันแล้วนะ ส่วนใครยังหาเรื่องด่าว่าคุณโยงการเมืองอยู่ก็ปล่อยเขาใช้ชีวิตอยู่กับชุดความคิดนั้นไปเถอะ ขนาดพระพุทธเจ้ายังปล่อยจอยกับบัวใต้ตมเลย

476 Nameless Fanboi Posted ID:lMl/MyFx2C

ระบบเจ้าขุนมูลนาย กลั่นแกล้งรังแกทหารชั้นผู้น้อย ไม่มีความยุติธรรม การป้องกันคลังอาวุธหละหลวม แค่นายสิบยังสามารถปล้นอาวุธร้ายแรงออกไปได้ ปล้นรถฮัมวี ต้นตอปัญหาจากกองทัพล้วนๆ ไม่ได้มาแก้ตัวให้คนร้าย เขาทำผิดร้ายแรงที่ไปยิงประชาชนผู้บริสุทธิ์ สมควรถูกวิสามัญแล้ว และถ้ายังไม่แก้ต้นตอปัญหา อีกหน่อยก็มีคนร้ายแบบนี้มาอีกเรื่อยๆ

477 Nameless Fanboi Posted ID:SG0G4lg8GC

>>476 นี่ดีนะที่เมืองไทยไม่ได้หาปืนกันง่ายๆ แบบอเมริกา ไม่งั้นเป็นไปได้ที่อาจจะมีคนบ้าๆ แบบนี้ปรากฎขึ้นจากหลากหลายอาชีพแบบที่โน่น ความเสียหายก็ลดหลั่นกันไปตามฝีมือการยิงของคนก่อเหตุ แต่ก็จะมีเหตุแบบนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ

ภายใต้สังคมที่คนยิ้มแย้มและเคารพผู้อาวุโสแบบไทยๆ ลึกๆ มันคือการที่คนเก็บกดซ่อนความรู้สึกนั่นละ ไปทำงาน เจอเจ้านายเจอหัวหน้างานบ้าอำนาจ สั่งอย่างเดียวแต่ไม่คิดมาช่วยหาวิธีอำนวยการให้ดำเนินการไปได้ แต่พอผิดพลาดหรือไอ้ที่สั่งไปน่ะมันกระทบบรรทัดฐานของสังคมจนมีกระแสต้าน เจ้านายหรือหน่วยเหนือก็โยนว่าลูกน้องไม่ได้เรื่อง ลูกน้องนอกรีตทำกันเอง ต้นสังกัดไม่เกี่ยว แล้วก็ลอยแพให้พักงาน ย้ายหรือไล่ออกเพื่อลดแรงกดดันจากสังคม แต่ต้นตอระบบในองค์กรที่มีปัญหา หรือพฤติกรรมคนใหญ่คนโตที่มีปัญหาไม่ถูกแก้ไขหรือแม้แต่พูดถึง

ถ้าลองให้หาปืนได้ง่ายๆ แบบอเมริกา กูว่าระวังให้ดีเถอะ อาจจะได้เห็น พนง.ธนาคารที่ถูกกดดันให้ทำยอดขายพ่วงประกัน พอสังคมด่ามากๆ ผจก. ก็บอกว่าไม่มีนโยบายนี้แล้วก็ไล่ พนง. ออก คนเหล่านี้อาจจะเอาปืนมากราดยิงลูกค้า เพื่อนร่วมงาน ก่อนจะยิงตัวตายหรือถูกวิสามัญก็ได้

ยกมาอาชีพหนึ่งแล้วนะ แต่ใช่ว่าอาชีพอื่นๆ จะไม่มีแรงกดดันแบบนี้ เพียงแต่ปืนมันหายากก็เท่านั้นเอง

#มิตรสหายแรงงานอีกท่านหนึ่ง

478 Nameless Fanboi Posted ID:jYW/w2z+bb

>>477 ถ้าหาปืนง่ายๆ อาจไม่ตายเยอะขนาดนี้ก็ได้ คนเดินห้างที่พกปืนมายิงสู้หมด สนุกแน่ อิอิ

479 Nameless Fanboi Posted ID:SG0G4lg8GC

>>478 น่าคิดว่าถ้าไทยหาปืนได้ง่ายแบบเมกา กรณีแบบนี้จะจบแบบไหน เห็นตอนฝรั่งมันถกเถียงเรื่องนี้ มีการแซะรัฐเดโมแครตที่อยากให้คุมปืนเข้มๆ (พวกนิวยอร์ก , แคลิฟอร์เนีย) เกิดเหตุทีความเสียหายเยอะเพราะคนไม่ค่อยพกปืนกัน แต่รัฐริพับลิกันที่คนเห็นปืนเป็นของชิ้นหนึ่งในชีวิตประจำวัน (เช่นเท็กซัส) พอเกิดเหตุปุ๊บคนร้ายโดนชาวบ้านยิงตายก่อนตำรวจมาถึง อะไรแบบนี้ละ

480 Nameless Fanboi Posted ID:h+gSCu9qZi

นึกภาพเทคนิคช่างกลเด็กแว้นท์หาปืนได้ง่ายๆดูดิ

481 Nameless Fanboi Posted ID:SG0G4lg8GC

>>480 ทุกวันนี้ก็คนกลุ่มนี้ละที่หาปืนได้ง่ายกว่าพลเรือนกลุ่มอื่นๆ ในสังคม (แต่เป็นปืนเถื่อนนะ) จนสุจริตชนไม่อยากไปตอแยด้วย จะขับรถกวนตีน เมาแล้วกร่างก็ต้องเดินหลบๆ เพราะไม่รู้ถ้าไปเถียงไปแย้งมันจะลั่นไกใส่หรือเปล่า

482 Nameless Fanboi Posted ID:425Vy.G.N5

ผลจากการไลฟ์สดของ ทีวีช่อง "หนึ่ง" บอกว่า

"เจ้าหน้าจะเข้าไปช่วยเด็กๆ ที่ติดอยู่ในโซนบ้านบอล เด็กเล่น เพื่อนำเด็กๆ ออกมา ตามที่มีแชทแจ้งมาจากภายใน"

ผลก็คือคนร้ายเดินออกจากชั้นเครื่องแต่งกายผู้ชาย ขึ้นไปชั้นเด็กเล่นทันที เมื่อคนร้ายเดินไปแถวนั่น ยิงปืนขู่ ทำให้เด็กที่ แม่ พยายามปกป้องและปลอบใจมาตลอด เกิดตกใจกลัวและกรีดร้องออกมา

คนร้ายรู้ตำแหน่ง

และเมื่อเดินไปเจอ 2 คนแม่ ลูก

แม่งก็ยิงเขาตายหน้าตาเฉย

ไงล่ะอยากดัง ไอ้สัด กูรู้ กูเห็น กูรายงาน กูไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน

ไม่เดือดร้อน พ่อง!!!

แม่ตาย เด็กตาย เพราะการรายงาน จากความหิวของพวกมึงไง ขอให้เรื่องนี้หลอนจิตใจพวกมึงไปจนตาย

#สื่อไร้จรรยาบรรณ

483 Nameless Fanboi Posted ID:tzInFLnDhP

ที่อเมริกา มีอดีตมารีนถือสไนเปอร์เดินขึ้นไปบนหอคอยในมหาลัยเท็กซัสแล้วยิงคนข้างล่าง แป๊ปเดียวชาวเท็กซัสทั้งบางก็แห่กันมาพร้อมปืนครบมือช่วยตำรวจยิงสู้

หาสารคดีเกี่ยวกับเหตการณ์เรื่องนี้มาดูได้ The Tower ใช้เทคนิคRotoscope(วาดอนิเมชั่นทับฟุตเทจคนแสดงจริง) จะได้ไม่รู้สึกว่ามันรุนแรงเกินไปและให้ความรู้สึกเซอเรียล

https://www.youtube.com/watch?v=k963PfUVeLQ

484 Nameless Fanboi Posted ID:jYW/w2z+bb

ตอนนี้ปืนมันหาง่ายแค่เฉพาะบางกลุ่ม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกที่สันดานโจรอยู่แล้ว ทำให้เกิดการเหลื่อมล้ำ
มึงลองให้ปืนหาง่ายสำหรับคนทั่วๆ ไปด้วยสิ แบบซื้อปืนง่ายๆ เหมือนเข้า 7-11 ไรงี้ จะได้เท่าเทียมกัน

485 Nameless Fanboi Posted ID:2Hx2ooRDT5

>>483 ตอนเห็นของบ้านเรานึกถึงคดีนี้เหมือนกัน อันนี้เครียดจากสภาพชีวิตปัญหาทับถมเลยออกมาไล่ฆ่าคนดะ กว่าจะจัดการได้ก็ตายไปหลายคน

486 Nameless Fanboi Posted ID:/Wol0pawNn

เรื่องที่เกิดในวันนี้ ต้องสนใจปัญหาสภาพอำนาจในสังคมทหาร ที่มีผลต่อสุขภาพจิตของทหารกันให้มากๆเลยนะ

ใครเคยผ่านพื้นที่แบบนี้จะรู้ว่าพื้นที่เหล่านี้มีเรื่องที่ฝืนสำนึก หรือ ทำลายสำนึกคนอยู่เยอะมากเลย และมันค่อนข้างสร้างความตึงเครียดสูงมากและชักนำให้คนวิปริตได้ง่าย

ไม่ว่าจะบรรยากาศแบบทุกคนให้คุณค่ากับตำแหน่งมากกว่าความถูกต้องดีงาม ,ลำดับชั้นที่กดดันให้คนรู้สึกต่ำต้อย รู้สึกแย่ ต้องพยายามทุกวิธีเพื่อกระโดดข้ามหัวกันให้หลุดพ้นความรู้สึกแย่แบบนั้น,เรื่องเส้นสายที่กดดันคนให้เป็นคู่ขัดแย้งกัน สร้างความเกลียดชัง หรือ น้อยเนื้อต่ำใจ

แต่ต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน ,กฎระเบียบที่เข้ามาล่วงล้ำพื้นที่ส่วนตัวแบบห้ามเถียง ห้ามปฏิเสธ, การใช้อำนาจทำลายชีวิตคนอื่น หรือ โกงกินที่เห็นกันจะๆคาตา แต่นายว่าขี้ข้าก็ต้องพลอย(แต่เกมส์ขึ้นมาขี้ข้าซวยกลายเป็นแพะให้นาย) และสภาพความไม่มีเหตุผลต่างๆนาๆนับไม่ถ้วน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสะสมทำให้คนเราหลุดไปในทางที่ผิดได้ทั้งหมดเลยนะ

และวงการทหารมีสภาพแบบที่กล่าวมานี้สูงกว่าทุกวงการในประเทศนี้เลย
..
..
ที่ผ่านมาคุณคงเคยเห็นโรงเรียนที่เอาเด็กนักเรียนไปอบรมในค่ายทหาร หรือ เอาวัยรุ่นวิวาทกันไปซ่อมในค่ายทหาร ผมว่ามันเป็นเรื่องตลกร้ายมากเลยนะที่เราเอาเด็กไปอบรมกันในพื้นที่ที่ตัวมันเองก็มีปัญหาสะสมมากมายอยู่แล้ว และไม่น่าจะสร้างกระบวนการใช้เหตุผลที่ดีให้กับเด็กได้เลย

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

487 Nameless Fanboi Posted ID:tzInFLnDhP

>>485 ได้ยินว่าพอผ่าศพไอ้มารีนคนนี้ แล้วเจอเนื้องอกในสมอง หมอเลยตั้งสันนิษฐานว่าเนื้องอกมันไปกดสมองส่วนAmygdalaทำให้อยู่ดีๆก็เกิดอารมณ์รุนแรงขึ้นมาได้ พอบวกกับเรื่องในชีวิตส่วนตัวเลยก็ลุกมายิงคน

488 Nameless Fanboi Posted ID:BK9poFtL8Y

ทำไมในกลุ่มพวกนิยม ปวศ แม่งถึงเป็นส ลิ่มกันเยอะ ทั้งๆ ที่ถ้ารู้ ปวศ ก็น่าจะเข้าใจว่าประเทศ​เรามัน fucked up แค่ไหน

489 Nameless Fanboi Posted ID:ZgIFDh+cLY

สรุปโดนวิสามัญหรือยังครับ เมื่อกี้เพื่อนเเชร์มายังโบกมือให้มินิฮาร์ทอยู่เลย
#กราดยิงที่โคราช

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

490 Nameless Fanboi Posted ID:vDOhh+5r8s

>>488 เดาว่าเพราะตัวเองอยู่ในชนชั้นกลางค่อนไปทางสูงอยู่แล้วมั้ง เลยพอใจที่ตัวเองเป็นอภิสิทธิ์ชนและไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไรให้กระทบกับชนชั้นตัวเอง

491 Nameless Fanboi Posted ID:425Vy.G.N5

ก่อนเกิดเหตุ คนร้ายเครียดมาเป็นเดือนแระครับ ไปทวงเงินคืน (400,000)จากผู้พันสองหน ถามต่อหน้าว่า ตายแล้วจะเอาเงินไปใช้ได้หรือ โดนขัง ดองเวร โดนหักเบี้ยเลี้ยง 240 เหลือให้วันละ100 พอออกจากที่ขัง โดนกักบริเวร ไปกินเหล้ากับเพื่อน แล้วบอกเพื่อนว่าจะมีเรื่องตื่นเต้น ใครอย่างตื่นเต้นก่ะเค้าบ้าง เป็นคนทีดูแลเพื่อนในกลุ่มเป็นหัวแถว (พลแม่นปืนดี)

492 Nameless Fanboi Posted ID:2R6ugb8qQ8

>>489 เดี๋ยวก่อนไอ้สัส ถถถถถถถถถถ

493 Nameless Fanboi Posted ID:a6zh1gRYTO

>>477
ถ้าไทยหาปืนได้ง่ายๆ ก็จะเป็นแบบบราซิล ที่นี่บราซิลโว้ยย

ลงจับสลัมทียังกะสงครามกลางเมือง

494 Nameless Fanboi Posted ID:z3yLY.OPHI

>>490 แต่ละคนในกลุ่มที่กูอยู่การศึกษาบ้านๆเหี้ย

495 Nameless Fanboi Posted ID:425Vy.G.N5

ปกติ​ พล.ทหารถูก​ซ้อมจนตาย​ ถูกหักเบี้ยเลี้ยง​ ให้ไปเลี้ยงไก่​ เช็ดขี้​ ซักผ้า​ ถูกเอาเปรียบฝ่ายเดียว​ ต่อจากนี้​ ไอ้พวก​ ผบ.ตำแหน่งใหญ่โต​ ทั้งหลายที่เอาเปรียบ​ ลูกน้อง​ ซ้อมเขาจนตาย​ ต่อจากนี้​ ลูกน้องอาจจะ​เอาปืน​ยิิิงหัว​ ลูกพี่​ผบ.ทั้งหลายก็ได้

496 Nameless Fanboi Posted ID:z3yLY.OPHI

>>495 พลทหารมันแค่ 2ปี แต่ประทวนแม่งทนยันเกษียณ

497 Nameless Fanboi Posted ID:425Vy.G.N5

สงสารใจแม่คนร้ายนะ
ลูกตัวไปฆ่าเขา แล้วต้องทนดูลูกตาย ท่ามกลางเสียงสาปแช่งของคนอื่น ศพลูกก็ไม่รุ้จะได้จัดงานรึป่าว แล้วจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง

498 Nameless Fanboi Posted ID:U/MqGklyZ.

>>497 เหมือนกันเลย คนร้ายไม่สงสารนะ แต่ครอบครัวพลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย คนเป็นแม่นี่ใจแทบสลาย ลูกตายไม่พอ ตอนนี้กลายเป็นคนที่ทั้งแผ่นดินประฌามแถมจะมีชื่อติดในประวัติศาสตร์ตลอดไป เป็นความอัปยศของวงศ์ตระกูลไปเลย จัดงานศพก็ไม่รู้จะมีสักกี่คนจะมาร่วมงาน คนที่แยกแยะก็มี แต่คนที่เหมารวมก็มีอีก นี่ถ้าเป็นญี่ปุ่นมีสิทธิ์โดนตามไปรังควานหรือก่อกวนจนถึงบ้านสูงมาก เคยเห็นที่พวกคนในครอบครัวต้องโดนรับแรงกดดันจากสังคมที่ประณามว่าเป็นครอบครัวของฆาตกรจนฆ่าตัวตายก็มี

499 Nameless Fanboi Posted ID:Z+mjSwA15y

>>498 แต่ติ่งยุ่นในไทยจะบอกว่าแบบนั้นก็ดีแล้ว คนที่คิดจะทำชั่วจะได้คิดบ้างว่าคนที่ซวยไม่ใช่ตัวเองคนเดียว

กูละเหนื่อย

500 Nameless Fanboi Posted ID:YnNR0nW/jJ

>>499 จากในนิยายเรื่องจดหมายจากฆาตกรใช่มั้ย ที่บอกว่าการประณามครอบครัวคนร้ายคือความชั่วร้ายที่จำเป็น เพื่อไม่ให้ใครกล้าทำชั่วอีก

501 Nameless Fanboi Posted ID:Z+mjSwA15y

>>500 กูไม่เคยอ่านนะ เพิ่งเคยได้ยินนี่ละ แต่อันนี้กูเห็นประจำในพันทิป ถ้าให้เทียบกับในไทยคือเวลาที่มีคนเสนอว่าไม่ควรมีอาชีพไหนถูกแบนตลอดชีวิตกรณีคนเคยติดคุก ซึ่งคนเสนอก็คือคนทำงานกับนักโทษนี่ละ ทั้งผู้คุมและนักวิชาการที่วิจัยเรื่องพวกนี้ บอกว่าคนเข้าคุกได้เรียนหนังสือ-ฝึกอาชีพ แต่ออกมาหางานทำไม่ได้ เพราะหลายๆ อาชีพดันไปเขียนในกฎหมายว่า "ต้องไม่เคยถูกจำคุกเว้นแต่เป็นคดีประมาทหรือลหุโทษ" โดยไม่ได้ระบุว่าควรจะห้ามสักกี่ปี แบบขับแท็กซี่เนี่ยมันระบุไง มึงจะทำใบขับขี่สาธารณะได้ถ้ามึงเคยติดคุกมึงต้องพ้นโทษมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ปีถึงทำได้ คือโทษติดคุกเนี่ยมันยังมีวันออกนะ แต่โทษแบนอาชีพนี่ทั้งชาติ ทีนี้พออาชีพหนึ่งทำได้ อาชีพอื่นๆ ก็เอาบ้าง เดี๋ยวนี้เป็นเทรนด์ไปแล้ว ทุกตำแหน่งในบริษัทจะเล็กจะใหญ่กูเห็นบังคับตรวจประวัติอาชญากรรมหมด พอรู้ว่าเคยติดคุกส่วนใหญ่ก็ไม่รับ แล้วเอาไงล่ะ ก็ทำผิดซ้ำไง แถมเลเวลอัพแล้วด้วยเพราะไปเรียนวิชาโจรจากในคุกมา แต่ทีนี้พอใครเสนอแบบที่กูว่านี่่จะโดนย้อนละ บอกว่าแบบนี้ดีแล้ว คนจะได้ไม่กล้าทำผิด ไม่งั้นจะไม่เป็นธรรมกับคนที่ตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงาน ตั้งใจวางแผนชีวิต ฯลฯ

502 Nameless Fanboi Posted ID:AD.mub.t9/

>>497 ถึงข่าวจะไม่มีบอก แต่ดูแล้วแม่คงกล่อมไม่ได้ น่าจะถึงตั้งแต่หัวค่ำแล้ว มันก็ยังฆ่าคนต่อไม่หยุด เด็กก็ยังฆ่า นึกสภาพจิตใจแม่มันไม่ออกจริงๆ

งานนี่หวังแค่ว่าชาวไทยส่วนใหญ่จะมีสติพอนะ แม่เขาคงทนอะไรอีกไม่ไหวแล้วละ อย่าให้มีคนที่ 31 เลย

503 Nameless Fanboi Posted ID:U/MqGklyZ.

>>501 อันนี้ส่วนนึงละที่มองว่าเป็นปัญหาเหมือนบีบคนที่คิดกลับใจจริง ๆ ให้ไปทางที่ผิดอีก พอติดคุกทีเหมือนได้รับโอกาสใหม่ยากมาก นอกจากจะต้องไปทำกิจการของตัวเอง ซึ่งก็ใช่ว่าจะมีทุนกัน อันนี้ก็เคยเห็นสารคดีของทั้งฝรั่ง ทั้งญี่ปุ่นก็จะมีคล้ายกันในจุดนี้คือพวกที่เคยมีประวัติติดคุกมาก่อนจะหางานทำยากลำบากมาก เหมือนถูกสังคมรังเกียจและผลักไส ส่วนนึงก็เข้าใจพวกคนจ้าง เพราะมันเป็นเรื่องของภาพลักษณ์กับมีความระแวงปนอยู่ แต่ส่วนนึงมันก็เหมือนบีบให้คนพวกนี้กลับไปทางเดิม ๆ เหมือนกัน ไม่รู้เลยว่าเอาแบบไหนดีถึงจะเหมาะ
>>502 ตอนนั้นถึงแม่เดินเข้าไปกล่อม มันอาจฆ่าแม่ตัวเองด้วย ก่อเวรก่อกรรมทั้งกับคนอื่นแล้วก็ยังแม่ตัวเองอีก บาปจนไม่รู้จะบาปยังไง ฝ่ายแม่ต้องอยู่กับคำว่าแม่ของฆาตกรที่กราดยิงคนแรกในประวัติศาสตร์เมืองไทยไปจนวันสุดท้ายของชีวิตเลย

504 Nameless Fanboi Posted ID:AD.mub.t9/

>>503 ไม่อยากให้เกิดนะ แต่ตายตอนนั้นอาจจะเจ็บน้อยกว่าก็ได้ ยิ่งคิดยิ่งหดหู่วะ

เมื่อก่อนกูเล่นมุกขำๆ กับเมกาได้ แต่พอเจอในไทย ขนาดกูไม่มีอะไรเกี่ยวข้องเลย แค่ตามข่าวก็หดหู่มากแล้ว ไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าจะรู้สึกอะไรอย่างนี้ได้

505 Nameless Fanboi Posted ID:Yw0TRaWB.V

>>503 ที่เขาเสนอกันคือไม่ใช่ไม่แบน แต่การแบนต้องมีวันสิ้นสุด อย่างขับแท็กซี่ที่กูยกตัวอย่างมานั่นละ คือไม่ใช่มึงออกจากคุกมาแล้วขับได้เลย แต่ต้องรอ 3 ปีถึงจะทำใบขับขี่สาธารณะได้ ซึ่งถ้าภายใน 3 ปี คนคนนั้นมีงานสุจริตทำต่อเนื่องแล้ว (จะด้วยมาตรการอะไรที่รัฐเข้าไปช่วยให้คนพวกนี้มีงานทำ หรือโชคดีนายจ้างบางคนใจกว้างก็เถอะ) ก็เชื่อในระดับหนึ่งว่าคงไม่กลับไปทำผิดซ้ำ ทีนี้อาจจะกำหนดแบน 3 ปี 5 ปี สูงสุด 10 ปีอะไรก็แล้วแต่ตามอัตราโทษหรือความผิดที่ทำ

การแบนตลอดชีวิตนี่ละที่ทำให้นักโทษล้นคุกแล้วพอถึงจุดหนึ่งก็เร่งปล่อยออกมาโดยไม่ได้คัดกรองให้ดีกว่าคนที่ปล่อยออกมาน่ะสมควรปล่อยจริงๆ หรือยัง มันมีสถิติอยู่นะ คนติดคุกส่วนใหญ่คือพวกกึ่งเสพกึ่งค้า คือเสพยาจนติดเลยไปรับของมา ส่วนหนึ่งเสพเองอีกส่วนขาย หรืออาจไม่ขายก็ได้แต่โดนสันนิษฐานว่าขายไว้ก่อน หรือต่อให้เสพเฉยๆ กฎหมายก็ยังไม่ได้แก้นะ เรื่องเสพเฉยๆ คุก 6 เดือนอะ พวกนี้ถือว่าเลเวลโจรยังน้อย แต่เข้าคุกไปปุ๊บ มีประวัติ ออกมาไม่มีงานทำ ก็ค้ามันเป็นเรื่องเป็นราวไปเลย พวกนี้โดนจับเข้าคุกอีกก็เฉยๆ แล้ว

506 Nameless Fanboi Posted ID:Yw0TRaWB.V

กู >>505 นะ ต่ออีกนิด แต่บรรดาคนดีก็จะมองว่าแค่มึงเสพยามึงก็เลวแล้ว คนอีกมากจะเครียดจะเจอแรงยุแค่ไหนก็ไม่เสพ ทำไมสังคมต้องมาเห็นใจด้วย ควรจะเห็นใจคนดีๆ ที่ต้องมาระแวงพวกขี้ยาดีกว่า

จริงๆ เรื่องสงครามยาเสพติดนี่เป็นเรื่องที่ขนมหวานกับแดงเห็นพ้องกันเลยนะ ทั้งที่ขนมหวานเกลียดแม้วชิบหาย แต่บอกว่าแบบนี้ละดี คนเสพไม่กล้าเสพกลัวถูกลูกหลงตายไปด้วย คนขายก็จะขายไม่ได้ คนผลิตจะได้เลิกผลิต หรือที่มีบางกรณีบอกญาติหรือเพื่อนคนเสพคนค้าถูกลูกหลงตายไปด้วย ก็มีการบอกว่าถ้าไม่เตือนกันหรือไม่ตีตัวออกห่างก็สมควรแล้ว

507 Nameless Fanboi Posted ID:U/MqGklyZ.

>>504 หดหู่เหมือนกัน จริง ๆ ก็เคยคิดละว่าสักวันต้องมีเหตุการณ์กราดยิงเกิดขึ้นในไทยแน่ แต่ไม่นึกว่าจะเป็นทหารที่เชี่ยวชาญยุทธวิธีก่อเหตุเอง แล้วมันร้ายแรงขนาดนี้ ถึงเราจะไม่ได้สูญเสียใครไป แต่ก็จุกและหดหู่ เพราะภาพรวมมันเลวร้ายมาก ชีวิตที่ต้องเสียไปอย่างไร้เหตุผลด้วยความบ้าคลั่งของคน ๆ เดียว แล้วถึงได้บำเหน็จหรือค่าตอบแทนยังไงก็เรียกสิ่งที่เสียไปกลับมาไม่ได้ มันทิ้งแผลไว้ทั้งผู้คนและสังคมแบบลึกมาก ถึงเวลาจะทำให้คนกลับมาใช้ชีวิตตามเดิมได้ แต่มันทำให้สังคมเราอยู่แบบหวาดระแวงมากขึ้นไปอีก ซึ่งก็ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกเลย
>>505 เห็นด้วยที่จะแบนตามระยะ ระหว่างนั้นก็จับตาดูพฤติกรรมอะไรก็ว่าไป อีกอย่างคุกโดยรวมเหมือนไม่ใช่ที่ทำให้คนดีขึ้นเท่าไร เหมือนกลายเป็นที่บ่มเพาะให้เลวร้ายหนักขึ้นไปอีก

508 Nameless Fanboi Posted ID:+zuOzy+Ftz

>>482 ไอ้เหี้ยช่องหนึ่งเอ้ย! ครอบครัวแม่ลูกคู่นั้นเขารู้ไหมวะ ฟ้องร้องเอาพวกช่องหนึ่งเข้าคุกให้หมดได้ไหมวะ ข้อหายุยงส่งเสริมให้เกิดการฆาตกรรมใช้ได้ไหมวะ

509 Nameless Fanboi Posted ID:66N9yxfTPS

มีอีกเรื่องไม่ได้พูด ไอ้คนร้ายคนเนี่ยถึงมันจะมีอาชีพทหาร

แต่มันยกยอตัวเอง ว่าอยู่กลุ่มปัญญาชน คนรุ่นไหม่
ชดชูอนาคตไหม่ ไม่ต้องถามนะว่าการเมืองมันอยู่ฝ่ายไหน

แต่มีปัญญาคิดได้แค่นี้? โดนโกงค่านายหน้า

พกปืน ยิงเปลี้ยงๆๆ คนโกงตาย วิ่งไปคลังแสง เปลี้ยงๆคนเฝ้าตาย ปล้นอาวุธไล่วิ่งไล่ฆ่าคนไปทั่ว

เนี่ยเหรอวะ ปัญญาชน คนรุ่นไหม่ สร้างอนาคตไหม่?

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

510 Nameless Fanboi Posted ID:IDxn7NQiIv

>>509 เปรี้ยง*

511 Nameless Fanboi Posted ID:chwnWQsZYW

>>509 หลักฐานมีเต็มไปทั่วเน็ตหมด ว่าไอ้ระยำนี่สาวกไข่เเมว กับเพจส้มทั้งหลายเเหล่

กูจะขอเหมารวมตาม concept เดิมละกัน

ส้มหวานทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเพจบ้าๆพวกนี้ มีสิทธิ์ที่จะก่อความรุนเเรงทุกคน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

512 Nameless Fanboi Posted ID:Mw7+fzSiLj

IO วันนี้ได้โอทีด้วยเรอะ

513 Nameless Fanboi Posted ID:pEmAvkt767

400,000 จ้า ไม่ใช่ 50,000 เวทนาทหารจนๆคนนึงเก็บเงินเดือนทหารจ่ายค่าบ้าน แต่ไม่ได้บ้าน คงจะหมดหนทางคิดจริงๆ คิดได้แค่ว่าความตายเท่านั้นถึงจะจบ จะเอาอะไรไปสู้กับเขา อำนาจบารมี หรือเงินก็ไม่มี
บางครั้ง บางปัญหาสำหรับคนบางคน ก็ไม่มีทางออกเสมอไป
แต่ก็สงสารคนที่โดนลูกหลง ทหารก็ทำเกินเหตุ ไม่น่ายิงคนไม่เกี่ยวข้อง

514 Nameless Fanboi Posted ID:pEmAvkt767

ไม่อมได้ไงอมไปให้เมียไปเปย์สาวสิยศใหญ่ๆดูเมียใส่เสื้อสิของนอกทั้งนั้นคนเราถ้าไม่โดนกระทำจนหมาจนตรอกไม่มีใครบ้าขนาดนี้หรอกแต่ติอย่างเดียวฆ่าคนบริสุทธิ์​เท่านั่นแต่ก็ยากนะเพราะสติหลุดและโทษโลกสิ่งแวดล้อมมากไป

515 Nameless Fanboi Posted ID:WlmRud3v+L

เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมีอะไรสนุกๆ

#จ่าบอกเพื่อนในวงเหล้าก่อนเกิดเหตุ

516 Nameless Fanboi Posted ID:0uk5BxySd1

บันทึก 8 ก.พ. #จากคนกลุ่มแรกที่เจ้าหน้าที่เข้าถึงตัวและครั้งแรกที่ปะทะกับผู้ก่อเหตุ - เมื่อวาน เราไปเทอร์มินอลตอนบ่ายโมงกว่าๆ กะว่าสัก 6 โมงเย็นค่อยกลับบ้าน ซึ่งทางกลับโดยปกติคือชั้น G ประตูทางออกที่ 1 วันนั้นคนเยอะมาก เพราะเป็นวันเสาร์และทางห้างจัดงานมาฆบูชา พ่อแม่ลูกพากันมากินเที่ยวช้อปแบบสนุกสนาน - จนกระทั่งตอน 6 โมงเย็น ระหว่างกำลังเดินไปประตูทางออก พร้อมชานมไข่มุกฟุกุที่ซื้อจากชั้น LG และผ้าเช็ดตัวนาโนที่ซื้อจากร้านของ 3 พ่อแม่ลูก นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้ซื้อของกับเขาและได้คุยกับเขา (ใช่ค่ะ... ทั้ง 3 คนขายเครื่องนุ่งห่มอยู่ที่ชั้น LG ถูกผู้ก่อเหตุเจอ และถูกยิงตายทั้งหมด น้องกำลังอยู่ในวัยน่ารักเลย) - ระหว่างถึงทางออก อยู่ๆ คนที่อยู่ด้านหน้าทางออก ก็พากันวิ่งเข้ามา เราสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่ถึงกับตกใจ คิดว่าอุบัติเหตุธรรมดา แต่มีพี่ รปภ.วิ่งมาบอก “น้อง !! ไปหาที่หลบ มีคนยิงกัน” (พี่ รปภ. คนนั้น ต่อมาทราบชื่อว่าเป็นนายอำนาจ บุญเกื้อ เป็น 1 ใน ผู้เสียชีวิตเช่นกัน พี่เขาทำหน้าที่จนวินาทีสุดท้ายของชีวิตจริงๆ หนูจะขยันตื่นเช้ามาทำบุญให้พี่เยอะๆ ตอนนั้น ถ้าพี่ไม่มาบอก คงเดินออกไปแล้วโดนผู้ก่อเหตุยิงทิ้งไปแล้ว) - หลังจากได้รับแจ้งว่าออกไปไม่ได้ และคนก็เริ่มวิ่งเข้ามาในห้างเยอะขึ้น เราก็วิ่งตาม เหมือนพวกมากลากไป ระหว่างที่วิ่ง มีเสียงตะโกนว่า "ปิดประตูๆๆ" เราเห็นประตูเหล็กของร้านแต่ละร้านเริ่มเลื่อนลง - ตอนนั้น พยายามตั้งสติและคิดว่าจะเข้าไปหลบในห้องน้ำหญิง หรือหลบอยู่ในร้านที่มีประตูเหล็ก จังหวะนั้นมีพนักงานร้านกวักมือเรียกให้รีบเข้ามา “น้อง มานี่” เราเลยได้เข้าไปหลบที่ร้านเสื้อผ้ายี่ห้อหนึ่ง (ใกล้ๆ Eveandboy ซึ่งตอนนั้นคนกรูเข้าไปหลบใน Eveandboy เยอะมากก) - พอเข้ามาหลบในร้านเสื้อผ้าพบว่า มีคนหลบอยู่ 3 คน พนักงาน 2 คน และเรา 1 คน (เห็นจำนวนแล้วรู้สึกใจแป่วมาก แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าอยู่คนเดียว) - พวกเราหลบอยู่ภายในกันสักพัก หลังประตูเหล็ก รอจนกว่าสถานการณ์จะสงบ (ตอนนั้นไม่คิดว่าสถานการณ์ที่ตัวเองเจอจะเลวร้ายขนาดนี้) - จนกระทั่ง น้องพนักงานเล่นโซเชียลแล้วเอาข่าวมาให้ดู (ชิบหายมาก มันไม่ใช่เรื่องทะเลาะแล้วยิงกัน แต่ผู้ก่อเหตุตั้งใจจะมาฆ่าทุกคนที่เจอในห้าง ตอนนั้นรู้เลยว่า ชีวิตเราไม่ปลอดภัยแล้ว จากที่แพลนไว้ว่าจะตายตอนอายุ 60 - 70 ปีท่ามกลางลูกๆหลานๆ ตอนนี้ต้องมาแพลนว่าจะทำยังไงถึงจะมีรอดชีวิตในวันนี้ไปให้ได้) - เวลา 18.50 น. ข่าวเริ่มออก และแม่โทรมา แม่เสียงสั่น กลัว พูดไปร้องไห้ไป เราได้ยินแล้วน้ำตาคลอเลย "เฟิร์น หนูอยู่ไหนลูก" เราบอกว่า "หนูปลอดภัย ไม่ต้องห่วง อยู่กับพี่ๆอีก 2 คน แม่ใจเย็นๆนะ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ก็มาช่วยแล้ว" เราพูดไปโดยที่ไม่ทราบเลยว่า จะมีคนมาช่วยมั้ย และจะได้กลับไปในสภาพไหน คือ ตอนนั้นเห็นข่าวก็กลัวมาก ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง เคยดูแต่ในหนัง พยายามหาทางออกและติดต่อคนข้างนอกเรื่อยๆ - 19.30 น. เราพยายามเช็คข่าวเรื่อยๆ ว่าเจ้าหน้าที่เริ่มเข้ามาคุมสถานการณ์หรือยัง เริ่มมีเพื่อนๆ อาจารย์ น้องๆ ทัก Inbox เข้ามา แต่ไม่สามารถตอบได้ เพราะต้องเซฟแบตโทรศัพท์เอาไว้ - พี่ๆที่อยู่กับเราเริ่มโทรหา 191 (สายไม่ว่าง) เราก็พยายามดูโซเชียลว่ามีเบอร์ติดต่อช่องทางไหนอีกบ้าง จนมาเจอโพสต์ของจ่า เราเลยโพสต์ขอความช่วยเหลือทางคอมเม้นท์ หลังจากนั้นหนักกว่าเดิม นักข่าวช่อง.... Inbox จะโทรมาขอสัมภาษณ์ คนในโซเชียลเริ่มติดต่อเข้ามาให้ความช่วยเหลือว่าควรทำตัวยังไง เราบอกว่าเราอยู่หลังประตูเหล็ก พี่ใน Inbox คนหนึ่งแนะนำว่าให้หมอบและถอยออกจากประตูเหล็กให้มากที่สุดเดี๋ยวนี้ เพราะมันเสี่ยงสูงที่ผู้ก่อเหตุจะยิงทะลุเข้ามา และให้ปิดไฟ หรี่แสงไฟทางโทรศัพท์ให้มืดที่สุด อยู่ให้เงียบที่สุด อย่าเคลื่อนย้ายไปไหน เพราะอาจไปจ๊ะเอ๋กับผู้ก่อเหตุได้ - หลังจากได้รับคำแนะนำจากโซเชียล เรากับพี่ๆ เริ่มเคลื่อนย้ายตัวเอง เข้าไปด้านในโกดังร้าน แต่ในโกดังแคบและเล็กมาก ยิ่งพอรู้สึกกลัว ตกใจ มันหายใจแรงขึ้น ถี่ขึ้น นั่งแย่งอากาศกันอยู่ 3 คน เหมือนอากาศเริ่มถ่ายเทไม่สะดวก ตอนนั้นเริ่มคิดว่าถ้าเป็นแบบนี้ยังไงก็ต้องหาที่ซ่อนที่อื่นๆ (รู้สึกโชคดีที่เลือกไม่เคลื่อนย้ายตัวเองออกไป) -

517 Nameless Fanboi Posted ID:/wiq2rl9Or

- 19.45 เบอร์แม่โทรมาอีกครั้ง แต่พ่อเป็นคนพูด เราเลยถามว่า “แม่เป็นไงบ้าง หนูไม่เป็นไรนะ ไม่ต้องห่วง” (เพราะแม่เป็นคนตกใจง่ายมาก อะไรนิดอะไรหน่อย นางเป็นลมไปเลย) พ่อบอกตอบกลับมาว่า “แม่เป็นลมไปแล้ว ร้องไห้จนเป็นลมไปเลย” (เป็นอย่างที่คาดไว้จริงๆ) เลยบอกพ่อว่า “ดูแลแม่ดีๆนะ เดี๋ยวลูกก็กลับแล้ว” ทั้งที่ใจตัวเองคือกลัวมาก แต่ไม่อยากให้คนที่บ้านเป็นห่วง เพราะเหตุการณ์นี้มันแย่มากจริงๆ - เราติดต่อเจ้าหน้าที่ตามเบอร์ที่จ่าโพสต์ เจ้าหน้าที่ให้ส่งเบอร์โทร ที่อยู่ และคุยผ่านทาง Inbox เพื่อป้องกันผู้ก่อเหตุได้ยินเสียง สถานการณ์ตอนนั้นคือ ทั้งห้างเงียบมากกกกก เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น จะขยับตัวหรือทำอะไร ต้องเบาให้มากที่สุด แถมมีเสียงปืนดังเป็นระยะๆ ประมาณ 4-5 นัด - ระหว่างรอเจ้าหน้าที่มารับตัวออกไป เป็นช่วงที่ทรมานและลุ้นระทึกที่สุด ในข่าวออกว่าผู้ก่อเหตุอยู่ชั้น 4 แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลย... เขาเดินตามหาคนซ่อนตัวทุกๆชั้น ตั้งแต่ชั้นใต้ดินจนถึงชั้น 4 แล้วก็เดินวนกลับมาใหม่ ทุกครั้งที่เขาเดินจะมีเสียงฝีเท้าหนักๆ ตลอด พร้อมกับเสียงดนตรีในโทรศัพท์ เดินไปเปิดเพลงไป แต่มันช่วยให้เราทราบว่าตอนนี้เขาเดินอยู่ตรงไหน อยู่ใกล้หรืออยู่ไกล - ผู้ก่อเหตุเดินผ่านร้านที่เราซ่อนตัวอยู่ 2 – 3 ครั้ง เราพยายามเงียบให้มากที่สุด ภาวนาอย่าให้เขาหยุดตรงนี้ 2 ครั้งแรกเขาเดินผ่านไปเหมือนหาคนซ๋อนตัว แต่...

ในครั้งที่ 3 พอเดินผ่านไปสักพัก ได้ยินเสียงตะโกนว่า “นั่ง !!!!” แล้วตามด้วยเสียงปืน ปังๆๆ ประมาณ 3-4นัด ตอนนั้นภาวนาว่า เสียงนั้นอย่าให้เป็นเสียงยิงคน สุดท้ายก็ทราบว่า เสียงนั้น ผู้ก่อเหตุเจอคนซ่อนตัวอยู่ เขาสั่งให้ออกมา แล้วยิงทิ้งตรงนั้นเลย 2 ศพในชั้น G

518 Nameless Fanboi Posted ID:s4NqVW0gpJ

- เราซ่อนตัวเรื่อยๆ รอเจ้าหน้ามารับ คิดอะไรหลายๆอย่าง นั่งดูโซเชียลก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ นั่งพิมพ์เอกสารบางอย่างที่ระบุธุรกรรมทางการเงิน หากเป็นอะไรไป พ่อกับแม่จะได้ทราบและเอาไว้ใช้ได้ ตอนนั้นสิ้นหวังมาก เพราะผู้ก่อเหตุเริ่มยิงประตูเหล็ก หาคนที่ซ่อนตัว กลัวมากว่าจะมาถึงประตูเรา - เพื่อน และอาจารย์ก้อย พยายามติดต่อไม่ให้ขาดและแนะนำให้มีสติเอาไว้ แบตก็ใกล้จะหมด ผู้ก่อเหตุก็คึกมาก เดินขึ้นลงตลอด ไม่มีหยุด ไม่มีใครกล้าออกไปจากที่ซ่อนของตัวเองเลย เป็นเวลาที่ยาวนานมาก - 21.00 น. เจ้าหน้าที่ยังไม่มารับ ห้องข้างในเริ่มร้อน เหมือนหายใจไม่ออก แต่ก็ออกไปไม่ได้ คิดในใจว่าจะตายเพราะกระสุน หรือ จะตายเพราะอากาศ พี่พนักงานเริ่มตัวสั่นและน้ำตาคลอ คือ ตอนนั้นแต่ละคนเริ่มนั่งไม่ติดแล้วล่ะ เพราะตามจากโซเชียลคือ สถานการณ์เลวร้ายมากกก จับมือและมองหน้ากัน ช่วยกันปลอบ เพราะใช้เสียงไม่ได้ - เจ้าหน้าที่ยังที่ไม่มา เสียงปืนภายในห้างยังดังเป็นระยะ ผู้ก่อเหตุเริ่มทราบว่า มีหลายคนที่หลบอยู่หลังประตูเหล็ก เขาเริ่มยิงใส่ประตูเหล็กเรื่อยๆ เป็นระยะๆ และตะโกนว่า “มีใครอยู่มั้ย” โดยเฉพาะในชั้น LG ได้ยินถี่มาก สุดท้ายทราบว่า เขายิงประตูเหล็ก เพื่อลากคนด้านในออกมายิง ชั้น LG กับ ชั้น G มีคนเสียชีวิตเยอะมาก - 21.10 เจ้าหน้าที่ติดต่อเข้ามา จะเข้ามารับตัว เราส่งพิกัดร้านไปให้ในใจคิดว่า รอดแล้วๆๆ หลังจากนั้นประมาณ 5 นาที ได้ยินเสียงประตูเหล็กล็อกอื่นๆ เริ่มเลื่อนขึ้น เรากับพี่ๆมองหน้ากันว่าเอาไงดี จะออกไปดูดีมั้ย แต่อีกใจคิดว่าถ้าชะโงกหน้าไป แล้วจ๊ะเอ๋กับผู้ก่อเหตุคือ ไม่รอดแน่ๆ - เจ้าหน้าที่ติดต่อเข้ามาอีกครั้ง สั่งว่า อยู่หน้าประตูเหล็กแล้ว รีบออกมาด่วน - เรากับพี่ชะโงกหน้าออกไป สรุปเป็นเจ้าหน้าที่จริงๆ พร้อมกับผู้ประสบเหตุอีก 4 คน เจ้าหน้าที่แต่ละคนอาวุธครบมือมากก เขาให้พวกเราอยู่ตรงกลาง ส่วนเจ้าหน้าที่จะล้อมเอาไว้ ก่อนเดินไป เขาสั่งให้เราปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด มันยังดังก้องในหูจนถึงตอนนี้ “หมอบ” “วิ่ง” และประโยคสุดท้าย “ถ้าเกิดอะไร ห้ามหยุด ห้ามนิ่ง วิ่งอย่างเดียว ถ้าเห็นใครโดนยิง ไม่ต้องช่วย เอาตัวเองให้รอดก่อน” เจ้าหน้าที่สีหน้าเคร่งเครียดมาก เหมือนรู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น แล้วก็นั่นแหละ... - เจ้าหน้าที่พูดอะไรสักอย่าง เราไม่ได้ยิน และทันทีที่เริ่มอพยพ ทุกอย่างก็ชัตดาวน์ ไฟดับ พรึ่บ! เจ้าหน้าที่ตะโกนว่า วิ่งงงง - เสียงปืนจากด้านบน ไล่หลังพวกเรามาเลย เจ้าหน้าที่ก็ตะโกน วิ่งๆๆๆ หมอบๆๆๆ วิ่งไปแบบมืดๆ มีเพียงแสงไฟจากอุปกรณ์ของเจ้าหน้าที่ช่วยนำทาง (อินี่ก็วิ่งสุดชีวิต ตอนนั้นกลัวตายมาก วิ่งไป กรี๊ดไป) ผู้ก่อเหตุสาดกระสุนลงมาแบบไม่หยั่งเลย - พวกเราวิ่งไปในความมืดภายในห้างเรื่อยๆ จนออกมาจากประตูด้านหลัง ยังมีเสียงปืนดังภายในห้างอยู่ มีเจ้าหน้าที่คอยรับอยู่ด้านนอก ตรวจสอบความเรียบร้อยว่ากลับมาได้ครบมั้ย มีใครตายกลางทางหรือเปล่า มีใครได้รับบาดเจ็บมั้ย สรุป ชุดแรกที่เข้าไปรับ รอดกลับมาทุกคน แต่ยังไม่จบ... ต้องวิ่งต่อจากประตูด้านหลังอ้อมออกมาจนถึงหน้า BigC สารภาพว่าหอบแดกมาก ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ หยุดวิ่งไปแล้ว แต่นี่แบบยังไงก็ได้ เราต้องรอด เราต้องได้กลับบ้าน - พอวิ่งมาขึ้นรถที่เจ้าหน้าที่เตรียมไว้รอรับ เขาก็ขับพาเราไปปั๊มน้ำมัน ตอนที่ขับออกมาเจ้าหน้าที่ช่วยมาได้อีก 1 ชุด แต่ชุดนั้นผู้ก่อเหตุต้องการหนีออกมาด้วย เลยกราดยิงออกมาด้านหน้า เสียงดังก้องบริเวณนั้นเลย คือเราอยู่บนรถ เจ้าหน้าที่ตะโกนให้ “หมอบๆๆๆ” - จนหลุดพ้นออกมาจากตรงนั้นได้ เขาก็สอบถามรายละเอียดหลายๆอย่างทั้งคนซ่อน ผู้ก่อเหตุ แล้วปล่อยตัวเรากลับ มีพี่แกร๊ป พี่วินมารอรับกลับบ้านฟรีด้วย - คืนนั้นทั้งคืน รถพยาบาล รถตำรวจ เสียงกระสุนดังอยู่เป็นระยะๆ มีทั้งคนเจ็บ และคนตาย - เรากลับมาบ้าน แม่มายืนหน้าประตู แม่วิ่งเข้ามากอด ร้องไห้เลย - เหตุการณ์เมื่อวาน มันเป็นบทเรียนราคาแพงของเรา ของหลายๆคน และของทุกภาคส่วนจริงๆ สิ่งที่ดูและเห็นว่าสนุกภายในหนัง สถานการณ์จริงๆมันไม่ใช่เลย 3 ชั่วโมงกว่าๆ ที่ซ่อนตัวอยู่คือ มันนานมากก เหมือน 3 วัน ลุ้นทุกนาทีว่า ผู้ก่อเหตุจะยิงเข้ามาเมื่อไร เขาจะเจอเรามั้ย เราจะรอดมั้ย มันน่ากลัวมากก โดยเฉพาะตอนเขาเดินผ่าน แทบกลั้นหายใจ - เราทราบจากเจ้าหน้าที่ว่า เราเป็นชุดแรกที่เขาเข้าไปช่วย และเป็นช่วงแรกของเหตุการณ์นี้ที่เริ่มปะทะกับผู้ก่อเหตุ และผู้ก่อเหตุเริ่มรู้ตัวแล้วว่า เจ้าหน้าที่แอบเข้ามาเพื่อนำคนออกไป - ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เสี่ยงชีวิตมาช่วยเรา ขอบคุณพี่อำนาจที่ช่วยเราแบบไม่คิดชีวิต หลับให้สบายนะคะ

519 Nameless Fanboi Posted ID:7RB+tuyFa.

พฤติกรรมของสื่อไทยรัฐ กับการส่องรั้วรอเจาะสัมภาษณ์คุณแม่ของคนร้าย ในเหตุการณ์ #กราดยิงโคราช

สำหรับไทยรัฐ ข่าวจบแล้ว แต่อารมณ์ไม่เคยจบ นี่คือการตามไปส่องบ้านของคนร้ายที่เสียชีวิตไปแล้วจากการวิสามัญ นักข่าวพยายามส่องรั้ว เพื่อเจาะขอสัมภาษณ์คุณแม่ของทหารท่านนั้นต่อ จริงๆผมมีคำถามที่จะถามสื่อเหมือนกัน

1) มีอะไรที่สำคัญมากขนาดที่จะถามคุณแม่เขาจริงเหรอ? มีข้อมูลสำคัญกับความเป็นข่าวขนาดนั้นจริงเหรอ?

2) ลูกเขาตายทั้งคน อยู่ในจุดที่ทั้งช็อค และโศกเศร้า สื่อไปเอาข่าวอะไรจากเขา?

3) คุณลองคิดดูไหมว่า ลูกเขาตายทั้งคน คนที่ยังอยู่ ใช้ชีวิตอยู่ต่อไปคือแม่เขา เขาต้องอยู่ต่อไปบนโลกใบนี้ คุณทำงานในฐานะสื่อ จะไม่มองในมุมที่สมควรเยียวยาจิตใจเขาในฐานะผู้สูญเสียคนหนึ่งสักหน่อยเหรอ?

ส่วนตัวว่า สื่อทำงานในเรื่องที่ไม่ใช่ focus ของประชาชนแล้ว แต่เป็นการขายดราม่า ขาย emotional impact เล่นกับความรู้สึกคนดูข่าวต่อไป

ยังนึกไม่ออก ว่าทำไมแม่เขายังต้องอยู่ในข่าวอีก ณ เวลานี้ที่ข้อมูลทุกอย่างในส่วนของความเป็นข่าวจบแล้ว เคลียร์มากแล้ว

สิ่งที่สุ่มเสี่ยงคือ ตามประสาคนไทย เห็นบ้านเลขที่ รู้ที่อยู่แม่เขาขนาดนี้ เขาจะเดือดร้อนไหม?!?

"เจาะประเด็นลึก?!?"

คำว่า "เจาะประเด็นลึก" ของสื่อ บางทีก็เป็นที่น่าถามกลับ "ทำไมไม่ลึกในเรื่องที่เป็นประโยชน์?"

"จะเจาะลึกเรื่องทุกเรื่องแม้ไม่มีประโยชน์กับประชาชนไปทำไม?"

มันไม่ต้องลึกทุกเรื่อง เล่าทุกอย่าง รู้ไปหมด ในสิ่งที่ไม่ใช่สาระที่คนดูได้คุณค่า เพราะสื่อเองก็ไม่ได้คุณค่าจากข่าวนั้นที่ทำออกมาแล้วเช่นกัน

"ใจเขา ใจเรา"

จรรยาบรรณสื่อที่หายไป ด้วยการที่ไม่สนใจ "ความเป็นมนุษย์" หรือแม้กระทั่งการเคารพความเป็นส่วนตัวของบุคคล (privacy) ทำทุกทางเพื่อให้ได้ประโยชน์ของการแสวงหาข่าว สื่อต้องคิดให้ได้นะ...มันสำคัญ

จะอ้างว่าคนดูชอบดูแบบนี้ไม่ได้ "สื่อต้องทำหน้าที่นำสังคม" เพื่อพาสังคมไปข้างหน้า พาผู้คนไปสู่ความเจริญก้าวหน้า ไม่ใช่อ้างว่าทำตามที่คนอยากเสพ ไม่งั้นแล้ว ประเทศเราไม่ไปไหนเลย :(

#ตุ๊ดส์review

// ในมุมคนดูข่าว เราอยากรู้ต้นตอ สาเหตุ และความผิดพลาด ไม่ใช่ดูแม่เขาร้องไห้ออกสื่อ เราแค่ถามหา why? ว่าทำไปทำไม เกิดอะไรขึ้น เพราะอะไร ไม่ใช่คำถามว่า "แม่รู้สึกอย่างไร?"

รู้สาเหตุ จะได้หาวิธีแก้ไขในอนาคต แล้วไม่ทำให้เกิดขึ้นอีกในประเทศเรา นี่คือแนวทางสื่อที่เป็นระดับปัญญาชน

520 Nameless Fanboi Posted ID:D6ilc0kgLL

>>519 สื่อหัวเขียวขายดราม่ามาตั้งแต่วันแรกของการก่อตั้งละมั้ง และคนก็ชอบด้วยนะ จนกล้าประกาศตัวว่าเป็น นสพ. ที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาล

521 Nameless Fanboi Posted ID:WKS2v9fSmX

>>519 นักข่าวมันก็คงคิดไง ไม่ใช่เรื่องของกู แต่กูต้องทำผลงานหาเงิน

522 Nameless Fanboi Posted ID:7RB+tuyFa.

เคยถามตัวเองมั้ยครับว่า เราควรแข็งแรงขนาดไหน?

แน่นอนนอนว่าชีวิตคนเรามีเงื่อนไขที่ต่างกันจากการใช้ชีวิตมี่ต่างกันครับเพราะงั้นความต้องการใช้งานด้านร่างกายย่อมต่างกัน

แต่ถ้าให้ผมชี้ถึงขั้นต่ำที่คนเราควรมี

1.แข็งแรงเพียงพอที่จะไม่บาดเจ็บจากการเคลื่อนไหวน้ำหนักตัวเองในท่าทางต่างๆครับ ไม่ว่าจะลุก นั่ง เดินขึ้นลงบันได ยกของ ซึ่งไม่ว่าจะการกระทำไหนเราก็ใช้งานกล้ามเนื้อทั้งนั้น

แน่นอนว่ากรณีนี้รวมถึง
ออฟฟิศ-ซินโดรม แบบต่างๆ ทั้ง ปวดไหล่ ปวดหลัง ปวดเอว ปวดเข่า ก็ต่างมีที่มาจากการขาดความแข็งแรงทั้งนั้นครับ และมันเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพให้คุณมหาศาล และยังเสียสุขภาพจิต
ในระยะยาว (ยกตัวอย่างคุณปวดบ่าจนมันเริ่มปวดหัว ลามไปยันปวดจนนอนไม่หลับแน่นอนมันรบกวนการทำงานและสุขภาพไปอีก)

ในที่นี้ผมขอเรียกว่า
แข็งแรงเพียงพอที่จะไม่พังร่างกายตัวเอง

2. แข็งแรงเพียงพอกับการเจอสิ่งไม่คาดคิด?

แน่นอนว่าหากคุณโชคดีตลอดเวลาเราอาจจะไม่ต้องใช้งานมันเลย แต่ถ้าถึงเวลาจะต้องใช้งานขึ้นมาจะเอามาใช้แต่ไม่มีก็แย่ครับ

ในกรณีนี้อาจจะไม่ถึงขั้นต้องวิ่งตามจับโจรแบบกรณีในภาพ แต่บังเอิญว่าคุณต้องเข็นรถตัวเองที่น้ำมันหมด หรือโดนจอดขวางในลานจอดรถ

หรือ ทะเลาะกับคนใกล้ชิดแล้วเค้าใช้กำลังปะทุศร้าย

หรือ วันนึงคนใกล้ตัวคุณบาดเจ็บหรือป่วย เคลื่อนไหวลำบาก คุณต้องช่วยดูแลให้เคลื่อนไหวคอยซัพพอร์ท

เป็นต้น ซึ่งแน่นอนทุกอันใช้ความแข็งแรง

แต่อย่างน้อยหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน (ซึ่งที่มันเรียกว่าไม่คาดฝันก็เพราะว่าคุณไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับคุณครับ)

มีเหตุฉุกเฉินคุณยังมีพละกำลังที่จะวิ่งได้ไกลพอและต่อเนื่องระดับนึงมั้ย
(ยังไม่ต้องคิดเรื่องสู้เลย)
แน่นอนไม่ว่าจะหนี หรือ สู้ หรือ ตาม ก็ต้องใช้แรงทั้งนั้นครับ

แน่นอนไม่ว่าจะแบบไหนก็ต้องมีการฝึกอย่างต่อเนื่องและให้เวลากับมันทั้งนั้นครับ เริ่มไวกว่าก็ได้เปรียบ เริ่มตั้งแต่ร่างกายยังไม่มีปัญหาย่อมดีกว่าเริ่มตอนมีปัญหาแล้ว

กล้ามเนื้อและหัวใจใช้เวลาปล่อยผ่านอย่างเดียวอาจจะฝึกให้แข็งแรงไม่ได้ฉันใด #ความรักก็เช่นกัน ฉันนั้น

ปล.เจ้าของโพสต์นี้คือ เพื่อนตั้งแต่มัทยมของผมเอง ปัจจุบันหันมาเข้าฟิตเนสได้ ปีกว่าๆแล้ว แข็งแรงหุ่นดี เสน่ห์แรง

523 Nameless Fanboi Posted ID:Wk/1Zj66re

ถ้า #ผนงรจตกม หมายถึง ผู้นำเงี่ยนเราจะตายกันหมด นี่ไม่ได้นึกถึงประยุทธ์นะครับ นึกถึงอีกคนนึง

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง

พี่รู้พี่มันเลว

#มิตรสหาย​อีกท่าน

มีวันนี้เพราะพ่อตาย

#มิตรสหาย​อีกท่าน

524 Nameless Fanboi Posted ID:7RB+tuyFa.

เป็นผู้ค้ำประกัน ถูกบังคับคดี โทรมาปรึกษาหาทางออก ผมก็บอกไปตรงๆว่า ต้องเจรจา ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายอม แต่ถ้าเขาไม่ยอม ก็ทำอะไรไม่ได้ก็ต้องปล่อยให้เขายึด อายัดทรัพย์สิน ไป

ทางออกมันไม่มี เป็นหนี้ก็ต้องใช้หนี้ (แม้จะเป็นคนค้ำประกันก็ตาม)

ทำเป็นพร่ำเพ้อโวย บอกสุดท้ายผมต้องทำอย่างใน“ห้างเทอร์มินอล 21 โคราช” ใช่ใหม

อ้าว..เป็นถึงข้าราชการครู คิดได้แค้นี้หรือไง

อยากถูกวิสามัญก็ตามใจ

คิดไปได้...‼

525 Nameless Fanboi Posted ID:7RB+tuyFa.

ผมไปโคราช 2 ครั้งหลังนี่พักที่โรงแรมชื่อฟอร์จูนราชพฤกษ์ ใกล้ Terminal 21 มองเห็นจากหน้าต่างห้องพัก ลูกก็ชวนไปเดินแต่ก็ไม่ได้ไปซักที เมื่อเกิดเหตุครั้งนี้เราคุยกันว่าถ้าห้างเขาซ่อมแซมเสร็จวันเปิดบริการเราจะไป ไม่ได้คิดว่าจะไปอุดหนุนอะไรเขามากมายนะครับ แค่คิดว่าอยากไปพอได้ให้กำลังใจกัน คิดไปเองว่าถ้าเป็นเราแล้วมีคนมาเยอะๆก็คงรู้สึกดี

526 Nameless Fanboi Posted ID:7RB+tuyFa.

https://web.facebook.com/GodOfWarV5/photos/a.113847223354944/191807978892201/?type=3&theater

527 Nameless Fanboi Posted ID:DnPTW63+SP

สิ่งที่ผมรู้สึกว่ามันเท่มากในสังคมนี้ คือคนที่ชื่นชมพาราไซด์ว่าสะท้อนสังคม ประนามความเหลื่อมล้ำของสังคม

แต่ต่อต้านค่าแรงขั้นต่ำ กดค่าแรงเด็กที่มาทำงานด้วย อ่ะครับ

โคตรมีรสนิยม

528 Nameless Fanboi Posted ID:enWulGmVvs

>>519 รู้หน้ารู้ขื่อที่อยู่ เกิดมีคนตามไปรุมประชาทัณฑ์ ด่าทอ บีบคั้นแม่เขาถึงบ้านจนตายไปอีกคน ไทยรัฐมันก็ไม่รับผิดชอบ

529 Nameless Fanboi Posted ID:2.ywmt8jMh

บ้านเมืองนี้ตอนนี้เป็นอะไร

ชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธ ขับรถกระบะมาอุ้มคนกลางงานบวชในวัดแถวตลิ่งชันกลางวันแสกๆ

พอมีคนจะเข้าไปช่วย เปิดประตูชักปืนขู่ พาตัวเหยื่อใส่กุญแจมือ ถุงผ้าคลุมหัว เอาไปกระทืบ ปืนจ่อหัว โทรข่มขู่ญาติไม่ให้แจ้งความเพราะมีแบ็คดี ถ้าแจ้งให้รอรับศพ สุดท้ายปล่อยตัวกลับมาอ้างว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด ขอจ่ายเงินสี่หมื่นให้ไม่เอาเรื่อง

อันนี้มันเกินไป ผ่านเรื่องที่โคราชมาแล้วมาเจอเรื่องนี้มันทำให้คิดเลยว่าความปลอดภัยของประชาชนอยู่ตรงไหน

#สายสืบออนไลน์
#สืบร้องทุกข์

530 Nameless Fanboi Posted ID:EWbOhhq+0K

>>529 ประชาชนอย่างกู คงทำได้แค่ภาวนาว่า ขออย่าให้เกิดเหตุการณ์นี้กับคนใกล้ตัว คนรู้จัก เฮ้อ

>>522 ข้อความมึงดีหว่ะ กูจะตั้งใจอีกครั้ง ให้กูแข็งแรงพอที่จะดูแลตัวเองได้ ดูแลคนที่รักได้

531 Nameless Fanboi Posted ID:7/4UL1G5V1

#UPDATE พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. แถลงกรณีทหารก่อเหตุ #กราดยิงโคราช "ณ นาทีที่ลั่นไกสังหารคู่กรณี เขาคืออาชญากร ไม่ใช่ทหารอีกต่อไปแล้ว"

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

"ณ นาทีที่ทำรัฐประหาร พวกมึงคือกบฎ ไม่ใช่ทหารอีกต่อไปแล้ว จำไว้อิสัส"

#มิตรสหายอีกท่านตอบโต้อย่างดุเดือด

532 Nameless Fanboi Posted ID:ZA+8wlOoHO

>>529 สมควรยังที่ไทยจะเสรีปืน (ยกเว้นอาวุธสงคราม) แบบอเมริกา

533 Nameless Fanboi Posted ID:ojwBeaoTVT

A polish peasant farmer is digging in his field one day when he hits something with his shovel. Picking it up and dusting it off, he recognizes it as an old lamp. A genie pops out and offers him three wishes. The Pole thinks about his wishes for the entire day and finally decides. "Genie", he says, "I want the Mongol hordes to sweep through Poland." The Genie snaps his fingers and a low rumbling sound of hoofbeats is heard. Over the horizon come the Mongol hordes which ride down and kill everything in their path. They wheel around and ride back out. The farmer picks himself up and asks for the same thing for his second wish. Again the Mongols ride in and destroy everything in their path. Whatever they didn't kill last time, they kill this time. Whatever they killed last time, they set on fire. They wheel around and ride back out. The Pole picks himself up and asks for the same thing for his third wish. This time the Mongols don't even bother to stop since there isn't anything left to destroy. The genie just can't stand it anymore. "You could have had anything. ANYTHING!", the genie says. "Why did you waste your wishes on this?" The farmer replies, "In order for the Mongols to ride over Poland three times, they would have had to go through Russia six times."

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

534 Nameless Fanboi Posted ID:C/h2n7Bjlu

อันนี้คือเหี้ยสุด แก้ปัญหาด้วยการรับญาติคนตายมาทำงานในกองทัพ มาเจอกับระบบเหี้ยๆที่มึงไม่เคยคิดจะพัฒนาเปลี่ยนแปลง ให้สิทธิ์คนกลุ่มหนึ่งเพียงเพราะเขาสูญเสียจากความผิดพลาดของมึงโดยมองข้ามคนที่อยากเข้ามาทำจริงๆแต่ไม่ได้สิทธิ์ตรงนั้น ดินแดนแห่งการอุปถัมภ์และอภิสิทธิ์ชน

535 Nameless Fanboi Posted ID:7/4UL1G5V1

วินาทีที่ถั่วเขียวมีรากออกมา ณ วินาทีนั้นเค้าคือถั่วงอก ไม่ใช่ถั่วเขียวอีกต่อไปแล้ว

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

536 Nameless Fanboi Posted ID:7/4UL1G5V1

https://twitter.com/khunpreut/status/1227093327574528000

537 Nameless Fanboi Posted ID:7/4UL1G5V1

“วินาทีที่หมาของผมกระโดดข้ามรั้วไปกัดคนข้างบ้านมันก็ไม่ใช่หมาของผมแล้วครับ มันเป็นหมาจรจัด” #อีแดงพ่อไม่รัก

538 Nameless Fanboi Posted ID:fwgM4PmV.p

ตอนนี้เราควรเลิกใช้คำว่าไอ้หน้าตัวเมียเป็น ไอ้หน้าทหาร แทนแล้วหรือยัง

539 Nameless Fanboi Posted ID:k3KpeoIwz9

>>538 หน้าตัวเมีย
แปลว่า น. ลักษณะหน้าตาท่าทางคล้ายผู้หญิง, โดยปริยายหมายความว่า ใจเสาะ, ขี้ขลาด, ไม่กล้าสู้, (มักพูดเป็นเชิงเหยียดหยามผู้ชาย).

540 Nameless Fanboi Posted ID:jKC3nyp5Pw

>>538 เหมารวมไปว่ะ เดี๋ยวทหารดีๆจะเสียกำลังใจ เอาเป็นไอ้หน้าตู่ ไอ้หน้าป้อม ไอ้หน้าแดง ไอ้หน้าหนู ฯลฯ ดีกว่า

541 Nameless Fanboi Posted ID:LFMDAwYwPv

มีเรื่องเล่าสู่กันฟัง
ไม่ได้ตามกระแส แต่เป็นเรื่องที่ค้างคาใจมาตั้งแต่ทำงานแล้ว

ครั้งหนึ่ง ที่เป็นอาจารย์โรงเรียนทหารการสัตว์ กรมการสัตว์ทหารบก

วันหนึ่ง เวลาประมาณtea time นั่งดื่มกาแฟกับเศรษฐา จามีกร และ พี่ซีต้า สุรศักดิ์ จินดาประสาน ตามเหตุปกติในห้องพักอาจารย์

"ติงลี่" สิบเอก ที่เป็นทั้งลูกศิษย์และลูกน้อง เดินเข้าหา แล้วบอกง่ายๆว่า "อาจารย์ครับ ผมผ่อนที่ไว้ห้าสิบวา ที่เมืองกาญจน์ ส่งไปแล้วปีหนึ่ง ส่งเดือนละพัน ผมส่งไม่ไหวแล้วครับ ผมยกให้อาจารย์นะครับ อาจารย์ไปส่งต่อเอา ผมไม่เอาเงินส่วนที่ส่งไปแล้วคืนหรอกครับ ผมยกให้อาจารย์เฉยๆ"

ข้าพเจ้ายังไม่ทันตอบรับหรือปฎิเสธ เพราะยังงงอยู่ เจ้าจ๊อด (ชื่อนี้จริงๆ ไม่ได้ล้อชื่อพ่อใคร) วิ่งเลิ่กลั่กตามเข้ามา แล้วส่งเสียงว่า."ถ้าอาจารย์รับของไอ้ติงลี่ อาจารย์ต้องรับของผมด้วยนะครับ ของผมก็ที่เมืองกาญจน์ห้าสิบวา ส่งเดือนละพัน ส่งมาแล้วปีหนึ่ง ซื้อมาพร้อมไอ้ติงลี่นั่นแหละ ถ้าอาจารย์รับของไอ้ติงลี่ ก็ต้องรับของผมด้วย ไม่งั้นแปลว่าอาจารย์รักลูกน้องไม่เท่ากัน"

ข้าพเจ้า เศรษฐา และต้า นั่งมองหน้ากัน นี่มันเรื่องอะไรกันว้าาา มาแย่งกันยกที่ให้

คำเฉลยอยู่ที่จ่าธี จ่ากองร้อย มาอธิบายให้ฟังว่า

ทั้งติงลี่และจ๊อด ซื้อที่จัดสรรของสวัสดิการกองทัพบก โดยกู้ อทบ.(ออมทรัพย์กองทัพบก) ซึ่งมีวงเงินให้กู้ตามชั้นยศ

ที่ดินที่เอามาจัดสรร เป็นที่ราคาต่ำมาก แต่มีกรรมวิธีอย่างไรก็ไม่ทราบได้ ไปmake ราคาจนสูง เพื่อจะได้เอาที่ที่จะซื้อค้ำประกันเงินกู้ เวลาไปดูที่จะมีการจัดฉาก ปักเสาไฟฟ้า ปักเขต ตัดหญ้า ทำถนนดินเล็กๆ ตอนจะจำนองจะมีคนซื้อ คนขาย และผู้แทนสวัสดิการ ทบ.ผู้ให้กู้ ไปดูที่กัน แล้วถ่ายภาพมาประกอบการกู้

ทำไมนายสิบเงินเดือนน้อยๆจึงมาซื้อที่ดินกัน ก็เพราะมันมี "เงินทอน" ที่ไหนมี"เงินทอน" เยอะ ยิ่งขายง่าย

เงินทอนได้จากเงินที่มีสิทธิ์กู้ได้ หักจากราคาที่จริงๆที่คืนให้เจ้าของที่ตัวจริงไป เดี๋ยวจะอธิบายว่า ทำไมจึงทำให้ผู้เกี่ยวข้องรวยมหาศาล

หักค่าที่ดิน ประมาณ 20%
"เงินทอน" คืนให้คนซื้อ
ที่เหลือนายหน้าแบ่งให้เจ้าหน้าที่ ผู้อนุมัติโครงการ(รายนี้มากหน่อย ) ที่เหลือเป็นกำไรของนายหน้า

นายหน้ากับเจ้าของที่อาจเป็นคนเดียวกันก็ได้

กรณีติงลี่ กับจ๊อด ได้"เงินทอน"มาคนละสองหมื่นบาท

สองคนนี่ส่งเงินไปปีแรกเดือนละพัน ก็เป็นเงินหมื่นสองพันบาท

ดังนั้นส่วนต่างที่ไอ้ลิงสองตัวนี่รับไปแล้วสุทธิคือ แปดพันบาทค่ะ

ทีนี้มันมาคิดว่า ที่ที่เมืองกาญจน์ที่ซื้อมา มันอยู่ไกลนอกฟ้าป่าหิมพานต์ คือตัวมันยังไม่รู้เลย ว่าให้ไปที่เองจะไปถูกไหม แต่ต้องส่งอีก 9 ปี ปีละหมื่นสอง เป็นเงินหนึ่งแสนแปดพันบาท

ไม่ต้องการผ่อน ว่างั้นเถอะ เลยเอามาหายกให้"ผู้มีอันจะกิน" อย่างข้าพเจ้า เศรษฐา หรือต้า

ข้าพเจ้ากับเศรษฐา เคยโง่มาแล้ว คือเมื่อปี 2543 ซื้อที่ที่ราชบุรี เพราะพวกนายทหารในโรงเรียนเขาซื้อ เลยซื้อตามเขา ไม่เอาเงินทอน แต่ขอเป็นที่เท่าที่จ่ายเงินจริง เพราะตอนไปดูที่สวยใช้ได้

ข้าพเจ้ากับเศรษฐา ผ่อนกันเดือนละ 3,300 บาทอยู่สิบปี ที่ สองร้อยวา เท่ากับจ่ายเงินไป 3,300×120 =396,000 บาท

หลังจากวันไปดูที่ ไม่เคยไปดูที่กันอีกเลย ไปก็ไม่ถูก เคยให้คนไปดู ทราบว่ายังไม่มีคนไปอยู่เลย

ไปดูราคาประเมินปัจจุบัน ตารางวาละ 250 บาทค่ะ (ลองมโนเอานะคะ เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน น่าจะตารางวาละเท่าไร)

200 ตารางวา ราคาประเมินในปัจจุบัน 50,000 บาทค่ะ เมื่อปี 2543 อาจจะสักตารางวาละร้อยกว่าบาท

คำนวนราคาที่ต่างกันดู ข้าพเจ้าซื้อที่แพงไป สามแสนสี่หมื่นหกพันบาทค่ะ

เข้าใจหรือยังคะว่า ส่วนที่นายหน้า กับผู้อนุมัติโครงการ ได้กำไรกี่เปอร์เซนต์

นายหน้ากับเจ้าหน้าที่ แบ่งกันรวยอย่างไรคงเข้าใจ

ข้าพเจ้าเจ็บใจในความโง่ของตัวเอง ไม่เคยรู้ว่าเอาที่ดินราคาถูกมาหลอกขายแพง โดนกันมานับเป็นสิบๆปี ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าไม่มีใครรู้ รู้กันทั้งนั้นแหละค่ะ

ที่ดินชิ้นนี้ ตอนนี้ข้าพเจ้าคิดว่าจะทำประโยชน์ให้ชุมชน แทนที่จะนั่งเจ็บใจที่โดนหลอก

แล้วเมื่อข้าพเจ้าทำได้สมปรารถนาแล้ว จะเข้ามาเล่านะคะ ที่ชิ้นนี้ อย่างไรพี่ฝ้ายคงไม่สนใจแน่นอน

คราวนี้คงเข้าใจนะคะ ว่าต้นสายปลายเหตุของคดีที่เกิดขึ้นเมื่อวันมาฆบูชานั้น มันมีอะไรเป็นชนวน

เวรกรรมนี้ ไปจัดการกันต่อในนรกก็แล้วกัน คนอื่นๆที่เขาไม่รู้เรื่องคงไปตามทางบุญและกรรมของเขาแน่นอน

อ้อ พวกน้องๆที่เข้ามา"ส่อง" เสมอๆ ถ้าข้องใจถามมานะคะ จะเล่าให้ละเอียดละออเลย

หลักฐานทั้งการกู้ ทั้งโฉนดที่ดินยังอยู่ครบค่ะ

แต่ขอเล่าเฉพาะผู้เกี่ยวข้องใน ทบ.เท่านั้นนะคะ
ในฐานะผู้เคยประสบเหตุ

อ้อ ลืมบอกไปว่า ไม่ได้รับที่ ที่เจ้าติงลี่กับเจ้าจ๊อดยกให้ค่ะ

ใครผูกก็ให้ไปแก้เอาเอง