Fanboi Channel

โม่งมิตรสหายท่านหนึ่ง 11th quotes

Last posted

Total of 196 posts

117 Nameless Fanboi Posted ID:Ly6OU3c01Z

ปัญหาค่าแรงขั้นต่ำ 325 บาท มันกระทบไปถึงโครงสร้างหลัก เกิดปัญหาสังคมอย่างรุนแรง ที่สัมผัสได้มาตลอด 1 ปีที่ทำร้าน
มีคนไทยในชุมชนหลายคนมาขอทำงาน ค่าแรงแค่วันละ 200 บาทก็พอ ทำไมหลายคนมาทำงานด้วยค่าแรงที่ถูกขนาดนี้นะหรอ? ก็เพราะคนตกงานเยอะมาก เนื่องจากกิจการในท้องถิ่นปิดตัวลง เจ้าใหญ่เข้ามากินรวบ เศรษฐกิจในชุมชนพังยับ
พอน้องๆเหล่านี้ว่างงาน วิถีชีวิตในแต่ละวันมันว่าง ว่างแล้วจะเอาเงินไหนกิน ไม่มีกินจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร บางคนมีลูก บ้านก็จนพ่อแม่ก็ตกงานไม่มีเงินให้ลูกไปเรียน ให้ลูกออกมาหาเงิน ความจนของคนในสังคมตอนนี้มันก็วนลูป ไม่ได้ดูถูกความจนของใคร แต่สังคมไทยตอนนี้มันคือสังคม "ความจนแบบวนลูป" ไม่ต้องบอกก็รู้ปัญหาอะไรจะเกิดขึ้นในชุมชน ปัญหายาเสพติด ปัญหาการลักขโมย

อย่าพึ่งโทษน้องๆเหล่านี้ฝ่ายเดียว ลองมองอีกมุม น้องๆเค้ายังเหลือทางเลือกอะไรในชีวิตบนสังคม ณ ตอนนี้บ้าง มันน้อยนิดเหลือเกิน.....

ลองมองในแง่ของผู้ประกอบการ การรับพนักงานแล้วจ่ายเงินวันละ 200 บาท ก็ผิดกฏหมายอีก ถ้าไม่รับเข้าทำงาน ก็ช่วยส่งเสริมให้เกิดปัญหาสังคมอีก เอ๊ะ ทางเลือกของผู้ประกอบการก็น้อยนิดเหลือเกิน...

แชร์จากประสบการณ์ส่วนหนึ่งเล็กๆของคนไทยคนนึง ซึ่งเอาตามตรงแล้วในชีวิตส่วนตัวไม่ได้กระทบ แต่รู้สึกอึดอัดแทนสังคม อึดอัดแทนครอบครัวน้องๆเหล่านั้นที่มีอยู่มากมายเหลือเกินในสังคมตอนนี้... :'(

118 Nameless Fanboi Posted ID:yMDJ1uyUb.

>>117 จะปรับตัวไปไหนดีฮะ มิตรสหายบางทั่นเคยบอกให้ขายของออนไลน์ ตอนนี้บรรดามิตรสหายกระอักเลือดเป็นแถบๆ เพราะเจอสินค้าจีนมากับออนไลน์จีนตีจนยับเลยฮะ

119 Nameless Fanboi Posted ID:K2+B4gpxfB

โลกาภิวัตน์นี่มันชั่วจริงๆ

120 Nameless Fanboi Posted ID:xBWWq2K4qG

>>118 มีปัญหาแค่ซื้อมาขายไป ก็ตายไปพร้อมพ่อค้าคนกลางนั่นแหละ

121 Nameless Fanboi Posted ID:DnKKF7ibYx

A friend of mine is a cop. He just told me of a guy they found dead in his kitchen. The stove and heater were on and he was naked. They assumed he was just cooking while naked. You know, how we all do from time to time. Can’t remember how long he said he was dead for. When they lifted him up to turn him around, his penis had sort of melted to the kitchen floor. As they pulled him upwards, the dangling participle stretched off the floor like a rubber band and released. Slingshotting back to the body. It sounded absolutely disgusting as he described it.

TLDR: Melted penis stretched and slingshotted off kitchen floor.

122 Nameless Fanboi Posted ID:C3EtCtIkVr

"เห็นแค่นี้เต็มที่ก็ได้แค่พริตตี้มอเตอร์โชว์แหละค่ะ"
"เราต้องการคนมาร้องเพลง ft. กับซุปตาร์ไม่ใช่มานั่งดริ้ง"

Wow just wow

เราสามารถพูดอะไรแบบนี้ออกทีวีโดยที่คนยังหัวเราะกันได้ด้วยเหรอ เราสามารถรับฟังอะไรแบบนี้และขำไปกับมันได้เหรอ

คอนเซ็ปต์รายการคือให้คนมีชื่อเสียงออกมาจาบจ้วง ดูแคลน ใช้ถ้อยคำส่อสกุลกดใครที่ไม่ได้มีชื่อเสียงและต้องการมีชื่อเสียงออกทีวีได้งั้นเหรอคะ? หืมมมม

คนที่ไปออกเค้าไม่ได้ทำผิดอะไร มันคือรายการที่ให้โชว์ความสามารถด้านการร้องเพลงไม่ใช่เหรอ เค้าไม่ได้มาเต้นรูดเสาถอดผ้าให้ดู สิ่งที่เค้าทำคือมาออกรายการตามปกติ แต่ต้องแลกกับการให้มีคนเห็นผ่านจอประมาณ 30 นาทีแล้วถูกพูดจาน่าเกลียดใส่แบบนี้คือไม่ไหวนะ มันรู้สึกโคตรแย่อ่ะ

มากกว่ามะตูมที่พูดจาแบบนี้ออกมาแล้ว ก็ต้องตำหนิรายการด้วย ว่าปล่อยให้ออกอากาศได้ยังไง คำพูดที่ลดทอนศักดิ์ศรีคน พูดในเชิงกดให้ต่ำ ปล่อยให้มันออกมาหน้าจอได้ไง หรือแค่ได้ยอดคนดู ยอดไลค์แค่นี้คือพอ

อยากออกหน้าจอ จนต้องยอมแลกกับการโดน Abuse แบบนี้เหรอ

จริงๆเหรอ?

ปล. สิ่งที่พูดมา มันก็แสดงทัศนคติของเรา คุณภาพชีวิต และสิ่งที่สนใจ เราดูและทำได้แค่สอนลูกหลานเราให้รู้สึกเคารพผู้อื่น ถ้าลูกหลานพูดจาแบบนี้กับใคร สิ่งที่ทำได้คือสอนสั่ง และให้ไปขอโทษเค้า ที่สำคัญคุณต้องระมัดระวังว่าจะทำตัวเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้ลูกหลานก็อปปี้ตามนะคะ

ปล. สมัยอยู่ตะวันออกกลาง เคยเห็นพ่อขับรถพาลูกตะเวนไปรอบๆเมืองแล้วให้ลูกตะโกนด่าผู้หญิงที่เดินอยู่ตามถนนว่า ฟัคยู ให้ชูนิ้วกลางแล้วหัวเราะ ให้เอาเลเซอร์ยิงใส่ตาเค้า เห็นแล้วสะอิดสะเอียนกับการส่งผ่านยาพืษจากรุ่นสู่รุ่น สิ่งที่ทำได้คือเตือนใจตัวเองไว้ว่าอย่าได้ทำให้ลูกเราเติบโตมาอย่างจัญไรแบบนั้น ผลไม้พิษเกิดจากต้นไม้พิษค่ะคุณ ยูโน๊ว?

123 Nameless Fanboi Posted ID:C3EtCtIkVr

จากตรรกะการแก้ปัญหาเรื่องต้นที่ตัวเรา

เราจะแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้ด้วยวิธีใดบ้าง?

1. ซื้อเครื่องฟอกอากาศกันบ้านละ 10 เครื่อง ช่วยกันเปิดหน้าบ้านของท่าน

2. เดิน แทนการใช้รถ และเจาะยางรถของเพื่อนบ้าน ที่อายุเกิน 5 ปี

ถ้าจะเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า จะแพงมาก และไม่มีหัวชาร์จจากรัฐให้ แต่คุณแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง โดยการจอดรถใกล้ๆปลักไฟ อาจต้องชาร์จนานหน่อยแต่ดีกว่าไม่มี

3. อย่าเผาขยะ อย่าเผาไร่อ้อย และเผาหญ้าเพื่อเตรียมพื้นที่การเกษตร ถ้าไม่มีทุนซื้อรถตัด หรือจ้างรถตัด ก็ค่อยๆใช้พร้าฟันเอา - อย่าลืมยิงเพื่อนบ้านที่เผาอ้อยด้วย

ส่วนพวกที่เผามาจากกัมพูชา และเมียนม่า อาจจะต้องไปหาหมอผีมาทำคุณไสยแช่งให้พวกที่เผาตายเอา

หรือไม่ก็ลองบอกให้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่ท่านรู้จักโทรไปเกลี้ยกล่อมญาติพี่น้อง

4. เรื่องพลังงานไฟฟ้าที่มาจากน้ำมันและถ่านหินอาจเป็นปัญหาด้วย

เราทำไฟฟ้านิวเคลียร์ที่บ้านไม่ได้ แต่น่าจะซื้อจักรยานไดนาโมมาปั่นเล่นที่บ้านได้ ถ้าคุณขยันพอ ปั่นสักชั่วโมง จะได้พลังงานพอชาร์จมือถือให้ใช้งานได้จนอ่านโพสนี้จบพอดี

5. โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ที่รัฐไม่ได้มีมาตรฐานควบคุมและตรวจการปล่อยมลพิษอย่างจริงจัง

คุณอาจทดลองแบนสินค้าจากโรงงานพวกนี้ได้ แต่ดีกว่านั้นคือรวมเงินกันซื้อโรงงานแล้วสั่งปิด

6. ไฟป่าเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง เราอาจช่วยกันขนน้ำไปดับ

แต่อาจต้องหาบน้ำไป เพราะถ้าใช้รถไปกันเยอะขนาดนั้นอาจมลพิษกว่าเดิม

124 Nameless Fanboi Posted ID:Ty0lrwEGMi

>>123 เห็นด้วยในส่วนของข้อ 3 ครับ
ถ้าท่านฮิตเลอร์ยังมีชีวิตอยู่ เกษตรกรสวะพวกนี้นี่แหละที่จะโดนกำจัด
เลว เห็นแก่ตัวและเป็นพิษเป็นภัยต่อประเทศมากกว่ายิวเยอะ

125 Nameless Fanboi Posted ID:WQ1bL1fmH.

พี่หมีว่า หมอลิลลี่ มันมีปมในใจนะครับ
พี่หมีเจอมาเยอะ แนวนี้ พี่หมีจะวิเคราะห์ให้ฟัง
ใครเป็น friend ไปทักมันมาอ่านด้วยครับ
พี่หมีสงสาร

1. หมอลิลลี่ จะค่อนข้างเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลก
อาจจะเพราะเกิดมาสวย ก็เลยมีแต่คนเอาอกเอาใจ
แต่บอกเลย แม่งเล่น social ไม่เป็น
ถ้าเกิดมันยังทำในแนวทางนี้ต่อ วันนึงจะต้องโดนดราม่า
.

2. หมอลิลลี่ มีปมด้อยบางอย่าง
ทำให้พยายามสร้างปมเด่นออกมากลบปมด้อย
พี่หมีมองแล้ว น่าจะเป็นเรื่องการโดนเปรียบเทียบ
แต่ยังไม่บอกลึกๆนะ รอหมอยลิลลี่มาอ่านก่อน
ถ้าอยากรู้ ให้ถาม แล้วพี่หมีจะบอก
.

3. หมอลิลลี่ ชอบเป็นที่สนใจของคนทั่วไป
ชอบเอาความเป็นหมอ มาแบ่งแยกตัวเอง
พี่หมีเดาว่า มักจะเรียกตัวเองว่าหมอ
เพราะพวกที่เป็นหมอ แล้วเป็นแนวนี้
จะเอาความเป็นหมอ มาสร้างความได้เปรียบ
ในเรื่องการใช้ชีวิตในสังคม
สังเกตเพื่อนที่เป็นหมอได้เลยครับ
จะมีคนที่เป็นหมอ แต่จะไม่พูดถึงอาชีพหมอเลย
กับอีกประเภท จะ present ตัวเองสัสๆ
ว่ากูนี่เป็นหมอนะ ใส่ชุดหมอ โพสรัวๆ
.

4. หมอลิลลี่ รับความจริงไม่ค่อยได้
เชื่อไหม ถ้ามันอ่าน มันจะต้องหัวร้อน
หมอยลิลลี่ อย่าหัวร้อนนะสัส
มึงถอดเอาตัวเองออกไป แล้วใช้สกิลบุคคลที่ 3
ในการอ่านบทความนี้อีกครั้ง แลลไม่ใช่ตัวเอง
หมอลิลลี่ เจอคนพูดไม่ดีใส่ แม่งจะหัวร้อน
ออกอาการสัสๆ กูเจอมาหลายเคสล่ะ
.

5. หมอลิลลี่ เรียนหมอรังสิต ก็เลยรู้สึกด้อย
ใครบอกว่าเรียนที่ไหนก็เหมือนกัน ไอ้สัส
กูบอกเลย ในวงการหมอ หมอรังสิต
ก็โดนแบ่งแยกอยู่ดี ด้วยคุณภาพของคนเรียน
มันเอาเงินเรียน ไม่ได้ใช้ความสามารถแบบ ม. อื่นๆ
กูมั่นใจว่าจะต้องมีหมอรังสิตมาหัวร้อนแถวๆนี้
แต่มึงต้องยอมรับความจริงข้อนี้ให้ได้
ความจริงก็คือความจริงสัส
.

6. พี่หมี ไม่ใช่หมอ แต่เป็นนักกระแทกหมอ
พี่หมีกระแทกมาแล้วทุกมหาลัย ทุกอาชีพ
พร้อมกับปักโซ่เน็น เพื่อเค้นความจริง
.

7. พี่หมอ เอ้ย พี่หมี ขอทำนายอนาคตไว้ว่า
ถ้าหมอยลิลลี่ ยังไม่ได้คนเบรก ไม่ได้คนบอก
อีกไม่นาน หมอยลิลลี่ จะเจอวิบากกรรม social
แล้วแม่งจะรับไม่ได้ ถถถถถถถถถถถ
.

8. พี่หมอ เอ้ย พี่หมี ไม่รู้จักหมอยลิลลี่เป็นการส่วนตัว
แต่แอบชักอยู่ห่างๆ เพราะฉะนั้น กูกับมึงไม่มีอะไรเกี่ยวกัน
กูเลยบอกมึงได้ตรงๆนะ หมอยลิลลี่ กูสงสาร
ว่าทำไม ไม่มีคนเตือนมึงเลย หรือมึง block ไปหมดแล้ว
.

9. กูไม่ได้อยากกระแทกมึง กูเอ็นดูมึง เหมือนน้อง
.

10. กูเห็นแม่งก่อนหน้านี้ ชอบโพส โสด ถถถถถถ
กูอยากจะเขียม แม่งเรียกร้องความสนใจสัสๆ
มึงมีข้อดี ที่มึงยังหาไม่เจอ แต่มึงมัวแต่ทำห่าอะไรไม่รู้
กูก็ไม่สนใจ มึงอยากทำห่าอะไรก็ทำ
เหมือนเอา ozil เป็นเล่นหน้าเป้า แม่งเล่นผิดตำแหน่ง
แต่มันมีความเทพบางอย่าง ที่ยังไม่ค้นพบโค้ชที่คอยสอน
พี่หมีไม่ว่างแล้วนะครับ พี่หมีเป็นโค้ชให้ตัวท๊อปอยู่
.

เครดิต พี่หมี อยากมีลูกกับหมอลิลลี่

126 Nameless Fanboi Posted ID:J/QcAcEaqa

[Anton has a gun pointed at Wells]Wells: You don't have to do this. I'm a day trader. I could just go home.Chigurh: You could?Wells: I could make it worth your while. I could take you to an ATM with 14 grand in it, and everyone just walks away.Chigurh: [amused] An ATM.Wells: I know where the satchel is.Chigurh: If you knew, you would have it with you.Wells: I can find it from the riverbank. I know where it is.Chigurh: I know something better. I know where it's going to be.Wells: Where's that?Chigurh: It will be brought to me, and placed at my feet.Wells: You don't know to a certainty. Twenty minutes, it could be here.Chigurh: I do know to a certainty. And you know what's going to happen now, Carson. You should admit your situation. There would be more dignity in it.Wells: [defiantly] You go to hell.Chigurh: [chuckles] All right. Let me ask you something. If the rule you followed brought you to this, of what use was the rule?Wells: Do you have any idea how crazy you are?Chigurh: You mean the nature of this conversation?Wells: I mean the nature of you.

127 Nameless Fanboi Posted ID:RIovZTgt2i

กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งกับเรื่องคลองไทย เลยขอแสดงความเห็นในมุมมองของคนเรือที่เคยล่องเรือผ่านทั้งคลองสุเอชและคลองปานามา

สาเหตุที่การขุดคลองไทยไม่คุ้มแล้ว มีดังต่อไปนี้

1. ความคุ้มค่าด้านเวลาในการเดินเรือ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการเดินเรือผ่านช่องแคบสุมาตรา และการผ่านคลองไทย จะพบว่าช่วงย่นระยะเวลาเพียงหนึ่งวันสำหรับเรือตู้ หรือสองวันในกรณีเรือที่วิ่งช้า

เมื่อนับมาคำนวณหาความคุ้มค่า เมื่อเทียบกับคลองสุเอชและปานามาแล้ว ทั้งสองคลองช่วยลดระยะเวลาเดินทางระดับระยะเวลาในหน่วยเดือน ลองคำนวณต้นทุน ค่าน้ำมันต่อวัน ค่าดำเนินการ เช่นเงินเดือนคนเรือ ค่าน้ำ ค่าเสบียงระหว่างอ้อมแหลมกู๊ดโฮป หรืออ้อมทวีปอเมริกาใต้ ที่ใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน กับวิ่งผ่านคลองสุเอชหรือปานามาในเวลาแค่วันเดียว + ค่าผ่านคลอง

ค่าผ่านคลองคิดในอัตราระวางเรือ ขนาดของเรือ และช่วงเวลาที่ผ่าน ถ้าผ่านกลางวันก็แพง ผ่านกลางคืนถึงเช้าก็ถูกกว่านิดหน่อย แล้วแต่ช่วงเวลา (ผมเคยคำนวณค่าใช้จ่ายและติดต่อเอเจนซี่ ราคาก็ระดับหลักล้านบาทเลยทีเดียว) พบว่าการใช้คลองทั้งสองมีความคุ้มค่าทั้งการย่นระยะเวลา และลดค่าใช้จ่ายในระดับที่คุ้มกว่ามากๆ

ในขณะที่คลองคอกระ แค่ลดระยะเวลาหนึ่งวันหรือสองวัน ปัญหาคือจะเก็บค่าผ่านคลองเท่าไหร่ ถึงจะคุ้มกับการสร้างคลอง และต้องใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ในการคืนทุน?

2. รูปแบบของคลอง คลองปานามาขุดและใช้ระบบประตูกั้นน้ำ ในขณะที่สุเอชขุดแบบธรรมดา เนื่องจากความแตกต่างของระดับน้ำ คลองปานามานั้น ด้านซ้ายเป็นมหาสมุทรแปซิฟิก ด้านขวาเป็นมหาสมุทรแอตแลนติก มีระดับน้ำที่ห่างกันเป็นหน่วยเมตร ถ้าสร้างแบบปกติ มีผลด้านนิเวศวิทยา สัตว์น้ำทะเลทั้งสองด้าน และสัตว์น้ำจืดบนแผ่นดินที่มีความต่างกันพอสมควร อาจเป็นการทำลายระบบนิเวศเหล่านั้น จึงใช้ระบบประตูกั้นน้ำ ซึ่งระบบนี้มีค่าใช้จ่ายทั้งการก่อสร้างสูง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการก็สูงเช่นกัน เพราะการดำเนินการนั้นต้องใช้ทั้งเครื่องปั๊มน้ำ และปริมาณน้ำจำนวนมหาศาล ต่อเรือหนึ่งลำในการผ่านประตูกั้นน้ำหนึ่งประตู ซึ่งปานามามีประตูกั้นน้ำทั้งหมด 5 ประตู

สุเอชใช้การขุดแบบธรรมดา ลดค่าใช้จ่ายในการสร้าง แต่การขนส่งทางบกต้องมีสะพานข้ามคลอง ขนาดใหญ่หรือแบบพับหมุนได้ เป็นระยะๆ ตลอดแนวความยาวของคลอง

กลับมาดูที่คลองไทย ระดับน้ำทะเลฝ่ายอันดามันและทะเลฝั่งอ่าวไทยมีความแตกต่างกัน ถ้าสร้างต้องใช้รูปแบบประตูกั้นน้ำแน่นอน

3. ท่าเรือและสิ่งอำนวยความสะดวกเรือ ฝั่งอันดามันเป็นทะเลน้ำลึก สามารถสร้างได้ไม่มีปัญหาเท่าไหร่ แต่ฝ่ายอ่าวไทย ถ้าเรือขนาดใหญ่มากๆ ต้องมีการขุดดินในท่าเรือให้ลึกพอที่เรือใหญ่จะเข้าเทียบท่าได้ ซึ่งใช้งบประมาณค่อนข้างสูง และถ้าไม่สำรวจและวิจัยข้อมูลให้ดีพอ มีผลให้กระแสน้ำเปลี่ยนได้อีก กระทบต่อหลายๆด้านทั้งเชิงระบบนิเวศน์และวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของประชากรใกล้ท่าเรือ

และที่สำคัญ เวียดนามและกัมพูชาจะเป็นประเทศที่ได้รับประโยขน์จากการขุดคลองไทยมากกว่าประเทศไทยเอง เนื่องจากเวียดนามและกัมพูชามีพื้นที่ที่สามารถสร้างท่าเรือน้ำลึกได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาขุดให้ลึกพอที่เรือใหญ่จะเข้าได้ และเมื่อผ่านคลองไทยมาแล้ว เรือคงตั้งเข็มเรือออกจากอ่าวไทย ไม่เสียเวลาวกกลับเข้าไปเทียบท่าในประเทศไทย เป็นการฆ่าท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบตาพุด รวมถึงท่าเรือกรุงเทพด้วยตัวเองแท้ๆ

การขุดคลองไทย จึงเป็นการยกประโยชน์หลายอย่างให้เวียดนามและกัมพูชาไปฟรีๆ โดยที่ทั้งสองประเทศไม่ต้องทำอะไรเลย แค่สร้างท่าเรือรองรับก็พอ

128 Nameless Fanboi Posted ID:RIovZTgt2i

4. ถ้าสร้างคลองไทย สิ่งที่ต้องยอมรับว่าจะหายไปเยอะคือ รายได้จากการท่องเที่ยว เรือสินค้าจะเข้ามาใกล้เกาะเล็กเกาะน้อยตลอดแนวชายฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ความสงบสุข และความสวยงามของธรรมชาติจากการของการท่องเที่ยวตามเกาะจะลดลง ไม่รวมของเสียที่ทิ้งจากเรือ ที่ไหลตามกระแสน้ำ ทำลายธรรมชาติริมชายฝั่งที่เป็นจุดท่องเที่ยวปัจจุบัน

5. บริษัทเรือและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จะย้ายมาจากสิงคโปร์มาหรือไม่ นี่เป็นคำถามที่ตอบได้ยาก คลองไทยลดเวลาเดินทางได้น้อย และบริษัทเรือและบริษัทที่เกี่ยวข้องก็ล้วนแต่ตั้งฐานต่างๆ ในสิงคโปร์เรียบร้อยหมดแล้ว การย้ายฐานคงไม่จำเป็น

นอกจากนี้ สิงคโปร์มีนโยบายสนับสนุนเงินทุนจากต่างประเทศให้เสียภาษีน้อย เพื่อดึงดูดการลงทุน และนโยบายด้านการขนส่งทางเรือก็วางแผนอย่างดี เรือที่ทอดสมอแถวเกาะสิงคโปร์ไม่เสียค่าทิ้งสมอ ยกเว้นนำเรือเทียบท่า ไม่นับนโยบายค่าใช้จ่ายนำร่องที่มีราคาถูก และกฎการห้ามนำร่องรับเงินพิเศษจากเรืออีกด้วย การจะเอาชนะสิงคโปร์ด้านนี้เป็นอะไรที่ยากเกินไปแล้ว เหมือนอัศวินฝึกหัดใส่อาวุธและเกราะเริ่มเกม กับอัศวินเลเวลเต็มหลอด อาวุธและเกราะขั้นเทพ

6. รายละเอียดด้านการใช้น้ำมัน เวลาต้องที่ควบคุมเรือโดยใช้กำลังเครื่องเยอะๆ เช่นเทียบท่า หรือขับในเส้นทางเดินเรือที่มีเรือจำนวนมากๆ เราต้องใช้เครื่องเต็มกำลัง การให้เครื่องเดินเต็มกำลังได้นั้นต้องใช้น้ำมันดีเซล ในการขับเคลื่อน

แต่ในทางกลับกัน ถ้าแค่เดินเรือด้วยความเร็วระดับปกติ ไม่ต้องใช้กำลังเครื่องเยอะ เราจะใช้น้ำมันเตา ซึ่งราคาถูกกว่ามาก

ซึ่งการเข้าคลองไม่ว่าที่ใด (เข้าปากแม่น้ำเจ้าพระยาก็ด้วย) เราจึงต้องใช้น้ำมันดีเซล ตลอดทั้งเส้นทางที่ผ่านคลอง ในทางกลับกันถ้าวิ่งช่องแคบสุมาตราไปเรื่อยๆ ก็สามารถใช้น้ำมันเตาได้ มันจะประหยัดได้อีกเยอะเลย

7. เวลาที่ต้องใช้ในคลองไทย จากข้อสอง เราต้องใช้ระบบประตูกั้นน้ำ ซึ่งต้องมีอย่างน้อยๆ 2-4 ประตู ขึ้นอยู่กับว่า จะเอาเรือขึ้นภูเขาหรือไม่ หรือจะระเบิดภูเขาให้มีระดับระนาบเดียวกันทั้งหมด

ซึ่งประตูกั้นหนึ่งบาน ต้องใช้เวลาประมาณ 30 นาที (อ้างอิงจากคลองปานามา) ในการปั๊มน้ำให้เต็มและปั๊มน้ำออก เพื่อให้เรือลำต่อไปใช้งานต่อ ทำให้เวลาต่อการผ่านคลองของเรือหนึ่งลำใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีก

สุดท้ายนี้ นี่คือความเห็นของอดีตนักเดินเรือหนึ่งคนเท่านั้น ถ้ามีความเห็นต่างออกไป อยากให้เข้ามาคุยกัน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นต่อไป

ปล. ข้อมูลบางอันอาจจะเก่าไปแล้ว เพราะตอนนี้คลองปานามาและคลองสุเอชที่ผมเคยผ่าน มีการพัฒนาไปอีกขั้นแล้ว เช่น คลองปานามามีประตูกั้นน้ำอันใหม่ เพิ่มขนาดเรือที่ผ่านได้เป็นขนาด Post Panama Max หรือคลองสุเอชสมัยที่ผมผ่าน เรือไม่สามารถวิ่งสวนกันได้ แต่ตอนนี้มีการขุดขยายความกว้างของคลองแล้ว ทำให้สามารถวิ่งสวนกันได้ ไม่ต้องไปจอดทิ้งสมอรอที่บึงน้ำใหญ่กลางคลองสุเอชอีกต่อไป

129 Nameless Fanboi Posted ID:r+YHdU3Z7U

ขอบคุณพรรคประชาธิปัตย์
.
ผมทำงานภาคเอกชนสายการเงินอยู่เกือบ 20 ปี ตำแหน่งสุดท้ายคือประธานธนาคาร JP Morgan (ประเทศไทย) ผมลาออกตอนอายุ 39 เพื่อมาสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ที่ลาออกตอนนั้นก็เพราะอิ่มตัวกับการทำงานหาเงินสร้างเนื้อสร้างตัว และอยากจะหันมาทำงานรับใช้บ้านเมือง
.
พรรคประชาธิปัตย์ได้ให้โอกาสผมตลอดมา โดยที่โอกาสสำคัญที่สุดคือ การเป็นรัฐมนตรีคลังในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง และด้วยเหตุนี้ความผูกพันที่ผมมีกับพรรค และเพื่อนร่วมพรรคจึงเป็นสิ่งที่จะอยู่กับผมตลอดไป
.
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้ร่วมพิจารณาอนุมัติงบประมาณแผ่นดินจนเสร็จเรียบร้อย ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลสามารถเดินหน้าได้เต็มที่ในการขับเคลื่อนนโยบายของพรรคที่ผมได้ช่วยร่างไว้ในฐานะ (อดีต) ประธานนโยบาย ผมจึงคิดว่าผมได้ทำภารกิจที่พรรคได้มอบหมายไว้จนครบถ้วนหมดแล้ว ผมจึงได้ยื่นใบลาออกตามที่ตั้งใจไว้
.
ในการลาออกจากพรรคนั้น ผมขอขอบคุณมิตรภาพที่เพื่อน สส. และอดีตสส.ได้มอบให้ผม ผมจากไปจากพรรคแต่จะยังคิดถึงเพื่อนๆ ทุกคน แต่ที่สำคัญที่สุดผมขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกคนที่ได้ให้โอกาสผมทำงานเพื่อบ้านเมือง ผมไม่มีวันลืมทุกคะแนนที่ให้ผมตั้งแต่ปี 2548 ในฐานะผู้สมัครประชาธิปัตย์ รวมถึงกำลังใจของทุกๆ คนที่กรุณามอบให้ผมเสมอมา
.
ผมมีความฝัน ที่อยากจะสร้างการเมืองแห่งความเปลี่ยนแปลง การเมืองที่กล้าคิด กล้าทำ มีความรอบคอบแต่ไร้ความกลัว มีความเด็ดเดี่ยวแต่มีคุณธรรม เป็นการเมืองที่จะชวนผู้คนในสังคมไทยที่มีศักยภาพ มาร่วมกันออกแบบและขับเคลื่อนประเทศไทยไปด้วยกัน
.
ตลอดเวลาที่ทำงานการเมือง ผมได้มีส่วนร่วมกับประชาชนหลากหลายกลุ่ม ทำให้ผมได้มองเห็นประเทศไทยและสังคมการเมืองไทยในภาพที่กว้างขึ้น และลึกขึ้น ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมตัดสินใจเดินหน้าสร้างทางเลือกทางการเมืองที่คนไทยแสวงหา เป็นการเมืองที่ต้องกล้าคิด กล้าทำ กล้าแม้แต่จะพลั้งพลาด และเป็นการเมืองที่มั่นใจในศักยภาพของคนไทย เป็นการเมืองที่มีเป้าหมายเปลี่ยนแปลงประเทศในหลากหลายมิติ ด้วยความเชื่อว่าหากเราไม่กล้าเปลี่ยน ไม่กล้าท้าทายตัวเอง คนไทยจะลำบาก เพราะเราจะแข่งขันไม่ได้
.
การจะตัดสินใจสิ่งใดๆ ก็ตาม ที่เป็นก้าวที่สำคัญของชีวิตจะต้องฟังเสียงข้างในของตัวเอง แต่สำหรับนักการเมืองไม่ว่าจะก้าวเล็กหรือก้าวใหญ่ต้องมาจากการรับฟัง 'เสียงของประชาชน' อีกด้วย
.
ดังนั้นทุกๆ ก้าวต่อไป
ผมตั้งใจจะเดินไปพร้อมกับพี่น้องประชาชนทุกคน

- กรณ์ จาติกวณิช -
15 มกราคม 2563

130 Nameless Fanboi Posted ID:TBBXWqdERY

เมืองไทยกำลังจะมีสื่อภาษาอังกฤษใหม่อีกสองรายนะ สำหรับคนที่เบื่อ Bangkok Post กับการเขียนข่าวที่ค่อนข้าง “กลัวโดนเล่นงาน” เกินไป

รายแรก https://thisrupt.co/ ยังไม่เปิดตัว
อีกราย https://www.thaienquirer.com/ อันนี้มาแล้วแต่มาเบาๆ

131 Nameless Fanboi Posted ID:u8JrCfyaHJ

ไม่เห็นด้วย(อย่างมาก)กับการเอา Playboy Bunny มาใช้จัดงาน Developer Community นะ มานั่งทำความเข้าใจความคิดตัวเองพบว่า ถ้าตอนอยู่ไทยน่าจะรู้สึกว่าเรื่องนี้ปกติ แต่พอย้ายมานี่แล้วรู้สึกว่ามูฟนี้มัน Sexism มาก ๆ
.
ประเด็นนี้สำคัญ ไม่ใช่การนินทาแต่อย่างใด แต่มันส่งผลกระทบใหญ่จนต้องพึงระวัง เดี๋ยวพรุ่งนี้มาเล่าให้ฟังยาว ๆ

132 Nameless Fanboi Posted ID:Z8XKK/KHJ/

>>131 เห็นด้วยครับ เพราะงั้นงานครั้งหน้า เราควรแบนไม่ให้ผู้หญิงเข้า แค่นี้ก็จะไม่มีผู้หญิงเซ็กซี่สวยๆมาเดินในงานให้ขุ่นข้องหมองใจแล้ว

133 Nameless Fanboi Posted ID:c0ttOnfq1k

"DEAN: Developer Ecosystem Active Network - Organized by ขาเดฟ"

เห็นแล้วก็น่าด่าอะนะ
(เมื่อคืนมีหลายคนจัดไปแล้วหลายระลอก)

1) เรื่องทำให้ผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศนี่ชัดเจน ไม่ต้องพูดอะไรอีก (ซึ่งถ้ามันเป็นแฟนตาซีระหว่างกันและกันนี่ก็ไม่มีปัญหานะ แต่อันนี้คืองานที่เปิดขายบัตรกับสาธารณะ-โฆษณาในพื้นที่สาธารณะ แม้จะบอกว่าจะเป็นเครือข่ายปิดก็ตาม และจะมีผลต่อเรื่องอื่นๆ อีก ตามด้านล่าง)

2) อันนี้ก็สะท้อนได้ว่า ในสายตาของคนจัดงาน โปรแกรมเมอร์นี่น่าจะเป็นผู้ชายเยอะ และน่าจะหื่นๆ ด้วย (ซึ่งก็โอเคที่จะเป็นแบบนั้นนะ เรื่องเพศก็ควรจะเปิดเผยได้ถ้าไม่ได้ทำให้คนรอบๆ รู้สึกไม่สะดวกใจไม่สบายใจ) คือจะจริงหรือไม่ไม่รู้ แต่อันนี้เป็นวิธีที่คนจัดน่าจะมองมา ก็เลยคิดว่าเอาอันนี้นี้แหละมาเป็นจุดโปรโมต โปรแกรมเมอร์แต่ละคนอาจจะมีความถนัด มีทักษะ เก่งกันไปคนละแบบ โปรโมตยาก แต่ทุกคนหื่นเหมือนกัน งั้นเอาแบบนี้แหละ ทำนองนี้ (พูดแบบลำลองคือ เขาไม่ได้เห็นหัวเรา เขาเห็นหำ อยากให้เราใช้หำตัดสินใจไปร่วมงาน)

3) ทีนี้ พอเป็นแบบนี้ ใครที่ไม่สบายใจ ไม่สะดวกใจกับบรรยากาศที่นำเสนอออกมา ก็อาจจะไม่ไป เช่น ผู้หญิงก็อาจจะไปน้อยกว่าผู้ชายในสัดส่วนที่ไม่เป็นไปตามปกติ (ตอนแรกอาจจะมีผู้หญิงสนใจมางานหัวข้อแนวนี้ 30 คน ผู้ชาย 70 คน [ผู้หญิง 30% ของทั้งหมด] แต่พอเห็นแนวทางโปรโมต ผู้หญิงอาจจะเหลือ 10 คน ผู้ชายเหลือ 50 คน [ผู้หญิง 20% ของทั้งหมด]) ซึ่งมันทำให้จำนวนโปรแกรมเมอร์ผู้หญิงที่ิจะเข้าถึงเครือข่าย (ทุนทางสังคม) และความรู้ (ทุนทางวัฒนธรรม) ในเรื่องนี้ เพื่อความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ลดลงไปอีก หรือพูดอีกแบบคือ ก็ยิ่งไปถ่างช่องว่าง

4) ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานี้ ถ้าเป็นงานที่จัดโดยเอกชน และไม่มีเงินสนับสนุนจากรัฐในทางใดๆ เลย เขาก็ควรมีสิทธิ์เลือกได้ ว่าก็จะเอาแบบนี้อะ ถ้าเขาอยากได้แบบนั้นจริงๆ (และนักพัฒนา นักการตลาด นักธุรกิจ คนไหน ที่อยากจะไปร่วมกับเครือข่ายที่มีทัศนคติตรงกัน-เช่นในแบบนี้ ก็ควรจะเลือกได้เช่นกัน เป็นอิสระของทุกคน)

134 Nameless Fanboi Posted ID:c0ttOnfq1k

5) อย่างไรก็ตาม เราก็ด่าได้ ไม่สนับสนุนได้ โดยเฉพาะถ้าห่วงในประเด็นที่ (3) เพราะถ้าเฉยๆ ไป เงียบๆ ไป ก็อาจจะทำให้ผู้จัดงานรายนี้และรายอื่นๆ และองค์กรเจ้าของเงินอื่นๆ เข้าใจไปเองได้ว่า อันนี้เป็น practice ปกติ เป็นเรื่องปฏิบัติ "ธรรมดา" ในการดีลกับโปรแกรมเมอร์ในประเทศนี้ และต่อไปงานภาครัฐก็จะเอามั่ง (เพราะสำหรับภาครัฐไทย-รวมถึงคนไทย การที่ภาครัฐทำแบบเอกชน คือความทันสมัย - ด้วยความที่ภาครัฐโดยทั่วไปในภาพจำของเขามันโบราณเหลือเกิน) ซึ่งถ้าเป็นกรณีเอกชนทำ เราก็คงด่าได้ แบนได้ แต่มากกว่านั้นก็ลำบาก แต่ถ้าภาครัฐเอาทรัพยากรสาธารณะมาใช้เรื่องที่กีดกันการเข้าถึงหรือจำกัดการพัฒนาของคนบางกลุ่มนี่ มันควรจะผิดกฎหมายนะ เข้าข่ายการเลือกปฏิบัติ

6) การส่งเสริมสนับสนุนเรื่องการไม่เลือกปฏิบัติด้วยเพศสถานะอะไรพวกนี้ในอาชีพการงาน มันควรรวมมาถึงเรื่องแบบนี้ด้วย เพราะมันเป็นเรื่องของโอกาสในการก้าวหน้าในอาชีพ โอกาสที่จะได้แสดงศักยภาพของตัวเองได้เต็มที่ ไม่ใช่แค่ว่ามีงานทำแล้วนะ จบ แต่พื้นที่ทางสังคมที่จะช่วยสนับสนุนเรื่องทักษะอาชีพมันก็ต้องไปด้วยกันด้วย ไม่ใช่ว่างานมีตอัป งานประชุม งานสัมมนา ออกแบบบรรยากาศมาให้ผู้ชายเป็นหลัก

7) จริงๆ การออกแบบงานให้รองรับหรืออุ้มประคองทุกคนไว้ได้ ก็สำคัญมาก - เช่น งานหลายงานเหมือนออกแบบมาให้มีเฉพาะคน extrovert ที่จะทนอยู่ในงานได้นานๆ บ่อยๆ ทั้งเสียงดังแข่งกัน ทั้งพื้นที่ให้ยืนให้นั่งมีจำกัด จนไม่สามารถมีพื้นที่และเวลาสั้นๆ ให้พักได้ การจัดช่วงเวลา หรือกิจกรรมนี่ก็ตื้อให้เล่นให้ร่วมเหลือเกิน คือ introvert ก็ออกงานสังคมได้นะ ถ้าเขารู้สึกว่ามันจำเป็น แต่มันก็ใช้พลังงานไง ถ้างานออกแบบไม่ดี ทำให้คนต้องใช้พลังงานเกินจำเป็น เสียพลังงานกับเรื่องโง่ๆ อันนี้ก็จะเหนื่อยหน่อย - หรืองานประชุมหลายที่เดี๋ยวนี้ก็จะช่วยรักษาความเป็นส่วนตัวให้กับผู้เข้าร่วม จัดเก้าอี้แถวหลังๆ ให้คนเลือกนั่งได้ ถ้าไม่อยากให้มีภาพใน live หรือในสื่อ ก็ไปนั่งในโซนเก้าอี้ที่อยู่หลังแนวกล้อง และเวลาผู้ดำเนินรายการคุยกับคนที่นั่งในโซนนี้ กล้องก็จะไม่จับ ผู้ดำเนินจะไม่ถามชื่อ ไม่ถามสังกัด ไม่ถามอะไรที่ระบุตัวได้ เว้นว่าเจ้าตัวจะอยากพูดเอง คือสำหรับคนที่มางานเดียวกัน เขายินดีเปิดหน้า คุยกันได้ ไม่ได้ปิดปังอะไร แต่เขารู้สึกปลอดภัยแค่กับคนที่มาร่วมงานเจอหน้ากันเท่านั้น ไม่ได้รู้สึกปลอดภัยกับคนที่อยู่นอกวงออกไป การจัดพื้นที่ที่คำนึงถึงเรื่องนี้ ก็จะช่วยการแลกเปลี่ยนภายในงานทำได้ดีขึ้นด้วย คนกล้าพูดมากขึ้น - สุสุดท้ายแล้ว การจัดงานก็คือการอำนวยให้มีพื้นที่ที่มนุษย์สบายใจที่จะมาทำกิจกรรมด้วยกัน ถ้าไม่คิดถึงมนุษย์ด้วย คงเป็นงานที่ดีไม่ได้

8) ออแกไนเซอร์จัดงานก็เหมือนตัวแทนขององค์กร เป็นคนแนะนำองค์กรให้โลกรู้จัก โลกจะรู้จักองค์กรในแบบที่ออแกไนเซอร์แนะนำ

9) ออแกไนเซอร์ควรเลือกได้ว่าตัวเองอยากจะมีหน้าตาแบบไหน

10) องค์กรควรเลือกออแกไนเซอร์และพาร์ตเนอร์ที่ไปกันได้กับคุณค่าขององค์กร

135 Nameless Fanboi Posted ID:c0ttOnfq1k

Diversity+Sexual objectification in Developer Community

เห็นด้วยกับพี่อาร์ท ที่สรุปว่ามันก็งานเอกชน มันก็สิทธิ์ของเค้า มันก็เป็นวงของเค้า

ก็เข้าใจนะ persona +value ที่แชร์ ร่วมกันของผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานคือ ไม่คิดมากเรื่องการให้เกียรติเพศที่หลากหลายอย่างเท่าเทียม แล้วก็ชอบผู้หญิงโป๊

ก็ไม่ผิดนะ ก็ให้คนที่ชอบเรื่องแบบนี้ไปสมาคมร่วมกันซะ สำหรับผู้หญิงที่อาจจะรู้สึกไม่ comfort ก็คงต้องอด ก็เหมือน cult หรือ fraternity ที่พวกที่ไปสมาคมด้วยกัน ก็มีแต่พวกที่ยอมรับกันเอง และมีกำแพงที่กั้นใหญ่ๆคือเพศ

ร่องรอยทางอารยธรรมโบราณที่ยังเหลืออยู่ในสังคมที่ใช้เรื่องเพศเป็นประเด็นในการขับเคลื่อน

เวลาเห็นประเด็นแบบนี้แล้วรู้สึกไง

คิดถึงเวลาที่คนเค้าชอบพูดกัน
"ดีลใหญ่ๆเค้าไปปิดในอ่างกันทั้งนั้นล่ะ"

พูดแล้วมันดูเท่ห์? พูดแล้วมันดูคูล? พูดแล้วมันดูมีอำนาจ?
นี่ใช้เงินซื้อร่างกายคนมาเอ็นเตอร์เทนได้เลยนะ?

มันก็เป็นโลกนึงที่ผู้บริหารที่เป็นผู้หญิงแบบเราเข้าไม่ถึง
ถ้าเราอยากจะได้ดีลใหญ่แบบนั้นบ้าง
เราจะไปปิดดีลในอ่างได้ไงวะ

ก็ช่วยไม่ได้ กำแพงนี้คือกำแพงของเพศเป็นตัวขวางกั้น
แล้วในวงการแบบนั้น ที่การentertain ด้วย sex เป็นเรื่องธรรมดา

..
.
.
🤮🤮🤮🤢🤢🤢

136 Nameless Fanboi Posted ID:fME6/DcsSJ

"มีใครรู้สึกเหมือนผมไหมว่า คลิปเสียงลับ มันเร็วขึ้น"
"เช้านี้ผมเปิดฟัง รู้สึกว่า คลิปเสียงลับมันเร็วกว่าเดิม"
https://youtu.be/N7gxXIQJLbI

137 Nameless Fanboi Posted ID:c0ttOnfq1k

ประเทศนี้มันสิ้นหวังกว่าที่หลายๆ คนคิดครับ

รัฐบาล ไม่ทำห่าอะไร จริงๆ ไม่ใช่แค่รัฐบาลนี้หรอก รัฐบาลไหนๆ ก็ไม่ทำห่าอะไรกับเรื่องเผาที่เหมือนกัน มันเป็นมานานแล้ว และแม่งก็เป็นต่อไปเรื่อยๆ

ถามจริง ประเทศนี้มันมีความหวังอะไรบ้างไหมครับ? .... ผมว่ามันมีแหละ แต่น้อยกว่าที่หลายๆ คนคิด

เราก็อยู่ของเราไปเรื่อยๆ เอาตัวรอดของเราไปเรื่อยๆ สอนลูกให้เอาตัวรอดไปเรื่อยๆ ....

ตราบใดที่รัฐยังเพิกเฉย เห็นแก่นายทุน ตราบใดที่นายทุนยังเอาเปรียบประเทศชาติ ตราบใดที่คนที่อยู่ในระบบและคนที่จำเป็นต้องทำไม่มีทางเลือกที่เหมาะสมกับบริบทและสถานการณ์ของเขา ..... (อย่าโลกสวยเลย .... หลายคนก็ไม่มีทางเลือก หลายคนก็ไม่มีโอกาสเลือก ถ้าไม่มีใครไปบังคับหรือช่วยสร้างทางเลือกให้เขาอีกที .... ในขณะที่หลายคนไม่แคร์ ช่างแม่ง เพราะต้องเอาตัวรอดเหมือนกัน ... และนี่เป็นวิธีรอดของเขา ตามบริบท)

เราทำอะไรได้บ้าง นอกจากด่าคนโน้นคนนี้ (เช่นรัฐ นายทุน .... ส่วนคนเผาน่ะ ผมพอจะเข้าใจ ว่าส่วนมากโดนบังคับด้วยบริบท จากรัฐ นายทุน ... รวมถึงการไม่มีทางเลือกที่ viable พอ) ไปวันๆ ... และเอาตัวเองรอดไปวันๆ .... อืมมม ........จะเลิกคบคนที่กินเงินเดือนนายทุนพวกนี้ก็กระไรอยู่

อีกสักพัก โพสท์นี้จะลบตัวเอง

138 Nameless Fanboi Posted ID:2U.nJvjGeq

คุณแบ่กเขียนไว้ดีมาก ว่าด้วย มุมมองอาชีพแบบชายล้วน

อยากเล่าเรื่องสั้นเรื่องนึงว่าเราเคยคุยกับเพื่อน ผญ ที่ตอนนี้เป็น dev อยู่สิงคโปร์ เค้าเล่าว่าสมัยจบคอนแวนต์มาใหม่ๆ ละมาอยู่มหาลัย สห เค้าเคยรู้สึกว่า เพื่อนผู้ชายน่าจะเก่งกว่าโดยธรรมชาติ เพิ่งมาสงสัยตอนทำงานต่างประเทศว่าสมัยก่อนไปเอาความคิดนี้มาจากไหน 😅 ต้องสร้างความมั่นใจในการแสดงความคิดเห็นในที่ทำงานเพิ่มอีกเยอะเลย

และก็เคยคุยกับนักเรียน ม.6 ที่อยู่ต่างจังหวัด เหมือนตอนนี้เตรียมสอบ จะยื่นพยาบาล คุยไปคุยมาเค้าบอกว่า จริงๆ หนูอยากเข้าวิศวะแต่พ่อไม่สนับสนุน พ่อว่าผู้ชายน่าจะทำได้ดีกว่า เรียนไปก็สู้เด็กผู้ชายไม่ได้ .... ฟังแล้วก็จุกๆ แต่มันยังมีอยู่จริงๆ

139 Nameless Fanboi Posted ID:c0ttOnfq1k

ต้องขออภัยทุกฝ่ายที่ทำให้ไม่สบายใจ ในฐานะผู้จัดงาน
ที่นำภาพน้อง Sexy มาโปรโมท ทำให้หลายฝ่ายไม่สบายใจ
เราไม่ได้มีเจตนาดูถูกใคร เนื่องจากเรามีโครงการร่วมกับ Playboy และได้รับการสนับสนุนเรื่องสถานที่ จัดทำโปสเตอร์ รวมถึงทีมงานในการจัดกิจกรรมต่างๆ

ซึ่งน้องๆ อาสาสมัครหลายคนมีความรู้ความสามารถ จึงอยากช่วยประชาสัมพันธ์และสนับสนุนงาน ซึ่งไม่คิดว่าจะทำให้เกิดความไม่สบายใจต่อหลายฝ่าย

ซึ่งในงานก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรไม่ดีเกินเลยแต่อย่างใด เป็นงาน Connection กันในกลุ่ม สุภาพสตรีสามารถเข้าร่วมงานได้ และยังสนับสนุนความสามารถของสุภาพสตรีเสมอมา
ทั้งนี้ในงานก็มีนังลงทุนสุภาพสตรีมาร่วมงานเช่นกัน

เพื่อความสบายใจของทุกฝ่ายทีมงานขอยกเลิกการจัดงาน
ขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้ ขอบคุณมาครับ

140 Nameless Fanboi Posted ID:c0ttOnfq1k

ทั่วโลกเขารณรงค์ให้วงการ IT ให้เห็นว่าวงการไม่ค่อยมองผู้หญิงเท่าเทียมซักเท่าไร มองกลับมาที่ไทยยังมีคนจัดงานเทคโนโลยีที่ใช้ผู้หญิงเซ็กซี่โปรโมทอยู่อีก ทั้งๆที่เคยจัดงานที่ชู Diversity เป็นหลัก ช่างย้อนแย้ง #เดินหน้าหนึ่งก้าวถอยหลังสองก้าว

141 Nameless Fanboi Posted ID:c0ttOnfq1k

ห้าวันแรกของปีใน twitter ช่วยตอกย้ำว่าคนไทยรักดราม่าแค่ไหน

มันมีประโยชน์กับชีวิตยังไงหรอ ? จะเริ่มปีใหม่กันแบบนี้จริง ๆ หรอ ?

#มิตรสหายท่านเดียวกันกับ >>131

142 Nameless Fanboi Posted ID:+lsnt1BLY+

วันนี้เรียนเรื่องจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอนที่อ.ป๋วยเขียน แล้วมีคนบอกว่าโลกสวยไป อิเหี้ย เราเป็นอะไรกันหมด นี่คือสิทธิที่ทุกคนควรได้รับป่ะ ชอบนักหรอโดนกดขี่อะ

143 Nameless Fanboi Posted ID:c0ttOnfq1k

เรื่องของคนไทย 2 พวก

1.พวกที่โชคดี เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย ชีวิตไม่เคยลำบาก อยากได้อะไรก็ซื้อได้หมด โตมาในสังคมดีๆที่แสนเพอเฟ็ค ได้เรียนโรงเรียนดีๆ พอเรียนจบก็มีพวกคนรวยๆด้วยกันช่วยฝากฝังให้ได้ทำงานดีๆ มีรายได้เป็นล้าน รวยขึ้นเรื่อยๆ

2.พวกที่โชคร้าย เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน ไม่มีจะกิน พยายามดิ้นรนแค่ไหนชีวิตก็ไม่มีวันสบาย เพราะถ้าอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นก็ต้องมีทุน แต่พวกเขาไม่มีเงินพาตัวเองไปที่สูงๆได้ แถมโดนระบบชนชั้นและเส้นสายคอยถีบให้ตกลงที่ต่ำไปเรื่อยๆ

แล้วพอคนกลุ่มที่2 ต่อว่าภาครัฐที่ไม่ช่วยพวกเขา ด่าระบบสังคมที่ห่วยแตก ที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ และพยายามแก้ไขความเหลื่อมล้ำ พวกคนกลุ่มที่1 ก็จะออกมาด่าคนกลุ่มที่2 ว่า "อีพวกนี้ชังชาติ อีพวกนี้ถูกยั่วยุปลุกปั่นแน่ๆ ฉันอยู่ประเทศนี้มาตั้งแต่เกิด ฉันสุขสบายจะตาย พวกแกตอแหล ฉันไม่เชื่อหรอกว่าอยู่ประเทศนี้ลำบาก ยี้ อีพวกชนชั้นปรสิต"

144 Nameless Fanboi Posted ID:wr+MYgM9DP

>>143 โลกของมึงไม่มีชนชั้นกลางเลยเนอะ

145 Nameless Fanboi Posted ID:.YWO8CZboT

>>144 คนชั้นกลางคือพวกที่มารายรับมากกว่ากลุ่ม2นิดหน่อย

146 Nameless Fanboi Posted ID:.YWO8CZboT

ਲੁਟੇਰਾ ਮਰ ਗਿਆ ਹੈ.

147 Nameless Fanboi Posted ID:rdAEnR5yvB

คนจัดงานเป็น Playboy จะให้เอาตีมรำไทยหรือไงหว่ะ อ้าง diversity แล้วงานที่น้องๆ เค้าทำผิดกดหมายตรงไหน ทำไมไม่ให้ราคาน้องเค้า

148 Nameless Fanboi Posted ID:rdAEnR5yvB

อยากจะพูดดราม่าเรื่อง Diversity กับ Inclusiveness ของ Tech หน่อย ซึ่งผมว่าผมเห็นต่างกับคนอื่น

ผมคิดว่าปลายทางของ Community คือการที่คนที่ทำงานด้านเอนเตอร์เทน และคนที่ทำงานด้านอื่น ได้รับการ Respect อย่างเท่าเทียม

จุดยากในการไปถึงตรงนั้นคือ จะทำยังไงให้ Attention ไม่เทเน้นยำไปลงที่การเอนเตอร์เทน จนทำให้คนอื่นรู้สึกว่า "ถ้าฉันไม่เอนเตอร์เทนคนอื่นฉันอยู่วงการนี้ไม่ได้ ใครๆ ก็ทำกัน" และ "ฉันจ่ายเงินให้ ลงเงินให้ เงินตั้งเยอะ ทำไมคุณไม่เอนเตอร์เทนผม คนอื่นเขาก็ทำกันหมดทั้งนั้น"

ซึ่งอันนี้เป็นโจทย์ที่ยากจริง เอาแค่ในวงการ N ดิบๆ เลย จะจัดเส้นว่างาน N ขอบเขตอยู่ตรงไหนแล้วเคารพกันว่าฉัน N แค่จุดนี้ ยังยากเลย

ผมไม่รู้สึกว่าคนทำงานด้าน N ด้อยค่าหรือสูงค่ากว่าคนทำงานด้านอื่นๆ นะ แต่การจัดเส้นให้เคารพ Boundary ขอบเขตกันและกัน เป็นเรื่องท้าทายมาก ซึ่งผมคิดว่าทำได้ถึงจะยากและใช้เวลานานมากก็เหอะ

และปลายทางไกลๆ ผมฝันเห็นภาพงานแบบที่อาจจะอยู่ในธีม Playboy ก็ได้ แต่ผู้หญิงที่ทำด้าน Tech ไม่เคอะเขินที่จะร่วมด้วย และมั่นใจว่าพื้นที่นั้นปลอดภัยจะไม่ถูก Harass และได้รับความเคารพในความสามารถ

149 Nameless Fanboi Posted ID:rdAEnR5yvB

ผมเคารพ กลุ่มน้องเขามากนะครับ
.
ไอ้วินัยการเงินดีดีๆ ที่ทำให้ผมมีกินมีเก็บอยู่จนทุกวันนี้ ผมไม่ได้จาก financial advisor ท่านใดเลยนะครับ น้องๆ ที่รับงานนี่แหละ ครับ ที่สอนผม เรื่อง "ออมก่อนใช้"
.
สื่อบางจำพวก กลุ่มพวกเขาว่ากันว่า ที่ชอบไปตีตราว่า "ทำงานแบบนี้ เงินได้มาก็ใช้ไป เปย์แลกความสุขส่วนตัว สุขหยาบๆ ให้รอดๆไปวันๆ" ใช่ครับ มันมี แต่ไม่ใช่ทุกคนเป็นแบบนี้
.
เรื่องคุกคาม(ทางเพศ หรือทางอะไรก็แล้วแต่)(ไม่ว่าจะต่างเพศ หรือเพศเดียวกัน) ผมว่ามันเป็น สันดานส่วนบุคคล นะครับ
ชั่งใจกันสักนิด อะไรควร ไม่ควร มันก็อยู่ด้วยกันได้ครับ ยกเว้นแต่ว่า จะทำตัวเองกันเองให้อยู่ไม่ได้
.
ปิดท้ายเล็กน้อย
.
ผมได้เรียนรู้ ชีวิต มากมาย โดยส่วนใหญ่อยู่นอกวงการวงการ technology ด้วยซ้ำไป
#Respect พวกเธอ เสมอมา

150 Nameless Fanboi Posted ID:lh/RVst8qx

ห้ามไม่ให้ผู้หญิงแต่งเซ็กซี่ = Sexism
เอาผู้หญิงแต่งเซ็กซี่มาในงาน = Sexism

ดูถูกSex worker = ล้าหลัง ไม่ทันสมัย
อุดหนุนSex worker = ไม่progressive

โถ ทวิตเตอร์SJWเบบี๋ทั้งหลาย

151 Nameless Fanboi Posted ID:s0KlDckepl

กูไม่ชอบให้จับผิดเล็กๆ แบบบิ๊กตู่พูดว่าเซลล์​สมองมี84, 000 เซลล์ แล้วพวกมึงไปด่าเขาเลย ความหมายของเนื้อความมันก็คือ ในสมองพวกมึงมีเซลล์เยอะ จบ ใครจะจำเลขได้วะ ที่มึงด่าๆกันนี้มึงจำเลขได้หรอถามจริง แต่ก็นะ พูดออกสื่อ แต่ด้วยความเป็นคนไม่รอบครอบแบบกู อย่างบิ๊กตู่พูดว่า 84,000 เซลล์ จริงๆ มันเป็นล้าน ก็แปลว่าเขายิ่งพูดยิ่งถูก(ในพารากราฟนั้น)​ และประเมินค่าน้อยไปด้วยซ้ำ

แต่พารากราฟ​อื่น มึงก็เถียงไป อยากให้ดูเนื้อหาโดยรวมมากกว่าว่าเขาจะสื่ออะไร มากกว่าจะไปจับผิด คะค่ะไรแบบนั้น มันน่ารำคาญ

152 Nameless Fanboi Posted ID:PpzjCpHbHq

>>150 ตกลงซ้ายกับขวานี่จะเชื่อใครดีวะ พอฟังไปนานๆ มันดูเหมือนขัดกับความเป็นมนุษย์ทั้ง 2 ฝั่งอะ

153 Nameless Fanboi Posted ID:5ocGkCZnAw

>>152 ถ้าความเป็นมนุษย์คือทำตามสัญชาติญาน วัน ๆ คิดแต่กินขี้ปี้นอน จะแนวคิดปรัชญา หรือแม้แต่ศาสนาแม่งก็ขัดความเป็นมนุษย์หมดแหละ อยากจะเชื่ออะไรมึงต้องคิดเองไม่ใช่ฟังคนอื่น เอาแต่ฟังกันไม่คิดมันถึงมีส ลิ่มกับค วายแดง

154 Nameless Fanboi Posted ID:c0ttOnfq1k

"ประเด็น Sexism กับการจัดอีเว้นต์นักพัฒนาที่ชูโรงโดยกระต่ายเซ็กซี่เจ้าหนึ่ง"
.
(ยาวนะ ใครอ่านจบมอบโล่ให้)
.
ถึงจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่เรารู้สึกว่าเรื่องราวครั้งนี้อาจจะสร้างความเข้าใจและ Constructive Feedback เพื่อนำไปพัฒนาแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการสร้างคอมมูนิตี้ในอนาคตได้
.
สำหรับคนที่ไม่รู้สตอรี่ ก็ไม่มีอะไรมาก มีอีเว้นต์สำหรับนักพัฒนานึงจัดโดยมีกระต่ายเซ็กซี่เป็นธีมงาน ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ไปในวงกว้างพอสมควรถึงความไม่เหมาะสมและเรื่องของการเห็นผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศในคอมมูนิตี้นักพัฒนาที่ไม่ควรเกิดเรื่องพวกนี้ขึ้น ซึ่งเรื่องก็มีอยู่แค่นี้แหละ เรื่องที่เหลือไม่ต้องไปสืบต่อเน้อ มันไม่มีประโยชน์กับใคร
.
ตอนแรกสารภาพว่าไม่สามารถบอกความรู้สึกแบบชัด ๆ ได้การจัดอีเว้นต์แบบนี้ พยายามมองเป็นกลางที่สุด พยายามเข้าใจทุกฝ่าย ละซึ่งอคติใด ๆ แล้วก็พบว่าการจัดงานนี้แบบเป็นไม่ใช่สีขาวหรือสีดำ หากแต่เป็น ... "สีเทา"
.
จึงไม่ต้องแปลกใจว่าเสียงจึงแตกพอสมควร บางคนบอกว่าแย่มาก บางคนบอกว่าก็โอเคหนิ ไปคนละทางกันโดยสิ้นเชิงเลย เพราะมันเป็นสีเทาไง คนจะมองเป็นขาวก็ได้ จะมองเป็นดำก็ได้ แล้วแต่คนจะมอง
.
ส่วนเรากว่าจะทำความเข้าใจความคิดตัวเองได้ก็ใช้เวลาหนึ่งคืนเต็ม ๆ ก่อนจะตัดสินใจโพสต์ในตอนเช้าว่า "ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้" ซึ่งขอใช้คำว่า "ไม่เห็นด้วย" เพราะเราไม่เห็นว่าการกระทำนี้มันดำมืดจนเลวร้ายอะไร แค่ความคิดส่วนตัวคือมันไม่โอเคสำหรับเรา
.
=== ทำไมถึงไม่เห็นด้วย ? ===
.
ประเด็นหลักของเราคือธีมงานค่อนข้าง "Objectify ผู้หญิง" ชัดเจน ซึ่งก็เป็นภาพลักษณ์ที่ทางค่ายนั้นสร้างมาหลายสิบปี ตอนมาอยู่ไทยก็ไม่ต่างจากกันมากนัก ยากที่จะเปลี่ยนไปได้อีกแล้ว
.
พออีเว้นต์มีเจ้านี้เข้ามา และมีการเอาคำว่า Developer และ Networking เข้ามาเป็นกิจกรรมหลัก ภาพแรกที่เห็นเลยคือ "งานนี้จัดสำหรับผู้ชายและกีดกันผู้หญิงไม่ให้มา"
.
ถึงแม้จะไม่มีกฎห้ามผู้หญิงมา แต่โดยพฤตินัยก็ไม่แคร์ให้มาตั้งแต่รูปแบบงานแล้ว
.
การกีดกันผู้หญิงไม่ให้มาก็ถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างนึงแล้ว แต่ถือเป็นเรื่องเล็กเลยเมื่อผู้ชายที่มางานนักพัฒนาพร้อมใจยินดีกับการ Objectify เพศหญิง ซึ่งถึงจะปฏิเสธกันว่าตัวเองไม่ใช่แบบนั้น แต่ความจริงมันเป็นแบบนั้นตั้งแต่ตัดสินใจไปงานแล้วหละ
.
และมันทำให้เราหดหู่กับความรู้สึกนี้มากที่ผู้ชายกลับสนับสนุนแนวคิดนี้กัน เพราะปัญหานี้มันเกิดมานานแล้ว ทั่วโลกกำลังร่วมกันแก้ แต่เรากลับถอยหลังกลับไป ไม่ได้ดูสิ่งที่โลกเรียนรู้กันมาเลย
.
ก็ยังรู้สึกดีที่มีคนจำนวนหนึ่งออกมาต่อต้าน เพราะมันทำให้เห็นว่ามีคนเห็นความสำคัญของเรื่องนี้อยู่
.
=== เราเชื่อว่าโลกหมุนได้เพราะความใคร แต่ ... ===
.
ที่โลกมีพัฒนาการขึ้นทุกวัน อยากจะบอกว่าส่วนหนึ่งและส่วนใหญ่ด้วยซ้ำเกิดจากความใคร่ (Lust) เป็นแรงผลักดัน
.
มันไม่ใช่เรื่องผิดอะไรกับความใคร่นั้นเพราะธรรมชาติกำหนดมาแบบนั้น การที่ผู้ชายจะเห็นผู้หญิงเซ็กซี่แล้วเกิดความใคร่ หรือตรงกันข้าม ผู้หญิงเห็นผู้ชายแล้วเกิดความใคร่ ล้วนเป็นเรื่องปกติ
.
"แต่ไม่ควรมาอยู่ในบริบทของวิชาชีพ"
.
เมื่ออยู่ในวิชาชีพหรือในที่นี้คือความสามารถในการเป็นนักพัฒนา เราต้องกำหนดมันจากความสามารถ ไม่ใช่เพศสภาพใด ๆ ทั้งสิ้น
.
ดังนั้นในการทำคอมมูนิตี้ใด ๆ เราไม่ควรให้อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับความใคร่มาเกี่ยวข้อง ควรมีความ Professional และไม่มีการ "เลือกปฏิบัติ" ต่อเพศใดทั้งสิ้น
.
ส่วนจะจัดอีเว้นต์เที่ยวผู้หญิงเที่ยวผู้ชายอะไรเราไม่ถือว่าผิดนะ แต่ไม่ควรนำวิชาชีพมาเกี่ยวข้อง เพราะมันสร้างปัญหาในเชิงสังคมได้ง่าย ๆ เลย
.
และนี่มั้งที่ทำให้เสียงแตก คนจำนวนนึงบอกก็แค่อีเว้นต์สนุกสนาน เพราะไม่ได้มองถึงเรื่องวิชาชีพที่เป็นแกนหลักของงาน คนจำนวนนึงบอกว่าเป็นอีเว้นต์ที่กีดกันเพราะมีคนอยากไปแต่รูปแบบงานไม่ต้อนรับให้พวกเขา (ผู้หญิง) ไป
.
=== ทำไมใจนึงบอกว่าก็โอเค อยากจัดก็จัดได้ ? ===
.
มันเป็นสิทธิ์ของคนจัดที่จะจัดงานอะไรก็ได้ตราบใดที่มันไม่ผิดกฎหมาย ถึงจะขัดใจแต่เราไม่เห็นว่ามันผิดขนาดนั้น แค่ไม่เห็นด้วยที่จะมีแนวทางแบบนี้ในยุคนี้ แต่เราทำได้แค่ไม่แฮปปี้แค่นั้น แต่แน่นอน คนจัดก็ต้องยอมรับคำวิจารณ์ด้วย เคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน
.
=== โอเคมั้ยจริง ๆ ต้องถามคนถูก Offense ... "ผู้หญิง" ===
.
น่าสนใจว่าคนที่บอกว่าโอเคส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย และคนที่บอกว่าไม่โอเคส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง
.

155 Nameless Fanboi Posted ID:c0ttOnfq1k

นี่มีโอกาสวิ่งไล่อ่านความเห็นและไล่ถามชายหญิงแถวนี้เยอะเหมือนกัน ได้คำตอบมาตามนี้
.
- ผู้หญิงทั้งที่ไทยและเมกาเกือบ 100% บอกว่าจะไม่ไปและต่อต้าน (มีแค่คนเดียวที่บอกว่าก็น่ารักดี)
.
- ผู้ชายที่อยู่ไทยเกินครึ่งบอกว่าโอเค ไป ไม่มีปัญหา
.
- ผู้ชายที่อยู่ที่นี่หรือเคยอยู่ที่นี่ส่วนใหญ่ไปในทางไม่โอเคและต่อต้าน
.
- ผู้ชายที่บอกจะไปมีอยู่บ้าง แต่บอกว่าแค่อยากเห็นว่างานเป็นยังไง แต่ไม่อยากให้ใครรู้ว่าไป
.
- ผู้หญิงที่มีแฟนบอกว่าจะไม่ให้แฟนไป
.
- ผู้หญิงฝากมาถามว่า งานแบบนี้จะมีคนมีคุณภาพไปจริง ๆ หรอ ... ซึ่งก็สะท้อนอะไรหลาย ๆ อย่างจากคำถามสั้น ๆ นี้
.
หากวิเคราะห์แล้วก็จะรู้หละว่าคนที่ถูก Offense คือผู้หญิง ส่วนผู้ชายหลาย ๆ คนก็เชื่อว่ารูปแบบงานนี้โอเคแล้ว เพราะไม่ถูก Offense ใด ๆ
.
สุดท้ายคนที่บอกได้ดีที่สุดว่างานนี้ควรหรือไม่ควรคือผู้หญิง ... และเราควรรับฟังครับ
.
=== ถ้า BNK หรือ Blackpink มาหละ จะมีปัญหาแบบเดิมมั้ย ? ===
.
เป็นคำถามที่น่าสนใจ ... แต่ตอบได้นะว่า "แล้วแต่..."
.
ที่บอกว่าแล้วแต่เพราะ "ทุกสิ่งอย่างมีหลายมิติหลายคุณสมบัติ"
.
หากเคยเล่นเกมน่าจะเคยเห็นว่าตัวละครแต่ละตัวจะมีสเกลความสามารถไม่เหมือนกัน เช่น Warrior มี STR 5 แต่ INT 2 ในขณะที่ Mage มี STR แค่ 1 แต่ INT 5
.
Warrior มี STR เยอะมาก ผู้คนก็จะมองไปว่าเป็นผู้แข็งแกร่ง แต่จริง ๆ ก็มีจำนวนนึงนะที่มองว่าก็ยังมี INT อยู่ด้วย
.
เช่นเดียวกับเมจ มี INT เยอะมาก คนมองว่าเป็นผู้วิเศษ แต่ก็มีคนจำนวนหนึ่งมองว่าก็มีมุมที่มี STR อยู่นะ
.
แล้วมันเกี่ยวกันยังไง ?
.
กระต่ายค่ายนั้นมีเกจพลังไปทาง Woman Objectify ค่อนข้างเต็มขีดมากจนคนมองไปทางอื่นไม่ได้เลย ส่วน Blackpink มี Woman Objectify อยู่เหมือนกัน แต่น้อยมากเมื่อเทียบกับเกจอื่นอย่างเช่น ความเป็นศิลปิน
.
และนี่ถึงบอกว่าแล้วแต่ครับ หากจะมองว่าเป็นการจับผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศก็มองได้ทั้งกระต่ายและ Blackpink แหละ แต่ถามว่าเกจไหนหละที่ชัดสุดของ Blackpink ?
.
สำหรับผมคือการเป็นศิลปินและความสามารถนะ และไม่เคยมองน้องไปในทางวัตถุทางเพศเลยแม้แต่ครั้งเดียว
.
ดังนั้นสำหรับผมการพากระต่ายกับพา Blackpink มางานนั้นต่างกันมาก และน่าจะมีสิ่งยืนยันจากที่น้อง ๆ เค้ามีฐานแฟนคลับเป็นผู้หญิงไม่น้อยกว่าผู้ชาย เผลอ ๆ เยอะกว่าด้วย
.
แต่สำหรับคนอื่น ๆ ก็แล้วแต่ว่าจะมองอย่างไรครับ มัน Subjective
.
ส่วน BNK ผมมีมุมมองของผมเอง และผมคงไม่แฮปปี้ที่จะให้มางาน Developer Event เท่าไหร่ครับ
.
=== อยากรู้ว่าสังคมมองยังไง ให้ถามคนอื่นดูว่ารู้สึกยังไงกับคนที่ซื้อบัตรไปงาน A และงาน B ===
.
ความจริงมีวิธีตอบคำถามข้างบนได้ไม่ยากอยู่นะ ลองถามคนรอบข้างดูสิว่าระหว่างซื้อบัตรไปงานกระต่ายกับซื้อบัตรไปงาน Blackpink เค้ามีความรู้สึกต่างกันอย่างไร ?
.
แล้วก็ฟังคำตอบเอา
.
=== เราอยากให้ทิศทางของสังคมไปทางไหนทุกคนล้วนมีส่วนกำหนด ===
.
พอเป็นเรื่องของคอมมูนิตี้ ทุกคนมีส่วนร่วมในการผลักดันหมด มันไม่ใช่เรื่องของ Community Leader แต่เป็นเรื่องของทุกคน
.
ทำอะไรก็คิดให้ถ้วนถี่ เพราะบางทีสิ่งที่อยู่ในความคิดว่า "ก็ปกติหนิ" นั่นแหละคือปัญหาที่แท้จริง
.
อยากให้คอมมูนิตี้เป็นยังไงต่อก็อยู่ในมือของทุกคนละ
.
ฝากไว้

156 Nameless Fanboi Posted ID:c0ttOnfq1k

งานสัมมนาเน็ตเวิร์กธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์อันนี้เป็นดราม่าขึ้นมาว่าเป็นการทำให้ผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ

อ่าน facebook.com/arthit/posts/10156455078516086

น่าจะเกิดจาก 1. ภาพนางแบบเซ็กซี่ 2. จะมีนางแบบเซ็กซี่ในงาน

และมองว่าทำแบบนี้เพื่อโปรโมตให้คนมาเยอะๆ (ซึ่งไม่ใช่เพราะจำกัดแค่ 50 คน)

นำไปสู่ความรู้สึกว่าเหยียดเพศจากการตีความว่า
3. แสดงว่าผู้จัดเจตนาทาร์เก็ตเฉพาะผู้ชาย (ในวงการที่ผู้หญิงน้อยอยู่แล้ว)
4. ไม่งั้นผู้หญิงที่ไปงานนี้ก็จะอึดอัดหรือไม่

ความเห็นผมซึ่งไม่ได้รู้จักผู้จัดเป็นการส่วนตัว เชื่อว่าจริงๆมันคงเป็นไอเดียหลุดโลกของผู้จัดซึ่งจัดงานคอมมูนิตี้เดฟบ่อยๆ แล้วงานนี้มี Play Boy สปอนเซอร์เลยออกมาแบบนี้ เพราะปกติงานที่กลุ่มนี้จัดก็ไม่มีความจำเป็นต้องดึงดูดคนอยู่แล้ว ยิ่งงานนี้ต้องการเน็ตเวิร์กธุรกิจ ไม่ใช่ต้องการรวบรวมจำนวนหำด้วย

แต่ภาพนี้ถูกตีความเจตนาเป็นแบบเดียวกับโฆษณาเซ็กซี่ของ GoDaddy ในฃ่วงซุเปอร์โบว์ ซึ่งถ้าดูจาก track record จากผู้จัดแล้วผมว่าไม่ใช่

Go Daddy Super Bowl Commercial 2013: youtu.be/t-1oixpSShs

แต่นั่นมันเรื่องเจตนา ถ้าเรามาดูกันเฉพาะที่รูปนี้และรูปแบบงานที่จะมีนางแบบเซ็กซี่ อยากถามผู้หญิง (โดยเฉพาะเฟมิสิสต์) ว่ารู้สึกถูกเหยียดเพศ/objectified ไหม และทำให้ไม่อยากไปงานนี้ หรือถ้าไปก็จะรู้สึกอึดอัดที่มีนางแบบเซ็กซี่ในงานไหมครับ

157 Nameless Fanboi Posted ID:c0ttOnfq1k

ดราม่านี้มีเรื่องชวนคุยเยอะเลย

ประเด็นนึงที่ผมอยากเขียนมานานมาก แต่ไม่มีประเด็นตั้งต้น คือ ผมเห็นเรามักมี Unconcious bias ที่ว่า เพศหญิงไม่มีเหตุผล เชื่อไม่ได้ ค่อนข้างเยอะมานานแล้ว คืออย่างถ้าเราตั้งใจจะจัดงานให้เพศหญิง Feel safe and include นี่ถ้าใช้คอมมอนเซนส์ เราก็ควรจะถามผู้หญิงเนอะว่าจัดแบบไหนรู้สึกยังไง เพราะเราอยากจะให้เขารู้สึกปลอดภัย

แต่ผมเห็นหลายๆ ครั้งเพศชายก็ตั้งต้นกันเอง เถียงกันเองอย่างรุนแรงว่าแบบไหนได้แบบไหนไม่ได้ (ซึ่งถ้าเป็นแค่ข้อเสนอแนะก็ดีนะ ใส่ใจดี แต่บางทีมันกลายเป็นชี้ถูกชี้ผิดเอาเป็นเอาตาย) มันขัดคอมมอนเซนส์มากเลย ก็น่าแปลกใจ ทำไมถึงมักจะเกิดอะไรแบบนี้ขึ้นนะ ทั้งๆ ที่ Obvious way มันคือเดินไปถามเจ้าตัวแท้ๆ

ตัวผมเอง เมื่อก่อนผมก็มี Unconsious bias ที่คิดว่าไปถามก็ไม่ได้เนื้อหาใจความอะไรที่ใช้ได้หรอก อีโมเยอะ ไม่รู้เรื่อง คิดเองดีกว่า ซึ่ง ส่วนมากก็พังก็ไปผิดทาง แล้วพอพังแล้วก็ไปบ่นอีกว่าผู้หญิงเข้าใจยากโว้ย ไม่รู้เรื่องโว้ย ทำไมเข้าใจยากยังงี้ แต่พอถามตั้งใจฟังแล้วยอมรับเหตุผลในแบบที่เราไม่คุ้นชิน จบเลย ไม่เคลมว่าเข้าใจทั้งหมด แต่ก็เข้าใจง่ายกว่าสมัยที่พยายามมโนเองเยอะ

แต่ถ้าตั้งแง่ว่าอีกฝั่งจะคุยไม่รู้เรื่อง หรือจะพูดไม่ตรงความจริง จบเห่เลยนะ

Movement แบบนี้พบเข้มข้นมากในอเมริกาและสังคมตะวันตก คือ มันมี Content ของตะวันตกเยอะมากๆ เลยที่เขานิยมเรียกว่า Red pill แล้วก็มีผู้ชายมาสอนผู้ชายคนอื่นว่าผู้หญิงเป็นแบบนั้นแบบนี้แน่นอน ผู้หญิงชอบผู้ชายมีความมั่นใจบ้าง ชอบ Alpha male บ้าง ชอบคนที่อยู่ใน Hierarchy สูงๆ บ้าง แล้วก็เอาข้อมูลพร้อมการตีความของตัวเองมาบอกว่า Fact over feeling อย่ามาเถียง ซึ่งผมเกลียดมาก

อย่างคนนึงที่ผมว่าหลายๆ คนอาจจะติดตามคือ Jordan Petterson เนี่ย ผมเคยบอกว่าผมไม่ชอบเขา เพราะเขาใช้ท่านี้บ่อย อันนึงที่ชัดสุดคือ เขาเอาข้อมูลมาบอกว่าในประเทศที่พยายามผลักดัน Gender gap สุดท้ายผู้หญิงก็ไม่ทำงานสาย Tech มากอยู่ดี ก็มีตัวเลขว่ากี่ % ดังนั้น Fact is there is a biological different that makes man suitable for some jobs and woman don't enjoy some jobs.

ไม่ใช่โว้ย Fact มันคือ ตัวเลขที่เกิดขึ้น ส่วน Biological different น่ะคุณตีความเองแล้วมาโมเมว่าเป็น Fact แล้วพอผู้หญิงตัวเป็นๆ มาตีความแบบอื่น แม่งก็บอกว่า อย่าเถียงกับ Fact พวกคุณน่ะอีโมเอาแต่ความรู้สึก

ซึ่งนั่นแหละ Unconcious bias ที่มันวนลูปจนมองไม่เห็นว่าตัวเองมโนตรงไหน คิดว่าที่ตัวเองตีความเป็น Fact ไปเลย

บ่นยาวเลย คือจะชี้ประเด็นนึงว่า ถ้าตั้งใจจะทำงานกับ Inclusiveness น่ะ (ซึ่งไม่ได้บังคับนะว่าทุกคนต้องแคร์) ระวัง Unconcious bias ด้วยนะ ถามเจ้าตัวมากๆ

กับอีกอย่าง ทำงานกับความรู้สึกคน จะเอาถูกผิดไม่ได้หรอก

อย่างผมเอง ตอนเด็กๆ เจอความมืดก็ไม่ Feel safe แล้ว ตอนนี้ก็ไม่เป็นไรไม่ได้รู้สึกยังงั้น ถ้าใครมาบอกว่าจะจัดงานอะไรซักอย่างให้ผม Feel safe มาถามผมตอนยี่สิบปีที่แล้ว ผมก็บอกว่าต้องสว่างนะ ต้องกลับก่อนสี่ทุ่มถึงจะรู้สึกปลอดภัย มาถามผมปีนี้คือมืดก็ได้ไม่เป็นไร กลับดึกก็ดีสนุกดี ก็โตแล้วอ่ะ

แล้วถ้ามาตั้งกฎว่า วิธีการที่ถูกต้องคืองานต้องเลิก 4 ทุ่ม มันก็ไม่ใช่ไง อ่ะ มันใช่ในเวลาหนึ่งละกัน

นี่คือ Nature ของการทำงานกับความรู้สึกคน มันมี Dynamic เยอะกว่าจะจับเป็นเกณฑ์ชัดๆ ได้ มันได้แค่คร่าวๆ เท่านั้นแหละ

ถ้าใครมาบอกว่า "อ้าว มึง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เชื่อไม่ได้ อีตอแหลเข้าใจยาก" แล้วก็เลิกฟังผม หันไปมโนกันเอง ผมก็รู้สึกแย่และรู้สึกไม่ถูกต้อนรับ และก็คงคิดว่า งั้นคุณจะมาเคลมว่าตั้งใจจะเอาใจผมทำไมแต่แรก

หลายคน (รวมถึงผมในสมัยหนึ่ง) ใช้ Approach แบบย่อหน้าที่แล้วในการดีลกับความรู้สึกคน ซึ่ง พังเละเทะครับ ยอมรับเลยว่าเคยพัง อย่าย้อนรอยผมครับ

ปล. Assume best intention ประโยคสั้นๆ ที่ในแง่ลึกคือลึกได้ถึงตรงนี้

158 Nameless Fanboi Posted ID:tNK/djVU70

>>153 มึงไม่ได้เรียนปรัชญามาสินะ

159 Nameless Fanboi Posted ID:CcMI14ol7P

คิดดูนะ ผญ มีประโยชน์​อะไรเหนือกว่าผู้ชายมั่งวะ ร่างกายก็อ่อนแอกว่า ไม่มีอะไรที่ ผญ ทำได้แต่ ผช ทำไม่ได้เลย เว้นเรื่องเดียวคือออกลูก-ให้นมลูก

สรุปคือธรรมชาติให้ ผญ เกิดมาเพื่อให้ ผช เย็ด ท้อง คลอดลูก เลี้ยงลูก พวกมึงแม่งมีค่าแค่นี้ อย่าผยองมากไป

160 Nameless Fanboi Posted ID:rDxnVuxuBN

จำได้ว่ามันเคยมีดราม่าโง่ๆ อันนึงของสลิ่่มเมื่อสิบปีก่อน

คือมีสลิ่่มเข้าไป่าถล่มด่าสำนักข่าวหรือเว็บไซต์ต่างประเทศเนี่ยแหละว่า มึงเรียกทักษิณว่าเป็นคิงได้ยังไง มึงจะล้มเจ้าเหรอถึงเรียกทักษิณว่า King Taksin

มันฮาตรงที่ King Taksin เขาหมายถึงพระเจ้าตากสิน ควายแท้ๆ

พอมาวันนี้ ปีนี้ เจอ Fuck Prayuth แปลว่าเย็ดประยุทธ์ แล้วก็แบบ ไม่ได้มีพัฒนาการอะไรขึ้นมาเลยเหรอ

EQ แย่แล้ว IQ ยังแย่ตามอีก

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

161 Nameless Fanboi Posted ID:RmiKNxeG2S

>>158 แต่ละสายแม่งยังนิยามความเป็นมนุษย์ไม่เหมือนกันเลย

162 Nameless Fanboi Posted ID:Kf90uuyrsm

South China Morning Post #SCMP สัมภาษณ์อ.ษรเรื่อง”นักท่องเที่ยวจีนในไทย :โอกาสจริงหรือ !!”
📌 แม้ว่านักท่องเที่ยวจีนในไทยกว่า 10 ล้านคนจะเป็นโอกาสของไทย โดยเฉพาะการช้อปปิ้งซื้อของฝากจากไทยกลับไปจีน แต่แต่แต่...แต่ผลประโยชน์เป็นของใคร? ต้องไปไล่บี้ดูนะคะ
📌หนึ่งในปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น คือ เมื่อนักท่องเที่ยวจีนติดใจสินค้าไทยรายการใด เช่น หมอนสุขภาพยางพารา ก็จะมีนายทุนจีนรีบคว้าไปผลิตเสียเองบนแผ่นดินจีน จึงมีหมอนยางพาราที่ผลิตในโรงงานจีนแล้วส่งมาไทยเพื่อขายตัดราคาที่ถูกกว่าให้นักท่องเที่ยวจีนในไทยอีกทอดหนึ่ง #จีนซับซ้อนซ่อนเงื่อน 🇨🇳 https://www.scmp.com/week-asia/economics/article/3045624/spas-seaweed-thai-brands-banking-chinese-tourists

163 Nameless Fanboi Posted ID:tMWF5jAZNU

ผมเห็นด้วยนะที่ว่า กระต่ายบันนี่ มัน controversial ที่จะเอามาเกี่ยวข้องกับ developer network และสมควรที่จะถูกวิพากษ์ได้ในทางลบ

คำถามคือแล้วงานอย่าง Beer Camp นี่ทำไมถึงไม่เป็นประเด็น ในเมื่อมีการเอาเครื่องดื่มมึนเมามาเป็น Theme หลักของงานอย่างชัดเจน และโปรแกรมเมอร์หลายคนก็ไม่ดื่มเครื่องดื่มแบบนี้จะรู้สึกไม่ดีต่องานหรือไม่

เปิดประเด็นไว้เล่นๆเผื่อชวนคิดกันต่อครับ ไม่ได้แปลว่าไม่ควรจัดงานเบียร์แคมป์นะ แค่สงสัยเฉยๆจ๊ะ

164 Nameless Fanboi Posted ID:KGwaJ+DZG/

>>160 หนังสือสมัยเหลืองชุมนุม มีเขียนว่าแม้วเปลี่ยนชื่อจาก Thaksin เป็น Taksin เพราะหมอดูทักว่าเป็น Tak กลับชาติมาล้างแค้น Chakri ด้วย

165 Nameless Fanboi Posted ID:FP0Z6STN49

>>160 , >>163 ทฤษฎีสมคบคิดอันนี้แม่งจุดติดเพราะตอนนั้นฝ่ายหนุนแม้วแม่งมีคนแหลมพูดขึ้นมาว่าแม้วเป็นเจ้ามูลเมืองกลับชาติมาเกิด อย่าลืมนะว่าคนไทยรุ่นเก่าๆ ไม่ว่าเหลือง แดง ขนมหวาน เชื่อเรื่องบุญญาธิการข้ามชาติภพทั้งนั้น

166 Nameless Fanboi Posted ID:FP0Z6STN49

เอ้ย กู >>165 จะชี้ >>164 สิ ไม่ใช่ >>163

167 Nameless Fanboi Posted ID:Yx4ve.8eh4

ขออนุญาตแปะคอมเม้นท์ของน้องคนนึงนะครับ
ส่วนตัวน้องเห็นประเด็นที่เถียงกันอยู่ 2 เรื่อง คือเรื่อง diversity กับ ความเท่าเทียมของผู้หญิง
ส่วนตัวน้องก็ไม่คิดว่า การเอาผู้หญิง sexy แนว playboy มาดึงดูด จะเป็นเรื่องผิดขนาดนั้น
มันอาจจะขัดใจคนบางกลุ่ม ที่เห็นว่าเอาเรื่องเพศมาดึงดูดเป็นเรื่องผิด หรือ project นี้สร้างความไม่เท่าเทียมทางเพศ ... แต่มันก็ไม่ได้ผิด ทั้งผู้เข้าร่วมงานกลุ่มนี้ และผู้หญิงที่ทำงานแนวนี้
มันเป็นเพียงแค่ target ที่ project นี้ เลือก (ผู้ชาย-dev-ชอบกิจกรรมที่มีสาวๆ) จึงเลือกใช้วิธี entertain กลุ่ม target ด้วยวิธีนี้ (สาวๆ) เท่านั้นเอง
หากคุณไม่ชอบ แสดงว่าคุณอาจจะไม่ใช่ target ของงานนี้ แต่หากคุณเปิดรับมากพอ ว่ามีกลุ่มคนที่เป็น target ของงานนี้ด้วยเช่นกัน คุณก็จะไม่ต่อต้านการเกิดงานนี้
ส่วนสาวๆ ที่ทำงานแนวนี้ ก็เป็นความหลากหลายในกลุ่มผู้หญิงเช่นกัน พวกเธอทำงานอย่างสุจริต อาจจะด้วยใจรักด้วยซ้ำ เพราะมันคืองานที่พวกเธอรู้สึกมีคุณค่า และรู้ตัวดีว่า ทำงานอยู่ในกรอบที่เหมาะสม
ดังนั้น หากคุณมองว่า กิจกรรมนี้สร้างความไม่เท่าเทียมทางเพศ ลดความหลากหลาย เพราะไปบล็อคคนอีกกลุ่มให้ไม่ไป
... น่าจะเป็นเพราะคุณไม่เปิดรับมากพอ ที่จะยอมรับว่า 1. มีกลุ่มคนแบบที่ไม่ใช่คุณอยู่ 2. มีความเป็นไปได้ ที่จะทำกิจกรรมแนวนี้อย่างเหมาะสม โดยไม่เป็นการคุกคาม หรือลดคุณค่าของเพศหญิง และ 3. ไม่ว่ากิจกรรมนี้จะถูกจัด หรือถูกยกเลิก มันก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่า สังคมก็มีกลุ่ม target ของงานนี้อยู่ แค่ไม่ได้เคยมีพื้นที่ให้เขาแสดงตัวออกมาในกิจกรรม public ก่อนหน้านี้เท่านั้นเอง
และเมื่อมีแรงตีกลับแบบนี้ main persona ของ dev ในเมืองไทย ก็คงยังเป็น nerd เรียบร้อย เขาแถวจับมืองาน bnk ต่อไป ... กระมังคะ แฮ่

168 Nameless Fanboi Posted ID:Yx4ve.8eh4

เดี๋ยวหลายๆคนจะไม่เข้าใจ ผมไม่ได้เป็นทีมงานจัดงานกระต่ายนะ สิ่งที่ผมอยาก address คือความลักลั่นย้อนแย้งของการใช้ Sexists มาโปรโมท ว่าทำไมเราถึงจะ double standard กันกับเรื่องนี้ เป็นเพราะค่านิยม หรือเป็นเพราะคนจัด หรือเพราะตามกระแสกัน
ผมเข้าใจกระแส anti toxic masculine ว่าเพราะมันทำให้เกิดความไม่สบายใจในการที่เราจะดึงผญ เข้ามาในอุตสาหกรรมให้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน เราก็จัดงานที่ห้าม ผช เข้ามาด้วย ผมเองเวลาเห็น content ดีๆก็อยากไป แต่ก็ไปไม่ได้เหมือนกัน และถ้ามีคนจะจัด male only event ก็น่าจะโดนหนักเหมือนกัน เพราะยิ่งซ้ำเติมชุดความคิดที่ว่า ผช เป็นใหญ่ใน industry

มันจะเป็นไปได้ไหมถ้าเราจะขับเคลื่อนโดยไม่สร้างความขัดแย้ง คุยกันก่อนจะประกาศชี้หน้ากันเหมือนเป็นศัตรูทางความคิด หลายๆครั้งผมเห็นคู่ขัดแย้งก็ร่วมงานกัน รู้จักกัน ไม่ได้เป็นคนแปลกหน้า ทำไมเราเลือกที่จะสร้างความขัดแย้งเพื่อ address ปัญหาของ private event เล็กๆขนาดไม่เกิน 50 คน

ปัญหาแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในวงการ ในการเมืองมันก็เกิด ทำไมเราไม่หันหน้ามาคุยกัน ทำไมต้องสร้างชนวนความขัดแย้งทางความคิด คนในวงการที่อยากมาช่วยมาขับเคลื่อนก็ไม่ได้มีจำนวนมากนัก เมื่อทุกคนก็อยากจะทำให้วงการมันดี ทำไม community leaders ไม่เลือกวิธีที่สร้างความขัดแย้งน้อยกว่านี้เป็นตัวอย่างให้น้องๆมันดูและทำตาม ? เราจะสร้าง non toxic community ด้วย violence communication !?!?

ส่วนผมตอนนี้คงถึงเวลาเตรียมเข้าคอร์สคุณพ่อมือใหม่
อาจจะหลบหายไป ไม่ต้องตามหา ขอเวลาให้ฉัน ตอนนี้เรารักกันไม่ได้

169 Nameless Fanboi Posted ID:tMWF5jAZNU

เราเป็นคนนึงที่รู้สึกว่ากำลังถูกวิจารณ์
ในเมื่อพื้นที่นี้เป็นพื้นที่เปิด

ก็ขออนุญาต 'ร้อนตัว' ชี้แจงสักเล็กน้อย

สิ่งที่เกิดขึ้น
1. มี เพื่อนตั้งสเตตัส เกี่ยวกับงาน
2. เราเข้าไปดู นี่มันงานอะไร
3. ซูมดูเห็นมีสปีกเกอร์ เป็นพี่ที่เรารู้จักและนับถือ กังวลว่าพี่เค้าจะรู้หรือเปล่าว่ามีคนมองเค้าแบบนั้น
4. เราแคปหน้าจอ status นั้นส่งไปหาพี่คนนั้นเฉยๆ ไม่มีการเขียนกดดันเพิ่มเติม
5. มีการพูดคุยออนไลน์ เพิ่มเติมตามฟีดของเพื่อนเกี่ยวกับงาน เรามีความเห็นเกี่ยวกับงานที่เราไม่เห็นด้วย เราคอมเม้น และตั้งสเตตัสตามวิสัยคนธรรมดาคนหนึ่ง
6. มีเพื่อนทักมาหา ขอบคุณที่ตั้งสเตตัสแสดงความเห็นนั้น ช่วยเป็นปากเสียงให้กับสังคมอีกด้าน
7. มีเพื่อนส่งมาให้ดู ว่าใครคือผู้จัด เราไม่รู้จักพี่คนนี้ไม่เคยคุยด้วย แต่พี่คนนี้เป็นเฟรนด์เรา ชื่อคุณปั๊บ เราเลยคอมเม้นในโพสของพี่ปั๊บไป
8. สักพัก พี่สปีกเกอร์ทักมาหาเราเอง ว่าคิดว่าจะเจรจาให้ทีมงานเปลี่ยน คอนเสป เราพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นตามปรกติ
ว่าเราคิดอย่างไร มีเพื่อนเราคิดอย่างไร
9. สักพัก พี่ปั๊บ ผู้จัดทักมาหาเราเองถามความเห็นว่าเราคิด อย่างไร เราให้คำแนะนำและแสดงความเห็นตามธรรมดาและลองเสนอแนวทางที่น่าจะเป็นไปได้เพื่อให้สอดคล้องกับความเห็นของคนหลายฝ่าย ไม่มีchoiceไหนที่เราแนะนำให้เค้าเลิกจัดงาน
10. พี่ปั๊บบอกเราเองว่างานยกเลิก จะจัดเป็น private เอง เราอวยพรให้งานสำเร็จลุล่วงด้วยดี พี่ปั๊บยังบอกว่ามีอะไรให้ช่วยเค้ายินดี เราว่าพี่ปั๊บถึงแม้จะไม่เข้าใจ สิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามไม่พอใจร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ก็ไม่ปิดกั้นและรับฟังความเห็นผู้อื่น เราเรื่องน่าชื่นชม

เรื่องราวมีแค่นี้

เราเป็นนักเลงคีย์บอร์ดคนนึง ที่อย่างน้อยดีใจที่เสียงของเราได้ถูกรับฟัง

ขอบคุณพี่ปั๊บนะคะ^^

170 Nameless Fanboi Posted ID:4rvoMkFrbr

"สมัยก่อนการไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบชีวิตส่วนตัวของคนที่แม้จะไม่สนิทกันมากนักถือเป็นเรื่องปกติ แต่ยุคนี้ไม่ได้นะ ถ้าไม่โดนหาว่าเสือกก็คุกคามแหละ"

#มิตรสหายผู้เบื่อโลกยุคใหม่ท่านหนึ่ง

171 Nameless Fanboi Posted ID:tMWF5jAZNU

ปัญหาใหญ่ที่สุดของการผลักดันผู้หญิงในวงการคือผู้หญิงนี่แหละครับ ยิ่งตอกย้ำคำว่าผู้หญิงเท่าไรก็ยิ่งห่างไกลเท่านั้น

ผมนึกถึงพี่อ้อ Jitta ที่เวลาพูดถึงทีไรก็จะนึกถึงคำว่า “คนเก่ง” ไม่ใช่ “ผู้หญิงเก่ง”

ถ้ายังก้าวข้ามเรื่องความแตกต่สงระหว่างเพศไม่ได้แล้วจะมีความหลากหลายที่ว่าได้ยังไง

172 Nameless Fanboi Posted ID:Ivg5oDJdm/

สแปมเยอะๆทำเหี้ยอะไร ทำเหมือนคนเขาแคร์กันมาก ดราม่าปัญญาอ่อนแบบนี้ มึงอิเหรอ

173 Nameless Fanboi Posted ID:tmZB1mOubS

ประธานกรรมการบริษัทการบินไทย(มหาชน) จำกัด…

ในช่วงปลายปี 2535 สมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน (ครั้งที่2) ผมได้ถูกเรียกตัวเข้าพบนายบัณฑิต บุณยะปานะ ปลัดกระทรวงการคลังสมัยนั้น ท่านแจ้งว่า นายกฯต้องการให้เปลี่ยนข้อบังคับ ของบริษัทการบินไทยให้กรรมการทั้งหมดมาจากการแต่งตั้งโดยผู้ถือหุ้น จากเดิมที่มีกรรมการส่วนใหญ่เป็นโดยตำแหน่ง เช่น ข้อบังคับระบุไว้เลยว่า ผู้บัญชาการทหารอากาศเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง กับทั้งมีข้าราชการอื่นๆที่จะได้เป็นโดยตำแหน่งอีกหลายคน เช่น ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ อัยการสูงสุด ฯลฯ

ท่านปลัดบัณฑิตท่านจำได้ว่า เมื่อคราวที่การบินไทยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี2534นั้น ผมในฐานะที่ปรึกษาได้เคยเสนอให้เปลี่ยนข้อบังคับเรื่องนี้เพื่อให้เป็นไปตามบรรษัทภิบาลสากลที่ให้อำนาจผู้ถือหุ้นเท่าเทียมกัน (แต่กระทรวงการคลังซึ่งจะถือหุ้นกว่าครึ่งก็จะยังมีอำนาจตั้งทั้งหมดอยู่ดี) แต่ในตอนนั้นกรรมการส่วนใหญ่ไม่ยอม เพราะในตอนนั้นและก่อนหน้านั้น ใครที่เคยได้เป็นกรรมการจะได้สิทธิ์บินฟรีชั้นหนึ่งตลอดชีวิต(สวัสดิการนี้ถูกยกเลิกสมัยที่ผมร่วมเป็นกรรมการชุดที่มีท่านอำพลเป็นประธาน) ดังนั้นในสมัยนั้น ตำแหน่งกรรมการการบินไทยจึงเป็นตำแหน่งหอมหวานพึงปรารถนาที่สุดของเหล่าข้าราชการและผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย เหล่ากรรมการจึงช่วยกันรุมโจมตีข้อเสนอของผม โดยท่านเลขาสภาพัฒน์ขณะนั้นถึงกับลงทุนยกหูโทรศัพท์ถึงผู้จัดการตลาดฯ(ดร.มารวย)แล้วหันมาตำหนิผมในที่ประชุมกรรมการเลยว่าผมเรื่องมาก มันใช้เฉพาะกับบริษัทเอกชนเท่านั้น รัฐวิสาหกิจจะได้รับยกเว้นพิเศษ ข้อเสนอของผมเลยถูกตีตกไปอย่างเป็นเอกฉันท์

ถ้าใครจำได้ ตั้งแต่ตั้งบริษัทการบินไทยมา ก่อนปี2535 ประธานกรรมการต้องมียศพลออ. แถมดีดีหรือกรรมการผู้จัดการใหญ่ก็มียศพลออ.อีกเช่นกัน (ว่ากันว่าตัวเต็งที่พลาดจากการเป็นผบทอ.จะได้ตำแหน่งนี้ปลอบใจก่อนเกษียณ ...โดยพลออ.วีระ กิจจาทรเป็นดีดีคนสุดท้ายที่มียศพลออ.และคุณฉัตรชัย บุณยะอนันต์เป็นดีดีคนแรกที่ไม่มียศ)

พอท่านนายกอานันท์ต้องการเลิกธรรมเนียมไม่ให้การบินไทยเป็นสมบัติของกองทัพอากาศอีกต่อไป(สมัยก่อนองค์การโทรศัพท์เป็นของกองทัพบก บริษัทไทยเดินเรือทะเลของกองทัพเรือ) ท่านปลัดบัณฑิตจึงเรียกผมไปพบ ให้ช่วยทำบันทึกหลักการ และเหตุผลเพื่อนำเสนอครม.ให้มีมติให้แก้ข้อบังคับ ทำให้การบินไทยมีกรรมการที่ถูกเลือกจากผู้ถือหุ้นตั้งแต่นั้นมา (ซึ่งก็แบ่งกันในหมู่ข้าราชการและนักการเมืองเป็นส่วนใหญ่อยู่ดี)

มาวันนี้ ภายใต้รัฐบาลไทยแลนด์4.0 เราก็ได้พลอากาศเอกกลับมาเป็นประธานการบินไทยอีกวาระหนึ่ง ถอยกลับไปยี่สิบแปดปี ผมว่าไหนๆก็ไหนๆเราน่าจะเชิญพลอากาศเอกอีกสักคนมาเป็นดีดีด้วย แล้วก็คืนสิทธิ์บินฟรีให้เหล่ากรรมการด้วยเลยนะครับ เพราะก่อนปี2534 การบินไทยไม่เคยขาดทุนเลยครับ

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

174 Nameless Fanboi Posted ID:tmZB1mOubS

ประเด็นของผมคือ ทหารและข้าราชการนั้น ไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำในองค์กรที่ต้องแข่งขัน ต้องเน้นเรื่องประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ต้องเน้นเรื่องผลิตภาพและการทำกำไร เพราะท่านไม่ได้มีทักษะไม่ได้รับการฝึกมาด้านนี้เลย ทักษะของท่านคือการรักษาอำนาจรัฐ รักษากฎระเบียบ การใช้ทรัพยากรรัฐ(ซึ่งจะฟุ่มเฟือยเท่าไหร่ก็ได้ ตราบใดที่ผ่านงบได้)
ตัวอย่างทหารจะแค่แข่งขันสะสมอาวุธ(ที่ไม่เคยได้ใช้)กับเพื่อนบ้าน แล้วก็ฝึกทักษะการทำลายล้าง
ผมเคยร่วมบอร์ดกับข้าราชการซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น”แผนกเอ๊ะ” คือใครเสนออะไรท่านก็จะทักว่า”เอ๊ะ คุณเช็คกฎหรือยัง ว่าทำได้” ถ้าบอกว่าเช็คแล้วท่านก็จะกรุณาแนะว่า”ม่ายช่าย มันมีอีกกฎนึง”(ก็เรามีกฎแสนกว่าฉบับนี่ครับ)
ผมเคยร่วมประชุมแก้ปัญหากับพลออ.(ที่เป็นรมต.คมนาคม)ท่านหนึ่งท่านเสนอไอเดียวิธีแก้ปัญหาสามเรื่อง คือ 1.เราจะลดการเปิดเสรีการบินได้ไหม 2.จะให้ท่าอากาศยานทรีทการบินไทยพิเศษกว่าคู่แข่งได้อย่างไร 3.จะให้ควบคุมราคาขั้นต่ำของlow cost carriersได้ไหม (ข้อสามนี่ทำผมสะอึกเลยครับ…แต่เจ้เกียวคงร่วมฉลองไปด้วย)
โชคดีประเทศไทยครับ

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

175 Nameless Fanboi Posted ID:tmZB1mOubS

เรื่องของภาษา และความเข้าใจ (11 มกราคม 2563

ข้อความอย่างข้างล่างนี่
“เงินบาทแข็งค่าขึ้น20%กระทบส่งออก ท่องเที่ยว ส่งออกนี่66%ของGDP ท่องเที่ยวนี่22%ของGDPเลยนะ เสดกิจไทยถึงได้เงี๊ยบเงียบครับ” ดูเป็นข้อความง่ายๆตรงไปตรงมา แต่คุณเข้าใจว่าอย่างไรครับ

ก. ส่งออกบวกท่องเที่ยวรวมกันเป็น 88%ของGDP ทำให้ส่วนอื่นๆ คือการบริโภค การลงทุน และค่าใช้จ่ายภาครัฐ รวมกันจะเหลือเพียง 12%ของGDP

ข. มันเป็นการเปรียบเทียบขนาดให้เห็นภาพเท่านั้น (เพื่อเอาไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆอีกที หรือเอาไปอธิบายในมิติอื่นๆ) จริงๆถ้าเอาทุกอย่างมารวมกันมันจะมากกว่าร้อยไปเยอะเลย ที่ถูกควรจะพูดหรือเขียนเต็มๆว่า การส่งออกและการท่องเที่ยวนั้น เมื่อเทียบขนาดกับGDPแล้ว จะมีขนาดรวมเท่ากับ88%ของรายได้ประชาชาติ(GDP)ในหนึ่งปีเลยทีเดียว (เวลาผมบรรยายผมจะพยายามพูดอย่างนี้เพื่อกันการเข้าใจผิด)

…ซึ่งการเข้าใจคลาดเคลื่อนนั้น ถ้าเป็นคนธรรมดาก็ไม่น่าจะมีผลอะไร แต่ถ้าเป็นผู้กำหนดนโยบายก็อาจจะมีผลกว้างไกลได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ผมขอยกตัวอย่างเรื่องจริงให้สักเรื่องหนึ่ง …

ในการประชุมรวมของคณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ทั้ง12กลุ่มเมื่อสี่ปีก่อน ที่ศูนย์สิริกิต มีผู้เข้าประชุมหลายร้อยคน ท่านผู้นำนั่งเป็นประธานอยู่หัวโต๊ะ ผมได้เข้าร่วม”ฟัง”ประชุมอยู่ด้วย(เพราะนอกจากผู้นำเสนอแล้วมีคนพูดแค่สามคน โดยประธานจะพูดเสีย99%) และทุกๆกลุ่มจะนำเสนอแผนงานของกลุ่มตน

พอถึงกลุ่มD2 ซึ่งรับผิดชอบ “การส่งเสริมSMES และผลิตภาพ” ผู้นำเสนอ(จำไม่ได้แล้วครับว่าใคร) เริ่มเกริ่นว่า SMESไทยมีขนาดรวมกันแค่34%ของGDP ยังเล็กมากเทียบกับ SMESในสหภาพยุโรป(EU)ที่มีขนาดรวมถึง54%ของGDP(EU) จึงมีเป้าหมายที่จะเพิ่มขนาดให้เป็น45%ภายในห้าปี …ซึ่งถึงตอนนี้ท่านประธาน(ที่ตอนนี้เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจอยู่นั่นแหละครับ)ก็ตบโต๊ะฉาด มีบัญชาเลยว่า “เอามันทำไมแค่45% ตั้งเป้าไป51%เลย จะได้ลดบทบาทของทุนใหญ่ด้วย จะได้กระจายรายได้”

ผมนั่งฟังอยู่ก็เปิดGoogleไปด้วย(ตามที่ท่านเคยแนะนำแหละครับ) ก็เลยพบว่า นิยามSMEsของEUนั้น เขาเอากิจการที่มีรายได้ไม่เกินปีละ 50ล้านยูโร(1,800 ล้านบาท)ต่อปีเป็นบันทัดฐาน แต่ของไทยใช้แค่ 200ล้านบาทต่อปี …ฟังดูก็รู้เลยครับว่า เรากำลังเอาพุทราไปเทียบกับapple กำลังพูดคนละเรื่องเดียวกัน

เรื่องนิยามSMESนี่เราหลงกันบ่อยครับ …อย่างวันก่อนท่านรองนายกฯประกาศเป็นข่าวพาดหัวว่า”จะปั้นSMESไทยไปแข่งกับสิงคโปร์ก็เหมือนกัน ลองเปิดดูนิยามสิครับ ของเขามันตัดกันที่ขนาด100ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือ2,200ล้านบาท ของเราสองร้อย คงแข่งกันไหวหรอกครับแบกนำ้หนักกันสิบเท่า

ขอกลับมาเรื่องคณะ D2นะครับ เพราะนอกจากส่งเสริมSMEsแล้ว ยังมีหน้าที่เพิ่มผลิตภาพ(Productivity) ซึ่งมีงานวิจัยมากมายที่วัดได้ชัดเจนว่า SMEsนั้นมักมีProductivityต่ำ และการเพิ่มผลิตภาพในSMESนั้นยากเย็นกว่าการเพิ่มในCorporateมากนัก ไม่รู้ว่าท่านดร.สุวิทย์ผู้ประกาศจะนำไทยสู่4.0 กับทีมสภาพัฒน์เอาสองภาระกิจที่ขัดกันมาโยนใส่กรรมการเดียวกันได้อย่างไร

ผมนั่งฟังประชุมอย่างเงียบๆ ทั้งๆที่รู้ชัดว่า มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นมากมาย ไม่กล้ายกมือขึ้นให้ความเห็นแต่อย่างใด เพราะการทำอย่างนั้นในที่ประชุมใหญ่อย่างนี้เป็นเรื่องไม่บังควร มันจะกลายเป็นการลบหลู่อัจฉริยภาพของท่านผู้นำ ซึ่งเท่าที่เห็น มีแต่คนทำตรงข้าม ท่านจะมีpop-up Idea แสดงอัจฉริยะชั่วแล่นขนาดไหน ก็จะมีคนปราดเข้าไปสรรเสริญชมเชย(ผมเคยได้ยินกับหูว่ามีนักวิชาการระดับดอกเตอร์ปราดเจ้าไปชมท่านว่าแน่กว่าSamuelsonนักเศรษฐศาสตร์ที่ได้โนเบลปี70เสียอีก…ซึ่งเรื่องนี้เขาบอกท่านไปด้วยเพราะกลัวท่านไม่รู้จักSamuelson)

นี่ก็โชคดีที่เรื่องกรรมการสานพลังฯก็แผ่วๆเงียบๆไป ไม่เห็นมีกิจกรรมอะไรเหมือนๆกับกรรมการอีกหลายสิบหลายร้อยคณะที่ตอนตั้งประกาศภาระกิจใหญ่โตจะปฏิรูปประเทศ ให้รุ่งเรืองยิ่งใหญ่ ผมก็หวังว่าไอ้เป้าหมายอัจฉริยะPop up ที่ไม่ได้คิดให้ดี ให้รอบคอบอย่างนี้ จะไม่ถูกย้ายไปอยู่ใรแผนยุทธศาสตร์ชาติที่ดันเป็นกฎหมายซึ่งผมเห็นว่า เป็นแผนที่ “ทำตามก็พัง ไม่ทำตามก็ผิด” แต่จะว่าไป ท่านก็เลิกพูดถึงยุทธศาสตร์ชาติมาหลายเพลาแล้ว หวังว่าจะลืมๆไปนะครับ แต่ถ้าใครขยัน ไปอ่านแผนยุทธศาสตร์ ชาติ แผนปฏิรูปประเทศ สามสี่พันหน้านั่น ก็จะพบว่ามีเรื่องหลงๆเข้าใจผิด คิดไม่ครบ ตามตัวอย่างข้างต้นอยู่เยอะเลย

เริ่มต้นเป็นเรื่องภาษา ไหงมาจบที่ยุทธศาสตร์ชาติก็ไม่รู้ …สุขสันต์วันเด็กนะครับทุกท่าน

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

176 Nameless Fanboi Posted ID:4rvoMkFrbr

>>174 นั่นละ การมาของแม้วถึงเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทย เพราะ จนท.รัฐ ไม่ว่าทหารหรือพลเรือน (รวมถึงอาชีพอย่างทนายความ) เคยชินกับหลักคิดที่ว่า "ทำเท่าที่มีกฎให้ทำ ไม่ทำสิ่งที่กฎห้ามทำ" แต่พ่อค้าจะคิดว่าถ้ากฎมันห่วย ขัดขวางความมั่งคั่งเจริญรุ่งเรือง ก็จงทำลายหรือเปลี่ยนแปลงกฎนั้นซะ จนท.รัฐของบ้านเราถูกกดดันให้เลิกพฤติกรรมเช้าชามเย็นชามครั้งแรกก็ในยุคแม้วนี่เอง

177 Nameless Fanboi Posted ID:tMWF5jAZNU

สองฝั่งยังมีความเข้าใจผิดเหตุผลของอีกฝ่ายอยู่

ผมเลยอยากอธิบายให้เข้าใจประเด็นหลักจริงๆ

• ฝั่งวิจารณ์: จริงๆไม่ใช่ประเด็นรังเกียจกระต่าย แต่มีปัญหากับธีมของงานทำให้ผู้หญิงเข้าร่วมลำบาก ปัจจุบันก็มีผู้หญิงในวงการน้อยอยู่แล้ว ผู้จัดไม่น่าทำแบบนี้ ที่พูดนี่คือเราไม่อยากให้งานไหนก็ตามเป็นแบบนี้

• ฝั่งหนุน: ผู้จัดไม่ได้ตั้งใจกีดกันผู้หญิงเลยนะ (คิดในใจ ผู้หญิงจะลำบากใจเรื่องแบบนี้เหรอ?)

• ฝั่งวิจารณ์: อ้าวเหรอ นึกว่าตั้งใจไม่ให้ผู้หญิงเข้า แต่ไม่เข้าใจกันเหรอว่าจัดรูปแบบนี้จะมีผู้หญิงรับไม่ได้

• ฝั่งหนุน: คือถามผู้หญิงรอบตัวก็บอกว่าไม่รู้สึกอะไร ก็นึกว่าทุกคนจะโอเค

• ฝั่งวิจารณ์: ผู้หญิงหลายคนไม่โอเค บางคนรับไม่ได้ บางคนอาจจะไปแต่อึดอัด

• ฝั่งหนุน: (คิดในใจ อ้าว ทำไมพวกเธอเซ็นซิทีฟขนาดนั้น) โอเคในเมื่อมีบางคนไม่สบายใจ ต่อไปก็ไม่น่าจะมีจัดงานสาธารณะแบบนี้อีก ใครอยากจัดก็คงจัดเป็นไพรเวตไป

• ฝั่งวิจารณ์: ดีค่ะ ช่วยกันลดอุปสรรคของผู้หญิงในวงการ tech ผู้หญิงจะได้เข้ามาเยอะๆ ดีไหมคะ

• ฝั่งหนุน: (คิดในใจ ผู้ชายมาจากดาวอังคาร ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์จริงๆ เราคงไม่มีทางเข้าใจพวกเธอ แต่เราก็อยากให้มีพวกเธอมากขึ้น) ดีครับ

178 Nameless Fanboi Posted ID:tmZB1mOubS

ช่วงนึงเคยโดนเตือนโดนขู่จากผู้มีอำนาจเหมือนกัน ให้หยุดโพส นี่กลัวมากขนาดว่าต้องเอาimacไปฝากไว้บ้านคนรู้จัก เพราะชอบโหลดเอกสารจากบอร์ดต่างๆมาอ่าน ส่วนใหญ่เป็นเนื้อหา ที่ไม่มีการยืนยัน แต่มันทำให้เราตั้งคำถามมากมาย นึกแล้วตลกดี กลัวชิบหาย 555

ช่วงยึดอำนาจ57แรกๆโทรคุยกับใคร(สายการเมือง)ทุกคนดูเกร็งไปหมด บางคนก่อนวางสาย จะพูดว่า
"มึงจำไว้นะเว้ย ประเทศนี้ยังไงก็ต้องคงไว้ซึ่งพระมหากษัตริย์ "
เป็นการย้ำจุดยืน เผื่อโดนดักฟัง

ยึดอำนาจ57 เพื่อนบางคนโดนตามโดนดักรอ สุดท้ายก็ออกนอกประเทศ คือเขาไม่ต้องตามจับทุกคนที่เคลื่อนไหว สุ่มแค่บางคน แล้วความหลอนความกลัวมันจะแพร่กระจายไป จนทุกคนเก็บตัวปิดปากเงียบเอง

ยึดอำนาจปี57 นี่แหละที่ทำให้หลายคนที่เคยโพสเรื่องการเมือง
หยุด ใช้เวลานานกว่าจะรอบรวมความกล้าcome back เช่น @IamSasdha เป็นต้น 😂

ได้แต่หวังว่า เขาจะไม่จัดการกับแอคหลุมแรงๆในทวิต เหมือนที่ทำกับพวกที่เคลื่อนไหวต้านเผด็จการตอนปี57 เขามีขอมูลเก็บไว้แน่นอน อยู่ที่ว่าเขาจะเล่นงานเมื่อไหร่ ยังแปลกใจเล็กๆที่เขาปล่อยเพราะหวังผลอะไรรึเปล่า หรืออาจจะเป็นเหตุผลที่ว่าตอนนี้มันกลายเป็นคนจำนวนมากๆเกินกว่าที่เขาจะจับได้

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

179 Nameless Fanboi Posted ID://+aWS9AFe

มึงจะแปะ quote เรื่องชุดกระต่ายอีกซักกี่โพสวะ

180 Nameless Fanboi Posted ID:tmZB1mOubS

ลงทุนทำ Single Gateway เพื่อตรวจสอบซ้ำอีกครั้งเลยครับ ถ้าFacebook หรือแอพพลิเคชั่นอื่นๆ ทำไม่ได้ก็ไม่ให้มาหากินในบ้านเรา ทำแบบจีนบ้างก็ดีพัฒนาแอพสำหรับคนไทยสื่อสารกันเอง แบบสังคมไทยๆ สิทธิพิเศษต่างๆของคนไทยที่เหนือชาวต่างชาติ
#คนไทยควรใช้ของไทยบ้าง
#อย่ากระแดะใช้ของแพงกันนักเลย
#คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก

#มิตรสหายท่านหนึ่ง

181 Nameless Fanboi Posted ID:RRLTac4Qc/

เราลองคิดถึงปัญหา PM2.5 กับ 2 มหาอำนาจคู่ปรับ คือ สหรัฐกับจีน

สหรัฐเคยมีปัญหา PM2.5 แต่ปัจจุบันแทบไม่มีแล้ว ขณะที่จีนนั้นยังมีอยู่แต่ก็ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับในอดีต

สิ่งที่เหมือนกันและนำไปสู่การแก้ปัญหา PM2.5 ได้ดีทั้งในสหรัฐและจีนก็คือการกดดันจากประชาชน

สหรัฐเคยมีการเดินขบวนประท้วงเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหา PM2.5 ขณะที่ในจีนนั้นประชาชนกดดันรัฐบาลทางโซเชียลมีเดีย

มุมมองที่น่าสนใจคือจีน

เพราะจีนปกครองในระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ รัฐบาลควบคุมสื่ออย่างเบ็ดเสร็จ และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด อีกทั้งจีนเคยได้ฉายาว่าม่านไม้ไผ่ เรื่องอะไรที่ไม่ค่อยดีในสังคมนั้นมักจะถูกรัฐบาลปกปิด

PM2.5 ก็เช่นกัน

แรกเริ่มนั้นผู้ประกาศข่าวหญิงคนหนึ่งของ CCTV แหกคอกออกมาเผยแพร่เรื่อง PM2.5 ให้คนจีนรู้จักจนทำให้เธอถูกเล่นงาน และรัฐบาลจีนก็ปฏิเสธเสียงแข็งยืนยันว่าไม่มีอะไรน่าวิตก PM2.5 ไม่ใช่เรื่องใหญ่

ทำนองเดียวกับรัฐบาลไทยในขณะนี้ที่มักจะพูดบ่อย ๆ ว่า อย่าตื่นตระหนกเรื่อง PM2.5

แต่หลังจากนั้นสักพักรัฐบาลจีนก็กลับลำ ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ และปลุกระดมคนจีนให้รู้ถึงภัยของ PM2.5 เสียเอง เปิดเผยปัญหาเรื่อง PM2.5 ละเอียดยิบไม่มีแทงกั๊ก

เครื่องวัด PM2.5 ถูกติดตั้งไปทุกแห่งหน วันใด PM2.5 มีค่าสูงรัฐบาลก็จะส่ง SMS ตรงเข้าโทรศัพท์มือถือของประชาชนทุกคนเพื่อเตือนให้ระวัง สื่อต่าง ๆ รายงานกันครึกโครมต่อเนื่อง

คนจีนไม่ว่าในเมือง ชาวไร่ชาวนา เด็กเล็ก คนเฒ่าคนแก่ ไม่ว่าเรียนหนังสือมากหรือน้อยต่างก็เริ่มรู้จัก PM2.5 กันถ้วนหน้า และหวาดกลัวกับภัยคุมคามที่ทุกคนกำลังเผชิญ

ไม่มีคนจีนไว้ใจเชื่อว่าหมอกที่เห็นอยู่ตรงหน้าบ่อย ๆ นั้นคือหมอกในฤดูหนาวเหมือนสมัยสามก๊กอีกต่อไป

หลังจากนั้นรัฐบาลจีนก็ใช้โอกาสที่คนจีนตื่นกลัวเป็นกำลังในการออกกฎหมายต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหา PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรมโดยมีเสียงเชียร์จากคนส่วนใหญ่ของประเทศ

ไม่ว่าจะต้องปิดโรงงานกี่หมื่นแห่ง ห้ามใช้รถยนต์เก่าหรือเปลี่ยนรถยนต์กี่ล้านคัน จับคนเผาถ่านหิน เผาหญ้า หรือแม้แต่อาหารปิ้งย่างไปเข้าคุกสักกี่คน ฯลฯ

รัฐบาลจีนก็ทำได้ เพราะมีประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก และตราบใดที่ทุกคนยังต้องหายใจ

เมื่อเราหันกลับมามองในเมืองไทย เราก็ทราบกันดีว่าการแก้ปัญหาเรื่อง PM2.5 นั้นไม่ง่ายเพราะมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น เผาอ้อย เผาวัสดุการเกษตร รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล รถยนต์เก่าที่มีการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ โรงงานที่ปล่อยควัน ฯลฯ

คงไม่มีรัฐบาลใดชอบใจเมื่อถูกประชาชนด่า แต่บางกรณีคำด่าเหล่านั้นก็อาจเปลี่ยนเป็นพลังช่วยให้รัฐบาลขับเคลื่อนประเทศได้ในทางที่ถูกต้อง

ประชาชนไม่มีหน้าที่บริหารประเทศ แต่ประชาชนมีอำนาจเลือกรัฐบาล

เมื่อประชาชนมอบอำนาจให้รัฐบาลแล้วรัฐบาลย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบแก้ไขปัญหาของประเทศ หากรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงด้วยความมุ่งมั่น ประชาชนจะช่วยสนับสนุนรัฐบาลเอง

แต่หากรัฐบาลทำเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาว เชื่องช้า ท่ามาก ปากดี หรือโยนภาระหน้าที่แก้ไขปัญหาของประเทศกลับมาให้ประชาชนเสียเอง

ประชาชนก็จะเริ่มมีคำถามง่าย ๆ กันว่า แล้วเราจะมีรัฐบาลไว้ทำไมกัน

182 Nameless Fanboi Posted ID:awtBWiexgI

วันนี้ขับรถแล้วโดนสกั้งวิ่งตัดหน้า เป็นประสบการณ์ใหม่ครั้งแรกในชีวิต
.
แล้วก็ตระหนักได้ว่า เอ้อ บ้านเมืองนี้มันอยู่กับธรรมชาติดีจังเลยเนอะ ต้นไม้มีอยู่ทุกที่ วันดีคืนดีก็มีกวางมีแรคคูนมีเสือภูเขามาเยี่ยมเยียน (อย่างหลังอาจจะยากหน่อยแต่ก็มี)
.
อากาศก็ดี หายใจได้อย่างสบายปอด ถ้าอยู่กรุงเทพ ฯ ตอนนี้คงสำลักฝุ่นตายไปแล้ว
.
ก็มานั่งคิดถึงคำถามที่ถูกถามมาบ่อย ๆ ว่า ปัญหาที่ไทยมีอยู่อย่างปัญหาฝุ่นควันเอย ปัญหาอุบัติเหตุทางรถยนต์เอย ปัญหามอเตอร์ไซค์วิ่งบนทางเท้าเอย ที่แคลิฟอเนียร์ทำไมถึงไม่มีปัญหา แต่ทำไมที่ไทยถึงแก้ไม่ได้สักที ที่นี่เค้าแก้กันยังไงนะ
.
ก็พบว่าโครงสร้างทุกอย่างที่นี่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างดีเพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ รวมถึงถ้าเกิดปัญหาขึ้น ทุกคนก็จะช่วยกันแก้ไขเพื่อส่วนรวม และโครงสร้างที่ว่านี้รวมถึงทั้ง "กฎหมาย" และก็ "คน" ด้วย
.
เรื่องอากาศ ที่นี่มีสิ่งที่เรียกว่า Clean Air Act ที่จะให้นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญมาร่วมกันดูสถิติและหานโยบายเพื่อให้อากาศบริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1963 เริ่มเห็นผลตอน 19xx ปลาย ๆ จนถึงตอนนี้กราฟ PM2.5 ก็ลดลงต่ำกว่าจุดอันตรายตลอดทั้งปีแล้ว ถึงปีนี้จะกระดกขึ้นมานิดหน่อยแต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย
.
ซึ่งถึงจะอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย แต่ในแต่ละปีก็ยังมีคนตายจาก PM2.5 หลายพันคนอยู่นะ ซึ่งก็ลองคำนวณดูว่าอากาศสเกลแดกเถือดที่ไทยจะส่งผลต่อชีวิตคนยังไง ...
.
เครื่องยนต์ทุกชนิดที่นี่มีการถูกควบคุมการปล่อยอนุภาคและก๊าซพิษอย่างต่อเนื่อง รถยนต์ต้องตรวจควัน (Smog Check) ทุกปีหรือสองปีไม่งั้นต่อทะเบียนไม่ได้
.
แต่ถ้าฝืนขับต่อแบบไม่มีทะเบียนแล้วพบว่าควันดำ เดี๋ยวก็จะมีคนร่วมถนนถ่ายรูปแจ้งตำรวจและเป็นเรื่องใหญ่เอง
.
ก็จะเห็นว่าทั้งกฎหมายที่มีการบังคับใช้เคร่งครัดและคนที่ร่วมกันสอดส่องล้วนส่งผลต่อคุณภาพอากาศหมด
.
อะไรก็ตามที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมก็จะได้รับสิทธิพิเศษจากที่ต่าง ๆ เช่น รถ EV ก็จะมีเลนพิเศษบน Highway ให้วิ่ง หรือมีที่จอดรถเฉพาะสำรองไว้ให้รถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้นจอด
.
ทุกอย่างล้วนประกอบกันเป็นโครงสร้างที่ขับเคลื่อนให้ทุกอย่างไปในทางที่ดี
.
รัฐ กฎหมาย ผู้คน
.
มาดูที่ไทย ...
.
อากาศแบบนี้รัฐบอกว่าไม่ต้องตื่นตกใจ
.
การเผาอ้อยและเครื่องยนต์ดีเซลเป็นปัจจัยหลักของการปล่อย PM2.5 รู้ด้วยนะว่าเป็นต้นเหตุ มีมาตรการเขียนเป็นเล่ม ๆ ออกมา แต่ไม่เคยบังคับใช้ได้
.
ผู้คนบอกไม่เผาอ้อยแล้วจะหากินยังไง รังแกคนจนหรอ
.
รถมีการตรวจควันดำเพื่อต่อทะเบียน แต่ทุกวันกลับต้องเจอรถควันดำและก็ทำอะไรไม่ได้ (โดยเฉพาะรถเมล์)
.
ถ้าถามว่าประเทศมาถึงจุดนี้ได้ยังไง คงตอบว่า "ทุกอย่าง" ... ทุกอย่างพามันไปสู่จุดที่แย่ลงแย่ลง กฎหมาย รัฐ ผู้คน ความยากจน ไม่มีองค์ประกอบไหนเลยที่สนับสนุนให้คนช่วยกันผลักดันอากาศบริสุทธิ์
.
และจะแย่ลงกว่านี้อีก เพราะความยากจนที่หนักหนาสาหัสขึ้นเรื่อย ๆ จะยิ่งทำให้ผู้คนทำเพื่อตัวเองมากขึ้น เอาตัวรอดให้ได้ก่อน ส่วนรวมทีหลัง
.
นาทีนี้คงได้แต่ทำใจแล้วจ่ายภาษีไปเรื่อย ๆ
.
"จ่ายภาษีไปทุกปีแต่ไม่มีแม้แต่อากาศบริสุทธ์หายใจ"

183 Nameless Fanboi Posted ID:Zt7l6tEWOZ

>>182 คาลิฟอร์เนีย อากาศดี๊ดีแต่มีขี้เต็มทางเท้า San Franเป็นเมืองที่มีขี้มนุษย์บนพื้นผิวมากที่สุดในโลก มากกว่าเมืองของจีนหรืออินเดีย

สูดหายใจให้เต็มปอดนะครับ

184 Nameless Fanboi Posted ID:iegUBgx9F1

>>183 ตามจำนวนโฮโบด้วยมั้ง ได้ยินว่าเยอะสุดในเมกาเลยนิ

185 Nameless Fanboi Posted ID:R/M9CAM189

พรุ่งนี้ไม่ไปฟังตัดสินคดีปญอ.
11 โมงร่วมแสดงพลังที่พรรค

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

186 Nameless Fanboi Posted ID:ZpYDwCEnC5

ผมจะเล่าถึงปัญหาบางประการเกี่ยวกับธุรกิจของคุณนาฮีมครับ

ปกติแล้ว คุณนาฮีมจะย่อยโค้กเป็นปริมาณน้อยๆ บรรจุใส่ซองซิบแบ่งขายหน้าโรงเรียนย่านบอสตัน โดยส่วนใหญ่เด็กๆ จะหุ้นกันซื้อแค่ครั้งละจี หรือครึ่งจี

แต่เมื่อวาน เจ้าหนูซีเจกลับเอาถุงผ้ามาใส่เอง ส่งผลให้โค้กฝังปนไปในเนื้อผ้าและนำออกไม่ได้ แถมเศษขาวๆก้นถุงผ้าทำให้ซีเจเกมส์คุณแม่อีก คุณแม่ซีเจจึงบุกไปต่อว่าคุณนาฮีมถึงในบ้าน ว่าคุณนาฮีมโกงน้ำหนักเด็ก

ผมคิดว่าการรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติกทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะมูลนิธิเพื่อสมุนไพรเขียว (Greenweed) กำลังสร้างปัญหาใหม่ให้พวกเราครับ

#​มิตรสหาย​คนดำท่าน​หนึ่ง​

187 Nameless Fanboi Posted ID:R/M9CAM189

การตรวจสอบปริมาณฝุ่นของไทยแนะนำใช้ข้อมูลจากแอฟ air4thai นะครับ และเครื่องตรวจวัดขนาดเล็กๆ ที่ขายตามเน็ต ค่ามันจะแตกต่างจากที่วัดตามมาตรฐาน เพราะใช้ระบบเซนเซอร์ฝุ่น แถมไม่ได้แยกความชื้น ทำให้ค่าสูงกว่าปกติ #PM25

เราจะเห็นข้อมูลว่า ทำไมเว้บต่างประเทศ ค่าสูง สีแดงน่ากลัว แต่วิธีการตรวจวัด และการเทียบมาตรฐานไม่เหมือนกันนะครับ ดังนั้นใข้ข้อมูลจาก แอฟ Air4thai ดีกว่าเชื่อถือได้ แต่เสียอย่างเดียวไม่มีสถานีตรวจวัดที่ครอบคลุมทุกพื้นที่

188 Nameless Fanboi Posted ID:JqSpPats7x

ที่โกรธขนาดนี้เพราะคนที่มีตังค์ยังติดแอร์ คิดเครื่องฟอกได้ คนหาเช้ากินค่ำ จะทำยังไง คนกวาดถนน คนขายของริมทาง คนขี่มอไซส่งของ เด็กที่ไม่มีบ้าน ห้องหับที่ดีพอ แล้วคนเหล่านี้ต้องรับกรรมหนักสุดจากปัญหาที่พวกเขาร่วมก่อน้อยที่สุด

189 Nameless Fanboi Posted ID:JqSpPats7x

เนี่ย เราเห็นตรงกันกับ ดร.ศิวัช

ไหนๆก็ด่าเรื่อง PM2.5 กันทั้งบ้านทั้งเมือง
ก็ใช้จังหวะนี้ จัดการทางกฎหมายให้เต็มที่ไปเลย
จะโดนด่าว่า กระทบประชาชนก็ให้เขาด่าไปเหอะ
เพราะไม่ทำอะไร ก็โดนด่าอยู่ดี

จัดหนักไปเลย รถควันดำ คนเผาไร่เผาอ้อย
โรงงานปล่อยควันเสีย จัดการให้หนักๆ ปรับแรงๆ

ตอนเป็นเผ็ดกลาง กล้าใช้ ม.44
พอตอนนี้ประชาธิปไตย กลับกลัวคะแนนตก
กระทบประชาชนแล้วคะแนนนิยมจะหาย

อิห่าน!!

https://www.dailynews.co.th/politics/752941

190 Nameless Fanboi Posted ID:VncvZnTqVY

ปัญหาฝุ่นควันต้องเริ่มต้นที่ตัวเองนี่มันได้ผลจริง ๆ นะ นี่ตั้งแต่เริ่มต้นย้ายมาเมกาด้วยตัวเองก็ไม่มีปัญหาฝุ่นควันอีกเลย แนะนำ ๆ

191 Nameless Fanboi Posted ID:JqSpPats7x

เยอรมันตอนนี้อากาศดีมากอิจฉาคนที่นั่นจัง 😗

192 Nameless Fanboi Posted ID:VncvZnTqVY

ดู Sex education แล้วรู้สึกว่าเด็กบ้านเรามันเรียนเยอะไปจริงๆนะ Otis แม่งมีเวลาจิบน้ำชาคุยกับแม่ตอนเช้า หลังเลิกเรียนยังเป็นช่วงบ่ายอยู่เลย ทำกิจกรรมได้อีกเยอะแยะ ส่วนกูหรอ แหกตาตื่นเพื่อจะไปร้องเพลงชาติให้ทัน 8 โมง กว่าจะเลิกเรียนก็ 5 โมงละ ทำการบ้านอีก จบแล้วชีวิตวัยรุ่นกู

193 Nameless Fanboi Posted ID:icEDNK2Q+7

>>192 ถึงจะเข้าเรียนช้าเลิกเรียนไวเเค่ไหน ถ้าสังคมรร.ยังเเออัด ไม่น่าอยู่เเบบนี้กูก็ขอบาย กูเคยเรียนเเบบ10กว่าคน โคตรสบายใจ ไม่มีพวกน่ารำคาญ พอเรียนเเบบ40คนกูละเครียด

194 Nameless Fanboi Posted ID:R/M9CAM189

วิธีคิดแบบนิติศาสตร์นิยมล้นเกิน (Hyper-legalistic approach) ที่ชัดเจนมากที่สุดชิ้นหนึ่ง คือ บทสัมภาษณ์ของ The Matter กับประสงค์ เลิศฯ จะเห็นว่าคุณเก๊ ผอ. อิศรานั้น พยายามวาดภาพตัวเองเป็นแค่กลไก หรือพลเมืองดีที่ไม่มีเจตจำนงอะไรของตัวเองเป็นพิเศษในเรื่องนี้เลย เป็นกลางอย่างยิ่ง เพียงแต่ทำหน้าที่ตามกฎหมายไปเท่านั้น แม้คุณเก๊จะเห็นในทางส่วนตัวว่ากฎหมายนั้นไม่สมเหตุผลบ้าง แต่ก็สรุปว่า การทำตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นธรรม หรือสมเหตุผลหรือไม่ นั้นเป็นคุณธรรมสูงสุดในตัวเองโดยไม่ต้องตั้งคำถามไปมากกว่านั้น สุดท้ายแม้ธนาธรจะถูกถอดออกจากการเป็น สส. ก็น่าเชื่อว่าคุณเก๊จะสรุปว่า ไม่ควรมีความพยาบาทหรือความแค้นต่อกันเพราะที่อิสราขุดคุ้ยเปิดโปงไปนั้น เป็นหน้าที่ หรือกลไกอัตโนมัติตามที่กฎหมายวางไว้เท่านั้น

ส่วนคำถามถึงความจริงใจ (sincerity/genuity) ของการสมาทานแนวคิดนิติศาสตร์นิยมล้นเกินของผู้ให้สัมภาษณ์นั้น ว่าผู้ให้สัมภาษณ์เชื่อในแนวคิดดังกล่าวมากน้อยแค่ไหน ปฏิบัติต่อทุกคนด้วยมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ คนอ่านคงมีข้อสรุปในใจแต่ละคนอยู่แล้ว

195 Nameless Fanboi Posted ID:R/M9CAM189

ฝากเรียนถึงผู้ที่ต่อสู้กับเผด็จการรัฐไทยที่มีความเสี่ยงจะถูกล่าแม่มดหรือเล่นงานด้วยมาตรา112
หากต้องดำเนินการลี้ภัยไปประเทศอื่น

จงอย่าดำเนินการใดๆผ่านระบบของ UNHCR สำนักงานในไทยเป็นอันขาด หรืออย่าให้คนชื่อ "ปกป้อง เลาวัณสิริ" ได้ล่วงรู้ข้อมูลส่วนตัวหรือรายละเอียดการลี้ภัยการเมืองใดๆของพวกคุณโดยเด็ดขาด คุณต้องดำเนินการผ่านสถานทูตประเทศปลายทางนั้นๆโดยตรงเท่านั้น ชีวิตและข้อมูลการลี้ภัยของคุณถึงจะปลอดภัยถึงปลายทางได้

และนี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แต่หมายถึงความปลอดภัยในชีวิตพวกคุณเอง

ด้วยความหวังดี
จากเครือข่ายผู้ลี้ภัยการเมืองไทยจากมาตรา112 "Gen Y" NZ&FR

และ มิตรสหายท่านหนึ่ง

196 Nameless Fanboi Posted ID:ehXAz.RzZW

การตัดสินใจยุบพรรคอนาคตใหม่ มีต่างหากจากคำร้องเรียน ตัดสินใจก่อนค่อยหาคำร้องเรียน ไม่คำร้องเรียนนี้ ก็คำร้องเรียนหน้า