Fanboi Channel

โม่งมิตรสหายท่านหนึ่ง 10th quotes ในรัชกาลที่ 10

Last posted

Total of 902 posts

801 Nameless Fanboi Posted ID:Kia1/zkoLW

ก็ไม่แปลกแล้วนะ ตอนนี้เข้าสู่ยุคสมัยที่ เงิน มีมูลค่ามากกว่าอำนาจ และเมื่อมีเงิน มึงจะเสกอะไรก็ได้ แต่ก่อนเคยคิดนะ เงินซื้อไม่ได้ทุกอย่าง

จนช่วงนึงของชีวิต กูลองไม่มีเงินดู.. โอ๊ะ อีเหี้ย ลำบากสัสๆ พอมีเงินนะ อำนาจมา การค้าการขาย ที่ต้องใช้เส้นสายเปิดมากขึ้น ทุกอย่างสะดวกโยธิน

ใครว่าเงินซื้อคนไม่ได้ คงเป็นเพราะมึงซื้อผิดคน ไม่ก็เงินน้อยเกินไป แต่เมื่อเงินถึง เงินไปได้ งานมันจะเดินของมันเอง

ทั้งการศึกษา การแพทย์ การบริการ
และมีคำที่กล่าวไว้ว่า
"ไม่ว่างานนั้นจะสกปรกแค่ไหน แต่เงินนั้นหอมหวานเสมอ"

ถึงคุณบอกไม่รับเงิน แต่เชื่อเถอะ
"ยังมีคนอีกมาก ที่พร้อมจะทำแทนคุณ"

และยุคสมัยเช่นนี้ มันก็จริงมากๆ ที่หากไร้เงินตรา มึงแทบจะไร้ตัวตน แม้กระทั่ง สถานที่ท่องเที่ยว มันยังคัดคนเข้าด้วยเงิน

802 Nameless Fanboi Posted ID:Kia1/zkoLW

มีคนบอก อยู่ไทยยังไงก็ผิดกดหมายสักตัวอยู่ที่จะโดนเล่นเมื่อไหร่ ชัดเจนมาวันนี้ตอนนี้ แค่จะพูดก็มีกดหมายควบคุมเราแล้ว

803 Nameless Fanboi Posted ID:g6iVyrHCD0

ยื่นบัญชีทรัพย์สินผิดไป 150,000 บาท จากทรัพย์สินทั้งหมด 500 กว่าล้าน #ไม่มีโอกาสเเก้ไข ติดคุกไป สองเดือน ตัดสิทธิ์การเมือง 5 ปี เเต่ไอ้ที่ยื่นผิดจากที่ดิน 600 ไร่เป็น 1,700 ไร่ กับ มีเงิน 90 ล้าน ใส่ 0 เกินไปเป็น 900 ล้าน ปปช. อนุญาตให้เเก้ไขได้เพราะไม่มีเจตนา

Cr Peerapong Amornpich

804 Nameless Fanboi Posted ID:ef64QWUtFA

"หญิงไทยส่วนใหญ่มักทำงานที่คนเดนมาร์กไม่นิยม เช่น งานทำความสะอาดหรืองานกะดึก แม้ไม่ใช่งานที่ทำให้ร่ำรวยแต่ก็เป็นงานที่เลี้ยงชีพให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ แตกต่างจากในประเทศไทย งานประเภทเดียวกันกลับได้ค่าตอบแทนที่ห่างไกลจากคำว่าคุณภาพชีวิตที่ดี
เรื่องเล่าจากสารคดีทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมผู้หญิงอีสานต้องดิ้นรนหาทางแต่งงานไปอยู่เมืองนอกเพื่อไปทำงานใช้แรงงานที่คนเดนมาร์กเองก็ไม่อยากทำ
สิ่งที่พวกเราค้นพบยิ่งน่าเศร้า เพราะการทำงานหนักในประเทศไทยให้ไม่ได้แม้กระทั่งคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐาน ยิ่งสำหรับคนที่ต้องดูแลหลายชีวิตในครอบครัวแล้ว งานประเภทนี้ไม่สามารถทำให้ใช้ชีวิตได้จริง"

805 Nameless Fanboi Posted ID:+oiHXebHjE

>>804 ทำเป็นเศร้าพอคนไทยต้องทำแบบนี้ แต่เสือกไม่เศร้าให้พวกบร๊ะม่าที่ต้องมาดิ้นรนแบบนี้ในไทย

มึงลองแทนคำว่าไทยด้วยบร๊ะม่า แทนคำว่าเดนมาร์กด้วยไทยดู

มิตรสหอยสองมาตรฐาน

806 Nameless Fanboi Posted ID:fMv..dpZKQ

ก็แค่เมียเช่าลาวอีสานมักง่ายขี้เกียจทำงานเลยไปเอาผัวฝรั่งแก่ๆ ที่ไปทำงานรับจ้างก็ไม่ใช่อะไรมันต้องทำงานให้มีรายได้เสียภาษีเพื่อเอาสัญชาติ ถ้าอยู่บ้านเฉยๆไม่จ่ายภาษีมันก็มีแค่่วีซ่าสมรส พวกพม่ามาขายแรงงานในไทยแม่งยังสร้างตัวจนรวยได้เลยอีห่า

807 Nameless Fanboi Posted ID:s8wG9drpst

อ.สุขุม นวลสกุล ได้พูดถึงคุณธนาธร ในรายการริงไซด์การเมือง เมื่อพิธีกรร่วมถามว่า มีอะไรฝากหรือเตือนถึงคุณธนาธรไม๊ อ.บอกว่า เขาไม่กล้าเตือนหรือฝากบอกอะไรหรอก เพราะเขาขลาด และไม่กล้าหาญเท่าคุณธนาธร
การเดินเกมของคุณธนาธรครั้งนี้ ในการลาออกทุกตำแหน่งทางสภาหลังทิ้งระเบิดลูกใหญ่ให้คณะกรรมมาธิการฝ่ายงบประมาณได้ทำงานต่อ ระดับผู้ใหญ่ฝ่ายปชต.รวมทั้งคนที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศหลายคนล้วนชื่นชม ว่ากล้าหาญและแหลมคมมาก เป็นครั้งแรกที่ตั้งคำถามตรงๆกับทหารพร้อมเอกสารหลักฐานประกอบครบถ้วน(ทำงานหนักมาก) อย่างเช่น ส.ส สุนัย ,คุณอรรถชัย,ดร.เพียงดิน,ลุงอาคม,คุณจอม,อ.ชูพงษ์และอีกหลายๆคน ส่วนคนที่ตั้งคำถามแปลกๆ ก็มี อ.วิโรจน์,คุณแขกแห่งวอยซ์ทีวี (ไม่นับรวม ปวิน เพราะนั่นเหตุผลส่วนตัวล้วนๆ) ก็ไม่แปลกใจและไม่น่าเกลียดอะไร เพราะเขาเป็นสื่อสาย พท.อยู่แล้ว และจากข่าวของคุณอานันท์ ,อ. ส.ศิวลักษณ์ (ไม่ได้คิดว่าเขาเปลี่ยนข้าง แต่เขาอาจทนไม่ไหวแล้วจริงๆ) ก็ค่อนข้างจะมั่นใจว่า คุณธนาธร มาถูกทาง การต่อสู้ไม่โดดเดี่ยวแน่นอน แต่ที่แปลกใจมากๆ กับบางคนในฝ่ายปชต.ที่คิดว่าตัวเองฉลาดล้ำลึก รู้ทันคุณธนาธร (นึกถึงสนธิ ลิ้มกับ ดร.เจิมศักดิ์สมัยคุณทักษิณ) ไม่ดีอย่างโน้นอย่างนั้น มาเตะถ่วงการต่อสู้ให้มันสะดุดอย่างน่ารำคาญทำไม ที่จริงควรเอาเวลาและสมองอันชาญฉลาดไปส่งเสริมพรรคที่ตัวเองชื่นชม จะมีประโยชน์กว่า พรรคจะได้เข้มแข็งและเดินไปด้วยกัน ชัยชนะของประชาชนจะได้เห็นแสงสว่างมาบ้าง ได้แต่หวังว่า เมื่อถึงเวลาถ้าไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิด จะกล้ามาขอโทษคนที่เขาหมิ่นและเหยียดหยามหรือเปล่า หรือจะทำเนียนๆไป ก็ไม่แปลกเหมือนกัน ส่วนตัวเราโครตมั่นใจ ว่าวันนั้นต้องมาถึงแน่ๆ วันที่พิสูจน์ว่า คุณธนาธร,อ.ปิยะบุตรและพรรค อนค.คือของจริง เพราะเรามองอย่างโง่ๆเพียงข้อเดียว คือชีวิตเขามีทุกอย่างพร้อมแล้ว แต่ยอมทิ้งมาเพื่อความฝันและอุดมการณ์

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

808 Nameless Fanboi Posted ID:igfTCYLz4J

ส่งข้อความไปสุขสันต์วันเกิดแฟนเก่า มันไม่อ่านไลน์ แต่ผ่านไปชั่วโมงนึงอัพไอจีเป็นรูปไปกินข้าวกับแฟนใหม่

#มันต้องกำลังเย็ดกันอยู่แน่ๆ

809 Nameless Fanboi Posted ID:LnXpx7RLLk

เปิดตัวฐานข้อมูลใหม่สำหรับประเทศไทยในชื่อ TiDE ครับ

“ศูนย์รวมข้อมูลเศรษฐกิจไทย” หรือ “Thailand's Integrated Database for Economics (TiDE)” คือ Platform ที่ให้บริการข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ครอบคลุมหลายด้าน เช่น ภาคเศรษฐกิจ ภาคการเงิน สถาบันการเงิน และดัชนีเศรษฐกิจต่าง ๆ เป็นต้น โดยให้บริการสืบค้นที่สามารถใช้งานได้ง่ายและไม่มีค่าใช้จ่าย

TiDE จัดทำโดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อตอบโจทย์ในด้านการสนับสนุนข้อมูลการทำวิจัยและการศึกษา รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้เกิดการทำวิจัยเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยมากยิ่งขึ้น

https://tide.pier.or.th/

810 Nameless Fanboi Posted ID:ba1mCjwwZb

เจอหน้ากันทำยังกะเจอผี
ทั้งๆที่เคยเอา....หีจ่อหน้ากู

811 Nameless Fanboi Posted ID:NBVlboGCRY

หนัง LGBT ไทย ที่ทำเงินเยอะ คือหนังที่สามารถเรียกชายแท้หญิงแท้ให้มาดูได้ เช่น ตุ๊ดซี่แอนด์เดอะเฟค (ที่กำลังฉาย) หอแต๋วแตก ปล้นนะยะ สตรีเหล็ก ว้ายบึ้มเชียร์กระหึ่มโลก ตั๊ดสู้ฟุด คู่แรด

หนัง LGBT ไทย ที่ทำเงินน้อย คือหนังที่เรียกคนดูได้แค่เกย์กะเทยและสาววาย เช่น หนังเกย์ดราม่า เกย์โรแมนติก กะเทยดราม่า กะเทยโรแมนติก

สิ่งนี้สะท้อนว่า สังคมไทยยอมรับ LGBT เฉพาะคนที่มีลักษณะเป็น "ตัวตลก" ชายแท้หญิงแท้มองว่าชาว LGBT คือสิ่งมีชีวิตที่มีหน้าที่สร้างเสียงหัวเราะ ซึ่งหากไม่ทำหน้าที่นี้ จะไม่ได้รับการยอมรับ

เพื่อนกะเทยของฉันคนหนึ่ง (นางอยู่ในวงการหนังนี่แหละ) เรียกหนังตระกูลนี้ว่า "ละครสัตว์ มาดากัสก้า" เพราะมันคือการนำสิ่งมีชีวิตหลายสปีชี่มารวมกัน และใช้คุณลักษณะทางกายภาพของสัตว์แต่ละตัวมาเรียกเสียงฮาจากผู้ชม

สรุป สังคมไทยยอมรับชาว LGBT แต่ยอมรับแบบ "มีเงื่อนไข"

812 Nameless Fanboi Posted ID:0QHf1B8X+4

ดังนั้นการที่จะบอกว่า ประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญจำนวนน้อย คงไม่ใช่เรื่องจริง

ความจริงคือ

1. โอกาสที่จะได้แสดงศักยภาพในประเทศไทย มีน้อยมาก เนื่องจากเราลงทุนในระบบสำเร็จรูปเสียมากกว่า ทำให้สุดท้ายแล้ว นักพัฒนาทั้งหมด ได้ถูกแปรสภาพไปเป็นผู้ใช้งาน (หรือประยุกต์ใช้) เทคโนโลยีอื่นโดยปริยาย

2. ด้วยค่านิยมบางประการ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญมักจะมี Ego ทำให้แต่ละคนเลือกที่จะเชี่ยวชาญในด้านของตัวเองเท่านั้น โดยไม่ค่อยร่วมมือกับผู้อื่น ทั้งๆ ที่โครงการแต่ละโครงการ จะสำเร็จได้ เกิดจากการให้ความร่วมมือกัน

3. ขาดวิสัยทัศน์จากด้านธุรกิจ เพราะจากรายงานของ NSF พบว่า ส่วนใหญ่ที่สำเร็จการศึกษามานั้น จะเน้นด้านวิศวกรรมศาสตร์ ในขณะที่ธุรกิจจะเดินได้ ต้องอาศัยกลไกด้านธุรกิจเพื่อผลักดัน เพราะต่อให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมา แต่เป็นเทคโนโลยีที่ไม่ตอบโจทย์ตลาด สิ่งที่พัฒนาขึ้นมานั้นก็ขายไม่ได ถือเป็นสิ่งที่ไม่มีมูลค่า

813 Nameless Fanboi Posted ID:vUeVrzi0uG

>>811 ปัญญาอ่อนว่ะ เสือกเอารสนิยมการดูหนังมาปนกับการเลือกคบคนในชีวิตจริง

กูก็มีเพื่อน lgbt และกูก็ไม่ต้องการให้เพื่อนกูเป็นตัวตลกให้คนดูถูก มันจะสร้างเสียงหัวเราะหรือไม่ก็ได้แล้วแต่มัน แต่สำคัญคือมันมีคุณลักษณะของกัลยาณมิตร แค่นั้นคือจบ ส่วนหนัง lgbt กูไม่ดูทั้งสองแบบเพราะไอ้แบบแรกมันกากแถมมุกก็แป้ก ส่วนไอ้แบบที่สองกูไม่ดูเพราะกูไม่อิน และกูไม่มีความสนใจจะดู lgbt มามุ้งมิ้งโรแมนติกดราม่ากัน เพราะงั้นกูจะเสียเงินให้กับสิ่งที่กูไม่สนใจทำหีหมาไรล่ะครับ ใครชอบใครอยากดูก็ดูไปดิ ยังไงวะ หนังอวยขายไม่ออกเลยมาพาลโทษว่าสังคมผิดว่างั้น

814 Nameless Fanboi Posted ID:lJx988Y7s5

>>811 ก็ทำหนังเลสเบี้ยนสวยสองคน มีฉากเอ็กซ์ตีฉิ่งกันมันๆเยอะๆ เดี๋ยวก็มีทั้งคนธรรมดาทั้งLGTVไปดูเอง ไม่เห็นBlue is the warmestรึไง เนื้อเรื่องกับตัวหนังกากชิบหอง แต่มีฉากตีฉิ่งที่สุดยอดเลยดังเป็นพลุแตก

ปล. แต่อย่าไปทำหนังทอมถึกเยสสาวน้อยล่ะ ไม่มีใครอยากดู

815 Nameless Fanboi Posted ID:lomXCYyDDS

ตอนที่ประเทศไทยจะมีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ก็มีคนไม่เห็นด้วย บ้างก็ว่าไม่คุ้มค่า บ้างก็ว่าจะทำให้เสียทัศนียภาพของเมืองหลวง ยิ่งตอนเริ่มก่อสร้างที่ต้องมีการปิดผิวจราจร คนก็ก่นด่า

พอจะขยับมาทำรถไฟใต้ดิน...ยิ่งมีคนออกมาว่าอีกว่า จะเป็นไปได้ยังไง น้ำท่วม กทม.ทุกปี รถใต้ดินจะวิ่งได้เหรอ อันตราย และคงไม่สามารถเปิดให้บริการได้เพราะโดนน้ำท่วม

ลองนึกสิครับว่า ถ้าตอนนี้ กทม. ไม่มี BTS ไม่มี MRT คนจำนวนมากจะมีชีวิตอยู่อย่างไร สภาพการจราจรจะเลวร้าย (กว่าที่เป็นอยู่) อย่างไร

ที่พูดเรื่องนี้มิใช่จะวิจารณ์เรื่องระบบการขนส่งมวลชนของประเทศ แต่จะยกให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า เวลาที่มีการคิดโครงการอะไรสำหรับอนาคต มักจะมีคน (ที่ไม่ใช่ว่าจะรู้จริง หรือมีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ มาก่อนเลย) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ให้ความเห็นเสมอๆ และโดยมากมักจะออกมาในแนวคัดค้าน ต่อต้านไม่เห็นด้วย ซึ่งก็มีเหตุผลทั้งที่ฟังได้บ้าง ไม่ได้บ้าง จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง มาประกอบ

เรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยพัฒนาของประเทศก็คล้ายกัน ที่เรามักจะได้คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยในด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม มากำกับดูแลงบประมาณ และเป็นผู้มีอำนาจในการชี้เป็นชี้ตายเรื่องของงบประมาณ โดยที่ปราศจากความเข้าใจที่แท้จริง และมักจะอ้างเหตุผลว่า วิจัยแล้วขึ้นหิ้ง ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและพัฒนาให้ประเทศแล้วไม่เห็นได้อะไรกลับคืนมาเป็นรูปธรรม

ต้องบอกเลยว่า ผลของการวิจัยและพัฒนา และการลงทุนด้านนี้มีทั้งที่เป็น รูปธรรมและนามธรรม ส่วนที่เป็นรูปธรรมก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นชั่วข้ามคืน เหมือนการเพาะถั่วงอก มีงานวิจัยหลายๆ งานที่ต้องใช้เวลายาวนานและความต่อเนื่อง เปรียบเสมือนการปลูกป่าสักหรือไม้ยืนต้น แต่หากถามหาความก้าวหน้าหรือผลลัพธ์ทุกๆ ปี หรือรายเดือน ก็ไม่ต่างกับ สร้างกฎเกณฑ์และวัดความสำเร็จด้วยตัวชี้วัดการเพาะถั่วงอกกับโครงการสร้างสวนป่าที่นอกจากจะได้ป่าไม้แล้วยังได้ความชุ่มชื้นของดิน สิงสาราสัตว์ ได้มีที่อยู่อาศัย ซึ่งต้นถั่วงอกให้ไม่ได้ วิจัยและพัฒนาจึงมีหลายประเภท แต่เรามักจะถูกคนที่ไม่เข้าใจเหมารวมกันเสมอ และใช้เป็นข้ออ้างในการทำร้ายระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจยิ่งนัก ในขณะที่ประเทศอื่นๆ มีแต่จะเพิ่มงบวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่เรากลับทำร้ายตัวเองระยะยาว ด้วยการใช้ระบบการพิจารณาจัดสรรงบประมาณที่ไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

เรื่องของการลงทุนวิจัยและพัฒนาก็ต้องลงมากพอในระดับหนึ่งถึงจะเริ่มคาดหวังผลได้ ลงน้อยมากแต่อยากได้ผลมากๆ มันทำได้หรือ ไม่งั้นประเทศอื่นๆเค้าก็คงทำไปแล้ว เหมือนอยากสร้างสวนป่าแต่ให้งบแค่จัดสวนขวด....

แน่นอนครับว่าหน่วยวิจัยต่างๆ ทั้งที่เป็นมหาวิทยาลัยและหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ต้องปรับตัวให้มากขึ้น เพื่อจะแสดงศักยภาพของการวิจัยของเรา แต่ไม่ใช่ว่าจะให้ทุกๆ คนไปทำวิจัยเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ ไม่มีใครเค้าทำกันอย่างนั้นครับ ดังนั้นผลลัพธ์ที่ผู้มีอำนาจพิจารณางบประมาณอยากจะเห็นเป็นรูปธรรมจึงเป็นแค่ข้ออ้างของคนที่ไม่เข้าใจ หรือพยายามทำความเข้าใจ

เราต้องเชื่อและพิสูจน์ว่า กรุงเทพฯ ก็มีรถไฟใต้ดินได้ และตัดสินใจทำ เพื่อส่วนรวม เพราะถ้าขืนไปเชื่อคนที่ออกมาวิจารณ์โดยที่ปราศจากข้อเท็จจริง หรือภูมิความรู้ที่ถูกต้องแล้ว เราคงกลับไปขี่ช้างกันอย่างที่ฝรั่งชอบคิดว่าคนไทยยังใช้ช้างในการคมนาคมอยู่....

816 Nameless Fanboi Posted ID:+S4ucKr6+d

>>815 แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้เล่นสร้างรถไฟฟ้าทุกสายพร้อมกัน แทนที่จะทยอยสร้างไปเรื่อยๆ ตามแผนเดิมที่วางไว้ เกิดเสร็จพร้อมกันแล้ววันนั้นหาคนขึ้นไม่ได้นี่ซวยโคตรๆ เลยนะ นึกถึงญี่ปุ่น รถไฟหลายสายทยอยปิดเพราะประชากรรุ่นใหม่ไม่เกิด ไทยเองก็เหมือนกัน

เว้นแต่ไทยจะกล้าทำแบบอเมริกา คือใครอยู่ใน ปท. xxx ปี ได้กรีนการ์ด ลูกเกิดมาได้สัญชาติ นั่นละค่อยว่ากัน

817 Nameless Fanboi Posted ID:9wGCCnMUab

>>816 แทนที่จะสร้างไปเรื่อยๆ 555 ที่มันยัดพร้อมกันตอนนี้เพราะมันไม่ได้สร้างมาเรื่อยๆ ไง ที่ผ่านมารัฐบาลขาดเสถียรภาพ แรงจูงใจ และอำนาจผลักดันมากพอ ผิดดับก่อนนี้ที่รัฐบาบกับผู้ว่ากทม.มีอำนาจเป็นเนื้อเดียวกันแล้วมีอำนาจที่รัฐบาละลเรือนไม่มี มีนถึงยัดได้เต็มเหนี่ยว ลองรัฐบาลทั่วไปสิ BTS เว้นมาเป็นสิบปีกว่าจะได้สร้าง รอสร้างทีละนิดแบบมึงว่า ปี 2100 ก็สร้างไม่เสร็จหรอก

818 Nameless Fanboi Posted ID:2Jk7upKv83

>>817 สรุปว่ารัฐบาลลุงตู่ดีตรงนี้เหรอ

819 Nameless Fanboi Posted ID:tuSICjO+mP

>>818 ถ้ารัฐบาลอื่นป่านนี้ยังมีแต่ตอมั้ง

820 Nameless Fanboi Posted ID:004hOgLbza

>>819 หลายๆสายก็เริ่มสร้างตั้งแต่สมัย อภิสิทธิ์ ยิ่งลักนี่

821 Nameless Fanboi Posted ID:ZWtO+iWLtV

รัฐบาลทหารจ่ายทหารพอ รัฐบาลปกติอาจต้องจ่ายหลายต่อ

822 Nameless Fanboi Posted ID:+hWJGycF8.

>>817 ตามแผนเดิมมันมีอยู่ว่าสร้างสายนี้เสร็จค่อยไปสายโน้นต่อ ไม่ได้จับยัดพร้อมกันแบบนี้ ซึ่งกูว่าแบบนั้นมันสะท้อนความเป็นจริงมากกว่า ใครจะไปรู้ว่าอีก 5-10 ปีข้างหน้า สภาพของเมืองมันจะเป็นแบบไหน ไม่แน่ถ้า ตจว. ที่เป็นเมืองชั้นนำมันเกิดเจริญขึ้นมา คนรุ่นใหม่ๆ ไม่แห่เข้า กทม. อย่างเดิมอีก บวกประชากรก็ไม่ได้เพิ่มอีกแล้ว กูว่าบางสายมีไม่คุ้มกันบ้าง

แล้วมันเคยมีช่วงผู้ว่าฯ กทม. กับรัฐบาลกลางเป็นเนื้อเดียวกันนะ สมัยมาร์คไง 52-54 อะ

823 Nameless Fanboi Posted ID:9wGCCnMUab

>>818 จะว่างั้นก็ได้ อำนาจเด็ดขาดมีข้อได้เปรียบตรงนี้ละ แต่วิธีใช้ส่วนใหญ่มึงก็เห็นว่ายังไง

>>822 มันถึงเริ่มสร้างบางสายสมัยอภิสิทธิไง แต่หม่อมเอ๋อแม่งก็ไม่ได้เนื้อเดียวกันขนาดนั้น ปชป.อยากเฉดหัวแม่งออกไปจะตายห่า

เอาจริงๆ นะ ประชากรกทม.ลดลงไม่มากหรอก อีกอย่าง แค่นักท่องเที่ยวที่เข้ามาในกทม.ปีละเกิน 10 ล้านแล้ว ในอนาคตคาดกันว่าจำนวนจะเพิ่มอีกเท่าตัว C ใน consumer ของไทยพึ่งต่างชาติมานานแล้ว BTS บางเวลาต่างชาติแน่นกว่าคนไทยอีกนะ

824 Nameless Fanboi Posted ID:+1zphuc0Zk

>>823 นักท่องเที่ยวจะอยู่โซนในๆ ไม่ได้กระจายไปทั่วไงมึง อย่าง BTS เนี่ย มึงจะเห็นต่างชาติเกลื่อนเลยนะ คือเลยทองหล่อเข้ามาถึงสยาม กับสะพานตากสินมาถึงศาลาแดง (สีลม) แค่นั้น แต่ในอนาคตนักท่องเที่ยวยังมีโอกาสเพิ่มอีกหรอวะ กูมองว่าถ้าเมืองอื่นๆ แม่งดันพัฒนาไล่ตาม กทม. มาทัน กูว่าแม่งคงไปลงเมืองนั้นแทนอะ พวกเมืองชั้นนำมันเป็นสนามบินนานาชาติหมด อย่างอู่ตะเภา สมมติเปิดเป็นสนามบินพาณิชย์เต็มตัว กูว่านักท่องเที่ยวแม่งไม่น่ามาแวะ กทม. ละมั้ง ถ้าจะไปพัทยา ศรีราชา ระยอง ไปลงโน่นดีกว่า

กทม. เนี่ยได้ลุ้นคือพวก Long Life Resident แต่แบบนั้นจะยังมีอีกหรอวะ อสังหาฯ ขยันสร้างมาตอนนี้ยังบ่นกันเลย กะจะเอาไว้รับคนจีนมาเช่าคนจีนก็ไม่มาอีก แถมตอนนี้กระแสต้านเรื่องชวนคนวัยเกษียณจากทั่วโลกมาอยู่ไทยก็มีนะ บอกคนแก่พวกนี้ไม่ใช่วัยทำงาน ไม่ได้สร้างมูลค่าอะไรให้ประเทศไทย แถมมาใช้ทรัพยากรโรงพยาบาลไทยอีก (แต่ รพ.เอกชน คงชอบ เพราะดูดหมอ-พยาบาล รพ.รัฐ ไปรอรับพวกนี้ไว้นานแล้ว)

ครั้นจะให้คนไทยมาใช้รถไฟฟ้ากันเยอะๆ กูว่ายากถ้า 1.รถยนต์ยังมีและใช้ง่าย (ต่างชาติรถถูกกว่าเรา แต่ถ้าไม่มีที่จอดก็ลำบากหน่อย มาอาศัยข้างถนนจอดฟรีๆ ไม่ได้ แถมใบขับขี่ก็สอบยากกว่า) กับ 2.ค่าโดยสารรถไฟฟ้าแพงโคตรๆ (สำหรับชนชั้นกลางค่อนบนขึ้นไปอาจจะไม่แพง แต่กลางค่อนล่างลงมาไม่ไหวแน่ๆ ถ้าบวกการที่ต้องต่อรถเมล์-นั่งวิน สู้กัดฟันซื้อมอไซค์มาขี่ ไม่ก็ผ่อนรถมือสองดีกว่า อันนี้คนที่ทำงานกูบอกเอง อยู่ชานเมืองแล้วมาทำงานในเมือง ขับรถมาเองค่าน้ำมันถูกกว่านั่งรถไฟฟ้าว่ะ)

825 Nameless Fanboi Posted ID:KNvo1ET+pZ

อีกหน่อยก็จะกลายเป็นเชื่อมระหว่าง กทม.กับ ตจว.รอบนอกผ่านทางรถไฟนั่นแหละ

826 Nameless Fanboi Posted ID:9wGCCnMUab

>>824 สูงสุดที่ไทยรับได้ต่อปีเชื่อว่า 70-100M ตอนนี้แค่ 30 พอรับได้อยู่ ถ้าสนามบินรถไฟถนนท่าเรือสร้างเสร็จหมดนะ ต่างชาติมาไทยยังไงก็ต้องเที่ยวกทม.ซักวันนึงละ เหมือนมึงไปญี่ปุ่น 10 ครั้งแต่ไม่เคยไปโตเกียวเลย ใครจะทำแบบนั้นวะ

เอาจริงนะ ถ้าข้ออ้างของมึงคือสร้างทีละเส้น คนขึ้นไม่ถึงไม่มีกำไรก็ไม่ต้องสร้าง แล้วเมื่อไหร่มันจะได้สร้างวะ BTS 15 ปีได้มั้งกว่าจะมีกำไรก้อนแรก ส่วนใหญ่ได้จากค่าโฆษนาด้วย ถ้านับกันแบบนี้ กว่าไทยจะมีรถไฟฟ้า 10 สายก็ต้องใช้เวลาอย่างต่ำ 150 ปี บวกแกปเวลาสร้างอีกก็ 200 ปีได้ แล้วถ้าประชากรลดก็ไม่ต้องสร้าง สรุปคือไม่ต้องสร้างเลยดีสุด

827 Nameless Fanboi Posted ID:ZWtO+iWLtV

ทำไมไม่รอถนนลูกรังหมดก่อนค่อยสร้าง

828 Nameless Fanboi Posted ID:+1zphuc0Zk

>>826 ที่ผ่านมาเราก็เอาตามนั้นอยู่แล้วนี่หว่า "เราสร้างรถไฟฟ้าตามชุมชน..ไม่ใช่สร้างดักชุมชน" มึงดูนะ เส้นแรก หมอชิต,จตุจักรไปสุขุมวิท กับไปสะพานตากสิน-สีลม มันคือจุดที่เป็นเมืองหนาแน่นเต็มที่มานานแล้ว ทีนี้ต่อมาฝั่งสุขุมวิทก็ขยายไปบางนา ฝั่งสีลมขยายมาบางหว้า พร้อมๆ กับสายสีม่วงที่มันไปทางบางบัวทอง กับรถไฟที่สร้างตามแนวโฮปเวลล์เก่าไป มธ.รังสิต พวกนี้มันเป็นชุมชนหนาแน่นแล้วไง มันมีแผนเดิมอยู่มั้ง ที่บอกว่า พ.ศ.257X-258X นี่ละกว่าจะมีครบ (ถ้าคิดจะสร้างให้ครบนะ) แต่ตอนนี้มันน่าจะร่นมาอีกเพราะพวกเล่นสร้างพร้อมกันเลย

แล้วก็ถูกแล้วนี่หว่าที่ว่าไม่มีกำไรก็ไม่ต้องสร้าง อย่างเส้นที่เขาลงมือสร้างกันตอนแรกๆ เพราะเชื่อว่ามันมีกำไรไง ก็เหมือนรถไฟความเร็วสูงสมัยเจ๊ปูอะ กูคนหนึ่งเลยที่ค้าน กูถามหน่อยคนไทยมีปัญญานั่งได้บ่อยๆ ไหม กม.ละ 1.6-2.4 บาทน่ะ เว้นแต่มึงคิดว่ามันเป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐานแล้วจียดงบไป Subsidize ให้ตั๋วมันถูกลง เอาแบบรถเมล์ ขสมก. ที่ขาดทุนตลอดแต่อยู่ได้เพราะมีภาษีมาโปะ ให้ พนง. ยังอยู่ได้สบายๆ ไม่ต้องไปวิ่งทำรอบแย่ง ผดส. จนหัวร้อนทะเลาะกันแบบรถร่วม

829 Nameless Fanboi Posted ID:+illxgwNvC

>>828 ว่าแต่ไอ้สายสีม่วงมันได้กำไรเปล่าวะ ดูลักษณะไม่น่าได้เลยว่ะ

830 Nameless Fanboi Posted ID:+1zphuc0Zk

>>829 ตอนนี้คนเยอะนะมึง ตั้งแต่เชื่อมกับใต้ดินสายสีน้ำเงินนี่ละ อันนี้กูให้เครดิตลุง แค่ 1 สถานีเชื่อมกัน แม่งจะฟ้องอะไรกันนักกันหนา เจอลุงทุบโต๊ะ ม.44 จบ เมื่อก่อนสายสีม่วงอะโหรงเหรงนะตอนไม่เชื่อมกัน

831 Nameless Fanboi Posted ID:+illxgwNvC

>>830 คนเยอะจริง แต่กำไรหรือเปล่ามากกว่าที่กุสงสัย คือ มึงอาจรู้สึกคนเยอะนะแต่ไม่ได้หมายความว่ามึงเห็นคนเยอะแบบนั้นแล้วมันได้ตามเป้าที่วางไว้น่ะ เพราะเห็นแม่งจะลดราคาสายนี้มันบ่งบอกว่าจำนวนคนไม่น่าจะขึ้นเยอะตามที่ตั้งเป้าว่ะ

832 Nameless Fanboi Posted ID:IBI1Jht+E1

>>831 ลดราคาเพราะเป็นของ MRT ไง ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ตอนนี้ที่มีปัญหาตั๋วแพงคือส่วนของ BTS เพราะเป็นเอกชนเต็มตัว รัฐไปยุ่งไม่ได้

833 Nameless Fanboi Posted ID:9wGCCnMUab

>>828 ในกทม.มีเส้นไหนไม่ผ่านชัมชนมั่งวะ แม่งแออัดชิบหายเพราะผังเมืองเหี้ยๆ สร้างยังไงแม่งก็ไปที่ชุมชนอยู่ดี ยิ่งสร้างเยอะๆ เป็นเครือข่ายคนยิ่งขึ้นมากตาม โครงสร้างพื้นฐานต้องสร้างนำด้วย ไม่ใช่ตามอย่างเดียว ถ้า 60 ปีก่อนบอกรถยังน้อย ไม่ต้องสร้างถนน มันจะได้มั้ยละ

>>831 มันไม่ได้หาเงินจากตั๋วอย่างเดียว โฆษนากับการใช้พื้นที่ก็เป็นรายได้หลัก ของแบบนี้ต้องมองระยะยาว อย่าง BTS ตอนนี้ก็ยังไม่คืนทุนนะรู้มั้ย เพราะขาดทุนติดต่อกันมานาน แต่กระแสเงินสดเยอะเลยอยู่มาจนเริ่มทำกำไรได้ สายอื่นถ้าต่อกันหมดมันจะเริ่มมีกระแสเงินสดช่วยพยุงกันจนมรกำไรเองละ ถ้าบริหารดีๆ นะ

834 Nameless Fanboi Posted ID:+1zphuc0Zk

>>833 อันนี้ตัวอย่าง https://www.trebs.ac.th/th/news_detail.php?nid=44 กูอยู่แถวนี้-ไปๆ มาๆ บ่อยๆ สายสีชมพูถ้าจะสร้างควรแบ่งเป็น 2 เฟส เฟสแรกจากแครายเอามาชนกับรถไฟฟ้าเส้นโฮปเวลล์เก่าตรงหลักสี่ ตรงนี้เร่งด่วนกว่าฝั่งรามอินทรา-มีนบุรีแน่ๆ เพราะอย่างหลังนี่ชุมชนยังไม่หนาแน่นเท่าพวกฝั่งนนท์ อารมณ์ BTS สายหมอชิตที่แบ่ง 2 เฟส เฟสแรกสร้างเข้าสยาม-สุขุมวิทเมื่อ 20 ปีก่อน แล้วไม่นานนี้เพิ่งจะมาสร้างเฟส 2 ขึ้นเหนือต่อไปปทุมนั่นละ (ตอนนี้วิ่งถึง ม.เกษตรละ) เพราะเส้นพหล-เกษตร-สะพานใหม่แม่งเพิ่งหนาแน่นเมื่อหลังปี 50 นี่เอง ก่อนหน้านี้เป็นชานเมือง (อานิสงค์จากศูนย์ราชการ อารมณ์เดียวกับแจ้งวัฒนะ เมื่อก่อนก็เปลี่ยวเหมือนกัน) ที่สำคัญตามแผนเดิม ที่เขาให้สร้างแบบทยอยๆ เพราะมันมีเรื่องรถติดด้วย อย่างลาดพร้าวจริงๆ จะเริ่มสร้างปี 62 นี่ละ รอให้ BTS ทีี่จะไปสะพานใหม่เรียบร้อยก่อน แต่ไปเร่งสร้างตั้งแต่ปี 61 พร้อมๆ กับทางแจ้งวัฒนะ-รามอินทรา กลายเป็นรถหาทางหนีไม่ได้ ติดมันทุกจุดเลยแถวพหลฯ-วิภาฯ ถึงได้มี?ฤษฎีที่ว่าฝุ่น PM2.5 ที่มันเยอะๆ ใน กทม. เพราะรถแน่นถนนนี่ละ

เรื่องถนนนี่มันมีช่วงหนึ่งด้วยนะที่รัฐบาลอนุมัติแหลกเลยใครขอมาเรื่องสร้างถนน จนมีคนประชดว่า "สร้างถนนไว้ให้ควายเดิน" คือมันจะมีถนนจำนวนไม่น้อยที่สร้างไว้แล้วแทบไม่มีใครไปใช้ (ส่วนมากอยู่ใน ตจว.) จนชาวบ้านปล่อยวัวปล่อยควายเดินเล่นกันสบายๆ แต่ถนนนี่ค่าก่อสร้างและบำรุงรักษามันไม่แพงไงเมื่อเทียบกับระบบราง เลยไม่ค่อยมีใครพูดกัน

835 Nameless Fanboi Posted ID:byOSj/J.pm

>>834 มึงก็ช่างสรรหาข่าวจากดร.ปัญญาอ่อนนี่มาได้นะ ไม่รู้เหรอว่ามันเป็นใคร

836 Nameless Fanboi Posted ID:EzuWX+w2L6

>>835 อันนี้กูเห็นด้วยกับแก เพราะกูอยู่แถวนี้ แค่นั้นละ

837 Nameless Fanboi Posted ID:2Jk7upKv83

รัฐสวัสดิการ จะทำให้ทุนนิยมอยู่รอดได้จริงหรือ..?

ช่วงนี้เราเห็นปัญหาจากระบบประกันสังคมและระบบบำนาญที่กำลังเจอวิกฤติ Aging Society ทำให้มีโอกาสที่รัฐสวัสดิการเหล่านี้จะ "ขาดทุน" หรือถึงขั้น "ล้มละลาย" ในอนาคต

รัฐสวัสดิการถูกสร้างขึ้นมาแรกเริ่มเพื่อช่วยประคองทุนนิยม ให้ลดความเหลื่อมล้ำระหว่าง "นายทุน" กับ "กรรมาชีพ" ในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ๆ เชื่อไหมว่าที่เมืองแมนเชสเตอร์ประเทศอังกฤษ (เมืองเดียวกับที่มีทีมฟุตบอลที่เคยรุ่งเรื่องแต่ตอนนี้รุ่งริ่งอย่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดนั่นแหละ) เป็นเมืองอุตสาหกรรมสิ่งทอในยุคนั้น ประชากรในเมืองแมนเชสเตอร์มีอายุขัยเฉลี่ยเพียงแค่ 42 ปีเท่านั้นเอง เพราะการทำงานหนักจากระบบโรงงานนรก 80-100 ชม ต่อสัปดาห์ ไม่นับรวมถึงการใช้แรงงานเด็กอย่างทารุณ

เมื่อทุนนิยมทำให้คุณภาพชีวิตเลวร้าย ทำให้ช่วงนั้นมาร์กซิสจึงเป็นเหมือนทางเลือกใหม่ให้กับคนในกลุ่มประเทศยุโรป จนคอมมิวนิสต์ฉกฉวยนำมาร์กซิสมาแต่งหน้าทาแป้งใหม่จนผิดเพี้ยนจากรากเดิมของคาร์ล มาร์กซไปไกล

แต่ตอนนั้นทุนนิยมจะยอมให้ตัวเองล่มสลายไม่ได้ การรอมชอมระหว่าง นายทุน รัฐ และกรรมาชีพจึงเกิดขึ้น นี่เป็นจุดตั้งต้นของรัฐสวัสดิการพื้นฐานในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม การริเริ่มเรื่องสวัสดิภาพแรงงาน ระบบประกันอุบัติเหตุ ฯลฯ เริ่มก่อร่างสร้างตัวจนเป็นรูปเป็นร่าง (พรรคแรงงานของอังกฤษก็มีจุดเริ่มต้นจากการต่อสู้เพื่อสิ่งนี้)

บางคนจะพูดว่า รัฐสวัสดิการคือ การพบกันตรงกลางระหว่างทุนนิยมและสังคมนิยม หรือตรงกลางของซ้ายและขวา ฟังหรูดูดี

แต่เอาเข้าจริงๆ มันเป็นแบบนั้นจริงๆ หรือ..?

ใช้การคำนวนง่ายๆ ทางคณิตศาสตร์ เงินบนโลกนี้เพิ่มขึ้นในอัตราเร่งหลังวิกฤติ subprime ของสหรัฐในปี 2008 จากการ QE มหาศาลของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ยูโร อังกฤษ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฯลฯ

แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่ได้รวยขึ้นในอัตราเร่งเดียวกัน นั่นหมายถึงว่าปริมาณเงินบนโลกส่วนใหญ่นั้นไหลเข้าสู่คนส่วนน้อยมากขึ้นๆ จนเริ่มทำลายกฎพาเรโต 80/20 ที่ว่าด้วยเงิน 80% บนโลก อยู่ในมือคน 20% (ตอนนี้กระแสเงินค่อยๆ ไหลเข้าสู่กฏ 99/1 เรื่อยๆ แล้ว)

ด้วยคณิตศาสตร์เด็กประถมก็คำนวนได้ ว่าถ้าเงินบนโลกไม่ได้อยู่ในมือคนส่วนใหญ่ การสร้างรัฐสวัสดิการ โดย "เจียด" เงินของคนส่วนใหญ่ มาเป็นกองทุน แล้วนำกองทุนไปลงทุนเพื่อหาผลตอบแทน การเติบโตของเงินนั้นไม่มีทางที่จะเทียบกันได้กับความมั่งคั่งที่ไหลไปสู่กลุ่มชนชั้นสูงของโลก

คุณเป็นหมากบนกระดาน monopoly ที่ทุกช่องตาเดินมีโรงแรมของคนอื่นเปิดมาครบหมดแล้ว ถึงคุณเดินครบรอบแล้วได้เงินมาอีกรอบละ $2,000 ก็คงไม่ช่วยให้คุณมีชีวิตรอดในกระดาน monopoly นี้ต่อไปได้

พูดง่ายๆ คือ เราไม่มีทางจะเท่าเทียมกันมากขึ้นผ่านระบบรัฐสวัสดิการ ตราบใดที่ชนชั้นสูง ไม่เต็มใจที่จะลดความมั่งคั่งของตัวเองลง (เช่นการเก็บภาษีคนรวยมากขึ้นอย่างมีนัยยะ เพื่อนำไปสมทบกับรัฐสวัสดิการของคนส่วนใหญ่ แต่สิ่งนี้แทบไม่เคยเกิดขึ้นได้จริง) บทบาทของรัฐมีสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด คือ การดึงความมั่งคั่งจากคนรวยเข้ามาเป็น input ใหม่ของรัฐสวัสดิการให้สำเร็จ

ท้ายที่สุดความผิดเพี้ยนของทุนนิยม รวมถึงโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ก็ทำให้รัฐสวัสดิการ ความหวังสุดท้ายของทุนนิยม กำลังจะล่มสลายไปตามๆ กัน

ไม่นับรวมไปถึงสุขภาพของดาวเคราะห์ดวงนี้ที่ทรุดโทรมหนักขึ้นเรื่อยๆ จากทุนนิยม ที่รีดทรัพยากรของโลกอย่างเต็มที่เพื่อเสริมสร้างความมั่งคั่งของคน จนดาวเคราะห์ดวงนี้แทบไม่มีโอกาสฟื้นฟูกลับไปสู่ prosperity ที่เคยมีมาในอดีตอีกต่อไปแล้ว

เห็นบิลเกตต์แนะนำหนังสือ Factfulness (จริงๆ แล้วโลกดีขึ้นทุกวัน) เราคิดว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ แล้วเหรอ..?

838 Nameless Fanboi Posted ID:p63XUj/6Ai

>>837 อันนี้น่าสนใจ ก่อนหน้านี้ที่ชอบแซะกันว่าคนเรากลัวไม่เข้าเรื่องที่บอกว่าเครื่องจักรจะมาแย่งงานมนุษย์ นั่นเพราะเครื่องจักรยุคก่อนหน้านี้มันคิดเองไม่ได้ ประมวลผลซับซ้อนมากๆ ก็ยังไม่ได้ ดังนั้นคนจึงไม่ถึงกับตกงานมากนัก ยังพัฒนาตัวเองให้ทำงานไปกับเครื่องจักรได้ แต่ปัจจุบันที่เป็นยุค AI นี่ละที่น่าห่วง เพราะมันคิดเองได้ ประมวลผลซับซ้อนมากๆ ได้ แม้แต่อาชีพที่ว่าชั้นสูงมากๆ อย่างหมอ วิศวะ ครู ผู้พิพากษา นักบัญชี นักบิน ฯลฯ ก็ยังไม่พ้นชะตากรรมเสี่ยงตกงาน

839 Nameless Fanboi Posted ID:+/ewLhXm95

เช้านี้ทราบข่าวผู้ใหญ่ที่รู้จักเสียชีวิตกระทันหันเพราะสำลักชานมไข่มุก..

คงต้องระวังนะครับ จากเคยได้ยินเป็นเรื่องไกลตัว วันนี้ถือว่าใกล้ตัวมาก ๆ กินไปคุยไป ดูดทีเข้าไปหลาย ๆ เม็ด ส่วนตัวคิดว่าไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลยครับ

840 Nameless Fanboi Posted ID:HP9R/l.KaJ

การใช้โปรแกรมทั้งหลายแหล่มาวัดอย่างเดียว เป็นพิษต่อคุณภาพนิสิตนักศึกษา และคุณภาพการศึกษาเป็นอย่างมาก
ทำให้ธุรกิจการศึกษาเจริญเติบโตอย่างมาก โดยไม่ได้สะท้อนถึงคุณภาพการศึกษาเลย
turnitin ทำร้ายนิสิตมานักต่อนักแล้ว
อาจารย์เองไม่สามารถบริหารจัดการอะไรได้
regulations ต่างๆ ออกมาไม่เว้นวัน ทำให้เกิดปัญหาหยุมหยิมที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนเลย เพราะต้องมาคอยวุ่นวายเกี่ยวกับเรื่องเอกสาร

#มิตรสหายท่านหนึ่ง

841 Nameless Fanboi Posted ID:bHZDUCmH3B

คือต้องยอมรับว่า เราขุดโลกขึ้นมาเพื่อให้เราสบาย ถ้าเราเลิกทำ คนจนจะตายก่อนอันดับแรก

ผมรู้ซึ้งตอนที่เห็นเพื่อนที่รวยแล้ว ก็มักจะรักโลก อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ผมทักง่ายๆ งั้นเลิกขับรถมานั่งรถโดยสารเหมือนผมสิ ก็ไม่พอใจอีก ทำไม่ได้

ทำโครงการไปชนบท ถ้ายรูปสวยหรูมาโพสต์เฟส ผมบอก เนี่ยแหละ แถวบ้านผมเมื่อ 20 ปีก่อนชัดๆ

เค้าตอบมาว่า เสียดายนะครับ อากาศดีๆ วิวสวยๆ

ผมบอกไม่เสียดาย ผมดีใจที่บ้านผมมีถนนคอนกรีต ไม่ต้องลุยโคลนตมเข้าบ้านเวลาฝนตก มีไฟฟ้า ประปาเข้า ไม่ต้องขุดบ่อบาดาลน้ำเค็มๆ มีสัญญาณโทรศัพท์ มีอินเตอร์เนต

คนรวยไม่เข้าใจหรอกว่า ชาวบ้านเขาก็อยากมีกินมีใช้ อยากไปเที่ยวต่างประเทศ กินอยู่สบายบ้าง ไม่ใช่อาบเหงื่อต่างน้ำทุกวันเพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ถึงวันพรุ่งนี้

842 Nameless Fanboi Posted ID:+RbZX9YMF6

>>841 "คนเรานี่ก็แปลก ตอนเกิดมาจนก็อิจฉาคนรวย ต่อสู้ดิ้นรนปากกัดตีนถีบเพื่อให้ตัวเองและครอบครั่วกลายเป็นคนมั่งมี แต่พอสามารถหลุดพ้นความจนขึ้นมาร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีได้จริงๆ กลับรู้สึกโหยหาวิถีชีวิตเรียบง่ายสมัยที่ตนเองยังจน แล้วก็พร่ำบอกคนอื่นว่าโลกของคนรวยมันวุ่นวาย ถ้าเลือกได้ก็อย่ามาดีกว่า"

#มิตรสหายงงๆ ท่านหนึ่ง

843 Nameless Fanboi Posted ID:+RbZX9YMF6

>>842 ครอบครัว*

844 Nameless Fanboi Posted ID:Wbz.iZ32Tz

>>842 กุเห็นส่วนใหญ่พวกที่พูดน่ะ รุ่นลูกรุ่นหลานที่เกิดมาบนฟูกเงินฟูกทองทั้งนั้นล่ะ

845 Nameless Fanboi Posted ID:wLbdcVXVBy

พวกคนรวยมันromanticisedชีวิตตจว. คิดว่าคนตจว.สโลว์ไลฟ์ ตื่นเช้ามาอากาศสดชื่นเย็นฉ่ำหมอกน้ำค้างเกาะบางๆ ชงกาแฟดริปทิ้งไว้แล้วปั่นจักรยานออกไปซื้อปาท่องโก๋มากินแกล้ม สายๆค่อยออกไปไร่นา

ซึ่งไม่จริงเลย อีดอก

846 Nameless Fanboi Posted ID:VAXlIINliX

อ่านแล้วนึกถึงกระท่อมปลายนาของมารีอังตัวเน็ต

847 Nameless Fanboi Posted ID:+RbZX9YMF6

>>844 , >>845 คนชั้นกลางค่อนบนแนว Hipster ทั้งหลายก็ด้วย (จนกูคิดว่ากระแส Hipster นี่มันคือกิจกรรมยามว่างของคนมีเงินเหลือ แต่ไม่ได้สอดคล้องกับชีวิตจริงๆ ของคนเราหรือเปล่าวะ) แต่เรื่องคนแก่ที่ตอนเด็กๆ หนุ่มๆ ลำบากมาก่อนแล้วสู้จนสร้างฐานะดีขึ้นได้ แล้วก็มาบ่นว่าโลกคนรวยแม่งวุ่นวายนี่ก็มีจริงนะ จนกูงงใน >>842 นั่นละ

848 Nameless Fanboi Posted ID:XhqMDveTsF

สงสัยว่าทำไมไม่ใช้กรรไกรตัด

849 Nameless Fanboi Posted ID:ttrJdGld9+

ดูข่าวนี้ของ ดร. มานาน ก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่อง thesis มากนัก แต่ก็นับถือที่ท่านโต้ตอบอย่างละเอียดทุกครั้ง (ใช้ความมานะมาก อย่างสุภาพอีกด้วย) ฝ่ายโจมตี ก็ขยันโจมตีรัว ๆ ทำให้เห็นว่า ท่านดร. น่าจะเป็นบุคคลที่ระดับสติปัญญาสูงส่ง มานะอดทน และเป็นอันตรายสำหรับฝ่ายโน้น จนทำให้ฝ่ายนั้นอยู่เฉยและเลิกลาไม่ได้ กะจะให้ล้มให้ได้ เขาน่าจะหยุดโจมตีบ้าง หรือเลิกราไป ถ้ามีใครในฝ่ายนั้นถูกฟ้องร้องคดี..."เชือดไก่ให้ลิงดู"
#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

850 Nameless Fanboi Posted ID:KXi4wEVtfh

ว่าจะไม่พูดแล้ว แต่ต้องขอพูดสักหน่อย จำได้ไหม เดือนก่อนโน้น ฉันเคยโพสต์ว่า การประกวดนางงาม หรือแม้แต่ประกวดผู้ชาย หรือประกวดเกย์ รอบตอบคำถามอ่ะ มันไม่มีถูกผิดหรอก กรรมการเค้าดูที่ "ความมั่นใจ ชัดเจน มั่นในคำตอบ"

ต่อให้ถามว่า ให้เลือกระหว่าง ผู้กล้ากับจอมมาร แล้วหนูตอบว่าเลือกจอมมาร หนูก็เข้ารอบจ้ะ ถ้าตอบอย่างมั่นใจสุดๆ ยืนกรานว่าฉันชอบจอมมาร เพราะ 1.. 2.. 3..ก็ว่าไป

แต่ถ้าตอบว่า เอ่อ..ผู้กล้าก็หนูชอบ จอมมารหนูก็รัก งั้นหนูเอาทั้งสองอย่างเลยละกัน ตุ๊บฮ่ะ! มันดูเหมือนคนใจโลเล เหมือนคนไม่มีความมั่นใจ มันดูเหมือนตอบไม่ตรงคำถาม เอ้ะ หรือกรรมการถามไม่ตรงคำตอบของน้องเค้า?

851 Nameless Fanboi Posted ID:VAXlIINliX

"Don't let getting lonely make you reconnect with toxic people. You shouldn't drink poison just because you're thirsty."
#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

852 Nameless Fanboi Posted ID:IZtYMPs2Sj

>>837 ทุนนิยม -> สังคมนิยม -> คอมมูน

853 Nameless Fanboi Posted ID:KXi4wEVtfh

นี่เราอยู่ในยุคที่ผ่อนตั๋วเครื่องบินได้
อู้หูวว อย่าว่าอีพวกเจนวายเลยคุณ
ก็มันถูกอะ
อนาคตคงแคชแบค แถมสะสมไมล์เต็มจำนวน
อัพคลาสให้ด้วยก็ดีนะ
ขายบ้านตะลอนๆไปเรื่อยๆ ค่ำๆไหนนอนนั้น
ประกาศพระเจ้า
อันหลังเอาจริงนะ
//ปรากฏว่าบินไปประกาศจีนเมนแลนด์ เวียด ลาว เจอคุกสิฮ้าบบ

854 Nameless Fanboi Posted ID:TH/cmV/u9j

Universal Basic Income (UBI) มีไว้เพื่ออะไรกันแน่..?

วันนี้อ่านโพสของน้องคนนึงที่พูดเรื่องการทดลอง Basic Income ในฟินแลนด์แล้วผมค่อนข้างตกใจ

ตกใจที่คนหลายคน แม้แต่สื่อที่เขียนเรื่องนี้ มองว่า Basic Income ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาการว่างงาน (ซึ่งข้อนี้ถูกต้อง)

855 Nameless Fanboi Posted ID:qeEKQNzFrt

>>854 แก้ไม่ได้ไม่ใช่เรอะ

https://www.theguardian.com/world/2019/feb/08/finland-free-cash-experiment-fails-to-boost-employment

856 Nameless Fanboi Posted ID:9VuE2gzGLI

สรุปไม่ว่ายังไง คนก็จะหันไปใช้หุ่นยนต์แทนมนุษย์สินะ มาตรการไหนๆ ก็ห้ามไม่อยู่

857 Nameless Fanboi Posted ID:wfV9eV+Vum

สมัยยังอยู่ในกะลา สมัยยังไม่ได้ออกมาทำงาน รับผิดชอบชีวิตตัวเอง เห็นความจริงของปัญหาโครงสร้าง

คิดแล้วก็รู้สึกรังเกียจตัวเองสมัยนั้นที่เวลาเห็นคนจน คนแก่ ที่อายุปูนนั้นแล้วยังต้องออกมาทำงานตรากตำ เดินขอทาน เก็บขยะขาย ว่าเนี่ยเพราะไม่ขยัน ไม่เก็บออม เนี่ยคงไม่ดูแลลูกเต้าให้ดี เขาถึงไม่มาแลดู

แต่เมื่อออกจากกะลา เจอความจริงของโครงสร้างกระแทกเข้ากับตัวเอง ได้เข้าใจว่า คนไม่ได้จนเพราะไม่ขยัน คนไม่ได้จนเพราะเขาขี้เกียจ แต่ถามว่าตอนที่เราทำงานแทบตาย 6 วันต่อสัปดาห์ เช้าจนค่ำ ได้เงินเดือน 7500 ขนาดไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรเลย บ้านก็มีอยู่ ยังไม่ต้องช่วยครอบครัวทางการเงิน เรายังมองอนาคตไม่ออกว่าเราจะอยู่ยังไงกับรายได้แค่นี้ แล้วคนที่เขามีต้นทุนน้อยกว่าเรา เขาจะอยู่กันยังไง เขาจะมองอนาคตด้วยความรู้สึกแบบไหน

เวลาผ่านไป พ่อแม่ก็แก่ลง ถึงวัยเกษียน แต่ก็ไม่ได้มีเงินมากพอจะอยู่อย่างสบายได้ เราพยายามหาเงินให้มากขึ้นเพื่อให้เขาไม่ต้องลดคุณภาพชีวิตตัวเองให้ต่ำลง หวังแค่ประคองให้อยู่ต่อไปได้ ก็ได้พบความจริงของโครงสร้างภาษี และสวัสดิการ สิ่งพื้นฐานที่เราได้มันช่างสวนทางกัน ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป สุดท้ายเราก็จะเป็นคนแก่ที่ไม่ได้มีเงินเหลือพอในการใช้ชีวิตยามแก่อย่างมีคุณภาพชีวิต ไม่มีครอบครัว ไม่มีใครเลย ในเมืองเฮงซวยที่ไม่เอื้อกับการใช้ชีวิตของคนแข้งขาอ่อนแรง หรือพิการ นี่หรอสิ่งที่เราได้ตอบแทนจากการเป็นประชากรที่ทำหน้าที่ทุกอย่างที่ประชาชนคนหนึ่งพึงจะทำ ด้วยการไม่มีอนาคต ด้วยการจ่ายภาษีแล้วรู้สึกสูญเปล่า โดนปล้น?

คนเราเกิดมาต้นทุนต่างกัน มันไม่ใช่เพราะเวรกรรมหรือบุญวาสนา แต่ที่มันต่างกันขนาดนี้เพราะการจัดการ การกระจายทรัพยากร การกดทับ ที่สะท้อนการจัดการของรัฐที่ล้มเหลวโดยสิ้งเชิง รัฐที่ไม่เห็นหัวประชาชนจริง ๆ อำนาจที่ไม่เคยจะอิงกับประชาชน

เราก็น่าจะเหมือนกับใครหลายคนที่เคยเชื่อ หรือปัจจุบันยังเชื่อ คำคำกลวง ๆ ที่บอกว่า ไม่เลือกงานไม่ยากจน งานหนักไม่เคยฆ่าใคร คนจนเพราะขี้เกียจ แต่ในเมื่อเรารู้แล้วว่ามันไม่ใช่ เรจะไม่ปล่อยให้มันกดหัวเราและคนอื่นต่อไปอีกเด็กขาด คำเลวๆ พวกนั้นมันต้องหายไปจากโลกนี้ซะที

858 Nameless Fanboi Posted ID:TElWDIHBv1

>>857 ลองไปโพสต์สเตตัสนี้ในพันทิปสิ แล้วคุณมึงจะโดนถล่มจนหาทางกลับบ้านไม่ทัน

859 Nameless Fanboi Posted ID:2Iog5MORll

ไม่มีใครชม กรมอุตุนิยมวิทยาหน่อยเหรอ ทำนายอากาศเย็นแม่นอยู่นะ

860 Nameless Fanboi Posted ID:a6p0M8XUwM

>>857
ขี้แพ้เอง กูทำงานRoutine ยังมีเงินเหลือผ่อนบ้าน รถ แค่ไม่มีลูกนะ คุยกับเมียแล้วไม่รู้จะมีไปทำไม

โบนัสออกไปเที่ยวญี่ปุ่นดีกว่า

861 Nameless Fanboi Posted ID:P3i9HmDb0W

>>857
เจ้าของคอมเม้นทำงานอะไรครับ? เป็นที่ต้องการของตลาดรึเปล่า?

862 Nameless Fanboi Posted ID:wfV9eV+Vum

>>861 pupesosweet

863 Nameless Fanboi Posted ID:gsqBvrHdBF

>>860 มึงอาจจะชีวิตดีกว่านี้เอง ถ้าโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศดีกว่านี้

864 Nameless Fanboi Posted ID:gsqBvrHdBF

ตลาดหุ้นไทยกำลังโดนทำโทษ

ตลาดหุ้นไทยในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเรียกได้ว่าร่วงเละเทะจนทำ New low ในรอบปี สวนทางกับตลาดหุ้นต่างประเทศและประเทศเพื่อนบ้านที่ตกน้อยกว่าหรือบางประเทศแทบจะไม่ตกเลย…สาเหตุน่าจะมาจากอะไรกัน

จึงลองเอาตัวเลขง่ายๆแค่ 2 ตัวคือ ค่า P/E Ratio ของดัชนีตลาดหุ้น (ยิ่งสูงแสดงว่ายิ่งเป็นตลาดที่แพง) และ GDP Growth โดยประมาณของประเทศเราและประเทศเพื่อนบ้านมาเทียบกันดู

เห็นได้ชัดเลยว่าค่า P/E ของตลาดหุ้นไทยสูงเกือบที่สุดในภูมิภาค ขณะที่ GDP Growth กลับต่ำเกือบสุด

เทียบง่ายๆแบบนี้ก็เห็นได้ชัดเลยว่า ในเวลานี้ตลาดหุ้นไทยนั้นแพงเกินไปที่จะได้รับค่า P/E สูงๆ แม้ตลาดอินโดนีเซียจะยังมีค่า P/E สูงกว่าบ้านเรา แต่ประเทศเค้าก็ยังมี GDP Growth ที่สูงกว่า ดังนั้นการที่ค่า P/E ของตลาดหุ้นอินโดนีเซียอยู่ในระดับสูงจึงเป็นสิ่งที่เข้าใจได้

ส่วนประเทศอื่นๆนั้นไม่ต้องพูดถึง ทุกประเทศล้วนมีค่า P/E ต่ำกว่าประเทศไทย และมี GDP Growth ที่สูงกว่า แม้จะมีสิงคโปร์ที่ growth ต่ำ แต่ค่า P/E ตลาดของเค้าก็ต่ำเช่นกัน ซึ่งก็ยังคงอยู่ในความสมเหตุสมผลอยู่ดี

ดังนั้นเมื่อมองไปในภูมิภาคของเราแล้วจะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นไทยไม่อยู่ในระดับราคาที่สมเหตุสมผล จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีแรงขายออกมา เนื่องจากตลาดกำลังทำการปรับสมดุลย์ด้านราคานั่นเอง

สิ่งนี้คือตลาดหุ้นไทยกำลัง “ถูกทำโทษ” ทางด้านราคาหรือ Valuation นั้นแพงเกินไป ตลาดหุ้นจึงปรับตัวลดลงได้โดยที่แทบจะไม่มีข่าวร้ายอะไรเลย สวนทางตลาดอื่นๆในโลกที่ไม่ส่ออาการเซเลยเนื่องจากแนวโน้มการเจรจาการค้าระหว่าจีนกับสหรัฐยังคงเป็นเชิงบวก

ถ้าไม่อยากให้ตลาดหุ้นไทยโดนลงโทษด้าน Valuation ต่อไปแบบนี้ พวกเราก็คงต้องลุ้นกันให้บริษัทจดทะเบียนกลับมาทำกำไรให้เติบโตได้มากๆ เพื่อจะได้ลดค่า P/E ลงเร็วๆ แต่สำหรับผมคิดว่ามันลุ้นยาก เพราะบริษัทหลักๆในตลาดหุ้นไทยส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมที่โตช้า เช่น พลังงาน ธนาคาร อสังหาฯ และอุตสาหกรรมโลกเก่าอื่นๆ อีกมากมาย

สำหรับผมแล้วผมจะหันกลับมามองตลาดหุ้นไทยอีกครั้งในกรณีเดียวคือ ราคาลงมาถูกมากๆ เอาแค่ถูกจนน่าสนใจก็พอ เพราะมันไม่มีอะใหม่ๆให้เล่น

ส่วนทางทำโทษด้านราคาจะเกิดขึ้นอีกนานแค่ไหน ก็คงไม่มีใครตอบได้ ผมรู้แค่ว่าสุดท้ายแล้วกลไกตลาดต้องปรับสู่สมดุลย์ในระยะยาว เหมือนเป็นการกดปุ่ม Reset แล้วกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำวนไปเป็น Cycle เป็นปกติอยู่แล้ว คนลงทุนในตลาดหุ้นจำเป็นต้องเข้าใจครับ

865 Nameless Fanboi Posted ID:rjaWN2vxLu

พวกที่ทรัพย์สินไม่ถึง 10 ล้านก็เป็นพวกขี้แพ้

866 Nameless Fanboi Posted ID:5kEOCsJOuY

คำวินิจฉัยของวิษณุ ผูกพันทุกองค์กร ใช้บังคับได้ทันทีที่ประกาศออกสื่อ

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

867 Nameless Fanboi Posted ID:4C5E8jB1T8

เหตุผลที่ไมเคิลไม่เข้าใจแนวคิดแบบนี้เพราะเขาเป็นอมตะไง ถ้าเรามีชีวิตอยู่ได้ตลอดกาลงั้นศีลธรรมก็ไม่สำคัญเพราะการกระทำของเรามันไม่ส่งผลอะไรตามมาทั้งนั้น ถ้าโกหกใครแล้วไง รอไปอีกสองสามหมื่นล้านปี ความผิดก็จางไปแล้ว จะให้เขาคิดได้ เราต้องให้เขามองว่าชีวิตมีจุดจบ ทุกการกระทำมีความหมาย https://t.co/I8J5D8UOBS

868 Nameless Fanboi Posted ID:5kEOCsJOuY

ฉันทามติของชนชั้นนำฝ่ายอำมาตย์

คือประชาธิปไตยครึ่งใบ

ใครที่คิดไปมากกว่านั้น

ไม่ว่าจะเป็น รูปแบบไหน เฉดสีใด ที่แตกต่างจากประชาธิปไตยครึ่งใบ ของชนชั้นนำฝ่ายอำมาตย์

ชาติชาย ชุณหะวัณ

ทักษิณ ชินวัตร

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

ก็จะถูกชนชั้นนำฝ่ายอำมาตย์ ถีบตกเวที

ความแตกต่าง ระหว่าง 2 คนแรกกับคนหลัง

ก็คือว่านี่เป็นอีกยุคสมัยแล้ว

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

869 Nameless Fanboi Posted ID:tmQL7scphx

ภาษีที่แพงที่สุดที่เคยจ่ายคือค่าเสียโอกาสที่เราต้องมาติดอยู่ประเทศเหี้ยนี้ ไอ้ตัวเงินน่ะมันไม่เท่าไหร่หรอก

870 Nameless Fanboi Posted ID:gVbu9oJHyq

นักวิทยาศาสตร์สอนลิงให้ใช้เงินเป็นด้วยการให้แผ่นกลมทำจากเงินและสอนว่าเหรียญจะแลกอาหารได้ หลังจากนั้นไม่นานลิงก็รู้จักบริหารเงินที่ตัวเองมี ซื้อของอร่อยที่ชอบกิน เมื่อนักวิจัยลดราคาของอร่อยก็ซื้อเพิ่มเหมือนที่มนุษย์โดนรายการเซลล์ลดราคาตามห้างดึงดูด

แต่ที่น่าสนใจคือ หลังจากลิงเรียนรู้เรื่องเงินได้ไม่นาน ก็มีกะหรี่ลิงเกิดขึ้น ลิงตัวเมียยอมให้ปี้แลกเหรียญ หลังจากเสร็จกิจก็เอาเหรียญไปซื้อองุ่น

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า แนวคิดของคอมมี่แม่งผิด และผู้หญิงเป็นกะหรี่หมดทุกสายพันธ์

จบข่าว

https://www.zmescience.com/research/how-scientists-tught-monkeys-the-concept-of-money-not-long-after-the-first-prostitute-monkey-appeared/

871 Nameless Fanboi Posted ID:4OigDgLLXg

นั่งคุยกับลูกเลยเล่าให้ฟังว่า เวลาเราเริ่มเรียนอะไร ความรู้ที่หาได้มักจะเป็นเรื่องย่อย เป็นจุดจุด ร้อยเรื่องพันเรื่อง พอเราเริ่มลงมือทำ เราจะเริ่มร้อยเรียงรวบรวม สะกัดทุกสิ่ง ทิ้งกากเหลือแก่น จะเหลือหัวใจไม่กี่เรื่อง เรียบง่ายไม่พลิกแพลง จากนั้น ขั้นต่อไป คือ เอาแก่นเหล่านั้น ไปอยู่ที่ใจ แล้วลืมไป จนหมดหลอม ให้กลายเป็นตัวเรา ต่อไปใช้ออกจากใจ เอาแก่นที่เรียบง่ายไม่กี่ท่ามาพลิกแพลงได้ทุกอย่าง เป็นแนวทางเฉพาะของเราเอง ลูกก็บอกว่า อ้าวพ่อสอนเหมือน การ์ตูน Bakuman เลย ได้การละต้องไปหาอ่านละสิ เคยอ่านตอนต้นหลายปีก่อนแต่ไม่จบ เดี๋ยวไปจัดมาหน่อยปีใหม่นี้ นอนอ่านการ์ตูนดีกว่า

872 Nameless Fanboi Posted ID:HlzVwlNhEQ

>>870 ไอ้สัสสำลักน้ำเลยกู

873 Nameless Fanboi Posted ID:Vxes+pvxOV

>>870 แนวคิดคอมมิวนิสต์ผิดยังไงอ่า

874 Nameless Fanboi Posted ID:ITc7U4EWDu

>>870 สัส โคตรฮา

875 Nameless Fanboi Posted ID:Vb3WFIzaYB

ตามหลักเวลาแข่งกินจุ คนที่อ้วนๆ จะกินได้น้อยกว่าคนผอมๆมากครับ
เพราะไขมันจะไปเบียดอวัยวะภายใน กระเพาะไรงี้ก็จะขยายไม่เต็มที่เท่าคนผอมๆ
สังเกตุดูรายการแข่งกินจุช่องกันตนา คนที่ได้แชมป์กับเข้ารอบลึกๆ ผอมๆทุกคน

876 Nameless Fanboi Posted ID:g9TFyHhw3W

ปธน.ทรัมป์ ทวีตว่า "Getting VERY close to a BIG DEAL with China. They want it, and so do we!"
หลังจากนั้น ตลาดหุ้นสหรัฐฯก็วิ่งหน้าตั้ง

อดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่าท่านเก็บของครบแล้วค่อยทวีตรึเปล่า

877 Nameless Fanboi Posted ID:2FtARRlGxP

พระบิดาแห่งการปั่นหุ้น

878 Nameless Fanboi Posted ID:WxWp25YtDH

วันนี้ตอนประชุมเกรด มีคนแซวผมว่าหลังจาก sabbatical กลับมาแล้ว ใจดีมาก แจก A B+ เยอะเลย เกิดอะไรขึ้น

ผมเลยตอบว่า บรรลุสัจธรรม พบความจริงว่า การเรียนโดยมีคะแนนเป็นเป้าหมายมากดดันนั้น มันไม่ใช่วิธีเรียนที่ถูกต้อง การเรียนที่ถูกต้องต้องสนุกกับมันครับ การแข่งขันในการสอบเพื่อแย่งชิงกันเอาเกรดนั้นทำให้หมดสนุกในการเรียนไป ทำให้การเรียนเป็นอะไรที่น่าเบื่อ โดยเฉพาะกับวิชายาก ๆ ที่ต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ

แต่ข้อเสียคือ การทำแบบนี้ไม่สามารถจะทำได้กับชั้นเรียนใหญ่ ๆ ที่มีนักศึกษาเป็น 40 หรือ 100 กว่าคนขึ้นไปได้ครับ 30 คน ผมว่าก็ทำไม่ได้แล้วครับ

เทอมที่ผ่านมา ผมมีนักศึกษาแค่ 6-7 คนทั้งชั้น ใครมี eureka moment แสดงออกทางหน้าตายังไง ผมเห็น ผมจำได้หมด ได้เรียนได้สอนกันอย่างใกล้ชิด เพราะมีคนน้อย ผมจึงสามารถมีการทดสอบย่อยได้ทุกอาทิตย์ ไม่ต้องมีสอบกลางภาคปลายภาค ทดสอบความเข้าใจของนักศึกษาอาทิตย์ต่ออาทิตย์ได้เลย ไม่ต้องรอให้ดินพอกหางหมูก่อนที่จะแก้ไข ที่สำคัญ เพราะมีนักศึกษาน้อย ผมสามารถที่จะสอบซ่อมนักศึกษาตัวต่อตัวทุกอาทิตย์ได้เลย ใครเข้าใจผิดอะไร ผมรู้หมด นักศึกษาสามารถสอบซ่อมได้เรื่อย ๆ จนกว่าจะเข้าใจครับ

การสอนวิธีนี้ได้ผลดีมาก ผมทราบได้เพราะนักศึกษาสนุกไปกับการเรียนครับ รู้สึกได้เลย ความรู้สึก บรรยากาศในการเรียนต่างจากสมัยก่อนที่จะดูเครียด ๆ งง ๆ มากครับ

สอนแบบนี้ดีนะครับ ผมก็รู้สึกดี นักศึกษาก็รู้สึกดี ต่างคนต่างมีพลังบวกครับ จริง ๆ นักศึกษาน้อยลง เราน่าจะมาเน้นเรื่องคุณภาพกันแทนนะครับ

879 Nameless Fanboi Posted ID:WxWp25YtDH

ความล้มเหลวของธนาธรคือ ฝากฐานเสียงกับคนรุ่นใหม่ ที่ส่วนใหญ่เกิดในครอบครัวชนชั้นกลาง (รวมถึงข้าพเจ้าด้วย 🤣) คนกลุ่มนี้ แม้จะคับข้องใจกับประยุทธ์ แต่ก็ยังมีชีวิตสุขสบายเกินกว่าที่จะยอมเสียสละมันไป อำนาจสมัยใหม่ ทำให้เรารู้สึกว่า ยอมอยู่เฉยๆ ไปตามระบบ จะเสียประโยชน์น้อยกว่า ออกมาดิ้นรน

ดังนั้น ยากมากที่จะบิ๊วคนกลุ่มนี้ได้ แม้แต่มาร์กซิสอย่าง Antonio Gramsci ยังไม่กล้าฝากความหวังที่ปัญญาชนรุ่นใหม่เลย ก็แค่กลุ่มวัยรุ่นวัยต่อต้านที่รู้สึกตื่นเต้นกับอุดมการณ์ก้าวหน้า แต่สุดท้าย เมื่อการต่อสู้ยืดเยื้อ พวกเขาก็จะละทิ้งกรรมกรและชาวนาให้ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว (รู้สึกเข้าตัวเอง 😭)

แล้วคนที่ออกมาสู้กับอำนาจ กล้าท้าทายกลางถนน คือใคร? คำตอบคือ กลุ่มคนที่ไม่ได้ถูกบิ๊ว แต่ถูกบีบคั้นทุกทิศทางจนเกิดสำนึกขึ้นมาว่า "ไม่มีอะไรที่พวกเขาจะสูญเสียได้อีกแล้ว" เช่น คนที่อยู่ฐานล่างสุดของการผลิต ได้รับผลกระทบตรงๆ อย่างกรรมกร ชาวนา ที่ตระหนักว่า หากอยู่เฉยก็อดตาย ไปต่อสู้เสียยังจะมีโอกาสเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง

นี่คือกุญแจที่ทำให้ทักกี้เคยประสบความสำเร็จ ในการระดมมวลชน เพราะทักกี้พุ่งเป้าที่คนกลุ่มนี้โดยตรง (แต่ตอนนี้น่าจะยาก คนเสื้อแดงน่าจะเริ่มเจ็บและตระหนักได้แล้วว่ากะฎุมพีไม่มีทางหยัดยืนเคียงข้างพวกเขาจนวาระสุดท้าย)

อีกข้อ ที่สำคัญคือ ทักษิณชูนโยบายปากท้องที่จับต้องได้ในโลกของวัตถุเป็นสำคัญ

ส่วน ฐานเสียงของธนาธรเติบโตในโลกมายาจำลอง เต็มไปด้วยสำนวนคารมคมคาย ข้อกฎหมาย ตัวอักษร...สุดท้าย เหมือนอ่านบทละครมากกว่าความจริง เป็นแค่โลกความคิด ไม่ใช่โลกวัตถุ

หากอนาคตใหม่ถูกยุบ เราก็แค่รู้สึกว่าพระเอกถูกตัวร้ายรังแก ...แต่แล้วไง ...มันก็แค่ภาพละครฉากหนึ่งที่จบลง ไม่ได้เชื่อมโยงกับโลกความจริงของเรา ที่บ้านก็ยังมีข้าวปลาอาหาร ไม่จำเป็นที่จะต้องออกไปต่อสู้

// หูย ตื่นเต้น ไม่ได้เขียนสเตตัสการเมืองยาวๆ มาเป็นปีแล้ว
//แล้วคนรุ่นใหม่จะต่อสู้ยังไง ? คำตอบคือ ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่ต้องคิดสร้างสรรค์ พังโลกไปเรื่อยๆ ไม่ผลิตลูกหลาน ไม่สืบทอดเผ่าพันธุ์ เมื่อไม่มีเด็กเกิดใหม่ ระบบแย่ๆ ที่ไม่เห็นหัว ปชช. นี้ก็จะทำลายตัวมันเอง 🤣😭

880 Nameless Fanboi Posted ID:LLVca4G/DO

>>879 ย้ายหนีไปประเทศอื่นง่ายกว่าไหมครับ

881 Nameless Fanboi Posted ID:nd0iQQUghP

เอาจริง​ ๆ​ เรามองว่าวันนี้ที่ได้ขึ้นรถไฟฟ้าฟรีมันก็เป็นแค่วันสำคัญที่เค้าเปิดให้ขึ้น​ ซึ่งมันก็ดีไม่ต้องเสียเงินค่าเดินทาง​ เพราะเราใช้รถไฟฟ้าในการเดินทางทุกวันอยู่แล้ว​ แต่... มันไม่ใช่กับใครคนนึงหรือใครหลาย​ ๆ​ คน​ ซึ่งทำให้พูดได้เต็มปากว่าขอบคุณที่มีวันนี้
.
วันนี้หลังจากเลิกงานเลยรีบกลับบ้าน​ พอมาถึงที่สถานีรถไฟฟ้าคนก็แน่นตามที่คาดไว้ทำให้รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย​ ระหว่างที่ขึ้นรถก็เห็นคุณลุงท่านหนึ่งขึ้นเบียดตามเราเข้ามาด้วย​ และระหว่างที่รถไฟฟ้าขับเคลื่อนไปยังสถานีต่อไป​ คุณลุงท่านนั้นก็ถามคนข้าง​ ๆ​ ว่าถ้าจะไปเซนทรัลลาดพร้าวต้องลงสถานีไหน​ครับ​ ทางนั้นก็เลยตอบไปว่า​ ถ้าจะไปเซนทรัลลาดพร้าวให้ลงสถานีต่อไปได้เลยค่ะ​ถึงเลย​ และพอถึงสถานีพหลโยธิน​ เราก็ลงพร้อมกับคุณลุง ก็เลยคิดว่าไหน​ ๆ​ แล้วก็จะไปทางเดียวกันเลยจะพาคุณลุงไปด้วยเลยแล้วกัน
.
เรา​ : คุณลุงคะ​ คุณลุงจะไปเซนทรัลลาดพร้าวใช่มั้ยคะ
คุณลุง : ใช่หนู
เรา​ : งั้นคุณลุงตามหนูมาค่ะ​ พอดีจะไปขึ้นรถไฟฟ้าที่เซนทรัลพอดี
คุณลุง​ : โอ้​ ดีเลย​ ลุงไม่เคยมาแถวนี้
.
ระหว่างทางเราก็ถามคุณลุงไปตลอดทาง​
เรา​ : คุณลุงบ้านอยู่ไหนเนี่ย​ ถึงมาที่นี่
คุณลุง​ : ลุงอยู่บ้านพักคนชรา​ ลุงมาเที่ยวน่ะ​ เห็นเค้าว่าที่นี่สวยดีลุงอยากมาเปิดหูเปิดตา
(สะอึกไปวูบนึงเพราะตอนแรกคิดว่าแกมาหาลูกทีนี่)
เรา​ : ว้าว​ คุณลุงเก่งจังเลยค่ะ​ มาเองคนเดียวด้วยแล้วคุณลุงอยู่ที่ไหนหรอคะ
คุณลุง​ : (โชว์เสื้อที่ปักชื่อของบ้านพักคนชราให้ดู)​ ลุงอยู่เคหะ​ ตรงสมุทรปราการน่ะ​ นี่ดีนะเค้าให้ขึ้นฟรี​ ลุงเลยมาได้​ ไม่เสียตังค์​ 55555​ ก่อนนี่ลุงมาหลายที่ละ​ ตอนแรกว่าจะไปเซนทรัลเวสเกต​ แต่คิดไปคิดมากลัวว่าจะกลับไม่ทันเลยมาที่นี่แทน
(สะอึกอีกที)
เรา​ : น่าจะฟรีหลาย​ ๆ​ วันเนอะลุงจะได้ไปเที่ยวได้หลาย​ ๆ​ ที่​ แล้วทำไมลุงไม่พาเพื่อนมาด้วยล่ะคะ​
คุณลุง​ : อ๋อ​ ตอนแรกลุงมีเพืือนรวมลุงด้วยเป็น​ 3 คนก็ไปเที่ยวหลาย​ ๆ​ ที่กันนะ​ แต่พวกเพืือนลุงเค้าไปหมดแล้ว​ เหลือลุงคนเดียว​
(สะอึกอีกรอบ)
เรา​ : ดีนะคะคุณลุง​ อายุยืนได้เที่ยว​หลาย​ ๆ​ ที่​ ก็ถือว่าเที่ยวแทนละกันค่ะ​ ขอให้ลุงได้เที่ยวทุกที่ที่เปิดเลยนะ​
คุณลุง​ : 555​ นั่นน่ะสิ​ นี่ก็ไกลเหมือนกันนะลุงก็เซ ๆ​ ละ​ บ้านพักคนชรามันก็ต้องดูแลตัวเอง​ เลยต้องรีบมาก่อนที่จะมาไม่ได้​ ดีนะที่มันฟรี​ ลุงจะได้ไม่ต้องเสียตัง
เรา​ : นั่นสิลุง
คุณลุง​ : ลุงเป็นจ่าอากาศนะ​ ทำงานมา​ 12​ ปี​เลยเกษียณไม่ไหวพอละ​ ทำงานมาเยอะขอพักบ้าง​ 5555
เรา​ : คุณลุงยังดูแข็งแรงอยู่เลยนะคะ
(ถึงหน้าห้าง​เราต้องมาส่งคุณลุงแค่นี้)
เรา​ : คุณลุงหนูขอให้คุณลุงแข็งแรง​ แล้วได้ไปเที่ยวทุก​ ๆ​ ที่ที่ลุงอยากไปเที่ยวนะ​ ยังมีอีกหลายสถานีที่กำลังสร้าง​ คุณลุงต้องได้ไปเที่ยวนะ
คุณลุง​ : 5555​ ขอบใจมากหนู​ โชคดี​ ๆ
.
เรามองคุณลุงเดินขึ้นบันได​ คุณลุงแกเดินค่อยข้างเซแล้ว​ ก่อนจะลับตาไป​ เราถ่ายรูปไม่ทันและจำชื่อบ้านพักคนชรานั้นไม่ได้​ แต่จาก​ที่ค้นหาในเว็บตามที่ลุงบอก​ ก็เจอชื่อ​ สรางคนิเวศ​ สภากาชาดไทย​ ซึ่งน่าจะเป็นที่นี่แหละ
คุณลุงไม่ได้ขอให้ช่วยเรื่องอะไรเลย​ ระหว่างที่พูดคุณลุงดูมีความสุขแม้เรื่องราวจะทำให้เราสะอึกไป​ เราพยายามพูดให้เรื่องราวมันไม่อึดอัด​ อันนี้เรามาแบ่งปันเฉย​ ๆ​ เราไม่กล้าถามว่าแล้วครอบครัวคุณลุงล่ะคะ​ เพราะไม่กล้าถามและไม่อยากรู้รายละเอียดเชิงลึก​ แต่เรารู้สึกดีที่วันนี่เราได้เจอคุณลุงท่านนี้​ ยังมีเรื่องอีกเยอะที่อยากจะถาม​ แต่เวลามันน้อยเกินไป
.
*คุณลุงใส่เสื้อขาวกางเกงขาดำ​ สะพายกระเป๋าผ้าสีขาว

882 Nameless Fanboi Posted ID:dNanh2T4EX

ธนาธรคุงแม่งบิ้วไม่ได้เพราะแฟนด้อมมีแต่เห่อหมอยด้วยแหละ
ติ่งส้ม(Zoomer)หลายๆครั้งก็ไม่ต่างจากซาหริ่ม(Boomer) เรื่องการอ่านข่าวกรองข่าววิเคราะห์ข่าวแม่งบางอย่างก็เชื่อง่ายเกิ้น เหมือนอีจ่า และเรื่องการมีความคิดเห็นต่างทางการเมืองไม่ได้ต้องเข้าไปดิ้นไปวอร์แบบเอ๋อๆ
การประท้วงเนี่ยก็เป็นงานรวมตัวของพวกZoomerล้วนๆ ยี้

883 Nameless Fanboi Posted ID:OnTGn4IzTt

>>89 น่าสนใจหว่ะเพื่อนโม่ง

884 Nameless Fanboi Posted ID:zRA60pRh6o

เรื่องง่ายๆ ที่เหมือนจะไม่มีอะไร หลายคนมองว่าเป็นเรื่อง common sense ....

แต่นั่นแหละคือปัญหา เพราะ common sense isn't so common .... มันกำกวม มันตีความไม่ตรงกัน คำว่า "แบตฯ ไม่ดีแล้ว" นี่มันคืออะไรกันแน่

และนี่แหละคือต้นเหตุของปัญหามากมายมหาศาลในสังคมทุกวันนี้ .... เพราะเราตีความคำง่ายๆ และ common เหล่านี้ไม่ตรงกันนี่แหละ

แต่คณิตศาสตร์ทำให้มันกลายเป็นเรื่องที่ง่ายและชัดเจน ให้ common sense มันกลายเป็นเรื่องของ solid reasoning ที่เข้าใจได้ตรงกัน รวมถึงการ visualize ออกมาเป็น reasoning diagram ได้ชัดเจน

อันนี้ตัวอย่างของ "pullbacks" และ "fiber product" ใน category

ใน lecture ผม (Maths for Working Programmers, Computational Plays/Maths for Parents หรืออะไรก็แล้วแต่) ผมจะพูดเสมอว่า คณิตศาสตร์มันเป็น "ภาษา" ของ "patterns" และ "reasons" และ "patterns of reasons"

ป.ล. หลายคนจะคิดว่า "เรื่องมาก" "จุกจิก" "งี่เง่า" "คุยยาก" ฯลฯ และบางทีอาจจะรู้สึกไม่ดีมากๆ เวลาที่คุยกับคนที่มี critical thinking ใน chain of reasons มากๆ แบบนี้ เพราะเคยชินกับการปล่อยผ่านพวกนี้ ปัญหาเกิดขึ้นก็ทนกันไป ก็ไปทะเลาะกันทีหลังเอา ฯลฯ ..... ผมก็คนที่คุยกับผมแล้วรู้สึกแบบนี้มาเยอะ

885 Nameless Fanboi Posted ID:s3HOtqF03F

ผมขอประเมิน นิดหน่อย เกี่ยวกับการชุมนุมของ พรรคอนาคต วันนี้

1. ถ้ามองในแง่ของนักประท้วงนี้ คือ ประมาณ lv1 กันเลยทีเดียว ต้องหาที่ปรึกษาด้านการชุมนุมด่วน

2. ด้านการปราศัย จะเกาะธีม ไล่เผด็จการ ที่ผมมองว่ามันยังมีประเด็นไม่พอ จะเอามาใช้ คือ คนมันก็เกลียดหละ เผด็จการ แต่จะทำให้คนเข้าใจโดยกว้าง มันยังไม่พอ ครั้งก่อน ลุงกำนันทำสำเร็จ เพราะ ปูความภาพความล้มเหลวนายกปู กับ เรื่องนิรโทษกรรม ธีมมันชัดกว่า แถมมีทหารหนุนหลังอีก

3. เห็นคนรุ่นลุง รุ่นป้า มาร่วมงานเยอะนะ อันนี้ เริ่มมีความหวัง เพราะคนรุ่นนี้ คือ กลุ่มที่จะเป็นคนที่อยู่ในม๊อบได้นานที่สุด

4. ด้านการรักษาความปลอดภัยนี้ ผมมองว่า ยังทำได้ไม่ดีนะ นี้เกิดมี มือที่สาม เขวี่ยงระเบิด เข้าไปลูกเดียว มีได้ผิดใจกันหมดทุกฝ่าย รัฐบาล จะโดนกล่างหาทันทีว่าฆ่าประชาชน ส่วนคนชุมนุม จะได้ประเด็นไปต่อสู้ (อันตรายอยู่)

5. ดีแล้วที่ใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมง ถ้านานกว่านี้ คงดราม่ากันยาว

6. การที่ให้ประชาชนได้ออกมา ร้องตะโกน ไล่ รัฐบาล บ้าง ช่วยลดอุณหภูมิทางการเมืองได้ดี

7. บริบทด้านวาทะกรรม ยังเป็นคำเดิมๆ ยังไม่ได้สร้างอะไรๆ ออกมาใช้ในการเป็นจุดที่ชัดเจน

886 Nameless Fanboi Posted ID:s3HOtqF03F

ในขณะที่เราเป็นนักกีฬาเป็นโค้ชนักกีฬา เราเคยชวนเพื่อนๆที่สนิทหรือญาติพี่น้องตัวเองให้มาออกกำลังกาย แต่ทุกคนก็จะดูไม่สนใจ จนเวลาผ่านไปทุกคนเริ่มแก่ลง เริ่มมีโรคต่างๆเข้ามา เราก็จะได้ยินคำนี้ “ หนึ่งๆ ช่วงนี้เราสุขภาพไม่ค่อยดีเลยหมอเลยให้มาออกกำลังกาย ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง “ โอเคก็ยังดีกว่าไม่คิดเริ่มถึงหมอจะสั่งก็เหอะ 🤔

887 Nameless Fanboi Posted ID:s3HOtqF03F

สองวันนี้เราแวะไปเป็นกรรมการพิชที่โครงการ TDYT ของนักศึกษา 25 กลุ่มมา อยากเล่า 4 ปัญหาของการพิชที่เราพูดถึงบ่อยที่สุด จะได้เอาไปใช้ปรับการเล่าเรื่องของตัวเองกันได้ฮะ :D

I. ตั้งปัญหาที่ไม่ใช่ต้นเหตุ และไม่พูดถึงผลกระทบ

หลายกลุ่มอยากเปลี่ยนกระบวนการทำงานที่ใช้กระดาษให้เป็นแอพ แต่บอกว่าปัญหาคือการใช้กระดาษทำให้หาข้อมูลได้ยาก นั่นไม่ใช่ปัญหาเชิงธุรกิจเลย

เราอยากให้ถามลึกลงไปจนเจอต้นตอ และเล่าว่าเกิดผลกระทบอะไรบ้าง เช่น พอหาข้อมูลไม่เจอ แล้วเกิดอะไรขึ้น? ถ้ามันทำให้ส่งพัสดุล่าช้า แล้วเกิดอะไรขึ้น? แล้วถ้าถูกค่าปรับหรือฟ้อง ส่งผลอย่างไร?

ใครที่ทำ B2B อยากให้ลองตอบเชิงปริมาณว่าผลกระทบเชิงธุรกิจและความสุญเสียคืออะไร เสียไปจำนวนเท่าไหร่ เช่น บริษัทเสียเงินไปกี่บาท? เสียเวลากี่ชั่วโมง?

ยกตัวอย่างอีกกลุ่ม บอกว่าปัญหาของเกษตรกรคือการหาข้อมูลเกี่ยวกับพืชไม่ได้ แต่ปัญหาจริงๆ คือข้าวที่ปลูกเป็นโรคตาย ทำให้เกษตรกรสูญเสียรายได้ต่างหาก

II. ไม่รู้จักผู้ใช้ ไม่เล่าเรื่องและใช้สถานการณ์ประกอบ

คนที่ฟังไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในโดเมนของเรา ถ้าพูดเรื่อง Monitoring หรือหนี้ NPL คนฟังที่ไม่เคยรู้ด้านนี้มาก่อนก็ไม่เข้าใจผลกระทบ ว่าหนี้เสียเยอะแล้วยังไง หรือโดนเจาะระบบแล้วยังไง

การเล่าเรื่อง ลองเปิดด้วยเรื่องราวของผู้ใช้คนนึง เค้าคือใคร เพราะไม่ใช่เกษตรกรทุกคนที่ใช้สมาร์ทโฟนเป็น ไม่ใช่ทุกบริษัทที่ใช้ไลน์ ถ้าไม่บอก Persona เราจะตั้งคำถามเยอะมาก

ถ้าเห็นภาพว่าคนที่ใช้โปรดักต์เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ใช้สมาร์ทโฟนเป็น อายุไม่มาก ชอบหาข้อมูล เราจะเข้าใจบริบทว่าชีวิตเค้าเป็นยังไง ผ่านอะไรมาบ้าง มีปัญหาอะไรที่ทำให้ชีวิตเค้าไม่มีความสุข

พอเล่าในมุมผู้ใช้เราจะโยงไปได้เลย ว่าผลกระทบในชีวิตเค้าจากปัญหานี้คืออะไร ตั้งโจทย์ให้กับปัญหาของเค้า แล้วอธิบาย reasoning หรือ scenario จากตรงนี้ได้เลย คนที่ฟังจะตามง่ายมาก

น้องกลุ่มนึงยกสถานการณ์มาจากข่าว ว่าคนโดนหลอกให้โอนเงิน โดนปลอมตัวตน แล้วมัน impact มากๆ เรานึกถึงพี่ๆ YWC จะชอบยกตัวอย่างโลกจริง ซึ่งเป็นอีกวิธีที่ทำให้คนฟังสนใจได้ง่าย

888 Nameless Fanboi Posted ID:s3HOtqF03F

ในเชิงธุรกิจ พอเรารู้ว่าคนกลุ่มไหนเป็น Cookie Monster ที่จ่ายหนัก เราจะรู้ว่า Life-Time Value ของลูกค้าเราที่ได้รับมาสำหรับแต่ละคน จะคุ้มกับ Customer Acquisition Cost ที่เสียไปมั้ย ดีไปอีก

แนะนำให้ไปดู Pitch ของ DTAC Accelerate หรือ TechCrunch Disrupt จะเล่าเรื่องแนวนี้หมด จะเป็นพิชที่ทรงพลังมาก!

III. ไม่เน้นคุณค่าที่ผู้ใช้ และภาคธุรกิจจะได้รับ

เวลา Apple เล่าถึงโปรดักต์ เค้าจะพูดถึงตลอด เช่น กล้องทำให้เราเก็บความทรงจำดีๆ ในครอบครัวได้ แทนที่จะเล่าเป็น feature หรือ technical detail ซึ่งไม่ได้มี impact อะไร

การเล่าเรื่องจากคุณค่า เป็นสิ่งที่จะทำให้พิชเราทรงพลังขึ้น พอเล่าเรื่องจาก Persona แล้ว ก็ต้องสื่อให้ได้ด้วยว่าคนคนนั้นจะได้คุณค่าอะไรกลับไปบ้าง ประสบการณ์ในชีวิตเค้าจะดีขึ้นยังไงบ้าง

หลายกลุ่มทำโปรเจคมาตั้งใจมาก แต่พอลงดีเทลกับ UI และฟีเจอร์เยอะ แอพฉันทำได้ทุกอย่าง แล้ว Persona ไม่รู้ ไม่ได้ชูคุณค่า เล่าเรื่องไม่ได้ เลยน่าเสียดายว่าคนฟังก็ไม่อิน

ถ้าทำ B2B ต้องตอบได้ว่า value-added ของประหยัดเงินหรือประหยัดเวลาของพนักงานได้เท่าไหร่ คุ้มมั้ยที่จะลงทุน Return on Investment เท่าไหร่ ลงทุนไปแสนนึง แต่ได้ margin แค่ครั้งละ 1% ต้องใช้เยอะขนาดไหนถึงจะคุ้มทุน เมื่อไหร่จะ break even แล้วเริ่มทำกำไร

ทุกคนมีคู่แข่งหมด แต่ไม่ค่อยยกคุณค่าของตัวเองว่าเราดีกว่าคู่แข่งยังไง เรามีคู่แข่งอะไรบ้าง ทำไมเราถึงอยู่ใน blue ocean พอตอบคำถามนี้ไม่ได้ คุณค่าในงานที่เราทำจะด้อยลงเลย

IV. ไม่หา Insight และตั้งโจทย์จาก Insight ที่ได้รับ

หลายกลุ่มได้รับโจทย์มาจาก Stakeholder (คือผู้ประกอบการ เพราะทำ Corporate Innovation) แล้วเอาโจทย์ไปทำตรงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์

เราอยากให้ตั้งคำถาม 5 Whys ว่าทำไมถึงเกิดปัญหานี้ ลองหา Insight เพิ่มเติมจากการสัมภาษณ์และตั้งคำถาม และเข้าใจ Customer Journey ของผู้ใช้ที่มีปัญหาจริงๆ แล้วโจทย์ของเราจะเปลี่ยนไปในทางที่ดี

Stakeholder หรือ Customer เราก็ไม่ได้เข้าใจปัญหาดีหรอก เค้าบอกแค่อยากได้แอพแบบนี้ เกมแบบนี้ แต่เราไม่ต้องไปสร้างตามเค้าก็ได้ ไม่ต้องไปถามเค้าว่าแบบนี้ดีมั้ยด้วย ถอยหลังมาหนึ่งก้าวก่อน

ลองตีกรอบคำถามให้เราเข้าใจ Insight และ Journey ว่าชีวิตเค้าเป็นยังไงบ้าง มีอะไรบ้างที่เราไม่รู้มาก่อน เอาข้อมูลที่ได้มาใช้ในการตั้งโจทย์ และคิดวิธีการแก้ปัญหา

หลายกลุ่มทำ data analytics มาอย่างดี แต่ทำ data storytelling ไม่เป็น ไม่เล่าเรื่องจาก insight ที่ได้รับ ว่ามีอะไรบ้างที่ actionable ให้ภาคธุรกิจเอาไปใช้งานต่อได้บ้าง

---

ทุกกลุ่มตั้งใจทำมามาก ทำมากันเยอะมาก แต่ในมุมมองของคนฟัง storytelling is king. ถ้าเราเห็นภาพ Persona ชัดเจน, ปู Story เข้าถึงผู้ฟัง เห็น Value และ Impact ชัดเจน เราว่างานจะออกมามีประกายมากๆ

889 Nameless Fanboi Posted ID:s3HOtqF03F

"เราย้ายสัญชาติไปเมกาฯ ดีมั๊ย"

คำพูดจากภรรยาระหว่างทำอาหารเช้ากินกัน หลังจากทราบข่าวเรื่องการยุบพรรคอนาคตใหม่

วินาทีแรกที่ได้ยิน ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่พูดไปงั้นๆ เป็นไปไม่ได้หรอก มันไกลตัวเกินไป

แต่หลายชั่วโมงต่อมา ยอมรับจริงๆว่า ความคิดเรื่องนี้เริ่มมาวนเวียนอยู่ในหัวหลายครั้ง

ภาพความทรงจำเก่าๆ หลายภาพมาปะติดปะต่อกัน จนเกิดเป็นภาพจินตนาการเปรียบเทียบว่า ถ้านับตั้งแต่ Day1 จากวันนี้ ระหว่างอยู่ไทยกับอยู่เมกาฯ 20 ปีผ่านไป ตัวเรา ครอบครัวเรา ลูกเราจะมีชีวิต และความนึกคิดต่างกันอย่างไรบ้าง

แล้วสมองก็เริ่มส่งข้อมูลมาว่า เคยได้ยินว่า เมกาฯ ซื้อสัญชาติได้นี่หว่า (ราคา 30 ล้านบาท) อันนี้ได้ยินจากผู้ใหญ่ที่ซื้อจริงๆแล้วด้วย หรือ นึกได้ว่ามีเพื่อนคนนึงเห็นมันอยู่เมกาตั้งแต่เรียนจบเป็นสิบปีเลย มันทำไงฟะ??

แล้วภาพความทรงจำก็ลอยขึ้นมาเป็นเรื่องๆ

ส่วนตัวเคยไปทำงานอยู่ USA พักนึง รู้สึกได้เลยว่า เรามีอิสระในการคิดการพูด 100% ไม่ต้องห่วงว่าอีกฝ่ายจะอายุเท่าไหร่ เพศอะไร ตำแหน่งอะไร คิดอะไร ถ้าเห็นว่าเกิดประโยชน์หรือถูกต้องก็พูดได้เลย

แต่พออยู่ในไทยทุกอย่างนี่ต้องระวังไปหมดทุกอย่าง แม้กระทั่งเจอคนแปลกหน้าซักคน เราต้องใช้สมองคิดละว่า จะเรียกเค้าว่าอะไร พี่, ท่าน, คุณ, ลุง, เจ๊, น้อง ฯลฯ เรียกได้ว่าลำดับชั้นวรรณะกันทุกวินาที ทุกหย่อมหญ้าจริงๆ

ในขณะที่เวลาคุยกับฝรั่ง จะแก่ จะท่านยังไงก็เรียก You

ระบบการศึกษา ระบบภาษา ระบบการปกครอง แม้กระทั่งการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ในบ้านเรา สอนให้คน...

นอบน้อมต่อความอาวุโส ต่อยศตำแหน่ง ต่อฐานะการเงิน ต่อรถที่ขับ ต่อยี่ห้อนาฬิกา มากกว่า ความคิด สมอง จิตใจ และความถูกต้อง

นอบน้อมต่อสิ่งเก่าๆ แม้ว่าสิ่งเหล่านั้นจะฟังดูไม่มีเหตุผลขนาดไหนก็ไม่เคยคิดจะตั้งคำถาม เพราะคนที่ตั้งคำถามมักจะมีภัยมาเยือนเสมอ

ทำๆตามเค้าไป ใครๆก็ทำกัน

ครั้งหนึ่งผมเคยทำของสำคัญหายที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง ก็เลยไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ

ถ้าใครเคยไปแจ้งความตำรวจจะเข้าใจดีว่า มันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป คือเจ้าหน้าที่ตำรวจดูนิ่งเฉย และไม่คิดจะช่วยอะไรแม้แต่น้อย มีข้ออ้างเยอะแยะไปหมด

ตอนนั้นเราก็ไม่รู้จะทำยังไง จึงโทรปรึกษาเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่อยู่ในแวดวงการเมืองหน่อยๆ ว่าจะทำอะไรได้บ้าง

สิ่งที่เพื่อนคนนี้ช่วยเหลือคือ ติดต่อผู้กำกับใหญ่ประจำจังหวัดนั้นให้

หลังจากนั้นวันรุ่งขึ้น... เหมือนหนังคนละม้วน ตำรวจหลายนาย ไปลงพื้นที่ตรวจค้นรีสอร์ท และพนักงานรีสอร์ททันที

(เป็นจิตวิทยากดดันให้รีสอร์ทดูมีความวุ่นวาย กระทบภาพลักษณ์)

จนทางเจ้าของรีสอร์ทยอมเจรจา และชดใช้ค่าเสียหายในที่สุด

พอเสร็จเรื่องผมก็โทรหาเพื่อนสนิทคนนี้เพื่อขอบคุณทันที ก่อนวางสายเพื่อนรบกวนให้ช่วยโทรขอบคุณผู้กำกับท่านนั้น พร้อมแนะนำว่าถ้ามีโอกาสให้ซื้อของ หรือกระเช้าและแวะเข้าไปฝาก เพื่อขอบคุณอย่างเป็นทางการ เพื่อรักษา connection ของเพื่อนคนนี้ไว้ (อธิบายง่ายๆเหมือนเพื่อนคนนี้เบิกบุญมาให้เราใช้ล่วงหน้ากับ connection นี้)

ผมทำตามคำแนะนำของเพื่อนด้วยความเต็มใจ แต่ชื่นชมที่ผู้กำกับท่านนี้บอกว่าไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อย และไม่ต้องเข้ามาเยี่ยมเยียนหรอก ลำบากเราเปล่าๆ

ยอมรับว่าตอนนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดทำให้เราคิดว่า
"การมีเส้นสายนี่ดีจริงๆนะ"

ทำให้เราได้รับการปฏิบัติที่เหนือกว่าตอนไม่มีทันที

แต่เมื่อเช้านี้ คำพูดของแฟนทำให้ผมฉุกคิดถึงเหตุการณ์นี้อีกครั้งว่า

"เอ๊ะ เราจ่ายภาษีไปแล้วไม่ใช่เหรอวะ ตำรวจควรจะทำหน้าที่ของตัวเอง โดยไม่ต้องให้ผมไปรบกวนเพื่อน และผู้กำกับท่านนี้หรือเปล่า"

ดูเหมือนกับว่า...

เราใช้เส้นสายและกำลังภายในกันจนไม่รู้แล้วว่า หน้าที่ของแต่ละคนคืออะไร สิทธิ และเสรีภาพของแต่ละคนคืออะไร

กฎหมายหลายครั้งเหมือนอากาศ ไม่รู้มีไว้ทำไม เขียนไว้ทำไม เพราะกฎหมายก็เกิดจากคนร่างขึ้นมา และบังคับใช้

แต่ดูเหมือนหลายครั้งคนบังคับใช้ และคนใช้ วางเรื่องเหล่านี้ไว้บนหิ้ง แล้วมาใช้วิธีแบบไทยๆกันดีกว่า ก็คือ

"คุณต้องทำให้ผมพึงพอใจกว่ามาตรฐานนะ ผมถึงจะทำหน้าที่ของผม และคุณจะได้สิทธิของคุณ"

หรือจริงๆ เค้าอาจจะคิดว่า การใช้เส้นสายหรือใต้โต๊ะคือมาตรฐานไปแล้ว

(เล่าถึงตรงนี้ก็ต้องบอกเพื่อให้เครดิตก่อนว่า ผมรู้สึกขอบคุณเพื่อนและผู้กำกับคนนั้นจากใจจริง และรู้ว่าเค้าช่วยผมจากความปรารถนาดีจริงๆ)

ตัดภาพไปที่ตอนผมอยู่ USA มีครั้งหนึ่ง ผมเคยโดนรถชนตอนขี่จักรยาน ตัวผมลองจากจักรยาน กระเด็กไปหลายเมตร ผลลัพธ์คือจักรยานงอ แต่ผมบาดเจ็บนิดหน่อย (คนเหล็กว๊อย)

ด้วยสติตอนนั้นมั่นใจว่า ไม่ถึง 3 นาที หลังจากถูกชน

มีรถพยาบาล และรถตำรวจมาถึงแล้ว!!

และรถพยาบาลก็ประถมพยาบาลผมทันทีอย่างมืออาชีพ ตำรวจเข้ามาถามไถ่ว่าบ้านอยู่ที่ไหนยังไง และก็พามาส่ง

890 Nameless Fanboi Posted ID:s3HOtqF03F

หลังจากนั้น 1 สัปดาห์...
มีทนายของคนที่ขับรถชนผมมาขอพบผมที่บ้านพัก เพื่อเจรจาชดใช้ค่าเสียหาย ทั้งจักรยาน และชั่วโมงค่าแรงที่เราหายไปจากการไม่ได้ไปทำงาน หลังจากเจรจา เซ็นต์เอกสารกันปุ๊บก็ได้เงินสดทันที

ตอนนั้นผมงงมากว่า ผมไม่มีความรู้ และไม่มีความคิดจะไปเอาเรื่องอะไรเลย ทำไมถึงจริงจังขนาดนี้

ผมคิดเหตุผลออก 2 อย่าง
1. คนที่ชนผม มีสามัญสำนึกต่อสิ่งที่ถูกต้องอย่างสูงมาก ยืดอกรับผิดชอบทั้งที่เรื่องผ่านไปแล้ว

2. กฎหมายที่นั่นอาจจะแรงมาก ถ้าผมไปฟ้อง เรื่องอาจจะใหญ่กว่านี้ เค้าเลยป้องกันไว้ก่อน

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไหน ผมคิดว่าสิ่งนี้มันทำให้สังคมไปข้างหน้าได้ คือกฎหมายเป็นกฎหมาย เรื่องถูกต้องก็คือเรื่องถูกต้อง

ตัดภาพกลับมาประเทศไทย เราได้เห็นเว็บดูหนังเถื่อน แผ่นเถื่อนเต็มบ้านเต็มเมือง

เมื่อเจ้าหน้าที่กฎหมายไม่เคยเห็น (แต่คนซื้อเห็น??)
และคนซื้อก็ไม่สนใจว่าจะถูกจะผิด ขอกูประหยัดไว้ก่อน ใครๆเค้าก็ทำกัน

คนที่เป็นเจ้าของธุรกิจสีเทาพวกนี้รวย ส่วนคนที่ทำงานสร้างสรรคอยู่ไม่ได้ แถมคนที่ทำธุรกิจสีเทา ก็เอาเงินที่ได้มาอย่างผิดๆ มาทำธุรกิจสีขาว กลายเป็นพวกทำธุรกิจสีขาวอย่างเดียวเสียเปรียบอีก แล้วเจ้าหน้าที่รัฐที่โกงสนับสนุนพวกนี้ก็รวยขึ้นๆ และคนรอบข้างก็เชิดชูวัตถุอยู่แล้ว ก็ชื่นชม

สรุปแล้วเลยทำให้ประเทศนี้มีโจรในคราบอาชีพต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะโกงแล้วได้ไปต่อ คนทำทุกอย่างถูกต้องถ้าไม่เก่ง และแกร่งโคตรๆจริงๆ ก็จะสูญพันธุ์มีน้อยลงไปเรื่อยๆ

เคยมีเพื่อนที่ทำธุรกิจกับภาครัฐเล่าให้ฟังว่า ในต่างจังหวัด พวกนักการเมืองท้องถิ่นที่คดโกง แม่งก็รวยเอาๆ แล้วเมืองเค้าก็เจริญขึ้นๆ สมัยหน้าชาวบ้านก็เลือกเค้าอีกเรื่อยๆ แล้วเมืองก็ยิ่งเจริญขึ้นไปเรื่อยๆ

ส่วนอำเภอไหน นักการเมืองเป็นพวกซื่อตรง ไม่โกง ก็จะไม่ค่อยได้งบ เมืองนั้นก็จะทรุดโทรม และสุดท้าย คนดีๆก็จะไม่ถูกเลือกอีกในสมัยหน้า

ทีนี้พอประเทศเต็มไปคนคดโกง คนต่างชาติที่ทำผิดกฎหมาย ถ้าต้องเลือกหนีไปประเทศที่เส้นสายได้ กับเส้นสายไม่ได้จะเลือกไปที่ไหน?

สุดท้ายคนโกงต่างชาติก็มากระจุกตัวในไทยอีก เป็นวงจรอุบาทว์ไปเรื่อยๆ

ถามว่า แล้วผมเองเคยโกงมั๊ย? บอกได้เลยว่าเพียบ

ตั้งแต่ประถมซื้อเกมเถื่อนมาตลอด
โตมามัธยมก็โหลดบิทรัวๆ
โตมามหาลัยก็ดูหนังฟรีตามเว็บ
ตอนเริ่มขับรถใหม่ๆก็เคยเมาแล้วขับแล้วยัดเงินตำรวจ

จนมีครั้งหนึ่งเราโพสต์ใน FB ว่า โหลดบิทหนังเรื่องนึงมาดูสนุกมากๆ โดยไม่ได้คิดอะไร

"ขโมยหนังดูเค้าเรียกว่า โจร นะครับ"

คอมเม้นท์จากผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง

ประโยคนั้นทำเอาหน้าชา และก้องอยู่ในใจมานับตั้งแต่วันนั้น

ตั้งแต่นั้นมาผมก็ซื้อหนัง เพลง และเกมส์ถูกลิขสิทธิ์ 100% มาตลอด

เงินที่เสียไปเยอะขึ้น แต่มันกลับได้ความรู้สึกทางบวกอะไรบางอย่างมาแทนที่ สิ่งนั้นอาจจะเป็นความภูมิใจในตัวเองก็ได้

ว่าอย่างน้อยยังมีเรื่องที่กูทำเรื่องที่สมควรทำบ้างวะ ท่ามกลางเรื่องผิดๆอีกเยอะแยะที่เราก็ยังทำอยู่ทุกวันนี้

เคยมีคำพูดว่า

"สังคมที่เลวเกิดจาก คนส่วนใหญ่เห็นคนเลว แล้วไม่คิดจะทำอะไร"

โดยเฉพาะถ้าคนที่ทำเลว อาวุโสกว่าเรา หรือตำแหน่งใหญ่กว่าเรา หรือแม้แต่เป็นคนแปลกหน้า คนส่วนใหญ่จะไม่กล้าเตือนกัน

ประมาณซัก 7 ปีก่อน ผมเคยไปดำน้ำสน๊อคเกิ้ลที่ภูเก็ต และเอาอาหารปลาลงไปให้ปลาด้วย

มีฝรั่งตะโกนลงมาจากเรือว่า "Don't feed them!!" ในขณะที่ตัวผมอยู่ในทะเลหน้าชา ทั้งโกรธ ทั้งอาย และทำอะไรไม่ถูกอยู่นั้น

ปากผมมันก็ถามกลับออกไปโดยอัตโนมัติว่า "Why??"

ฝรั่งตอบกลับมาผมจำใจความได้ว่า มันกระทบกับระบบนิเวศน์

พอผมได้ยิน ก็ยังอายอยู่ แต่เข้าใจ และเลิกให้อาหารปลานับตั้งแต่นั้นมา

คำถามคือ ถ้าเป็นคุณจะกล้าเตือนผมมั๊ย?

และถ้าเป็นหัวหน้างานคุณ ญาติผู้ใหญ่คุณ คุณจะกล้าเตือนเค้าแบบนี้มั๊ย?

คุณจะยึดถือความอาวุโส ความเกรงใจ หรือความถูกต้องมากกว่ากัน

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกได้ว่า ครั้งหนึ่งตอนปี 3 ผมเคยนั่งรถไฟไปดูคอนเสิร์ตที่ชะอำคนเดียว แล้วเจอพระรูปหนึ่งสูบบุหรี่ในรถไฟ มองไปข้างๆที่นั่งของพระ มีป้ายห้ามสูบบุหรี่

มีคนยืนกันแน่นรถไฟ ถ้าเป็นคุณจะทำยังไง?

ณ วันนั้นผมเห็นปุ๊บ ผมด่าพระโชว์คนเลย เพราะโกรธที่เห็นพระแท้ๆ เสือกทำผิดอีก

สุดท้ายนี้ก็หวังว่าโพสต์นี้จะทำให้ตัวผมเอง ทำเรื่องที่รู้อยู่แก่ใจว่าผิดน้อยลง กล้าเตือนคนอื่นในเรื่องที่ถูกต้องมากคิด เพื่อหวังว่ามันจะช่วยเปลี่ยนสังคมให้ดีขึ้นได้บ้าง

ปล. ความคิดเรื่องย้ายสัญชาติ อีกใจหนึ่งผมก็คิดว่าเป็นความคิดที่เห็นแก่ตัว เป็นความคิดของคนที่ "ไม่ทน" แต่ "จำยอม"

891 Nameless Fanboi Posted ID:Tbh6GEnKRn

>>889 >>890 เมื่อคิดอยากเป็นผู้กล้าก็จงรับผลที่ตามมาด้วย บ้านเราพลเมืองดีเสียเลือดเสียเนื้อเสียชีวิตได้ง่ายๆ ถ้าไปเจอคนหัวร้อน นึกถึงเจ๊ยุ่นที่ขวางมอไซค์ขึ้นทางเท้า ที่ไม่มีใครลงมือทำร้ายจริงๆ เพราะสังคมไทยจะผิดจะถูกก็รับไม่ค่อยได้เรื่องทำร้ายผู้หญิง แต่มีเหตุการณ์เดียวกัน ฝรั่งผู้ชายไปห้ามวินมอไซค์ ผลคือเจอวินเอาหมวกกันน็อกฟาดหัวแตก

892 Nameless Fanboi Posted ID:..tlftZ1yp

ถ้าเธอปล่อยเบลอการยึดอำนาจ แต่มาด่าการชุมนุมตามสิทธิว่าสร้างความวุ่นวาย เธอคือคนโง่ในระบบอันโสมมนี้

893 Nameless Fanboi Posted ID:..tlftZ1yp

ให้ลุงตู่ออกไปเลือกตั้งใหม่​ ลุงตู่ก็ชนะอีกอยู่ดีละครับ​ เหตุผลก็เหมือนเดิม​ คือเราไม่เอาพรรคที่โกงชาติมาหลายๆครั้ง​ และมีแนวคิดล้มล้าง​สถาบัน​มาปกครอง​ประเทศ​แน่นอน

894 Nameless Fanboi Posted ID:6CefaFhbF3

>>889-890 คิดจ่าย 30 ล้านหน้าไม่ชาบ้างล่ะครับ

895 Nameless Fanboi Posted ID:QbmFuJ2yv.

>>892 ยึดอำนาจมีมาแทบทุกปีไม่เบื่อหราคับ

896 Nameless Fanboi Posted ID:t/fMFihLaX

เปลี่ยนสัญชาตเป็นมะกัน ถ้าเป็นช่วง obama ออกนโยบาย อยู่ที่ประเทศไหนทำอะไรที่เกี่ยวกับมะกันก็ต้องจ่ายภาษีกลับอเมริกาทุกเม็ด (เป็น ผัว เมียคนมะกันอยู่ ตปท ก็ต้องจ่าย)​ จะคิดแบบนี้ไหมหว่า

897 Nameless Fanboi Posted ID:..tlftZ1yp

จุดจบของเราเริ่มขึ้นในวันที่เราไม่พูดในสิ่งที่ต้องพูด
.
.
.
.
.

ในหนังสือของ Dave Trott ชื่อ One plus One equals Three เล่าถึงเหตุการณ์นึงที่ประเทศไทยที่ผมคิดว่ามันอัศจรรย์มากครับ

.
Boxing Day คือวันหลังวันคริสมาสต์หนึ่งวัน คำนี้เริ่มใช้ในอังกฤษมานานมากแล้ว เป็นวันแห่งความสุขเพราะเป็นวันที่จะได้แกะของขวัญคริสมาสต์

.
.
ในวัน Boxing Day เมื่อ 15 ปีที่แล้ว Tilly Smith และครอบครัวซึ่งเป็นชาวอังกฤษมาพักผ่อนที่ภูเก็ต

.

.
.
เช้าวันนั้นอากาสดี แสงแดดที่ส่องยิ่งทำให้หาดไม้ขาวดูสวยงาม สงบ และสดใส
.
พวกเขาออกมาเดินเล่นที่ชายหาด
.
และ Tilly ซึ่งอายุเพียง 10 ขวบก็สังเกตว่าบางอย่างผิดปรกติ คือน้ำลดลงไปไกลมากๆ และมีฟองเล็กๆเหมือนเบียร์ในแก้ว ภาพนั้นคล้ายกับภาพที่เธอเคยเห็นในวิชาภูมิศาสตร์ที่เธอเคยเรียน
.
ภาพนั้นเป็นภาพวีดีโอขาวดำของเมืองฮาวายเมื่อปี 1946 ซึ่งเป็นวีดีโอเดียวที่บันทึกภาพสึนามิไว้
.
คำว่าสึนามิในตอนนั้น คนยังไม่ค่อยรู้จักกันเลย
.
เธอเล่าให้แม่ฟัง แต่แม่ไม่เชื่อเธอ ซึ่งก็ไม่แปลกครับ เพราะอย่างที่บอกคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักคำว่าซึนามิกันเลย
.
ทุกคนดำเนินชีวิตกันต่ออย่างปรกติ ไม่มีใครรู้สึกว่ามีอะไรผิดปรกติ แม้แต่คนดูแลความปลอดภัยประจำหาด
.
แต่เด็กผู้หญิง 10 ขวบคนนี้ไม่ยอมครับ

.
เธอตะโกนบอกพ่อเธอ เธอมั่นใจมากว่ากำลังมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น
.
ลองคิดตามนะครับว่าพ่อของเธอต้องลังเลมากๆที่จะบอกคนอื่นต่อ เพราะถ้ามันไม่มีอะไรละก็ นี่จะเป็นการสร้างความแตกตื่นที่ไม่จำเป็น และคนท้องถิ่นทุกคนที่อยู่แถวนั้นก็ไม่เห็นว่าจะรู้สึกมีอะไรผิดปรกติ
.
พ่อของ Tilly ต้องตัดสินใจ
.
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าสำหรับชาวอังกฤษ​ การขายหน้าเป็นสิ่งที่เลวร้ายมาก
.
แต่ด้วยความไม่ยอมของ Tilly พ่อของเขาตัดสินใจบอกเจ้าหน้าที่โรงแรม ซึ่งในที่สุดแล้วทำให้ทุกคนถูกอพยกจากหาดไปอยู่ที่ชั้นสามของโรงแรม
.
ทุกอย่างเงียบสงบ
.
ก่อนที่คลื่นลูกแรก จากสามลูกใหญ่ จะโถมเข้ามา
.
คลื่นยักษ์คร่าชีวิตผู้คนไปรวม 250,000 คน ใน 13 ประเทศ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่โดนหนักที่สุด เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งนึงของโลกก็ว่าได้
.
มีเพียงชายหาดเดียวที่ไม่มีผู้เสียชีวิตเลย
.
คือหาดไม้ขาวที่ครอบครัวของ Tilly อยู่ เพราะทุกคนบนหาดอพยพกันทัน
.
ทั้งหมดเกิดมาจากความไม่ยอมแพ้ของ Tilly Smith เด็กอายุ 10 ขวบ

.
หนึ่งร้อยกว่าชีวิตวันนั้น รอดมาได้เพราะเธอ
.
เพราะเธอยืนกรานที่จะพูดในสิ่งที่เธอเชื่อว่าถูกต้อง
.

ผมคิดว่าเรื่องนี้มันสำคัญมากกว่าที่เราคิด
.
ถ้าเราไม่พูดในสิ่งที่เราเชื่อว่าถูกต้อง หรือไม่ดึงดันพอที่จะพูด
.

บางครั้งเราอาจจะไม่ได้มีโอกาสพูดอีกเลย

.
เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่ Martin Luther King เคยกล่าวไว้ว่า
.
.
“Our lives begin to end the day we become silent about things that matter.”
.
.
“จุดจบของเราเริ่มขึ้นในวันที่เราไม่พูดในสิ่งที่ต้องพูด”

898 Nameless Fanboi Posted ID:E2fC73CBtB

>>894 30 ล้านมันไม่ใช่จ่ายผ่านช่องทางใต้โต๊ะนะมึง เค้าเรียก citizenship by investment มีกฎหมายรองรับทุกอย่าง

899 Nameless Fanboi Posted ID:j9IJJnogoc

มี 30 ล้านก็น่าจะอยู่ไทยสบายระดับนึงละนะ ถ้าไม่ไปเหยียบตีนใครเข้า

900 Nameless Fanboi Posted ID:..tlftZ1yp

Rise of Skywalkers บันทึก

พื้นฐานจริงๆ เป็นคนไม่ชอบม็อบ ไม่ชอบที่ม็อบกีดขวางการคมนาคม และรบกวนคนในพื้นที่ใกล้เคียง แต่เคยไปมาแล้วหลายม็อบ ทั้งเหลือง แดง กปปส.

แต่ละครั้งที่ไปม็อบจะชอบไปนั่งฟังว่าเขาปราศรัยอะไรกัน เนื้อหาเน้นไปที่อะไรบ้าง สำรวจของแจก และอาหาร บางทีก็จะไปนั่งคุยกับคนที่อยู่ในการชุมนุม ผมเชื่อว่า ไม่ว่าจะมีความเห็นทางการเมืองเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ก็ควรได้นั่งคุยกันดีๆ

ม็อบที่ประทับใจที่สุดคือสมัยเรียนอยู่อังกฤษแล้วลองไปร่วมชุมนุมประท้วงจอร์จ บุช (ที่กำลังบุกอิรักในช่วงนั้น) มาเยือนอังกฤษ เพราะเนื้อหาการปราศรัยและเอกสารที่แจก มีการคุยเรื่องท่าทีทางการเมืองของอังกฤษว่าการต้อนรับบุชแปลว่าเห็นด้วยกับการทำสงคราม, งบประมาณและกำลังคนในการอารักขาบุช ประเมินมาแล้วเป็นเงินเท่าไหร่ ทำไมต้องเอาภาษีมาใช้แบบนี้ เพิ่งมีการประกาศลดเงินเดือนครูไปนะ ฯลฯ ที่สำคัญ พวกใบปลิวและกราฟิกป้ายประท้วง แม้เป็นงานทำมือแต่ก็สวยดี มีไอเดีย พวกที่เป็นข้อความก็จะแดกดันจิกกัดแบบอังกฤษนั่นแหละ

วันนี้ที่ตั้งใจไปเพราะอยากไปสำรวจโครงสร้างประชากรในกลุ่มผู้ชุมนุม และอยากรู้ว่าจะพูดคุยอะไรกัน ตอนไปถึงก็เจอเพื่อนคนนึงที่แค่ผ่านมาช็อปปิ้ง ทักว่า “ไม่ใส่หมวกส้มเหรอวะ” เลยตอบไปว่า “วันนี้ไม่ได้มาเพื่อพรรค และไม่ได้มาให้กำลังใจใคร”

ไปถึงตอนสี่โมงนิดๆ คนยังไม่แน่น สามารถเข้าไปประชิดตัวอ.ปิยบุตร และคุณช่อได้เลย แต่ไม่ได้รู้สึกว่าต้องเข้าไปแย่งกันถ่ายรูป แอบมองว่านักข่าวสำนักไหนมาเตรียมพร้อมกันบ้าง ก็ครบดี เห็นเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งแจกป้ายกระดาษ A4 ให้คนที่มาชุมนุม เป็นข้อความว่า “อย่าข้ามหัวประชาชน”, “เพื่ออนาคตเรา” คนที่มีป้ายแบบเขียนมาเองมีจำนวนน้อยมาก รู้สึกไม่ค่อยโอเค จริงๆ ก็มีกระดาษสีและปากกาหัวตัดในกระเป๋านะ คิดว่าจะนั่งเขียนให้คนอื่นดีไหม แต่ไม่ทำ เดินเล่นสำรวจต่อ

พอคนเริ่มแน่นขึ้น เด็กหนุ่มกลุ่มที่แจกป้ายกระดาษเริ่มมาคอยบอกคนที่เพิ่งมาถึงว่าแกนนำอยู่ตรงไหน ให้เดินไปทางไหน พวกเขาคงเป็นอาสาสมัครของพรรคอนาคตใหม่ คนที่มาสร้างสีสันเริ่มมีมากขึ้น ทั้งชุดไดโนเสาร์ สมาชิกพรรคอนาคตใหม่จากต่างจังหวัด คุณจอห์น วิญญู (ที่ผู้ชุมนุมที่มีอายุหันไปกระซิบถามกันว่านั่นใคร)

มองลงไปข้างล่าง เนื่องจากเร็วๆ นี้จะต้องมีติดตั้งงานศิลปะของตนเองและทีมที่ลานหน้าหอศิลป์ จึงแอบเป็นห่วงเล็กน้อย เห็นผลงานบางชิ้นของโชว์เดียวกันที่มาติดตั้งแล้วก็ได้แต่ภาวนาด้วยความเห็นใจว่าอย่าได้ชำรุดเสียหายเลย

เห็นเพื่อนคนนึงโพสต์เช็คอินว่าจะมาขายไข่เจียว แต่ก็ไม่เห็นแผงไข่เจียวนะ เห็นแต่รถขายหวยมากันหลายคัน ซักพักเดินเอาหวยขึ้นมาขายข้างบนด้วย

เท่าที่เห็น คิดว่ามีกลุ่มคนรุ่นใหม่ วัยรุ่น น้อยกว่าที่ควร แต่ไม่ได้น้อยกว่าที่คิด ที่คนเขาสบประมาทไว้ว่าผู้สนับสนุนอนาคตใหม่สงสัยจะมีแต่นักเลงคีย์บอร์ดก็คงมีส่วนถูกนะ แต่กลุ่มอื่นก็มี และเชื่อว่าในวันนี้คนที่ไม่ได้เชียร์อนาคตใหม่ ไม่ได้ปลื้มธนาธร ก็มี แต่ไม่รู้จะแยกแยะยังไง

เจอคุณแม่ที่มากับลูกวัยรุ่นที่หน้าตาดูยังไม่อินการเมือง แต่ห่วงแม่ ส่วนคุณแม่พยายามอธิบายลูกว่าทำไมต้องมา น่ารักดี 🙂 เห็นการทักทายเพื่อนฝูงที่มาเจอกัน เราก็เจอเพื่อนบ้าง แต่ไม่ได้เจอทุกคนที่เรารู้ว่าอยู่ตรงนั้น

มีการตะโกนโต้กัน “ประยุทธ์” - “ออกไป” ซึ่งเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและเอือมระอาในน้ำเสียง ทำให้แอบคิดว่าจะมีทางไหนที่สามารถขับเคลื่อนมวลชนได้โดยไม่ใช้ความเกลียด และเคียดแค้น เป็นแรงขับได้บ้างไหมนะ?

ได้คุยกับน้องที่เพิ่งเคยมาม็อบเป็นครั้งแรก เขาดูตื่นเต้นดี เรารู้สึกว่า...ครั้งแรกของทุกอย่างมันก็ตื่นเต้นเสมอแหละ ถ้ามันเกิดบ่อยๆ แล้วกระทบชีวิตการงานของคุณ หรือเริ่มมีความรุนแรงก็จะไม่สนุกแล้ว

เขาบอกว่าน่าสงสัยที่ BTS เสียหลายชั่วโมงแต่ไม่มีการอัพเดทบ่อยๆ เป็นระยะ บน twitter เหมือนทุกครั้ง ... ก็จริงนะ 🙂

901 Nameless Fanboi Posted ID:..tlftZ1yp

ถูกใจที่สุด คือ มีลุงอายุน่าจะใกล้ 70 ผมขาวทั้งหัว ตะโกนสุดเสียง เนื้อหาประมาณว่า “ขอให้ประเทศไทยได้ไปสู่อนาคตที่ดีกว่า ขอให้ฟังเสียงของคนรุ่นใหม่ นี่เป็นยุคสมัยของคนรุ่นใหม่ คนรุ่นผมอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว” ผมหันไปยิ้มให้ลุง คิดในใจตามประสาคนรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ว่า ตอนเราแก่จะเป็นคนแก่แบบไหนนะ

ไม่โอเคที่สุด คือ มีวัยรุ่นสองคนเดินผ่านจุดชุมนุม คุยกันว่า พ่อแม่ไม่อยากให้เข้าร่วมม็อบ คนนึงกำชับเพื่อนว่าไม่ควรเช็คอิน ห้ามเซลฟี่ ห้ามกดไลค์ด้วย เข้าใจความเป็นห่วงของคุณพ่อคุณแม่นะ แต่ตอนนี้แปลว่าประชาชนยอมรับโดยปริยายว่ามีการสอดแนม และต้องเซ็นเซอร์ตัวเองเหรอ

ผมเดินออกจากที่ชุมนุมมาพักในห้างตอนที่ธนาธรมาถึง นั่งดู fb live แล้วก็พบว่าสิ่งที่ธนาธรพูดก็คือเรื่องที่เดาได้อยู่แล้ว ถือว่ามารับรู้ว่า... โอเค การลงถนนกลับมาอีกครั้ง ขอให้จัดการให้สร้างสรรค์ แล้วก็ดูแลไม่ให้เกิดความรุนแรงก็แล้วกัน

มองจากมุมสูง เห็นคนเต็มสกายวอล์ค และเต็มลานหน้าหอศิลป์ อดคิดถึงช่วงปี 2013 ไม่ได้ ตอนที่ม็อบยังไม่บานปลายจนเละเทะ ผมก็ได้มาร่วมเดินขบวนกับชาวจุฬา ตอนที่ม็อบกปปส.ตั้งเวทีก็เคยมาสังเกตการณ์บ้าง หลังจากนั้น ตอนที่เริ่มมีการก่อสร้างสกายวอล์คแล้วมีการกั้นพื้นที่ลานหอศิลป์ เพื่อตั้งฐานรากของสกายวอล์ค คนที่คิดอะไรก็โยงการเมืองไปหมดออกมาบ่นกันว่าเป็นการแย่งชิงพื้นที่ในการแสดงออก แต่ตอนนี้ได้ข้อสรุปแล้วว่า สกายวอล์คทำให้พื้นที่ตรงนี้รองรับผู้ชุมนุมได้มากขึ้น 😛

ป.ล. มีเพื่อนถามว่าที่คุณช่อให้คนเขียน Post-it นั่นใช่ฝีมือผมหรือเปล่า - ไม่ใช่นะ 55555

902 Nameless Fanboi Posted ID:..tlftZ1yp

ผลสำรวจ อาชีพการงานของนักเรียนแต่ละเกรด

-นักเรียนเกรด A หัวดี มักเลือกเรียนคณะเด่นๆ จบมาเป็นแพทย์ วิศวกร ผู้เชี่ยวชาญฯลฯ

-นักเรียนเกรด B เรียนรองลงมา ไม่ติดคณะเด่น เลยเลือกเรียนพวกบริหาร เรียนจบแล้วไปเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือองค์กรต่างๆ เป็นเจ้านายของพวกเกรด A

-นักเรียนเกรด C เรียนได้แค่พอผ่านๆ สุดท้ายไปเป็นนักการเมือง เป็นรัฐมนตรี คุมพวกที่เคยเรียนเก่งทั้งเกรด A และ B

-นักเรียนเกรด D พวกหลังห้อง ชอบแกล้งเพื่อน แกล้งครู สุดท้ายรวมหัวกันเป็นแก๊งค์ใต้ดิน สร้างอิทธิพลครอบงำพวก A, B, C อีกที

-นักเรียนเกรด F สอบตกตลอด ออกไปแล้วเป็นโหร เป็นผู้วิเศษ ฟันธงตั้งแต่ชีวิตชาวบ้านไปจนถึงมหาเศรษฐี ทั้งคนดีและคนร้ายต้องพึ่งพาเขาหมด ฟันธง ชี้นิ้ว จิตสัมผัส แก้กรรมให้ทุกคนได้หมด

-กลุ่มสุดท้าย การเรียนไม่แน่นอน สอบได้ A บ้าง B, C, D บ้าง เก่งบ้าง ไม่เก่งบ้าง แต่เป็นพวกมีอิทธิพลสูง มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่มีใครกล้าต่อรองด้วย กลุ่มนี้เรียกชื่อสั้นๆ ว่า "เมีย"

(เครดิต ฟอร์เวิรด์ไลน์)