Fanboi Channel

โม่งมิตรสหายท่านหนึ่ง 10th quotes ในรัชกาลที่ 10

Last posted

Total of 1000 posts

801 Nameless Fanboi Posted ID:Kia1/zkoLW

ก็ไม่แปลกแล้วนะ ตอนนี้เข้าสู่ยุคสมัยที่ เงิน มีมูลค่ามากกว่าอำนาจ และเมื่อมีเงิน มึงจะเสกอะไรก็ได้ แต่ก่อนเคยคิดนะ เงินซื้อไม่ได้ทุกอย่าง

จนช่วงนึงของชีวิต กูลองไม่มีเงินดู.. โอ๊ะ อีเหี้ย ลำบากสัสๆ พอมีเงินนะ อำนาจมา การค้าการขาย ที่ต้องใช้เส้นสายเปิดมากขึ้น ทุกอย่างสะดวกโยธิน

ใครว่าเงินซื้อคนไม่ได้ คงเป็นเพราะมึงซื้อผิดคน ไม่ก็เงินน้อยเกินไป แต่เมื่อเงินถึง เงินไปได้ งานมันจะเดินของมันเอง

ทั้งการศึกษา การแพทย์ การบริการ
และมีคำที่กล่าวไว้ว่า
"ไม่ว่างานนั้นจะสกปรกแค่ไหน แต่เงินนั้นหอมหวานเสมอ"

ถึงคุณบอกไม่รับเงิน แต่เชื่อเถอะ
"ยังมีคนอีกมาก ที่พร้อมจะทำแทนคุณ"

และยุคสมัยเช่นนี้ มันก็จริงมากๆ ที่หากไร้เงินตรา มึงแทบจะไร้ตัวตน แม้กระทั่ง สถานที่ท่องเที่ยว มันยังคัดคนเข้าด้วยเงิน

802 Nameless Fanboi Posted ID:Kia1/zkoLW

มีคนบอก อยู่ไทยยังไงก็ผิดกดหมายสักตัวอยู่ที่จะโดนเล่นเมื่อไหร่ ชัดเจนมาวันนี้ตอนนี้ แค่จะพูดก็มีกดหมายควบคุมเราแล้ว

803 Nameless Fanboi Posted ID:g6iVyrHCD0

ยื่นบัญชีทรัพย์สินผิดไป 150,000 บาท จากทรัพย์สินทั้งหมด 500 กว่าล้าน #ไม่มีโอกาสเเก้ไข ติดคุกไป สองเดือน ตัดสิทธิ์การเมือง 5 ปี เเต่ไอ้ที่ยื่นผิดจากที่ดิน 600 ไร่เป็น 1,700 ไร่ กับ มีเงิน 90 ล้าน ใส่ 0 เกินไปเป็น 900 ล้าน ปปช. อนุญาตให้เเก้ไขได้เพราะไม่มีเจตนา

Cr Peerapong Amornpich

804 Nameless Fanboi Posted ID:ef64QWUtFA

"หญิงไทยส่วนใหญ่มักทำงานที่คนเดนมาร์กไม่นิยม เช่น งานทำความสะอาดหรืองานกะดึก แม้ไม่ใช่งานที่ทำให้ร่ำรวยแต่ก็เป็นงานที่เลี้ยงชีพให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ แตกต่างจากในประเทศไทย งานประเภทเดียวกันกลับได้ค่าตอบแทนที่ห่างไกลจากคำว่าคุณภาพชีวิตที่ดี
เรื่องเล่าจากสารคดีทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมผู้หญิงอีสานต้องดิ้นรนหาทางแต่งงานไปอยู่เมืองนอกเพื่อไปทำงานใช้แรงงานที่คนเดนมาร์กเองก็ไม่อยากทำ
สิ่งที่พวกเราค้นพบยิ่งน่าเศร้า เพราะการทำงานหนักในประเทศไทยให้ไม่ได้แม้กระทั่งคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐาน ยิ่งสำหรับคนที่ต้องดูแลหลายชีวิตในครอบครัวแล้ว งานประเภทนี้ไม่สามารถทำให้ใช้ชีวิตได้จริง"

805 Nameless Fanboi Posted ID:+oiHXebHjE

>>804 ทำเป็นเศร้าพอคนไทยต้องทำแบบนี้ แต่เสือกไม่เศร้าให้พวกบร๊ะม่าที่ต้องมาดิ้นรนแบบนี้ในไทย

มึงลองแทนคำว่าไทยด้วยบร๊ะม่า แทนคำว่าเดนมาร์กด้วยไทยดู

มิตรสหอยสองมาตรฐาน

806 Nameless Fanboi Posted ID:fMv..dpZKQ

ก็แค่เมียเช่าลาวอีสานมักง่ายขี้เกียจทำงานเลยไปเอาผัวฝรั่งแก่ๆ ที่ไปทำงานรับจ้างก็ไม่ใช่อะไรมันต้องทำงานให้มีรายได้เสียภาษีเพื่อเอาสัญชาติ ถ้าอยู่บ้านเฉยๆไม่จ่ายภาษีมันก็มีแค่่วีซ่าสมรส พวกพม่ามาขายแรงงานในไทยแม่งยังสร้างตัวจนรวยได้เลยอีห่า

807 Nameless Fanboi Posted ID:s8wG9drpst

อ.สุขุม นวลสกุล ได้พูดถึงคุณธนาธร ในรายการริงไซด์การเมือง เมื่อพิธีกรร่วมถามว่า มีอะไรฝากหรือเตือนถึงคุณธนาธรไม๊ อ.บอกว่า เขาไม่กล้าเตือนหรือฝากบอกอะไรหรอก เพราะเขาขลาด และไม่กล้าหาญเท่าคุณธนาธร
การเดินเกมของคุณธนาธรครั้งนี้ ในการลาออกทุกตำแหน่งทางสภาหลังทิ้งระเบิดลูกใหญ่ให้คณะกรรมมาธิการฝ่ายงบประมาณได้ทำงานต่อ ระดับผู้ใหญ่ฝ่ายปชต.รวมทั้งคนที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศหลายคนล้วนชื่นชม ว่ากล้าหาญและแหลมคมมาก เป็นครั้งแรกที่ตั้งคำถามตรงๆกับทหารพร้อมเอกสารหลักฐานประกอบครบถ้วน(ทำงานหนักมาก) อย่างเช่น ส.ส สุนัย ,คุณอรรถชัย,ดร.เพียงดิน,ลุงอาคม,คุณจอม,อ.ชูพงษ์และอีกหลายๆคน ส่วนคนที่ตั้งคำถามแปลกๆ ก็มี อ.วิโรจน์,คุณแขกแห่งวอยซ์ทีวี (ไม่นับรวม ปวิน เพราะนั่นเหตุผลส่วนตัวล้วนๆ) ก็ไม่แปลกใจและไม่น่าเกลียดอะไร เพราะเขาเป็นสื่อสาย พท.อยู่แล้ว และจากข่าวของคุณอานันท์ ,อ. ส.ศิวลักษณ์ (ไม่ได้คิดว่าเขาเปลี่ยนข้าง แต่เขาอาจทนไม่ไหวแล้วจริงๆ) ก็ค่อนข้างจะมั่นใจว่า คุณธนาธร มาถูกทาง การต่อสู้ไม่โดดเดี่ยวแน่นอน แต่ที่แปลกใจมากๆ กับบางคนในฝ่ายปชต.ที่คิดว่าตัวเองฉลาดล้ำลึก รู้ทันคุณธนาธร (นึกถึงสนธิ ลิ้มกับ ดร.เจิมศักดิ์สมัยคุณทักษิณ) ไม่ดีอย่างโน้นอย่างนั้น มาเตะถ่วงการต่อสู้ให้มันสะดุดอย่างน่ารำคาญทำไม ที่จริงควรเอาเวลาและสมองอันชาญฉลาดไปส่งเสริมพรรคที่ตัวเองชื่นชม จะมีประโยชน์กว่า พรรคจะได้เข้มแข็งและเดินไปด้วยกัน ชัยชนะของประชาชนจะได้เห็นแสงสว่างมาบ้าง ได้แต่หวังว่า เมื่อถึงเวลาถ้าไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิด จะกล้ามาขอโทษคนที่เขาหมิ่นและเหยียดหยามหรือเปล่า หรือจะทำเนียนๆไป ก็ไม่แปลกเหมือนกัน ส่วนตัวเราโครตมั่นใจ ว่าวันนั้นต้องมาถึงแน่ๆ วันที่พิสูจน์ว่า คุณธนาธร,อ.ปิยะบุตรและพรรค อนค.คือของจริง เพราะเรามองอย่างโง่ๆเพียงข้อเดียว คือชีวิตเขามีทุกอย่างพร้อมแล้ว แต่ยอมทิ้งมาเพื่อความฝันและอุดมการณ์

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

808 Nameless Fanboi Posted ID:igfTCYLz4J

ส่งข้อความไปสุขสันต์วันเกิดแฟนเก่า มันไม่อ่านไลน์ แต่ผ่านไปชั่วโมงนึงอัพไอจีเป็นรูปไปกินข้าวกับแฟนใหม่

#มันต้องกำลังเย็ดกันอยู่แน่ๆ

809 Nameless Fanboi Posted ID:LnXpx7RLLk

เปิดตัวฐานข้อมูลใหม่สำหรับประเทศไทยในชื่อ TiDE ครับ

“ศูนย์รวมข้อมูลเศรษฐกิจไทย” หรือ “Thailand's Integrated Database for Economics (TiDE)” คือ Platform ที่ให้บริการข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ครอบคลุมหลายด้าน เช่น ภาคเศรษฐกิจ ภาคการเงิน สถาบันการเงิน และดัชนีเศรษฐกิจต่าง ๆ เป็นต้น โดยให้บริการสืบค้นที่สามารถใช้งานได้ง่ายและไม่มีค่าใช้จ่าย

TiDE จัดทำโดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อตอบโจทย์ในด้านการสนับสนุนข้อมูลการทำวิจัยและการศึกษา รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้เกิดการทำวิจัยเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยมากยิ่งขึ้น

https://tide.pier.or.th/

810 Nameless Fanboi Posted ID:ba1mCjwwZb

เจอหน้ากันทำยังกะเจอผี
ทั้งๆที่เคยเอา....หีจ่อหน้ากู

811 Nameless Fanboi Posted ID:NBVlboGCRY

หนัง LGBT ไทย ที่ทำเงินเยอะ คือหนังที่สามารถเรียกชายแท้หญิงแท้ให้มาดูได้ เช่น ตุ๊ดซี่แอนด์เดอะเฟค (ที่กำลังฉาย) หอแต๋วแตก ปล้นนะยะ สตรีเหล็ก ว้ายบึ้มเชียร์กระหึ่มโลก ตั๊ดสู้ฟุด คู่แรด

หนัง LGBT ไทย ที่ทำเงินน้อย คือหนังที่เรียกคนดูได้แค่เกย์กะเทยและสาววาย เช่น หนังเกย์ดราม่า เกย์โรแมนติก กะเทยดราม่า กะเทยโรแมนติก

สิ่งนี้สะท้อนว่า สังคมไทยยอมรับ LGBT เฉพาะคนที่มีลักษณะเป็น "ตัวตลก" ชายแท้หญิงแท้มองว่าชาว LGBT คือสิ่งมีชีวิตที่มีหน้าที่สร้างเสียงหัวเราะ ซึ่งหากไม่ทำหน้าที่นี้ จะไม่ได้รับการยอมรับ

เพื่อนกะเทยของฉันคนหนึ่ง (นางอยู่ในวงการหนังนี่แหละ) เรียกหนังตระกูลนี้ว่า "ละครสัตว์ มาดากัสก้า" เพราะมันคือการนำสิ่งมีชีวิตหลายสปีชี่มารวมกัน และใช้คุณลักษณะทางกายภาพของสัตว์แต่ละตัวมาเรียกเสียงฮาจากผู้ชม

สรุป สังคมไทยยอมรับชาว LGBT แต่ยอมรับแบบ "มีเงื่อนไข"

812 Nameless Fanboi Posted ID:0QHf1B8X+4

ดังนั้นการที่จะบอกว่า ประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญจำนวนน้อย คงไม่ใช่เรื่องจริง

ความจริงคือ

1. โอกาสที่จะได้แสดงศักยภาพในประเทศไทย มีน้อยมาก เนื่องจากเราลงทุนในระบบสำเร็จรูปเสียมากกว่า ทำให้สุดท้ายแล้ว นักพัฒนาทั้งหมด ได้ถูกแปรสภาพไปเป็นผู้ใช้งาน (หรือประยุกต์ใช้) เทคโนโลยีอื่นโดยปริยาย

2. ด้วยค่านิยมบางประการ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญมักจะมี Ego ทำให้แต่ละคนเลือกที่จะเชี่ยวชาญในด้านของตัวเองเท่านั้น โดยไม่ค่อยร่วมมือกับผู้อื่น ทั้งๆ ที่โครงการแต่ละโครงการ จะสำเร็จได้ เกิดจากการให้ความร่วมมือกัน

3. ขาดวิสัยทัศน์จากด้านธุรกิจ เพราะจากรายงานของ NSF พบว่า ส่วนใหญ่ที่สำเร็จการศึกษามานั้น จะเน้นด้านวิศวกรรมศาสตร์ ในขณะที่ธุรกิจจะเดินได้ ต้องอาศัยกลไกด้านธุรกิจเพื่อผลักดัน เพราะต่อให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมา แต่เป็นเทคโนโลยีที่ไม่ตอบโจทย์ตลาด สิ่งที่พัฒนาขึ้นมานั้นก็ขายไม่ได ถือเป็นสิ่งที่ไม่มีมูลค่า

813 Nameless Fanboi Posted ID:vUeVrzi0uG

>>811 ปัญญาอ่อนว่ะ เสือกเอารสนิยมการดูหนังมาปนกับการเลือกคบคนในชีวิตจริง

กูก็มีเพื่อน lgbt และกูก็ไม่ต้องการให้เพื่อนกูเป็นตัวตลกให้คนดูถูก มันจะสร้างเสียงหัวเราะหรือไม่ก็ได้แล้วแต่มัน แต่สำคัญคือมันมีคุณลักษณะของกัลยาณมิตร แค่นั้นคือจบ ส่วนหนัง lgbt กูไม่ดูทั้งสองแบบเพราะไอ้แบบแรกมันกากแถมมุกก็แป้ก ส่วนไอ้แบบที่สองกูไม่ดูเพราะกูไม่อิน และกูไม่มีความสนใจจะดู lgbt มามุ้งมิ้งโรแมนติกดราม่ากัน เพราะงั้นกูจะเสียเงินให้กับสิ่งที่กูไม่สนใจทำหีหมาไรล่ะครับ ใครชอบใครอยากดูก็ดูไปดิ ยังไงวะ หนังอวยขายไม่ออกเลยมาพาลโทษว่าสังคมผิดว่างั้น

814 Nameless Fanboi Posted ID:lJx988Y7s5

>>811 ก็ทำหนังเลสเบี้ยนสวยสองคน มีฉากเอ็กซ์ตีฉิ่งกันมันๆเยอะๆ เดี๋ยวก็มีทั้งคนธรรมดาทั้งLGTVไปดูเอง ไม่เห็นBlue is the warmestรึไง เนื้อเรื่องกับตัวหนังกากชิบหอง แต่มีฉากตีฉิ่งที่สุดยอดเลยดังเป็นพลุแตก

ปล. แต่อย่าไปทำหนังทอมถึกเยสสาวน้อยล่ะ ไม่มีใครอยากดู

815 Nameless Fanboi Posted ID:lomXCYyDDS

ตอนที่ประเทศไทยจะมีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ก็มีคนไม่เห็นด้วย บ้างก็ว่าไม่คุ้มค่า บ้างก็ว่าจะทำให้เสียทัศนียภาพของเมืองหลวง ยิ่งตอนเริ่มก่อสร้างที่ต้องมีการปิดผิวจราจร คนก็ก่นด่า

พอจะขยับมาทำรถไฟใต้ดิน...ยิ่งมีคนออกมาว่าอีกว่า จะเป็นไปได้ยังไง น้ำท่วม กทม.ทุกปี รถใต้ดินจะวิ่งได้เหรอ อันตราย และคงไม่สามารถเปิดให้บริการได้เพราะโดนน้ำท่วม

ลองนึกสิครับว่า ถ้าตอนนี้ กทม. ไม่มี BTS ไม่มี MRT คนจำนวนมากจะมีชีวิตอยู่อย่างไร สภาพการจราจรจะเลวร้าย (กว่าที่เป็นอยู่) อย่างไร

ที่พูดเรื่องนี้มิใช่จะวิจารณ์เรื่องระบบการขนส่งมวลชนของประเทศ แต่จะยกให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า เวลาที่มีการคิดโครงการอะไรสำหรับอนาคต มักจะมีคน (ที่ไม่ใช่ว่าจะรู้จริง หรือมีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ มาก่อนเลย) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ให้ความเห็นเสมอๆ และโดยมากมักจะออกมาในแนวคัดค้าน ต่อต้านไม่เห็นด้วย ซึ่งก็มีเหตุผลทั้งที่ฟังได้บ้าง ไม่ได้บ้าง จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง มาประกอบ

เรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยพัฒนาของประเทศก็คล้ายกัน ที่เรามักจะได้คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยในด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม มากำกับดูแลงบประมาณ และเป็นผู้มีอำนาจในการชี้เป็นชี้ตายเรื่องของงบประมาณ โดยที่ปราศจากความเข้าใจที่แท้จริง และมักจะอ้างเหตุผลว่า วิจัยแล้วขึ้นหิ้ง ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและพัฒนาให้ประเทศแล้วไม่เห็นได้อะไรกลับคืนมาเป็นรูปธรรม

ต้องบอกเลยว่า ผลของการวิจัยและพัฒนา และการลงทุนด้านนี้มีทั้งที่เป็น รูปธรรมและนามธรรม ส่วนที่เป็นรูปธรรมก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นชั่วข้ามคืน เหมือนการเพาะถั่วงอก มีงานวิจัยหลายๆ งานที่ต้องใช้เวลายาวนานและความต่อเนื่อง เปรียบเสมือนการปลูกป่าสักหรือไม้ยืนต้น แต่หากถามหาความก้าวหน้าหรือผลลัพธ์ทุกๆ ปี หรือรายเดือน ก็ไม่ต่างกับ สร้างกฎเกณฑ์และวัดความสำเร็จด้วยตัวชี้วัดการเพาะถั่วงอกกับโครงการสร้างสวนป่าที่นอกจากจะได้ป่าไม้แล้วยังได้ความชุ่มชื้นของดิน สิงสาราสัตว์ ได้มีที่อยู่อาศัย ซึ่งต้นถั่วงอกให้ไม่ได้ วิจัยและพัฒนาจึงมีหลายประเภท แต่เรามักจะถูกคนที่ไม่เข้าใจเหมารวมกันเสมอ และใช้เป็นข้ออ้างในการทำร้ายระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจยิ่งนัก ในขณะที่ประเทศอื่นๆ มีแต่จะเพิ่มงบวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่เรากลับทำร้ายตัวเองระยะยาว ด้วยการใช้ระบบการพิจารณาจัดสรรงบประมาณที่ไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

เรื่องของการลงทุนวิจัยและพัฒนาก็ต้องลงมากพอในระดับหนึ่งถึงจะเริ่มคาดหวังผลได้ ลงน้อยมากแต่อยากได้ผลมากๆ มันทำได้หรือ ไม่งั้นประเทศอื่นๆเค้าก็คงทำไปแล้ว เหมือนอยากสร้างสวนป่าแต่ให้งบแค่จัดสวนขวด....

แน่นอนครับว่าหน่วยวิจัยต่างๆ ทั้งที่เป็นมหาวิทยาลัยและหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ต้องปรับตัวให้มากขึ้น เพื่อจะแสดงศักยภาพของการวิจัยของเรา แต่ไม่ใช่ว่าจะให้ทุกๆ คนไปทำวิจัยเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ ไม่มีใครเค้าทำกันอย่างนั้นครับ ดังนั้นผลลัพธ์ที่ผู้มีอำนาจพิจารณางบประมาณอยากจะเห็นเป็นรูปธรรมจึงเป็นแค่ข้ออ้างของคนที่ไม่เข้าใจ หรือพยายามทำความเข้าใจ

เราต้องเชื่อและพิสูจน์ว่า กรุงเทพฯ ก็มีรถไฟใต้ดินได้ และตัดสินใจทำ เพื่อส่วนรวม เพราะถ้าขืนไปเชื่อคนที่ออกมาวิจารณ์โดยที่ปราศจากข้อเท็จจริง หรือภูมิความรู้ที่ถูกต้องแล้ว เราคงกลับไปขี่ช้างกันอย่างที่ฝรั่งชอบคิดว่าคนไทยยังใช้ช้างในการคมนาคมอยู่....

816 Nameless Fanboi Posted ID:+S4ucKr6+d

>>815 แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้เล่นสร้างรถไฟฟ้าทุกสายพร้อมกัน แทนที่จะทยอยสร้างไปเรื่อยๆ ตามแผนเดิมที่วางไว้ เกิดเสร็จพร้อมกันแล้ววันนั้นหาคนขึ้นไม่ได้นี่ซวยโคตรๆ เลยนะ นึกถึงญี่ปุ่น รถไฟหลายสายทยอยปิดเพราะประชากรรุ่นใหม่ไม่เกิด ไทยเองก็เหมือนกัน

เว้นแต่ไทยจะกล้าทำแบบอเมริกา คือใครอยู่ใน ปท. xxx ปี ได้กรีนการ์ด ลูกเกิดมาได้สัญชาติ นั่นละค่อยว่ากัน

817 Nameless Fanboi Posted ID:9wGCCnMUab

>>816 แทนที่จะสร้างไปเรื่อยๆ 555 ที่มันยัดพร้อมกันตอนนี้เพราะมันไม่ได้สร้างมาเรื่อยๆ ไง ที่ผ่านมารัฐบาลขาดเสถียรภาพ แรงจูงใจ และอำนาจผลักดันมากพอ ผิดดับก่อนนี้ที่รัฐบาบกับผู้ว่ากทม.มีอำนาจเป็นเนื้อเดียวกันแล้วมีอำนาจที่รัฐบาละลเรือนไม่มี มีนถึงยัดได้เต็มเหนี่ยว ลองรัฐบาลทั่วไปสิ BTS เว้นมาเป็นสิบปีกว่าจะได้สร้าง รอสร้างทีละนิดแบบมึงว่า ปี 2100 ก็สร้างไม่เสร็จหรอก

818 Nameless Fanboi Posted ID:2Jk7upKv83

>>817 สรุปว่ารัฐบาลลุงตู่ดีตรงนี้เหรอ

819 Nameless Fanboi Posted ID:tuSICjO+mP

>>818 ถ้ารัฐบาลอื่นป่านนี้ยังมีแต่ตอมั้ง

820 Nameless Fanboi Posted ID:004hOgLbza

>>819 หลายๆสายก็เริ่มสร้างตั้งแต่สมัย อภิสิทธิ์ ยิ่งลักนี่

821 Nameless Fanboi Posted ID:ZWtO+iWLtV

รัฐบาลทหารจ่ายทหารพอ รัฐบาลปกติอาจต้องจ่ายหลายต่อ

822 Nameless Fanboi Posted ID:+hWJGycF8.

>>817 ตามแผนเดิมมันมีอยู่ว่าสร้างสายนี้เสร็จค่อยไปสายโน้นต่อ ไม่ได้จับยัดพร้อมกันแบบนี้ ซึ่งกูว่าแบบนั้นมันสะท้อนความเป็นจริงมากกว่า ใครจะไปรู้ว่าอีก 5-10 ปีข้างหน้า สภาพของเมืองมันจะเป็นแบบไหน ไม่แน่ถ้า ตจว. ที่เป็นเมืองชั้นนำมันเกิดเจริญขึ้นมา คนรุ่นใหม่ๆ ไม่แห่เข้า กทม. อย่างเดิมอีก บวกประชากรก็ไม่ได้เพิ่มอีกแล้ว กูว่าบางสายมีไม่คุ้มกันบ้าง

แล้วมันเคยมีช่วงผู้ว่าฯ กทม. กับรัฐบาลกลางเป็นเนื้อเดียวกันนะ สมัยมาร์คไง 52-54 อะ

823 Nameless Fanboi Posted ID:9wGCCnMUab

>>818 จะว่างั้นก็ได้ อำนาจเด็ดขาดมีข้อได้เปรียบตรงนี้ละ แต่วิธีใช้ส่วนใหญ่มึงก็เห็นว่ายังไง

>>822 มันถึงเริ่มสร้างบางสายสมัยอภิสิทธิไง แต่หม่อมเอ๋อแม่งก็ไม่ได้เนื้อเดียวกันขนาดนั้น ปชป.อยากเฉดหัวแม่งออกไปจะตายห่า

เอาจริงๆ นะ ประชากรกทม.ลดลงไม่มากหรอก อีกอย่าง แค่นักท่องเที่ยวที่เข้ามาในกทม.ปีละเกิน 10 ล้านแล้ว ในอนาคตคาดกันว่าจำนวนจะเพิ่มอีกเท่าตัว C ใน consumer ของไทยพึ่งต่างชาติมานานแล้ว BTS บางเวลาต่างชาติแน่นกว่าคนไทยอีกนะ

824 Nameless Fanboi Posted ID:+1zphuc0Zk

>>823 นักท่องเที่ยวจะอยู่โซนในๆ ไม่ได้กระจายไปทั่วไงมึง อย่าง BTS เนี่ย มึงจะเห็นต่างชาติเกลื่อนเลยนะ คือเลยทองหล่อเข้ามาถึงสยาม กับสะพานตากสินมาถึงศาลาแดง (สีลม) แค่นั้น แต่ในอนาคตนักท่องเที่ยวยังมีโอกาสเพิ่มอีกหรอวะ กูมองว่าถ้าเมืองอื่นๆ แม่งดันพัฒนาไล่ตาม กทม. มาทัน กูว่าแม่งคงไปลงเมืองนั้นแทนอะ พวกเมืองชั้นนำมันเป็นสนามบินนานาชาติหมด อย่างอู่ตะเภา สมมติเปิดเป็นสนามบินพาณิชย์เต็มตัว กูว่านักท่องเที่ยวแม่งไม่น่ามาแวะ กทม. ละมั้ง ถ้าจะไปพัทยา ศรีราชา ระยอง ไปลงโน่นดีกว่า

กทม. เนี่ยได้ลุ้นคือพวก Long Life Resident แต่แบบนั้นจะยังมีอีกหรอวะ อสังหาฯ ขยันสร้างมาตอนนี้ยังบ่นกันเลย กะจะเอาไว้รับคนจีนมาเช่าคนจีนก็ไม่มาอีก แถมตอนนี้กระแสต้านเรื่องชวนคนวัยเกษียณจากทั่วโลกมาอยู่ไทยก็มีนะ บอกคนแก่พวกนี้ไม่ใช่วัยทำงาน ไม่ได้สร้างมูลค่าอะไรให้ประเทศไทย แถมมาใช้ทรัพยากรโรงพยาบาลไทยอีก (แต่ รพ.เอกชน คงชอบ เพราะดูดหมอ-พยาบาล รพ.รัฐ ไปรอรับพวกนี้ไว้นานแล้ว)

ครั้นจะให้คนไทยมาใช้รถไฟฟ้ากันเยอะๆ กูว่ายากถ้า 1.รถยนต์ยังมีและใช้ง่าย (ต่างชาติรถถูกกว่าเรา แต่ถ้าไม่มีที่จอดก็ลำบากหน่อย มาอาศัยข้างถนนจอดฟรีๆ ไม่ได้ แถมใบขับขี่ก็สอบยากกว่า) กับ 2.ค่าโดยสารรถไฟฟ้าแพงโคตรๆ (สำหรับชนชั้นกลางค่อนบนขึ้นไปอาจจะไม่แพง แต่กลางค่อนล่างลงมาไม่ไหวแน่ๆ ถ้าบวกการที่ต้องต่อรถเมล์-นั่งวิน สู้กัดฟันซื้อมอไซค์มาขี่ ไม่ก็ผ่อนรถมือสองดีกว่า อันนี้คนที่ทำงานกูบอกเอง อยู่ชานเมืองแล้วมาทำงานในเมือง ขับรถมาเองค่าน้ำมันถูกกว่านั่งรถไฟฟ้าว่ะ)

825 Nameless Fanboi Posted ID:KNvo1ET+pZ

อีกหน่อยก็จะกลายเป็นเชื่อมระหว่าง กทม.กับ ตจว.รอบนอกผ่านทางรถไฟนั่นแหละ

826 Nameless Fanboi Posted ID:9wGCCnMUab

>>824 สูงสุดที่ไทยรับได้ต่อปีเชื่อว่า 70-100M ตอนนี้แค่ 30 พอรับได้อยู่ ถ้าสนามบินรถไฟถนนท่าเรือสร้างเสร็จหมดนะ ต่างชาติมาไทยยังไงก็ต้องเที่ยวกทม.ซักวันนึงละ เหมือนมึงไปญี่ปุ่น 10 ครั้งแต่ไม่เคยไปโตเกียวเลย ใครจะทำแบบนั้นวะ

เอาจริงนะ ถ้าข้ออ้างของมึงคือสร้างทีละเส้น คนขึ้นไม่ถึงไม่มีกำไรก็ไม่ต้องสร้าง แล้วเมื่อไหร่มันจะได้สร้างวะ BTS 15 ปีได้มั้งกว่าจะมีกำไรก้อนแรก ส่วนใหญ่ได้จากค่าโฆษนาด้วย ถ้านับกันแบบนี้ กว่าไทยจะมีรถไฟฟ้า 10 สายก็ต้องใช้เวลาอย่างต่ำ 150 ปี บวกแกปเวลาสร้างอีกก็ 200 ปีได้ แล้วถ้าประชากรลดก็ไม่ต้องสร้าง สรุปคือไม่ต้องสร้างเลยดีสุด

827 Nameless Fanboi Posted ID:ZWtO+iWLtV

ทำไมไม่รอถนนลูกรังหมดก่อนค่อยสร้าง

828 Nameless Fanboi Posted ID:+1zphuc0Zk

>>826 ที่ผ่านมาเราก็เอาตามนั้นอยู่แล้วนี่หว่า "เราสร้างรถไฟฟ้าตามชุมชน..ไม่ใช่สร้างดักชุมชน" มึงดูนะ เส้นแรก หมอชิต,จตุจักรไปสุขุมวิท กับไปสะพานตากสิน-สีลม มันคือจุดที่เป็นเมืองหนาแน่นเต็มที่มานานแล้ว ทีนี้ต่อมาฝั่งสุขุมวิทก็ขยายไปบางนา ฝั่งสีลมขยายมาบางหว้า พร้อมๆ กับสายสีม่วงที่มันไปทางบางบัวทอง กับรถไฟที่สร้างตามแนวโฮปเวลล์เก่าไป มธ.รังสิต พวกนี้มันเป็นชุมชนหนาแน่นแล้วไง มันมีแผนเดิมอยู่มั้ง ที่บอกว่า พ.ศ.257X-258X นี่ละกว่าจะมีครบ (ถ้าคิดจะสร้างให้ครบนะ) แต่ตอนนี้มันน่าจะร่นมาอีกเพราะพวกเล่นสร้างพร้อมกันเลย

แล้วก็ถูกแล้วนี่หว่าที่ว่าไม่มีกำไรก็ไม่ต้องสร้าง อย่างเส้นที่เขาลงมือสร้างกันตอนแรกๆ เพราะเชื่อว่ามันมีกำไรไง ก็เหมือนรถไฟความเร็วสูงสมัยเจ๊ปูอะ กูคนหนึ่งเลยที่ค้าน กูถามหน่อยคนไทยมีปัญญานั่งได้บ่อยๆ ไหม กม.ละ 1.6-2.4 บาทน่ะ เว้นแต่มึงคิดว่ามันเป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐานแล้วจียดงบไป Subsidize ให้ตั๋วมันถูกลง เอาแบบรถเมล์ ขสมก. ที่ขาดทุนตลอดแต่อยู่ได้เพราะมีภาษีมาโปะ ให้ พนง. ยังอยู่ได้สบายๆ ไม่ต้องไปวิ่งทำรอบแย่ง ผดส. จนหัวร้อนทะเลาะกันแบบรถร่วม

829 Nameless Fanboi Posted ID:+illxgwNvC

>>828 ว่าแต่ไอ้สายสีม่วงมันได้กำไรเปล่าวะ ดูลักษณะไม่น่าได้เลยว่ะ

830 Nameless Fanboi Posted ID:+1zphuc0Zk

>>829 ตอนนี้คนเยอะนะมึง ตั้งแต่เชื่อมกับใต้ดินสายสีน้ำเงินนี่ละ อันนี้กูให้เครดิตลุง แค่ 1 สถานีเชื่อมกัน แม่งจะฟ้องอะไรกันนักกันหนา เจอลุงทุบโต๊ะ ม.44 จบ เมื่อก่อนสายสีม่วงอะโหรงเหรงนะตอนไม่เชื่อมกัน

831 Nameless Fanboi Posted ID:+illxgwNvC

>>830 คนเยอะจริง แต่กำไรหรือเปล่ามากกว่าที่กุสงสัย คือ มึงอาจรู้สึกคนเยอะนะแต่ไม่ได้หมายความว่ามึงเห็นคนเยอะแบบนั้นแล้วมันได้ตามเป้าที่วางไว้น่ะ เพราะเห็นแม่งจะลดราคาสายนี้มันบ่งบอกว่าจำนวนคนไม่น่าจะขึ้นเยอะตามที่ตั้งเป้าว่ะ

832 Nameless Fanboi Posted ID:IBI1Jht+E1

>>831 ลดราคาเพราะเป็นของ MRT ไง ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ตอนนี้ที่มีปัญหาตั๋วแพงคือส่วนของ BTS เพราะเป็นเอกชนเต็มตัว รัฐไปยุ่งไม่ได้

833 Nameless Fanboi Posted ID:9wGCCnMUab

>>828 ในกทม.มีเส้นไหนไม่ผ่านชัมชนมั่งวะ แม่งแออัดชิบหายเพราะผังเมืองเหี้ยๆ สร้างยังไงแม่งก็ไปที่ชุมชนอยู่ดี ยิ่งสร้างเยอะๆ เป็นเครือข่ายคนยิ่งขึ้นมากตาม โครงสร้างพื้นฐานต้องสร้างนำด้วย ไม่ใช่ตามอย่างเดียว ถ้า 60 ปีก่อนบอกรถยังน้อย ไม่ต้องสร้างถนน มันจะได้มั้ยละ

>>831 มันไม่ได้หาเงินจากตั๋วอย่างเดียว โฆษนากับการใช้พื้นที่ก็เป็นรายได้หลัก ของแบบนี้ต้องมองระยะยาว อย่าง BTS ตอนนี้ก็ยังไม่คืนทุนนะรู้มั้ย เพราะขาดทุนติดต่อกันมานาน แต่กระแสเงินสดเยอะเลยอยู่มาจนเริ่มทำกำไรได้ สายอื่นถ้าต่อกันหมดมันจะเริ่มมีกระแสเงินสดช่วยพยุงกันจนมรกำไรเองละ ถ้าบริหารดีๆ นะ

834 Nameless Fanboi Posted ID:+1zphuc0Zk

>>833 อันนี้ตัวอย่าง https://www.trebs.ac.th/th/news_detail.php?nid=44 กูอยู่แถวนี้-ไปๆ มาๆ บ่อยๆ สายสีชมพูถ้าจะสร้างควรแบ่งเป็น 2 เฟส เฟสแรกจากแครายเอามาชนกับรถไฟฟ้าเส้นโฮปเวลล์เก่าตรงหลักสี่ ตรงนี้เร่งด่วนกว่าฝั่งรามอินทรา-มีนบุรีแน่ๆ เพราะอย่างหลังนี่ชุมชนยังไม่หนาแน่นเท่าพวกฝั่งนนท์ อารมณ์ BTS สายหมอชิตที่แบ่ง 2 เฟส เฟสแรกสร้างเข้าสยาม-สุขุมวิทเมื่อ 20 ปีก่อน แล้วไม่นานนี้เพิ่งจะมาสร้างเฟส 2 ขึ้นเหนือต่อไปปทุมนั่นละ (ตอนนี้วิ่งถึง ม.เกษตรละ) เพราะเส้นพหล-เกษตร-สะพานใหม่แม่งเพิ่งหนาแน่นเมื่อหลังปี 50 นี่เอง ก่อนหน้านี้เป็นชานเมือง (อานิสงค์จากศูนย์ราชการ อารมณ์เดียวกับแจ้งวัฒนะ เมื่อก่อนก็เปลี่ยวเหมือนกัน) ที่สำคัญตามแผนเดิม ที่เขาให้สร้างแบบทยอยๆ เพราะมันมีเรื่องรถติดด้วย อย่างลาดพร้าวจริงๆ จะเริ่มสร้างปี 62 นี่ละ รอให้ BTS ทีี่จะไปสะพานใหม่เรียบร้อยก่อน แต่ไปเร่งสร้างตั้งแต่ปี 61 พร้อมๆ กับทางแจ้งวัฒนะ-รามอินทรา กลายเป็นรถหาทางหนีไม่ได้ ติดมันทุกจุดเลยแถวพหลฯ-วิภาฯ ถึงได้มี?ฤษฎีที่ว่าฝุ่น PM2.5 ที่มันเยอะๆ ใน กทม. เพราะรถแน่นถนนนี่ละ

เรื่องถนนนี่มันมีช่วงหนึ่งด้วยนะที่รัฐบาลอนุมัติแหลกเลยใครขอมาเรื่องสร้างถนน จนมีคนประชดว่า "สร้างถนนไว้ให้ควายเดิน" คือมันจะมีถนนจำนวนไม่น้อยที่สร้างไว้แล้วแทบไม่มีใครไปใช้ (ส่วนมากอยู่ใน ตจว.) จนชาวบ้านปล่อยวัวปล่อยควายเดินเล่นกันสบายๆ แต่ถนนนี่ค่าก่อสร้างและบำรุงรักษามันไม่แพงไงเมื่อเทียบกับระบบราง เลยไม่ค่อยมีใครพูดกัน

835 Nameless Fanboi Posted ID:byOSj/J.pm

>>834 มึงก็ช่างสรรหาข่าวจากดร.ปัญญาอ่อนนี่มาได้นะ ไม่รู้เหรอว่ามันเป็นใคร

836 Nameless Fanboi Posted ID:EzuWX+w2L6

>>835 อันนี้กูเห็นด้วยกับแก เพราะกูอยู่แถวนี้ แค่นั้นละ

837 Nameless Fanboi Posted ID:2Jk7upKv83

รัฐสวัสดิการ จะทำให้ทุนนิยมอยู่รอดได้จริงหรือ..?

ช่วงนี้เราเห็นปัญหาจากระบบประกันสังคมและระบบบำนาญที่กำลังเจอวิกฤติ Aging Society ทำให้มีโอกาสที่รัฐสวัสดิการเหล่านี้จะ "ขาดทุน" หรือถึงขั้น "ล้มละลาย" ในอนาคต

รัฐสวัสดิการถูกสร้างขึ้นมาแรกเริ่มเพื่อช่วยประคองทุนนิยม ให้ลดความเหลื่อมล้ำระหว่าง "นายทุน" กับ "กรรมาชีพ" ในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ๆ เชื่อไหมว่าที่เมืองแมนเชสเตอร์ประเทศอังกฤษ (เมืองเดียวกับที่มีทีมฟุตบอลที่เคยรุ่งเรื่องแต่ตอนนี้รุ่งริ่งอย่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดนั่นแหละ) เป็นเมืองอุตสาหกรรมสิ่งทอในยุคนั้น ประชากรในเมืองแมนเชสเตอร์มีอายุขัยเฉลี่ยเพียงแค่ 42 ปีเท่านั้นเอง เพราะการทำงานหนักจากระบบโรงงานนรก 80-100 ชม ต่อสัปดาห์ ไม่นับรวมถึงการใช้แรงงานเด็กอย่างทารุณ

เมื่อทุนนิยมทำให้คุณภาพชีวิตเลวร้าย ทำให้ช่วงนั้นมาร์กซิสจึงเป็นเหมือนทางเลือกใหม่ให้กับคนในกลุ่มประเทศยุโรป จนคอมมิวนิสต์ฉกฉวยนำมาร์กซิสมาแต่งหน้าทาแป้งใหม่จนผิดเพี้ยนจากรากเดิมของคาร์ล มาร์กซไปไกล

แต่ตอนนั้นทุนนิยมจะยอมให้ตัวเองล่มสลายไม่ได้ การรอมชอมระหว่าง นายทุน รัฐ และกรรมาชีพจึงเกิดขึ้น นี่เป็นจุดตั้งต้นของรัฐสวัสดิการพื้นฐานในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม การริเริ่มเรื่องสวัสดิภาพแรงงาน ระบบประกันอุบัติเหตุ ฯลฯ เริ่มก่อร่างสร้างตัวจนเป็นรูปเป็นร่าง (พรรคแรงงานของอังกฤษก็มีจุดเริ่มต้นจากการต่อสู้เพื่อสิ่งนี้)

บางคนจะพูดว่า รัฐสวัสดิการคือ การพบกันตรงกลางระหว่างทุนนิยมและสังคมนิยม หรือตรงกลางของซ้ายและขวา ฟังหรูดูดี

แต่เอาเข้าจริงๆ มันเป็นแบบนั้นจริงๆ หรือ..?

ใช้การคำนวนง่ายๆ ทางคณิตศาสตร์ เงินบนโลกนี้เพิ่มขึ้นในอัตราเร่งหลังวิกฤติ subprime ของสหรัฐในปี 2008 จากการ QE มหาศาลของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ยูโร อังกฤษ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฯลฯ

แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่ได้รวยขึ้นในอัตราเร่งเดียวกัน นั่นหมายถึงว่าปริมาณเงินบนโลกส่วนใหญ่นั้นไหลเข้าสู่คนส่วนน้อยมากขึ้นๆ จนเริ่มทำลายกฎพาเรโต 80/20 ที่ว่าด้วยเงิน 80% บนโลก อยู่ในมือคน 20% (ตอนนี้กระแสเงินค่อยๆ ไหลเข้าสู่กฏ 99/1 เรื่อยๆ แล้ว)

ด้วยคณิตศาสตร์เด็กประถมก็คำนวนได้ ว่าถ้าเงินบนโลกไม่ได้อยู่ในมือคนส่วนใหญ่ การสร้างรัฐสวัสดิการ โดย "เจียด" เงินของคนส่วนใหญ่ มาเป็นกองทุน แล้วนำกองทุนไปลงทุนเพื่อหาผลตอบแทน การเติบโตของเงินนั้นไม่มีทางที่จะเทียบกันได้กับความมั่งคั่งที่ไหลไปสู่กลุ่มชนชั้นสูงของโลก

คุณเป็นหมากบนกระดาน monopoly ที่ทุกช่องตาเดินมีโรงแรมของคนอื่นเปิดมาครบหมดแล้ว ถึงคุณเดินครบรอบแล้วได้เงินมาอีกรอบละ $2,000 ก็คงไม่ช่วยให้คุณมีชีวิตรอดในกระดาน monopoly นี้ต่อไปได้

พูดง่ายๆ คือ เราไม่มีทางจะเท่าเทียมกันมากขึ้นผ่านระบบรัฐสวัสดิการ ตราบใดที่ชนชั้นสูง ไม่เต็มใจที่จะลดความมั่งคั่งของตัวเองลง (เช่นการเก็บภาษีคนรวยมากขึ้นอย่างมีนัยยะ เพื่อนำไปสมทบกับรัฐสวัสดิการของคนส่วนใหญ่ แต่สิ่งนี้แทบไม่เคยเกิดขึ้นได้จริง) บทบาทของรัฐมีสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด คือ การดึงความมั่งคั่งจากคนรวยเข้ามาเป็น input ใหม่ของรัฐสวัสดิการให้สำเร็จ

ท้ายที่สุดความผิดเพี้ยนของทุนนิยม รวมถึงโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ก็ทำให้รัฐสวัสดิการ ความหวังสุดท้ายของทุนนิยม กำลังจะล่มสลายไปตามๆ กัน

ไม่นับรวมไปถึงสุขภาพของดาวเคราะห์ดวงนี้ที่ทรุดโทรมหนักขึ้นเรื่อยๆ จากทุนนิยม ที่รีดทรัพยากรของโลกอย่างเต็มที่เพื่อเสริมสร้างความมั่งคั่งของคน จนดาวเคราะห์ดวงนี้แทบไม่มีโอกาสฟื้นฟูกลับไปสู่ prosperity ที่เคยมีมาในอดีตอีกต่อไปแล้ว

เห็นบิลเกตต์แนะนำหนังสือ Factfulness (จริงๆ แล้วโลกดีขึ้นทุกวัน) เราคิดว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ แล้วเหรอ..?

838 Nameless Fanboi Posted ID:p63XUj/6Ai

>>837 อันนี้น่าสนใจ ก่อนหน้านี้ที่ชอบแซะกันว่าคนเรากลัวไม่เข้าเรื่องที่บอกว่าเครื่องจักรจะมาแย่งงานมนุษย์ นั่นเพราะเครื่องจักรยุคก่อนหน้านี้มันคิดเองไม่ได้ ประมวลผลซับซ้อนมากๆ ก็ยังไม่ได้ ดังนั้นคนจึงไม่ถึงกับตกงานมากนัก ยังพัฒนาตัวเองให้ทำงานไปกับเครื่องจักรได้ แต่ปัจจุบันที่เป็นยุค AI นี่ละที่น่าห่วง เพราะมันคิดเองได้ ประมวลผลซับซ้อนมากๆ ได้ แม้แต่อาชีพที่ว่าชั้นสูงมากๆ อย่างหมอ วิศวะ ครู ผู้พิพากษา นักบัญชี นักบิน ฯลฯ ก็ยังไม่พ้นชะตากรรมเสี่ยงตกงาน

839 Nameless Fanboi Posted ID:+/ewLhXm95

เช้านี้ทราบข่าวผู้ใหญ่ที่รู้จักเสียชีวิตกระทันหันเพราะสำลักชานมไข่มุก..

คงต้องระวังนะครับ จากเคยได้ยินเป็นเรื่องไกลตัว วันนี้ถือว่าใกล้ตัวมาก ๆ กินไปคุยไป ดูดทีเข้าไปหลาย ๆ เม็ด ส่วนตัวคิดว่าไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลยครับ

840 Nameless Fanboi Posted ID:HP9R/l.KaJ

การใช้โปรแกรมทั้งหลายแหล่มาวัดอย่างเดียว เป็นพิษต่อคุณภาพนิสิตนักศึกษา และคุณภาพการศึกษาเป็นอย่างมาก
ทำให้ธุรกิจการศึกษาเจริญเติบโตอย่างมาก โดยไม่ได้สะท้อนถึงคุณภาพการศึกษาเลย
turnitin ทำร้ายนิสิตมานักต่อนักแล้ว
อาจารย์เองไม่สามารถบริหารจัดการอะไรได้
regulations ต่างๆ ออกมาไม่เว้นวัน ทำให้เกิดปัญหาหยุมหยิมที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนเลย เพราะต้องมาคอยวุ่นวายเกี่ยวกับเรื่องเอกสาร

#มิตรสหายท่านหนึ่ง

841 Nameless Fanboi Posted ID:bHZDUCmH3B

คือต้องยอมรับว่า เราขุดโลกขึ้นมาเพื่อให้เราสบาย ถ้าเราเลิกทำ คนจนจะตายก่อนอันดับแรก

ผมรู้ซึ้งตอนที่เห็นเพื่อนที่รวยแล้ว ก็มักจะรักโลก อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ผมทักง่ายๆ งั้นเลิกขับรถมานั่งรถโดยสารเหมือนผมสิ ก็ไม่พอใจอีก ทำไม่ได้

ทำโครงการไปชนบท ถ้ายรูปสวยหรูมาโพสต์เฟส ผมบอก เนี่ยแหละ แถวบ้านผมเมื่อ 20 ปีก่อนชัดๆ

เค้าตอบมาว่า เสียดายนะครับ อากาศดีๆ วิวสวยๆ

ผมบอกไม่เสียดาย ผมดีใจที่บ้านผมมีถนนคอนกรีต ไม่ต้องลุยโคลนตมเข้าบ้านเวลาฝนตก มีไฟฟ้า ประปาเข้า ไม่ต้องขุดบ่อบาดาลน้ำเค็มๆ มีสัญญาณโทรศัพท์ มีอินเตอร์เนต

คนรวยไม่เข้าใจหรอกว่า ชาวบ้านเขาก็อยากมีกินมีใช้ อยากไปเที่ยวต่างประเทศ กินอยู่สบายบ้าง ไม่ใช่อาบเหงื่อต่างน้ำทุกวันเพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ถึงวันพรุ่งนี้

842 Nameless Fanboi Posted ID:+RbZX9YMF6

>>841 "คนเรานี่ก็แปลก ตอนเกิดมาจนก็อิจฉาคนรวย ต่อสู้ดิ้นรนปากกัดตีนถีบเพื่อให้ตัวเองและครอบครั่วกลายเป็นคนมั่งมี แต่พอสามารถหลุดพ้นความจนขึ้นมาร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีได้จริงๆ กลับรู้สึกโหยหาวิถีชีวิตเรียบง่ายสมัยที่ตนเองยังจน แล้วก็พร่ำบอกคนอื่นว่าโลกของคนรวยมันวุ่นวาย ถ้าเลือกได้ก็อย่ามาดีกว่า"

#มิตรสหายงงๆ ท่านหนึ่ง

843 Nameless Fanboi Posted ID:+RbZX9YMF6

>>842 ครอบครัว*

844 Nameless Fanboi Posted ID:Wbz.iZ32Tz

>>842 กุเห็นส่วนใหญ่พวกที่พูดน่ะ รุ่นลูกรุ่นหลานที่เกิดมาบนฟูกเงินฟูกทองทั้งนั้นล่ะ

845 Nameless Fanboi Posted ID:wLbdcVXVBy

พวกคนรวยมันromanticisedชีวิตตจว. คิดว่าคนตจว.สโลว์ไลฟ์ ตื่นเช้ามาอากาศสดชื่นเย็นฉ่ำหมอกน้ำค้างเกาะบางๆ ชงกาแฟดริปทิ้งไว้แล้วปั่นจักรยานออกไปซื้อปาท่องโก๋มากินแกล้ม สายๆค่อยออกไปไร่นา

ซึ่งไม่จริงเลย อีดอก

846 Nameless Fanboi Posted ID:VAXlIINliX

อ่านแล้วนึกถึงกระท่อมปลายนาของมารีอังตัวเน็ต

847 Nameless Fanboi Posted ID:+RbZX9YMF6

>>844 , >>845 คนชั้นกลางค่อนบนแนว Hipster ทั้งหลายก็ด้วย (จนกูคิดว่ากระแส Hipster นี่มันคือกิจกรรมยามว่างของคนมีเงินเหลือ แต่ไม่ได้สอดคล้องกับชีวิตจริงๆ ของคนเราหรือเปล่าวะ) แต่เรื่องคนแก่ที่ตอนเด็กๆ หนุ่มๆ ลำบากมาก่อนแล้วสู้จนสร้างฐานะดีขึ้นได้ แล้วก็มาบ่นว่าโลกคนรวยแม่งวุ่นวายนี่ก็มีจริงนะ จนกูงงใน >>842 นั่นละ

848 Nameless Fanboi Posted ID:XhqMDveTsF

สงสัยว่าทำไมไม่ใช้กรรไกรตัด

849 Nameless Fanboi Posted ID:ttrJdGld9+

ดูข่าวนี้ของ ดร. มานาน ก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่อง thesis มากนัก แต่ก็นับถือที่ท่านโต้ตอบอย่างละเอียดทุกครั้ง (ใช้ความมานะมาก อย่างสุภาพอีกด้วย) ฝ่ายโจมตี ก็ขยันโจมตีรัว ๆ ทำให้เห็นว่า ท่านดร. น่าจะเป็นบุคคลที่ระดับสติปัญญาสูงส่ง มานะอดทน และเป็นอันตรายสำหรับฝ่ายโน้น จนทำให้ฝ่ายนั้นอยู่เฉยและเลิกลาไม่ได้ กะจะให้ล้มให้ได้ เขาน่าจะหยุดโจมตีบ้าง หรือเลิกราไป ถ้ามีใครในฝ่ายนั้นถูกฟ้องร้องคดี..."เชือดไก่ให้ลิงดู"
#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

850 Nameless Fanboi Posted ID:KXi4wEVtfh

ว่าจะไม่พูดแล้ว แต่ต้องขอพูดสักหน่อย จำได้ไหม เดือนก่อนโน้น ฉันเคยโพสต์ว่า การประกวดนางงาม หรือแม้แต่ประกวดผู้ชาย หรือประกวดเกย์ รอบตอบคำถามอ่ะ มันไม่มีถูกผิดหรอก กรรมการเค้าดูที่ "ความมั่นใจ ชัดเจน มั่นในคำตอบ"

ต่อให้ถามว่า ให้เลือกระหว่าง ผู้กล้ากับจอมมาร แล้วหนูตอบว่าเลือกจอมมาร หนูก็เข้ารอบจ้ะ ถ้าตอบอย่างมั่นใจสุดๆ ยืนกรานว่าฉันชอบจอมมาร เพราะ 1.. 2.. 3..ก็ว่าไป

แต่ถ้าตอบว่า เอ่อ..ผู้กล้าก็หนูชอบ จอมมารหนูก็รัก งั้นหนูเอาทั้งสองอย่างเลยละกัน ตุ๊บฮ่ะ! มันดูเหมือนคนใจโลเล เหมือนคนไม่มีความมั่นใจ มันดูเหมือนตอบไม่ตรงคำถาม เอ้ะ หรือกรรมการถามไม่ตรงคำตอบของน้องเค้า?

851 Nameless Fanboi Posted ID:VAXlIINliX

"Don't let getting lonely make you reconnect with toxic people. You shouldn't drink poison just because you're thirsty."
#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

852 Nameless Fanboi Posted ID:IZtYMPs2Sj

>>837 ทุนนิยม -> สังคมนิยม -> คอมมูน

853 Nameless Fanboi Posted ID:KXi4wEVtfh

นี่เราอยู่ในยุคที่ผ่อนตั๋วเครื่องบินได้
อู้หูวว อย่าว่าอีพวกเจนวายเลยคุณ
ก็มันถูกอะ
อนาคตคงแคชแบค แถมสะสมไมล์เต็มจำนวน
อัพคลาสให้ด้วยก็ดีนะ
ขายบ้านตะลอนๆไปเรื่อยๆ ค่ำๆไหนนอนนั้น
ประกาศพระเจ้า
อันหลังเอาจริงนะ
//ปรากฏว่าบินไปประกาศจีนเมนแลนด์ เวียด ลาว เจอคุกสิฮ้าบบ

854 Nameless Fanboi Posted ID:TH/cmV/u9j

Universal Basic Income (UBI) มีไว้เพื่ออะไรกันแน่..?

วันนี้อ่านโพสของน้องคนนึงที่พูดเรื่องการทดลอง Basic Income ในฟินแลนด์แล้วผมค่อนข้างตกใจ

ตกใจที่คนหลายคน แม้แต่สื่อที่เขียนเรื่องนี้ มองว่า Basic Income ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาการว่างงาน (ซึ่งข้อนี้ถูกต้อง)

855 Nameless Fanboi Posted ID:qeEKQNzFrt

>>854 แก้ไม่ได้ไม่ใช่เรอะ

https://www.theguardian.com/world/2019/feb/08/finland-free-cash-experiment-fails-to-boost-employment

856 Nameless Fanboi Posted ID:9VuE2gzGLI

สรุปไม่ว่ายังไง คนก็จะหันไปใช้หุ่นยนต์แทนมนุษย์สินะ มาตรการไหนๆ ก็ห้ามไม่อยู่

857 Nameless Fanboi Posted ID:wfV9eV+Vum

สมัยยังอยู่ในกะลา สมัยยังไม่ได้ออกมาทำงาน รับผิดชอบชีวิตตัวเอง เห็นความจริงของปัญหาโครงสร้าง

คิดแล้วก็รู้สึกรังเกียจตัวเองสมัยนั้นที่เวลาเห็นคนจน คนแก่ ที่อายุปูนนั้นแล้วยังต้องออกมาทำงานตรากตำ เดินขอทาน เก็บขยะขาย ว่าเนี่ยเพราะไม่ขยัน ไม่เก็บออม เนี่ยคงไม่ดูแลลูกเต้าให้ดี เขาถึงไม่มาแลดู

แต่เมื่อออกจากกะลา เจอความจริงของโครงสร้างกระแทกเข้ากับตัวเอง ได้เข้าใจว่า คนไม่ได้จนเพราะไม่ขยัน คนไม่ได้จนเพราะเขาขี้เกียจ แต่ถามว่าตอนที่เราทำงานแทบตาย 6 วันต่อสัปดาห์ เช้าจนค่ำ ได้เงินเดือน 7500 ขนาดไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรเลย บ้านก็มีอยู่ ยังไม่ต้องช่วยครอบครัวทางการเงิน เรายังมองอนาคตไม่ออกว่าเราจะอยู่ยังไงกับรายได้แค่นี้ แล้วคนที่เขามีต้นทุนน้อยกว่าเรา เขาจะอยู่กันยังไง เขาจะมองอนาคตด้วยความรู้สึกแบบไหน

เวลาผ่านไป พ่อแม่ก็แก่ลง ถึงวัยเกษียน แต่ก็ไม่ได้มีเงินมากพอจะอยู่อย่างสบายได้ เราพยายามหาเงินให้มากขึ้นเพื่อให้เขาไม่ต้องลดคุณภาพชีวิตตัวเองให้ต่ำลง หวังแค่ประคองให้อยู่ต่อไปได้ ก็ได้พบความจริงของโครงสร้างภาษี และสวัสดิการ สิ่งพื้นฐานที่เราได้มันช่างสวนทางกัน ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป สุดท้ายเราก็จะเป็นคนแก่ที่ไม่ได้มีเงินเหลือพอในการใช้ชีวิตยามแก่อย่างมีคุณภาพชีวิต ไม่มีครอบครัว ไม่มีใครเลย ในเมืองเฮงซวยที่ไม่เอื้อกับการใช้ชีวิตของคนแข้งขาอ่อนแรง หรือพิการ นี่หรอสิ่งที่เราได้ตอบแทนจากการเป็นประชากรที่ทำหน้าที่ทุกอย่างที่ประชาชนคนหนึ่งพึงจะทำ ด้วยการไม่มีอนาคต ด้วยการจ่ายภาษีแล้วรู้สึกสูญเปล่า โดนปล้น?

คนเราเกิดมาต้นทุนต่างกัน มันไม่ใช่เพราะเวรกรรมหรือบุญวาสนา แต่ที่มันต่างกันขนาดนี้เพราะการจัดการ การกระจายทรัพยากร การกดทับ ที่สะท้อนการจัดการของรัฐที่ล้มเหลวโดยสิ้งเชิง รัฐที่ไม่เห็นหัวประชาชนจริง ๆ อำนาจที่ไม่เคยจะอิงกับประชาชน

เราก็น่าจะเหมือนกับใครหลายคนที่เคยเชื่อ หรือปัจจุบันยังเชื่อ คำคำกลวง ๆ ที่บอกว่า ไม่เลือกงานไม่ยากจน งานหนักไม่เคยฆ่าใคร คนจนเพราะขี้เกียจ แต่ในเมื่อเรารู้แล้วว่ามันไม่ใช่ เรจะไม่ปล่อยให้มันกดหัวเราและคนอื่นต่อไปอีกเด็กขาด คำเลวๆ พวกนั้นมันต้องหายไปจากโลกนี้ซะที

858 Nameless Fanboi Posted ID:TElWDIHBv1

>>857 ลองไปโพสต์สเตตัสนี้ในพันทิปสิ แล้วคุณมึงจะโดนถล่มจนหาทางกลับบ้านไม่ทัน

859 Nameless Fanboi Posted ID:2Iog5MORll

ไม่มีใครชม กรมอุตุนิยมวิทยาหน่อยเหรอ ทำนายอากาศเย็นแม่นอยู่นะ

860 Nameless Fanboi Posted ID:a6p0M8XUwM

>>857
ขี้แพ้เอง กูทำงานRoutine ยังมีเงินเหลือผ่อนบ้าน รถ แค่ไม่มีลูกนะ คุยกับเมียแล้วไม่รู้จะมีไปทำไม

โบนัสออกไปเที่ยวญี่ปุ่นดีกว่า

861 Nameless Fanboi Posted ID:P3i9HmDb0W

>>857
เจ้าของคอมเม้นทำงานอะไรครับ? เป็นที่ต้องการของตลาดรึเปล่า?

862 Nameless Fanboi Posted ID:wfV9eV+Vum

>>861 pupesosweet

863 Nameless Fanboi Posted ID:gsqBvrHdBF

>>860 มึงอาจจะชีวิตดีกว่านี้เอง ถ้าโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศดีกว่านี้

864 Nameless Fanboi Posted ID:gsqBvrHdBF

ตลาดหุ้นไทยกำลังโดนทำโทษ

ตลาดหุ้นไทยในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเรียกได้ว่าร่วงเละเทะจนทำ New low ในรอบปี สวนทางกับตลาดหุ้นต่างประเทศและประเทศเพื่อนบ้านที่ตกน้อยกว่าหรือบางประเทศแทบจะไม่ตกเลย…สาเหตุน่าจะมาจากอะไรกัน

จึงลองเอาตัวเลขง่ายๆแค่ 2 ตัวคือ ค่า P/E Ratio ของดัชนีตลาดหุ้น (ยิ่งสูงแสดงว่ายิ่งเป็นตลาดที่แพง) และ GDP Growth โดยประมาณของประเทศเราและประเทศเพื่อนบ้านมาเทียบกันดู

เห็นได้ชัดเลยว่าค่า P/E ของตลาดหุ้นไทยสูงเกือบที่สุดในภูมิภาค ขณะที่ GDP Growth กลับต่ำเกือบสุด

เทียบง่ายๆแบบนี้ก็เห็นได้ชัดเลยว่า ในเวลานี้ตลาดหุ้นไทยนั้นแพงเกินไปที่จะได้รับค่า P/E สูงๆ แม้ตลาดอินโดนีเซียจะยังมีค่า P/E สูงกว่าบ้านเรา แต่ประเทศเค้าก็ยังมี GDP Growth ที่สูงกว่า ดังนั้นการที่ค่า P/E ของตลาดหุ้นอินโดนีเซียอยู่ในระดับสูงจึงเป็นสิ่งที่เข้าใจได้

ส่วนประเทศอื่นๆนั้นไม่ต้องพูดถึง ทุกประเทศล้วนมีค่า P/E ต่ำกว่าประเทศไทย และมี GDP Growth ที่สูงกว่า แม้จะมีสิงคโปร์ที่ growth ต่ำ แต่ค่า P/E ตลาดของเค้าก็ต่ำเช่นกัน ซึ่งก็ยังคงอยู่ในความสมเหตุสมผลอยู่ดี

ดังนั้นเมื่อมองไปในภูมิภาคของเราแล้วจะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นไทยไม่อยู่ในระดับราคาที่สมเหตุสมผล จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีแรงขายออกมา เนื่องจากตลาดกำลังทำการปรับสมดุลย์ด้านราคานั่นเอง

สิ่งนี้คือตลาดหุ้นไทยกำลัง “ถูกทำโทษ” ทางด้านราคาหรือ Valuation นั้นแพงเกินไป ตลาดหุ้นจึงปรับตัวลดลงได้โดยที่แทบจะไม่มีข่าวร้ายอะไรเลย สวนทางตลาดอื่นๆในโลกที่ไม่ส่ออาการเซเลยเนื่องจากแนวโน้มการเจรจาการค้าระหว่าจีนกับสหรัฐยังคงเป็นเชิงบวก

ถ้าไม่อยากให้ตลาดหุ้นไทยโดนลงโทษด้าน Valuation ต่อไปแบบนี้ พวกเราก็คงต้องลุ้นกันให้บริษัทจดทะเบียนกลับมาทำกำไรให้เติบโตได้มากๆ เพื่อจะได้ลดค่า P/E ลงเร็วๆ แต่สำหรับผมคิดว่ามันลุ้นยาก เพราะบริษัทหลักๆในตลาดหุ้นไทยส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมที่โตช้า เช่น พลังงาน ธนาคาร อสังหาฯ และอุตสาหกรรมโลกเก่าอื่นๆ อีกมากมาย

สำหรับผมแล้วผมจะหันกลับมามองตลาดหุ้นไทยอีกครั้งในกรณีเดียวคือ ราคาลงมาถูกมากๆ เอาแค่ถูกจนน่าสนใจก็พอ เพราะมันไม่มีอะใหม่ๆให้เล่น

ส่วนทางทำโทษด้านราคาจะเกิดขึ้นอีกนานแค่ไหน ก็คงไม่มีใครตอบได้ ผมรู้แค่ว่าสุดท้ายแล้วกลไกตลาดต้องปรับสู่สมดุลย์ในระยะยาว เหมือนเป็นการกดปุ่ม Reset แล้วกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำวนไปเป็น Cycle เป็นปกติอยู่แล้ว คนลงทุนในตลาดหุ้นจำเป็นต้องเข้าใจครับ

865 Nameless Fanboi Posted ID:rjaWN2vxLu

พวกที่ทรัพย์สินไม่ถึง 10 ล้านก็เป็นพวกขี้แพ้

866 Nameless Fanboi Posted ID:5kEOCsJOuY

คำวินิจฉัยของวิษณุ ผูกพันทุกองค์กร ใช้บังคับได้ทันทีที่ประกาศออกสื่อ

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

867 Nameless Fanboi Posted ID:4C5E8jB1T8

เหตุผลที่ไมเคิลไม่เข้าใจแนวคิดแบบนี้เพราะเขาเป็นอมตะไง ถ้าเรามีชีวิตอยู่ได้ตลอดกาลงั้นศีลธรรมก็ไม่สำคัญเพราะการกระทำของเรามันไม่ส่งผลอะไรตามมาทั้งนั้น ถ้าโกหกใครแล้วไง รอไปอีกสองสามหมื่นล้านปี ความผิดก็จางไปแล้ว จะให้เขาคิดได้ เราต้องให้เขามองว่าชีวิตมีจุดจบ ทุกการกระทำมีความหมาย https://t.co/I8J5D8UOBS

868 Nameless Fanboi Posted ID:5kEOCsJOuY

ฉันทามติของชนชั้นนำฝ่ายอำมาตย์

คือประชาธิปไตยครึ่งใบ

ใครที่คิดไปมากกว่านั้น

ไม่ว่าจะเป็น รูปแบบไหน เฉดสีใด ที่แตกต่างจากประชาธิปไตยครึ่งใบ ของชนชั้นนำฝ่ายอำมาตย์

ชาติชาย ชุณหะวัณ

ทักษิณ ชินวัตร

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

ก็จะถูกชนชั้นนำฝ่ายอำมาตย์ ถีบตกเวที

ความแตกต่าง ระหว่าง 2 คนแรกกับคนหลัง

ก็คือว่านี่เป็นอีกยุคสมัยแล้ว

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

869 Nameless Fanboi Posted ID:tmQL7scphx

ภาษีที่แพงที่สุดที่เคยจ่ายคือค่าเสียโอกาสที่เราต้องมาติดอยู่ประเทศเหี้ยนี้ ไอ้ตัวเงินน่ะมันไม่เท่าไหร่หรอก

870 Nameless Fanboi Posted ID:gVbu9oJHyq

นักวิทยาศาสตร์สอนลิงให้ใช้เงินเป็นด้วยการให้แผ่นกลมทำจากเงินและสอนว่าเหรียญจะแลกอาหารได้ หลังจากนั้นไม่นานลิงก็รู้จักบริหารเงินที่ตัวเองมี ซื้อของอร่อยที่ชอบกิน เมื่อนักวิจัยลดราคาของอร่อยก็ซื้อเพิ่มเหมือนที่มนุษย์โดนรายการเซลล์ลดราคาตามห้างดึงดูด

แต่ที่น่าสนใจคือ หลังจากลิงเรียนรู้เรื่องเงินได้ไม่นาน ก็มีกะหรี่ลิงเกิดขึ้น ลิงตัวเมียยอมให้ปี้แลกเหรียญ หลังจากเสร็จกิจก็เอาเหรียญไปซื้อองุ่น

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า แนวคิดของคอมมี่แม่งผิด และผู้หญิงเป็นกะหรี่หมดทุกสายพันธ์

จบข่าว

https://www.zmescience.com/research/how-scientists-tught-monkeys-the-concept-of-money-not-long-after-the-first-prostitute-monkey-appeared/

871 Nameless Fanboi Posted ID:4OigDgLLXg

นั่งคุยกับลูกเลยเล่าให้ฟังว่า เวลาเราเริ่มเรียนอะไร ความรู้ที่หาได้มักจะเป็นเรื่องย่อย เป็นจุดจุด ร้อยเรื่องพันเรื่อง พอเราเริ่มลงมือทำ เราจะเริ่มร้อยเรียงรวบรวม สะกัดทุกสิ่ง ทิ้งกากเหลือแก่น จะเหลือหัวใจไม่กี่เรื่อง เรียบง่ายไม่พลิกแพลง จากนั้น ขั้นต่อไป คือ เอาแก่นเหล่านั้น ไปอยู่ที่ใจ แล้วลืมไป จนหมดหลอม ให้กลายเป็นตัวเรา ต่อไปใช้ออกจากใจ เอาแก่นที่เรียบง่ายไม่กี่ท่ามาพลิกแพลงได้ทุกอย่าง เป็นแนวทางเฉพาะของเราเอง ลูกก็บอกว่า อ้าวพ่อสอนเหมือน การ์ตูน Bakuman เลย ได้การละต้องไปหาอ่านละสิ เคยอ่านตอนต้นหลายปีก่อนแต่ไม่จบ เดี๋ยวไปจัดมาหน่อยปีใหม่นี้ นอนอ่านการ์ตูนดีกว่า

872 Nameless Fanboi Posted ID:HlzVwlNhEQ

>>870 ไอ้สัสสำลักน้ำเลยกู

873 Nameless Fanboi Posted ID:Vxes+pvxOV

>>870 แนวคิดคอมมิวนิสต์ผิดยังไงอ่า

874 Nameless Fanboi Posted ID:ITc7U4EWDu

>>870 สัส โคตรฮา

875 Nameless Fanboi Posted ID:Vb3WFIzaYB

ตามหลักเวลาแข่งกินจุ คนที่อ้วนๆ จะกินได้น้อยกว่าคนผอมๆมากครับ
เพราะไขมันจะไปเบียดอวัยวะภายใน กระเพาะไรงี้ก็จะขยายไม่เต็มที่เท่าคนผอมๆ
สังเกตุดูรายการแข่งกินจุช่องกันตนา คนที่ได้แชมป์กับเข้ารอบลึกๆ ผอมๆทุกคน

876 Nameless Fanboi Posted ID:g9TFyHhw3W

ปธน.ทรัมป์ ทวีตว่า "Getting VERY close to a BIG DEAL with China. They want it, and so do we!"
หลังจากนั้น ตลาดหุ้นสหรัฐฯก็วิ่งหน้าตั้ง

อดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่าท่านเก็บของครบแล้วค่อยทวีตรึเปล่า

877 Nameless Fanboi Posted ID:2FtARRlGxP

พระบิดาแห่งการปั่นหุ้น

878 Nameless Fanboi Posted ID:WxWp25YtDH

วันนี้ตอนประชุมเกรด มีคนแซวผมว่าหลังจาก sabbatical กลับมาแล้ว ใจดีมาก แจก A B+ เยอะเลย เกิดอะไรขึ้น

ผมเลยตอบว่า บรรลุสัจธรรม พบความจริงว่า การเรียนโดยมีคะแนนเป็นเป้าหมายมากดดันนั้น มันไม่ใช่วิธีเรียนที่ถูกต้อง การเรียนที่ถูกต้องต้องสนุกกับมันครับ การแข่งขันในการสอบเพื่อแย่งชิงกันเอาเกรดนั้นทำให้หมดสนุกในการเรียนไป ทำให้การเรียนเป็นอะไรที่น่าเบื่อ โดยเฉพาะกับวิชายาก ๆ ที่ต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ

แต่ข้อเสียคือ การทำแบบนี้ไม่สามารถจะทำได้กับชั้นเรียนใหญ่ ๆ ที่มีนักศึกษาเป็น 40 หรือ 100 กว่าคนขึ้นไปได้ครับ 30 คน ผมว่าก็ทำไม่ได้แล้วครับ

เทอมที่ผ่านมา ผมมีนักศึกษาแค่ 6-7 คนทั้งชั้น ใครมี eureka moment แสดงออกทางหน้าตายังไง ผมเห็น ผมจำได้หมด ได้เรียนได้สอนกันอย่างใกล้ชิด เพราะมีคนน้อย ผมจึงสามารถมีการทดสอบย่อยได้ทุกอาทิตย์ ไม่ต้องมีสอบกลางภาคปลายภาค ทดสอบความเข้าใจของนักศึกษาอาทิตย์ต่ออาทิตย์ได้เลย ไม่ต้องรอให้ดินพอกหางหมูก่อนที่จะแก้ไข ที่สำคัญ เพราะมีนักศึกษาน้อย ผมสามารถที่จะสอบซ่อมนักศึกษาตัวต่อตัวทุกอาทิตย์ได้เลย ใครเข้าใจผิดอะไร ผมรู้หมด นักศึกษาสามารถสอบซ่อมได้เรื่อย ๆ จนกว่าจะเข้าใจครับ

การสอนวิธีนี้ได้ผลดีมาก ผมทราบได้เพราะนักศึกษาสนุกไปกับการเรียนครับ รู้สึกได้เลย ความรู้สึก บรรยากาศในการเรียนต่างจากสมัยก่อนที่จะดูเครียด ๆ งง ๆ มากครับ

สอนแบบนี้ดีนะครับ ผมก็รู้สึกดี นักศึกษาก็รู้สึกดี ต่างคนต่างมีพลังบวกครับ จริง ๆ นักศึกษาน้อยลง เราน่าจะมาเน้นเรื่องคุณภาพกันแทนนะครับ

879 Nameless Fanboi Posted ID:WxWp25YtDH

ความล้มเหลวของธนาธรคือ ฝากฐานเสียงกับคนรุ่นใหม่ ที่ส่วนใหญ่เกิดในครอบครัวชนชั้นกลาง (รวมถึงข้าพเจ้าด้วย 🤣) คนกลุ่มนี้ แม้จะคับข้องใจกับประยุทธ์ แต่ก็ยังมีชีวิตสุขสบายเกินกว่าที่จะยอมเสียสละมันไป อำนาจสมัยใหม่ ทำให้เรารู้สึกว่า ยอมอยู่เฉยๆ ไปตามระบบ จะเสียประโยชน์น้อยกว่า ออกมาดิ้นรน

ดังนั้น ยากมากที่จะบิ๊วคนกลุ่มนี้ได้ แม้แต่มาร์กซิสอย่าง Antonio Gramsci ยังไม่กล้าฝากความหวังที่ปัญญาชนรุ่นใหม่เลย ก็แค่กลุ่มวัยรุ่นวัยต่อต้านที่รู้สึกตื่นเต้นกับอุดมการณ์ก้าวหน้า แต่สุดท้าย เมื่อการต่อสู้ยืดเยื้อ พวกเขาก็จะละทิ้งกรรมกรและชาวนาให้ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว (รู้สึกเข้าตัวเอง 😭)

แล้วคนที่ออกมาสู้กับอำนาจ กล้าท้าทายกลางถนน คือใคร? คำตอบคือ กลุ่มคนที่ไม่ได้ถูกบิ๊ว แต่ถูกบีบคั้นทุกทิศทางจนเกิดสำนึกขึ้นมาว่า "ไม่มีอะไรที่พวกเขาจะสูญเสียได้อีกแล้ว" เช่น คนที่อยู่ฐานล่างสุดของการผลิต ได้รับผลกระทบตรงๆ อย่างกรรมกร ชาวนา ที่ตระหนักว่า หากอยู่เฉยก็อดตาย ไปต่อสู้เสียยังจะมีโอกาสเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง

นี่คือกุญแจที่ทำให้ทักกี้เคยประสบความสำเร็จ ในการระดมมวลชน เพราะทักกี้พุ่งเป้าที่คนกลุ่มนี้โดยตรง (แต่ตอนนี้น่าจะยาก คนเสื้อแดงน่าจะเริ่มเจ็บและตระหนักได้แล้วว่ากะฎุมพีไม่มีทางหยัดยืนเคียงข้างพวกเขาจนวาระสุดท้าย)

อีกข้อ ที่สำคัญคือ ทักษิณชูนโยบายปากท้องที่จับต้องได้ในโลกของวัตถุเป็นสำคัญ

ส่วน ฐานเสียงของธนาธรเติบโตในโลกมายาจำลอง เต็มไปด้วยสำนวนคารมคมคาย ข้อกฎหมาย ตัวอักษร...สุดท้าย เหมือนอ่านบทละครมากกว่าความจริง เป็นแค่โลกความคิด ไม่ใช่โลกวัตถุ

หากอนาคตใหม่ถูกยุบ เราก็แค่รู้สึกว่าพระเอกถูกตัวร้ายรังแก ...แต่แล้วไง ...มันก็แค่ภาพละครฉากหนึ่งที่จบลง ไม่ได้เชื่อมโยงกับโลกความจริงของเรา ที่บ้านก็ยังมีข้าวปลาอาหาร ไม่จำเป็นที่จะต้องออกไปต่อสู้

// หูย ตื่นเต้น ไม่ได้เขียนสเตตัสการเมืองยาวๆ มาเป็นปีแล้ว
//แล้วคนรุ่นใหม่จะต่อสู้ยังไง ? คำตอบคือ ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่ต้องคิดสร้างสรรค์ พังโลกไปเรื่อยๆ ไม่ผลิตลูกหลาน ไม่สืบทอดเผ่าพันธุ์ เมื่อไม่มีเด็กเกิดใหม่ ระบบแย่ๆ ที่ไม่เห็นหัว ปชช. นี้ก็จะทำลายตัวมันเอง 🤣😭

880 Nameless Fanboi Posted ID:LLVca4G/DO

>>879 ย้ายหนีไปประเทศอื่นง่ายกว่าไหมครับ

881 Nameless Fanboi Posted ID:nd0iQQUghP

เอาจริง​ ๆ​ เรามองว่าวันนี้ที่ได้ขึ้นรถไฟฟ้าฟรีมันก็เป็นแค่วันสำคัญที่เค้าเปิดให้ขึ้น​ ซึ่งมันก็ดีไม่ต้องเสียเงินค่าเดินทาง​ เพราะเราใช้รถไฟฟ้าในการเดินทางทุกวันอยู่แล้ว​ แต่... มันไม่ใช่กับใครคนนึงหรือใครหลาย​ ๆ​ คน​ ซึ่งทำให้พูดได้เต็มปากว่าขอบคุณที่มีวันนี้
.
วันนี้หลังจากเลิกงานเลยรีบกลับบ้าน​ พอมาถึงที่สถานีรถไฟฟ้าคนก็แน่นตามที่คาดไว้ทำให้รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย​ ระหว่างที่ขึ้นรถก็เห็นคุณลุงท่านหนึ่งขึ้นเบียดตามเราเข้ามาด้วย​ และระหว่างที่รถไฟฟ้าขับเคลื่อนไปยังสถานีต่อไป​ คุณลุงท่านนั้นก็ถามคนข้าง​ ๆ​ ว่าถ้าจะไปเซนทรัลลาดพร้าวต้องลงสถานีไหน​ครับ​ ทางนั้นก็เลยตอบไปว่า​ ถ้าจะไปเซนทรัลลาดพร้าวให้ลงสถานีต่อไปได้เลยค่ะ​ถึงเลย​ และพอถึงสถานีพหลโยธิน​ เราก็ลงพร้อมกับคุณลุง ก็เลยคิดว่าไหน​ ๆ​ แล้วก็จะไปทางเดียวกันเลยจะพาคุณลุงไปด้วยเลยแล้วกัน
.
เรา​ : คุณลุงคะ​ คุณลุงจะไปเซนทรัลลาดพร้าวใช่มั้ยคะ
คุณลุง : ใช่หนู
เรา​ : งั้นคุณลุงตามหนูมาค่ะ​ พอดีจะไปขึ้นรถไฟฟ้าที่เซนทรัลพอดี
คุณลุง​ : โอ้​ ดีเลย​ ลุงไม่เคยมาแถวนี้
.
ระหว่างทางเราก็ถามคุณลุงไปตลอดทาง​
เรา​ : คุณลุงบ้านอยู่ไหนเนี่ย​ ถึงมาที่นี่
คุณลุง​ : ลุงอยู่บ้านพักคนชรา​ ลุงมาเที่ยวน่ะ​ เห็นเค้าว่าที่นี่สวยดีลุงอยากมาเปิดหูเปิดตา
(สะอึกไปวูบนึงเพราะตอนแรกคิดว่าแกมาหาลูกทีนี่)
เรา​ : ว้าว​ คุณลุงเก่งจังเลยค่ะ​ มาเองคนเดียวด้วยแล้วคุณลุงอยู่ที่ไหนหรอคะ
คุณลุง​ : (โชว์เสื้อที่ปักชื่อของบ้านพักคนชราให้ดู)​ ลุงอยู่เคหะ​ ตรงสมุทรปราการน่ะ​ นี่ดีนะเค้าให้ขึ้นฟรี​ ลุงเลยมาได้​ ไม่เสียตังค์​ 55555​ ก่อนนี่ลุงมาหลายที่ละ​ ตอนแรกว่าจะไปเซนทรัลเวสเกต​ แต่คิดไปคิดมากลัวว่าจะกลับไม่ทันเลยมาที่นี่แทน
(สะอึกอีกที)
เรา​ : น่าจะฟรีหลาย​ ๆ​ วันเนอะลุงจะได้ไปเที่ยวได้หลาย​ ๆ​ ที่​ แล้วทำไมลุงไม่พาเพื่อนมาด้วยล่ะคะ​
คุณลุง​ : อ๋อ​ ตอนแรกลุงมีเพืือนรวมลุงด้วยเป็น​ 3 คนก็ไปเที่ยวหลาย​ ๆ​ ที่กันนะ​ แต่พวกเพืือนลุงเค้าไปหมดแล้ว​ เหลือลุงคนเดียว​
(สะอึกอีกรอบ)
เรา​ : ดีนะคะคุณลุง​ อายุยืนได้เที่ยว​หลาย​ ๆ​ ที่​ ก็ถือว่าเที่ยวแทนละกันค่ะ​ ขอให้ลุงได้เที่ยวทุกที่ที่เปิดเลยนะ​
คุณลุง​ : 555​ นั่นน่ะสิ​ นี่ก็ไกลเหมือนกันนะลุงก็เซ ๆ​ ละ​ บ้านพักคนชรามันก็ต้องดูแลตัวเอง​ เลยต้องรีบมาก่อนที่จะมาไม่ได้​ ดีนะที่มันฟรี​ ลุงจะได้ไม่ต้องเสียตัง
เรา​ : นั่นสิลุง
คุณลุง​ : ลุงเป็นจ่าอากาศนะ​ ทำงานมา​ 12​ ปี​เลยเกษียณไม่ไหวพอละ​ ทำงานมาเยอะขอพักบ้าง​ 5555
เรา​ : คุณลุงยังดูแข็งแรงอยู่เลยนะคะ
(ถึงหน้าห้าง​เราต้องมาส่งคุณลุงแค่นี้)
เรา​ : คุณลุงหนูขอให้คุณลุงแข็งแรง​ แล้วได้ไปเที่ยวทุก​ ๆ​ ที่ที่ลุงอยากไปเที่ยวนะ​ ยังมีอีกหลายสถานีที่กำลังสร้าง​ คุณลุงต้องได้ไปเที่ยวนะ
คุณลุง​ : 5555​ ขอบใจมากหนู​ โชคดี​ ๆ
.
เรามองคุณลุงเดินขึ้นบันได​ คุณลุงแกเดินค่อยข้างเซแล้ว​ ก่อนจะลับตาไป​ เราถ่ายรูปไม่ทันและจำชื่อบ้านพักคนชรานั้นไม่ได้​ แต่จาก​ที่ค้นหาในเว็บตามที่ลุงบอก​ ก็เจอชื่อ​ สรางคนิเวศ​ สภากาชาดไทย​ ซึ่งน่าจะเป็นที่นี่แหละ
คุณลุงไม่ได้ขอให้ช่วยเรื่องอะไรเลย​ ระหว่างที่พูดคุณลุงดูมีความสุขแม้เรื่องราวจะทำให้เราสะอึกไป​ เราพยายามพูดให้เรื่องราวมันไม่อึดอัด​ อันนี้เรามาแบ่งปันเฉย​ ๆ​ เราไม่กล้าถามว่าแล้วครอบครัวคุณลุงล่ะคะ​ เพราะไม่กล้าถามและไม่อยากรู้รายละเอียดเชิงลึก​ แต่เรารู้สึกดีที่วันนี่เราได้เจอคุณลุงท่านนี้​ ยังมีเรื่องอีกเยอะที่อยากจะถาม​ แต่เวลามันน้อยเกินไป
.
*คุณลุงใส่เสื้อขาวกางเกงขาดำ​ สะพายกระเป๋าผ้าสีขาว

882 Nameless Fanboi Posted ID:dNanh2T4EX

ธนาธรคุงแม่งบิ้วไม่ได้เพราะแฟนด้อมมีแต่เห่อหมอยด้วยแหละ
ติ่งส้ม(Zoomer)หลายๆครั้งก็ไม่ต่างจากซาหริ่ม(Boomer) เรื่องการอ่านข่าวกรองข่าววิเคราะห์ข่าวแม่งบางอย่างก็เชื่อง่ายเกิ้น เหมือนอีจ่า และเรื่องการมีความคิดเห็นต่างทางการเมืองไม่ได้ต้องเข้าไปดิ้นไปวอร์แบบเอ๋อๆ
การประท้วงเนี่ยก็เป็นงานรวมตัวของพวกZoomerล้วนๆ ยี้

883 Nameless Fanboi Posted ID:OnTGn4IzTt

>>89 น่าสนใจหว่ะเพื่อนโม่ง

884 Nameless Fanboi Posted ID:zRA60pRh6o

เรื่องง่ายๆ ที่เหมือนจะไม่มีอะไร หลายคนมองว่าเป็นเรื่อง common sense ....

แต่นั่นแหละคือปัญหา เพราะ common sense isn't so common .... มันกำกวม มันตีความไม่ตรงกัน คำว่า "แบตฯ ไม่ดีแล้ว" นี่มันคืออะไรกันแน่

และนี่แหละคือต้นเหตุของปัญหามากมายมหาศาลในสังคมทุกวันนี้ .... เพราะเราตีความคำง่ายๆ และ common เหล่านี้ไม่ตรงกันนี่แหละ

แต่คณิตศาสตร์ทำให้มันกลายเป็นเรื่องที่ง่ายและชัดเจน ให้ common sense มันกลายเป็นเรื่องของ solid reasoning ที่เข้าใจได้ตรงกัน รวมถึงการ visualize ออกมาเป็น reasoning diagram ได้ชัดเจน

อันนี้ตัวอย่างของ "pullbacks" และ "fiber product" ใน category

ใน lecture ผม (Maths for Working Programmers, Computational Plays/Maths for Parents หรืออะไรก็แล้วแต่) ผมจะพูดเสมอว่า คณิตศาสตร์มันเป็น "ภาษา" ของ "patterns" และ "reasons" และ "patterns of reasons"

ป.ล. หลายคนจะคิดว่า "เรื่องมาก" "จุกจิก" "งี่เง่า" "คุยยาก" ฯลฯ และบางทีอาจจะรู้สึกไม่ดีมากๆ เวลาที่คุยกับคนที่มี critical thinking ใน chain of reasons มากๆ แบบนี้ เพราะเคยชินกับการปล่อยผ่านพวกนี้ ปัญหาเกิดขึ้นก็ทนกันไป ก็ไปทะเลาะกันทีหลังเอา ฯลฯ ..... ผมก็คนที่คุยกับผมแล้วรู้สึกแบบนี้มาเยอะ

885 Nameless Fanboi Posted ID:s3HOtqF03F

ผมขอประเมิน นิดหน่อย เกี่ยวกับการชุมนุมของ พรรคอนาคต วันนี้

1. ถ้ามองในแง่ของนักประท้วงนี้ คือ ประมาณ lv1 กันเลยทีเดียว ต้องหาที่ปรึกษาด้านการชุมนุมด่วน

2. ด้านการปราศัย จะเกาะธีม ไล่เผด็จการ ที่ผมมองว่ามันยังมีประเด็นไม่พอ จะเอามาใช้ คือ คนมันก็เกลียดหละ เผด็จการ แต่จะทำให้คนเข้าใจโดยกว้าง มันยังไม่พอ ครั้งก่อน ลุงกำนันทำสำเร็จ เพราะ ปูความภาพความล้มเหลวนายกปู กับ เรื่องนิรโทษกรรม ธีมมันชัดกว่า แถมมีทหารหนุนหลังอีก

3. เห็นคนรุ่นลุง รุ่นป้า มาร่วมงานเยอะนะ อันนี้ เริ่มมีความหวัง เพราะคนรุ่นนี้ คือ กลุ่มที่จะเป็นคนที่อยู่ในม๊อบได้นานที่สุด

4. ด้านการรักษาความปลอดภัยนี้ ผมมองว่า ยังทำได้ไม่ดีนะ นี้เกิดมี มือที่สาม เขวี่ยงระเบิด เข้าไปลูกเดียว มีได้ผิดใจกันหมดทุกฝ่าย รัฐบาล จะโดนกล่างหาทันทีว่าฆ่าประชาชน ส่วนคนชุมนุม จะได้ประเด็นไปต่อสู้ (อันตรายอยู่)

5. ดีแล้วที่ใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมง ถ้านานกว่านี้ คงดราม่ากันยาว

6. การที่ให้ประชาชนได้ออกมา ร้องตะโกน ไล่ รัฐบาล บ้าง ช่วยลดอุณหภูมิทางการเมืองได้ดี

7. บริบทด้านวาทะกรรม ยังเป็นคำเดิมๆ ยังไม่ได้สร้างอะไรๆ ออกมาใช้ในการเป็นจุดที่ชัดเจน

886 Nameless Fanboi Posted ID:s3HOtqF03F

ในขณะที่เราเป็นนักกีฬาเป็นโค้ชนักกีฬา เราเคยชวนเพื่อนๆที่สนิทหรือญาติพี่น้องตัวเองให้มาออกกำลังกาย แต่ทุกคนก็จะดูไม่สนใจ จนเวลาผ่านไปทุกคนเริ่มแก่ลง เริ่มมีโรคต่างๆเข้ามา เราก็จะได้ยินคำนี้ “ หนึ่งๆ ช่วงนี้เราสุขภาพไม่ค่อยดีเลยหมอเลยให้มาออกกำลังกาย ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง “ โอเคก็ยังดีกว่าไม่คิดเริ่มถึงหมอจะสั่งก็เหอะ 🤔

887 Nameless Fanboi Posted ID:s3HOtqF03F

สองวันนี้เราแวะไปเป็นกรรมการพิชที่โครงการ TDYT ของนักศึกษา 25 กลุ่มมา อยากเล่า 4 ปัญหาของการพิชที่เราพูดถึงบ่อยที่สุด จะได้เอาไปใช้ปรับการเล่าเรื่องของตัวเองกันได้ฮะ :D

I. ตั้งปัญหาที่ไม่ใช่ต้นเหตุ และไม่พูดถึงผลกระทบ

หลายกลุ่มอยากเปลี่ยนกระบวนการทำงานที่ใช้กระดาษให้เป็นแอพ แต่บอกว่าปัญหาคือการใช้กระดาษทำให้หาข้อมูลได้ยาก นั่นไม่ใช่ปัญหาเชิงธุรกิจเลย

เราอยากให้ถามลึกลงไปจนเจอต้นตอ และเล่าว่าเกิดผลกระทบอะไรบ้าง เช่น พอหาข้อมูลไม่เจอ แล้วเกิดอะไรขึ้น? ถ้ามันทำให้ส่งพัสดุล่าช้า แล้วเกิดอะไรขึ้น? แล้วถ้าถูกค่าปรับหรือฟ้อง ส่งผลอย่างไร?

ใครที่ทำ B2B อยากให้ลองตอบเชิงปริมาณว่าผลกระทบเชิงธุรกิจและความสุญเสียคืออะไร เสียไปจำนวนเท่าไหร่ เช่น บริษัทเสียเงินไปกี่บาท? เสียเวลากี่ชั่วโมง?

ยกตัวอย่างอีกกลุ่ม บอกว่าปัญหาของเกษตรกรคือการหาข้อมูลเกี่ยวกับพืชไม่ได้ แต่ปัญหาจริงๆ คือข้าวที่ปลูกเป็นโรคตาย ทำให้เกษตรกรสูญเสียรายได้ต่างหาก

II. ไม่รู้จักผู้ใช้ ไม่เล่าเรื่องและใช้สถานการณ์ประกอบ

คนที่ฟังไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในโดเมนของเรา ถ้าพูดเรื่อง Monitoring หรือหนี้ NPL คนฟังที่ไม่เคยรู้ด้านนี้มาก่อนก็ไม่เข้าใจผลกระทบ ว่าหนี้เสียเยอะแล้วยังไง หรือโดนเจาะระบบแล้วยังไง

การเล่าเรื่อง ลองเปิดด้วยเรื่องราวของผู้ใช้คนนึง เค้าคือใคร เพราะไม่ใช่เกษตรกรทุกคนที่ใช้สมาร์ทโฟนเป็น ไม่ใช่ทุกบริษัทที่ใช้ไลน์ ถ้าไม่บอก Persona เราจะตั้งคำถามเยอะมาก

ถ้าเห็นภาพว่าคนที่ใช้โปรดักต์เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ใช้สมาร์ทโฟนเป็น อายุไม่มาก ชอบหาข้อมูล เราจะเข้าใจบริบทว่าชีวิตเค้าเป็นยังไง ผ่านอะไรมาบ้าง มีปัญหาอะไรที่ทำให้ชีวิตเค้าไม่มีความสุข

พอเล่าในมุมผู้ใช้เราจะโยงไปได้เลย ว่าผลกระทบในชีวิตเค้าจากปัญหานี้คืออะไร ตั้งโจทย์ให้กับปัญหาของเค้า แล้วอธิบาย reasoning หรือ scenario จากตรงนี้ได้เลย คนที่ฟังจะตามง่ายมาก

น้องกลุ่มนึงยกสถานการณ์มาจากข่าว ว่าคนโดนหลอกให้โอนเงิน โดนปลอมตัวตน แล้วมัน impact มากๆ เรานึกถึงพี่ๆ YWC จะชอบยกตัวอย่างโลกจริง ซึ่งเป็นอีกวิธีที่ทำให้คนฟังสนใจได้ง่าย

888 Nameless Fanboi Posted ID:s3HOtqF03F

ในเชิงธุรกิจ พอเรารู้ว่าคนกลุ่มไหนเป็น Cookie Monster ที่จ่ายหนัก เราจะรู้ว่า Life-Time Value ของลูกค้าเราที่ได้รับมาสำหรับแต่ละคน จะคุ้มกับ Customer Acquisition Cost ที่เสียไปมั้ย ดีไปอีก

แนะนำให้ไปดู Pitch ของ DTAC Accelerate หรือ TechCrunch Disrupt จะเล่าเรื่องแนวนี้หมด จะเป็นพิชที่ทรงพลังมาก!

III. ไม่เน้นคุณค่าที่ผู้ใช้ และภาคธุรกิจจะได้รับ

เวลา Apple เล่าถึงโปรดักต์ เค้าจะพูดถึงตลอด เช่น กล้องทำให้เราเก็บความทรงจำดีๆ ในครอบครัวได้ แทนที่จะเล่าเป็น feature หรือ technical detail ซึ่งไม่ได้มี impact อะไร

การเล่าเรื่องจากคุณค่า เป็นสิ่งที่จะทำให้พิชเราทรงพลังขึ้น พอเล่าเรื่องจาก Persona แล้ว ก็ต้องสื่อให้ได้ด้วยว่าคนคนนั้นจะได้คุณค่าอะไรกลับไปบ้าง ประสบการณ์ในชีวิตเค้าจะดีขึ้นยังไงบ้าง

หลายกลุ่มทำโปรเจคมาตั้งใจมาก แต่พอลงดีเทลกับ UI และฟีเจอร์เยอะ แอพฉันทำได้ทุกอย่าง แล้ว Persona ไม่รู้ ไม่ได้ชูคุณค่า เล่าเรื่องไม่ได้ เลยน่าเสียดายว่าคนฟังก็ไม่อิน

ถ้าทำ B2B ต้องตอบได้ว่า value-added ของประหยัดเงินหรือประหยัดเวลาของพนักงานได้เท่าไหร่ คุ้มมั้ยที่จะลงทุน Return on Investment เท่าไหร่ ลงทุนไปแสนนึง แต่ได้ margin แค่ครั้งละ 1% ต้องใช้เยอะขนาดไหนถึงจะคุ้มทุน เมื่อไหร่จะ break even แล้วเริ่มทำกำไร

ทุกคนมีคู่แข่งหมด แต่ไม่ค่อยยกคุณค่าของตัวเองว่าเราดีกว่าคู่แข่งยังไง เรามีคู่แข่งอะไรบ้าง ทำไมเราถึงอยู่ใน blue ocean พอตอบคำถามนี้ไม่ได้ คุณค่าในงานที่เราทำจะด้อยลงเลย

IV. ไม่หา Insight และตั้งโจทย์จาก Insight ที่ได้รับ

หลายกลุ่มได้รับโจทย์มาจาก Stakeholder (คือผู้ประกอบการ เพราะทำ Corporate Innovation) แล้วเอาโจทย์ไปทำตรงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์

เราอยากให้ตั้งคำถาม 5 Whys ว่าทำไมถึงเกิดปัญหานี้ ลองหา Insight เพิ่มเติมจากการสัมภาษณ์และตั้งคำถาม และเข้าใจ Customer Journey ของผู้ใช้ที่มีปัญหาจริงๆ แล้วโจทย์ของเราจะเปลี่ยนไปในทางที่ดี

Stakeholder หรือ Customer เราก็ไม่ได้เข้าใจปัญหาดีหรอก เค้าบอกแค่อยากได้แอพแบบนี้ เกมแบบนี้ แต่เราไม่ต้องไปสร้างตามเค้าก็ได้ ไม่ต้องไปถามเค้าว่าแบบนี้ดีมั้ยด้วย ถอยหลังมาหนึ่งก้าวก่อน

ลองตีกรอบคำถามให้เราเข้าใจ Insight และ Journey ว่าชีวิตเค้าเป็นยังไงบ้าง มีอะไรบ้างที่เราไม่รู้มาก่อน เอาข้อมูลที่ได้มาใช้ในการตั้งโจทย์ และคิดวิธีการแก้ปัญหา

หลายกลุ่มทำ data analytics มาอย่างดี แต่ทำ data storytelling ไม่เป็น ไม่เล่าเรื่องจาก insight ที่ได้รับ ว่ามีอะไรบ้างที่ actionable ให้ภาคธุรกิจเอาไปใช้งานต่อได้บ้าง

---

ทุกกลุ่มตั้งใจทำมามาก ทำมากันเยอะมาก แต่ในมุมมองของคนฟัง storytelling is king. ถ้าเราเห็นภาพ Persona ชัดเจน, ปู Story เข้าถึงผู้ฟัง เห็น Value และ Impact ชัดเจน เราว่างานจะออกมามีประกายมากๆ

889 Nameless Fanboi Posted ID:s3HOtqF03F

"เราย้ายสัญชาติไปเมกาฯ ดีมั๊ย"

คำพูดจากภรรยาระหว่างทำอาหารเช้ากินกัน หลังจากทราบข่าวเรื่องการยุบพรรคอนาคตใหม่

วินาทีแรกที่ได้ยิน ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่พูดไปงั้นๆ เป็นไปไม่ได้หรอก มันไกลตัวเกินไป

แต่หลายชั่วโมงต่อมา ยอมรับจริงๆว่า ความคิดเรื่องนี้เริ่มมาวนเวียนอยู่ในหัวหลายครั้ง

ภาพความทรงจำเก่าๆ หลายภาพมาปะติดปะต่อกัน จนเกิดเป็นภาพจินตนาการเปรียบเทียบว่า ถ้านับตั้งแต่ Day1 จากวันนี้ ระหว่างอยู่ไทยกับอยู่เมกาฯ 20 ปีผ่านไป ตัวเรา ครอบครัวเรา ลูกเราจะมีชีวิต และความนึกคิดต่างกันอย่างไรบ้าง

แล้วสมองก็เริ่มส่งข้อมูลมาว่า เคยได้ยินว่า เมกาฯ ซื้อสัญชาติได้นี่หว่า (ราคา 30 ล้านบาท) อันนี้ได้ยินจากผู้ใหญ่ที่ซื้อจริงๆแล้วด้วย หรือ นึกได้ว่ามีเพื่อนคนนึงเห็นมันอยู่เมกาตั้งแต่เรียนจบเป็นสิบปีเลย มันทำไงฟะ??

แล้วภาพความทรงจำก็ลอยขึ้นมาเป็นเรื่องๆ

ส่วนตัวเคยไปทำงานอยู่ USA พักนึง รู้สึกได้เลยว่า เรามีอิสระในการคิดการพูด 100% ไม่ต้องห่วงว่าอีกฝ่ายจะอายุเท่าไหร่ เพศอะไร ตำแหน่งอะไร คิดอะไร ถ้าเห็นว่าเกิดประโยชน์หรือถูกต้องก็พูดได้เลย

แต่พออยู่ในไทยทุกอย่างนี่ต้องระวังไปหมดทุกอย่าง แม้กระทั่งเจอคนแปลกหน้าซักคน เราต้องใช้สมองคิดละว่า จะเรียกเค้าว่าอะไร พี่, ท่าน, คุณ, ลุง, เจ๊, น้อง ฯลฯ เรียกได้ว่าลำดับชั้นวรรณะกันทุกวินาที ทุกหย่อมหญ้าจริงๆ

ในขณะที่เวลาคุยกับฝรั่ง จะแก่ จะท่านยังไงก็เรียก You

ระบบการศึกษา ระบบภาษา ระบบการปกครอง แม้กระทั่งการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ในบ้านเรา สอนให้คน...

นอบน้อมต่อความอาวุโส ต่อยศตำแหน่ง ต่อฐานะการเงิน ต่อรถที่ขับ ต่อยี่ห้อนาฬิกา มากกว่า ความคิด สมอง จิตใจ และความถูกต้อง

นอบน้อมต่อสิ่งเก่าๆ แม้ว่าสิ่งเหล่านั้นจะฟังดูไม่มีเหตุผลขนาดไหนก็ไม่เคยคิดจะตั้งคำถาม เพราะคนที่ตั้งคำถามมักจะมีภัยมาเยือนเสมอ

ทำๆตามเค้าไป ใครๆก็ทำกัน

ครั้งหนึ่งผมเคยทำของสำคัญหายที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง ก็เลยไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ

ถ้าใครเคยไปแจ้งความตำรวจจะเข้าใจดีว่า มันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป คือเจ้าหน้าที่ตำรวจดูนิ่งเฉย และไม่คิดจะช่วยอะไรแม้แต่น้อย มีข้ออ้างเยอะแยะไปหมด

ตอนนั้นเราก็ไม่รู้จะทำยังไง จึงโทรปรึกษาเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่อยู่ในแวดวงการเมืองหน่อยๆ ว่าจะทำอะไรได้บ้าง

สิ่งที่เพื่อนคนนี้ช่วยเหลือคือ ติดต่อผู้กำกับใหญ่ประจำจังหวัดนั้นให้

หลังจากนั้นวันรุ่งขึ้น... เหมือนหนังคนละม้วน ตำรวจหลายนาย ไปลงพื้นที่ตรวจค้นรีสอร์ท และพนักงานรีสอร์ททันที

(เป็นจิตวิทยากดดันให้รีสอร์ทดูมีความวุ่นวาย กระทบภาพลักษณ์)

จนทางเจ้าของรีสอร์ทยอมเจรจา และชดใช้ค่าเสียหายในที่สุด

พอเสร็จเรื่องผมก็โทรหาเพื่อนสนิทคนนี้เพื่อขอบคุณทันที ก่อนวางสายเพื่อนรบกวนให้ช่วยโทรขอบคุณผู้กำกับท่านนั้น พร้อมแนะนำว่าถ้ามีโอกาสให้ซื้อของ หรือกระเช้าและแวะเข้าไปฝาก เพื่อขอบคุณอย่างเป็นทางการ เพื่อรักษา connection ของเพื่อนคนนี้ไว้ (อธิบายง่ายๆเหมือนเพื่อนคนนี้เบิกบุญมาให้เราใช้ล่วงหน้ากับ connection นี้)

ผมทำตามคำแนะนำของเพื่อนด้วยความเต็มใจ แต่ชื่นชมที่ผู้กำกับท่านนี้บอกว่าไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อย และไม่ต้องเข้ามาเยี่ยมเยียนหรอก ลำบากเราเปล่าๆ

ยอมรับว่าตอนนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดทำให้เราคิดว่า
"การมีเส้นสายนี่ดีจริงๆนะ"

ทำให้เราได้รับการปฏิบัติที่เหนือกว่าตอนไม่มีทันที

แต่เมื่อเช้านี้ คำพูดของแฟนทำให้ผมฉุกคิดถึงเหตุการณ์นี้อีกครั้งว่า

"เอ๊ะ เราจ่ายภาษีไปแล้วไม่ใช่เหรอวะ ตำรวจควรจะทำหน้าที่ของตัวเอง โดยไม่ต้องให้ผมไปรบกวนเพื่อน และผู้กำกับท่านนี้หรือเปล่า"

ดูเหมือนกับว่า...

เราใช้เส้นสายและกำลังภายในกันจนไม่รู้แล้วว่า หน้าที่ของแต่ละคนคืออะไร สิทธิ และเสรีภาพของแต่ละคนคืออะไร

กฎหมายหลายครั้งเหมือนอากาศ ไม่รู้มีไว้ทำไม เขียนไว้ทำไม เพราะกฎหมายก็เกิดจากคนร่างขึ้นมา และบังคับใช้

แต่ดูเหมือนหลายครั้งคนบังคับใช้ และคนใช้ วางเรื่องเหล่านี้ไว้บนหิ้ง แล้วมาใช้วิธีแบบไทยๆกันดีกว่า ก็คือ

"คุณต้องทำให้ผมพึงพอใจกว่ามาตรฐานนะ ผมถึงจะทำหน้าที่ของผม และคุณจะได้สิทธิของคุณ"

หรือจริงๆ เค้าอาจจะคิดว่า การใช้เส้นสายหรือใต้โต๊ะคือมาตรฐานไปแล้ว

(เล่าถึงตรงนี้ก็ต้องบอกเพื่อให้เครดิตก่อนว่า ผมรู้สึกขอบคุณเพื่อนและผู้กำกับคนนั้นจากใจจริง และรู้ว่าเค้าช่วยผมจากความปรารถนาดีจริงๆ)

ตัดภาพไปที่ตอนผมอยู่ USA มีครั้งหนึ่ง ผมเคยโดนรถชนตอนขี่จักรยาน ตัวผมลองจากจักรยาน กระเด็กไปหลายเมตร ผลลัพธ์คือจักรยานงอ แต่ผมบาดเจ็บนิดหน่อย (คนเหล็กว๊อย)

ด้วยสติตอนนั้นมั่นใจว่า ไม่ถึง 3 นาที หลังจากถูกชน

มีรถพยาบาล และรถตำรวจมาถึงแล้ว!!

และรถพยาบาลก็ประถมพยาบาลผมทันทีอย่างมืออาชีพ ตำรวจเข้ามาถามไถ่ว่าบ้านอยู่ที่ไหนยังไง และก็พามาส่ง

890 Nameless Fanboi Posted ID:s3HOtqF03F

หลังจากนั้น 1 สัปดาห์...
มีทนายของคนที่ขับรถชนผมมาขอพบผมที่บ้านพัก เพื่อเจรจาชดใช้ค่าเสียหาย ทั้งจักรยาน และชั่วโมงค่าแรงที่เราหายไปจากการไม่ได้ไปทำงาน หลังจากเจรจา เซ็นต์เอกสารกันปุ๊บก็ได้เงินสดทันที

ตอนนั้นผมงงมากว่า ผมไม่มีความรู้ และไม่มีความคิดจะไปเอาเรื่องอะไรเลย ทำไมถึงจริงจังขนาดนี้

ผมคิดเหตุผลออก 2 อย่าง
1. คนที่ชนผม มีสามัญสำนึกต่อสิ่งที่ถูกต้องอย่างสูงมาก ยืดอกรับผิดชอบทั้งที่เรื่องผ่านไปแล้ว

2. กฎหมายที่นั่นอาจจะแรงมาก ถ้าผมไปฟ้อง เรื่องอาจจะใหญ่กว่านี้ เค้าเลยป้องกันไว้ก่อน

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไหน ผมคิดว่าสิ่งนี้มันทำให้สังคมไปข้างหน้าได้ คือกฎหมายเป็นกฎหมาย เรื่องถูกต้องก็คือเรื่องถูกต้อง

ตัดภาพกลับมาประเทศไทย เราได้เห็นเว็บดูหนังเถื่อน แผ่นเถื่อนเต็มบ้านเต็มเมือง

เมื่อเจ้าหน้าที่กฎหมายไม่เคยเห็น (แต่คนซื้อเห็น??)
และคนซื้อก็ไม่สนใจว่าจะถูกจะผิด ขอกูประหยัดไว้ก่อน ใครๆเค้าก็ทำกัน

คนที่เป็นเจ้าของธุรกิจสีเทาพวกนี้รวย ส่วนคนที่ทำงานสร้างสรรคอยู่ไม่ได้ แถมคนที่ทำธุรกิจสีเทา ก็เอาเงินที่ได้มาอย่างผิดๆ มาทำธุรกิจสีขาว กลายเป็นพวกทำธุรกิจสีขาวอย่างเดียวเสียเปรียบอีก แล้วเจ้าหน้าที่รัฐที่โกงสนับสนุนพวกนี้ก็รวยขึ้นๆ และคนรอบข้างก็เชิดชูวัตถุอยู่แล้ว ก็ชื่นชม

สรุปแล้วเลยทำให้ประเทศนี้มีโจรในคราบอาชีพต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะโกงแล้วได้ไปต่อ คนทำทุกอย่างถูกต้องถ้าไม่เก่ง และแกร่งโคตรๆจริงๆ ก็จะสูญพันธุ์มีน้อยลงไปเรื่อยๆ

เคยมีเพื่อนที่ทำธุรกิจกับภาครัฐเล่าให้ฟังว่า ในต่างจังหวัด พวกนักการเมืองท้องถิ่นที่คดโกง แม่งก็รวยเอาๆ แล้วเมืองเค้าก็เจริญขึ้นๆ สมัยหน้าชาวบ้านก็เลือกเค้าอีกเรื่อยๆ แล้วเมืองก็ยิ่งเจริญขึ้นไปเรื่อยๆ

ส่วนอำเภอไหน นักการเมืองเป็นพวกซื่อตรง ไม่โกง ก็จะไม่ค่อยได้งบ เมืองนั้นก็จะทรุดโทรม และสุดท้าย คนดีๆก็จะไม่ถูกเลือกอีกในสมัยหน้า

ทีนี้พอประเทศเต็มไปคนคดโกง คนต่างชาติที่ทำผิดกฎหมาย ถ้าต้องเลือกหนีไปประเทศที่เส้นสายได้ กับเส้นสายไม่ได้จะเลือกไปที่ไหน?

สุดท้ายคนโกงต่างชาติก็มากระจุกตัวในไทยอีก เป็นวงจรอุบาทว์ไปเรื่อยๆ

ถามว่า แล้วผมเองเคยโกงมั๊ย? บอกได้เลยว่าเพียบ

ตั้งแต่ประถมซื้อเกมเถื่อนมาตลอด
โตมามัธยมก็โหลดบิทรัวๆ
โตมามหาลัยก็ดูหนังฟรีตามเว็บ
ตอนเริ่มขับรถใหม่ๆก็เคยเมาแล้วขับแล้วยัดเงินตำรวจ

จนมีครั้งหนึ่งเราโพสต์ใน FB ว่า โหลดบิทหนังเรื่องนึงมาดูสนุกมากๆ โดยไม่ได้คิดอะไร

"ขโมยหนังดูเค้าเรียกว่า โจร นะครับ"

คอมเม้นท์จากผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง

ประโยคนั้นทำเอาหน้าชา และก้องอยู่ในใจมานับตั้งแต่วันนั้น

ตั้งแต่นั้นมาผมก็ซื้อหนัง เพลง และเกมส์ถูกลิขสิทธิ์ 100% มาตลอด

เงินที่เสียไปเยอะขึ้น แต่มันกลับได้ความรู้สึกทางบวกอะไรบางอย่างมาแทนที่ สิ่งนั้นอาจจะเป็นความภูมิใจในตัวเองก็ได้

ว่าอย่างน้อยยังมีเรื่องที่กูทำเรื่องที่สมควรทำบ้างวะ ท่ามกลางเรื่องผิดๆอีกเยอะแยะที่เราก็ยังทำอยู่ทุกวันนี้

เคยมีคำพูดว่า

"สังคมที่เลวเกิดจาก คนส่วนใหญ่เห็นคนเลว แล้วไม่คิดจะทำอะไร"

โดยเฉพาะถ้าคนที่ทำเลว อาวุโสกว่าเรา หรือตำแหน่งใหญ่กว่าเรา หรือแม้แต่เป็นคนแปลกหน้า คนส่วนใหญ่จะไม่กล้าเตือนกัน

ประมาณซัก 7 ปีก่อน ผมเคยไปดำน้ำสน๊อคเกิ้ลที่ภูเก็ต และเอาอาหารปลาลงไปให้ปลาด้วย

มีฝรั่งตะโกนลงมาจากเรือว่า "Don't feed them!!" ในขณะที่ตัวผมอยู่ในทะเลหน้าชา ทั้งโกรธ ทั้งอาย และทำอะไรไม่ถูกอยู่นั้น

ปากผมมันก็ถามกลับออกไปโดยอัตโนมัติว่า "Why??"

ฝรั่งตอบกลับมาผมจำใจความได้ว่า มันกระทบกับระบบนิเวศน์

พอผมได้ยิน ก็ยังอายอยู่ แต่เข้าใจ และเลิกให้อาหารปลานับตั้งแต่นั้นมา

คำถามคือ ถ้าเป็นคุณจะกล้าเตือนผมมั๊ย?

และถ้าเป็นหัวหน้างานคุณ ญาติผู้ใหญ่คุณ คุณจะกล้าเตือนเค้าแบบนี้มั๊ย?

คุณจะยึดถือความอาวุโส ความเกรงใจ หรือความถูกต้องมากกว่ากัน

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกได้ว่า ครั้งหนึ่งตอนปี 3 ผมเคยนั่งรถไฟไปดูคอนเสิร์ตที่ชะอำคนเดียว แล้วเจอพระรูปหนึ่งสูบบุหรี่ในรถไฟ มองไปข้างๆที่นั่งของพระ มีป้ายห้ามสูบบุหรี่

มีคนยืนกันแน่นรถไฟ ถ้าเป็นคุณจะทำยังไง?

ณ วันนั้นผมเห็นปุ๊บ ผมด่าพระโชว์คนเลย เพราะโกรธที่เห็นพระแท้ๆ เสือกทำผิดอีก

สุดท้ายนี้ก็หวังว่าโพสต์นี้จะทำให้ตัวผมเอง ทำเรื่องที่รู้อยู่แก่ใจว่าผิดน้อยลง กล้าเตือนคนอื่นในเรื่องที่ถูกต้องมากคิด เพื่อหวังว่ามันจะช่วยเปลี่ยนสังคมให้ดีขึ้นได้บ้าง

ปล. ความคิดเรื่องย้ายสัญชาติ อีกใจหนึ่งผมก็คิดว่าเป็นความคิดที่เห็นแก่ตัว เป็นความคิดของคนที่ "ไม่ทน" แต่ "จำยอม"

891 Nameless Fanboi Posted ID:Tbh6GEnKRn

>>889 >>890 เมื่อคิดอยากเป็นผู้กล้าก็จงรับผลที่ตามมาด้วย บ้านเราพลเมืองดีเสียเลือดเสียเนื้อเสียชีวิตได้ง่ายๆ ถ้าไปเจอคนหัวร้อน นึกถึงเจ๊ยุ่นที่ขวางมอไซค์ขึ้นทางเท้า ที่ไม่มีใครลงมือทำร้ายจริงๆ เพราะสังคมไทยจะผิดจะถูกก็รับไม่ค่อยได้เรื่องทำร้ายผู้หญิง แต่มีเหตุการณ์เดียวกัน ฝรั่งผู้ชายไปห้ามวินมอไซค์ ผลคือเจอวินเอาหมวกกันน็อกฟาดหัวแตก

892 Nameless Fanboi Posted ID:..tlftZ1yp

ถ้าเธอปล่อยเบลอการยึดอำนาจ แต่มาด่าการชุมนุมตามสิทธิว่าสร้างความวุ่นวาย เธอคือคนโง่ในระบบอันโสมมนี้

893 Nameless Fanboi Posted ID:..tlftZ1yp

ให้ลุงตู่ออกไปเลือกตั้งใหม่​ ลุงตู่ก็ชนะอีกอยู่ดีละครับ​ เหตุผลก็เหมือนเดิม​ คือเราไม่เอาพรรคที่โกงชาติมาหลายๆครั้ง​ และมีแนวคิดล้มล้าง​สถาบัน​มาปกครอง​ประเทศ​แน่นอน

894 Nameless Fanboi Posted ID:6CefaFhbF3

>>889-890 คิดจ่าย 30 ล้านหน้าไม่ชาบ้างล่ะครับ

895 Nameless Fanboi Posted ID:QbmFuJ2yv.

>>892 ยึดอำนาจมีมาแทบทุกปีไม่เบื่อหราคับ

896 Nameless Fanboi Posted ID:t/fMFihLaX

เปลี่ยนสัญชาตเป็นมะกัน ถ้าเป็นช่วง obama ออกนโยบาย อยู่ที่ประเทศไหนทำอะไรที่เกี่ยวกับมะกันก็ต้องจ่ายภาษีกลับอเมริกาทุกเม็ด (เป็น ผัว เมียคนมะกันอยู่ ตปท ก็ต้องจ่าย)​ จะคิดแบบนี้ไหมหว่า

897 Nameless Fanboi Posted ID:..tlftZ1yp

จุดจบของเราเริ่มขึ้นในวันที่เราไม่พูดในสิ่งที่ต้องพูด
.
.
.
.
.

ในหนังสือของ Dave Trott ชื่อ One plus One equals Three เล่าถึงเหตุการณ์นึงที่ประเทศไทยที่ผมคิดว่ามันอัศจรรย์มากครับ

.
Boxing Day คือวันหลังวันคริสมาสต์หนึ่งวัน คำนี้เริ่มใช้ในอังกฤษมานานมากแล้ว เป็นวันแห่งความสุขเพราะเป็นวันที่จะได้แกะของขวัญคริสมาสต์

.
.
ในวัน Boxing Day เมื่อ 15 ปีที่แล้ว Tilly Smith และครอบครัวซึ่งเป็นชาวอังกฤษมาพักผ่อนที่ภูเก็ต

.

.
.
เช้าวันนั้นอากาสดี แสงแดดที่ส่องยิ่งทำให้หาดไม้ขาวดูสวยงาม สงบ และสดใส
.
พวกเขาออกมาเดินเล่นที่ชายหาด
.
และ Tilly ซึ่งอายุเพียง 10 ขวบก็สังเกตว่าบางอย่างผิดปรกติ คือน้ำลดลงไปไกลมากๆ และมีฟองเล็กๆเหมือนเบียร์ในแก้ว ภาพนั้นคล้ายกับภาพที่เธอเคยเห็นในวิชาภูมิศาสตร์ที่เธอเคยเรียน
.
ภาพนั้นเป็นภาพวีดีโอขาวดำของเมืองฮาวายเมื่อปี 1946 ซึ่งเป็นวีดีโอเดียวที่บันทึกภาพสึนามิไว้
.
คำว่าสึนามิในตอนนั้น คนยังไม่ค่อยรู้จักกันเลย
.
เธอเล่าให้แม่ฟัง แต่แม่ไม่เชื่อเธอ ซึ่งก็ไม่แปลกครับ เพราะอย่างที่บอกคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักคำว่าซึนามิกันเลย
.
ทุกคนดำเนินชีวิตกันต่ออย่างปรกติ ไม่มีใครรู้สึกว่ามีอะไรผิดปรกติ แม้แต่คนดูแลความปลอดภัยประจำหาด
.
แต่เด็กผู้หญิง 10 ขวบคนนี้ไม่ยอมครับ

.
เธอตะโกนบอกพ่อเธอ เธอมั่นใจมากว่ากำลังมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น
.
ลองคิดตามนะครับว่าพ่อของเธอต้องลังเลมากๆที่จะบอกคนอื่นต่อ เพราะถ้ามันไม่มีอะไรละก็ นี่จะเป็นการสร้างความแตกตื่นที่ไม่จำเป็น และคนท้องถิ่นทุกคนที่อยู่แถวนั้นก็ไม่เห็นว่าจะรู้สึกมีอะไรผิดปรกติ
.
พ่อของ Tilly ต้องตัดสินใจ
.
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าสำหรับชาวอังกฤษ​ การขายหน้าเป็นสิ่งที่เลวร้ายมาก
.
แต่ด้วยความไม่ยอมของ Tilly พ่อของเขาตัดสินใจบอกเจ้าหน้าที่โรงแรม ซึ่งในที่สุดแล้วทำให้ทุกคนถูกอพยกจากหาดไปอยู่ที่ชั้นสามของโรงแรม
.
ทุกอย่างเงียบสงบ
.
ก่อนที่คลื่นลูกแรก จากสามลูกใหญ่ จะโถมเข้ามา
.
คลื่นยักษ์คร่าชีวิตผู้คนไปรวม 250,000 คน ใน 13 ประเทศ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่โดนหนักที่สุด เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งนึงของโลกก็ว่าได้
.
มีเพียงชายหาดเดียวที่ไม่มีผู้เสียชีวิตเลย
.
คือหาดไม้ขาวที่ครอบครัวของ Tilly อยู่ เพราะทุกคนบนหาดอพยพกันทัน
.
ทั้งหมดเกิดมาจากความไม่ยอมแพ้ของ Tilly Smith เด็กอายุ 10 ขวบ

.
หนึ่งร้อยกว่าชีวิตวันนั้น รอดมาได้เพราะเธอ
.
เพราะเธอยืนกรานที่จะพูดในสิ่งที่เธอเชื่อว่าถูกต้อง
.

ผมคิดว่าเรื่องนี้มันสำคัญมากกว่าที่เราคิด
.
ถ้าเราไม่พูดในสิ่งที่เราเชื่อว่าถูกต้อง หรือไม่ดึงดันพอที่จะพูด
.

บางครั้งเราอาจจะไม่ได้มีโอกาสพูดอีกเลย

.
เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่ Martin Luther King เคยกล่าวไว้ว่า
.
.
“Our lives begin to end the day we become silent about things that matter.”
.
.
“จุดจบของเราเริ่มขึ้นในวันที่เราไม่พูดในสิ่งที่ต้องพูด”

898 Nameless Fanboi Posted ID:E2fC73CBtB

>>894 30 ล้านมันไม่ใช่จ่ายผ่านช่องทางใต้โต๊ะนะมึง เค้าเรียก citizenship by investment มีกฎหมายรองรับทุกอย่าง

899 Nameless Fanboi Posted ID:j9IJJnogoc

มี 30 ล้านก็น่าจะอยู่ไทยสบายระดับนึงละนะ ถ้าไม่ไปเหยียบตีนใครเข้า

900 Nameless Fanboi Posted ID:..tlftZ1yp

Rise of Skywalkers บันทึก

พื้นฐานจริงๆ เป็นคนไม่ชอบม็อบ ไม่ชอบที่ม็อบกีดขวางการคมนาคม และรบกวนคนในพื้นที่ใกล้เคียง แต่เคยไปมาแล้วหลายม็อบ ทั้งเหลือง แดง กปปส.

แต่ละครั้งที่ไปม็อบจะชอบไปนั่งฟังว่าเขาปราศรัยอะไรกัน เนื้อหาเน้นไปที่อะไรบ้าง สำรวจของแจก และอาหาร บางทีก็จะไปนั่งคุยกับคนที่อยู่ในการชุมนุม ผมเชื่อว่า ไม่ว่าจะมีความเห็นทางการเมืองเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ก็ควรได้นั่งคุยกันดีๆ

ม็อบที่ประทับใจที่สุดคือสมัยเรียนอยู่อังกฤษแล้วลองไปร่วมชุมนุมประท้วงจอร์จ บุช (ที่กำลังบุกอิรักในช่วงนั้น) มาเยือนอังกฤษ เพราะเนื้อหาการปราศรัยและเอกสารที่แจก มีการคุยเรื่องท่าทีทางการเมืองของอังกฤษว่าการต้อนรับบุชแปลว่าเห็นด้วยกับการทำสงคราม, งบประมาณและกำลังคนในการอารักขาบุช ประเมินมาแล้วเป็นเงินเท่าไหร่ ทำไมต้องเอาภาษีมาใช้แบบนี้ เพิ่งมีการประกาศลดเงินเดือนครูไปนะ ฯลฯ ที่สำคัญ พวกใบปลิวและกราฟิกป้ายประท้วง แม้เป็นงานทำมือแต่ก็สวยดี มีไอเดีย พวกที่เป็นข้อความก็จะแดกดันจิกกัดแบบอังกฤษนั่นแหละ

วันนี้ที่ตั้งใจไปเพราะอยากไปสำรวจโครงสร้างประชากรในกลุ่มผู้ชุมนุม และอยากรู้ว่าจะพูดคุยอะไรกัน ตอนไปถึงก็เจอเพื่อนคนนึงที่แค่ผ่านมาช็อปปิ้ง ทักว่า “ไม่ใส่หมวกส้มเหรอวะ” เลยตอบไปว่า “วันนี้ไม่ได้มาเพื่อพรรค และไม่ได้มาให้กำลังใจใคร”

ไปถึงตอนสี่โมงนิดๆ คนยังไม่แน่น สามารถเข้าไปประชิดตัวอ.ปิยบุตร และคุณช่อได้เลย แต่ไม่ได้รู้สึกว่าต้องเข้าไปแย่งกันถ่ายรูป แอบมองว่านักข่าวสำนักไหนมาเตรียมพร้อมกันบ้าง ก็ครบดี เห็นเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งแจกป้ายกระดาษ A4 ให้คนที่มาชุมนุม เป็นข้อความว่า “อย่าข้ามหัวประชาชน”, “เพื่ออนาคตเรา” คนที่มีป้ายแบบเขียนมาเองมีจำนวนน้อยมาก รู้สึกไม่ค่อยโอเค จริงๆ ก็มีกระดาษสีและปากกาหัวตัดในกระเป๋านะ คิดว่าจะนั่งเขียนให้คนอื่นดีไหม แต่ไม่ทำ เดินเล่นสำรวจต่อ

พอคนเริ่มแน่นขึ้น เด็กหนุ่มกลุ่มที่แจกป้ายกระดาษเริ่มมาคอยบอกคนที่เพิ่งมาถึงว่าแกนนำอยู่ตรงไหน ให้เดินไปทางไหน พวกเขาคงเป็นอาสาสมัครของพรรคอนาคตใหม่ คนที่มาสร้างสีสันเริ่มมีมากขึ้น ทั้งชุดไดโนเสาร์ สมาชิกพรรคอนาคตใหม่จากต่างจังหวัด คุณจอห์น วิญญู (ที่ผู้ชุมนุมที่มีอายุหันไปกระซิบถามกันว่านั่นใคร)

มองลงไปข้างล่าง เนื่องจากเร็วๆ นี้จะต้องมีติดตั้งงานศิลปะของตนเองและทีมที่ลานหน้าหอศิลป์ จึงแอบเป็นห่วงเล็กน้อย เห็นผลงานบางชิ้นของโชว์เดียวกันที่มาติดตั้งแล้วก็ได้แต่ภาวนาด้วยความเห็นใจว่าอย่าได้ชำรุดเสียหายเลย

เห็นเพื่อนคนนึงโพสต์เช็คอินว่าจะมาขายไข่เจียว แต่ก็ไม่เห็นแผงไข่เจียวนะ เห็นแต่รถขายหวยมากันหลายคัน ซักพักเดินเอาหวยขึ้นมาขายข้างบนด้วย

เท่าที่เห็น คิดว่ามีกลุ่มคนรุ่นใหม่ วัยรุ่น น้อยกว่าที่ควร แต่ไม่ได้น้อยกว่าที่คิด ที่คนเขาสบประมาทไว้ว่าผู้สนับสนุนอนาคตใหม่สงสัยจะมีแต่นักเลงคีย์บอร์ดก็คงมีส่วนถูกนะ แต่กลุ่มอื่นก็มี และเชื่อว่าในวันนี้คนที่ไม่ได้เชียร์อนาคตใหม่ ไม่ได้ปลื้มธนาธร ก็มี แต่ไม่รู้จะแยกแยะยังไง

เจอคุณแม่ที่มากับลูกวัยรุ่นที่หน้าตาดูยังไม่อินการเมือง แต่ห่วงแม่ ส่วนคุณแม่พยายามอธิบายลูกว่าทำไมต้องมา น่ารักดี 🙂 เห็นการทักทายเพื่อนฝูงที่มาเจอกัน เราก็เจอเพื่อนบ้าง แต่ไม่ได้เจอทุกคนที่เรารู้ว่าอยู่ตรงนั้น

มีการตะโกนโต้กัน “ประยุทธ์” - “ออกไป” ซึ่งเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและเอือมระอาในน้ำเสียง ทำให้แอบคิดว่าจะมีทางไหนที่สามารถขับเคลื่อนมวลชนได้โดยไม่ใช้ความเกลียด และเคียดแค้น เป็นแรงขับได้บ้างไหมนะ?

ได้คุยกับน้องที่เพิ่งเคยมาม็อบเป็นครั้งแรก เขาดูตื่นเต้นดี เรารู้สึกว่า...ครั้งแรกของทุกอย่างมันก็ตื่นเต้นเสมอแหละ ถ้ามันเกิดบ่อยๆ แล้วกระทบชีวิตการงานของคุณ หรือเริ่มมีความรุนแรงก็จะไม่สนุกแล้ว

เขาบอกว่าน่าสงสัยที่ BTS เสียหลายชั่วโมงแต่ไม่มีการอัพเดทบ่อยๆ เป็นระยะ บน twitter เหมือนทุกครั้ง ... ก็จริงนะ 🙂

901 Nameless Fanboi Posted ID:..tlftZ1yp

ถูกใจที่สุด คือ มีลุงอายุน่าจะใกล้ 70 ผมขาวทั้งหัว ตะโกนสุดเสียง เนื้อหาประมาณว่า “ขอให้ประเทศไทยได้ไปสู่อนาคตที่ดีกว่า ขอให้ฟังเสียงของคนรุ่นใหม่ นี่เป็นยุคสมัยของคนรุ่นใหม่ คนรุ่นผมอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว” ผมหันไปยิ้มให้ลุง คิดในใจตามประสาคนรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ว่า ตอนเราแก่จะเป็นคนแก่แบบไหนนะ

ไม่โอเคที่สุด คือ มีวัยรุ่นสองคนเดินผ่านจุดชุมนุม คุยกันว่า พ่อแม่ไม่อยากให้เข้าร่วมม็อบ คนนึงกำชับเพื่อนว่าไม่ควรเช็คอิน ห้ามเซลฟี่ ห้ามกดไลค์ด้วย เข้าใจความเป็นห่วงของคุณพ่อคุณแม่นะ แต่ตอนนี้แปลว่าประชาชนยอมรับโดยปริยายว่ามีการสอดแนม และต้องเซ็นเซอร์ตัวเองเหรอ

ผมเดินออกจากที่ชุมนุมมาพักในห้างตอนที่ธนาธรมาถึง นั่งดู fb live แล้วก็พบว่าสิ่งที่ธนาธรพูดก็คือเรื่องที่เดาได้อยู่แล้ว ถือว่ามารับรู้ว่า... โอเค การลงถนนกลับมาอีกครั้ง ขอให้จัดการให้สร้างสรรค์ แล้วก็ดูแลไม่ให้เกิดความรุนแรงก็แล้วกัน

มองจากมุมสูง เห็นคนเต็มสกายวอล์ค และเต็มลานหน้าหอศิลป์ อดคิดถึงช่วงปี 2013 ไม่ได้ ตอนที่ม็อบยังไม่บานปลายจนเละเทะ ผมก็ได้มาร่วมเดินขบวนกับชาวจุฬา ตอนที่ม็อบกปปส.ตั้งเวทีก็เคยมาสังเกตการณ์บ้าง หลังจากนั้น ตอนที่เริ่มมีการก่อสร้างสกายวอล์คแล้วมีการกั้นพื้นที่ลานหอศิลป์ เพื่อตั้งฐานรากของสกายวอล์ค คนที่คิดอะไรก็โยงการเมืองไปหมดออกมาบ่นกันว่าเป็นการแย่งชิงพื้นที่ในการแสดงออก แต่ตอนนี้ได้ข้อสรุปแล้วว่า สกายวอล์คทำให้พื้นที่ตรงนี้รองรับผู้ชุมนุมได้มากขึ้น 😛

ป.ล. มีเพื่อนถามว่าที่คุณช่อให้คนเขียน Post-it นั่นใช่ฝีมือผมหรือเปล่า - ไม่ใช่นะ 55555

902 Nameless Fanboi Posted ID:..tlftZ1yp

ผลสำรวจ อาชีพการงานของนักเรียนแต่ละเกรด

-นักเรียนเกรด A หัวดี มักเลือกเรียนคณะเด่นๆ จบมาเป็นแพทย์ วิศวกร ผู้เชี่ยวชาญฯลฯ

-นักเรียนเกรด B เรียนรองลงมา ไม่ติดคณะเด่น เลยเลือกเรียนพวกบริหาร เรียนจบแล้วไปเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือองค์กรต่างๆ เป็นเจ้านายของพวกเกรด A

-นักเรียนเกรด C เรียนได้แค่พอผ่านๆ สุดท้ายไปเป็นนักการเมือง เป็นรัฐมนตรี คุมพวกที่เคยเรียนเก่งทั้งเกรด A และ B

-นักเรียนเกรด D พวกหลังห้อง ชอบแกล้งเพื่อน แกล้งครู สุดท้ายรวมหัวกันเป็นแก๊งค์ใต้ดิน สร้างอิทธิพลครอบงำพวก A, B, C อีกที

-นักเรียนเกรด F สอบตกตลอด ออกไปแล้วเป็นโหร เป็นผู้วิเศษ ฟันธงตั้งแต่ชีวิตชาวบ้านไปจนถึงมหาเศรษฐี ทั้งคนดีและคนร้ายต้องพึ่งพาเขาหมด ฟันธง ชี้นิ้ว จิตสัมผัส แก้กรรมให้ทุกคนได้หมด

-กลุ่มสุดท้าย การเรียนไม่แน่นอน สอบได้ A บ้าง B, C, D บ้าง เก่งบ้าง ไม่เก่งบ้าง แต่เป็นพวกมีอิทธิพลสูง มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่มีใครกล้าต่อรองด้วย กลุ่มนี้เรียกชื่อสั้นๆ ว่า "เมีย"

(เครดิต ฟอร์เวิรด์ไลน์)

903 Nameless Fanboi Posted ID:MaTuKEOOqR

เรื่องความรักของชาวเกย์นะ เชื่อฉันไหม คนที่ตกลงเป็นแฟนกันน่ะ 90% มันชอบกันตั้งแต่วันแรกที่เจอกันแล้วล่ะ ในสมองมันตกลงเป็นแฟนกันตั้งแต่ 2 ชั่วโมงแรกแล้ว
ส่วนพวกที่เล่าว่าต้องตามจีบเป็นเดือนๆเนี่ย จริงๆคือมันแอ๊บ! มันแกล้งวางฟอร์ม ทำเป็นเล่นตัวไปงั้นแหละ ในใจมันน่ะตอบตกลงตั้งแต่วันแรกแล้ว แต่มันกลัวว่าถ้าตอบ Yes เร็ว จะโดนหาว่าร่าน อยากมีผัวจนตัวสั่น เลยต้องแอ๊บเป็นนางเอกละครช่อง7 แบบว่า มึงช่วยตามจีบกูหน่อยพอเป็นพิธีละกัน

904 Nameless Fanboi Posted ID:wE9z5xQyzh

ถือเงินสดได้เลยครับ ปีหน้ามีโอกาสไม่รอด

- อสังหาที่ขายไม่หมด
- การชุมนุมที่นักท่องเที่ยวอาจกลัวจะซ้ำรอยการชุมนุมในฮ่องกง
- เศรษฐกิจโลกที่คงอึมครึมอีกชั่วครู่ จนอย่างน้อยก็การเลือกตั้งสหรัฐ
- ประสิทธิภาพการผลิตที่ยังต่ำ

โดยรวม คิดว่าการลงทุนของเอกชนน่าจะชะลอตัวเพื่อดูสถานการณ์ความเสี่ยง กลุ่มงานฟรีแลนซ์หรือเจ้าของธุรกิจส่วนตัวต้องปรับตัวหาลูกค้า กำลังซื้อจะหด

ถ้าประชาชนเริ่มเบี้ยวชำระหนี้ จะส่งผลให้ความเสี่ยงในตลาดเพิ่มขึ้นและส่งผลแง่ลบต่อตลาดการเงินโดยรวม

ข่าวดีคือ สกุลเงินบาทจะเริ่มไม่เป็นที่ต้องการและเกิดแรงเทขาย ทำให้เงินบาทอ่อน

แต่ลึกๆยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยคงพังยาก เหมือนนอนพะงาบๆในห้องไอซียูแต่ก็ไม่ตายครับ

905 Nameless Fanboi Posted ID:hgrtSXTdKo

https://www.facebook.com/100000182291323/posts/3173879442628101/?d=n

บริษัทไม่มีเงินจ่ายพนักงาน Scale360

906 Nameless Fanboi Posted ID:DejItfTbCr

ตอนเข้ามาเป็นรัฐบาล ก็บอกว่าคนไทยไม่รู้จักวางแผนการเงินกันแล้วโวยวาย หัดเก็บเงิน อย่าสร้างหนี้ อย่าฟุ่มเฟือย

พอคนไทยเก็บเงินกันจริงจังขึ้นมา ก็บอกว่าให้หัดใช้เงินบ้าง อย่าเอาแต่เก็บ ต้องเอามาใช้ด้วย....

มันน่าโมโหตรงที่มาพูดแบบเหมารวมโทษว่าปัญหาคือคนไม่วางแผนการเงินนี่แหละ ซึ่งมันจริงบ้างไม่จริงบ้าง เป็นกรณีๆ ไป

พอเจอคนวางแผนการเงินแบบที่ต้องการไปทุกคนก็ร้องสิครับทีนี้

907 Nameless Fanboi Posted ID:DejItfTbCr

คือในแอพนัดยิ้มเนี่ย มันก็มีคนมากมายหลายอย่าง มีพวกอวตาร ตัวปลอม หลอกคนก็เยอะแยะ ซึ่งเอาจริงๆมันมีมาตั้งแต่สมัย Pirch IRC ICQ MSN แล้ว แค่ย้ายแพลตฟอร์มเฉย ๆ ซึ่งเราที่ผ่านโลกออนไลน์มากว่า 20 ปี เราก็มีบทเรียนมาเยอะ เราจะจับโป๊ะได้เยอะ เพราะพฤติกรรมประหลาด

อย่างคนไหนหน้าตาดี ๆ ดูโปรไฟล์ดี แต่ชอบพูดอะไรเพ้อ ๆ ดูตัดพ้อ ขี้น้อยใจ ลำไย ออกแนวนิยาย รู้เลยว่าไม่ใช่ตัวจริงแน่นอน เพราะคนหน้าตาดี จะเจอความลำไยมาเยอะ จะไม่มาอะไรเสียเวลาทำอะไรแบบนี้ จะไม่คุยยาวยืด คือก็สวยอ่ะ ชีวิตฉันไม่ได้ต้องมาง้อมาเสียเวลากับบทสนทนาไร้จุดหมาย หรือมานั่งเพ้ออะไรกับคนในแอพพวกนี้ ไปเดินข้างนอกอวดความสวยผู้ชายก็เข้ามาแล้วอ่ะข่ะ

แล้วถามว่าเคยโดนคนในแอพหลอกให้ไปเจอตามนัดแต่ไม่มาตามนัดรึเปล่า บอกเลยว่าเคย นานมาแล้ว ไปถึงก็รู้ว่าคนนั้นแค่หลอกเรามาเสียเที่ยวเฉย ๆ อยากแกล้งคนเพื่อด้วยอะไรก็ตาม

แต่ด้วยความเป็นคนสวยอ่ะข่ะ ในขณะที่กำลังเซ็งนั่นเอง ก็มีคนทักมา บอกว่าคนน่ารักทำไร ทำไมใกล้จัง ผมอยู่ตรงนี้เอง เจอกันไหมครับ สรุปเจอช้างเผือก หล่อ แถมลวยใหญ่มาก เลยเซลฟี่คู่กับผู้ชาย ส่งไปให้คนที่หลอกเรามา บอกขอบคุณนะ ถ้าหล่อนไม่หลอกเรามาเราคงไม่ได้เจอเขา

น่าเห็นใจพวกไม่สวยนะคะ หลอกคนสวยหวังจะได้สะใจ หารู้ไม่ว่า คนสวย ไปที่ไหนก็ได้ลวยข่ะ

เห็นมั้ยคะ การเป็นคนสวย มันได้เปรียบยังไง

908 Nameless Fanboi Posted ID:WGAjMG.Krt

"อยู่เป็น" แบบซูซุนทง

สมัยที่บ้านเมืองรบราฆ่าฟันกัน พวกปัญญาชนมักตายก่อน หาไม่แล้วก็ไม่ถูกเหยียดหยามแทบไม่เหลือศักดิ์ศรี ในยุคจ้านกั๋ว รัฐต่างๆ ล้วนแต่นิยมนักต่อรองผลประโยชน์ นักการทูต และนักยุทธศาสตร์ พวกปัญญาชนที่สอนเรื่องคุณธรรมถูกเมินเฉย ดังนั้นต่อให้ขงจื๊อทรงคุณธรรมแค่ไหน ปราดเปรื่องเพียงใด ก็ไม่มีรัฐไหนช่วงใช้ท่าน

เมื่อจิ๋นซีฮ่องเต้ปราบรัฐต่างๆ ลงได้ สถาปนาราชวงศ์ฉินขึ้น แม้จะช่วงใช้พวกปัญญาชนทรงคุณธรม แต่ก็ทรงเห็นว่าพวกนี้แสดงความเห็น "เยอะ" เกินไปจนขัดต่อการปกครองที่เข้มงวดและอำนาจเผด็จการ ทำให้พระองค์ต้องดำเนินนโยบาย "เผาตำราฆ่าบัณฑิต" จนสานุศิษย์ขงจื๊อแทบจะสูญพันธุ์

909 Nameless Fanboi Posted ID:WGAjMG.Krt

แต่ราชวงศ์ฉินไม่ได้ฆ่าศิษย์ขงจื๊อจนหมด ยังมีปัญญาชนทำงานในราชสำนักสืบมา หนึ่งในนั้นคือซูซุนทง

เมื่อจิ๋นซีฮ่องเต้สวรรคต ขันทีจ้าวเกาสมคบกับองค์ชายหูไฮ่ ปลอมราชสาส์นสังหารองค์รัชทายาทแล้วหูไฮ่ครองบัลลังก์เองเป็นพระเจ้าจิ๋นยี่ซี แต่แผ่นดินฉินใกล้จะถึงจุดจบแล้วเพราะความโหดร้าย ประชาชนลุกฮือขึ้น จ้าวเกาคิดแต่รักษาอำนาจตัวเองจึงไม่กราบทูลจิ๋นยี่ซีว่าบ้านเมืองจะฉิบหายอยู่รอมร่อ พวกกบฎจะรุกเข้าเมืองหลวงวันไหนก็ไม่รู้

สุดท้ายจิ๋นยี่ซีรู้จนได้ แต่กลับหลอกตัวเองอย่างเลวร้าย หากม้าเร็วมากราบทูลว่าพวกกบฎมีชัยชนะทัพหลวงจะถูกลงทัณฑ์ จึงไม่มีใครกล้ากราบทูลความจริง มีแต่แปลงสาส์นว่าทัพหลวงมีชัยทุกครั้งไป

ขุนนางผู้ใหญ่ทนไม่ไหว กราบทูลให้ทรงยุติการกดขี่ราษฎรโดยเกณฑ์แรงงานสร้างวัง สร้างกำแพงใหญ่ และสุสานหลวง แต่กลับถูกตังข้อสงสัยเรื่องความภักดี ทั้งหมดถูกจับและประหาร เมื่อเจอแบบนี้แล้วใครเล่าจะกล้าทัดทานได้?

อาการหลอกตัวเองของฉินยี่ซีร้ายแรงขนาดที่วันหนึ่งในท้องพระโรง ได้ซักถามพวกราชบัณฑิตว่าที่แคว้นฉู่เกิดกบฎขึ้นพวกท่านเห็นประการใด? พวกราชบัณฑิตกว่า 30 คนกราบทูลอย่างตรงมา รบเร้าให้แต่งทัพไปปราบไม่อาจละเว้นได้

แต่สีหน้าของจิ๋นยี่ซีแดงฉานเพราะความพิโรธ ในท่ามกลางหมู่ราชบัณฑิตนั้น มีปัญญาชนผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นมาว่า พวกท่านนี่เลอะเลือน ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ บ้านเมืองสงบสุข ไม่มีการกบฎ มีแต่พวกโจรปล้นหมาปล้นไก่ ให้ตำรวจท้องที่ไปจับก็พอแล้ว!

จิ๋นยี่ซีได้ฟังวาทะเชลียร์ของซูซุนทงก็คลายวิตกลงแล้วถามพวกราชบัณฑิตทีละคนว่า เหตุครั้งนี้พวกเจ้าเห็นว่าเป็นกบฎหรือโจรกัน พวกที่ตอบว่าเป็นกบฎก็มี พวกที่ตอบว่าเป็นโจรก็มี ปรากฎว่าพวกที่ตอบเป็นกบฎนั้นถูกสั่งจับขัง ส่วนพวกที่ตอบว่าเป็นแค่โจรรอดตัวไป ฝ่ายซูซุนทงได้รับการอวยยศเป็น "ป๋อซือ" หรือปุโรหิต

910 Nameless Fanboi Posted ID:WGAjMG.Krt

เมื่อออกจากท้องพระโรงแล้ว พวกราชบัณฑิตต่างต่อว่าซูซุนทงกันใหญ่ที่เชลียร์เจ้าแผ่นดินเพื่อเอาตัวรอด แต่ซูซุนทางตอบว่า เมื่อตะกี้นี้เดินเข้าปากเสือยังไม่รู้ตัวอีก ข้ารอดมาได้ก็นับว่าบุญโขแล้ว ว่าแล้วก็รีบเก็บข้าวของหนีกลับไปบ้านเกิดที่แคว้นหลู่ อันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของขงจื๊อ เป็นที่ชุมนุมปราชญ์แต่โบราณ เพราะบัดนี้เขาเห็นแล้วว่าราชวงศ์ฉินถึงกาลอวสานแน่นอน

อันที่จริงแล้วพวกบัณฑิต "ผู้ทรงคุณธรรม" ที่รุมต่อว่าซูซุนทง หากไม่ได้เขาแก้ไขสถานการณ์แบบ "อยู่เป็น" แล้วละก็คงไม่มีโอกาสได้มายืนต่อว่าเขาดอก

หลังจากนั้นแผ่นดินฉินก็ล่มสลายลง เกิดการชิงอำนาจระหว่างกลุ่มกบฎต่างๆ ซูซุนทงเมื่อแรกนั้นไปเข้ากับฝ่ายเซี่ยงเหลียงและเซี่ยงอวี่ ต่อเมื่อหลิวปังตีเมืองเผิงเฉิงได้ซูซุนทงก็สวามิภักดิ์กับหลิวปัง

หลิวปังเหมือนพวกผู้ปกครองยุคนั้น คือชังน้ำหน้าพวกบัณฑิตเป็นอันมาก ถึงขนาดหยิบหมวกบัณฑิตมาเยี่ยวใส่ แต่ซูซุนทงแสดงความคมคายให้เห็นจนหลิวปังเริ่มจะยอมรับ แต่งตั้งเขาเป็นป๋อซือ ซูซุนทงเห็นเป็นโอกาสดีจึงชวนสหายและศิษย์บัณฑิตจากแคว้นหลู่มาทำงานกับหลิวปังด้วยกัน

แต่พอมาอยู่ด้วยกันแล้ว พวกบัณฑิตกลับนั่งแคะขี้เล็บไปวันๆ เพราะซูซุนทงไม่เสนอชื่อพวกเขาให้หลิวปังช่วงใช้เสียที เอาแต่เสนอให้หลิวปังใช้พวกจอมยุทธ์บ้างโจรบ้าง ทำเอาพวกศิษย์ทนไม่ไหวพากันต่อซูซุนทงว่าไม่เห็นหัว

ซูซุนทงตอบว่า ตอนนี้หลิวปังออกรบพิชิตใต้หล้า พวกเจ้ารบกับเขาเป็นด้วยหรือ?

พวกศิษย์ได้ยินดันนั้นก็ได้แต่สงบปากสงบคำรอกันต่อไป เพราะหากถูกเสนอชื่อไปทำงานจริงๆ แล้วเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ หัวจะหลุดจากบ่าเสียเปล่าๆ

911 Nameless Fanboi Posted ID:WGAjMG.Krt

ครั้นปี 202 ก่อนคริสตกาล หลิวปังปราบฉ้อปาอ๋องเซี่ยงอวี่ พิชิตใต้หล้าได้สำเร็จ ตั้งตนเป็นฮ่องเต้อย่างเต็มภาคภูมิ แต่หลิวปังกลับรู้สึกไม่ค่อยจะภาคภูมินัก เพราะพวกลูกน้องล้วนแต่เป็นคนกักขฬะ เข้าเฝ้ากินเลี้ยงในท้องพระโรงก็เอะอะมะเทิ่ง โต้เถียงทะเลาะเบาะแว้งกันไร้มารยาทสิ้นดี ทั้งยังชักกระบี่ฟันเสาท้องพระโรงเป็นว่าเล่น หลิวปังเห็นแล้วเพลียใจ จึงหันมาปรึกษาซูซุนทง

ซูซุนทงเห็นว่าถึงเวลาที่จะต้องใช้จารีตประเพณีแล้ว จึงเสนอให้หลิวปังช่วงใช้พวกนักปราชญ์ราชบัณฑิตในการกำหนดจริยามารยาทในราชสำนัก พวกบัณฑิตจากแคว้นหลู่จึงช่วยกันสอนจริยาให้กับพวกขุนนางใหม่ หนึ่งเดือนผ่านไปซูซุนทงจึงกราบทูลหลิวปังให้มาทอดพระเนตร หลิวปังเห็นว่าใช้การได้ ก็สั่งให้ซ้อมไว้เตรียมออกงานจริง

ในปี 200 ก่อนคริสตกาล พระราชวังฉางเล่อกงแล้วเสร็จ มีการสมโภชน์พระราชมณเฑียร ปรากฎว่างานพระราชพิธีเป็นไปอย่างเรียบร้อย ไม่มีใครกล้าส่งเสียงเอะอะ ดูแล้วจำเริญตา พระเจ้าฮั่นเกาจู่ หลิวปังปลาบปลื้มเป็นอันมาก รู้สึกพระองค์ว่าได้เป็นจักรพรรดิสมฐานะแล้ว จึงปูนบำเหน็จและแต่งตั้งซูซุนทงเป็นไท่ฉาง (เสนากรมพระราชพิธี) และยังอวยยศและรางวัลให้กับพวกบัณฑิตที่ติดตามมาด้วย

พวกบัณฑิตที่เคยเหยียดซูซุนทงต่างก็ตระหนักในที่สุด และยกย่องเขาเป็น "ยอดปราชญ์ รู้ลำดับความสำคัญของกิจการในโลก" (叔孫生誠聖人也,知當世之要務) คือรู้ว่าอะไรควรไม่ควร

คำว่าจอมปราชญ์ (聖人) นี้เป็นสถานะเทียบเท่ากับขงจื๊อเลยทีเดียว แต่ซูซุนทงต่างกับขงจื๊อตรงที่เขายอมงอไม่ยอมหัก ส่วนขงจื๊อยอมหักไม่ยอมงอ

ขงจื๊อไม่ยอมหักทำให้เจ้ารัฐระแวงและขุนนางริษยา จริยาของท่านจึงไม่แพร่หลาย

แต่เพราะซูซุนทงยอมงอ จึงรอดคมเขี้ยวพยัคฆ์ของเจ้าแคว้น ทำให้ขุนนางยอมสงบ ช่วยรักษาชีวิตบัณฑิตผู้เป็นเสาค้ำวัฒนธรรม และยังช่วยเผยแพร่จริยาของขงจื๊อเสียอีก

เพราะความใจเย็นและรู้หน้ารู้หลังของซูซุนทงจึงทำให้จารีตประเพณีได้รับการฟื้นฟูอีกครั้ง เปลี่ยนนิสัยของเจ้าแผ่นดินและขุนนางที่เคยเป็นดั่งโจรป่าให้กลายเป็นตัวอย่างของบ้านเมือง

แม้ซูซุนทงจะดูเหมือน "รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี" แต่เราต้องพิจารณาเงื่อนไขปัจจัยด้วย เพราะเจ้าแผ่นดินฉินนั้นโหดเหี้ยมและดื้อรั้น ทัดทานไปก็ไร้ผล

ผิดกับหลิวปังที่มีพื้นเพเป็นสามัญชนและพอจะฟังคนอื่นบ้าง ซูซุนทงจึงกล้าเสนอสิ่งที่ดีและยังกล้าทันทานอย่างกล้าหาญ เช่นครั้งที่หลิวปังคิดจะปลดรัชทายาทเพื่อตั้งโอรสจากสนมคนโปรด ซูซุนทงคัดค้านหัวชนฝาแบบไม่กลัวตาย เพราะการเปลี่ยนตัวรัชทายาทกระทันหัน จะทำให้แผ่นดินเกิดกลียุคขึ้นอีก และยังเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีแก่รัชกาลหลังๆ

ปรากฎว่าหลิวปังยอมฟังซูซุนทง แผ่นดินฮั่นจึงรอดพ้นจากการนองเลือดไปได้

ดังนั้นการอยู่เป็นของซูซุนทงจึงไม่ใช่จะเชลียร์ไปเรื่อย แต่หมายถึงการดูทิศทางลม รู้สถานการณ์ รู้ใจคนมีอำนาจ และเกลี้ยกล่อมผู้มีอำนาจให้ทำเพื่อประโยชน์ที่เหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน

อีกหนึ่งคุณูปการของซูซุนทง คือยังได้โอกาสฟื้นฟูขนบธรรมเนียมของบ้านเมืองให้ตั้งอยู่บนคุณธรรมจรรยา สั่งสอนโอรสเหนือหัวให้ทรงคุณธรรมแบบขงจื๊อ ยุติการชิงแผ่นดินทำให้แผ่นดินจีนเป็นปึกแผ่นหลังผ่านสงครามหลายร้อยปี

รากฐานลัทธิขงจื๊อที่ซูซุนทงวางไว้แต่สมัยราชวงศ์ฮั่น ทุกวันนี้ก็ยังฝังรากลึกอยู่ในแผ่นดินจีน

912 Nameless Fanboi Posted ID:Pq4DlfETnm

my name is jafar
i come from afar
i work at the bazaar
i play a guitar
theres a bomb in my car
allahu akbar!

#มิตรสหายท่านหนึ่ง

913 Nameless Fanboi Posted ID:h+/Dpu5Z6k

"ทำไมต้องเป็นผม"

ฝ่ายบริหาร: วันนี้ ผมมีเรื่องสำคัญจะแจ้งให้ทราบ เป็นข่าวไม่ดีนัก อย่างที่กัปตันทราบตอนนี้ ธุรกิจสายการบินมีผลการดำเนินงานย่ำแย่มาก หลายๆบริษัทเริ่มมีมาตรการลดค่าใช้จ่ายออกมา ในส่วนของบริษัทเรา จากผลการประชุมของฝ่ายบริหาร เรื่องการปรับโครงสร้างองค์กร ผมมีความจำเป็นต้องแจ้งให้ทราบว่า บริษัทต้องขอให้คุณลางานโดยไม่รับเงินเดือน เป็นระยะเวลาสามเดือน

กัปตันสนอง: หมายความว่าอย่างไรครับ

ฝ่ายบริหาร: หมายความว่า ตั้งแต่เดือนหน้าเราจะไม่จัดตารางบิน และไม่จ่ายเงินเดือนให้คุณ

กัปตันสนอง: แสดงว่า ผมยังไปบินช่วงปลายเดือนนี้ได้

ฝ่ายบริหาร: กัปตันไม่ต้องไปบินแล้ว ตารางบินจะมีการเปลี่ยนแปลง

กัปตันสนอง: แล้วสัญญาจ้างที่เราเคยทำกันไว้ก่อนหน้าละครับ

ฝ่ายบริหาร: ในส่วนอื่นของสัญญายังคงเหมือนเดิม ถ้ากัปตันรับข้อเสนอ และในช่วงระยะเวลาสามเดือนที่หยุดงานไป กัปตันได้งานที่อื่น บริษัทก็จะผ่อนผันเรื่องค่าปรับตามสัญญาให้ กัปตันสามารถไปทำงานที่ใหม่ได้โดยไม่ต้องเสียค่าปรับอะไร

กัปตันสนอง: ทำไมบริษัทฯไม่เลือกใช้มาตรการกับนักบินทุกคน เช่น เฉลี่ยลดเงินเดือน

ฝ่ายบริหาร: บริษัทก็มีแผนที่จะทำอย่างนั้นด้วยเหมือนกัน

กัปตันสนอง: แต่ผมตั้งใจทำงานรับใช้บริษัทมาตลอดหลายปีนะครับ และในสถานการณ์ที่ไม่มีการเปิดรับนักบินแบบนี้ จะให้ผมไปสมัครงานที่ไหน ผมมีครอบครัวต้องดูแล มีภาระค่าผ่อนบ้าน ค่าเทอมลูก การแจ้งล่วงหน้าในเวลาสั้นแบบนี้ ผมคงไม่สามารถรับเงื่อนไขได้

------------------------

ปัญหาการแข่งขันในธุรกิจที่รุนแรง และการทุ่มตลาดของบริษัทข้ามชาติ ทำให้หลายๆสายการบินเริ่มอยู่ในภาวะขาดทุน ซึ่งนอกจะส่งผลต่ออัตราการว่างงานของนักบินจบใหม่ที่สูงขึ้นแล้ว มาตรการการลดต้นทุน การเลิกจ้างก็กำลังจะเป็นฝันร้ายของนักบินไทยในปีหน้า

ตัวผมเองทำงานสมาคมฯมาเกือบสิบปี เคยเจอปัญหาลักษณะนี้มาบ้าง แต่ครั้งนี้ถือว่าหนักที่สุด

งานนักบินในประเทศไทยเมื่อสมัยก่อนค่อนข้างมีความมั่นคง เนื่องจากมีจำนวนสายการบินไม่มากนัก โดยสายการบินหลักก็เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีกฎหมายรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ที่ช่วยดูแลเรื่องการจ้างงาน มีตัวแทนฝ่ายลูกจ้าง นายจ้างชัดเจนซึ่งถือว่าโชคดีกว่านักบินที่ทำงานในสายการบินเอกชนที่แม้จะมีการเปิดให้บริการมานานพอสมควรแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการจัดตั้งสหภาพแรงงาน หรือผู้แทนตามกฏหมายในบริษัทที่จะช่วยปกป้องในเรื่องการจ้างงาน และนี่เป็นสาเหตุหลักที่ ปัจจุบันบางสายการบิน

-เริ่มมีการเรียกเก็บค่าฝึกสูงกว่าค่าใช้จ่ายจริง ทั้งๆที่ในสมัยก่อนสายการบินจะเป็นผู้ฝึกให้

-เริ่มมีการไม่ทำตามข้อสัญญาที่เคยตกลงกับนักบิน

-เริ่มมีการใช้สัญญาค่าปรับแบบเอารัดเอาเปรียบ

โดยที่นักบินต้องยอมก้มหน้าก้มตายอมรับ เพื่อแลกกับการได้งานทำ

การแก้ปัญหาภายในสายการบินต่างๆ แม้จะเป็นเรื่องบริหารจัดการภายใน แต่สิ่งหนึ่งที่อยากให้คำนึงถึงคือ ธรรมาภิบาลของการบริหารงาน

อาทิตย์ก่อน มีนักบินคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ตอนสมัครสายการบินได้งาน 2 ที่ แต่เลือกทำงานกับสายการบินหนึ่ง ทำได้ไม่ถึง 3 เดือนถูกเลิกจ้างทั้งๆที่ตั้งใจรับการฝึกอบรม นอกจากจะไม่ได้รับการชดเชยแล้ว ยังเสียโอกาส และได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

การลดค่าใช้จ่ายโดยการเลิกจ้างก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาสภาวะที่ขาดทุน แต่ไม่อยากให้เป็นวิธีแรกของการบริหารจัดการ เพราะเชื่อว่ามีอีกหลายๆมาตรการที่นักบินในบริษัทนั้นๆจะให้ความร่วมมือ เพื่อให้สายการบินยังสามารถประกอบกิจการต่อไปได้

มาตรการการเลิกจ้างนักบินไทยในบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทย โดยที่นักบินต่างชาติยังได้ทำงานต่อไป ก็ควรเป็นประเด็นที่ภาครัฐต้องเข้ามากำกับดูแลให้ความเป็นธรรม

----------------------------

ฝ่ายบริหาร: บริษัทพยายามทำตามข้อกฎหมาย ถ้ากัปตันไม่พอใจ อยากจะลาออก ทางเรายินดีจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานให้ การลาหยุดงานแบบไม่รับเงินเดือน คือทางเลือกแรก อีกทางเลือกหนึ่งคือ การเลิกจ้าง!!

ผมกัดฟันกรอด กำหมัดแน่น แต่ไม่ทันที่จะได้ออกอาวุธอะไร เสียงปลุกจากโทรศัพท์ของโรงแรมก็ดังขึ้นเสียก่อน

คงต้องรีบแต่งตัวไปบินแล้ว
.
.

การรับฟังปัญหาการจ้างงานนักบินของสายการบินต่างๆในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทำเอาผมเก็บมาฝันเป็นตุเป็นตะ

วันนี้ผมรู้สึกโชคดีที่ยังมีโอกาสลากกระเป๋าไปทำงาน

เชื่อว่า ถ้าต้องถูกเลิกจ้าง คำถามที่ทุกคนต้องถามเหมือนกันคือ "ทำไมต้องเป็นผม"

คำตอบเดียวที่อยากบอกคือ ถ้านักบินเราไม่มีผู้แทนฝ่ายลูกจ้างตามกฎหมายที่จะเข้ามาช่วยดูแลเรื่องการจ้างงาน

มันก็ไม่แปลก ที่วันหนึ่งอาจจะถึงคราวของเรา

ความสามัคคีคือพลัง

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

#สมาคมนักบินไทย
#เสริมสร้างความสามัคคี
#ปกป้องศักดิ์ศรีนักบินไทย
#รับใช้สังคม

914 Nameless Fanboi Posted ID:bLNPQhUlTn

คณิตศาสตร์ 101 สำหรับใครที่บอกว่าไทยเป็น ปชต:
750 คน มีสิทธิ์เลือกนายก
500 ส.ส. เลือกโดย ปชช 38 ล้านคน
250 ส.ว. เลือกโดย คกก 10 คน (คสช แต่งตั้ง)
อำนาจ ปชช 1 คน = (500/750) / 38 ล้าน = 0.0000018%
อำนาจ คกก 1 คน = (250/750) / 10 = 3.3%
-> คกก 1 คน อำนาจมากกว่า ปชช 1 คน #2ล้าน เท่า

915 Nameless Fanboi Posted ID:h+/Dpu5Z6k

เหมือนทำงานหนักแล้วให้เขาอยู่สบายเลยค่ะ แค่กๆ

916 Nameless Fanboi Posted ID:OSIgB8XII/

>>914 จริงๆคือ250เนี่ยแม่งอำนาจมาจากคนๆเดียว เพราะงั้นคนๆนั้น อำนาจ=3.3%*250=825% อำนาจมากกว่า ปชช 1 คน 458.333333 ล้านเท่า

917 Nameless Fanboi Posted ID:GhcfSoL11r

แต่เอาจริงๆรอบนี้ ลต ไม่ต้องใช้เสียง สว ก็ ชนะนะ

918 Nameless Fanboi Posted ID:7Rw96m5NQu

>>917
หมาขี้แพ้อย่างพวกมันไม่ยอมรับว่าใต้ตีนสักที
กูนี่อยากเอาระเบิดไปปาม๊อบไอ้ทอนจัง

919 Nameless Fanboi Posted ID:0LzV631Nce

>>917 อีกฝั่งเค้ารวมได้เกือบ250แล้ว อะไรน้อที่ทำให้ปชป ภจท กับพรรคเล็กอื่นตัดสินใจไปกลุ่มที่ตอนนั้นยังรวมได้แค่150

>>918 ดีครับดี ขอให้รีบทำจะได้เป็นตำนานเหมือนโคตรพ่อโคตรแม่มึงเมื่อสมัยปี19

920 Nameless Fanboi Posted ID:ah+TLabV1m

>>918 ชั่ย

921 Nameless Fanboi Posted ID:7Rw96m5NQu

>>919
ขยะแบบนั้นมึงว่าสังคมจะสมน้ำหน้าพวกมึงที่ก่อม๊อบหรือจะมองกูเป็นฮีโร่กำจัดขยะมลพิษกันน้าาาาา

922 Nameless Fanboi Posted ID:Hqmt123gn8

คนจีนคือเจ๊ก เจ๊กคือคนจีน โดยเนื้อแท้เจ๊กไม่ใช่คนไทยโดยกำเนิด ต้นตระกูลเจ๊กคือจีน ทำไมเจ๊กใน facebook ถึงให้คำนิยามว่า เจ๊ก คือคำหยาบ และต้องการลบประวัติศาสตร์ภาษาไทยโดยการทำให้การใช้คำว่าเจ๊กเรียนคนจีนในไทหายไป เค้าต้องการให้เรียกพวกเค้าว่าไทยเชื้อสายจีนมากกว่า อ่านบความด้านล่างจบเรารู้ได้ทันที ผู้เขียนอยู่ในกลุ่มธเนศหรือไม่ก็อ่านกลุ่มธเนศ เพราะเราเคยอธิบายเรื่องเจ๊กไว้ในกลุ่มนายเรื่อง ไม่มีชาติไหนในโลกเรียกคนจีนว่าเจ๊ก

อ่านหนังสือ “การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนฯ” ของ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ หน้าคำนำพิมพ์ครั้งแรกพูดถึงคำว่า “เจ๊ก” อธิบายไม่กระจ่าง ส่วน “เจ๊กปนลาว” ของคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ก็ไม่ได้บอกว่าอะไร เพียงแต่บอกว่าเป็นคำดูถูกสั้นๆ เท่านั้น จึงพยายามค้นคว้าคำว่า “เจ๊กมาเล่าสู่กันฟัง”

ทั่วโลกไม่มีใครรู้จักคำว่า “เจ๊ก” แม้แต่คนจีนในเมืองไทยและคนจีนบนผืนแผ่นดินใหญ่หรือชาวจีนไต้หวันต่างไม่รู้จักคำว่า “เจ๊ก” ซึ่งคนไทยเรียกคนจีนเป็นสรรพนามแทนที่จะเรียกว่าคนจีน แต่ใช้คำว่า “เจ๊ก” แทน คำนี้มาจากไหนอย่างไร

“เจ๊ก” คำนี้คนไทย และคนไทยเชื้อสายจีนรู้จักมานาน คาดว่าประมาณ 100 ปี เป็นคำเรียกของคนไทยเรียกคนที่มีสัญชาติจีน เชื้อชาติจีนเป็น “เจ๊ก” เฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นจีนแต้จิ๋ว กวางตุ้ง แคะ ไหหลำ หรือฮกเกี้ยน ถูกเรียกเป็น “เจ๊ก” ทั้งสิ้น

ดังได้กล่าวมาแล้วว่า คนจีนที่อพยพมาเมืองไทยเป็นคนยากจน เป็นชาวนา ไม่มีการศึกษา ขนบธรรมเนียมไม่นุ่มนวลเหมือนคนไทย จึงมองว่าคนจีนเป็นคนไม่มีกิริยามารยาท พูดจาโฮกฮาก คนไทยถือว่าไม่มีสมบัติผู้ดี นึกจะถ่มน้ำลาย หรือขากเสลดก็จะขากถุยลงบนพื้นบ้าน ไม่ว่าเป็นปูนซีเมนต์ หรือพื้นดิน ทำให้สกปรกน่าสะอิดสะเอียน เวลารับประทานอาหารด้วยตะเกียบก็พูยเอาๆ มูมมาม ซี้ดๆ ซ้าดๆ ตลอดเวลา เป็นที่น่ารังเกียจสำำหรับคนไทย

กรรมกรจีนเมื่อรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่จะตั้งเป็นก๊วนอันธพาลขึ้น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพตรัสถึงสมาคมอั้งยี่ไว้ว่่า “สมาคมลับของชาวจีน ซึ่งเรียกว่า “อั้งยี่” หรือ “ตั้วเหีย” (ความจริงควรเป็น “ตั้วเฮีย” มากกว่า-ผู้เรียบเรียง) ไม่เพียงเท่านั้นชาวจีนเป็นจำนวนมากติดฝิ่น อันเป็นพฤติกรรมร้าย ๆ ของคนจีนทั้งสิ้น

จีนแต้จิ๋วเรียกน้องของพ่อว่า “อาเจ็ก” หรือ “เจ๊กเจ็ก” แปลว่า “อา” หรือ “อาว์” บางทีก็ใช้เรียกชื่อคนที่ไม่รู้จักชื่อหรือคนที่นับถือกันว่า “อาเจ็ก” เป็นเสมือนสรรพนามของคนๆ นั้น

คนไทยได้ยินเสียงคนจีนแต้จิ๋วเรียกน้องของพ่อว่า “อาเจ็ก” ก็เรียกตาม ต่อเมื่อเห็นความประพฤติปฏิบัติในทางไม่ดีไม่มีกิริยามารยาท สร้างพฤติกรรมเป็นนักเลงโต “อั้งยี่” ทำให้เกิดความไม่พอใจ จึงแทนที่จะเรียกว่า “อาเจ็ก” กลับเรียกเป็นว่า “ไอ้เจ๊ก” ด้วยความโมโหโทโส คำๆ นี้จึงกลายเป็นคำที่ดูถูกดูแคลนคนจีนไปโดยปริยายดังที่คุณ สุจิตต์ วงษ์เทศ กล่าวไว้ข้างต้น

คนจีนเมื่อถูกคนไทยเรียกว่า “ไอ้เจ๊ก” ก็หาได้ต่อล้อต่อเถียงอะไรไม่ เขาอาจจะไม่เข้าใจคำว่า “ไอ้เจ๊ก” มีความลึกซึ้งแค่ไหนเพียงใด คิดว่าคนไทยเรียกเขาว่าอาเจ็กกระมัง แต่ไหงเรียกว่า “ไอ้เจ๊ก” ไป คงเรียกเพี้ยนไปเอง ไม่เป็นไร

ใครเรียก “เจ๊ก” หรือ “ไอ้เจ๊ก” ก่อนไม่สามารถสืบทราบได้ คาดว่าคงมาจากจุดใหญ่ในกรุงเทพฯ เพราะคนจีนแต้จิ๋วอยู่ในกรุงเทพฯ มาก มีพฤติกรรมเป็นนักเลงโตตั้งสมาคมลับ “อั้งยี่” แล้วคำนี้กระจายไปทั่วประเทศ ถ้าพูดกันตามความรู้สึกของคนไทยแล้วมีึความลึกซึ้งว่าเป็นคำเรียก “ชนิดจิกหัวกบาลเรียกกันทีเดียว” แพร่หลายในหมู่สามัญชนทั่วไปทั้งผู้มีการศึกษาและมีการศึกษาต่ำเรียกตามกันไป

ส่วนคนจีนแต้จิ๋วเค้าเรียกตัวของเขาเองว่า “ตึ้งนั้ง” หรือ “ตึ้งซัวนั้ง” เขาไม่รู้ความหมายของคำว่า “เจ๊ก” หรือ “ไอ้เจ๊ก” แต่พอมาถึงหลานจีนซึ่งมีการศึกษารู้ซึ้งถึงคำว่า “เจ๊ก” และ “ไอ้เจ๊ก” ดีว่าเป็นคำพูดในเชิงดูถูกดูหมิ่นดูแคลนจากคนที่ซมซานหนีร้อนมาพึ่งเย็น

923 Nameless Fanboi Posted ID:0LzV631Nce

>>921 สมัยนั้นโคตรพ่อโคตรแม่มึงมองนศยิ่งกว่าขยะซะอีกนะจร๊ะ

924 Nameless Fanboi Posted ID:JRgB7qqpnZ

555+ ทำยังกะเขาจะอินกะทอร์เหมือนสมัยโอดิน ที่หลิ่มดิ้นๆกันนี่มีแต่ภาพถ่ายติดโอดินแค่นั้นแหละ
ตอนภาพน้ำท่วมที่ขนภาพทอร์ใส่เรือหรือข่าวลบๆของทอร์หลิ่มปิดปากเงียบ ไม่มาแก้ตัวหรือล่าแม่มดให้เลย

925 Nameless Fanboi Posted ID:0LzV631Nce

>>924 ขนาดภาพโอดินกระแสก็ดูไงๆชอบกลวะ กลายเป็นกระแสตีกลับซะมากกว่า เพจใหญ่ๆก็ไม่ค่อยเล่นป่ะ กูไม่เห็นจ่าแม่งโพสอะไรเลย

926 Nameless Fanboi Posted ID:7Rw96m5NQu

>>923
นักศึกษาที่ไล่อเมริการับคอมมิวนิสเข้ามานั้นอ่ะน่ะ

927 Nameless Fanboi Posted ID:pTD.WCsZ/I

อย่าปล่อยให้ความกลัว ความสงสาร และความเห็นอกเห็นใจ ครอบงำความถูกต้อง

928 Nameless Fanboi Posted ID:Vr+buhMWqT

แต่เอาจริงนะ มีแต่คนอ่อนแอไม่มีที่พึ่งขาดความเคารพตัวเองเท่านั้นที่บูชาอะไรจนลืมความเป็นมนุษย์ของตัวเองขนาดนี้ มันก็สมควรโดนเรียกว่าก้อนดิน เศษฝุ่น จริงๆ

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

929 Nameless Fanboi Posted ID:7Rw96m5NQu

>>928
บูชาคนที่ชื่อทักษิณเทพเจ้าขอคนจนอีสานแทนสิครับจะได้พัฒนาจากฝุ่นมาเป็นควาย
-มิตรสหายดั้งหัก

930 Nameless Fanboi Posted ID:GhJpif/JVf

ขอพูดสั้นๆว่า​ ยุครุ่งเรืองของพวกมึงมันสิ้นสุดไปแล้ว

931 Nameless Fanboi Posted ID:UNlN9G7wQy

>>929 มีค่ากว่าก้อนดิน

932 Nameless Fanboi Posted ID:Vr+buhMWqT

เด็กรุ่นใหม่ไม่มีค่านิยมมีลูกเพราะคิดเอาตัวเองเป็นที่ตั้งข้อ 1. คือข้ออ้างส่วนข้อ 2 คือขี้เกียจ
#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

คนรุ่นเก่ามีค่านิยมมีลูกเพราะคิดแต่จะพึ่งพาคนอื่น (หรือเปล่า) ข้อ 1. คือเอาไว้ใช้งานส่วนข้อ. 2 คือกลัวไม่มีคนเลี้ยงตอนแก่
#​มิตรสหาย​อีกท่าน

933 Nameless Fanboi Posted ID:WEY9N1lqiQ

>>932 ไม่มีเงินว้อย

934 Nameless Fanboi Posted ID:hM3jt4b8id

กูไม่แต่งงานเพราะรักสาว2D!!!!

935 Nameless Fanboi Posted ID:k+usMiClsn

>>932
ไม่อยากสืบต่อยีนส์กากๆของกูว่ะ

936 Nameless Fanboi Posted ID:JTzUw/gxln

ก่อนอื่น เข้าใจว่าสังคมตอนนี้สวิงไปทางฝั่งซ้ายแรงมากเพราะสภาวะการถูกกดทับด้วยอำนาจนิยมซึ่งไร้ความชอบธรรม โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญที่โคตรจะเป็นการ Rule by law ซะจริงๆ ดังนั้นคนจะโดนตกด้วย left-wing propaganda (ทั้งวาทกรรม "สลิ่ ม" หรือ cult of personality ก็ตาม) นี่ก็ไม่แปลกและเป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่ไม่ตระหนักหน่อยหรือว่าคำพูดแบบนี้จะทำให้ปัญหา deep-polarization ในการเมืองไทยมันยิ่งหนักข้อขึ้น สุดท้ายเราก็หนีไม่พ้นวงจรการเมืองแบบเก่า
.
อะ in case 'สลิ่ ม' ที่ว่านั้นหมดไปจากประเทศไทย แต่ในขณะที่ประชาชนยังคิดแบบโพสต์นี้อยู่ ก็ไม่ใช่ว่าประชาธิปไตยจะงอกออกมาทันที เย่ๆ หรอกใช่ไหม ประชาธิปไตยไม่ใช่มาม่าซอง ที่แกะออกมาใส่น้ำร้อนแล้วกินได้ทันที แต่มันต้องปลูกใน 'ดินดี' ต้องหมั่นรดน้ำพรวนดินไม่ให้ขาดระยะ (พูดง่ายๆ คือการ institutionization ประชาธิปไตย) และที่สำคัญคือมีน้ำอดน้ำทน รวมถึงความเข้าใจใน demands ของอีกฝ่าย หรือ tolerance ต่อกันและกัน มันก็ต้องใช้เวลาหน่อยอะ ที่พูดมาทั้งหมดนี่ไม่ใช่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำแค่ฝ่ายเดียว แต่มันต้องเป็นการที่ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกัน แต่ก็ยากนะถ้ามองตามทฤษฎี game of trust มันก็เป็นการยากที่ทั้งสองฝ่ายจะ cooperate กัน ในเมื่อถ้าเราโกง ยังไงเราก็ได้ประโยชน์อยู่ดี ไม่ว่าจะมากหรือน้อย แต่อย่างไรมันก็จะไม่มีการเสียประโยชน์ แย่สุดก็แค่เสมอตัว ดังนั้นนี่ก็เป็น dilemma ที่น่าสนใจว่าเราทั้งสองฝ่ายจะหาทาง co-op กันยังไง เพื่อให้เกิดการกระจายทรัพยากรทางการเมืองที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้สมดุลกับ demands ที่มีไม่สิ้นสุดจากทุกฝ่าย

937 Nameless Fanboi Posted ID:990g/9BvvP

ตอนผมเรียนที่จีน เมืองที่ผมอยู่ เคยมีการบอกสถิติเอดส์ของเมืองนี้ไว้ว่า 7ใน10คน เป็นเอดส์ ...

938 Nameless Fanboi Posted ID:TPIFA/irD6

>>937 เจ๊กชอบเย็ดสด แถบเจริญแล้วอย่าง ฮ่องกงกับไต้หวันก็เป็น

939 Nameless Fanboi Posted ID:Vr+buhMWqT

มีใครไม่ชอบเย็ดสดบ้างวะ

940 Nameless Fanboi Posted ID:jqhHzBus8m

https://www.facebook.com/100024962871839/posts/560911688084255/ เดือดใหญ่

941 Nameless Fanboi Posted ID:MqLEQdQxOi

การขวางน้ำไม่ให้ไหลนั้นไร้ประโยชน์
การนำน้ำไปทำประโยชน์ย่อมดีกว่าแน่แท้

กรณีพรรคพปชร. รับเงินบริจาคขาก King Power รวม 24 ล้าน โดยแยกเป็นบริษัทย่อย 3 บริษัทนั้น เป็นเรื่องที่ดูแล้วทุกคนก็จะรู้สึกว่ามันผิด

แต่จริงๆแล้ว มันก็คือการเล่นตามกฎนั่นเอง

ประวัติศาสตร์สอนให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าการควบคุมพฤติกรรมด้วยการใช้กฎเกณฑ์ข้อบังคับนั้น ไม่เคยประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ไม่ต่างกับการพยายามขวางกั้นกระแสน้ำ

942 Nameless Fanboi Posted ID:MqLEQdQxOi

กฎข้อบังคับ ก็เป็นเหมือนกำแพง เมื่อมีกำแพงเกิดขึ้น ตราบใดที่รางวัลของการข้ามกำแพงนั้น ยิ่งใหญ่กว่าต้นทุนในการหาทางข้ามกำแพง มันก็กลายเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลที่จะลงทุนหาทางข้ามผ่านกำแพงไปให้ได้ นอกจากนั้น ยังเป็นการสร้างอาชีพนักไต่กำแพง ที่ให้บริการการข้ามกำแพงแลกกับมูลค่า ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของกลไกตลาดอีกเช่นกัน ซ้ำร้าย บางกำแพงยังถูกออกแบบมาให้มีประตูลับ ที่ผู้สร้างกำแพงสามารถเก็บค่าผ่านทางได้อย่างสบายๆ

เหมือนกับการพยายามควบคุมวิชาชีพ หรือ ธุรกิจด้วยการกำหนดเกณฑ์ใบอนุญาติ ที่ก็เป็นเพียงการสร้างกำแพงขึ้นมา

นอกเหนือจากการที่กำแพง ไม่ได้มีประโยชน์อย่างแท้จริงในการป้องกันพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และ ทำได้เพียงกีดกันผู้ไม่มีทุนสูงพอที่จะข้ามมันได้แล้ว ปัญหาที่ตามมาคือการควบคุมพฤติกรรมของผู้ที่ข้ามกำแพงไปแล้ว ที่ทำได้ยากและเป็นการสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเปล่าประโยชน์ ทำให้ผู้คุมอำนาจกฎ ไม่ได้ต่างอะไรกับพ่อค้าใบอนุญาติ และ มาเฟียเก็บค่าคุ้มครองเท่านั้น

การออกแบบกลไกควบคุม จำเป็นต้องรักษาเป้าหมายไว้ให้ชัดเจนเสมอ การควบคุมไม่ให้พรรคการเมืองรับเงินบริจาคเกิน 10 ล้านบาท เกิดม่เพื่อไม่ให้พรรคการเมืองกลายเป็นพนักงานของนายทุน ที่อาจทำให้ละเลยหน้าที่การเป็นตัวแทนประชาชน แต่กลับทำหน้าที่เพื่อ"ผู้ถือหุ้น" แทน
ถ้านั่นคือวัตถุประสงค์ การกำหนดเกณฑ์ว่าพรรคการเมืองรับได้แค่เงินบริจาค และกำหนดเพดานเงินบริจาค ก็เป็นการกำหนดที่ไม่มีความหมายใดๆ เลย
เราต้องเริ่มตั้งแต่การตั้งคำถามถึงความเป็นจริง การที่นักการเมืองเป็นคนของนายทุนนั้น มันร้ายแรงขนาดไหน ทำไมจึงต้องป้องกัน และการป้องกันสามารถทำได้หรือไม่
เมื่อการป้องกันไม่สามารถทำได้จริง แต่ผลของการที่นักการเมืองถูกควบคุมนั้นร้ายแรงมาก เรามีวิธีอื่นใดที่จะออกแบบกลไกให้ปลอดภัยจากการควบคุมแทรกแซง
เราอาจต้องออกแบบระบอบการบริหารประเทศกันใหม่ เพื่อให้ระบบมีความ Anti fragile เราต้องออกแบบให้ความรุ่งเรืองของชาติ สอดคล้องกับความรุ่งเรื่องของธุรกิจในชาติ แทนที่จะพยายามลดอำนาจคนตัวใหญ่ เราควรเน้นการอำนวยความสำดวกให้ธุรกิจเล็กๆ สามารถเติบโตได้ ในวันที่โลกแข่งขันกันบนเวทีเศรษฐกิจ มันน่าขันขนาดไหนที่ประเทศเราทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มนายทุนใหญ่อย่างไร้ประโยชน์ และในที่สุดก็ทำได้เพียงเสริมกำแพงป้องกันธุรกิจให้นายทุนโดยไม่ตั้งใจ และสร้างกำแพงกันไม่ให้ธุรกิจใหม่โตได้โดยง่าย

ทุกวันนี้ ถ้าคุณจะทำธุรกิจอะไรใหม่ๆ คุณต้องใช้เงินทุนมหาศาลสำหรับธุรกิจรายย่อย เพียงเพื่อก้าวข้ามกำแพงโง่ๆที่ไร้ประโยชน์เหล่านั้น ขณะที่ผู้อยู่อีกฝั่งของกำแพงก็ไม่ต้องเร่งพัฒนาอะไรมากเนื่องจากมีกำแพงโง่ๆคอยป้องกันไม่ให้เกิดการแข่งขันได้อยู่

(ลองเสนอแผนธุรกิจดูสิ ประเทศนี้ไม่ว่าจำทำอะไรก็สามารถผิดกฎข้อไดข้อหนึ่งได้ทั้งนั้น)

หนึ่งในหลายๆสิ่งที่ทำให้ผมสนใจในบิตคอยน์ คือการที่ระบบ ถูกออกแบบมาโดยไม่มีข้อห้ามใดๆ ใครอยากจะทำอะไรก็สามารถทำได้ แต่มีกลไกทางตลาดเสรีที่ฝังไว้ ให้ผู้ที่สร้างประโยชน์ต่อระบบ ได้ผลตอบแทนสูงกว่าผู้ที่ต้องการทำลายระบบ

สิ่งนี้แสดงถึงความเข้าใจธรรมชาติมนุษย์ การหวังว่ามนุษย์จะเป็นคนดี และกฎเกณฑ์จะสามารถกีดกันคนชั่วได้นั้นมักให้ผลตรงกันข้าม แต่การใช้ปัจจัยพื้นฐานว่ามนุษย์จะสร้างผลประโยชน์ให้ปแก่ตนเองมาเป็นกลไกในการควบคุมพฤติกรรม ให้ผลที่ยั่งยืนกว่่าเป็นอย่างมาก

ตามที่อดัม สมิธ บิดาแห่งทุนนิยมเสรีได้กล่าวไว้ในหนังสือ Wealth of Nations ว่า การกระทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนของทุกคนนั้น ย่อมส่งผลดีต่อสังคมในภาพรวม มากกว่าการพยายามทำเพื่อส่วนรวมโดยตรงเป็นอย่างมาก

ถ้าเรายังติดอยู่ในวังวนของการควบคุมของรัฐฯ ที่ใช้ข้อบังคับเป็นเครื่องมือในการควบคุมที่มักให้ผลตรงกันข้ามกับที่ผู้ออกแบบเครื่องมือต้องการ ไม่ว่าชาติ หรือ โลก ก็ยากที่จะเดินหน้าต่อไปได้ การสร้างกำแพงควบคุม หรือการแทรกแซงสนับสนุน คือการบิดเบือนกลไกตลาด ทุกครั้งที่ตลาดเสรีถูกบิดเบือน ย่อมเกิดการสูญเสียมูลค่า และนำมาซึ่งความเหลื่มล้ำ และการทวีคูณของความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจเสมอ

เมือเห็นแล้วว่าเกมมันไม่ work เราจะยังเล่นตามเกมกันแบบเดิมๆ ชี้นิ้วด่าคนกระทำผิดความรู้สึกของเรา แต่ไม่คิดถึง fundamentals ของเกมที่ผิดเพี้ยนและไม่คิดจะแก้ไขไปอีกนานเท่าไหร่

การเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่จำเป็นต้องเกิดจากระดับรัฐ เพราะในอดีต ก่อนที่รัฐจะควบคุมกลไกที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือเงิน อำนาจของรัฐก็เป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกแก่ตลาดเสรีมาตลอด

#บ่นๆ #แก่แล้วขี้บ่น

943 Nameless Fanboi Posted ID:O7orBVw5rv

วิธีการเดิมๆของรัฐบาลคือเสนอมาตรการอะไรมา แล้วพอชาวบ้านด่ากันมากมาย ก็บอกไม่ได้เสนอ ที่เสนอไปกลายเป็นข่าวปลอม

944 Nameless Fanboi Posted ID:O7orBVw5rv

ถ้าใครรู้จักนาจาฉบับห้องสิน (Investiture of Gods) น่าจะรู้ว่าเนื้อเรื่องมันไปคนละทางกับเวอร์ชั่นนี้นะครับ เวอร์ชั่นนี้มีความโมเดิร์นมาก

ความสัมพันธ์พ่อลูกระหว่างนาจากับแม่ทัพหลี่ในเวอร์ชั่นเดิมนี่เรียกได้ว่าเป็นปมเอดิปัส พ่อเผาศาลลูก ลูกไล่ฆ่าพ่อ แต่สุดท้ายนาจาก็ต้องยอมสยบให้พ่อเพราะสวรรค์สั่ง เวอร์ชั่นนี้ความกตัญญูเป็นหน้าที่

แต่เวอร์ชั่น 2019 นาจาปกป้องพ่อจากคำสาปสวรรค์และจากมังกรเพราะซาบซึ้งในรักอันปราศจากเงื่อนไขของพ่อ ความกตัญญูไม่ได้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นหน้าที่ แต่กลายเป็นคุณธรรม (virtue)​ ความสัมพันธ์พ่อแม่ลูกก็ถ่ายทอดออกมาแบบสังคมโมเดิร์นเหลือเกิน พ่อแม่ออกไปทำงานปราบปีศาจจนไม่มีเวลามาเล่นกับลูก

เวอร์ชั่นเดิมนาจาถูกสวรรค์กำหนดให้เกิดมาร่วมสงครามสถาปนาราชวงศ์โจว แต่เวอร์ชั่นนี้นาจาเกิดมาเป็นปีศาจ เกิดจากพลังงานอันชั่วร้าย แต่ด้วยการเลี้ยงดูที่ดีเลยทำให้มารกลายเป็นเทพได้ มีความ nurture over nature ถ้าคุณพยายามพอคุณจะเป็นอะไรก็ได้ ซูโทเปียมาก อเมริกันดรีม (ผู้กำกับเองก็เป็น self-taught animator เริ่มจากศูนย์เหมือนกัน)

เราอาจจะบอกว่านี่ไงจีนกำลังรับแนวคิดตะวันตกไปใช้ สังคมนิยมมันไม่เวิร์คล่ะสิ เจ๊กกำลังจะเปลี่ยนไปเป็นทุนนิยมใช่ไหม ช้าก่อน พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีทฤษฎีหนึ่งที่เรียกว่า "Primary stage of socialism" คือเชื่อว่าจีนกำลังอยู่ในระยะแรกเริ่มของยูโทเปียสังคมนิยม แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้จีนต้องเน้นเพิ่มกำลังการผลิตก่อน (จะใช้ทุนนิยมเป็นเครื่องมือเพื่อนำไปสู่สังคมนิยมว่างั้น) ก็มาดูว่าวิธีไหนจะเวิร์คระหว่างแถบแสกนดิเนเวียกับแถบนี้

อ่าวดูนาจาอยู่ดีๆ ทำไมไปแถวนั้นได้ เอาใหม่ อันที่จริงเราจะดูนาจาเป็นวิวัฒนาการของลัทธิขงจื๊อก็ได้ จาก Classical Confucianism > Neo-Confucianism > New Confucianism ซึ่งแนวคิดของลัทธิขงจื๊อเวอร์ชั่นล่าสุดนี้กลายเป็นสโลแกนของพรรคคอมฯ ไปเรียบร้อย ( Harmonious Society, Moderately prosperous society) แสดงให้เห็นถึงการรวมกันของ moral และ political value อย่างแยกกันไม่ออก

ตอนจบเห็นเจียงจื่อหยานั่งตกเบ็ด ซึ่งปล่อยเทรลเลอร์เต็มมาแล้วไปหาดูเอง แน่นอนว่าเจียงจื่อหยาเกี่ยวกับราชวงศ์โจว และเมื่อเกี่ยวกับราชวงศ์โจวมันก็ต้องเกี่ยวกับขงจื๊อ เพราะแนวคิดหลักขงจื๊อคือเราจะกลับไปหาความยิ่งใหญ่ของราชวงศ์โจว ทั้งหมดนี้ช่างสอดคล้องกับแนวคิด Chinese dream -​ make China great again จริงๆ

อาหว์ ซู้ดดดดด

945 Nameless Fanboi Posted ID:05XyvA/Bmj

>>943 ยังเชื่อเรื่องโกเต๊กอยู่เหรอ

946 Nameless Fanboi Posted ID:OUjXzYbz/W

>>944
“สแกนดิเนเวียไม่ใช่สังคมนิยม ไอ้สั๊ส เลิกเอาพวกกูไปเป็นตัวอย่างอวยสังคมนิยมได้แล้ว พวกกูคือทุนนิยมการค้าเสรี”
-มิตรสหายจากนอร์เวย์ท่านนึง

947 Nameless Fanboi Posted ID:8DGMxFRK3o

>>945 หมายถึงทุกๆโยบาย ที่ผ่านนะ มึงน่าเคยเห็นข่าวแนวๆโยนหินถามทาง เช่น มีแนวคิด มีแผนจะ ... ส่วนเรื่องโกเต็กนั้น สส.เพื่อชาติน่าจะเข้าใจผิด

948 Nameless Fanboi Posted ID:J1tFMAR2MI

>>947 กูว่าจงใจมากกว่า

949 Nameless Fanboi Posted ID:IGHwHZ8YGr

ถามนิดนะ โยนหินถามทางนี่คือไม่ดีใช่ป่ะ?

950 Nameless Fanboi Posted ID:ClhigCLGrD

ทรัมป์ถูกลงมติถอดถอนก็จริง แต่จะไปรอดในชั้นวุฒิสภาเพราะเป็นคนแต่งตั้งมาเองทั้ง 250 คน

#เรื่องแต่งแดนขี้ไก่ #มิตรสหายท่านหนึ่ง

951 Nameless Fanboi Posted ID:ffgqRSJaeP

>>949 ไม่มั่นใจว่าจะดีซึ่งจริงๆมันไม่ดี เลยโยนหินถามทาง
เมิงย้อนๆไปดูตั้งแต่มันมาบริหารมาแนวนี้ตลอด

952 Nameless Fanboi Posted ID:Fz0qxNSsA5

#รัฐธรรมนูญ ห้ามส.ส.ถือหุ้นสื่อ ไม่ให้ใช้สื่อเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

#พรรคพลังประชารัฐ มีความสัมพันธ์อะไรก็ไม่รู้กับเนชั่น จึงตั้งให้ผู้บริหาร คือ สนธิญาณ เป็น กมธ. #แก้รัฐธรรมนูญ ในโควต้าพรรค

ความสัมพันธ์แบบนี้กฎหมายไม่ได้ห้าม แต่เมื่อผู้บริหาร สื่อจะทำข่าวเพื่อประโยชน์ใคร?

953 Nameless Fanboi Posted ID:8DGMxFRK3o

ความผิดพลาดที่หลายบริษัทมักทำเวลาปรับตัว คือการไม่สร้างวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการเกิดนวัตกรรม

954 Nameless Fanboi Posted ID:1U4iKwZ9B9

==ผู้หญิงเก็บเงินมากกว่าผู้ชาย==

ผลสำรวจจากสถาบันวิจัยป๋วย อึ๊งภากรณ์ ออกมาชัดเจนว่า

ผู้หญิงจะเก็บเงินมากกว่าผู้ชายในทุกๆช่วงอายุ

เหตุผลน่าจะมาจาก 2 ข้อ

1 ผู้หญิงมีการวางแผนการเงินมากกว่าผู้ชาย

2 ผู้ชายแต่งงานแล้ว มักจะยกเงินให้ผู้หญิงดูแล

อันนี้น่าสนใจมาก

คิดว่าข้อไหนถูก?

ผมเดาว่า (1)

เหตุเพราะว่าผู้ชาย มักใช้เงินด้วยความวู่วาม สูงกว่าผู้หญิง และมักชิ้นใหญ่

-> รถยนต์ บิ๊กไบค์ นาฬิกา แหวน พระเครื่อง เครื่องเสียง

รวมไปถึงการใช้เงินวู่วาม กับเรื่องที่ควรเลี่ยง

-> เหล้า ยา ปลาปิ้ง สุรา นารี พาชี กีฬาบัตร

อันนี้ผู้ชายน่าจะมีจุดอ่อนมากกว่า

ผมกด (1)

955 Nameless Fanboi Posted ID:x9IDOBqBas

>>954 ที่แน่ๆ กูเห็นมาหลายคู่ละ เวลาซื้อของเข้าบ้าน (หรือเข้าร้านในกรณีคนทำธุรกิจ) สกิลต่อรองราคาต้องยกให้เมียทำนะ ประหยัดงบได้พอสมควรเลยละ

956 Nameless Fanboi Posted ID:AbF1q/dMxO

ผู้ชายมันขี้เกียจเรื่องมาก เคยเห็นผู้ชายหอบคูปองไปซื้อของไหมล่ะ

หรือซื้อเสร็จแล้ว ท้ายใบเสร็จมีบอกว่าแลกซื้อต่อได้ ผู้ชายที่ไหนมันเดินกลับเข้าร้านไปบ้างไหม

957 Nameless Fanboi Posted ID:+Lmg7aBVVE

ไม่เห็นด้วยกับการทำหมอนยางพารา 30 ล้านใบแจกประชาชน เพราะถ้าอยากช่วยประเทศชาติจริงๆ รบกวนทำถุงยางอนามัยแจกคนที่เลือกพรรคพลังประชารัฐดีกว่าครับ

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

958 Nameless Fanboi Posted ID:HQWt/uTQau

ดูรายการน๊าเน็คแล้วแบบว่า
คนอื่นๆ ส่วนมากเงินเดือน
13,000-35,000 ทั้งนั้นเลยแฮะ
(ซึ่ง ตันแบบเพิ่มรายได้ไม่ได้แระ
แล้วแถมมีเอาเงินไปลงแชร์ลูกโซ่อีก-"-)

รู้สึกถึงความแตกต่างเลยแฮะ

คือที่เจอๆ รอบตัวผมแต่ละคนเนี้ย
100,000-300,000 ทั้งนั้นเลยนะ
(บางคนเงินเดือน หลักหมื่น
แต่พอรวมๆเงินนอก เช่น ชั่วโมงสอน
แล้วก็ทะลุไปหลักแสนนะ)

คนหาตังง่าย ก็หาง่ายจิงๆ
แต่ความสามารถก็ระดับ
หาคนทำแทนได้ยากทั้งนั้น

959 Nameless Fanboi Posted ID:3jDi9.20SF

>>956 มีเยอะแยะ

960 Nameless Fanboi Posted ID:NrHxI61nJV

>>958 นี่ก็อยู่โลกเดียวกันกับเจ้าของโพสรึปล่าวเนี่ย

961 Nameless Fanboi Posted ID:OLN7MYu1o8

เท่าที่เคยทำข่าวมา ธรรมเนียมนี้ไม่ใช่เรื่องตลก โดยทั่วไปแล้วนักข่าวทำเนียบจะประชุมหารือกันจริงจังหลายรอบกว่าจะได้ฉายาแต่ละปี เดี๋ยวปีหน้าท่านก็โดนอีกแล้วจะชินไปเอง เพราะนายกนี่ไฟต์บังคับ ฉายารมตยังมีเวียนกันบ้าง วิธีเลิกคือมีรปห หรือเลิกเป็นนายก

962 Nameless Fanboi Posted ID:OIlC91lqkL

>>960 อยากอยู่โลกเดียวกันกับโพสต์นั้น มาเรียนการพัฒนาซอฟต์แวร์กับโค้ดสตาร์สิครีบ

963 Nameless Fanboi Posted ID:OLN7MYu1o8

นายณฐพรยืนยันกับบีบีซีไทยวันนี้ (26 ก.ค.) ว่า เขาศึกษาแนวคิดและการดำเนินงานของสมาคมนี้มาอย่างจริงจังและเชื่อว่า อนค.มีแนวคิดที่เหมือนกับอิลลูมินาติ ซึ่งมีตัวตนอยู่จริงในสหรัฐฯ

"สมาคมนี้มันมีแนวนโยบายคือล้มล้างพระมหากษัตริย์ตั้งแต่อยู่ยุโรปแล้ว พูดง่าย ๆ ว่ามีแนวคิดเรื่องของการปฏิรูปโลกใหม่ ส่วน อนค.จะมีความเชื่อมโยงกับองค์กรนี้จริง ๆ หรือไม่ ก็เป็นหน้าที่ที่เขาต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็น" นายณฐพรกล่าว พร้อมกับแสดงความมั่นใจว่าเนื้อหาคำร้องของเขานั้นหนักแน่น และ "มีโอกาสที่ อนค.จะถูกยุบพรรค"

964 Nameless Fanboi Posted ID:z5GOeJxHXc

สามสิบบาทมีมาตั้งนานแล้วครับ แต่รัดถะบานที่รีดภาษีจากชนชั้นกลางมากมายขนาดนี้เพิ่งจะกำเนิด เอาไปช่วยคนจน? ทุกวันนี้คนจนในบริบทของรัดถะบานแทบจะเป็นอภิสิทธิ์ชนอยู่แล้วนะครับ แจกเงินให้เปล่าทุกเดือน เดือนละหลายๆ ร้อย ต้องใช้ให้หมดด้วยนะ คนจนเอาเงินไปซื้อสินค้าที่มีโฆษณา ชื่อดัง เพราะเป็นเงินให้เปล่า ล้มกระดาน sme รายย่อยในพื้นที่ รวมทั้งโชวห่วยรายเล็กรายน้อยที่ไม่มีปัญญาติดตั้งเครื่องรูดบัตร ยุคนี้คนรวยยิ่งรวย คนที่จนลงคือชนชั้นกลางครับ ต่อไปก็จะเหลือแต่คนรวยสุดๆ กับคนถือบัตรคนจน เท่าเทียมดีมาก

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

965 Nameless Fanboi Posted ID:jz5OnTfgTm

ทำไมเกรียนเจ๊กมักทำตัวโง่ๆชอบทำคนไทยดูแย่ใครๆก็รู้พวกนิยมคอสเพลย์ส่วนใหญ่เป็นเจ๊ก Comment แคปภาพ มาจากเพจท่านทูตอิสราเอล

https://www.facebook.com/IsraelinThailand/posts/2941973689160272

.......................................................................................

เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย แถลงตำหนิอีเวนท์ที่มีการคอสเพลย์เป็นทหารเยอรมนียุคสงครามโลก โดยมีตราสวัสดิกะของกองทัพนาซีปรากฎบนหมวก ล่าสุดฝ่ายที่เกี่ยวข้องขอโทษแล้ว

เพจเฟซบุ๊ค Israel in Thaland ของสถานทูตอิสราเอลในกรุงเทพมหานคร โพสต์แถลงการณ์ของนายเมเอียร์ ชโลโม เอกอัครราชทูตอิสราเอลในวันนี้ (24 ธ.ค.) ว่า เขารู้สึกผิดหวังที่เห็นเหตุการณ์การใช้สัญลักษณ์นาซีเกิดขึ้นอีกครั้งในไทย และเป็นการทำร้ายจิตใจชาวยิวหลายล้านคน

"ผมรู้สึกผิดหวังที่เห็นการใช้สัญลักษณ์นาซีเกิดขึ้นอีกครั้งในประเทศไทย คงไม่จำเป็นต้องกล่าวว่าเหตุการณ์นี้นับเป็นการทำร้ายจิตใจชาวยิวหกล้านคน และคนอื่นๆ ที่ตกเป็นเหยื่อของกระบวนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของนาซี รวมถึงญาติพี่น้องของพวกเขาด้วย การศึกษาและความตระหนักรู้ของสาธารณชนในประเทศไทย ยังต้องพัฒนาอีกมากเลยทีเดียว" เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ฯพณฯ ดร.เมเอียร์ ชโลโม

หลังมีการโพสต์แถลงการณ์ดังกล่าว เหล่าชาวเน็ตก็เข้าไปคอมเมนท์ถกเถียงเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้กว่า 1,000 ข้อความ โดยมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยกับทูตอิสราเอลและเห็นแย้ง

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด บุคคลที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ทูตอิสราเอลโพสต์แสดงความผิดหวัง ได้ส่งข้อความขอโทษสถานทูตอิสราเอลแล้ว เพจจึงลบรูปบุคคลที่แต่งชุดทหารเยอรมนีออก

966 Nameless Fanboi Posted ID:5ohDcyRiow

--- ทำไมไม่มีลูก? ---
--- แก่ไปใครจะเลี้ยง? ---
.
.
.
อ้าว .. ถ้าผมแก่ ผมก็เลี้ยงตัวเองดิ
จะให้ลูกมาเลี้ยงได้ไง

สมมุติถ้าวันนึงผมแก่
แล้วผมยังต้องให้ลูกส่งเงินมาให้
(ที่พวกคุณๆ เรียกว่า ค่าเลี้ยงดู
หรืออะไรก็ตามแต่จะเรียกอ่ะนะ)

แบบนี้ ลูกผมเค้าจะตั้งตัว หรือ
สร้างครอบครัวเค้าเองได้เมื่อไหร่อ่ะ ?

คิดเล่นๅ
ถ้าลูกผม ต้องส่งเงินมาให้ผม
ซักเดือนละ 10,000 เงี้ย

ลูกผมเอาเงินก้อนนี้ไปออม ผ่อนบ้าน
หรือ ผ่อนรถ หรือไปเที่ยว ดีกว่ามั้ยอ่ะ ?

แล้วแบบว่า
ลองดูรอบๆตัวซิ
ตา ยาย คนรอบๆตัว
มี ลูกๆ หลานๆ ตั้งหลายคน
พวกเค้าแย่งกันเลี้ยงตายายเค้ากันมั่งมั้ย ?
(หลายๆ ครอบครัวผมฟันธงเลยว่าไม่
<เพราะไม่มีปัญญาเลี้ยงเลยด้วยซ้ำ>)

//แถมบางครอบครัว เจ้ากรรมนายเวร
อาจจะมาในรูปของ ลูกเทวดา ก็ได้นะ

967 Nameless Fanboi Posted ID:.Dap.smKtg

เราชอบในเสาเสาเสาอีพีล่าสุดที่บอกว่ามันไม่เหมือนกัน ระหว่างคนที่เคยมีแล้ววันหนึ่งมันไม่มี กับคนที่ไม่เคยมีแต่แรก ภาพฮ่องกง-แผ่นดินใหญ่ มันก็ฉายชัดเลย

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

968 Nameless Fanboi Posted ID:z.oHv43oNi

รีวิว ด้าน Career ของปีนี้

- ปีนี้ผันตัวจากทำงานประจำมาเป็นที่ปรึกษา
- เวลาต้องเก็บเงินจ่ายภาษีเอง เห็นยอดภาษีแล้ว เห็นข่าวที่รัฐบาลเอาไปใช้ต่างๆ นาๆ แล้วเนี่ย เซ็งมากๆ
- ขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ใช้บริการ ยินดีมากๆ และดีใจที่ทุกคนมีฟีดแบ็คที่ดี รับลูกค้าไม่ได้เยอะมากมายหลายเจ้าแต่ก็ตั้งใจช่วยแก้ปัญหาเสมอหรือถ้างานสอนก็สอนเต็มที่ตลอด ดีใจที่หลายคนออกปากอยากให้ช่วยต่อเรื่อยๆ
- ช่วงปลายปีตัดสินใจว่าจะกลับไปทำงานประจำอีกที เพราะอยากลองสร้างทีม Tech อีกครั้ง และอยากทำให้ถึงขั้นที่ชื่อว่าดีที่สุดในไทย และยอมรับเลื่องชื่อในระดับสากล ไม่รู้จะทำได้สำเร็จมั้ย แต่นั่นคือสิ่งที่อยากทำ
- ขำปนเศร้าตรงที่ไม่ได้โปรโมตตัวเองมาก คนรู้จักหลายคนไม่รู้ว่ารับงานที่ปรึกษา กว่าจะมารู้ก็ตอนตอนที่ตัดสินใจว่าจะกลับไปทำงานประจำอีกทีแล้ว เขาบอกว่ารู้เร็วกว่านี้จะเรียกมาช่วยงาน ซะงั้น เสียดาย
- เพื่อนๆ หลายคนก็บอกงานต่อๆ กันมา ก็ขอบคุณมาก
- เป็นที่ปรึกษานี่เงินดีแต่เหนื่อย (ซึ่งเหมาะกับจังหวะชีวิตพอดี เพราะปีนี้แต่งงาน ใช้เงินเยอะ) มันมี Context switching เยอะมาก แต่มันทำให้เวลาเราออกแบบระบบต้องทำให้ Simple ขึ้น แบบที่กลับมาดูอีกทีแล้วไม่งง
- ที่ปรึกษาเป็นคำทั่วไปของการรับทำอะไรก็ได้ตามที่ลูกค้าพอใจ รับแต่ละงานคือโจทย์ไม่เหมือนกันเลยซักอัน ลูกค้าแต่ละคนก็มีสไตล์ที่ต้องคุยไม่เหมือนกัน มี Level of involvement ที่ไม่เท่ากัน และมี Expectation ที่ไม่เหมือนกัน แต่ทำให้เห็นปัญหาของคนอื่นๆ ที่มักเจอมากขึ้น ซึ่งมีหลายรูปแบบ
- คิดว่าอายุระดับหนึ่งถ้าไม่ย้ายไปเมืองนอกก็อาจจะได้กลับมาทำที่ปรึกษาอีกแหละ แต่ตอนนี้ขอสร้างทีมที่ดีที่สุดให้สำเร็จก่อน หรือถ้าจะไม่สำเร็จก็ขอลองให้สุดๆๆๆ ไปเลยจนพอก่อน
- การเป็นที่ปรึกษามัน Imposter syndrome เยอะมากเลยนะ เพราะหลายๆ เรื่องเรารู้ว่ามีคนเก่งกว่าเราอยู่ แต่ลูกค้าหวังพึ่งเราไม่ได้หวังพึ่งคนอื่น ก็จะบอกตรงๆ เสมอว่าอะไรมีประสบการณ์ เยอะขนาดไหน และอะไรที่เรียนสด ถ้ารู้แล้วยังอยากให้ทำก็ลุยค่ะ
- ตอนเลือกว่าจะไปสร้างทีมที่ไหน ไม่ได้เลือกจากเขาเปิดรับ Lead เลยนะ เลือกจากเคมีองค์กร แล้วก็คุยกับบอสว่าน่าจะรู้เรื่องเข้าขากันระดับหนึ่ง ก็พอละ
- ส่วนตัวคิดว่าถ้าเคมีตรงกัน วัฒนธรรมตรงกันระดับหนึ่ง ก็ไม่จำเป็นต้องเอาอำนาจเข้าไปปรับอะไร ถ้าวัฒนธรรมมันเปิดพอ เสนออะไรดีๆ เขาก็เชื่อเราเอง แต่ถ้าไม่ดีเขาก็บอกเราเองว่าไม่ดียังไง และตรงข้ามถ้าไปอยู่อีกที่ๆ ตัวสภาพแวดล้อม ต้องมีการเล่นการเมืองหนักๆ เพื่อให้สำเร็จอะไรซักอย่าง ถึงจะมีตำแหน่งที่มี Political power สูง ถามว่าเราอยากทำงานใน Environment แบบนั้นหรือเปล่า ก็ไม่นะ
- พอกลับมาดูภาพของทีมในฝันที่อยากสร้าง ก็เห็นชัดนะว่า Environment รวมที่ดีเพิ่มโอกาสสำเร็จภาพนั้น มากกว่าการมี Political power ในองค์กรนะ

ก็ดูล่ะว่าจะได้ขนาดไหนกันนะ ปีหน้าความท้าทายรออยู่

969 Nameless Fanboi Posted ID:gNF1o1+0ws

Bully Complete ครบวงจรเรื่องบูลลี่
........................................
ครั้งก่อน เขียนเรื่องการโดนบูลี่ ว่าผมมีวิธีแก้ปัญหายังไง หลายคนก็แนะนำวิธีไว้นะ แต่แนวทางของผมบอกแบบนี้ก็แล้วกัน
เรื่องที่ต้องเข้าใจ การเฉย ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หลายคนเข้าใจผิด ว่าถ้าเฉยไว้เดี๋ยวมันก็เลิกไปเอง ขอบอกว่า คิดผิดครับ การที่หลังจากโดนบูลี่แล้ว นิ่งหว้ สิ่งที่จะเจอคือ อีกฝ่ายจะคิดว่า มันเป็นเรื่องปรกติ และทำต่อไป หรือหนักขึ้น ๆ สาหตุเพราะ การบูลี่ มาจากพฤติกรรมเหยื่อ และปมด้อย คือคนถูกรังแก แสดงตัวเป็นเหยื่อ จึงถูกปฏิบัติแบบเหยื่อ ส่วนคนที่บูลี่คนอื่น มาจากปมด้อยในใจของเขา เราไม่สามารถแก้ไขปมด้อยในใจเค้าได้ สิ่งที่เราทำได้คือการไม่เป็นเหยื่อ เดี๋ยวมันก็หาเหยื่อที่อื่นเอง

เรื่องแรกเลยคือการแก้ไขการโดนบูลี่ ยิ่งแก้เร็ว ยิ่งจบเร็ว ถ้าปล่อยไว้เนิ่นนานยิ่งแก้ยาก และถ้าเราไม่แก้ไข การบูลี่จะลามเหมือนโรคติดต่อ คนอื่นในสังคม ก็จะเลียนแบบการบูลี่ และบูลี่เราตาม

การจะเริ่มแก้ไข ต้องเข้าใจก่อนว่า พวกมีปมเป็นพวกกระจอกทางจิตใจ โดยลึก ๆ แล้ว เค้าเจ็บปวด และถูกทำร้าย บางคนเข้าขั้นน่าสมเพชเลยทีเดียวละ ดังนั้น ต้องรู้ไว้ก่อนเลยว่า ลึก ๆ แล้ว พวกนี้ ไม่สู้คน มันจะเลือกเหยื่อที่มันทำอะไรก็ได้ ทำไปแล้ว ไม่โต้ตอบ ทำไปแล้ว มันไม่ต้องได้รับผลของการกระทำใด ๆ ดังนั้นการแก้โดยหลัก ๆ คือการทำให้อีกฝ่ายรู้ว่า เราไม่ใช่เหยื่อ ผมแบ่งเป็น 2แนวทาง

แนวทางแรก สันติที่สุด คือ การเปลี่ยนสังคม การหาสังคมใหม่ มันเป็นวิธีที่ได้ผลดีวิธีนึง สมัยก่อนก็เช่นการมีสังคมย่อย หาเพื่อนที่มีความชอบเหมือน ๆ กัน โดยเฉพาะต่งโรงเรียน วิธีนี้ก็ได้ประโยชน์กับเราด้วยนะ เพราะเราจะได้คอนเนคชั่นหลายอย่าง การมีสังคมกว้างขวาง หลายกลุ่ม จะช่วยเราได้กับชีวิตในอนาคต

แนวทางที่ 2 เดินหน้าชน แบ่งเป็น 3ขั้น ตามความรุนแรง(คือถ้ามึงไม่เลิก กุก็เดินหน้าเพิ่มความรุนแรง

970 Nameless Fanboi Posted ID:gNF1o1+0ws

เรื่องแรกเลยคือการแก้ไขการโดนบูลี่ ยิ่งแก้เร็ว ยิ่งจบเร็ว ถ้าปล่อยไว้เนิ่นนานยิ่งแก้ยาก และถ้าเราไม่แก้ไข การบูลี่จะลามเหมือนโรคติดต่อ คนอื่นในสังคม ก็จะเลียนแบบการบูลี่ และบูลี่เราตาม

การจะเริ่มแก้ไข ต้องเข้าใจก่อนว่า พวกมีปมเป็นพวกกระจอกทางจิตใจ โดยลึก ๆ แล้ว เค้าเจ็บปวด และถูกทำร้าย บางคนเข้าขั้นน่าสมเพชเลยทีเดียวละ ดังนั้น ต้องรู้ไว้ก่อนเลยว่า ลึก ๆ แล้ว พวกนี้ ไม่สู้คน มันจะเลือกเหยื่อที่มันทำอะไรก็ได้ ทำไปแล้ว ไม่โต้ตอบ ทำไปแล้ว มันไม่ต้องได้รับผลของการกระทำใด ๆ ดังนั้นการแก้โดยหลัก ๆ คือการทำให้อีกฝ่ายรู้ว่า เราไม่ใช่เหยื่อ ผมแบ่งเป็น 2แนวทาง

แนวทางแรก สันติที่สุด คือ การเปลี่ยนสังคม การหาสังคมใหม่ มันเป็นวิธีที่ได้ผลดีวิธีนึง สมัยก่อนก็เช่นการมีสังคมย่อย หาเพื่อนที่มีความชอบเหมือน ๆ กัน โดยเฉพาะต่งโรงเรียน วิธีนี้ก็ได้ประโยชน์กับเราด้วยนะ เพราะเราจะได้คอนเนคชั่นหลายอย่าง การมีสังคมกว้างขวาง หลายกลุ่ม จะช่วยเราได้กับชีวิตในอนาคต

แนวทางที่ 2 เดินหน้าชน แบ่งเป็น 3ขั้น ตามความรุนแรง(คือถ้ามึงไม่เลิก กุก็เดินหน้าเพิ่มความรุนแรง

ขั้นแรก เมื่อโดนบูลี่ ให้ไปพูดตรง ๆ ว่า "กูไม่โอเค" หรือ "กูไม่เล่นด้วย" พวกนี้ จริง ๆ เกือบทั้งหมดเลยนะ โดนพูดแบบนี้ จะเลิก แต่ก็เกือบทั้งหมดของคนโดนบูลี่ จะอยู่เฉย ๆ หรือบางคนหนักกว่า คือยอมรับ การยอมรับเป็นสิ่งที่นักจิตวิทยากาก ๆ บางคนแนะนำ เพราะมันได้ผลตรงหน้าเร็วและชัดเจน คนบูลี่ จะอึ้ง และงง ทำอะไรไม่ถูก เพราะสิ่งที่พวกบูลี่หวังจะเห็นจากเหยื่อ คือความเจ็บปวด ทุรนทุราย แก้ต่างพัลวันวุ่นวาย หรือขอร้องให้เลิก แต่พอเจอโดนยอมรับเฮย ๆ เลย มันไปไม่เป็น ก็เลยหยุดชั่วคราว แต่รู้ไว้เถอะ ถ้าไม่สตรอง มันจะกลับมาใหม่ และอย่าลืมว่า ครั้งก่อน เรายอมรับไปแล้วในเรื่องที่มันว่า ดังนั้นถ้ามันเอาไปโพทนา คือมันไม่ผิดแล้วนะ ถ้าคิดได้แบบนี้ จะรู้เลยว่า นี่คือเราให้มีดมันแทงเราได้ตามสบายแล้ว

แต่ถ้าโต้มันไปว่า "อย่าเสือกเรื่องของกู" มันจะอึ้งเหมือนกัน แต่มันจะชั่งใจว่า จะบูลี่ต่อ หรือจะเลิก โดยปรกติจะเลิก เพราะโดยปรกติแล้ว พวกนี้จิตใจกระจอก แต่ถ้า มันไม่เลิก แสดงว่า มันชั่งใจแล้ว ว่าเราอ่อนแอกว่ามัน ทำให้รู้ว่า ถ้าไม่เลิก ก็ขั้น 2

ขั้นที่ 2 สตรอง ถ้าเราแข็งแกร่ง มันจะไม่กล้ารังแก อันนี้คือเรื่องจริง เพียงแต่ มันจะมีการลองงัดกับเราบ้าง เช่น ไถตัง ไถของ ใช้งานเรา จำไว้ รู้จักปฏิเสธ คือปฏิเสธทุกอย่างทุกคำสั่งที่มาจากมัน ตัดไปเลยว่า ถ้ามึงพูด คำตอบคือไม่ ห้ามคิดว่า การมีน้ำใจ จะทำให้อีกฝ่ายดีกับเรา อันนั้นมันเรื่องฝันกลางวันละเมอเพ้อพกของพวกขี้แพ้สอนกัน ความจริงมันต่างกันเยอะ อย่ามโน จำว่า ถ้าออกจากปากมัน คำตอบของเราคือ "ไม่" ถ้าเป็นชีวิตในโรงเรียน ก็แนวทางนี้เหมือนกัน ต่อให้เป็นงานกลุ่มก็ต้องตัดมันทิ้ง บอกครูขอเปลี่ยนกลุ่ม หรือถ้าเปลี่ยนกลุ่มไม่ได้ ถ้าร่วมงาน ก็ได้ แบ่งงานได้ จากปากคนอื่นนะ แต่ถ้าโยนมาให้เราทำ ปฏิเสธไปเลยว่า "ไม่" แต่ถ้ามันมาดีด้วย ต้องดีตอบนะ แต่ถ้าออกคำสั่ง ตอบว่า"ไม่"เหมือนเดิม

ขั้น 3 ถ้า2ขั้นไม่เลิก แนะนำให้เริ่มมาตรการสุดท้าย "ลอบกัด" แนะนำให้หาทางให้มันรู้ว่า เราเล่นงานมันได้ มันไม่ใช่เล่นงานเราได้ฝ่ายเดียว การลอบกัด ไม่ใช่การดักตีหัวอย่างเดียวนะ มันคือการหาวิธีจองเวร และเล่นงานมันลับหลังแบบเอาผิดเราไม่ได้ คิดเอาเองว่าทำไงผมมีสารพัดวิธีที่เคยใช้มาแล้ว แต่จะไม่แนะนำ เพราะการทำให้อีกฝ่ายกลายเป็นเหยื่อ มันไม่ใช่เรื่องดีหลอก มันสะใจเราตอนนั้น แต่มันไม่ดีกับเราในภายหลัง

สิ่งที่ต้องรู้คือ ทั้งหมด ต้องให้ผู้ปกครองรับรู้ ว่าเกิดอะไรขึ้น ให้ครูรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ลองบอกครูที่เราไว้ใจ เดี๋ยวเค้าไปบอกกันทั่วเอง สันดารครูน่ะ ปากลำโพง ครูรู้ โลกรู้ ดังนั้น เราบอกครู กับบอกพ่อแม่ เท่านั้นแหละ ยกเว้นขั้น 3นะ อันนี้ ไม่ต้องบอกใคร 5555555555555555555555

อีกเรื่องคือ ทั้ง 2แนวทาง ใช้ร่วมกันได้ เพราะถึงจะเดินหน้าชน แต่การมีสังคมอื่นด้วย มันไม่แปลกนะ ดีเสียอีก

971 Nameless Fanboi Posted ID:0ITc9e0TC.

แนะนำแบบ >>970 เดี๋ยวพวกโลกสวยแม่งก็บอกส่งเสริมความรุนแรงอีก ทั้งที่แม่งตรงจุดสุดละ เอาจริงๆ นะ เด็กหรือวัยรุ่นแกล้งกัน กรณีเมืองไทยน้อยมากที่จะเอาถึงตายหรือปางตายถ้าฝ่ายที่ถูกแกล้งตอบโต้ อย่างเก่งก็สาวหมัดบวกกัน วันหลังโดยมากแม่งก็เลิกแกล้งละ เผลอๆ แม่งกลายเป็นเพื่อนกันอีก สมัยก่อนถ้าดิบๆ หน่อย ใครหมั่นไส้กันถูกครูฝ่ายปกครองนี่ละจับใส่นวมต่อย เอาให้หายบ้ากันไปข้าง แต่เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้ละ

972 Nameless Fanboi Posted ID:OPOpMpCvAh

กมธ. ดีอีเอส : ไม่ได้ดูถูกนะคะ แต่เด็กไทยทำ app สู้ต่างชาติได้เหรอคะ
Jack : ท่านครับ startup ไม่เท่ากับ app ครับ startup = SME ครับ พวกผมทำธุรกิจครับไม่ได้ทำ app, ท่านเอา app grab หรือ claim di ไปถามเด็กมหาวิทยาลัยเก่งๆ ทั่วโลก คนไหนก็ได้ครับ ว่าทำแบบนี้ได้ไหม ทุกคนจะตอบว่าทำได้ดีกว่านี้อีกครับท่าน
ผมทำธุรกิจครับ แต่รัฐไทยพยายามทำappเองแล้วบอกว่า กำลังทำ 4.0
ท่านลองมองกลับไปดูครับ SME ไทยที่ใหญ่โตและเก่งกว่าฝรั่ง มีมากมายเลยครับ คนไทยเก่งครับ แต่ขอย้ำครับ startup ไม่เท่ากับ app ครับ (อ้าว ว่าแต่ท่านที่พูดเปิดประเด็นเมื่อครู่ไปไหนแล้วเหรอครับ ไม่ฟังพวกเราตอบเหรอครับ และไม่กลับเข้าห้องมาอีกเลยจนจบวาระที่เราได้ร่วมประชุม คือ อึ้ง ครับ)

กมธ. ดีอีเอส : startup thai รายไหนบ้างที่ชน GRAB ได้ ผมไม่เห็น
Jack : startup ไหนชน grab ได้ ไม่มีหรอกครับ เขา unicorn ครับ เราเพิ่งเริ่มครับ
แต่ท่านครับเรามี startup ที่สามารถเติบโตไปชน grab ได้ครับ เรามี fizxy seekster skootar drivemate claimdi และอีกหลายรายครับ แต่รัฐต้องช่วยสร้าง startup ไทยเหล่านี้ให้เป็น unicorn ครับ เราไม่ได้ต้องการเงินครับ เราระดมทุนได้ครับ เราแค่อยากให้รัฐสนับสนุนเราทุกวิถึทางให้เราเติบโตได้ครับ
ประเทศไทย ถ้าไม่มี โผน กิ่งเพชร ก็ไม่มีคนสนใจมวย
ถ้าไม่มี น้องเมย์ ก็ไม่มีคนสนใจ badminton
จากนั้นเราก็มี โผน คนที่ 2 3 4 5 และน้องเมย์ คนที่ 2 3 4 5
เช่นเดียวกันครับ ถ้ารัฐไม่ช่วยสนับสนุน เราก็จะไม่มีstartup unicorn ตัวที่ 1 2 3 4 ครับ
...
แต่รัฐกลับตั้งคำถามถามว่า รัฐจะเลือกสนับสนุนเอกชนรายใดรายนึงได้อย่างไร
ท่านครับ ผมไม่ใช่คนไทยเหมือน โผน และน้องเมย์เหรอครับ
ถ้าท่านไม่ทำอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากที่ท่านทำตอนนี้ พวกเราจะถูก ecosystem บังคับให้ไปเป็นบริษัทใน singapore ครับ
...
ผมรอฟัง response ที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคตอันใกล้นะครับ ไม่คาดหวังว่าจะรอ 4-5 ปี เหมือน white paper ที่เราเคยทำไปนะครับ
...
กราบขอบคุณท่านครับที่ให้พวกเราได้เข้ามาพูดในสิ่งที่เราอยากบอกท่านครับ
...
หมายเหตุ เพิ่มเติม กลัวจะไปกันใหญ่
เราไปนำเสนอตามข่าวนี่นะครับ ซึ่งก็เป็นไปด้วยดีครับกับ กมธ ดีอีเอส ชุดนี้ครับ
แต่ที่ผมเล่ามาในpost เป็นเพียงคำถามจากท่าน2คนในที่ประชุมเท่านั้นนะครับ และผมก็ตั้งใจอธิบาบให้ท่านเข้าใจ ecosystem ของ startup ครับ ไม่ได้เจตนา ติเรือทั้งโกรน ครับ
ท่านอื่นๆไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ผมเล่า

973 Nameless Fanboi Posted ID:8iYt2kCAIc

>>971 กูว่ามีเยอะแยะไปนะแกล้งเอาปางตายเนี่ย แค่ไม่เป็นข่าวเฉยๆมากกว่า .... ถ้าจะให้เล่นแรงๆนี่กูว่ามีอยู่ละ เช่น จับตบหน้าละเรียกมากราบตีน หรือจ้างคนมาจับข่มขืนละถ่ายคลิปหรือถ่ายคลิปตอนมันช่วยตัวเองไว้ไรงี้ แค่ไม่เป็นประเด็นแค่นั้นแหละ ก็ไม่รู้จริงๆนะว่าจะใช้วิธีจองเวรคอมโบไหนแรงๆสุดๆได้บ้าง มันต้องขึ้นกับทักษะการหาข้อมูลของเหยื่อด้วยว่าจะเอาคืนได้ขนาดไหน ยิ่งข้อมูลเยอะและตรง ยิ่งข้อมูลผู้ล่ามากยิ่งหาเรื่องได้มาก

974 Nameless Fanboi Posted ID:N2H6emfstE

>>973 เชื่อเหอะบ้านเราไม่ได้มีกรณีแบบนั้นบ่อยๆ ไม่งั้นมันต้องเป็นวาระแห่งชาติแล้ว เด็กทั่วไปไม่กล้าทำไรอำมหิตขนาดนั้นง่ายๆ หรอก มันถึงไม่ค่อยมีข่าว ต่างจากพวกอาชีวะตีกัน อันนี้แม่งเป็นปัญหาจริง ข่าวเล่นมาตลอด มีระบบรับรุ่น ลงขันซื้ออาวุธ จัดทีมไล่เก็บสถาบันคู่อริเหมือนสงครามแก๊งมาเฟีย ต่างจากวัยรุ่นทั่วไปที่จะมีเรื่องคือมีเรื่อง ไม่ได้แบ่งเป็นรูปแบบองค์กร ถ้าเด็กทั่วๆ ไปเป็นปัญหาหนักจริงต้องแบบเมกาโน่น โหดทั้งคนแกล้งและคนเอาคืน

975 Nameless Fanboi Posted ID:v194BFbjks

>>974 ที่ รร เก่ากู (ชื่อดังแห่งหนึ่งในลพบุรี) มีคนโดนบูลลี่ทนไม่ไหวเอาปืนยิงหน้าเลยว่ะ แต่ปิดข่าวเงียบเพราะเมืองทหาร+ 20-30 ปีก่อนปิดข่าวง่ายกว่าเดี๋ยวนี้

976 Nameless Fanboi Posted ID:xHqv0msH6E

การเก็บภาษีที่ดินเพื่อการพาณิชย์ มีจุดอ่อนอยู่ที่เป็นการเก็บตามมูลค่า (ไม่เก็บตามรายได้) เพราะมันกลายไปเป็น fix cost ที่ค่อนข้างสูง และผปก ไม่สามารถบริหารต้นทุนให้ลดลงได้ (ไม่สามารถจะประหยัดเพื่อลด คชจ ส่วนนี้ได้) บางธุรกิจรายได้น้อย ก็ต้องจ่ายแพงเท่าธุรกิจที่รายได้มาก กลุ่มที่อาจโดนกระทบหนัก คือพวกที่สินค้าโดนควบคุมราคาขายและต้องใช้พื้นที่ในการสตอกสินค้ามาก เช่น ร้านขายแก๊ส (บรรจุถังที่ใช้ตามครัวเรือน)
ตามหลักภาษีควรเก็บมากน้อยตามผลกำไร
การเพิ่ม fix cost ให้กับธุรกิจนั้น
หากช่วงที่ ศก ดี ปัญหาอาจมองไม่เห็น แต่พอ ศก แย่ธุรกิจอาจจะต้องปิดตัวกันมากขึ้นเพราะ fix cost ที่สูง เมื่อธุรกิจปิดตัวมากขึ้น นั่นหมายถึงการซ้ำเติมเร่งให้ ศก แย่หนักลงไปอีก
สรุป การเก็บภาษีเพื่อการพาณิชย์ของภาษีที่ดินนั้น ผิดหลักการตั้งแต่ต้นทางที่ไปเพิ่ม fix cost ให้แก่ธุรกิจ

977 Nameless Fanboi Posted ID:7dpnNdjQyr

>>972 Jack มันทำ Startup กี่เจ้าละ ต้องยอมรับว่ามันห่วยเองสู้ต่างชาติไม่ได้ เลยมาขอทางภาครัฐช่วย

978 Nameless Fanboi Posted ID:1X7yV8cYCC

>>975 ไม่ต้องเมืองทหารล่ะ ประเทศเรานี่แหละตัวดี ขโมยปืนที่บ้านเอามายิงเพื่อนที่รร ไม่ใช่โรงเรียนช่างเทคนิกอะไรนะรรธรรมดาเนี่ยแหละ (กูลูกครูเลยรู้เรื่องเยอะ มีตั้งแต่ยิงโกรธแค้นกันจนยิงแย่งแฟน) (ไม่นับรวมเอามีดมาฟันอาวุธต่างๆนาๆมีอีกเยอะ) ซึ่งสมัยก่อน เรียกว่าแค่10กว่าปีก่อนก็ปิดข่าวง่ายมาก มันเลยเหมือนไม่มีเหตุการณ์ไร

979 Nameless Fanboi Posted ID:1X7yV8cYCC

กูอยากเสริมเรื่องแก้ปัญหาบุลลี่ การแก้เรามักมองแต่ฝ่ายถูกกระทําให้ช่วยเหลือตัวเอง ให้โต้กลับอย่างนู้นนี้ บางครั้งฝ่ายโดนบุลลี่ก็ไม่ผิดเห้อะไรแต่ต้องมาปรับชีวิตตามเกมบุลลี่อีกนี่เพื่ออะไรวะ
-คือฝ่ายบุลลี่เนี่ยมันมีทั้งพวกที่ไม่รู้ตัวว่าบุลลี่ คือคิดว่าแกล้งๆเอาสนุกไรงี้ ไม่ได้คิดไรมาก กูอยากให้มีการสอนเรื่องมารยาททางสังคมและการเห็นใจและใจกันไรงี้หว่ะ หรือมีแบบทดสอบว่าตัวมึงบุลลี่เปล่า แล้วควรปรับนิสัยตัวเองอย่างไร
แล้วสอนไปเลยว่าแม่งเป็นเรื่องอัปยศไรงี้
-แล้วก็สอนให้สังเกตการบุลลี่แล้วช่วยเหลือเบื้องต้นไรงี้
แบบควรมีวิชาสังคมแบบปลูกฝังพวกนี้ไปเลย แล้วยํ้าๆๆๆๆไปจนฝังเข้าไปจิตใต้สำนึก

980 Nameless Fanboi Posted ID:1X7yV8cYCC

แล้วการแก้ไขปัญหาการบุลลี่ด้วยการตอบโต้ด้วยความรุนแรงนี่มันใช้ไม่ได้เสมอไป
บางครั้งการบุลบี่มันไม่มีหลักฐานชัดเจน แล้วเรารู้สึกทนไม่ได้เลยกระทำกลับไป ไอบุลลี่แม่งจะหยิบเรื่องที่เรากระทํามาเป็นประเด็น ไปฟ้องครูบ้าง ทําให้เรากลายเป็นฝ่ายผิดแทน
แล้วไม่นับพวกบุลลี่ที่พ่อแม่เป็นคนใหญ่คนโตอีก ลูกทําเหี้ยอะไรเล่นกลับยาก+พวกเหี้ยนี่จะมองลูกชั้นเป็นคนดีตลอด ถึงมีหลักฐานไปฟ้องศาลได้ก็โดนเล่นกลับ
กูนี่แหละเคยเจอมาแล้ว ควย

981 Nameless Fanboi Posted ID:4VcTPBv4vE

อ่านที่พวกมึงเล่ามา สมัยก่อนประเทศกูมันดาร์คขนาดนั้นเลยหรอวะ

982 Nameless Fanboi Posted ID:madWns+9kz

>>981 แสดงว่ามึงไม่ทันยุคยิงกันในร้านเกม
ไปเล่นเกมสมัยนั้นไม่ต่างจากไปรรในเมกาไอสัส

983 Nameless Fanboi Posted ID:uBKL5ELVQv

กูถูกลูกอาจารย์รังแก ทำอะไรไม่ได้
ถ้าตอนนั้นปืนมันหาง่ายกว่านี้ กูก็คงไปยิงกราดโรงเรียนแม่งแบบในอเมริกาไปแล้ว

984 Nameless Fanboi Posted ID:LUkInfzNRO

เพื่อนที่เคยบูลลี่กุ ปัจจุบันเป็นติ่งเนทฟลิกซ์+คุณพ่อมือใหม่ มันแชร์+อวย 13 reason why บอกว่าเป็นซีรีย์ที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ควรดู แต่แม่งคงลืมนึกถึงกูลืมนึกถึงสิ่งที่เคยทำกับกุในอดีตไปหมดเกลี้ยง ทั้งที่ปัจจุบันก็ไปมาหาสู่นัดแดกข้าว คุยไลน์ในกลุ่มอยู่ด้วยกันนั่นแหละ

985 Nameless Fanboi Posted ID:VN2ooKfy9d

แล้ววันนี้ก็มาถึง วันที่ผมกด unsubscribe พอดแคสรายการที่ผมฟังมาตลอดตั้งแต่อีพีแรก

เมื่อประมาณสองปีที่แล้ว ในช่วงที่เริ่มเข้าสู่จักรวาลของพอดแคสและยังไม่ค่อยมีรายการในไทยที่ทำอย่างเอาจริงเอาจังเหมือนทุกวันนี้ แบบที่ตั้งตัวเป็นสถานีเป็นตัวเป็นตัวอย่าง the standard podcast หรือในปีล่าสุดช่องที่เราเชียร์มาตลอดอย่าง salmon podcast การได้ฟัง mission to the moon แหล่งความรู้ที่เรามองว่ามีประสิทธิภาพแห่งหนึ่งในโลกวัยทำงาน

ส่วนตัวรู้สึกดีใจและขอบคุณคุณรวิศที่ทำมันขึ้นมา และที่มันยอดเยี่ยมไปกว่านั้น คือ การประกาศตัวว่าจะเป็นพอดแคสที่จัดทุกวันไม่มีวันหยุด จนถึงปลายปีนี้เดือนธันวาคม 2562 ก็เข้าสู่อีพีที่ 600 กลางๆแล้ว บวกกับรายการใหม่ที่เปิดตัวปีที่แล้วอย่าง 5 minutes podcast ที่สร้างมาสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลา อยากรู้อยากฟัง แต่ขอสั้นไปหน่อย และยังมี world news report รวมตัวเป็นสามทหารเสือที่หากใครกด subscribe แล้วคงรู้สึกคล้ายกันว่า ทุกวันที่ตื่นขึ้นมาแล้วเข้าแอพพอดแคสจะได้เห็นอีกสามตอนใหม่อยู่เสมอ นี่ยังไม่ได้พูดถึงอีกรายการที่พูดเรื่องการทำงานล้วนๆอย่าง boss’s eye view และ super productive กับทีม the standard ที่คอยปลุกพลังยักษ์ในตัวคุณให้เป็นคนที่ดีกว่า

และผมเชื่ออย่างสุดหัวใจว่าจะมีหลายรายการที่กำลังถูกคิดค้นรอวันเปิดตัวอย่างไม่หยุดหย่อน

หากพูดถึงตัวเนื้อหารายการในแต่ละอีพีนั้น ครอบคลุมเนื้อหาที่เหมาะกับการทำงานทั้งเรื่องงานและเรื่องคน อัพเดทความรู้ เทรนด์โลก หนังสือ แนวคิดที่น่าสนใจ หากเอามือสุ่มหยิบลงไปในตะกร้าแห่งนี้ สิ่งที่ติดมือมาต้องมีประโยชน์ไม่น้อย แต่สิ่งที่น่าทึ่งไปกว่าตัวเนื้อหานั้น สิ่งที่อยู่เบื้องหลังพลังงานแห่งพอดแคสนี้ คือ วินัย

รู้สึกทึ่งเสมอเมื่อนึกถึงเรื่องของวินัยของคุณรวิศ ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของการนำเสนอตัวตนของเขา หากมองเขาในแง่ของการเป็นต้นแบบที่ดีในด้านการสร้างวินัย เรียกว่า โดดเด่น หาตัวจับยากเหลือเกิน กล่าวอีกอย่าง คือ การที่จะแนะนำหรือบอกให้คนอื่นทำหรือไม่ทำอะไร แต่ตัวเองไม่ได้เป็นคนทำมาก่อนนั้นย่อมไม่น่าจะมีความน่าเชื่อถือ

ในอีพีหนึ่งจากพอดคาส mission to the moon ที่ผมเคยฟังและยังจำได้ดี คุณรวิศเล่าว่า ครั้งหนึ่ง มหาตมะ คานธี ด้วยความที่ขณะนั้นเขาเป็นคนดัง พูดอะไรแล้วน่าจะมีคนคล้อยตามได้ง่าย มีคนหนึ่ง เข้ามาพบและโน้มน้าวว่าให้คานธีไปช่วยบอกคนอื่นๆหน่อยว่า การบริโภคน้ำตาลน้อยลงจะส่งผลดีต่อสุขภาพจริงๆ แต่คานธีนั้นรับฟังและบอกเขากลับไปว่า เราขอเวลาสองสัปดาห์แล้วจะกลับมาบอก

ผ่านไปสองสัปดาห์ คานธีกลับมาพร้อมคำแนะนำของคนนั้น เขาลองลดน้ำตาล โดยกินกาแฟไม่ใส่น้ำตาล และไม่เพิ่มน้ำตาลลงในอาหารอื่นๆ ครั้งนี้ เขาพูดได้อย่างเต็มปากว่า เมื่อกินน้ำตาลน้อยลงนั้นดีต่อสุขภาพเขาจริงๆ

สิ่งที่ต้องการจะบอกในเรื่องนี้ก็คือ ก่อนที่เราจะแนะนำคนอื่นว่าอะไรดีหรือไม่ดี อย่างน้อยควรทดลองกับตัวเองก่อน เพื่อให้สิ่งที่เราได้สื่อสารออกไปนั้นมีน้ำหนัก และเป็นเหตุเป็นผลจริงๆ

986 Nameless Fanboi Posted ID:VN2ooKfy9d

นั่นทำให้สิ่งที่คุณรวิศนำเสนอและเชิญชวนให้ผู้ฟังของเขาทำในสิ่งที่เขาเชื่อว่าดี เช่น การวิ่งมาราธอน การทำสมาธิ การอ่านหนังสือ การอดอาหารแบบ Intermittent fasting แบบ 16/8 หรือ 18/6 หรือซับซ้อนกว่านั้น การออกแบบเวลาด้วยการทำ time boxing ใช้หูฟังแบบ noise cancelling การวัดผลองค์กรด้วย OKR หรือแม้แต่การเล่นตัวต่อเลโก้กับลูกนั้น ล้วนมีแนวโน้มให้ผู้ฟังเชื่อและเห็นประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้จริง และผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนมีประโยชน์ไม่น้อยเลย

แต่ไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรม year review กับกลุ่มคนแปลกหน้าที่ไม่เคยเจอกันมาก่อนเกือบสิบคน เราต่างเปลี่ยนกันเล่าเรื่องราว รีวิวชีวิตตัวเองของปี 2562 ที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร ให้คะแนนกับตัวเองในแต่ละเรื่องดีแค่ไหน

ด้วยความที่เราต่างเป็นบุคคลแปลกหน้าซึ่งกันและกัน การสนทนาในบางส่วนจึงถูกออกแบบและโน้มน้าวให้รูปแบบเป็นไปในทางที่เปิดเผยความตรงไปตรงมา แน่นอนว่าการเก็บรักษาความลับทุกเรื่องราวในวันนั้นถูกนำมาใช้อย่างเคร่งครัด

จากการสังเกต ผู้มาร่วมกิจกรรมนี้ ส่วนตัวมองว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ แต่ละคนมีพื้นฐานการศึกษาที่ดี มีการงานที่น่าสนใจและกำลังสร้าง Impact กับสังคมไทยอยู่ไม่น้อย โดยใช้ความสามารถและความถนัดแต่ละคนสร้างผลงานอะไรบางอย่างโดยไม่รอความช่วยเหลือจากหน่วยงานหรือสิ่งที่ถูกคาดหวังว่ามีหน้าที่เหล่านั้นเหมือนแต่ก่อน

จนเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ยิ่งนาน ยิ่งดึกมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พบว่าหลายคนประสบปัญหาการไม่มีความสุขกับชีวิตของตัวเอง อาจจะด้วยสภาพแวดล้อม ปัจจัย เงื่อนไขส่วนบุคคล หรือเหตุผลอะไรก็ตามแต่ จนเราได้ลองคุยกันลึกลงไปเรื่อยๆ จนพบประเด็นหนึ่งที่เป็นจุดร่วมของทุกบทสนทนา นั่นคือ เกือบทุกคนล้วนได้รับอิทธิพลจาก mission to the moon ไม่มากก็น้อย

บางคนเล่าให้ฟังว่าปีหน้าตั้ง new year resolution เป็นการวิ่งมาราธอน บางคนบอกว่าจะอ่านหนังสือทุกวันและให้เยอะขึ้นกว่าที่ผ่านมา บางคนบอกว่ามีปัญหาการจัดการเวลา ก็เลยลองทำ time boxing บางคนบอกว่าจะทำสมาธิ-ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น

แต่บางคนเล่าว่าปีที่ผ่านมาก็ได้ลองทำตามสิ่งที่ mission to the moon นำเสนอแล้วรู้สึกว่าทำตามยากเหลือเกิน พยายามแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จ บางคนรู้สึกเหนื่อยกับการทำตามคำแนะนำในบางเรื่อง การสร้างเงื่อนไขและวินัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายดายเหมือนการสไลด์มือถือหรือดูซีรี่ส์พร้อมอาหารที่อร่อยแต่ไม่ดีต่อสุขภาพเลย พาลทำให้เกิดอาการผิดหวังกับตัวเอง เหมือนรู้อยู่แก่ใจว่าทางที่ควรทำคืออะไร แต่ไม่อยากทำเพราะมันยาก มันเหนื่อย ใช้พลังใจเยอะเหลือเกิน คนอื่นเขาทำกันได้ยังไง บานปลายไปถึงการเปรียบเทียบตัวเองกับคุณรวิศก็ยังมี จนเกิดอาการที่เราเรียกกันเองว่า “mission to the moon syndrome”

987 Nameless Fanboi Posted ID:VN2ooKfy9d

แน่นอน เรื่องนี้ส่งผลกระทบกับผมไม่น้อย มีช่วงหนึ่งเกิดความรู้สึกคล้ายกับที่เพื่อนๆเล่าไป จนทำให้วันนั้นผมไม่อยากทำอะไรเลย เพราะรู้สึกว่าตัวเองทำไม่ทันแล้ว ทำไมเรามันห่วยขนาดนี้ กินขนมตามใจปากมากกว่าเดิมเพราะหวังจะให้มีความดีต่อใจบ้าง บางทีก็คิดว่าแค่จะตามฟังพอดแคสให้ครบทุกตอนเหมือนที่เป็นมาก็กลายเป็นเรื่องน่าผิดหวัง รู้สึกผิดกับตัวเองว่า แค่จะฟังพอดแคสให้จบ ยังทำไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับความก้าวหน้าเรื่องอื่นๆล่ะ

แล้ววันนี้ก็มาถึง วันที่ผมกด unsubscribe พอดแคสรายการที่ผมฟังมาตลอดตั้งแต่อีพีแรก

แถมยังกดลบอีพีที่ค้างกว่าห้าสิบตอนที่ยังไม่ได้แม้แต่จะอ่านแคปชั่นว่าเกี่ยวกับอะไรเลย
เป็นครั้งแรกที่รู้สึก...บอกไม่ถูกเหมือนกัน

สไลด์มือถือ เปิดดูรูปเก่าๆอย่างไร้จุดหมาย ท่ามกลางความรู้สึกว่า นี่เรากำลังทำอะไรอยู่วะ บังเอิญไปพบกับรูปที่เคยแคปเจอร์ไว้เป็นรูปของสเตตัสเฟซบุ๊คคนหนึ่งที่ได้เขียนรีวิวงาน super productive show งานทอล์คโชว์ครั้งแรกของคุณรวิศ ขนาดหนีมาแล้ว ยังต้องเจออีกหรอเนี่ย มีความคิดหนึ่งว่าจะลบรูปนั้นทิ้ง แต่ให้โอกาสตัวเองอ่านอีกครั้ง และทำให้พบเนื้อหาส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นพาร์ทที่พี่เอ๋ นิ้วกลม ผู้เป็นหนึ่งใน speaker ในงานนั้น พูดถึงคำว่า “บ้าง....ก็ได้” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแง่มุมที่น่าสนใจในเนื้อหาทอล์คโชว์วันนั้น ที่พอจะเอาน้ำลูบให้ตัวเองเย็นลงไปได้แม้เพียงเล็กน้อย

มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ปีนี้ผมค้นพบและได้รับมาด้วยความโชคดี หนังสือชื่อว่า ‘ค่อยๆไปแต่ไม่หยุด’ของพี่พู อุรุดา โควินท์ เป็นสารคดีเชิงประสบการณ์ส่วนตัว ที่พูดถึงตัวเองเรื่องการใช้ชีวิต ด้วยความที่เขาลาออกมาจากงานออฟฟิซแล้วมุ่งหน้าเข้าสู่วงการแห่งงานเขียน เล่าผ่านประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยอุปสรรคต่างๆ แต่บอสใหญ่จริงๆนั้นคือ ตัวเอง

นอกจากงานเขียนที่พี่พูพยายามเขียน รักษาวินัยการเขียนสม่ำเสมอ ผลิตงานด้วยสมองและหัวใจ จนเราอาจจะเคยได้เห็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของเธอมาแล้วบ้าง เธอยังเป็นคนรักษาวินัยเรื่องการวิ่งเช่นกัน เธอวิ่งโดยไม่เน้นการล่ารางวัล แต่เน้นวิ่งอย่างสม่ำเสมอทุกวันที่สี่ถึงหกกิโลเมตรเท่านั้น และเธอไม่คิดจะลงมาราธอน

ในตอนท้ายแต่ละบท เธอจะเขียน “ถึงคนไปเร็ว และไม่เคยหยุด” เป็นประโยคส่งท้ายปิดแต่ละบท เพื่ออุทิศถึงผู้ที่เก่งกว่าเธอในแต่ละด้าน และในบทที่หก เธอเขียนถึงคุณ นาวิน ต้าร์

“คุณดูดีมากเมื่ออยู่ในชุดนักวิ่ง เมื่อไรที่มีการแข่งมาราธอนตอนกลางคืน เราคงเจอกัน ฉันจะไม่ลืมโบกมือให้คุณ ระหว่างนี้ฉันจะวิ่งเป็นวงกลมในสนาม และส่งใจเชียร์ไปให้ถึงถนนของมาราธอน”

หนังสือเล่มนี้ปลอบใจผมเสมอ เวลาที่รู้สึกเหนื่อยจากการวิ่งตามเส้นทางที่คนอื่นคาดหวัง และบางวันที่แอบเฆี่ยนตีตัวเอง

เมื่อจะมุ่งหน้าเข้าสู่เป้าหมายใดก็ตาม ไม่จำเป็นต้องวิ่งไปบนถนนเส้นเดียวกับคนอื่น
เราไม่จำเป็นต้องวิ่งเร็วมาก เราค่อยๆไปก็ได้ ตามแรงและใจที่เรามี
ค่อยๆไปก็ได้ จะช้าหรือช้ามากก็ได้ แต่ต้องไม่หยุด
“ตราบเท่าที่เราไม่หยุด สักวันชีวิตจะศิโรราบต่อเรา”

หากวันหนึ่งผมมีโอกาสลงวิ่งมาราธอนบ้าง
ผมจะขอยกให้คุณรวิศเป็นคิปโชเก้
และให้คุณอุรุดาเป็นจุดดื่มน้ำ

#nicenitiread

988 Nameless Fanboi Posted ID:ENcwYRXFDD

28 ธันวาคม 2310
วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
.
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงปราบดาภิเษกขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์กรุงธนบุรีอย่างเป็นทางการ โดยเป็นพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียวในสมัยอาณาจักรธนบุรี
.
พระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระองค์คือด้านการศึกสงคราม ทรงรบทัพจับศึกป้องกันเมืองจากพม่าตั้งแต่ยังทรงเป็นข้าราชการในสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ให้แก่พม่า ทรงวางแผนกอบกู้เอกราชจากพม่าได้โดยใช้เวลาเพียง 7 เดือน ซึ่งเริ่มจากการเข้าโจมตียึดเมืองจันทบูร เมืองธนบุรี และค่ายโพธิ์สามต้น กรุงศรีอยุธยา ขับไล่ทหารพม่าออกจากราชอาณาจักรได้ในปี 2310
.
แม้จะทรงครองราชย์เพียง 15 ปี แต่พระองค์ทรงทำสงครามป้องกันภัยเมืองอย่างต่อเนื่องตลอดรัชสมัย ทั้งการปราบกลุ่มก๊กที่แตกแยกเป็นฝั่งเป็นฝ่ายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยา การทำสงครามกับพม่าถึง 9 ครั้ง และเขมร 3 ครั้ง ซึ่งทรงได้รับชัยชนะทุกครั้ง นอกจากนี้ในด้านศาสนา พระองค์ทรงรวบรวมพระไตรปิฎก อัญเชิญพระแก้วมรกต และพระบาง (พระพุทธรูป) จากเวียงจันทน์กลับมายังกรุงธนบุรี และด้านวรรณกรรม พระองค์ได้พระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ไว้ถึง 4 ตอนในปี 2313 คือ ตอนพระมงกุฎ, ตอนหนุมานเกี้ยวนางวานรินทร์จนถึงท้าวมาลีวราชว่าความ, ตอนท้าวมาลีวราชว่าความจนถึงทศกัณฐ์เข้าเมือง และตอนทศกัณฐ์ตั้งพิธีทรายกรด พระลักษมณ์ต้องหอกกบิลพัทจนถึงหนุมานผูกผมทศกัณฐ์กับนางมณโฑ
.
#News #TheStandardCo

989 Nameless Fanboi Posted ID:S3rzO0AyiK

>>988

“””””””อัญเชิญ””””””””

990 Nameless Fanboi Posted ID:sxxtt+kJsy

วงการหนัง AV ญี่ปุ่นเนี่ย หนังเกย์ดูมีความใส่ใจในการหานักแสดงกว่าแนวชายหญิงนะ เพราะอย่างน้อยหนังเกย์ก็หานักแสดงใกล้เคียงตามบท ตามท้องเรื่องกว่า
ส่วนหนังชายหญิงเนี่ย แม่งใส่ใจแต่เรื่องตัวละครหญิงอย่างเดียวเลย ส่วนตัวละครชายเนี่ย "ใครก็ได้" ขอแค่มีควยก็พอจริงๆ
ตามบทบอกว่าเป็นนักเรียนชาย เด็กวัยรุ่นชาย แต่มึงก็เอาพวกคนวัย 30 40 50 รุ่นลุงๆมาเล่นกันได้ลงคอ (โดยส่วนใหญ่อ่ะนะ มีส่วนน้อย แค่บางเรื่องจริงๆที่ใช้ดาราหนุ่มๆหล่อๆตามท้องเรื่อง)

991 Nameless Fanboi Posted ID:sxxtt+kJsy

ต่างด้าวหน้าตาไม่ดี ใช้แรงงาน
ต่างด้าวหน้าตาดี ถึงอยากจะใช้แรงงาน

แต่จะมีพลังแม่เหล็ก ส่งคนมาทาบทาม
เสนอทางเลือกที่หาเงินได้ง่าย และเร็ว

สุดท้ายก็มักจะพ่ายแพ้ใจตัวเอง

พี่หมีเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะครับ

992 Nameless Fanboi Posted ID:2Q3ptiLgbL

>>990 แล้วไงวะ กูไม่ได้มาดูผู้ชายนี่
อย่างน้อยแนวblackedเขาก็ใช้คนดำแหละวะ

993 Nameless Fanboi Posted ID:uHOHRMZW6Q

เวลามาใช้ชีวิตอยู่ตปท. ระบบต่างๆ ที่เมืองไทยดีกว่าได้ชัดคือ
-การเงิน (บ้านเรารับส่ง โอน จ่ายบิล เต็มเงิน นั่นนี่ๆ ผ่านมือถือไวและดีกว่ามาก)
-อินเตอร์เนท (บ้านเราเร้วกว่ามากกก ลื่นกว่ามาก)
-เข้ารพ.เมืองนอกคือยากมาก ต้องฉุกเฉินจริงๆ /นิดหน่อยแล้วอยากเข้ารพ.เอกชน ไม่มีจ้า รอเท่านั้น

994 Nameless Fanboi Posted ID:ojk253W9Hd

สื่อไทยไม่ค่อยสนใจข่าวลบต่อจีนและอาลีบาบาแบบนี้

ข่าวเขาบอกว่า Jack Ma น่าจะถูกบีบให้เกษียนก่อนกำหนดตั้งแต่ปีที่แล้วเพราะเป็นภัยคุกคามต่อสีจิ้นผิงและพรรคคอมมิวนิสต์ หม่าจึงต้องรีบสละเรือก่อนจะเสียชีวิตเหมือนประธาน HNA (ที่ตกลงมาตายขณะเซลฟี่ตอนเที่ยวอยู่ในฝรั่งเศส) และอีกหลายคนที่หายสาบสูญไป (บางคนก็ลี้ภัยไปต่างประเทศ)

หลัง Jack Ma วางมือและโอนสิทธิในการเป็นเจ้าของให้บุคคลที่ไม่ปรากฎชื่อ 5 คน Alipay ก็ทำสัญญาเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับ Unionpay ซึ่งเป็นของรัฐ ซึ่งเป็นสัญญานว่าอาลีบาบาจะถูกกลืนเป็นของพรรคคอมมิวนิสต์ในที่สุด

คุณเคยเห็นสื่อไทยรายงานข่าวพวกนี้มั๊ย? มีแต่ข่าวยกย่อง Jack Ma ว่ารู้จักพอ 😂

https://www.voanews.com/east-asia-pacific/have-retired-jack-ma-alibaba-steered-away-china-communist-partys-clutches

995 Nameless Fanboi Posted ID:sxxtt+kJsy

Summary 10 สิ่งที่ได้เรียนรู้ ในปี 2562

- ปีนี้ได้เข้าไปสอน ให้คำแนะนำคนอื่นแบบไม่ได้มีการหวงความรู้ บอกเล่าวิธีการทำธุรกิจตัวเอง เคล็ดลับไม่มีปิดบัง บางครั้งบางคนถึงถามว่า เฮ้ยบอกหมดแบบนี้ไม่กลัวผมทำแข่งหรอ ผมถามกลับเลยว่าที่ผมบอกไปจะสำเร็จในกี่ปี เค้าก็บอกขอ 3-5 ปี ผมก็ตอบเค้าว่า “ถ้า 3 ปีบริษัทผมยังเหมือนเดิมไม่ก้าวหน้าไปไหนก็สมควรแล้วที่จะถูกทำแข่ง”
.
- โลกทุกวันนี้ ความรู้ที่ทุกคนได้แทบจะเท่าๆกัน แต่จะต่างกันที่การลงมือทำ โอกาสเดี๋ยวนี้มันไม่ได้หายากแบบเมื่อก่อนอีกต่อไป ใครที่ลงมือทำด้วยวินัยของตัวเอง มีโอกาสที่จะสำเร็จ ตลาดในปัจจุบันยังมีโอกาสอีกมาก การทำอะไรซักอย่างหนึ่งเดี๋ยวนี้ ไม่จะเป็นต้องเริ่มด้วยเงินอีกแล้ว เพราะ Platform มันเอื้อให้เราเยอะ
.
- มีความสุขในการทำให้คนอื่นสำเร็จ เช่นการให้การสนับสนุนทีมในหลายๆเรื่อง ใช้ทรัพยากรบางอย่าง แทนที่จะให้ตัวเองก็ลองเปลี่ยนมาให้ทีมดู ผมว่ามันสร้างพลังงานบวกกับผมนะ เพราะว่ามันเหมือนเรากำลังทำภารกิจบางอย่าง มันมีความยาก มันมีลักษณะ รูปแบบที่เปลี่ยนไปตลอด เหมือนกับการทำเควสในเกมเลย
.
- ปีที่ผ่านมาเรียนรู้และลงทุนในตัวเองอย่างหนัก ปีนี้ก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่าง ถึงมันจะไม่ออกผลแต่มันเหมือนไปเติมเต็มในใจบางอย่างแบบว่าเฮ้ย วันนี้ทำจนสุดทาง สุดแรง เต็มร้อย วันข้างหน้ากลับมาดู จะได้ไม่ต้องมาว่าตัวเองว่าวันนั้นเราน่าจะทำ รู้งี้ ปีนี้เป็นปีที่ทำไรก็จัดเต็มตลอด “อย่าให้ ความเจ็บปวดจากการไม่ทำในอดีตมาทำร้ายเราในปัจจุบัน” ถ้าเกิดขึ้นมันจะทำร้ายเรานาน
.
- ผมบอกทุกคนรอบตัวตลอด ความรู้มันเป็นของถูก ทุกคนเข้าถึงได้ คนเก่งที่รู้เยอะ ไม่เจ๋งเท่าคนที่รู้ปานกลางแต่เรียนรู้เร็ว Life long learning คือสิ่งสำคัญในยุคนี้ และทีม Nextzy ก็เริ่มหาทีมที่มีนิสัยแบบนี้มาซักพักแล้ว
.
- ให้แรงบันดาลใจ ให้ความเชื่อมั่น สุดท้ายให้อำนาจ 3 อย่างนี้จำให้ขึ้นใจในการสร้างคนในทีม
.
- บริษัทในทุกวันนี้สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ทรัพย์กรบุคคลอีกต่อไป แต่คือความ Creativity ของคนในองค์กร ถ้าขาดสิ่งนี้มันจะไม่ดึงดูด ขาดความสนุก ขาดแรงบันดาลใจและขาดการคิดนอกกรอบ และ tech startup ส่วนใหญ่ขาดสิ่งนี้ในทีม “และสิ่งสำคัญที่ผมบอกทีมตลอด อภิสิทธิ์พิเศษ เป็นของอัจฉริยะเท่านั้น”
.
- ผมสร้างความรู้สึกอิสระในบริษัท ต่อจากข้อทีแล้วเพราะมันจะทำให้เกิด Creativity ได้ ความรู้สึกอิสระต่างจากอิสระนะ ความรู้สึกอิสระทำให้ทีมกล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าที่จะนอกกฏเกณฑ์ และออกจากเซบโซนของตัวเอง ในขณะที่ยังทำงานอยู่กับเรา ให้เค้าเติบโตในทางที่เค้าถนัดและสอดแทรกการทำงานในสายอื่นๆที่เป็นประโยชน์กับตัวเขาเองในอนาคต เพราะทุกวันนี้ Hard skill ในสายงานเพียงอย่างไม่เพียงพอที่จะผ่านคลื่นปฏิวัติของ Gen z อีกต่อไป (เด็กจบใหม่ทุกวันนี้มีแต่ปีศาจเก่งและเรียนรู้เร็วทั้งนั้น) คำเดิม “สิ่งสำคัญที่ผมบอกทีมตลอด อภิสิทธิ์พิเศษ เป็นของอัจฉริยะเท่านั้น”
.
- วันนี้(วันที่เขียนอยู่) วันนี้มาเที่ยวหลวงพระบาง ทุกคนมุ่งเป้าหมายเพื่อที่จะมาเที่ยว รถเกิดยางรั่วตรงไหล่เขากลางทาง ทุกคนรีบลงจากรถ มาช่วยกัน กลุ่มผู้หญิงรีบแบ่งคนมาโบกให้รถคันอื่นโบกให้รถหลบ ช่วยหักกิ่งไม้มาวางขวาง กลุ่มผู้ชายช่วยเหลือคนขับ ชายคนนึงให้คำแนะนำว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ต่างไปยกก้อนหินมาหนุนล้อ อีกคนช่วยโยกแม่แรงดันรถให้ยกขึ้น อีกกลุ่มไขน๊อตนำยางอะไหล่ จากหลังรถลงมาเพื่อเปลี่ยน ทำทุกอย่างเสร็จ ก็ผลัดกันถ่ายรูปให้กันและกันซึ่งเป็นวิวระหว่างทาง โดยที่ไม่มีใครบ่นออกมาแม้แต่คนเดียว ทำคนสนุกกับเพื่อนใหม่ วิวระหว่างทาง และเริ่มสอบถามวางแผนเป็นหุ้นส่วนเพื่อหารค่ารถเหมาไปเที่ยวที่ต่างๆ ผมว่าเหตุการณ์แหละที่เรียกว่า “ทีม” มีทุกร่วมช่วยแก้ มีสุขร่วมเสพ และสนุกกับระหว่างทาง
.
- อย่าลืมขอบคุณตัวเราเองที่พามาถึงจุดนี้ อย่าลืมว่าเราเคยมาจากไหน อย่าลืมใครที่เคยช่วยเหลือเราไว้บ้าง
.
สุดท้ายขอฝากคำคมที่เหมาะกับผมในปีนี้ของใบบัด อิรภาพคือการถูกขังอยู่ในกรงที่เรารัก” road to 32
—29/dec/2019

996 Nameless Fanboi Posted ID:OKIOt8ccPJ

>>994 ประเทศเราถือ จีน กับ มะกัน เป็นลูกพี่ โม่ง คิดว่าเราจะกล้าไปงัดข้อกะพวกพี่เขาไหมอ่ะ?

997 Nameless Fanboi Posted ID:yTFWXKyXre

>>994 มันจะ ok กว่านี้นะถ้าข่าววิเคราะห์มันไม่ได้มาจากอเมริกา แต่มาจากประเทศอื่น ...

998 Nameless Fanboi Posted ID:/JjIoTp85n

>>997 ติ่งเมกาดีกว่าติ่งเจ๊ก

999 Nameless Fanboi Posted ID:T2CSgEFeog

>>998 อย่าหมิ่นกู กูติ่งจีนไต้หวัน จีนที่แท้ทรู

1000 Nameless Fanboi Posted ID:eThl0rm2b/

>>994 นี่ละมั้งคนจีนถึงสอนว่าแม่ทัพกุนซือถ้าช่วยขุนศึกครองบัลลังก์แล้วให้เร้นกายหายตัวไป หาไม่แล้วจะไม่ได้ตายอย่างสงบในบั้นปลายชีวิต

Posts limit exceeded

Topic has reached maximum number of posts.

Please start a new topic.