Fanboi Channel

โม่งมิตรสหายท่านหนึ่ง 8th quotes

Last posted

Total of 233 posts

146 Nameless Fanboi Posted ID:SanGwKmLUh

http://www.thansettakij.com/content/353663

แม้จะมาจากปากของคนในรัฐที่นำเสนออะไรมั่วซั่วมาตลอดหลายปี
แม้อาจจะแค่เกาะกระแสที่กำลังเริ่มบูมของพืชชนิดนี้
แต่โกโก้ คือพืชที่ดูเข้าท่าที่สุด ตั้งแต่เคยมีการเสนอให้เกษตรกรปลูก

ผมเองเคยบ่นและตั้งคำถามมาเกือบ 20 ปีแล้วว่า ทำไมไม่เคยมีการปลูกโกโก้
ให้เป็นเรื่องเป็นราวในประเทศไทย ทั้งที่ภูมิอากาศของเรามีความเหมาะสมในหลายๆพื้นที่ ทั้งที่คนทานช็อคโกแล็ต ต้องควักกระเป๋ากันหลักร้อย เพื่อซื้อช็อคโกแล็ตกันบาร์ละเป็นร้อยกว่าสองร้อยบาท ... ความต้องการของตลาดยังมีอยู่อีกมาก และต่อให้ราคาตกลงบ้าง ก็ยังถือว่าสูงมาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่เกษตรกรปลูกกันอยู่ ซึ่งขายกันในราคาเลขตัวเดียวทั้งสิ้น

แต่ !!! ..... แต่ ..... แต่ในแง่ของเศรษฐกิจและการเมืองแล้ว
ปัญหาของเกษตรกรไทย มันเป็นเรื่องแค่ 'ปลูกอะไร' จริงหรือ ???
ถ้าเกษตรกรเลือกปลูกพืชได้ถูกตัว ปัญหาก็จะหายไปจริงหรือ ???
.... ดูจากปัญหาเรื่องข้าว ... ตอนนี้ราคาข้าวหอมมะลิเกรดดีพุ่งขึ้นไปเกือบ
ตันละ 2 หมื่น !!! .... แล้วถามว่า ชาวนาขายข้าวได้เกวียนละเท่าไหร ???
ชาวนาร่ำรวยกว่าเดิมจริงหรือไม่ ????

อุตสาหกรรมการเกษตรในประเทศไทย มีโครงสร้างที่บิดเบี้ยว Corrupted อันเป็นผลพวงมาจาก การที่รัฐไทย ไม่ได้มีความจริงใจที่จะทำให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้จริง ... สิ่งที่ชนชั้นปกครองต้องการนั้น มีเพียงแค่ ทำให้เกษตรกรอยู่ได้แบบปริ่มๆน้ำ เพื่อไม่ให้เกิดการลุกฮือ กระด้างกระเดื่อง และสร้างปัญหา
แต่ไม่ได้ต้องการให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากและมีอำนาจทางเศรษฐกิจสูงขึ้น เพราะนั่นจะนำมาซึ่งอำนาจต่อรองทางการเมืองที่สูงขึ้น และเป็นภัยคุกคามกับทุนใหญ่ ซึ่งสนิทแนบแน่นอยู่กับรัฐไทยแบบแยกกันไม่ออก ... เปรียบเสมือนการเติมโตอย่างมหาศาลของ SME ในช่วงก่อน 11 ปีที่สูญเปล่าที่ผ่านมา จนต้องมีการตัดตอน และทุบให้ตายให้หมด ด้วยการรวมหัวกันของเหล่าทุนผูกขาด ซึ่งสะสมทุนไว้มากกว่า แต่เทอะทะและล้าหลังกว่าจนสู้ SME ในตลาดเสรีไม่ได้ ... ใครมีญาติอยู่ในกลุ่มที่ปรึกษาเจ้าสัว ก็ลองไปถามกันดูแล้วกันว่าในที่รโหฐาน พวกเค้าคุยกันว่าอย่างไรบ้าง เค้ามอง SME อย่างไร มองเกษตรกรอย่างไร ???

ที่ผ่านมา การส่งเสริมการเกษตรในประเทศไทย ทำกันอย่างกระท่อนกระแท่น สักแต่ทำ แต่ไม่เคยมีการบูรณาการอย่างเป็นระบบ เช่นจัดหาแหล่งเงินทุน จัดหาที่ดิน จัดการเรื่องการตลาดให้ ... อย่างประเทศที่เค้าเจริญแล้วทำ เพราะในประเทศเหล่านั้น เค้ามองเห็นสินค้าเกษตรเหล่านั้นเป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ของประเทศ ... แต่การส่งเสริมการเกษตรในประเทศไทยนั้น ตราบใดที่กฎหมายเรื่อง สัญญาที่ไม่เป็นธรรมในเกษตรพันธะสัญญายังไม่เกิด กฎหมายป้องปรามการทุ่มตลาดและการผูกขาดไม่เคยมีใช้ การเข้าไปร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์สำเร็จให้เกษตรกรยังไม่มี (ซึ่งแก้ได้ด้วยการกระจายอำนาจ และ ให้แต่ละจังหวัดบริหารงบประมาณตัวเองซะ) ... การส่งเสริมพืชใหม่ให้ปลูก ก็แค่การใช้แรงงานเกษตรกรเป็นทาสติดที่ดิน เพื่อสร้างความร่ำรวยให้กับทุนขนาดใหญ่และทุนขนาดกลางต่อไปเรื่อยๆนั่นเอง

ความต้องการของตลาดสูง ราคาสูง ต้องถามว่ามันสูงที่จุดไหน ... เราเห็นมาแล้วว่า อุตสาหกรรมโคนมของเราแทบล่มสลาย เกษตรกรเคยเอานมมาเทล้างถนนประท้วง เพราะขายไม่ได้ ทั้งๆที่เราผลิตนมได้น้อยกว่าความต้องการบริโภคอย่างมหาศาล และแต่ละปี ยังนำเข้าผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องเช่น ชีส ครีม ฯลฯ อีกมหาศาล

โกโก้ เป็นสิ่งที่พัฒนาต่อจนเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จไม่ยากเย็นเลยด้วยซ้ำ และไม่ได้ลงทุนมากมายอะไร ... ผมไม่หวังอะไรจากรัฐไทย แต่หวังจากคนรุ่นใหม่ๆ ที่มีความรู้ ที่มีโอกาสและช่องทางมากกว่า หวังเห็นคนเหล่านั้นกลับไปทำอะไรดีๆให้กับบ้านเกิดของตัวเอง แถมเป็นการทำสิ่งดีที่ไม่ต้องไส้แห้ง เพราะสามารถร่ำรวยได้มหาศาลเลยทีเดียว ... ก็แค่เผื่อแผ่ให้ผลประโยชน์และเม็ดเงินกำไร ได้ตกถึงเกษตรกร อย่างเป็นธรรมและมีน้ำใจต่อกัน ไม่ซ้ำเติมชีวิตที่ลำบากของพวกเขาให้ลำบากต่อไป ... หวังเห็นการรวมตัวกันของผู้ปลูกและผู้แปรรูปขนาดย่อมของแต่ละพื้นที่ เพื่องัดข้อและบอกให้ทุนใหญ่ๆได้ยินเสียง และนึกขึ้นได้บ้างว่า ... ประเทศนี้ ไม่ได้เป็นของพวกเขาแต่เพียงฝ่ายเดียว

ปล. ใครสนใจธุรกิจนี้ และอยากเห็นเกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ ต้องการคำปรึกษา ยินดีช่วยเท่าที่ช่วยได้ครับ

#มิตรสหายท่านหนึ่ง

147 Nameless Fanboi Posted ID:zI1qYuJFOd

>>146 แค่เอาแรงงานภาคการเกษตรออกไปได้ซักครึ่งนึงปัญหาก็หมดแล้ว ตัวหารเยอะไป ทำไงก็ไม่รวย ประเทศอุตสาหกรรมมีแรงงานส่วนนี้แค่ 5% ไทยมี 30% คิดดูว่าถ้ารายได้มากขึ้น 6 เท่า เกษตรกรก็รวยได้สบายๆ

อีกเรื่อง ต้องกำจัดพวกเข่าที่ดินออกไป ให้เจ้าของที่ดินทำกินเอง ไม่งั้นทำให้ตายก็ไม่รวย เพราะมีต้นทุนที่ไม่จำเป็นอย่างค่าเช่าที่อีก

148 Nameless Fanboi Posted ID:JCI3Pk1NQD

>>147 ข่าวร้ายคือแรงงานภาคเกษตรแม่งอายุเฉลี่ยเกินเลข 4 ว่ะ จบก็ไม่เกิน ม.3 เอาออกไม่ได้อีก ส่วนคนรุ่นใหม่เขาออกไปอยู่อุตไม่ก็บริการนานละ คงต้องอุ้มไปพักใหญ่ ไม่ก็ทำแบบที่โม่งเกรียนๆ แถวนี้ชอบยุจังคือจับรมแก๊สให้หมด

149 Nameless Fanboi Posted ID:.ehN.yyv1Y

>>145 เห็นรณรงค์เยอะมาก แต่เวบ บ.เทคโนโลยีหลายเวบก็ยังไม่เปลี่ยนเป็น https ซักที

150 Nameless Fanboi Posted ID:lfzw0vUdGL

เงินเดือนก็เอาไปหมด..พอถึงวันสำคัญก็บ่นไม่มีเซอไพส์เลย...พอกรุเซอร์ไฟส์ก็ว่าเอาตังค์มาจากไหนงุบงิบเหรอ..เฮ้อ...

151 Nameless Fanboi Posted ID:lfzw0vUdGL

หม่อมถนัดศรีในวัยเก้าสิบกว่า

เริ่มเป็นไม้ ใกล้ฝั่ง ต้องนั่งคิด
เหลือชีวิต ยาวนาน สักปานไหน
เมื่อหมดกรรม จำพราก จากโลกไป
จะมีใคร ชื่นชม สมบัติเรา
ถึงมีบุตร สุดรัก ก็ยากพึ่ง
สักวันหนึ่ง ก็รักตัว ครอบครัวเขา
พ่ออุตส่าห์ หาให้ คงไม่เอา
ล้วนของเก่า เกินวัย ไม่อยากรับ
มองโถถ้วย สวยสี ที่เคยคุ้น
เริ่มหมดเงา ขาวขุ่น เพราะฝุ่นจับ
หนังสือเก่า เบียดเสียด ขี้เกียจนับ
วางสุมทับ อับชื้น เริ่มขึ้นรา
ค้นปืนผา หน้าไม้ จากใต้ตู้
ยังดีอยู่ ของเก่า เรารักษา
รูปภาพเก่า นานนม สะสมมา
ทั้งเงินตรา เก่าใหม่ มิใช่น้อย
หีบเสื้อผ้า แต่ก่อน ตั้งซ้อนทับ
ถูกเก็บพับ ห่างงาน การใช้สอย
เสื้อกันหนาว กรำงาน ผ่านดงดอย
มีร่องรอย เลาะลุย คุ้ยหิมะ
นึกถึงวัน ข้างหน้า ถ้าเราสิ้น
อาจจมดิน เน่าเหม็น เป็นขยะ
ห่วงพระเครื่อง ใส่กล่อง เต็มห้องพระ
เป็นภาระ ของใคร ยังไม่รู้
เริ่มแจ้งชัด สัจธรรม อันล้ำค่า
เราเกิดมา มือเท้า เปล่าทั้งคู่
หลงไขว่คว้า มาครอง เป็นของกู
กองสุมอยู่ เปล่าเปล่า ตอนเราตาย
🍋นี่คือสัจธรรม🍋🌷

152 Nameless Fanboi Posted ID:RmaAsJR2Yc

เดินมาทำงานเห็นกองถ่าย เลยนึกถึงสมัยวัยรุ่น เคยไปทำเบื้องหลัง และเป็นตัวประกอบวันละ 300 แล้วก็ขำ ที่ไม่ทำวงการนี้ต่อ เพราะมันเป็นวงการที่เละทะ เหม็นเน่ามาก ทนไม่ไหว ไม่อยากแฉเลย
....
....
....
....

วันๆใช้ชีวิตอยู่กับ “กองถ่าย”
ไม่รู้ทนกันได้ยังงัย ไม่เข้

153 Nameless Fanboi Posted ID:H9o/1flA4G

"แคปมาครับ Global Wealth Report 2018 ของ Credit Suisse

คือบางคนอาจไปไฮไลต์ "ความเลื่อมล้ำที่สุดในโลก" ของไทย

ซึ่งก็ไม่มีอะไรผิด เพราะ ไม่ว่าจะเป็น 1% บนแม่งมีทรัพยากร 66.9% หรือ 10% บนแม่งมีทรัพยากร 85.7% แม่งก็ถือว่าอันดับ 1 ของโลกทั้งนั้น

แต่ที่ผมอยากจะเน้นคือ ไอ้ประเทศที่แม่งว่าๆ กันว่าไม่เหลื่อมล้ำอะไรแบบสวีเดนเนี่ย คน 10% บนแม่งมีทรัพยากร 74.9 ของประเทศนะครับ คือ 3 ใน 4 ของทรัพยากรทั้งประเทศแม่งอยู่กับคนรวย นี่ขนาดในสวีเดนนะ

โอเค สวีเดนไม่ได้ดีที่สุด แต่ดูรวมๆ แม่งไม่มีประเทศไหนครับที่คนรวยสุด 10% แม่งมีทรัพยากรต่ำกว่าครึ่งของประเทศ และนี่ไม่เยอะก็เหี้ยละครับ

ซึ่งถ้ามองแบบนี้ ความเหลื่อมล้ำแม่งเป็นเรื่องปกติ

อย่างไรก็ดี ผมอยากให้สังเกตต่อว่า ถ้าไทยจะมีความ Unique น่าจะเป็นเรื่องของการแบ่งทรัพยากรของคนรวยเหี้ยๆ (1%) กับคนรวย (9% ถัดมา)

คือแม่งเห็นชัดๆ เลยว่า ไทยนี่แม่ง คนรวยเหี้ยๆ แม่งมีทรัพยากรมากกว่า คนรวยมากกว่า 3 เท่า ซึ่งเยอะกว่าที่อื่นแน่ๆ (คือคนรวยเหี้ยๆ 1% บนแม่งมีอยู่ในมือ 66% ของทรัพยากรทั้งหมด ในขณะที่คนรวย 9% ถัดมา แม่งมีทรัพยากรไม่ถึง 20% ของทรัพยากรทั้งหมด)

อันนี้ถ้าวิเคราะห์สะท้อนการเมืองในหมู่คนรวย (ยังไม่ต้องไปพูดถึง 90% ที่เหลือของไทย ที่มีทรัพยากรไม่ถึง 15%) ประเด็นน่าสนใจคือ ไอ้สัส ทำไม 9% แม่งไม่โวยวาย? คือ 1% แม่งแดกเยอะไปเยอะเหี้ยๆ เยอะกว่าที่อื่น

คำตอบก็อาจเป็นว่ามันมีการผูกอำนาจบางอย่างให้ 9% แม่งเป็นพวกเดียวกับ 1% ทั้งๆ ที่จริงๆ แม่งเป็นพวกเสียเปรียบจาก 1%

ดังนั้นการเมืองไทยแม่งเลยไม่ใช่เรื่องของ 99% VS 1% แล้ว 99% มันชนะได้ เพราะ 1% แม่งมีทรัพยากรไม่ถึงครึ่ง (นอกจากไทยก็มีอินเดียกับรัสเซียนี่แหละที่ 1% มีทรัพยากรถึงครึ่ว)

แต่ไทยแม่งเป็นเรื่องของ 90% VS 10% ซึ่ง 1% บนที่ครองทรัพยากรเกินครึ่ง ประสานประโยชน์กับ 9% ถัดมา รวมทรัพยากรกันไล่กระทืบ 90% ที่เหลือ และไอ้ 90% ที่เหลือแม่งมีทรัพยากรแค่ 15% ห่า แม่งจะเอาอะไรไปสู้

ดูรายงานตัวเต็มได้ที่ https://publications.credit-suisse.com/tasks/render/file/index.cfm?fileid=777FDF0E-E060-F608-52DAF97E062CC35B "

#มิตรสหายท่านหนึ่ง

154 Nameless Fanboi Posted ID:uH5+0GvyMr

>>153 ของไทยเป็นเลขปี 06 แต่ของประเทศอื่นใหม่กว่านั้นมาก เวลาเอามาเทียยมันยอกยา่าไทยเพิ่มหรือลดเมื่อเทียบกีบประเทศอื่นในรายงานนี้ แต่ตัวเลข WB ไทยดีขึ้นมากนะ

155 Nameless Fanboi Posted ID:6/GJQQeLDD

...เมื่อ 13 ปีที่แล้วเธอคือตัวแทนของคนไทยเข้าร่วมการประกวด Miss Universe 2005 ที่เมืองไทยเป็นเจ้าภาพ...

...วันพรุ่งนี้ (6 ธ.ค.) กัปตันน้อด ชนันภรณ์ รสจันทน์ อดีต Miss Thailand Universe จะทำหน้าที่เป็นผู้ขับเครื่องบินแอร์บัส 320 ของสายการบิน Air Asia เที่ยวบินที่ FD3213 พาผู้เข้าประกวดในปีนี้ พร้อมทั้งเดมี่ ลี เนลส์ ปีเตอร์ นางงามจักรวาลคนล่าสุดจากสนามบินดอนเมือง เวลา 07.25 น ไปที่จังหวัดกระบี่ด้วยตัวของเธอเอง

นี่คือเกียรติประวัติที่ยิ่งใหญ่มาก ของผู้หญิงเก่งคนหนึ่งที่เรารักเธอเสมอมา... ชนันภรณ์ รสจันทน์

#MissUniverse #MissUniverseThailand #MissUniverse2018 #AirAsia #ThaiAirAsia

156 Nameless Fanboi Posted ID:RmaAsJR2Yc

“ท้าพิสูจน์ให้ไปตู้เอทีเอ็ม หากมีคนยืนอยู่ข้างหน้า ให้พยายามหยิบสลิปที่ทิ้งไว้ขึ้นมา มั่นใจว่าแต่ละคนมีเงินเหลือในบัญชีไม่เกิน 4,000 บาท” และนี่คือความจริงในประเทศไทยว่า คนไทยมีเงินในบัญชีเฉลี่ยแค่ 5,000 บาท/คน

157 Nameless Fanboi Posted ID:sDrl7JF5Y1

>>156 เพราะคนที่เกิน 1.cashless 3.เลือกไม่ปริ๊นต์สลิป 2.รวยพอที่จะไม่ต้องมากดเอง

158 Nameless Fanboi Posted ID:V+LsHXsFEw

>>156 ตัวเองจนแล้วคิดว่าคนอื่นต้องจนเหมือนกัน อสกข.

159 Nameless Fanboi Posted ID:NFNRaVEHiF

เปิดเพจนี้มาก็น่าจะ 6-7 ปีแล้ว ด้วยเหตุผลเดียวในตอนนั้นเลยคืออยากเห็นตัวเลือกใหม่ๆในตลาดเบียร์เมืองไทย (เลยเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเพจนี้จึงเน้นคราฟต์เบียร์เยอะหน่อย)
.

ถ้าเปรียบเพจนี้เป็นโรงหนัง ก็คงเป็นโรงแบบ house rca ฉายหนังนอกกระแส ฉายหนังอาร์ต เพราะผมเชื่อว่ามันต้องมีคนชอบเบียร์ทางเลือกเหมือนกันกับผมบ้างล่ะวะ เอาวะ ใครแม่งจะทนแดกแต่ลาเกอร์จืดๆที่ครองประเทศนี้มาหลายทศวรรษไปได้ตลอด
.

แต่ผมไม่เคยรังเกียจเบียร์แมสหรือพวกเบียร์แอดจั้งค์ลาเกอร์ใดๆเลย ทุกวันนี้ผมก็ยังดื่มลีโอ สิงห์ ช้าง ไทเกอร์ และอีกหลายยี่ห้อแบบที่คนค่อนประเทศนี้ดื่ม ใส่น้ำแข็งในลาเกอร์ราคาถูก ท่ามกลางอากาศร้อนๆ มันดีจะตาย
.

ผมเชื่ออีกว่าผู้บริโภคในยุคนี้ไม่ได้โง่ เราใช้การตลาดแบบเดิมๆกรอกหูกรอกตาเขาอีกไม่ได้แล้ว ผู้บริโภคยุคนี้มีข้อมูลใหม่ๆไว้อัพเดตเสมอๆ ผมจึงไม่เคยเชื่อในการโฆษณาแบบเดิมๆเลย ไอ้พวกคิดคำติดแฮชแทค คำสำเร็จรูปตามที่ copywriter คิดมามันจึงดูตลกมากๆในสายตาผม แถมยังเป็นการดูถูกผู้บริโภคยุคนี้อีก
.

ทั้งคำคมบ้าบอไร้สาระ อวยสินค้ากันแบบไม่มีข้อเท็จจริงอะไรเลย บางเพจก็หนักเลย นอกจากไม่มีสาระแล้วยังพูดข้อมูลผิดๆส่งต่อกันไป อะไรแบบนี้จะไม่มีในเพจนี้เด็ดขาด เพจนี้จะพยายามหาข้อมูลที่ถูกต้องมานำเสนอเท่านั้น อันนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผมมาตลอด 7 ปีที่เปิดเพจนี้มา
.

ดังนั้นอะไรที่ไม่ดี ผมก็จะบอกว่ามันไม่ดี อะไรที่มันดี ผมก็บอกว่าดี อะไรที่มันเป็นกลเม็ดทางการตลาดแบบซ้ำๆเดิมๆ ไม่มีอะไรใหม่ ผมก็บอกไปตรงๆว่ามันน่าเบื่อ
.

ที่ผมชอบแซะเบียร์แมส จิกกัดเล็กๆน้อยๆ ก็ไม่ได้มีเจตนาด้านลบอะไร ไม่เคยคิดจะด่ากันให้ถึงตาย แต่เป็นการแซะแบบสนุกสนาน ผสมกับความเซ็งๆบนข้อเท็จจริงที่ว่า ตลาดเบียร์แมสเมืองไทย แม่งโคตรน่าเบื่อ ทุกวันนี้ผมจิกกัดความซ้ำๆซากๆของตลาดเบียร์แมส ผมก็เขียนด้วยอารมณ์เซ็งไปขำไปล้วนๆ
.

เพจนี้ไม่ได้เป็นเครื่องมือทางการตลาดของใครทั้งนั้น เพจนี้ไม่เคยอวยใครไส้แตก เพจนี้ไม่มีคำคม ไม่มีกลอน ไม่มีแฮชแทคใดๆ มีให้ก็แต่ความจริงเท่านัั้น

.

และไม่ว่าจะเป็นเบียร์แบบไหน จะเจ้าใหญ่เจ้าเล็ก ถ้าเบียร์คุณดีจริงน่าสนใจจริง ผมยินดีมอบพื้นที่ให้ แล้วพูดถึงมันด้วยความใส่ใจถึงที่สุด
.

บ่นมายืดยาวขนาดนี้ ไม่ได้เป็นอะไรนะครับ แค่เซ็งๆกับเบียร์แมสในไทย แม่งวนเวียนกันอยู่แค่นี้จริงๆ เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนแพคเกจ เปลี่ยนสี เปลี่ยนขนาด วนไปวนมา อยากให้พวกเราส่งเสียงดังๆว่ามีผู้บริโภคอีกกลุ่มนึง เบื่ออะไรแบบนี้มากแล้วโว้ยย 5555

#มิตรสหายท่านหนึ่ง

160 Nameless Fanboi Posted ID:jzfY1zCsG7

"how many chromosomes do you have?"

"more than you, you fucking asshole"

161 Nameless Fanboi Posted ID:6/GJQQeLDD

เกิดอะไรขึ้นกับเด็กยุคนี้?
.
เหตุการณ์ที่เจอเวลามาสมัครงาน
.
#ตอนเมล์มาสมัครงาน
(1) พิมพ์ชื่อ “สมัครงาน” และ cc หลายบริษัท (ช็อคแปป)
(2) น้อง “fwd” resume การสมัครงาน แบบเอ่อ ให้พี่รู้เลยว่าน้องสมัครหว่านๆ และไม่ได้ตั้งใจสมัครบริษัทไหนเป็นพิเศษ
(3) ส่งอีเมลแบบจ่อหัว “สมัครงาน” แล้วทางบริษัทจะทราบมั้ยคะว่าตำแหน่งไหน...แนวแบบต้องเปิดไฟล์หรือดูชื่อไฟล์ถึงจะรู้เอง
(4) แนบไฟล์ประวัติ Zip file บริษัทเปิดแล้ว error แล้วเค้าจะเรียกน้องสัมภาษณ์มั้ย
(5) ส่งมาว่าสมัครงาน น้องจะไม่ เรียนใครหรือ dear ใครหน่อยหรอคะ เค้าจะได้รู้ว่าต้องสื่อสารกับตำแหน่งไหนและใคร
(6) แนบไฟล์ผลงานมา “คร่าวๆ” แปลว่า ถ้าน้องทำงานกับพี่ก็จะ ร่างๆ คร่าวๆ ใช่มั้ยคะ กลัวเลย เลยไม่กล้าเรียกสัมภาษณ์
.
#ตอนตอบการสัมภาษณ์
(1) บอกว่าอยากทำงานบริษัทนี้ แต่ไม่รู้ว่า”บริษัททำอะไรบ้าง หรือตอบ Core Business ได้อย่างฉะฉาน?
(2) วางกระเป๋าหลุยส์บังหน้าผู้ให้สัมภาษณ์...สมัครตำแหน่งเงินเดือน 25,000 บาท พี่รู้ว่าน้องมีสตางค์ แต่ถ้าน้องไปพบลูกค้าพี่ แล้ววางกระเป๋าหลุยส์บังหน้าเค้าขณะพรีเซ้นต์ เค้าอาจไม่ซื้อ services พี่
(3) โทรมาขอเลื่อนวัน ส่วนใหญ่จะไม่ให้โอกาสที่สอง เพราะไม่ให้ความสำคัญตั้งแต่ day 1 แปลว่ามาทำงานบริษัทก็จะไม่ให้ความสำคัญกับงาน
(4) โทรมาถามทางบริษัท (น้องคะ google มี แปลว่าน้องไม่แสวงหาก่อนที่จะทำอะไร)
(5) แต่งตัวแบบอยู่บ้านมาสัมภาษณ์ คือ น้องไม่ต้องแฟชั่นโชว์ค่ะ แต่น้องต้อง represent บริษัทเวลาเจอลูกค้า การแต่งตัวชิวๆอาจจะไม่ใช่ตั้งแต่ job description
(6) น้องบอกชอบคนสัมภาษณ์ ชื่นชมมากแบบไปกูเกิลชื่อคนสัมภาษณ์มาแล้ว แต่เรียกชื่อจริงคนให้สัมภาษณ์ผิด (2 หน...) ในทางบุคคลไม่คิดติดใจอะไรก็จริง ผู้ให้สัมภาษณ์ชอบน้องมาก แต่ถ้าไปเรียกชื่อลูกค้าผิด ลูกค้านอยด์ มันจะทำให้บริษัทเสียหายได้ คือ แสดงถึงความไม่รอบคอบ ถ้าในงานไม่ต้องการความรอบคอบ ผู้ให้สัมภาษณ์ควรจะให้น้องผ่าน
.
.
นี่แค่น้ำจิ้มนะคะ
.
การ screen คนเพื่อเรียกสัมภาษณ์ เดี๋ยวนี้เค้าดูกันตั้งแต่ส่ง application/resume/cv เลย ว่า manner /etiquette น้องเป็นยังไง และอย่าแปลกใจถ้าน้องไม่ถูกเรียก ไม่ใช่บริษัทมันไม่เห็นความดีของน้อง แต่เป็นเพราะน้องไม่พยายามหาวิธีเข้าใจว่าน้องต้อง”ปรับปรุง”อะไรเพื่อให้บริษัทต้องการต่างหาก
.
สถาบัน สอนวิชามากมาย แต่ไม่สอนวิธีสมัครงานให้ฉลาด หรือ สอบสัมภาษณ์ให้ผ่าน (บางที่อาจมีสอนประปราย ดีใจกับน้องๆด้วย) หรือ บางที่ก็ไม่มีหรอก สอนทำงานอย่างไรให้เรียกว่า “ทำงานเป็น และเจ้านายชม”หรือ “ทำตัวให้เป็นที่ต้องการของตลาด”
.
ตอนทีมพี่อายุเท่าน้อง ทีมพี่แค่ผ่านมาก่อน ผิดมาก่อน ถูกก่อน เลยอยากช่วยน้อง ไกด์น้อง แบบที่พี่ไม่เคยถูกไกด์
.
#หากคุณคือน้องน้อย
ถ้าคุณคือ “คนที่อยากให้บริษัทเลือก” และอยากเป็นที่ต้องการของตลาด พี่มั่นใจว่า ทีมเราสามารถปั้นให้ น้อง”สามารถเลือก”บริษัทได้ แถมมี skill digital และ”ทำงานเป็น”
.
Project The Work by TeC เป็น start up ที่ขอ disrupt “painpoint” ในการสร้างกองทัพเด็กสู้งาน เป็นงาน และพร้อมเข้าทำงานในยุคดิจิทัล มี e-Business, e-commerce และ Digital mindset
.
เราจะเปิดสอน
- Digital marketing career
- e-Commerce career
- Graphic For Online marketing career
- social media content & content creator career
- app & web programmer career
- super multi-tasking (แนวๆ Management trainee ที่เข้าใจ e-Business เติบโตเป็น Head/manager)
.
เรากำลังตั้งครรภ์กันอยู่ คลอดเดือนกุมภาพันธุ์ 62 ใครอยากสมัคร ทิ้งเมลไว้ ใน comment ค่ะ! สำหรับ Students ปี 4 และ First jobbers อายุไม่เกิน 25 ปี
.
#หากคุณเป็นบริษัท
ในอีก way นึง ถ้าคุณเป็นบริษัท ที่เบื่อกำกับหาเด็กที่”เป็นงาน” และอยากได้เด็ก”เป็นงาน” เข้าทำงานและเครื่องสตาร์สติดเลย เป็นหมด ทั้ง word,excel,ppt, computer literacy ยัน internet savvy และ leadership + problem solving + think beyond just assignment ก็ขอให้ทิ้งเมลไว้ เราจะเชิญมาเป็นบริษัทที่มีสิทธิ์คัดเด็กเก่งไปทำงาน มีนาคม 2562 (คณะกรรมการ The Work ขอสงวนสิทธิ์ในเงื่อนไข)
.
#หากคุณคือมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษา
อยากส่งเด็กเข้า Project หลังไมค์ได้เลยค่ะ
.
และจะมีเปิดตัวคณะกรรมการ The Work ที่แซ่บ และจะเขย่าวงการ #พบกับเราเร็วๆนี้ เปิดตัวเดือน มกราคม 2562
.
เรา”ตั้งใจ”สร้างโอกาส ให้เด็กมีงานทำมากขึ้น เพราะสถิติการตกงานของเด็ก ทำเราใจตกตาตุ่ม อกสั่นขวัญหาย
.
เรา”จะไม่เก็บเงิน”แม้แต่บาทเดียวกับเด็ก
.
เราจะเก็บเงินกับ sponsor (55555)
อยากดังก็มาบู๊กับเรา #TheWorkByTeC เร็วๆนี้ค่ะ 😉
.
ปล.เอาตัวอย่างสมัครงานที่พบเจอมาโชว์ เด๋วจะหาว่าไม่มีหลักฐาน

162 Nameless Fanboi Posted ID:h/UrKtYmAz

>>161 คือไหนๆพี่ก็บ่นมายาวขนาดนี้ผมขออย่างได้ไหมเวลาจะรับหรือไม่รับคน โปรดช่วยส่งคำตอบมาด้วย
มันจะอะไรนักหนาวะกับการส่งคำตอบอะ รับหรือไม่รับก็ส่งจดหมายมาบอกกูหรือเมลมาก็ได้ ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์หน่อย
ถ้าให้ดีก็ทำกำหนดการไว้เลย ว่าจะส่งคำตอบภายในเดือนหรืออาทิตย์นี้ หัดมีความรับผิดชอบกับคนที่มาสมัครซะบ้าง
#หัดใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ #มีความรับผิดชอบบ้าง #แม่งชอบปล่อยให้รอโรคจิตหรอหวะ

163 Nameless Fanboi Posted ID:6/GJQQeLDD

Because you weren‘t yourself anymore. Just a mirror of herself, a dog, not wanting to upset her or be against her opinion.

164 Nameless Fanboi Posted ID:3OwBhT0fzg

>>161 อ่านแล้วรู้สึกโคตร cringe ถึงกูจะไม่ได้ทำตัวแบบเด็กที่บ่นใน quote ก็เถอะ
ถ้ารู้ว่าบริษัทไหน HR กระแดะขนาดนี้กูคงไม่สมัครเหมือนกัน

165 Nameless Fanboi Posted ID:NTY68ZGwdh

ทำความเข้าใจข้อมูลผิดๆ เรื่อง #ไทยมีความเหลื่อมล้ำอันดับหนึ่งของโลก กันครับ
--------------------

- ประเด็นมันเริ่มจากการที่คุณบรรยง พงษ์พานิช อยากจะพูดถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำ แล้วแกก็เอาข้อมูลชุดหนึ่งจาก Credit Suisse (ฉบับที่ทำงานได้หยาบมากๆ) มาพูดถึง

- โดยที่ตัวแกเองก็รู้อยู่แล้วว่าข้อมูล มันไม่ตรงหรอก เพราะระดับแก มีหรือจะไม่รู้ แกยังบอกเองเลยว่าตัวเลขเงินในตลาดการเงินของไทยมีตั้ง 40 ล้านล้าน แต่ Credit บอกมีแค่ 16.5 ล้านล้านเอง ซึ่งแค่นี้ก็เห็นแล้วว่า Credit Suisse มั่ว

- แต่ประเด็นคือ แกต้องการเอามาจั่วหัวให้ดูแรงและเรียกความสนใจ (แม้แกจะรู้ว่ามันมั่ว) จากนั้นแกจึงค่อยโพสท์อารมณ์ประมาณว่า "ข้อมูลอาจจะไม่ถูกต้อง แต่ช่างมันเถอะ เราจะมาพูดถึงความเหลื่อมล้ำที่ต้องแก้ไขกันดีกว่า"

https://www.facebook.com/banyong.pongpanich/posts/1002402713296361
..........................

- คือถ้าทำใจเป็นกลางๆ ผมก็พอเข้าใจเจตนาของแกนะ ว่าเอาเรื่องนี้มาจั่วหัว เพราะอยากให้มีคนสนใจ ให้มันดูแรง แต่ประเด็นคือ มันทำให้คนจำนวนมากเข้าใจผิด โดยเฉพาะในยุคโซเซียล ที่ผู้คนไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจทันเท่ากับความรวดเร็วของข่าวหรือเรื่องที่พูดต่อๆ กันไป

- จน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ต้องออกมาชี้แจงกันไปเมื่อเช้าตอน 10 โมง

https://www.facebook.com/NesdbPr/videos/2476566162359587/

- ซึ่งผมจะมาพูดให้ฟังอีกทีแบบง่ายๆ ภาษาชาวบ้าน และจะมีการอธิบายเลยว่าข้อมูลชุดนี้ของ Credit Suisse "ห่วยแตก" อย่างไร ? ขอโทษที่ต้องใช้คำรุนแรง แต่เชื่อเถอะว่าเมื่อคุณอ่านจบ คุณจะพูดคำเดียวกับที่ผมพูด แน่นอนครับ หุหุ

----------------------
ข้อมูลแบบกะๆ เอา
----------------------

- ข้อมูลดังกล่าวมาจาก Credit Suisse ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน "เอกชน" รายหนึ่งในสวิสเซอร์แลนด์ โดยการรายงาน Credit Suisse ฉบับนี้เป็นการทำรายงานที่ขาดข้อมูลสำคัญและข้อมูลเป็นคาดคะเนแบบหยาบๆ

- เนื่องจาก Credit Suisse ใช้วิธีการวัด #การถือครองทรัพย์สิน ไม่ใช่วัดจากรายได้ ซึ่งการถือครองทรัพย์สินนั้น "วัดยากมาก" และมีไม่กี่ประเทศในโลกที่จะได้ข้อมูลนี้อย่างละเอียดและเที่ยงตรง

(ส่วนใหญ่คือ ประเทศรัฐสวัสดิการ ที่มีระบบฐานภาษีดี ที่คนไม่สามารถหลบเลี่ยงภาษีใดๆ ได้ เพราะรัฐมีข้อมูลหมดว่าใครถือครองทรัพย์สินอะไรไว้บ้าง)

- Credit Suisse ยอมรับในรายงานว่า ข้อมูลที่เขามีละเอียดจริงๆ พอจะวิเคราะห์ได้ มีแค่ 28 ประเทศ จาก 206 ประเทศ หรือแค่ 13.6% ส่วนที่ข้อมูลมีไม่ครบและขาดๆ ก็มีประมาณ 24 ประเทศ หรือ 11.6% ส่วนที่เหลืออีก 154 ประเทศหรือ 74.7% นั้นไม่มีข้อมูล หรือมีอยู่ในระดับที่แย่มาก

- ซึ่งจริงๆ แล้วการวิเคราะห์ข้อมูลพวกนี้ แค่ข้อมูลไม่ครบถ้วนก็ทำไม่ได้แล้วครับ พูดง่ายๆ เลยคือ Credit Suisse มีข้อมูลจริงแค่ 28 ประเทศจาก 206 ประเทศทั่วโลกเท่านั้น ที่เหลืออีก 24 ประเทศคือ #กะเอา ทั้งสิ้น!!

*** เพราะจริงๆ สถาบันนี้เขาไม่ได้สนประเทศอื่นเท่าไร ที่เขาทำก็แค่จัดดูในประเทศพัฒนาแล้ว เพื่อประเมินด้านการเงินในการทำธุรกรรมเท่านั้น (ก็ตามสไตล์บริษัทเอกชนน่ะครับ)

https://publications.credit-suisse.com/tasks/render/file/index.cfm?fileid=777FDF0E-E060-F608-52DAF97E062CC35B&fbclid=IwAR2KCmNcpuP6kXm2XRfVr72crbqoWZzn2Yg0i4z6ocaIiET1ktf8d_uqNF8

----------------------
ข้อมูลเก่าตั้งแต่ปี 2006/2549
----------------------

- เนื่องจากไม่มีข้อมูลประเทศส่วนใหญ่ในโลกนี้ และไม่ได้สนใจเท่าไร แต่แค่จะเอามายัดใส่ให้มันดูครบๆ Credit Suisse ก็เอาข้อมูลเก่าของ ประเทศไทยที่ IMF รวบรวมและเผยแพร่ตั้งแต่ปี 2006/2549 (และข้อมูลนี้ก็เก็บก่อนหน้านั้นสักพักด้วย)

- ข้อมูลชุดดังกล่าวมีความผิดพลาดหลายประการ เช่น การบอกว่าไทยมีทรัพย์สินรวมแค่ 505 พันล้านดอลล่าร์ หรือแค่ 16.5 ล้านล้านบาท ทั้งที่ในความจริง แค่มูลค่าตลาดการเงินก็ 40 ล้านล้านแล้ว ไม่รวมพวกอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในธนาคารด้วย

(แต่อย่างว่าครับ ใครเขาจะสน เขาแค่เอาไปใส่ให้มันครบๆ ในรายงานเท่านั้นเอง)

166 Nameless Fanboi Posted ID:NTY68ZGwdh

----------------------
80% ไม่มีข้อมูล 13% ข้อมูลไม่ครบ
----------------------

- ข้อมูลของประเทศส่วนใหญ่กว่า 80% จากรายงานฉบับนี้ของ Credit Suisse เป็นการกะเอาอย่างชัดเจน บางอันก็ไม่มีข้อมูล ผังที่แสดงความสมบูรณ์ของข้อมูลในหน้า 19-22 ก็ระบุว่า กว่าร้อยละ 80 อยู่ในสภาพแย่ (poor) และแย่มาก (very poor)

เอาจริงๆ ผมก็สงสัยว่ารายงานฉบับนี้ทำออกมาได้อย่างไรกัน ?

- และจริงๆ มันไม่ใช่ 80% ด้วย เพราะไอ้กลุ่มข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์มันก็คือมั่วๆ เอาเหมือนกัน แต่มั่วบ้างจริงบ้างบางส่วนแค่นั้นเอง สุดท้ายข้อมูลที่ใช้ได้จริงมีแค่ 13.6% ของประเทศทั่วโลก ที่เหลือก็มั่วเอาทั้งนั้น

----------------------
ข้อมูลที่ไม่ตรงกับเอกสาร
----------------------

- ในขณะที่ข้อมูลการถือครองทรัพย์สินของประเทศไทยนั้น "ไม่มี" และแบงก์ชาติก็ไม่ได้ทำไว้ (ไม่มีใครยอมบอกข้อมูลทรัพย์สินที่แท้จริงหรอกครับ ขนาดให้แสดงบัญชีทรัพย์สิน มันยังปกปิดกันเลย ตั้งแต่รากหญ้าไปจนถึงระดับสูงก็เหมือนๆ กัน)

แล้ว Credit Suisse ไป "เสกข้อมูล" มาจากไหน?

- เขาระบุว่าเขาอ้างจากโพลสำรวจในเอกสารรายงาน ที่ชื่อ The Wealth and Debt of Thai Households: Risk Management and Financial Access

- หรือในชื่อภาษาไทยว่า "ความมั่งคั่งและหนี้สินครัวเรือนไทย: การบริหารความเสี่ยงและการเข้าถึงบริการทางการเงิน" โดย ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลกประจำประเทศไทย (ซึ่งตอนนั้นทำงานในแบงก์ชาติ) และทีมงาน

*** ที่ตลกคือ เอกสารชุดนั้นไม่ได้มีระบุเรื่องระดับการถือครองทรัพย์สินของคนในประเทศ เพราะในเอกสารเน้นการอธิบายเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ และ เงินเดือนโดยเฉลี่ยของผู้ต้องการกู้ซื้อบ้าน

(โดยทำเป็นแบบสอบถามที่ถามถึงทรัพย์สินและหนี้สินของครัวเรือนประมาณหมื่นกว่าคนจากทั้งประเทศ)

http://econ.tu.ac.th/archan/rangsun/ec 460/ec 460 readings/เอกสารและสิ่งตีพิมพ์ธนาคารแห่งประเทศไทย/Discussion Paper/2007/Wealth and Debt of Thai Households.pdf?fbclid=IwAR1lJOWrODdWGPUK59bWVNY3YMf1vJudvL-WsNRAE82sWlSJN9-LOyPJDUk

*** ซึ่งผมก็งง ว่าแล้วที่ Credit Suisse มันอ้าง มันเอาตัวเองหรือข้อมูลมาจากไหน... อ้างเอกสารประกอบ แต่เอกสารไม่มีข้อมูลดังกล่าวที่อ้างมา -_-"

----------------------
อ้างเอกสารที่ไม่มีข้อมูลอะไรเลย
----------------------

- ข้อมูลอีกชุดที่ Credit Suisse อ้างถึงประเทศไทยก็คือ หน้า 11 ที่ชี้แจงว่าข้อมูล "การถือครองอสังหาริมทรัพย์" เอามาจากไหน ปรากฎว่าอันนี้หนักกว่าอันที่แล้วอีก!!

- คือ Credit Suisse ไม่มีข้อมูลประเทศไทย (n.a.) / not available แต่ดันใส่เอกสาร IMF : Household Credit Growth In Emerging Market Countries 2006 บทที่ 2 มา

- ทั้งที่จริงๆ เอกสาร IMF ดังกล่าวไม่มีข้อมูลอะไรที่เกี่ยวกับประเทศไทยเลย เอกสารบทนี้ชื่อ THE INFLUENCE OF CREDIT DERIVATIVE AND STRUCTURED CREDIT MARKETS ON FINANCIAL STABILITY

- ซึ่งพูดถึงสถานการณ์การปล่อยสินเชื่อในเศรษฐกิจโลก การบริหารจัดการความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อ ธุรกิจประกันภัย บลาๆๆ ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่า Credit Suisse ใส่ลิ้งนี้มาว่าเป็นข้อมูลประเทศไทยได้อย่างไร ไม่มีข้อมูลของประเทศไหนเลย!!!

https://www.imf.org/en/Publications/GFSR/Issues/2016/12/31/Market-Developments-and-Issues?fbclid=IwAR3OJZs3oZW6BQmrPyFxDv-vAGD3R7yBGBoRrAhl15GoQGkETyd4FPMDAfc

- นี่ผมงงว่าสถาบันการเงินชื่อดัง เขาทำรายงานกันแบบนี้จริงๆ เหรอ? ยังกะรายงานของมหาวิทยาลัยห้องแถวก็ไม่ปาน...

167 Nameless Fanboi Posted ID:NTY68ZGwdh

---------------------
มาตรฐานที่ไม่สมเหตุผล
----------------------

- ข้อมูลของ Credit Suisse ที่เป็นปัญหาถกเถียงกันจนเป็นข่าวคือ หน้า 157 ซึ่ง ใช้วิธีการหาค่าความเหลื่อมล้ำ ด้วยการแบ่งจำนวนประชากร เป็น 4 กลุ่มคือ

1. กลุ่มมีทรัพย์สินต่ำกว่า 1 หมื่นเหรียญ หรือ 3.5 แสนบาท
2. กลุ่มมีทรัพย์สินระหว่าง 1 หมื่นถึง 1 แสนเหรียญ หรือ 3.5 แสนถึง 3.5 ล้านบาท
3. กลุ่มมีทรัพย์สินระหว่าง 1 แสนเเหรียญถึง 1 ล้านเหรียญ หรือ 3.5 ล้านบาทถึง 35 ล้านบาท
4. กลุ่มมีทรัพย์มากกว่า 1 ล้านเหรียญหรือ 35 ล้านบาทขึ้นไป

- โดย Credit Suisse ทำการแบ่งกลุ่มประชากรที่มีรายได้ลงไปใน 4 กลุ่มนี้อ้างว่าคนที่มีทรัพย์สินต่ำกว่า 3.5 แสนบาทนั้นมีอยู่ราว 48.2 ล้านคน มี 3.5 แสนถึง 3.5 ล้านบาทอยู่ 3.9 ล้านคน มีทรัพย์สิน 3.5 ล้านถึง 35 ล้านอยุ่ที่ 3.77 แสนคน และมีทรัพย์สินตั้งแต่ 35 ล้านบาทประมาณ 4 หมื่นคน

(รวมมีผู้ใหญ่วัยทำงาน 52.6 ล้านคน)

- เรื่องที่ว่าประเทศไทยเราไม่มีการจัดเก็บข้อมูล การถือครองทรัพย์สินอย่างแท้จริง (ถ้ามีรัฐคงไม่ต้องพยายามมาทำฐานข้อมูลการจัดเก็บภาษีกันตาเหลือกแบบนี้หรอก) และแหล่งข้อมูลที่ Credit Suisse อ้างก็ไม่มีระบุถึง ผมพูดไปแล้ว ซึ่งเพียงแค่นั้นก็น่าจะจบและเคลียร์แล้วนะครับ

- แต่ที่เป็นปัญหาเข้าไปอีกต่อก็คือ #ความไร้มาตรฐาน ของการใช้ข้อมูล (ไม่ว่าจะข้อมูลจริงหรือข้อมูลที่นั่งเทียนมาเอง)

- เพราะวิธีคิดของ Credit Suisse มีปัญหาตรงการเอาฐานที่ตัวเองแบ่ง 4 กลุ่มมาหารแล้วดูว่า กลุ่มไหนที่ถือครองทรัพย์สินมากน้อยแค่ไหน แล้วสัดส่วนต่างกันแค่ไหน แล้วจึงทำออกมาเป็นค่าความเหลื่อมล้ำ GINI Index
.............................

- สมมุตผมเป็นเศรษฐีในประเทศลาว แต่ผมมาอยู่เมืองไทย ผมอาจเป็นแค่ชนชั้นกลางบน หรือผมเป็นชนชั้นกลางในไทย ไปอยู่ในพม่าหรือลาว ผมอาจเป็นชนชั้นกลางบนหรือเศรษฐีก็ได้ เพราะค่าเงินและค่าครองชีพในแต่ละประเทศมันไม่เท่ากัน

- Credit Suisse ใช้การแบ่งช่วงของทรัพย์สินตามกำลังทรัพย์ของประเทศพัฒนาแล้วมาเป็นเกณฑ์ แน่นอนว่าประเทศกำลังพัฒนา ย่อมทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนา ตกอยู่ข่ายยากจน (ต่ำกว่า 3.5 แสนบาท) แม้ว่าตามจริง เขาอาจจะอยู่จัดอยู่ในระดับชนชั้นกลางในประเทศนั้นก็ตาม!!!

- อีกประการก็คือ ถ้าประเทศไหนเกิดมีเศรษฐีเยอะๆ ต่อให้คนจนเยอะ ค่าเฉลี่ยของเศรษฐีหรือคนรายได้สูงกับคนจน มันก็ทำให้ค่าความเหลื่อมล้ำลดลงอยู่ดี

แม้ว่าความเป็นจริงแล้วมันจะเหลื่อมล้ำไม่ต่างจากเดิมก็ตาม...
.............................

- หมายเหตุ: จริงๆ ผมอยากพูดต่อไปอีกเรื่องคือ ปัญหาที่ประเทศไทยติดกับดักรายได้ปานกลาง เพราะเรามีชนชั้นกลางน้อย และผู้ประกอบการเราค่อนข้างไร้ประสิทธิภาพ ทำอะไรๆ ก็เจ๊ง บริหารไม่เป็นแต่อยากให้เงินมาบริหาร ตามหนังสือรวยทางลัด และอื่นๆ

- ในขณะที่บริษัทที่เขามีมาตรฐานที่ดี มีการบริหารที่รัดกุม และพัฒนาตัวตลอด เขาก็เจริญขึ้น แบบนี้ควรจะโทษว่าเพราะรัฐ เพราะกฎหมาย หรือเพราะความไร้ศักยภาพของผู้ประกอบการในประเทศ ที่ทุกอย่างมันสบาย และไม่เคยต้องแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตายเหมือนอีกหลายประเทศดีละครับ ???

แต่เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลัง เพราะเป็นอีกเรื่องใหญ่ที่เดี๋ยวมาว่ากันครับ

168 Nameless Fanboi Posted ID:NTY68ZGwdh

---------------------
ข้อมูลของ World Bank
----------------------

- ในขณะที่สถาบันการเงินระหว่างประเทศที่นานาชาติยอมรับ และมีข้อมูลครบถ้วนในการประเมินอย่าง ธนาคารโลก หรือ World Bank นั้นระบุค่า GINI Index ซึ่งบอกถึงความเหลื่อมล้ำทางรายได้

- ประเทศไทยมีค่าอยู่ที่ 38 (สหรัฐอเมริกามีอยู่ที่ 41 หรือแย่กว่าไทย) ส่วนประเทศที่ถูกระบุว่าเหลื่อมล้ำมากที่สุดคือ แอฟริกาใต้ ค่า GINI อยู่ทึ่ 63 และรองๆ มาจากแอฟริกาใต้ ส่วนใหญ่ก็คือ ประเทศในทวีปแอฟริกาและละตินอเมริกาทั้งสิ้น เช่น

- Namibia
- Botswana
- Zambia
- Central African Republic
- Lesotho
- Swaziland
- Brazil
- Colombia
- Panama
- Guinea-Bissau
- Rwanda

ส่วนประเทศต่างๆ โดยทั่วไปค่า GINI จะอยู่ที่ 25-50 ซึ่งจะยังถือว่าโอเคสำหรับประเทศทุนนิยมทั้งหลาย

https://www.npr.org/sections/goatsandsoda/2018/04/02/598864666/the-country-with-the-worlds-worst-inequality-is?utm_campaign=storyshare&utm_source=facebook.com&utm_medium=social&fbclid=IwAR3aYzhZ74zLN-gXaRG3kW0lTwe-10mV_8kPOBda5Z3rNDeT0hfJhUBUBus

หมายเหตุ: ในข้อมูลไม่มีเกาหลีเหนือ ถ้ามีเกาหลีเหนืออาจเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำน้อยที่สุดในโลก อันเป็นอุดมคติของชาวสังคมนิยมก็ได้นะครับ 😃

(และถ้าเยอรมันตะวันออก โซเวียต และประเทศคอมมิวนิสท์แท้ อื่นๆ ยังอยู่ คงจะเป็นประเทศในฝัน เพราะมีความเหลื่อมล้ำน้อยกว่าประเทศทุนนิยมแน่ๆ ป.ล. จีนไม่ใช่คอมมิวนิสท์นะครับ มันแค่ใช้ชื่อเฉยๆ แต่จีนปัจจุบัน ห่างไกลจากคอมมิวนิสท์เยอะมากแล้ว)

----------------------
ค่า GINI ใช้ดูโดยประมาณ
----------------------

- เราต้องเข้าใจก่อนว่าค่าดังกล่าวนี้ วัดโดยการประมาณจากรายได้และรายจ่าย ซึ่งไม่ได้แปลว่ามันจะสะท้อน #ความอยู่ดีกินดีของคนในประเทศได้ในทุกมิติ

- อย่างประเทศยูเครน (26) ที่มีค่าความเหลื่อมล้ำน้อยที่สุด กลับเป็นประเทศกำลังพัฒนา ที่การเมืองในประเทศตีกันเละเทะเลย แถมความเป็นอยู่ของประชากรไม่ได้ดีกว่าไทยแน่นอน

(จนคนรัฐไครเมียและรัฐฝั่งตะวันออก ยังขอแยกตัวไปรวมกับสหพันธรัฐรัสเซียที่มีรายได้สูงกว่าและการเมืองนิ่งกว่าแทน)

- หรืออย่างโคโซโว (27) หรือ คาซัคสถาน (27) ก็มีความเหลื่อมล้ำน้อยกว่าประเทศยุโรปทุกประเทศ หรือ อิรัค (30) และคีกีซสถาน (29) ที่มีค่าความเหลื่อมล้ำ น้อยกว่าเยอรมัน (31) และญี่ปุ่น (32)

ก็ไม่ได้แปลว่าคุณภาพชีวิตของคนในประเทศเหล่านั้นจะดีกว่าประเทศที่มีค่าความเหลื่อมล้ำสูงกว่าเท่าไรนัก เพราะค่า GINI นั้นมันเป็นการประมาณการกว้างๆ จากรายได้ เป็นข้อมูลสถิติ ซึ่งมันกว้างมาก

- ข้อมูลพวกนี้เวลาดูต้องดูเป็น ช่วงระยะ (range) เช่นถ้ามันสูงมากๆ แบบพวกแอฟริกา ที่อยู่ที่ 60+ อันนี้ก็ถือว่าแย่ ถ้าอยู่ระดับ 25-30 ก็อาจจะดี และ 31-50 ก็ปานกลาง เป็นต้น

- แต่สุดท้ายแล้วมันก็ต้องดูภาพรวมอื่นๆ ประกอบด้วย เช่นอัตราการว่างงาน การมีอยู่มีกิน ความยากลำบากในการเข้าถึงบริการของรัฐ โดยเฉพาะการศึกษาและสาธารณะ ฯลฯ อีกมาก

----------------------
แนวโน้มความเหลื่อมล้ำในไทย
----------------------

- ถ้าดูจากความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย ที่จัดเก็บโดยธนาคารโลก จะเห็นว่าตั้งแต่ปี 2006 ที่รายงานนั้นระบุมา ค่าความเหลื่อมล้ำของไทยดีขึ้นเรื่อยๆ จาก 42 ในปี 2006 ลดลงมาเหลืออยู่ที่ 36 ในปี 2015

- ซึ่งทำให้เห็นแนวโน้มในการกระจายรายได้ที่ดีขึ้นในระดับหนึ่ง ซึ่งก็ต้องทำต่อไปเรื่อยๆ นะครับ

https://data.worldbank.org/indicator/SI.POV.GINI?end=2016&fbclid=IwAR2rU3oi2fVYM2jT0pkxfSTUaPFunnf2aBKp8ZngLSoVBGwkuBSXHy6tYaU&locations=TH-MY-VN-ID&start=2004

----------------------
สรุป
----------------------

- ความเหลื่อมล้ำมีทุกประเทศแหละครับ ไม่มีประเทศไหนไม่มีหรอก ยิ่งเป็นประเทศทุนนิยม ไม่ใช่คอมมิวนิสท์แท้ๆ ที่รัฐบาลเป็นเจ้าของกิจการและทรัพย์สินทั้งหมด

- เพียงแต่มีมากมีน้อย ก็ต้องพิจารณากันไปเป็นช่วงๆ และถ้าเป็นไปได้ก็ควรพัฒนาให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำน้อยลงเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกันค่าความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ก็ไม่สามารถจะบอกทุกอย่างได้

(หรือถ้าใครคิดว่าค่านี้น้อยแล้วดี แนะนำให้ออกไปอยู่ ยูเครน อิรัก ปากีสถาน คาซัคสถาน ดูสัก 5 ปีนะครับ แล้วค่อยกลับมาบอกว่าเป็นอย่างไร หุหุ)

- แต่ที่แน่ๆ คือ ค่าความเหลื่อมล้ำที่จัดโดยองค์กรระหว่างประเทศ อย่าง UN และ World Bank นั้นประเทศไทย ไม่ได้มีปัญหาหนักในเรื่องความเหลื่อมล้ำแน่นอนครับ คะแนนก็อยู่ระดับกลางๆ คือ 35-38 ซึ่งทำให้อยู่ในระดับที่ 40 กว่าจาก 196-206 ประเทศทั่วโลก

ไม่ใช่อันดับ 1 ของโลกอย่างที่เข้าใจผิดๆ กันไป!!!

169 Nameless Fanboi Posted ID:JjTrVBOppE

เราจะเริ่มเห็นข่าวว่าช่วงนี้มีหลายบริษัทประกาศปรับลดพนักงานลงในหลายอุตสาหกรรม นี้เป็นแค่จุดเริ่มต้นของความน่ากลัวของโลกยุคใหม่ ยุคที่คนรวยกำลังจะอัปเกรดตัวเองเป็นพระเจ้า ในขณะที่คนส่วนใหญ่จะกลายเป็นคนที่ไม่มีคุณค่าอะไรต่อเศรษฐกิจโลกเลย ยังไง? ในยุคนี้ที่ AI ก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด หุ่นยนต์ เริ่มทำงานแทนคนได้ในหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น พอหุ่นยนต์ทำงานแทนคนได้เขาจะจ้างคนไปทำไมละ เพราะหุ่นยนต์ทำงานได้ดีกว่า, เร็วกว่า, เยอะกว่า ต้นทุนถูกกว่าแถมไม่เรื่องมาก คนชั้นแรงงานก็ไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไปกลายเป็นคนที่ไม่มีคุณค่าต่อเศรษฐกิจ ในความหมายก็คือคนเหล่านั้นเขาจะเอาคุณค่าอะไรไปแลกเงินมาใช้ในการดำเนินชีวิต? คนจำนวนมากไม่มีเงิน อาชญากรรมจะเพิ่มขึ้นไหม? เมื่อถึงจุดนั้นเมื่อไหร่เตรียมรับมือกลียุคได้เลย จากแนวทางโลกแบบนี้เราควรมองย้อนดูตัวเองได้แล้วว่าทุกวันนี้เรามีคุณค่าอะไรในเศรษฐกิจ เราจะพัฒนาตัวเองให้มีคุณค่าปรับตัวให้อยู่รอดในโลกยุคใหม่ได้อย่างไร การใช้ชีวิตไปวันๆไม่หมั่นขยันหาความรู้ใหม่ๆในแนวกว้างและลึก ก็เหมือนกำลังนับถอยหลังสู่ภัยพิบัติ

170 Nameless Fanboi Posted ID:p/1+z.e5eq

>>169 ปรับตัวเพื่อรับเศษกระดูกจากพระเจ้า แล้วก็เหยียบหัวคนชั้นล่างอีกที???
อย่าไปคิดไรมาก เป็นชนชั้นกลางซักวันก็ต้องโดนจี้ โดนแทงตายอยู่ดี ถ้าไม่มีปัญญาซื้อบ้านย่านที่ปลอดภัย อาจจะหลังจะ100ล้านก็ได้นะ ยุคนั้น

171 Nameless Fanboi Posted ID:JjTrVBOppE

ขออธิบายได้ไหม ในฐานะหมอหน้าใสก็ได้

ปกติในอเมริกานี่ เด็กส่วนใหญ่ 70 เปอรเซนต์เกิดมาปุ๊บ Day1 นี่ก็จะได้รับการเข็นไปขริบจู๋เลยครับ เพื่อเหตุผลว่าช่วยในการดูแลความสะอาดและดูแลสุขอนามัยได้ดีขึ้น มีข้อดีมากมายที่ปัจจุบันทางการแพทย์เค้ายืนยันครับ เช่นลดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ลดการเกิดมะเร็งจู๋

แต่ทีนี้ปีๆนึง ก็มีหนังพวกเนี้ยเอาไปทิ้งปีละเป็นล้านๆ ชิ้นเลย ก็เลยมีนักวิทยาศาสตร์หัวใสเค้าเอาไปแปรรูปทำเป็น stem cell เนื่องจากพบว่าในหนังหุ้มพวกเนี้ย มันมีเซลล์พวก fibroblast พวกคอลลาเจน อีลาสตินต่างๆเยอะ (มันถึงยืดได้ไง สังเกตุไหมว่าโตแค่ไหนมันก็ยังยืดไปถึง) และเนื่องจากเอามาจากเด็กแรกเกิดมันก็ยิ่งสะอาดและมีความบริสุทธ์มาก เค้าก็เลยเอาไปสกัดเอามาทำเป็น serum แล้วมาผสมเป็นเครื่องสำอางค์เอามาฉีดหน้าทาหน้า เพื่อที่ทำให้ลดริ้วรอยเหี่ยวย่น และเพิ่มความเต่งตึงจากพวก fibroblast ,อีลาสติน,คอลลาเจนบริสุทธ์นี่แหละครับ

ถามว่ามีคนใช้ไหม ปังไหม หรือเป็นแค่ข่าวเอาฮา จริงๆ ก็คือตอนนี้เป็นเทรนด์ดาราฮอลลีวูดนิยมกันมากเลยหละครับ อย่างซานดรา บูลล็อค, โอปราห์ วินฟรีย์ นี่ก็ทำ แถมประทับใจเอามาพูดในรายการเธออีกต่างหาก หรือเคท เบลนแชต ที่เล่นบทเฮร่า ในธอร์ ก็ใช้ มันเลยเป็นกระแสขึ้นมาครับ ลองหาคำว่า penis facial ดูนะ (กรุณาเรียกทับศัพท์ ห้ามแปลย้อนหลัง)​ ซึ่ง FDA อเมริกาเค้าก็รับรองด้วยนะว่าได้ผล (คือจริงๆ FDA เค้ารับรองแค่ว่าสารพวก EGF serum ที่สกัดมาจากพวก fibroblast เนี่ย มันสามารถซึมผ่านเข้าผิวได้นะ ถ้าใช้กรรมวิธีที่ถูกต้อง แค่นั้น)​

แต่อันนี้มันก็คือความเชื่อของคนเฉพาะกลุ่มนะครับ หาการทดลองเปรียบเทียบลำบาก เหมือนพวกเอาทองคำเปลวมาแปะหน้า เอารกแกะมาทานั่นแหละ ดังนั้น อย. เค้าถึงต้องออกมาเตือนก่อนครับ ว่าใจเย็นๆ อย่าพึ่งรีบไปถลกหนังใครมาแนบหน้านะ เพราะครีมหรือยาที่ใช้หนังหุ้มจริงๆหนะ มันกระปุกเป็นหมื่นและต้องผ่านกรรมวิธีสกัดฆ่าเชื้อมากมาย แต่เดี๋ยวแม่ค้าหัวใสบ้านเราไปซื้อครีมตลาดนัดแล้วมากวนเอง ถูขี้ไคลผสมหนังกำพร้าตรงไหนไม่รู้ลงไปหน่อย แล้วจะเอามาอ้างสรรพคุณแบบครีมเมืองนอกเค้า

#ต่อไปเวลาไปด่าใครว่าหน้าหัวจวยระวังเจ้าตัวเค้าสะดุ้งนะครับว่ารู้ได้ไง
#เค้าใช้หนังเด็กแรกเกิดนะครับส่วนหนังผู้ใหญ่นี่เอาไปเผาอย่างเดียวครับ
#เอาเซลล์หนังตรงนั้นมาฉีดตาต่อไปขยี้ตาทีนี่ตาจะพองขึ้นเปล่าไม่รู้

172 Nameless Fanboi Posted ID:EE3UeGc4+2

กูสงสัยพวกมึงไปเอาโพสยาวๆพวกนี้มาจากไหนกันวะ โพสเหมือนจะมีสาระแต่แม่งสาระแบบปลอมๆ ไม่งั้นก็ขวาจัดทั้งนั้น

173 Nameless Fanboi Posted ID:Ng329rwgyR

>>172 อันไหนที่สาระปลอม ๆ ชี้ที

174 Nameless Fanboi Posted ID:Ng329rwgyR

วิเคราะห์ตัวท๊อปจริงจัง

นี่คือบทสรุป 19 ข้อ

1. ตัวท๊อปหลายคน มักจะใช้ชื่อในไลน์แบบสั้น แบบตัวอักษรเดียว หรือ จุดเดียว หรือ อะไรก็ตาม แบบว่าอยากหลบซ่อนตัว แต่ก็หายไปไม่ได้ เพราะว่าอยากได้เงิน
.

2. ตัวท๊อปหลายคน พอเริ่มเปิดงานแรก บางทีมักจะรูปหมาแมว ตอนแรกกูไม่เอะใจอะไร แต่หลังๆเริ่มชัดล่ะ พวกนี้มักจะมีแต่เพื่อนเที่ยว เพื่อนยืมเงิน ไม่มีเพื่อนที่แท้จริง ก็เลยมีสัตว์เลี้ยงไว้ และพอไม่รู้จะตั้งภาพเป็นอะไร เพื่อหลบซ่อนตัว ก็มักจะใช้หมาแมว
.

3. ตัวท๊อปหลายคนมักจะมีพฤติกรรมปิด private facebook มากๆ หรือ อยู่ๆก็หายตัวไปจาก facebook เลย ไปสิงอยู่ IG เพราะว่า facebook มันง่ายต่อการ track ประวัติทั้งหมดออกมา
.

4. ตัวท๊อปหลายคน ต้องไปเจาะสะดือ เพราะว่าการเปลือยกายกับชายหื่นแปลกหน้า มันจะต้องหาอะไรมาป้องกันสักนิด เพื่อป้องกัน personal space บางอาจจะเจาะสะดือ บางคนอาจจะสัก เพราะไม่มีใครอยากโดนเด้าจากคนไม่รู้จักหรอก มันอาจจะเป็นการช่วยทางใจ
.

5. ตัวท๊อปหลายคน มีปัญหาเรื่องวินัยทางการเงิน หาเงินได้เท่าไหร่ก็ไม่พอ ตอนแรกๆ อาจจะทำเพราะจำเป็น อาจจะไม่ตั้งใจมาก แต่แบบว่า เกิดมาหน้าตาดี มีโมเดลลิ่งตามจีบอยู่เนืองๆ แล้วจะเกิดจังหวะแบบว่า พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก มีปัญหาเรื่องเงิน แล้วอยู่ๆ ก็ปิ๊งว่า ทำสักครั้ง แล้วเอาเงินมาแก้ปัญหา
.

6. ทีนี้ พอมีครั้งแรก ก็มีครั้งที่สอง และมีครั้งต่อๆไป เพราะการรับงานพริตตี้จริงๆ เงินได้น้อยมาก โดนหักเยอะมาก หรือจะทำงานอื่นๆ ก็สู้รับงานแบบนี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ยืนทั้งวันได้ 2,000 นอนให้พี่หมีกระเด้า 2 ชม. ได้หลายหมื่น คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม
.

7. ตัวท๊อปจะมีพฤติกรรมใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย เพราะเงินที่ได้มา แลกมากับศักดิ์ศรีของตัวเอง เลยจะต้องเอาเงินไปเปย์กับการกิน การเดินทาง มีรถ มีคอนโดหรู เพื่อพยายามปกปิดตัวเองแบบโง่ๆ
.

8. ตัวท๊อปจะมีพฤติกรรมขี้อวดทาง social เพราะว่า ภายในจิตใจอันมืดมิดของตัวท๊อป มันหมดคุณค่าในตัวเองแล้ว มันเลยจะต้องสร้างเกราะกำบัง ไว้ป้องกันคุณค่าในตัวเองแบบผิดๆ
.

9. พี่หมีพิมพ์สดนะ ถถถถถ อาจจะเรียบเรียงไม่ถูกต้องนัก หรือตกหล่นอะไรไป ตอนนี้กำลังบรรลุสัจธรรมอยู่ หลังจากตอนเช้า ซัดไปอีก 2-0
.

10. ตัวท๊อปจะพยายามหาผู้ชายที่รักจริง (มีหลายคน แต่ไม่ทุกคน) จะพยายามไม่จับลูกค้า เพราะรู้อยู่ทั้งรู้ ว่ามันเป็นแค่ตัวท๊อป เพราะฉะนั้น บางทีก็พยายามเอาเงินเปย์ เพื่้อรักษาความรักของตัวท๊อปนั้นเอง หาความมั่นคงทางจิตใจ
.

11. ตัวท๊อปที่เริ่มตกต่ำมากๆ จะเริ่มไปศัลยกรรมรัวๆ เริ่มทำหน้าอก บางคนตีบวกติด ก็อาจจะรักษาระดับงานได้ แต่อย่างว่า วงการนี้ ลูกค้าคุณภาพมีจำกัด มันจะไม่ชอบซ้ำด้วย cycle นึงอาจจะไม่นานมาก ที่นักเย็ดมันเย็ดวนกันไปจนครบแล้ว ทำให้ตัวท๊อปขาดงาน
.

12. ทีนี้ มันต้องเริ่มลดตัวเองไปรับงานอื่นๆ เช่น งานเกี่ยวกับยาเสพติด หนมเค น้ำแข็ง และอื่นๆ เป็นต้น เพื่อให้ได้งาน ในขณะที่รายจ่ายยังเท่าเดิม หรือ อาจจะมากกว่าเดิม ทีนี้มันจะเริ่มโทรมอย่างรวดเร็ว
.

13. พอหมดรอบ หางานไม่ได้จริงๆ มันก็จะลดราคาลงไปเรื่อยๆ จนเข้าไปแตะเพดานราคาของ อ่าง และ นกป มันก็จะลดตัวเองลงไปเป็นเด็กอ่าง นกป ก่อนที่จะเลิกค้าแข้งในวงการนี้
.

14. บางคนอาจจะเสี่ยงดวงไปค้าแข้งต่างประเทศ โดยประเทศที่นิยมไป ก็มักจะใกล้ๆบ้านเรา ไปกันเป็นรอบๆ สัปดาห์นึงส่งกันไปเป็นร้อยๆคน เป็นการส่งออกบริการที่นำเงินเข้าประเทศไทยได้เยอะมาก
.

15. ที่เล่ามา เล่ามาโดยย่อๆ แต่ละเรื่องเป็นประสบกามจริงของพี่หมีทั้งนั้น
.

16. ตัวท๊อปหลายคนสมองกลวง มีวิธีการคิดที่ผิดพลาด จริงๆแล้วมันคือ มนุษย์เลเวล 1 ที่บังเอิญเกิดมาสวยน่าเด้า มันก็เลยมีโอกาสทางธุรกิจในเส้นทางนี้ พอมันสวย มันหุ่นดี ทำอะไรก็ง่ายไปหมด จุดแข็งนี้เลยกลายเป็นจุดอ่อน ทำให้มันไม่อดทนอะไร มีแต่คนเอาใจ จนมันบ่มเพาะอุปนิสัยนี้ออกมา ทำให้สมองไม่พัฒนา แต่ต้องให้เครดิตบางคน ถึงจะคิดไม่ได้ แต่มีวินัยในการออกกำลังกายให้ตัวเองหุ่นดี หรือ ควบคุมอาหารได้อย่างดีเยี่ยม
.

17. ตัวท๊อป ก็คือ ตัวท๊อป พวกมึงกระเด้าได้ แต่อย่าเอาทำเมีย หรือ อย่าเอามาพัฒนาให้มันเป็นเมีย มันมีเคสผิดพลาดในวงการนี้มาเยอะ หน้าตาดีสัสๆ หุ่นดีเหี้ยๆ ก็เลยใจอ่อน พยายามดึงออกมาจากวงการ พยายามจะพัฒนา พยายามจะช่วยเหลือ พวกมึงต้องอย่าลืมนิยามของตัวท๊อป หน้าตา นม หุ่น มันเป็นเพียงเปลือกนอก เนื้อแท้ของมัน ก็คือ กระหรี่
.

18. กฎเหล็กของพวกมึง ต้องอย่ามีใจให้ตัวท๊อป แต่แสร้งมีได้ เพื่อที่มึงจะได้ทำเควสนักเย็ดแบบชาวเรือบางคน
.

19. ยยม ยยอ้

175 Nameless Fanboi Posted ID:Gzddfq710u

โฟสความเหลื้อมล้ำแม่งโยงมั่ว ชิบหาย พอแก้ตัวเรื่องประเทศไม่ได้มีความเหลื้อมล้ำไม่ได้(ได้แค่เรื่องอันดับ1) ก็บอกประเทศนู่นประเทศนี้ที่ความเหลื้อมล้ำน้อย ยังมีปัญหาเรื่องอื่นๆ มันคนละประเด็นปะวะ เก่งจังเรื่องเอาเรื่องมาโยงกัน โดยเฉพาะการที่ไม่เกี่ยวข้องกัน

176 Nameless Fanboi Posted ID:C+Xmpa149w

***บทความยาว อยากสร้างความเข้าใจ***

เมื่อเร็วๆนี้มีหลายคลิปที่ถูกเผยแพร่ผ่านหลายสื่อมาก เป็นแสงไฟแว้บๆพร้อมภาพหญิงที่มีหัวกับไส้ ไฟแดงแว้บๆ แล้วบอกว่าเป็น "กระสือ"

หลายคนคงจินตนาการกระสือคือผีที่มีหัวกับไส้มีไฟกระพริบลอยไปลอยมา กินของเน่าเสีย ใช่มั้ยครับ

ทว่าความเป็นจริงแล้ว เรื่องนี้เป็นเพียง "จินตนาการของผู้วาดการ์ตูน"ครับ

นามกรของผู้ว่าท่านนี้ชื่อ "ทวี วิษณุกร" หรือ "ทวี เย็นฉ่ำ" นักเขียนฝีมือดีจากนครสวรรค์ จากเรื่องที่มีชื่อว่า "กระสือสาว" ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือการตูน "หนูจ๋า" (ปัจจุบันไม่แน่ใจว่ายังมีอยู่อีกหรือไม่) ในปีพุทธศักราช 2511 เท่านั้นเอง

ซึ่งเรื่องนี้ได้รับจินตนาการจากเรื่องเล่าสมัยรุ่นพ่อเกี่ยวกับทหารเขมรที่ฆ่าภรรยาเพราะคิดว่าเป็นผีกระสือ รวมกับจินตนาการผสมรวมกับประสบการณ์วัยเด็กจนได้เรื่อง"กระสือสาว"ตีพิมพ์ออกมา เป็นระยะเวลากว่า 5 ปี

การ์ตูน(หรือนิยายภาพ) เรื่องนี้ได้รับความนิยมสูงมาก จนกระทั่งมีผู้จัดภาพยนตร์นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อเรื่องเดียวกันนี้ โดยบริษัทศรีสยามโปรดักชั่น ซึ่งมี สมบัติ เมทะนี และพิสมัย วิไลศักดิ์ เป็นผู้แสดงนำ จากนั้นได้รับการรีเมคผ่านละครจอแก้วหลายเวอร์ชั่น

ส่วนกระสือที่แท้จริงนั้น จากคำบอกเล่าของหลายฝ่ายบอกว่า "เป็นเพียงดวงไฟ" บ้าง "มีหน้าแทรกในดวงไฟสีเขียว" บ้าง แต่แท้จริงแล้วตำนานก็คือตำนานมีเรื่องเล่าแตกต่างกันหลายรูปแบบกันไป

สิ่งที่น่าสนใจคือคุณทวี วิษณุกร มีหลายเส้นสยองเป็นเอกลักษณ์ หาเปรียบได้ยาก ปัจจุบันด้วยปัญหาสุขภาพทำให้เลิกเขียนภาพมานานหลายปีแล้ว แต่ยังมีผู้ที่ชื่นชอบการ์ตูนของคุณทวี วิษณุกร สร้างเพจและเผยแพร่ผลงานของท่านอย่างต่อเนื่อง รวมถึงทายาทที่ร่วมมาฟื้นชีวิตชีวาผลงานของคุณทวี วิษณุกร อีกครั้งทั้ง "กระสือสาว" "นางตานี" และ "ลูกสาวผี"

ใครที่สนใจผลงานของท่านติดตามได้ที่แฟนเพจ ทวี วิษณุกร แฟนคลับ (https://www.facebook.com/taweewitsanukorn/) ได้เลยครับ

หวังว่าบทความนี้จะคลายความสงสัยของท่านๆไม่มากก็น้อยนะครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก -

http://taweewitsanukorn.blogspot.com/2017/05/blog-post.html

หากสนใจดูคลิปของท่านดูได้ที่นี่เลยครับ (ส่วนหนึ่งของบทความก็เขียนจากคลิปนี้ครับ)

https://www.youtube.com/watch?v=8ERNaPlg8Oo

ป.ล.แชร์ได้เลยครับอยากไปให้ถึงหูมนุษย์เลเวล 0

#มิตรสหายท่านหนึ่ง

177 Nameless Fanboi Posted ID:AfMTcveaei

>>175 ไม่มีใครแก้ตัวว่าไทยไม่มีความเหลื่อมล้ำนะ แค่มันไม่ใช่ที่ 1 แบบที่ใส่ไฟแค่นั้น มีคนบอกว่าไทยไม่เหลื่อมล้ำด้วยเหรอ

178 Nameless Fanboi Posted ID:VOlEifaIY5

>>177 ก็ไม่มีไง ต้นโพสก็แก้ตัวเรื่องนี้ไม่ได้ไง เลยยกตัวอย่างประเทศอื่น ว่าเห้ยประเทศคนอื่นเขาก็มีความเหลื้อมล้ำไง เห็นมั้ย USA ก็เหลื้อมล้ำ กุเลยบ่น คนอ่านอ่านแล้วสบายใจดี

179 Nameless Fanboi Posted ID:AfMTcveaei

>>178 ก็มันไม่ได้แก้เรื่องนั้นไม่ใช่เหรอ มันแค่แย้งว่าข้อมูลมันผิดยังไง

ส่วนความเหลื่อมล้ำถ้ายังอยู่ในโลกทุนนิยมยังไงก็ต้องมี คนมันจะได้อยากรวย อย่างเมกา GINI แย่กว่าไทยอีก สิงคโปร์ GINI ก็แย่ แต่ถามว่าดีกว่าไทยมั้ย ก็ดีกว่าแน่ ไม่มีใครเถียงหรอกมั้ง

แต่กูว่ามึงจับประเด็นผิดนะ มันแค่บอกว่าค่า GINI วัดไม่ได้ว่าประเทศเจริญ อย่างอิรักคนก็จนเท่ากัน ค่า GINI เลยสูง มันต้องเอาตัวเลขอื่นมาดูด้วย หรือมึงคิดว่าอิรักเจริญกว่าไทยละ

180 Nameless Fanboi Posted ID:p/1+z.e5eq

มันมีไอ้นี่ด้วยนะ ความยากง่ายในการอัพเกรดชนชั้น สแกนดิเนเวียนี่ง่ายสุดอีกตามเคย

181 Nameless Fanboi Posted ID:MwHijIlnn2

ข่าวนี้แสดงระดับประชากรไทยได้ชัดว่านอกจากจนแล้วยังโง่อีก ใครอธิบายไรก็ไม่ฟัง ใช้ความรู้สึกอย่างเดียว รุ่นนี้ตายหมดรุ่นหน้าก็คงเป็นแบบนี้เหมือนเดิม

182 Nameless Fanboi Posted ID:VOlEifaIY5

เลือกตั้งคราวนี้ ประชาชนต้องตื่นตัวมากกว่าครั้งอื่น ๆ ที่ผ่านมา เพราะมีการปรับกฏ กติกา ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนค่อนข้างเยอะ มาอธิบายให้ง่าย ๆ ดังนี้

- เขตเลือกตั้งคนละเขตคนละเบอร์ : ถ้าตามทะเบียนบ้านเราอยู่เขตเลือกตั้งไหน เราต้องดูเบอร์ของผู้สมัครเขตเลือกตั้งนั้น ต้องตรวจสอบข้อมูลให้ดี ๆ เพราะในบัตรเลือกตั้งมีแนวโน้มสูงที่จะไม่มีชื่อพรรค (และอาจจะไม่มีชื่่อผู้สมัครเลยก็ได้) อาจจะมีแต่เบอร์ ประชาชนต้องติดตามข้อมูลข่าวสารให้ดี ๆ ไม่งั้นอาจกาผิดเบอร์ได้โดยไม่รู้ตัว

- พอมันเป็นเขตเลือกตั้งคนละเบอร์ ก็เป็นความท้าทายของ กกต. ที่จะต้องระบุในบัตรให้ชัดเจนว่า บัตรเลือกตั้งนี้ลงคะแนนในเขตไหน เพราะเมื่อคนละเขตคนละเบอร์แล้ว ก็ต้องมีวิธีการนับคะแนนเลือกตั้ง 350 แบบ ซึ่งอาจส่งผลต่อหลัก secret ballot เวลาออกเสียงนอกจังหวัดหรือนอกประเทศที่คนน้อย ๆ ได้ (เพราะมันต้องแยกกอง ยิ่งนอกประเทศอาจจะมีแค่คนเดียวที่มาจากเขตเลือกตั้งนี้ก็ได้)

- ระบบสัดส่วนผสมแบบใช้บัตรใบเดียว (ในไทยตั้งชื่อว่าจัดสรรปันส่วนผสม) อันนี้คนอธิบายมากแล้ว แต่ง่าย ๆ ก็คือว่า ประชาชนออกเสียง 1 คะแนนให้ผู้สมัครเขต แต่เอาคะแนนรวมของผู้สมัครเขตที่สังกัดพรรคการเมืองนั้นทั่วประเทศมาคิดเป็นร้อยละของที่นั่งที่พึงได้ ขาดเหลือเท่าไหร่เอาผู้สมัครบัญชีรายชื่อไปเพิ่มเติมเท่านั้น

- จากระบบเลือกตั้งดังกล่าว ทำให้ประชาชนต้องประเมินดี ๆ ว่าเขตนี้ควรเลือกพรรคใด เพราะหลายกลุ่มการเมือง (faction) มีการใช้กลยุทธ์ "แตกแบ๊งพันเป็นแบ๊งร้อย" เพื่อให้ได้ที่นั่งพึงประเมินรวมแล้วมากกว่าพรรคเดียว ประชาชนต้องดูดี ๆ ว่าเลือกพรรคนี้ในเขตเราแล้วใครได้ประโยชน์ อยากให้กลุ่มสุเทพได้ต้องเลือกพรรคไหน อยากให้ประยุทธ์เป็นนายกต่อต้องเลือกพรรคไหนในเขตเรา ฯลฯ ต่างจากเดิมแน่นอนที่อยากให้ใครได้ที่นั่งในสภาเยอะสุด ก็กาพรรคนั้น ต่อจากนี้ภายใต้ระบบเลือกตั้งนี้อาจไม่ใช่อีกต่อไป

- ซึ่งไอ่เขตเลือกตั้งคนละเขตคนละเบอร์ เอาเข้าจริง ๆ น่าจะมีเจตนาให้เกิดความไม่เข้มแข็งของพรรคการเมือง เน้นที่ตัวบุคคลผู้สมัครเขตมากขึ้น แต่ก็ลักลั่นกับระบบสัดส่วนผสมแบบใช้บัตรใบเดียวที่เอาคะแนนของผู้สมัครเขตมาคิดที่นั่งที่พึงได้ของพรรคการเมือง เพราะผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อต้องอาศัยคะแนนของผู้สมัครเขต (สรุปคือไม่แฟร์กับผู้สมัครบัญชีรายชื่ออย่างมาก จะหาเสียงของตัวเองก็ยากเพราะคนละเขตคนละเบอร์)

- เรื่องเขตเลือกตั้งเองก็สำคัญ คราวนี้มีการปรับเขตเลือกตั้ง (อีกแล้ว) จากปี 54, 57 ต้องดูให้ดีว่าตนสังกัดอยู่เขตอะไรกันแน่ บางจังหวัดแบ่งเขตคล้าย gerrymandering เช่น นครราชสีมา ต้องดูดี ๆ ว่าตนอยู่เขตอะไร

- เรื่องวุฒิสภามีส่วนร่วมในการเลือกนายก : วุฒิสภามาจาก คสช. แต่งตั้ง 244+6 คนทหาร รวมเป็น 250 มีส่วนร่วมในการเลือกนายก อันนี้อาจต้องรอดูกระแสและท่าทีว่าคนกลุ่มนี้จะสนับสนุนใคร อาจเป็นพลเอกประยุทธ์หรือท่านอื่นก็ได้ (ความไม่แน่นอนมันก็มี) ประเด็นนี้ อ.ประจักษ์เองก็บอกว่าไม่ควรไปคาดการณ์ล่วงหน้าว่าคนกลุ่มนี้จะเลือกพลเอกประยุทธ์ อาจเลือกท่านอื่น อะไรเช่นนี้ก็ได้

- สุดท้าย วันที่ 4 ม.ค. กกต. จะออกประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง จำนวน ส.ส. แต่ละจังหวัด และเขตเลือกตั้งแบบเป็นทางการ ต้องติดตามกันตอนนั้นอีกครั้ง และมันเป็นวันเกิดเราด้วย (บอกไว้สำหรับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ 555 ขอบคุณมากค่า) :p

183 Nameless Fanboi Posted ID:46GHd9RtvS

ถ้ารักนายกทักษิณ รักพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่รอแบบมือขอ 300 500 แล้วไปกาโลโก้พรรคง่ายๆ ในคูหาเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะครับ ต้องหมั่นฝึกฝนตัวเอง อ่านหนังสือหนังหา เทียบตัวเลขหมายเลขกับผู้สมัครกับพรรคการเมืองในเขตเลือกตั้งของเราให้ถูกต้อง

หัวคะแนนก็ไม่ใช่แค่จะแจกเงินอย่างเดียวแล้ว ต้องช่วยติวการบ้าน ติวเรื่องภาษาไทยกันหน่อย อาจรับนักศึกษาจบเอกภาษาไทยมาเป็นหัวคะแนน พัฒนาศักยภาพขึ้นทุกฝ่ายอ่ะครับ สู่ประเทศไทย 4.0 ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ท้ายสุดเนร้พี่โจวกราบขอบคุณ พณ ท่านนายกพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้วางนโยบายประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพื่อเพิ่มคุณภาพให้ประชากรของประเทศมา ณ ที่เนร้ /\

#รากหญ้าต้องพัฒนาตนเองไม่ใช่รอกาแต่โลโก้พรรคการเมือง
#ช่วงการเพิ่มความเงางามให้กับท้อปบู้ทอย่างแท้จริม

184 Nameless Fanboi Posted ID:HBdCJ.TQVo

>>183 ทักษินแก่เกินยังเงี่ยนอยากได้อีกเหรอ

185 Nameless Fanboi Posted ID:2SK8NjzSy5

สิ่งที่คุณคาดหวังใน Bitcoin Thai Club
- ขุดยังไงให้ได้กำไรมากสุด
- เหรียญตัวไหนเป็นอย่างไร
- วิธีรับมือ ๆลๆ

สิ่งที่คุณเจอใน Bitcoin Thai Club
- เจ้ามันลากขึ้นลากลง วงการนี้มีปลาวาฬใหญ่
- คุณสู้เขาไม่ได้หรอก เจ้าเขาเหนือกว่า
- เจ้า เจ้า เจ้า เจ้า เจ้า

พ่อมึงเป็นสมศักดิ์เจียมเหรอ
#มิตร

186 Nameless Fanboi Posted ID:8QEeGjNhOc

>>185 พูดแบบนี้แสดงว่าไม่รู้จักBogdanoff

187 Nameless Fanboi Posted ID:GItIHRpxYV

อีแอพ ZEPETO นี่ใช้วัดระดับ "การยอมรับในตัวเอง หรือ ความภูมิใจในตัวเอง" ได้เหมือนกันนะ เช่น
คนหน้าตาไม่ดีที่กล้าสร้างร่างอวตารตัวเองออกมาเหมือนตัวจริง ต้องถือว่าน่ายกย่องนะ
กับคนหน้าตาไม่ดี แต่สร้างร่างอวตารตัวเองซะหล่อน่ารัก จนคนเห็นแล้วสงสัยว่า "มึงสร้างร่างอวตารของใครวะ"

188 Nameless Fanboi Posted ID:Nb82KpQQN9

>>181 การเมืองแบบ postmodern เอาถูกใจไว้ก่อนถูกหลักเหตุผล เป็นกันทั้งโลก

189 Nameless Fanboi Posted ID:dxhBIPNhxR

Nirupama Pathak ถูกพบเป็นศพในห้องนอนของเธอ ในบ้านที่เธอเกิดมา
หญิงสาววัย 22 ปีคนนี้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำใน New Delhi มีงานทำที่ดีและหมั้นแล้ว
ปัญหาคือ
คู่หมั้นของเธอเป็นชายจากวรรณะต่ำกว่า
ที่ทำให้ครอบครัวคัดค้านอย่างหนัก
แต่เธอยังคงมุ่งมั่นเพื่อความรัก
แต่ หลังจาก Pathak กลับไปบ้านเกิดเพียงคืนเดียวก็มีคนพบศพเธอในห้องนอนของเธอเอง
คนในครอบครัวให้การว่าเธอฆ่าตัวตายเอง
นอกจากนี้ตำรวจยังพบว่า Pathak ตั้งครรภ์อยู่ด้วย

ขณะที่ Ravi Kant Meana กำลังเดินเล่นกับภรรยา
ซึ่งเป็นคนวรรณะสูงกว่าในNew Delhi
ก็มีผ้ชายกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามา
ทุบตีทำร้ายเขาและภรรยา
แล้วจิกผม ลากภรรยาของเขาไปบนพื้น
พร้อมกับตะโกนว่า
"เอานังผู้หญิงคนนี้กลับบ้าน"
Ravi เล่าว่า
ภรรยาของเขาส้งเสียงกรีดร้องไปตลอดทาง
แล้วพวกมันก็เริ่มทุบตีเธอ
เอากรรไกรกล้อนผมเธอ
แล้วเอาสีดำทาหน้าเธอ
เอารองเท้าแขวนคอเธอ
ก่อนจะประจานเธอไปทั่วเมือง

การทำร้ายร่างกาย
และการฆ่าเพื่อรักษาศักดิ์ศรี
เกิดขึ้นทุกสัปดาห์ในอินเดีย
กับคู่รักที่แต่งงานข้ามวรรระ
แม้กฎหมายอนุญาตให้คนต่างวรรณะแต่งงานกันได้
จะถูกตราขึ้นตั้งแต่ 1950 แล้ว
แต่มันยังคงไม่ได้รับการยอมรับในสังคมอินเดีย

Dharmaveer Nagar ผู้ต้องสงสัยซึ่งเป็นลุงแท้ๆ ของหญิงสาวที่ถูกฆ่าเพราะรักคนวรรณะต่ำกว่าบอกว่า
"มันผิดตรงไหน
ใช่ การฆ่าเป็นสิ่งผิด แต่นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่ต้องทำเพื่อสังคมเรา
ทุกสังคมต่างก็มีวัฒนธรรมของตนเอง"

แม้ว่าการตายของNirupama Pathak จะทำให้เกิดการประท้วงขึ้นเพื่อให้หยุดการกีดกันนี้

แต่การทำร้ายและการฆ่าเพื่อรักษาศักดิ์ศรียังดำเนินต่อไป
ไม่ใช่เฉพาะที่อินเดีย
แต่ในอีกหลายประเทศทั่วโลก

และเหยื่อส่วนใหญ่
คือผู้หญิง

เก็บความบางส่วนจาก
Honour killings are a separate horror

#มิตรสหายท่านหนึ่ง

190 Nameless Fanboi Posted ID:j3AOX0yM0V

เราควรเลิกสนใจความเหลื่อมล้ำกันได้ละ เพราะคนส่วนใหญ่มันคิดไม่ได้ไง ดังนั้นพอไปถามว่าทำไมชีวิตไม่ดีขึ้น คนพวกนี้ก็จะบอกว่าขาดโอกาส ถูกกีดกัน สังคมไม่เป็นธรรม ฯลฯ บลาบลาบลา

ต้องโทษนักวิชาการที่ตั้งโจทย์ผิด เอาแต่ไปถามคนส่วนใหญ่ ผลวิจัยมันก็ต้องชี้ไปที่ความเหลื่อมล้ำสิ ทำไมไม่ไปดูคนส่วนน้อยที่เขาดิ้นรน รู้จักปรับตัวจนได้ดี ศึกษาแล้วเอามาสอนคนส่วนใหญ่บ้าง ดีกว่าเอางบไปผลาญกับโครงการลดเหลื่อมล้ำทั้งหลาย คนตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงาน พัฒนาตัวเองตลอดเวลาไม่นอกลู่นอกทางมันรู้สึกไม่เป็นธรรมนะ

#มิตรสหายทุนนิยมจ๋าท่านหนึ่ง

191 Nameless Fanboi Posted ID:1IQrAIVBrh

>>190 communist manifesto ในมือกูสั่นไปหมดแล้ว

192 Nameless Fanboi Posted ID:qmjIeJUcPn

จีนศึกษา : ยุทธศาสตร์ในระบบขนส่งสาธารณะ
.
1.ระบบการจัดการขนส่งสาธารณะของจีนเป็นตัวแบบที่น่าเรียนรู้เสมอ ถ้าใครเคยไปเที่ยว ไปเรียน หรืออยู่อาศัยที่จีน (เน้นว่าในเขตเมือง) จะประสบพบเจอว่า ชีวิตนี้ไม่ต้องมีรถก็ได้ ไปไหนก็สามารถเดินได้ มากที่สุดอาจจะมีแค่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ขี่ขำๆไปตลาด ที่เหลือนั่งรถเมล์ ถือบัตรใบเดียว ที่เรียกว่า อี้ข่าทง (บัตรซุยกะ เว่อร์ชั่นจีน) ซื้อได้ที่ไปรษณีย์จีน เดี๋ยวนี้สั่งเถาเป่ายังได้ เติมเงินซัก 50 หยวน แตะที่ไหนขึ้นที่นั่น ได้ทุกระบบขนส่งมวลชน ยกเว้นเครื่องบิน ทุกอย่างถูกสร้างขึ้นด้วยความรวดเร็วราคาถูกและเข้าถึงง่าย
.
2.เหตุผลข้อสำคัญข้อหนึ่งของการมีระบบคมนาคมที่พัฒนาอย่างด่วน มาจากการรับมือกับ “ความหนาแน่น” (Density) ของประชากร หลักพันล้าน ทางการจึงออกแบบให้ขนส่งมวลถูก เข้าถึงได้ เพราะถ้าปล่อยให้คนออกรถบ้านละคัน การจราจรบนท้องถนนของประเทศก็พังทลาย รถติด ใช้ชีวิตอยู่บนถนน สำหรับรถบัสแล้ว คันหนึ่งถูกแบบให้ขนคนได้ร่วมหกสิบมากสุดถึงร้อยคน (รถบัสจีนจะมีแบบสองตอนสามตอน เชื่อมขบวนกัน) เมืองใหญ่อย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้มีรถบัสกว่า 1000 สาย และสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ร้อยกว่าสถานี สถิติ ณ ปัจจุบัน ชาวปักกิ่งกว่าสิบล้านคนที่ใช้ขนส่งมวลชนต่อวัน
.
3.เจาะจงลงมาที่ประเภทขนส่งสาธารณะ ลองไปค้นดูสถิติ จะพบว่า ราคาตั๋วเครื่องบินในประเทศของจีน จะแพงกว่าราคาตั๋วรถไฟ เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ในเกือบทุกเส้นทาง แต่รัฐบาลก็ยังมุ่งเน้นการพัฒนารถไฟ ไม่พัฒนาสายการบินเพิ่มเติม ตรงนี้เป็นความตั้งใจของรัฐที่จะปั้นการขนส่งด้วยรถไฟให้เป็นหลักเลยก็ว่าได้ ปกติแล้ว สายการบินในประเทศยอดฮิต จะมีสามสายหลักที่ครองตลาด คือ 1.China southern 2.China Easter 3.Air China ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจทั้งหมด รัฐบาลจีนถือหุ้นเกิน 50% และมีกำไรทุกไตรมาสทั้งสามสายการบิน แบบที่ไม่ต้องเอาภาษีชาวบ้านไปอุ้ม เหมือนบางประเทศ ที่สำคัญทุกสายการบินติดตลาด มีผู้ใช้บริการเสมอ
.
4. ถึงเครื่องบินจะสะดวกและเป็นที่นิยม ขนส่งทางอากาศก็มีปัญหา มันขนคนจีนจำนวนมหาศาลไม่ได้ ทุกวันหยุดยาว (วันชาติ และตรุษจีน) ประชาชนคนจีนจะแห่กันกลับบ้านอย่างหนาแน่น มีภาพการจรจาจรติดขัดและแออัดให้เห็นเสมอ ทางออกของ ปัญหานี้ไปลงที่ทางการพัฒนาระบบรถไฟ หลังจากเสร็จโอลิมปิคเกมส์ปี 2008 ที่ปักกิ่งแล้ว จีนจึงค่อนข้างจริงจังในการวิจัยและพัฒนารถไฟความเร็วสูงแบบเน้นเอาองค์ความรู้ ไม่ได้ซื้อมาใช้ เวลาพังก็เสียตังค์ซ่อมอีก แต่เป็นการดึงเอากลุ่มบริษัทผลิตและพัฒนาระบบรางรถไฟชื่อดังระดับโลกมาเซ็นสัญญาวิจัยและพัฒนาให้ร่วมกับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในจีนผลิตองค์ความรู้เกี่ยวกับรถไฟฟ้าความเร็วสูง
.
4.1 มีงานวิจัยของคณะวิศวกรรม มหาวิทยาลัยชิงหัว ผมชอบมาก ตามที่ระบุไว้ในสัญญาคือ จีนจะแยกการวิจัยรถไฟความเร็วสูงเป็นส่วนๆ ส่งให้แต่ละมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพช่วยกันซึมซับองค์ความรู้ ทีมวิจัยทีมหนึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องกระจกหน้า และระบบความแข็งแรงของกระจกรถไฟ ทีมทดสอบด้วยการยิงไก่ตายแล้ว ใส่กระจกด้วยความเร็ว 250 และ 300 กม.และสูงสุดที่ 400 กิโลเมตร/ชม. หากกระจกแตก จะหาวัสดุทำใหม่ และเอามาทดลองยิงไม่เลิกจนกว่าผลที่ออกมาได้กระจกไร้รอยขีดข่วน แข็งแกร่งทนทาน ผู้วิจัยโครงการนี้บอกว่า ประเทศจีนมีนกเยอะ การที่นกบินตัดหน้ารถไฟความเร็วสูง จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ รวมถึงระบบราง ระบบการก่อสร้าง ก็แยกให้หลายมหาวิทยาลัยศึกษาและเอาผลสรุปมารวมกัน เริ่มสร้างรถไฟสัญชาติจีนแท้ โดยจัดเป็นงานแฟร์ใหญ่ที่ปักกิ่ง ทุกวันนี้ยังมีอยู่นะครับ ที่พิพิธภัณฑ์รถไฟของปักกิ่ง หลังจากมีรถไฟหลักและองค์ความรู้แล้ว จีนจึงมีประกาศให้มีการแข่งกันผลิตโมเดลรถไฟความเร็วสูงชิงเงินรางวัล จนรถไฟสัญชาติจีน ออกมาหลายเวอร์ชั่น
.

(มีต่อ)

193 Nameless Fanboi Posted ID:qmjIeJUcPn

(ต่อจาก >>192 )

5. ก่อนปี 2008 จีนมีเส้นทางรถไฟ ความเร็วสูงนำร่องแค่สองสาย คือ ปักกิ่ง เทียนจิน และ เซี่ยงไฮ้เริ่มจาก เขตหงเฉียว ไปยังเขตผู่ตง ซึ่งรถไฟพวกนี้ซื้อมา หลังปี 2010 รถไฟสัญชาติจีนเริ่มพร้อมออกสู่ตลาดและทยอยเปิดให้บริการเพิ่มสายและเส้นทาง สิบปีให้หลังจากเส้นทางเล็กเส้นทางน้อย กลายเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ซับซ้อนอัดกันแถวตะวันตกของประเทศ แผ่มาทางตะวันออก ระยะทางรวมประมาณ 26000 กิโลเมตร มากกว่า ญี่ปุ่น 10 เท่า (ญี่ปุ่น 2600 กิโลเมตร) กลายเป็นประเทศที่มีทางรถไฟยาวที่สุดในโลก โดยนับรวมระยะทาง
.
6. รัฐจงใจสนับสนุนรถไฟเป็นพิเศษแม้ว่า ผลประกอบการรถไฟ มันขาดทุนทุกปีในทุกภาคของธุรกิจ ทั้งค่าก่อสร้าง ค่าตั๋ว ค่าไฟฟ้าสำหรับสถานี รายได้จากภาคขนส่งและรายจ่ายจากภาคซ่อมบำรุง ลำพัง ค่าก่อสร้าง ก็ขาดทุนแบบยากจะถอนคืน แต่ด้วยความที่รถไฟความเร็วสูงมันพิเศษ รัฐจึงต้องสนับสนุนด้วยการอัดฉีดเงิน ปี 2017 งบการเงินบริษัทรถไฟ CCRC ติดลบหนักมากในภาคขนส่ง รัฐจึงออกกฎหมายเสียดื้อๆ ให้การขนส่งถ่านหิน ทำได้เพียงใช้รถไฟเท่านั้น ห้ามใช้รถบรรทุก โดยอ้างว่า เดินตามนโยบายเน้นหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมของสีจิ้นผิง ผลคือ กำไรภาคขนส่งของบริษัทรถไฟ ปีนั้นปีเดียว เพิ่มขึ้นจนกลบเครื่องหมายลบทั้งหมดในบัญชี รัฐบาลจีน จงใจ “ลงทุนในกิจการเดินรถไฟ” ออกนอกหน้านอกตาขนาดนี้ รถไฟพิเศษยังไง
.
7. นอกจากขนคนได้จำนวนมาก ตอบแบบคนเรียนการเมืองมา รถไฟจีน มันเจ๋งตรงที่ มันล่าอาณานิคมได้ คำว่า “ล่า” ในที่ นี้ มันทำได้ทั้งในและนอกประเทศ ผมลองดูตารางผลกำไรขาดทุนของรถไฟ หลานโจว อุรุมฉี ห่างกันประมาณ 1000 ไมล์ (1600 กิโลเมตร) ระยะเวลาเดินทาง 11 ชม.(เครื่องบิน 2 ชม.) ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในโครงการนี้คือ ประมาณ 2 หมื่นล้านเหรียญดอลล่าร์ ราคาตั๋วประมาณ 550 หยวน หากทุกรอบเต็ม ทุกที่นั่ง มันจะใช้เวลา 60 ปีคืนทุนค่าก่อสร้างทาง โครงการนี้ห่างไกลจากการมีกำไรอย่างยิ่ง รายได้จากค่าตั๋วทั้งปี จ่ายค่าไฟฟ้า 1 เดือนยังไม่ได้ ก็แล้วแหล่งรวมคนฉลาดอย่างพรรคคอมมิวนิสต์จะเอาเงินไปทิ้งเล่นทำไม ใช่มั้ยครับ
.
8.ที่จริงมันเป็นเรื่องของการควบคุมพื้นที่ด้วย ตัวอย่าง มณฑลซินเจียง เมืองอุรุมฉีมีประชากร ที่เป็นคนอุยกูร์ เกือบ 9 ใน 10 และมีเหตุความไม่สงบต่อเนื่อง สาเหตุมาจากจีนพยายามให้ท้องถิ่นเลิกเชื่อถือในวัฒนธรรมและรากเหง้าของเขา แล้วมาเข้าสู่ระบอบคอมมิวนิสต์แบบจีน ยังให้เกิดความไม่พอใจและเริ่มต่อต้าน ซึ่งสิ่งนี้กลายเป็นก้างชิ้นใหญ่ของรัฐบาล กลยุทธ์การใช้รถไฟความเร็วสูงจะช่วยดึงให้ซินเจียงให้เข้าใกล้ปักกิ่งมากขึ้น เพิ่มปริมาณคนฮั่นและวัฒนธรรมจีนกระแสหลักเข้าพื้นที่ เขาเชื่อว่าซินเจียงจะสยบเหมือนลาซา ทิเบต หากรถไฟความเร็วสูงไปถึง แม้กระทั่งฮ่องกง ซึ่งเชื่อมเส้นทางรถไฟไปไม่นานนี้ ก็มีหลักคิดคล้ายกัน มันก็เลยมีพวกแขกอุยกูร์ ไปเรียนทำระเบิดแล้วมาวางที่รางรถไฟไงครับ รัฐบาลกล่าวหาว่า พวกนี้ปฏิเสธการพัฒนา แบ่งแยกชาติ มีปัญหายันทุกวันนี้ แต่ที่จริงคือ เขาไม่อยากอยู่กับจีนถึงแม้จีนก็พยายามให้เขาอยู่ด้วยก็เถอะ
.
9.รถไฟความเร็วสูงของจีนจึงเป็นมากกว่าขนส่งมวลชนธรรมดา มันผูกระบบการควบคุมอาณาเขต ควบคุมประชากร (ด้วยการใส่ระบบโซเซียลเครดิตลงไป บางคนพฤติกรรมไม่ดี ขึ้นรถไฟไม่ได้) ควบคุมแม้กระทั่งความเห็นต่างและชาติพันธุ์ (ทิเบต ซินเจียง) ควบคุมเขตการปกครองที่มีศักยภาพแต่ไม่เห็นพ้องต้องกันกับตนทุกด้าน เช่น ฮ่องกง ล่าอาณานิคมชาวบ้าน เช่น ลาว ไทยก็เกทมุกนี้ไปไม่นาน เลย ตุกติก สั่งรื้อแปลนรถไฟกรุงเทพโคราช บางซื่อจะสร้างเสร็จอยู่ละ เสร็จแต่สถานี เส้นทางกำลังถมดิน บัดซบจริงเลย
.
ภาพประกอบ สถานีอุรุมฉีใต้ และสถานการณ์รถติดช่วงวันตรุษ
.
1. https://www.caixinglobal.com/2017-03-14/101065871.html
.
2. http://en.people.cn/n3/2016/0628/c90882-9078230-4.html
.
อ้างอิง
.
1. สถิติการใช้รถไฟใต้ดินปักกิ่ง https://en.wikipedia.org/wiki/Beijing_Subway
.
2.กระจกรถไฟฟ้าจีน
https://www.glassonweb.com/news/explore-secret-window-glass-high-speed-rail
.
3.สถานการณ์ในซินเจียง อดีต-ปัจจุบัน https://en.wikipedia.org/wiki/Migration_to_Xinjiang
https://www.rfa.org/english/news/uyghur/mosques-08032017153002.html
.
4.ข้อมูลการเงิน กำไร ขาดทุน แยกรายปี รวมปี บริษัทรถไฟจีน CCRC http://english.crcc.cn/col/col21615/index.html

#มิตรสหายท่านหนึ่ง

194 Nameless Fanboi Posted ID:G11wzA6HMa

จีนทำได้ คุ้มไง คนเยอะ ทำค่าตั๋วรถไฟความเร็วสูงให้ต่ำๆ อารมณ์กินข้าวร้านในมหาลัยราคาถูกกว่าข้างนอก แต่กำไรเพราะคนใน ม. เห็นว่าสะดวกกว่าออกไปกินข้างนอก

สงสัยว่าอินเดียจริงๆ เทคโนโลยีก็ไม่แพ้จีนนะ ทำไมไม่ทำแบบเดียวกันมั่งหว่า

195 Nameless Fanboi Posted ID:bLmwtaONUu

>>194 รัฐบาลไม่นิ่ง รัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจในตังเองมากกว่าจีน และบังคับถ่ายทอดเทคแบบจีนไม่ได้

196 Nameless Fanboi Posted ID:DtqqRA7JjC

"มิตรสหายแนะนำว่า นายกสมาคมฟุตบอลทำยังไงก็ไม่ออก วิธีเดียวที่ให้ออกโดยรวดเร็วคือให้ ปปช. บอกให้แสดงบัญชีทรัพย์สิน"

#มิตรสหายท่านหนึ่ง

197 Nameless Fanboi Posted ID:Oe4U3Id0zI

ชีวิตดีมาก กินหนักเป็นหมื่นแคลสองวัน กลับมาหนักเท่าเดิม โอ้ย กราบคอร์ส !!

198 Nameless Fanboi Posted ID:Oe4U3Id0zI

เรื่องสรรพากร จะตรวจสอบการเสียภาษี ผู้ค้าออนไลน์ที่..

1.ฝากเงินหรือรับโอนรวมกันปีละ 3,000 ครั้ง (หรือถ้าคิดแบบเฉลี่ยจะตกวันละ 8.2 ครั้ง ในกรณีที่ใช้ทุกวัน ทั้งปี)

2.ฝากเงินหรือรับโอนรวมกันปีละ 400 ครั้ง (มีการปรับเปลี่ยนในที่ประชุม สนช. จากยอดเดิมคือ 200 ครั้ง) แต่ยอดรวมยังคงเดิม คือเริ่มต้นที่ 2,000,000 บาทขึ้นไป

ผมไม่ขัดข้องนะครับ..เพราะผู้ค้าที่เสียภาษีถูกต้อง จะได้ไม่เสียเปรียบผู้ค้าที่หนีภาษี เสียที

แต่อยากให้ผู้ประกอบการ ต้องเตรียมตัวคือ ทำบัญชีเดียวให้ถูกต้อง โปร่งใสมากกว่า

ผมเอง ทำบัญชีเดียวมาตั้งแต่เปิดธุรกิจ แต่กว่าจะเสียภาษี ก็ตั้งปีที่6ไปแล้วโน่น

ทั้งๆที่อยากเสียภาษีจะตาย เหตุผลที่ไม่ได้เสียภาษี นั่นเป็นเพราะ ขาดทุนตลอด5ปีแรก..!!

เชื่อมั้ยครับว่า ถ้าเราทำบัญชีถูกต้อง เก็บยอดค่าใช้จ่ายทุกเม็ด..มันไม่ได้กำไรง่ายๆเลยครับ

แต่ขาดทุนตลอด5ปีแรก แล้วทำไมยังอยู่ได้..??

คำตอบก็คือ ต้องบริหารให้กระแสเงินสดเป็นบวกครับ

ทำยังไงให้กระแสเงินสดเป็นบวก..คงไม่อธิบาย ณ.ที่นี้ (มันยาวมากหน่ะ)

แต่การที่คุณ ทำบัญชีถูกต้อง คุณจะเข้าใจ สุขภาพทางธุรกิจของคุณได้เป็นอย่างดี

ทำบัญชี2เล่ม คุณหลอกสรรพากร คุณก็หลอกตัวเองไปด้วย

ผมเองกล้าพูดว่า ที่ธุรกิจเติบโตอยู่รอดจนเป็น บริษัทมหาชนมาจนทุกวันนี้..

เพราะทำบัญชีเดียว และให้ความสำคัญกับ การควบคุมและบริหารจัดการ ผ่านระบบบัญชี ที่ถูกต้องโปร่งใสนั่นเอง

เชื่อเถอะครับ เรื่องนี้สำคัญมาก และชี้เป็นชี้ตายให้กับธุรกิจคุณ

เป็นประโยชน์และดีกว่า ทำธุรกิจหลบภาษีเสียอีก..!!

199 Nameless Fanboi Posted ID:81ZGtiswh5

เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (10 ธ.ค.) ศาลในเมือง Fuzhou ของจีนออกคำสั่งให้ Apple งดจำหน่าย iPhone เกือบทุกรุ่น (ตั้งแต่ 6s จนถึง X) ทั่วทั้งประเทศจีน ... จากคดีความที่ Qualcomm ฟ้องร้องศาลในประเทศจีนว่าแอปเปิลละเมิดสิทธิบัตรของพวกเขา และขอให้ศาลระงับการขายไอโฟนรุ่นที่ร้องว่ามีการละเมิดสิทธิบัตรไว้ก่อน

.

Apple ให้โฆษกออกมายืนยันข่าวแล้ว และบอกว่าคดีนี้เลื่อนลอยเพราะตลอดเวลาที่ทำธุรกิจด้วยกันมาหลายปีในฐานะซัพพลายเออร์รายใหญ่ Qualcomm แสดงสิทธิบัตรทุกรายการให้แอปเปิลทราบ แต่ไม่เคยแสดงเลยว่าตัวเองมีสิทธิบัตรนี้เอาไว้ในมือ (คดีนี้มีสิทธิบัตรสองรายการ ชิ้นนึงคือเทคนิคการปรับแต่งภาพในมือถือ อีกชิ้นนึงคือลักษณะการกดเพื่อสั่งงานบางอย่างในแอปพลิเคชั่นบนทัชสกรีน) และยังระบุว่ามีเอกสารหลายรายการที่เอามาแสดงเป็นหลักฐานนั้นคลุมเครือแถมหมดอายุไปแล้วด้วย

.

“Qualcomm’s effort to ban our products is another desperate move by a company whose illegal practices are under investigation by regulators around the world.” โฆษกแอปเปิลปิดท้าย

200 Nameless Fanboi Posted ID:81ZGtiswh5

#แอบถ่ายคนในเกาหลีเสี่ยงโดนจับ
#ยาวหน่อยแต่อยากให้อ่านจริงๆค่าาาา

วันนี้มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการแอบถ่ายคนเกาหลีที่เพิ่งเจอมากับตัวเมื่อ 3-4วันที่ผ่านมาค่ะ

เรื่องมีอยู่ว่าเรานั่งรถไฟใต้ดินสาย 2 จากสถานี Jamsil เพื่อจะไปประชุมกับลูกค้าที่สถานี City Hall ด้วยความที่เป็นวันทำงานช่วงบ่ายนิดๆคนใช้รถไฟไม่เยอะ แต่พอเดินขึ้นรถปั๊ป ก็เจอประโยคทักทายจากคนไทยสามคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามว่า “สาวเกาหลีนี่หนังหนาเน้อะ หนาวจะตายxx ยังกระเดะใส่กระโปรง”แล้วก็หัวเราะกันลั่น เราก็อึ้งไปเล็กน้อยแต่ก็คิดในแง่ดีว่าอย่างน้อยเค้าก็มองว่าเราเหมือนสาวเกาหลีล่ะเน้อะ อีกอย่างมาคนเดียวไม่กล้าบวก 55555 ทีนี้เรื่องมันเริ่มจากพอถึงสถานี Konkuk ก็มีอ้ปป้าเกาหลีสามคนขึ้นมาขบวนเดียวกัน ดูทรงแล้วน่าจะเป็นเด็กคอนแด น้องเกาหลีสามคนนั่งติดเรา ตรงข้ามเป็นพี่คนไทยสามคนที่เราเจอตอนขึ้นรถครั้งแรก

“สิบคะแนนให้ กริฟฟินดอร์”
(หนึ่งในนั้นใส่เพดดิ้งสีแดง)
“กูโหวตคนกลาง”
“มึงเค้าสูงมาก เค้าควรเป็น ... กู”
“มึงๆ เอากล้องมาถ่ายด่วน”

แล้วก็เป็นไปตามคาด พี่คนไทยเอากล้องมาถ่ายรูปน้องเกาหลีค้าาาา แถมพูดจาเทะโลมซึ่งขนาดเราที่นั่งฝั่งตรงข้ามยังได้ยินชัดทุกคำ น้องเกาหลีก็คงสังเกตและคิดแหละว่าโดนแอบถ่ายหรือเปล่าเลยชำเลืองมองเป็นระยะ พี่คนไทยพอโดนมองแทนที่จะเลิกถ่าย กลับวี้ดดกันหนักกว่าเดิมว่าโดนอ้ปป้ามอง เลยทั้งถ่ายรูปถ่ายคลิปไม่ยั้ง 😱

ทีนี้รถไฟที่วิ่งข้างบนเริ่มลอดลงใต้ดิน(ถ้าใครเคยขึ้นรถไฟฟ้าในเกาหลีช่วงที่ข้ามแม่น้ำฮันรถไฟฟ้าจะวิ่งข้างบนพอพ้นแล้วจะกลับมาวิ่งใต้ดินเหมือนเดิม) พอข้างนอกมืด กระจกมันเลยสะท้อนเห็นว่าโดนแอบถ่าย น้องเกาหลีคนใส่เพดดิ้งสีแดงเลยลุกไปคว้ามือถือจากคนไทยมาแล้วพูดเกาหลีใส่

ในวงเล็บคือคนเกาหลี
(นี่กำลังทำอะไรครับ แอบถ่ายรูปเหรอ?)
ว๊อท? โนเกาหลี โนเกาหลี
(นี่อะไร แอบถ่ายรูปใช่ไหม? สถานีหน้าลงไปด้วยกันเลยนะ จะพาไปสถานีตำรวจ)
มึงงงงง มันพูดว่าอะไรว่ะ ห้ามถ่ายรูปเหรอ
(โพลิส)

พอได้ยินคำว่าตำรวจ พี่ผู้ชาย(ลืมบอกไปว่าในสามคนนี้มีผู้ชาย 1 กะเทยแต่งหญิง 1 และผู้หญิง 1 )ก็คว้าข้อมือน้องเกาหลีแล้วพูดว่า
“อ้ปป้าา ไอ ซอรี่น้า”

น้องเกาหลีพอได้ยิน #ผู้ชายเรียกว่าอ้ปป้า จากที่โมโหอยู่แล้วยิ่งโมโหหนักไปอีก(คนเกาหลีโดยปกติ ถ้าคนไม่สนิทมาเรียกอ้ปป้า,ออนนี นูน่าเค้าจะไม่ชอบ ขนาดที่ทำงานถึงแม้สนิทกันแค่ไหนยังเรียกตำแหน่งบวกนามสกุลเลย ยิ่งอันนี้ผู้ชายเป็นคนเรียกอีก เค้าเลยปริ้ดแตก เพราะคำว่าอ้ปป้าคนที่ใช้คือผู้หญิงใช้เรียกพี่ชาย) น้องเลยตะคอกใส่พี่ผู้ชายแล้วก็รัวเกาหลีใส่ไม่ยั้ง เพื่อนน้องอีกสองคนเห็นท่าไม่ดีเลยลุกไปสมทบ แล้วก็มีการยื้อมือถือกันไปมาเพราะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง คนในรถก็เริ่มมองๆ เราเห็นท่าไม่ดีเลยลุกไปแปลให้

สรุปคือน้องเกาหลีไม่ยอมจะพาไปสถานีตำรวจให้ได้ พี่คนไทยก็ขอเราไปด้วยแต่เราไปไม่ได้เพราะต้องไปเจอลูกค้า(ตอนนั้นเป็นเวลาทำงาน)เลยให้เบอร์สถานทูตไปแล้วทั้งหกคนก็ลงรถที่สถานีถัดไป

เรื่องราวต่อจากนี้เราไม่รู้ว่าเค้าตกลงกันได้ไหม แต่อยากมาเตือนคนที่มาเที่ยวเกาหลีว่าการแอบถ่ายคนเกาหลีอันตรายมากนะ กฏหมายเกาหลีเรื่องการแอบถ่ายโดยไม่ได้รับความยินยอม รวมไปถึงนำไปเผยแพร่ มีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี ปรับ 30 ล้านวอนหรือประมาณ 9 แสนบาทเลย อยากให้ทุกคนระวังเรื่องนี้กันมากๆเลยเอามาเล่าให้ฟังค่ะ

ปล.ถ้าพี่คนไทยทั้งสามคนได้มาอ่าน รบกวนอัพเดททีนะคะ

201 Nameless Fanboi Posted ID:IKtql7ky7Y

เกมส์ที่รัฐไม่มีวันชนะ

ฝรั่งเศสเจอม๊อบเสื้อเหลืองล้อมปารีส มองมุมหนึ่งเป็นเรื่องการปล้นคนจน (ขึ้นภาษีน้ำมัน) ไปช่วยคนรวย (ลดภาษีนิติบุคคล) แต่มองอีกมุมมันเป็นปรากฏการณ์ผลพวงจาก นโยบายเศรษฐกิจฝืนธรรมชาติของยุโรปที่ยาวนานมานับสิบปี ไม่ใช่แค่ฝรั่งเศส แต่มันเกิดกับยุโรปทั้งยุโรป เพียงแค่ฝรั่งเศสเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น

1. รัฐให้สวัสดิการกับประชาชนเกินกำลังรัฐ ใช้จ่ายขาดดุลงบประมาณ เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ หนี้รัฐเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เศรษฐกิจหลายประเทศในยุโรปแย่ แต่ไม่สามารถใช้นโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้เหมือนตอนไทยเจอต้มยำกุ้ง เพราะค่าเงินกลุ่มยูโรใช้ร่วมกันทั้งหมด

2. รัฐเงินหมด ต้องกู้ แต่รัฐหนี้ท่วม ไม่มีใครอยากปล่อยกู้ สุดท้ายธนาคารกลาง (ECB) พิมพ์เงิน เอามาให้รัฐกู้ (ปัจจุบัน ECB เป็นเจ้าหนี้ประมาณ 40% ของหนี้ยุโรปทั้งหมด)

3. หนี้เยอะ ก็ต้องลดดอกเบี้ย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐ ลดดอกจนแทบจะติดลบ แต่หนี้ก็ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วจะหยุด QE ยังไง ในเมื่อนอกจากธนาคารกลางแล้ว ไม่มีใครอยากให้ยุโรปกู้

4. รัฐจำเป็นต้องหาทาง ไม่เพิ่มรายได้ ก็ต้องลดรายจ่าย แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดภาษีนั้นเป็นการ "ลดรายได้" อ้าว.. ตรงข้ามกับที่ควรจะทำเลยนี่

5. รายได้ลดลง งั้นรัฐต้องใช้มาตรการ austerity รัดเข็มขัดเพื่อลดรายจ่าย รวมถึงรีดภาษีให้ได้มากขึ้น ภาษีน้ำมันเป็นเพียงผลพวงแรกของปัญหานี้ ในอนาคตน่าจะต้องมีการรีดเงินจากประชาชนในรูปแบบที่หลากหลาย

6. แต่อย่างที่ผมจั่วหัว เกมส์นี้เป็นแค่เกมส์ซื้อเวลา เพราะมันเป็นหนทางที่รัฐไม่มีวันชนะ คุณจะกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยลดดอกเบี้ย ผลก็คือ รายได้หด ก็ต้องไปรีดเอาจากช่องทางอื่น แต่ถ้าคุณไม่ออกนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ไม่มีกระสุนอย่างอื่นที่จะใช้แล้ว เพราะนโยบายการเงินคุณใช้ไม่ได้เพราะค่าเงินผูกกันทั้งยูโร

7. แต่อัดนโยบายการคลังมากๆ หนี้ก็ล้นหนักขึ้น พิมพ์เงินเท่าไหร่ก็ไม่ไหว แถมเครดิตกลุ่มยูโร เทียบกับสหรัฐแล้วก็ยังต่างชั้น นอกจากนี้สหรัฐยังเดินเกมส์เร็วกว่าด้วยการลด QE และขึ้นดอกเบี้ยไปตั้งแต่ปีมะโว้

8. สุดท้ายการรีดภาษี ก็จะทำให้เกิดวิกฤติศรัทธา ประชาชนลุกฮือ (social unrest) ซึ่งไอ้สิ่งนี้แหละที่อาจจะเป็นตัวกระตุ้นให้ trust ของรัฐสูญเสียไป

9. เมื่อไหร่ที่ trust หมดลง เมื่อนั้นวิกฤติหนี้ภาครัฐที่ดองปัญหาไว้เป็นสิบปีก็มีโอกาสจะระเบิดออก คนไม่เชื่อในรัฐ (ลูกหนี้) เงินก็จะไหลออกไปที่ความเสี่ยงต่ำกว่า อัตราดอกเบี้ยยูโรจะพุ่งสูง เกิดวิกฤติ Sovereign Debt Crisis ในที่สุด เงินไหลบ่าไปสหรัฐ ที่คนคิดว่าปลอดภัยกว่า แถมดอกเบี้ยสูง

การประท้วงเล็กๆ อาจจะเกิดจากปัญหาที่ฝังรากลึกที่รัฐเตะถ่วง kick the can down the road มาเป็นระยะเวลายาวนาน และหากรัฐไม่รีบจัดการ ปัญหานี้อาจจะเป็นการจุดระเบิดที่เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ไปสู่ปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าที่พวกเราจะคาดคิดก็ได้

ผมเคยบอกว่า ถ้าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่ โอกาสที่จะเกิดสูงมากคือที่ยุโรป เพราะว่าตั้งแต่ ECB พิมพ์เงินออกมา ก็ยังไม่เห็นว่า fundamental ยุโรปจะมีอะไรเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเลย

หวังแค่ว่า ขอให้ผมคิดผิด และยุโรปสามารถยุติปัญหานี้ได้ในเร็ววันด้วยเถอะ 🙏🙏🙏

202 Nameless Fanboi Posted ID:95HDCzCEJF

[สวัสดีฟินแลนด์ วันนี้เธออายุ 101 ปีแล้วนะ “ฉันมีของขวัญเป็นห้องสมุดมาให้เธอ”]

รัฐบาลฟินแลนด์ลงทุนสร้างห้องสมุดแห่งใหม่ให้ประชาชนด้วยเงินลงทุน 98 ล้านยูโรหรือ 3.6 พันล้านบาท ลงขันร่วมกับเทศบาลเมืองเฮลซิงกิ

อะไรทำให้รัฐบาลของประเทศที่มีประชากร 5.5 ล้านคน แต่ยืมหนังสือกันปีละ 68 ล้านครั้งลงทุนมหาศาลในของขวัญชิ้นนี้

ฟินแลนด์มีห้องสมุดประชาชนครั้งแรกเมื่อปี 1974 หรือ พ.ศ.2517
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาองค์กรและมูลนิธิต่างๆ ก็เป็นผู้จัดการ ให้เงินสนับสนุน ดูแลห้องสมุดเหล่านี้ ประธานสมาพันธ์ห้องสมุดแห่งฟินแลนด์กล่าวไว้ชัดเจนว่า

“การอ่านจะทำให้ฟินแลนด์ก้าวหน้า ถ้าไม่มีห้องสมุด ประเทศเราไม่มีทางที่จะพัฒนาจนกลายเป็นรัฐสวัสดิการเช่นทุกวันนี้”

ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือยุคทองของห้องสมุดฟินแลนด์หาใช่ช่วงเวลาที่ประเทศร่ำรวยแล้ว แต่กลับเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง ที่จำนวนห้องสมุดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งตอนนี้ฟินแลนด์มีห้องสมุดฟรีบริการแก่ประชาชนถึง 730 แห่ง รวม Oodi ห้องสมุดแห่งใหม่นี้เข้าไปก็จะกลายเป็น 731 แห่ง

Oodi ไม่ได้เป็นแค่ห้องสมุด ด้วยความที่วิถีชีวิตคนเปลี่ยนไป ที่นี่จะให้บริการเครื่องพิมพ์สามมิติ จักรเย็บผ้า ห้องซ้อมดนตรี ห้องชมภาพยนตร์ คาเฟ่ ห้องชม virtual technology ต่างๆ ทั้งหมดทั้งมวลนี้หลายคนอาจมองว่าแล้วหนังสืออยู่ตรงไหน ตอบเลยว่า 99% ของงบลงทุนที่ Oodi ใช้จะยังเป็นการลงทุนซื้อหนังสือหมด ส่วนอื่นๆ เป็นการปรับเปลี่ยนตามผู้คนที่เปลี่ยนไป ทุกอย่างถือเป็นการศึกษาหาความรู้ของคนทั้งสิ้น รัฐบาลมีหน้าที่ส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมที่มีคุณค่าต่อการหาความรู้หลากหลายรูปแบบเพื่อให้คนได้มีโอกาสเรียนรู้ตราบจนลมหายใจสุดท้ายของพวกเขา

เขียนมาถึงตรงนี้นึกถึงคำพูดของนักเขียนชาวไนจีเรีย ชิมามันดา อดิชี”
“คนที่อ่าน ก็จะอ่าน ถ้าเราทำให้หนังสือเข้าถึงสะดวกและง่าย”

ของขวัญจากใจรัฐบาลฟินแลนด์
"ความรู้ที่จับต้องได้ เสิร์ฟถึงมือประชาชน"

ภาพจาก: https://thespaces.com/
เรื่อง: https://yle.fi/uutiset/osasto/news/finlands_flagship_library_oodi_opens_to_the_public_in_helsinki/10541829

#มิตรสหายท่านหนึ่ง

203 Nameless Fanboi Posted ID:IKtql7ky7Y

ผมมีโอกาสได้ไปร่วมงานแต่งงานที่ต่างจังหวัดงานหนึ่ง
ดูทีเดียวก็รู้ว่าเขาคงจ้างบริษัทรับจัดงานมาจัดให้
เพราะมีผู้คนที่ไม่ใช่ญาติเดินสั่งการนู่นนี่ตลอดเวลา
มีพิธีกรพูดเก่งๆที่ไม่รู้จักคนในงาน พูดมุกตลกและเปิดตัวผู้คนในงานราวกับเป็นงานแจกรางวัลออสการ์

แต่ที่ขัดตาขัดใจที่สุดก็คือพิธีตอนผู้ใหญ่ฝ่ายชายมอบสินสอด ตอนสวมแหวนของบ่าวสาว และตอนกราบพ่อแม่ของทั้งสองฝ่าย

ทั้งบ่าวสาวและพ่อแม่อยู่บนเวทีเตี้ยๆ
ญาติและแขกนั่งเก้าอี้เป็นแถวเจ็ดแปดแถวอยู่ด้านล่างมองขึ้นไปบนเวที

แทนที่จะได้ชื่นชมความน่ารักของบ่าวสาว ได้เห็นความปิติของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ได้เห็นบรรยากาศของสมาชิกสองครอบครัวที่จะมาดองกัน แต่แขกทุกคนกลับเห็นภาพที่ไม่ควรเห็นอยู่ตลอดทั้งงาน นั่นคือบั้นท้ายของตากล้องและผู้ช่วยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ตั้งบนรางเลื่อนอีกที และก็นั่งค้างบังอยู่ตลอดเวลาของพิธี

ตากล้องคนนี้มีร่างกายที่ใหญ่และนั่งตระหง่านอยู่หน้าเวที ใส่สูทใส่กางเกงเรียบร้อยก็จริง แต่ด้วยเป็นคนร่างใหญ่กางเกงจึงหลุดเลื่อนลงมาเผยให้เห็นขอบกางเกงในสีตุ่นๆ ไม่เป็นที่เจริญตาอันใด แต่ที่หนักหนาสากรรจ์กว่านั้นคือ ตากล้องคนนี้ออกคำสั่งราวกับตัวเองเป็นผู้กำกับหนัง สั่งให้เจ้าบ่าวหันมายิ้ม สั่งให้เจ้าสาวเอียงคอ รูปไหนถ่ายไม่ทันหรือถ่ายไม่ได้ดังใจ ก็สั่งให้ทำท่านั้นอีกครั้ง
"สวมแหวนอีกครั้งครับ ถอดแล้วสวมใหม่ แล้วเอียงหน้ามายิ้มด้วย เอียงซ้ายอีกนิดครับ ดีครับ พ่อเจ้าสาวเอามือวางบนตักครับ ดีครับ เอียงอีกนิดครับ"

พอถึงตอนญาติผู้ใหญ่ขึ้นไปรับไหว้ดื่มน้ำชาตามธรรมจีน ก็โดนสั่งให้ทำทีละขั้นตอน และหยุดนิ่งให้ตากล้องถ่ายรูป
"ยกถ้วยครับ ค้างไว้ก่อนครับ เอียงอีกนิดครับ ค้างไว้นะครับ" ประโยคนี้ผมโดนกับตัวเองเลยครับ เพราะต้องขึ้นไปรับไหว้

กลายเป็นงานแต่งงานที่เห็นความสำคัญของรูปภาพมากกว่าบรรยากาศจริงๆ

ผมกลับคิดว่า งานแต่งงานควรเป็นงานพิธีที่เต็มไปด้วยความปิติของผู้คน คนจัดงานควรมีหน้าที่แค่อำนวยความสะดวก และสร้างสรรค์ความสวยงามของสถานที่ให้เจ้าภาพไม่ต้องมาเหนื่อย ส่วนความรู้สึกต่างๆเป็นเรื่องธรรมชาติ ตากล้องก็มีหน้าที่บันทึกความรู้สึกพวกนั้น ไม่ใช่ออกคำสั่ง หรือมานั่งบังคนอื่นเสียหมด

ดีที่สุด ควรจะถ่ายแบบที่เขาเรียกว่าแคนดิด นั่นคือแอบถ่ายด้วยซ้ำ

ภาพแบบแอบถ่ายนั้นงามที่สุด เพราะเราจะได้เห็นรอยยิ้มจริงๆของเจ้าสาว ได้เห็นน้ำตาแห่งความดีใจของพ่อแม่ ได้เห็นอิริยาบถหลุดๆบ้าง เก้ๆกังๆบ้าง ซึ่งมันน่าเอ็นดูกว่าท่าเกร็งๆแข็งๆที่ถูกสั่งให้ทำ

ถ่ายตอนสวมแหวนพลาดจังหวะนิดหน่อยจะเป็นไร
ธรรมชาติดีออกครับ

ออแกไนเซอร์ที่รัก ขอเถิด อย่าได้ใช้งานพิธีสำคัญซึ่งมีเพียงครั้งเดียวของคนคู่หนึ่ง เป็นกองถ่ายทำภาพยนตร์เลย
....

204 Nameless Fanboi Posted ID:AtDqdo6tOK

>>200 เหมือนเรื่องแต่ง

205 Nameless Fanboi Posted ID:FclIod52st

A: ผมเห็นพวกรอต่อแถวกดเงินบัตรคนจนแล้วผมสลดใจมากๆ พวกนี้ยอมก้มหัวให้เผด็จการณ์ไร้ศักดิ์ศรีเหลือเกิน

B: โอ่...ครับ เอ่อ..แล้วเอ๊ะนี่คุณกำลังจะไปไหนอ่ะครับ

A: นี่ผมกำลังจะไปกินข้าวฟรีที่โรงทานพี่เชษฐ์ฯ อ่ะครับ

206 Nameless Fanboi Posted ID:fTMMic.ElX

ไขประเด็นวิวาทะ "ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งของไทย"
##################################

ภรรยาของผมขอให้ผมเขียนบทความเพื่อไขข้อข้องใจของสังคมไทยต่อวิทาทะในครั้งนี้ เนื่องจากการคำนวณความเหลื่อมล้ำของ Credit Suisse ที่ทำโดยคณะวิจัยของ Anthony F. Shorrocks อดีตผู้อำนวยการของ UNU-WIDER (ขอเรียกสั้นๆ ว่า WIDER) ได้ใช้ข้อมูล โปรแกรม และงานวิจัยด้านความเหลื่อมล้ำที่ใช้แบบจำลองทางเศรษฐมิติของ WIDER โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาผมได้รับการทาบทามให้ไปช่วยงานที่เป็นส่วนหนึ่งของ long-term project ของทาง WIDER ในเรื่องความเหลื่อมล้ำในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐมิติ

จริงๆ แล้วเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมาทาง WIDER ได้เชิญภรรยาผมไปเข้าร่วมงานประชุมที่มีการนำเสนองานวิจัยโดย Anthony F. Shorrocks และคณะที่นำไปสู่การพัฒนาเทคนิคการคำนวณความเหลื่อมล้ำของไทยที่เป็นประเด็นในตอนนี้ แต่ทว่าภรรยาผมมีความเห็นว่าผมน่าจะถ่ายทอดเรื่องราวได้ดีกว่าในฐานะที่เป็นนักเศรษฐมิติและเคยเห็นและใช้ข้อมูลด้านความเหลื่อมล้ำของ WIDER โดยหลังจากทำการศึกษา Global Wealth Report ของ Credit Suisse และงานวิจัยเก่าๆ ของคณะวิจัยของ Anthony F. Shorrocks ผมได้ข้อสรุปดังนี้

##################################

ข้อสรุป --- ประเด็นที่กำลังถกเถียงกันในสื่อต่างๆ ที่ผมติดตามอ่านนั้น มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อความตั้งใจ และวิธีการศึกษาที่ถูกเผยแพร่ใน Global Wealth Report

1. ตัวเลขความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่ง (Wealth Inequality) ของไทยโดย Credit Suisse ในปี 2018 ได้คำนวณมาจาก หนึ่ง แบบจำลองทางเศรษฐมิติ (ที่มีข้อจำกัดทางเทคนิคมากมาย) สอง ข้อมูลความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ และสาม ข้อมูลความมั่งคั่งของเศรษฐีไทยจากนิตยสาร Forbes จึงทำให้ตัวเลขดังกล่าวมีโอกาสคลาดเคลื่อนได้มากเพราะเป็นตัวเลขจากแบบจำลอง ไม่ได้คำนวณมาจากข้อมูลความมั่งคั่งของไทยโดยตรง

2. การคำนวณของ Credit Suisse มีปัญหาจริง แต่คณะผู้วิจัยก็ได้ชี้แจงปัญหาของการคำนวณอย่างละเอียด (อ่านได้จากลิงค์ของงานวิจัยที่แนบมาท้ายบทความนี้) เพียงแค่แทบจะไม่มีใครนำปัญหาของการคำนวณนี้ที่คณะวิจัยได้ชี้แจงมาเผยแพร่ต่อสาธารณชน

3. มีความชัดเจนจากเอกสารประกอบการศึกษาจาก Credit Suisse ว่าสามารถนำข้อมูล Socioeconomic Survey (SES) ที่อัพเดทของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ทำร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดังที่เคยถูกนำข้อมูลบางส่วนมาเสนอในงานวิจัยของ ดร. เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา และคณะในปี 2007 มาผนวกกับข้อมูลของนิตยสาร Forbes เพื่อใช้ในการคำนวณความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งของไทยได้ ซึ่งน่าจะได้ตัวเลขที่มีคุณภาพดีกว่าการประมาณการโดยใช้แบบจำลอง

โดยผมจะขอชี้แจงการคำนวณและข้อจำกัดของการคำนวณตัวเลขความเหลื่อมล้ำที่คณะวิจัยของ Credit Suisse ได้ชี้แจงโดยละเอียดในเอกสารอ้างอิงดังต่อไปนี้

##################################
คณะวิจัยของ Credit Suisse ประกอบด้วยใครบ้าง
##################################

ประกอบด้วย Anthony Shorrocks และ Jim Davies นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ซึ่งเป็นผู้เชื่ยวชาญอันดับต้นๆ ของโลกทางด้านความเหลื่อมล้ำ และมี Rodrigo Lluberas เป็นผู้ร่วมคณะวิจัย

##################################
เป้าหมายงานวิจัยของ Anthony Shorrocks และ Jim Davies คืออะไร
##################################

Davies et al. (2011) ได้เขียนเป้าหมายหลักของงานวิจัยไว้ชัดเจนว่า จากการใช้ข้อมูลในปี 2000 คณะวิจัยสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งจากประมาณ 20 ประเทศที่ครอบคลุม 59% ของประชากรโลก และประมาณ 75% ของความมั่งคั่งของโลก แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือ "การประมาณการความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งของทั้งโลก" ไม่ใช่เพียงแค่ประมาณ 20 ประเทศเท่านั้น ถ้าคณะวิจัยสามารถเข้าถึงข้อมูลจากประเทศที่เหลือได้งานวิจัยก็จะเป็นแค่การคำนวณง่ายๆ แต่ทว่าคณะวิจัยไม่มีข้อมูลความเหลื่อมล้ำของประเทศที่เหลือ คณะวิจัยจึงพยายามสร้างโมเดลทางเศรษฐมิติในการช่วยประมาณการความเหลื่อมล้ำของทั้งโลก โดยในขณะนั้นคณะวิจัยไม่มีข้อมูลจากประเทศไทยเพื่อใช้ในการศึกษาความเหลื่อมล้ำในปี 2000

207 Nameless Fanboi Posted ID:fTMMic.ElX

อ่านต่อhttps://www.facebook.com/supachoke.thawornkaiwong/posts/10155689693041022

208 Nameless Fanboi Posted ID:ilIJMeAf7J

สรุปสั้นๆ ว่าข้อมูลและข้อสรุปมีปัญหาจริง แต่อยากขอให้คนให้อภัย เพราะมันวิจัยยาก และคณะวิจัยกล่าววิจารณ์ตนเองแล้ว

ตอนสอบธีสิสถ้าตอบแบบนี้ไม่โดนหนังสือปาหัวก็บุญ แล้ว อ่านดูก็รู้ว่าพยามพูดให้ซอฟ แต่ใจจริงก็ตำหนิคณะวิจัยรวมถึงคนเอามสเผยแพร่ผิดๆ ปีหน้าเดี๋ยวก็มีดราม่าเรื่องนี้อีก คอยดูเถอะ

209 Nameless Fanboi Posted ID:IKtql7ky7Y

"โรแมนติไซส์ความจนเกินไป ไม่มีใครโอเคกับสภาพแบบนี้หรอก ความจนมันโรแมนติกตรงไหน ภาพคนจนต่อแถวกดเงิน 500 แล้วซื้อหวยตรงนั้นเลย เศร้าสัสๆ แล้วคุณก็ไปด่าเขา เนี่ย นิสัยคนจน แม่งได้เงินมาแทนที่จะเอาไปซื้อข้าวกิน หรืออดออมมันดันเอามาซื้อเหล้าซื้อหวย สันดานคนจนจริงๆ

แต่ ความหวังของชีวิตมันมีแค่นั้นจริงๆ เพราะเขาไม่เห็นว่าใครหรืออะไรจะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้ มันน่าเศร้านะ ภาพคนที่เงินเข้าแค่ 500 แล้วต้องรีบไปกดทันที แถมผู้นำยังบอกให้วางแผนการใช้เงินดีๆ ห้าร้อยนะไม่ใช่ห้าล้านไอ่สัส

คนจนนี่มันจนไปหมดเลยนะ จนเงิน จนโอกาส ป่วยก็ไม่กล้าไปโรงบาลเพราะกลัวไม่มีตังค์จ่าย การศึกษาก็ไม่ดี เห็นที่เขาแชร์ๆกันใช่มั้ย ที่พี่คนนึงบอกว่า เคยพาลูกไปเข้าโรงเรียนบ้านๆ ค่าเทอมถูกๆ แล้วเด็กที่นั่นคุยแต่เรื่องอะไรก็ไม่รู้ พูดกูๆมึงๆ หีๆควยๆ ตลาดล่างอ่ะ พี่เค้าพาลูกออกทันทีแล้วยอมจ่ายให้ลูกเข้าโรงเรียนที่แพงหน่อย แต่ถือว่าซื้อสังคมให้ลูก เด็กที่นั่นทุกคนพูดเพราะ พ่อแม่ก็ดูมีคลาส รสนิยมดี เอื้อเฟื้อแบ่งปัน มายเซ็ตดี บทสนทนาดี

คนจน-ความจนมันกัดกินไปหมดอ่ะ ทั้งการศึกษา การเข้าถึงการรักษา คุณภาพชีวิต ความคิด ความรื่นรมย์ ความรัก ความโรแมนติก บทสนทนา มันเหลื่อมล้ำมากอ่ะ

ถูกร่ายมนต์สะกดเรื่องนี้มาโดยตลอด เราเข้าใจว่า ที่เราจนเพราะจน จนเพราะทำบุญน้อย จนเพราะขี้เกียจ

แต่ในความเป็นจริงต่อให้เราขยันแทบตายก็ไม่มีทางรวยขึ้นมาได้ ด้วยโครงสร้างทางสังคมอันอยุติธรรมที่กดทับ ความเสียเปรียบทางชนชั้น การต่อรองทางการเมืองไม่มี เพราะถูกตัดแข้งตัดขาจากการรัฐประหารไปหมดแล้ว หรือนโยบายรัฐที่อาจส่งเสริมผิดทิศผิดทาง

เท่านั้นยังไม่พอ คำสอนทางศาสนาก็ยังสะกดลงในจิตสำนึก ฝังรากลึกมาช้านาน โดยเฉพาะเรื่อง "จนเพราะทำบุญมาน้อย" นั่นทำให้หลายคนเชื่อว่าไม่มีทางอื่น ต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรม เป็นคนที่พระผู้เป็นเจ้าและเทวดาไม่โปรด สะท้อนได้จากคำพูดเวลาที่เห็นคนที่มั่งมีกว่าตน ก็จะถอนหายใจแล้วพูดว่า "ชาติก่อนเขาคงทำบุญมาเยอะ" ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำสอนเหล่านี้มีอิทธิพลมาก

ถ้าเราจะโกรธในฐานะผู้เสียภาษี ก็ให้โกรธคนที่อนุมัติเรื่องนี้ ไม่ใช่ชาวบ้านที่ไปรอกดตังค์

ภาพคนต่อแถวยาวกดตังค์500ทั้งวันทั้งคืนนี่มันเศร้ามากๆ นะ ประเทศนี้สิ้นหวังเหี้ยๆ"

Baipat Nopnom, 11 ธ.ค.61
ที่มา : https://www.facebook.com/photo.php?fbid=2219440494785145&set=a.496399533755925

210 Nameless Fanboi Posted ID:W8qsneIto9

>>209

พ่อกูเป็นเด็กบ้านนอกจนๆ แต่ปจุบันเป็น ผอ.โรงบาลเอกชน เพราะอะไร? การศึกษา ถ้าไม่อยากโง่อ่านเยอะๆ เรียนเยอะๆ

ฝรั่งเขาบอกไว้ตั้งแต่สมัยร้อยปีที่แล้วว่า คนไทยไม่ชอบใช้ความคิดเพราะการใช้ความคิดเป็นเรื่องเหน็ดเหนื่อย ยอมใช้แรง แล้วให้เขาสั่งง่ายกว่า

211 Nameless Fanboi Posted ID:fuq45H51wT

“วันก่อนฟังเสวนาในงานฉายหนังและพูดคุยเรื่องภาวะความยากจนในสังคมไทย มีช่วงหนึ่งดีมากๆ เพราะวิทยากรพูดถึงกลุ่ม "คนจน" แบบหนึ่ง ซึ่งอาจพบวิกฤติในชีวิตจนเลื่อนชั้นลงมาจากชนชั้นกลาง จึงทำให้ยังมีความหวังและความเชื่อเรื่องการทำงานหนัก การเก็บออม การศึกษา ฯลฯ ว่าจะนำพาตนเองไต่เต้าไปสู่สถานะที่ดีกว่าเดิมได้

กับ "คนจน" อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งยากจนด้วยโครงสร้างอันเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง จนจากรุ่นสู่รุ่น มองแทบไม่เห็นสิ่งอื่นนอกจากสภาพที่พ่อแม่ตนและลูกหลานต่อๆ ไปต้องผจญอยู่ซ้ำซาก การเรียนให้สูง การทำงานให้หนัก การรู้จักเก็บรู้จักลงทุนซึ่งเป็นความเชื่อในแบบคนชั้นกลาง ไม่ได้มีความหมายอะไรเลยต่อคนจนที่ถูกโครงสร้างกดขี่เหล่านี้ เพราะเขาไม่มีวันเข้าถึงโอกาสแม้แต่จะได้เรียนดีๆ หรือได้งานที่มั่นคง ได้รายได้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรือได้โอกาสเปลี่ยนสถานะแบบที่คนชั้นกลางเชื่อๆ กัน

คนจนจำนวนมากอยู่กับความจนที่แท้จริง และความหวังเท่าที่เขามีคือความหวังที่มากับลาภลอย ซึ่งแทบจะเป็นโอกาสเดียวเท่านั้นที่อาจทำให้เขาพอจะไต่เต้าเลื่อนชั้นได้ การถูกหวย การบนบานศาลกล่าว ฯลฯ คือหนึ่งในความหวังแบบนั้น

คนจนมีความหวังในแบบของตนเอง คนชั้นกลางที่ไม่เข้าใจย่อมดูถูกดูแคลนความหวังเหล่านี้ เพราะเอาความคิดความเชื่อของตัวเองเข้าไปสวมแทน แล้วก็วิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ได้นึกถึงบริบทของคนอื่นเลย

(ป.ล. ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยด้วยว่า เอาเข้าจริงๆ แล้วในสังคมแบบไทยที่เหลื่อมล้ำอย่างสุดๆ แถมยังไม่มีรัฐสวัสดิการครอบคลุมนั้น คนที่ถือว่าเป็น "คนชั้นกลาง" [ในความหมายของ "คนที่สามารถเลื่อนสถานะขึ้นไปได้ถ้าพยายามมากพอ"] มีอยู่แค่ 30% เท่านั้นเอง แต่เราๆ ทั้งหลายโดยมากอยู่ในอีก 70% ที่เหลือ คือคิดไปเองว่าตัวเองสามารถเลื่อนได้ แต่ความจริงคือเราไม่มีวันเลื่อนได้หรอก เพราะสังคมไม่ยอมเปิดโอกาสให้เราได้เลื่อนกันง่ายๆ ต่อให้เรียนหนักหรือทำงานหนักจนตายก็ตาม)”

มิตรสหายท่านหนึ่ง

212 Nameless Fanboi Posted ID:MvdXvALMVT

>>210 แล้วพ่อมึงได้เล่าให้ฟังมั้ยว่าเอาทุนไปเรียน "หมอ" มาจากไหนแล้วคนจนทุกคนมีโอกาสแบบนั้นมั้ย
สถานการณ์คนจนนี่โคตร catch 22 เลยเหอะ
ไม่มีการศึกษา>รายได้น้อย>ไม่มีเงินส่งลูกเรียนหนังสือ>ลูกรายได้น้อย>ฯลฯ ยกเว้นส่วนน้อยที่จะได้ "ทุน" แล้วถีบตัวเองออกมาได้
แต่ก็ตลกดีที่สุดท้ายแล้วคนที่เคยจนมาก่อนจะเข้าใจว่าลำบากยังไงกลับมาถ่มถุยคนจนด้วยกันที่ไม่ได้โอกาส

213 Nameless Fanboi Posted ID:ilIJMeAf7J

หมอสมัยก่อนส่วนใหญ่ใช้ทุนทั้งนั้นละ สมัยนี่ก็มี เยอะกว่าเมื่อก่อนอีก ถ้ามึงเรียนเก่งจริง เรียนหมอแทบเรียนฟรี แต่ต้องใช้ทุนนานหน่อยแค่นั้นละ

214 Nameless Fanboi Posted ID:qLU9SL7Vzx

>>212 เพราะเคยจนมาก่อนมากกว่าถึงด่าได้

นิดนะ ถ้าคนรวยด่าก็จะมีคนบอกว่าไม่เคยจนไม่รู้หรอก พอคนเคยจนด่าก็จะมีคนบอกว่าไม่เห็นใจคนจนอีก แล้วแบบนี้ใครมีสิทธิด่าคนจนละ

215 Nameless Fanboi Posted ID:YCwGLq3mjQ

ยุคสมัยเปลี่ยนไปละ
จบป.4มีมรดกพันล้านเกลื่อนไป
ลองจินตนาการถึงตอนนี้สิ อย่าว่าแต่ป.4เลย จบป.6มีเงินล้านกี่คน

216 Nameless Fanboi Posted ID:YCwGLq3mjQ

>>215 ม.6 กูพิมพ์ผิด

217 Nameless Fanboi Posted ID:XQ1m+GFdb7

>>214 ก็ไม่มีไง เพราะมันไม่มีประโยช ซ้ำเติมไปก็ไม่เกิดอะไร ทำตัวจองหองด่าคนด้อยกว่ามันไร้สาระ
ผู้ที่เจริญแล้วทั้งความคิด จิตใจ และฐานะ เค้าจะพยายามแก้ด้วยการ ให้โอกาศ

ถ้าคิดว่าการด่าคนจนเป็นสิ่งดี ลองยกตัวอย่างประเทศที่มีโครงการด่าคนจนแล้วมีผลสำเร็จทำให้ประเทศเจริญมาให้ดูที

218 Nameless Fanboi Posted ID:qLU9SL7Vzx

>>217 บางคนมองว่าซ้ำเติม บางคนมองว่าสั่งสอน แล้วแต่จะมอง อย่างลิเบอรอลหลายคนเชื่อว่าการด่าประเทศตัวเองมากๆ จะทำให้คนไทย "สำนึกได้" แล้วมีแรงพัฒนาประเทศต่อไปเหมือนกันละ

คนรวยที่พูดนะไม่ได้มีเจตนาซ้ำเติมหรอก แต่ทุกคนผ่านความยากลำบากมาก่อนถึงทำได้ทุกวันนี้ เขาใช้ความจนเป็นแรงผลักให้ก้าวหน้า "ผมทำได้ คุณก็ทำได้" แน่นอนว่ามันมีปัจจัยหลายอย่างเกี่ยวข้อง แต่ถึงที่สุดมันก็อยู่ที่ตัวเองนั่นละ ว่าจะพัฒนาตัวเองได้แค่ไหน

219 Nameless Fanboi Posted ID:XQ1m+GFdb7

>>218 ยกระดับจากด่าเป็นสั่งสอนแล้วหรอ 555+ ใช้คำว่าจองหองไม่ผิดจริงๆ
และมึงจะไปสั่งสอนอะไรเค้าได้ว่ะ เอาแบบจริงจังนะ ไม่เอาคำพูดกลวงๆ ที่หาฟังได้ตามสื่อน้ำเน่าอะ
จะอวดอ้างใช้คำว่าสั่งสอน ก็ต้องให้สมคำพูดนะ อย่างสอนภาษา สอนวิชาชีพ นี้คือสั่งสอน

ขั้นแรกอะ มึงต้องเลิกคิดไปเองว่าคนอื่นเค้าคิดแบบมึงไม่ได้ก่อนเว้ย สำนึกอะไรพวกเนี่ย

220 Nameless Fanboi Posted ID:c3d1tMFfIl

ปกติผมไม่ค่อยได้โพสเรื่องงานซักเท่าไร น่าจะเป็นโพสแรกแห่งปีหละกัน เดี๋ยวโพสแต่รูปเที่ยวคิดว่าไม่ทำงานแล้วซ่ะอีก เผื่อใครอยากจะรู้ว่าเบื้องหลังมันเป็นยังไง

- เริ่มจากการนอน ผมนอนวันละ 8-9 ชั่วโมง ในระหว่างวันก็แบ่งนอนได้ ความสามารถเฉพาะตัว 555 การนอนถือเป็นการทำงานเลยแหละ เพราะถ้านอนไม่พอคิดอะไรไม่ออก

- เช็คเมล์และเช็คสายที่ไม่ได้รับ จะมีเมล์ลูกค้าเมล์ข่าว CC มาหาผมตกวันละ 50 ฉบับ นั่งอ่านมันซ่ะ สลับกับโทรหาเบอร์ที่ไม่ได้รับ

- อ่าน Slack นิดหน่อยตอบคำถามทีมบ้าง

- คุยงานนอกสถานที่ประมาณ 2 วันต่ออาทิตย์งานฟรีบ้างงานได้เงินบ้าง ส่วนใหญ่ฟรี

- สิ้นเดือนนั่งตรวจเงินเดือนว่าถูกไหม จะได้กดอนุมัติ

- คุยกับกับลูกค้าบริษัทบ้าง ก็เยอะอยู่เดือนนึงก็ประมาณ 1,500 นาที คิดออกมาน่าจะประมาณวันละ ชั่วโมงครึ่ง โดยเฉลี่ย

- นั่ง one on one กับทีมงานทุกคนเดือนละครั้งคนละประมาณ 30-60 นาที เดี๋ยวนี้ไม่ได้ทำเท่าไรหละ เวลาไม่พอคนเริ่มเยอะ

- คุยเรื่องบริษัทกับหุ้นส่วนและทีมเดือนละ 2-4 ครั้ง

- โทรต่อรองเงินเดือนก่อนเข้าทำงาน จะมีทีมงานสัมภาษณ์ ฝึกมากะมือ สัมภาษณ์ถ้าผ่านผมถึงจะโทรไป

- หาลูกค้ารายใหม่ๆ มองหาโอกาส ซื้อบริษัท เข้าไปเป็นหุ้น หรือร่วมกันก่อตั้ง อันนี้งานระยะยาว ทำทุกวัน

- Support ทุกอย่างที่เกี่ยวกับคน คุยเรื่องคนทั้งหมด ใครจะลาออกคลอดลูก ไปงานบวช ไปงานแต่ง ถ้าไปได้ไม่ติดงาน ไปได้หมด ทะเลาะ อินดี้ก็เข้าไปคุย

- ตัดสินใจเรื่องราคาโปรเจค ถูกไปแพงไป แต่มีน้องตีราคามาคร่าวๆก่อนแล้วเรามาแก้ๆอีกที

- นานๆจะไปสัมมนาซักครั้ง เอาความรู้เข้าตัว ส่วนมากอ่านเองแล้วลงมือทำเลย ไม่ค่อยเชื่อหนังสือและคอร์สสัมมนาเท่าไร

- หาอะไรสนุกๆมาให้ทีมทำ จัดสัมมนาบ้าง อยู่ๆไปเปิดอ๊อฟฟิตที่เชียงใหม่บ้าง หาไรขำๆไปส่งประกวดบ้าง ปีหนึ่งทำ 3-4 อย่าง

- มี Hidden ที่เขียนไม่ได้อีกพอประมาณหนักไปทางความคิดและความเครียด แบบออกห้องประชุมหรือวางสายไปนี่นอนไม่หลับทั้งคืนเลยก็มี
---------------------
พยายามเลียนแบบ Elon musk แต่ทำไม่ได้ แม่มนอนน้อยเกิน 555

ว่างจากข้างบน
- นั่งเขียนโปรแกรมเล็กๆเล่นบ้าง นั่งแครกเกมโกงเกมมาเล่นขำๆบ้างฝึกๆไป อ่านข่าวว่า php เมื่อไรจะรั่วอีก

นานๆ จะมีวันนั่งโง่ๆว่างๆกะเค้าบ้างที่ไม่ต้องทำข้างบนนี้เลย ส่วนใหญ่ที่ว่างๆก็เป้นวันธรรมดา บางทีระบบมันมีปัญหาวันหยุดก็จะมีโทรไปเคลียร์บ้าง เคลียร์เอกสารที่ค้างอยู่บ้างหมดวันพอดี เย็นๆก็หา Connection ต่อตามร้านนั่งชิลทั่วๆไป แต่ไม่ค่อยได้โพส เดี๋ยวทั้งฟิดจะมีแต่ไปเที่ยว

ปล. RO M จนมากเลยต้องเปย์เพื่อลดเวลาในการฟาร์ม ฮ่าๆ

221 Nameless Fanboi Posted ID:qLU9SL7Vzx

>>219 มึงตีความพารากราฟ 1 กูไม่เข้าใจใช่มั้ย ตลกดี

มึงรู้จัก Accelerator หรือ Incubator มั้ย แบบเดียวกับที่คนจน>รวยมาสั่งสอนคนจนนั่นละ การเอาคนที่ประสบความสำเร็จมาสอนคนยังไม่ประสบความสำเร็จเป็นเรื่องปกติ มึงจะ Trigger ทำใม

222 Nameless Fanboi Posted ID:XQ1m+GFdb7

>>221 ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับที่มึงยกมาเลย ตอนแรกมึงมาทำว่าแบบไหนถึงจะด่าคนจนได้ กุก็ว่าจะด่าทำไมวะไร้สาระ
มึงก็มาบอก ไม่ได้ด่านะ สั่งสอนตะหาก ไหลปรื้ดแบบนี้ กูก็งงดิสัส 555+
และที่บอกว่าอยากสั่งสอน ก็ดีแล้วไง แต่ควรทำก็ให้สมกับคำว่าสั่งสอนไง มีตรงไหนไม่เข้าใจวะ

223 Nameless Fanboi Posted ID:0zorFDOALT

ร่านเห่อหมอยบุกโม่งอีกล่ะ
#มิตรสหายโม่ง

224 Nameless Fanboi Posted ID:GM/jl/J1Db

A: ผมเห็นพวกรอต่อแถวกดเงินบัตรคนจนแล้วผมสลดใจมากๆ พวกนี้ยอมก้มหัวให้เผด็จการณ์ไร้ศักดิ์ศรีเหลือเกิน

B: โอ่...ครับ เอ่อ..แล้วเอ๊ะนี่คุณกำลังจะไปไหนอ่ะครับ

A: นี่ผมกำลังจะไปกินข้าวฟรีที่โรงทานพี่เชษฐ์ฯ อ่ะครับ

225 Nameless Fanboi Posted ID:xexhuCAKdn

ไปเอาความเข้าใจผิดๆว่าความพยายามจะนำไปสู่ความสำเร็จมาจากไหนกันวะ

จริงๆแล้วความพยายามไม่ได้การันตีเหี้ยอะไรเลย

226 Nameless Fanboi Posted ID:qt8pP0iNhy

>>225
จริง มันต้องใช้ความฉลาด ก่อนจะพยายาม

227 Nameless Fanboi Posted ID:q8CDAhNBwt

>>225 ถ้าพยายามอย่างน้อยคือมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง อาจหมายถึงพัฒนาการ
ถ้าไม่พยายาม ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางไหนเลย (ทั้งในแง่ดีขึ้นหรือแย่ลง)

228 Nameless Fanboi Posted ID:qt8pP0iNhy

มึงต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าจะพยายามกับอะไร
อย่างเช่นมึงหัวทึบ ไอคิวน้อย เรียนเท่าไรก็ไม่ได้ แต่มึงยังเสือกพยายามจะเรียน เท่าไรมึงก็ได้งานระดับล่างๆ งี้ไม่ไหว
เพราะธรรมชาติสร้างคนมาหลากหลาย แต่ทุกคนต้องการมุ่งไปทางเดียวกันหมด
ไม่เก่งดนตรีก็ฝืน ไม่เก่งค้าขายอยากเป็นนักธุรกิจก็ฝืน อยากเป็นหมอแต่หัวไม่ไปก็ฝืน บลาๆๆๆ สุดท้ายก็มาบอกพยายามแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ไม่รวยสักที

229 Nameless Fanboi Posted ID:zRWUkwWL9r

>>228 ระบบแนะแนวเมืองไทยยังมีปัญหามาก คนเยอะแยะอายุใกล้จะตายยังไม่รู้เลยว่าเกิดมาถนัดอะไร

230 Nameless Fanboi Posted ID:sTwiskIRYo

ไม่รู้ว่าถนัดอะไรซักอย่าง แต่สิ่งที่พยายามทำทุกวันๆเป็นปีๆอย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่ชำนาญที่สุดป่าว?
ความพยายามไม่ได้การันตีความสำเร็จ แต่อย่างน้อยก็ไม่มีอะไรสูญเปล่านินา

231 Nameless Fanboi Posted ID:sr3NpmfutZ

"Most people say that war is hell, but it's not true. War is war, and Hell is hell. You ask yourself, which one is worse? To hell, only the sinners go to suffer, there are no innocent bystanders. But in war, the innocents, women and children are the ones who truly suffer"

#มิตรสหายท่านหนึ่ง

232 Nameless Fanboi Posted ID:sew7ZVcQ+L

บางคนยังถนัดเกือบทุกอย่างได้เลยครับ

233 Nameless Fanboi Posted ID:85mn0PHq4I

>>232
ไม่สุดไง ไม่ใช่เรื่องดี เหมือนมึงเย็ดเป็นแต่เย็ดไม่เก่งไง
ถนัด ชำนาญต้อง professional อ่ะ ที่จะสื่อ