Fanboi Channel

โม่งมิตรสหายท่านหนึ่ง 16th quotes

Last posted

Total of 330 posts

208 Nameless Fanboi Posted ID:SARJWmPmjh

>>207 หาน้องๆ มี passion ยุคนี้ต้อง สัมภาษณ์ยังไง คำถามเสริมจากพี่จิน พี่ต้องบอกว่า "ให้ดูว่าเขาอยู่ตรงไหนก่อน ไปหาเข้า แล้วชวนมา ให้ดูว่าทำงานได้ไหม คือ สกิล ต่อมาดูว่า เรียนรู้ได้ไหม พวกเทคโนโลยีมัน obsolete เร็วต้องเปลี่ยนใหม่ทุก ๆ cycle 6 เดือน องค์กรเขาซื้อเทคโนโลยีเข้ามากว่าจะได้ใช้ไม่ใช่ของที่ใหม่ที่สุดแล้ว แต่ของใหม่อยู่ใน community ต่อมาดูว่าน้องทำงานเป็นทีมได้ไหม ต้องเชื่อเรื่องทีม เชื่อไปถึงดวงดาว และเครื่องมือทำความรู้จักกันที่มีอยู่แล้วเป็น Prototyping ที่ดีคือ probation ให้น้องทดลองทำงาน มาทดลองทำงานและ set expectations กันเลยว่าทำได้ ไม่ได้"

พี่อาร์ท บอกว่า "SCG เป็น องค์กรที่มีมานานแล้ว เรามี core business คือ น้ำบ่อเดิม การหาคนมาลงน้ำบ่อเดิมเหมือนจ้างเรือเดินสมุทร ใช้สเปกเดิมทำงานเดิม ๆ ได้ แต่การจ้างคนหาน้ำบ่อใหม่ ใน Zero to One คือ ทีม Jet Ski จึงต้องจากที่ attitude แล้วค่อยเอามา train for skill เพราะทักษธการทำงานมันสอนกันได้ แต่ passion มันสอนกันไม่ได้

เราจึงเลือกที่ Empathy และ Creativity ส่วน Technology มันซื้อได้ แต่จะเอาไปทำอะไรล่ะ ส่วน Innovation ต้องมี Storytelling จึงจะ drive change ทำให้ Leading change ต้องมีคนที่ขี่รถนำ ยอมตายก่อน พร้อมลุยไปข้างหน้า นั่นคือ Communication

**คำถามสาม**
มุมมองแบบมองไปข้างหน้า หาโอกาสใหม่ ๆ แบบ Outside-in Innovation บ้างกับการนำ Startup มาแก้ปัญหาหรือทำงานร่วมกับ corporate

พี่ธนาบอกว่า "ไม่มีสูตรสำเร็จ การทำงานร่วมกัน เน้น collaboration ต้องทำงานทั้งสองฝั่งเพื่อหาความร่วมมือกัน"

พี่ต้อง บอกว่า "ให้ดูก่อนว่า pain ในองค์กรคืออะไร ให้ไปดูว่าพนักงานบ่นเรื่องอะไรกันบ้าง ปัญหาอะรไที่ "ทำไมเมื่อไหร่จะแก้สักที" ใครแก้ได้ก็ฮีโร่ไป แต่ถ้าแก้ไม่ได้ ลองเอาสตาร์ทอัพมาแก้ หา pain point และ prioritize ซึ่งวิธีการก็มีหลากหลาย เช่น venture capital fund เพื่อให้องค์กรเรามีสตาร์ทอัพ แต่เราจะทำงานกับเขาต้องเขาใจว่า startup ไม่มีฟอร์ม มีฟังชั่น ไม่มีคอนเท้น ถามตัวเองว่าทำไมองค์กรเราจะอยากจะได้ จากนั้นก็ไปฟังเขามากๆ ถ้าไปฟังสตาร์ทอัพก่อนก่อน ให้ curious ว่าอยากแก้อะไร ให้ benefit of the doubt

ที่สำคัญ คือ ให้เข้าใจว่าเขาไม่มีทางเข้าใจ context ขององค์กรเรา จงเอ็นดู และถาม อย่ามองว่าเขาเหมือนองค์กรเรา set of คำถาม และเขาไม่ใช่ลูกน้อง และอย่ามองว่าเขาเป็นเด็ก อย่ามองว่าเขามาขาย เขาเองก็กลัวองค์กรว่าอยากจะแก้ปัญหาจริง หรือ just another meeting แล้วจะใช้เวลาคุยกันน้อยมาก แล้วจะรู้เลย เข้าใจ และเปิดใจ ในสิ่งที่ startup ถนัด ก็ให้เขาทำไป

พี่อาร์ท บอกว่า "การใช้ start up ช่วยแก้ปัญหา ข้อดี ต้นทุนต่ำ พวกเขาทำเพราะมีแพสชั่น และมีความคล่องตัว แต่เขาไม่มี runway จึงต้องมา synergy กัน เพราะการหาน้ำบ่อใหม่สำหรับองค์กรใหญ่ ๆ เสี่ยงต่อ brand และหลุมพรางที่ต้องระวังที่จะเข้าไปร่วมงานกับสตาร์ทอัพ เรามองเขาเหมือน หน่วยใต้ดินจิงแล้วเขากลัวเรา เรากลัวโดนฆ่าทิ้ง เราต้องเข้าใจว่าพวกเขา อยากแก้ปัญหาเล็กๆ ที่ scalable สำหรับข้างในเราก็มี build startup ถ้าจะเป็นธุรกิจสตาทอัพข้างนอกเราหาจากการทำ open innovation และเอาเขามาช่วย สนับสนุนทักษะระหว่างกัน สำหรับองค์กรเราต้องอย่าไปเปลี่ยนเขา"

"ให้มองว่าเราเป็น corporate ถ้าเศรษฐกิจดี เศรษฐกิจแข็งแรง ปรชะาชนมีกำลังซื้อ มีความสุข พวกเราจะได้กันหมด แต่ตอนนี้มีหน่วยลับยิ่งกว่าใต้ดินอีก คือ maker club พวกเขาต้นทุนตำสุดและ passion นำเลย เป็นพวก R&D แบบเล่นเองทำเองทั้งวัน"

ก่อนจบขอแนะนำ trend ที่จะมา กลุ่ม Social, e-commerce, 5G
Al/Ml และ IoT disruption จะรุนแรง เพราะตอนนี้ทุกคนเริ่มโดน engage เข้าไปแล้ว IoT นี่จะมาสนับสนุน Human Interaction ไม่ต้องจับไม่ต้องสัมผัส ใช้เซนเตอร์ช่วย Automation ตอนนี้นักลงทุนพากัน invest ใน IoT เยอะมาก ลาก่อนยุคสร้างแอพพลิเคชั่น

สุดท้ายพี่อาร์ทจบที่ 2021 ขอเป็น Humble, Passionate และ
Fearless

ปล. อ่านมาถึงตรงนี้ แอบมาบอกว่า SCB10X และ SCG Zero to One are always hiring นะจ้ะะะะะะ

209 Nameless Fanboi Posted ID:OWQCsyDhnH

หลายๆ คนมองว่านี่คือม๊อบล้มเจ้า ปราบมันเลย มันไม่ใช่คนไทย
แม้จะแย้งว่าข้อเรียกร้องหนึ่งคือ Constitutional Monarchy – ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างแท้จริง แต่คนเหล่านี้ก็ยังกรีดร้องว่าพวกล้มเจ้าๆ ทุกคนที่ไปม๊อบนี้สนับสนุนการล้มเจ้า เพราะไอ้รุ้งไอ้เพนกวินมันพูดจาสามหาวจาบจ้วง
ขออนุญาตแลกเปลี่ยนสิ่งที่เรามองเห็น
แน่นอนว่าในกลุ่มคนรุ่นใหม่ (และรุ่นอื่นด้วยประปราย) มีคนที่ถ้าให้เลือกก็อยากได้การปกครองแบบสาธารณรัฐมากกว่า แต่อีกมากมายและอาจจะเป็นส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ ยังคงต้องการกษัตริย์ทำหน้าที่เป็นประมุขอย่างแท้จริง ยังต้องการประเพณีแห่เรือหงส์ ฯลฯ ข้อเสนอให้เป็น Constitutional Monarchy จึงเป็น compromise แล้วสำหรับคนที่ชอบแนวสาธารณรัฐมากกว่า
การพูดคุยถึงลักษณะการปกครองชีวิตทุกคนในประเทศร่วมกันทำไมจะเป็นเรื่องที่พูดไม่ได้ มันเป็นการทำลายชาติตรงไหนกัน?
เด็กที่โดยส่วนตัวใฝ่แนวสาธารณรัฐมากกว่า แต่ยังคงเลือกและยึดกับข้อเสนอ Constitutional Monarchy ไม่ได้ใช้มุมมองเอาแต่ใจตัวเอง พวกเขาประณีประนอมแล้ว เหตุใดเราจะไม่ใจกว้างพอที่จะรับฟัง เหตุใดเราไม่สามารถก้าวข้ามมารยาทที่ขัดใจเราบางอย่างได้ ยิ่งผลักไส เขาก็ยิ่งแรงเป็นธรรมดาใช่ไหม?
ที่สุดแล้วเราทุกคนต้องประนีประนอมเพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของประเทศแต่เพียงผู้เดียวหรือกลุ่มเดียว
การชี้หน้าด่าล้มเจ้า ชังชาติ ทำลายชาติต่างหากที่เป็นความใจคับแคบ ใครคิดไม่เหมือนพวกคุณอยู่ในประเทศนี้ไม่ได้
นี่ไม่ใช่จิตใจของคนดีแน่นอน

210 Nameless Fanboi Posted ID:cMvJA21lJP

ถ้าศรียังอยู่เป็นเมีย ชีวิตเสี่ยไม่มีทางมาถึงจุดนี้แน่ๆ อันนี้ไม่ได้หมายถึงแค่ในแง่ศรีได้ใจ ปชช นะ แต่รวมถึงการเป็นเมียที่ผัวอยู่ด้วยแล้วดูมีความสุขอ่ะ เนี่ยตอนอยู่กะเบนซ์ กะศรี ดูเป็นผู้ชายที่มีความสุขกับชีวิตครอบครัวนะ เหอะ ไม่น่าโง่เลยจริงๆ

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

211 Nameless Fanboi Posted ID:OWQCsyDhnH

พูดกันมากว่าคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปแล้ว จะไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิม จะไม่กลับไปอนุรักษ์นิยมอีก อย่าเพิ่งมั่นใจจนกว่าจะชนะ และอย่าเพิ่งมั่นใจว่าจะชนะ หนทางการต่อสู้ยังอีกยาวไกล
ตัวอย่างที่ดีที่สุดของคนรุ่นใหม่ที่ตาสว่างแล้ว แต่กลายมาเป็นรอยัลลิสต์ก็คือ คนเดือนตุลา นี่แหละ
3 ปีหลัง 14 ตุลา แนวคิดสังคมนิยม-เสรีนิยมเบ่งบานในมหาวิทยาลัย และยังขยายไปสู่ขบวนการชาวนา-กรรมกร พวกเขาอ่านงานที่วิพากษ์ระบบศักดินา-ทุนนิยมไทยอย่างถึงรากถึงโคน ไม่ว่าจะเป็นงานของจิตร ภูมิศักดิ์ สรรนิพนธ์เหมา ลัทธิมาร์ซิสม์ วีรกรรมของนักปฏิวัติทั่วโลก หนังสือพิมพ์ “อธิปัตย์” ของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย นี่ซ้ายมาก วิพากษ์ศักดินาตรงไปตรงมา
จารีตประเพณีจำนวนไม่น้อยถูกตั้งคำถาม เครื่องแบบนักศึกษาถูกสลัดทิ้ง เกิดกลุ่มเฟมินิสต์ พุทธสายใหม่ ในมหาวิทยาลัย นักเรียนมัธยมเข้าร่วมกิจกรรมการเมืองแข็งขัน ฯลฯ ก็เช่นเดียวกับคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน พวกเขาต้องการเปลี่ยนโครงสร้างสังคมและวัฒนธรรมอย่างถอนรากถอนโคน ฝ่ายขวาจึงกลัวพวกเขาเหลือเกิน มันจึงนำไปสู่การสังหารหมู่ 6 ตุลา 2519
พ่ายแพ้จาก 6 ตุลา อกหักจากเผด็จการคอมมิวนิสต์ พวกเขากลายเป็นผู้แพ้ คนเดือนตุลาจำนวนไม่น้อยลุกขึ้นใหม่โดยยังสามารถรักษาจุดยืนประชาธิปไตยไว้ได้ แต่ก็ไม่น้อยกลายเป็น คนเดือนตุลารักษาพระองค์ (รอ.) ชาวนาไม่น้อยกลายเป็น พคท.รอ. ... หรือกรณีเร็วๆ นี้ แกนนำ นปช.ที่สร้างคำว่า “กระสุนพระราชทาน” ในเหตุการณ์ปี 2553 ก็ได้กลายเป็น นปช.รอ. ไปแล้ว
ตัวอย่างเสรีนิยมโดยคนรุ่นใหม่ที่ชนะก็มี แต่มันเกิดขึ้นในสังคมที่องค์กร-สถาบันหลักของสังคมทำหน้าที่ปกป้องกติกาประชาธิปไตยได้อย่างมั่นคง เช่น กรณีขบวนการต่อต้านสงครามเวียดนามในสหรัฐอเมริกาในยุค 60 ที่เป็นต้นกำเนิดของวัฒนธรรมฮิปปี้ เฟมินิสต์ ปฏิวัติความสัมพันธ์ระหว่างเพศ วัฒนธรรมไม่ไว้วางใจอำนาจรัฐ ฯลฯ พูดแบบนี้ไม่ใช่ว่าสังคมอเมริกันไม่อนุรักษ์นิยม ในความเป็นจริง พวกอนุรักษ์ฯมีไม่น้อยไปกว่าพวกเสรีนิยมด้วยซ้ำ แต่เขามีระบบที่ทำให้คนคิดต่างไม่ลุกขึ้นมาฆ่ากันง่าย ๆ แบบไทย
สิ่งที่อยากพูดก็คือ ความพ่ายแพ้และผลประโยชน์สามารถกระทำกับคนได้สารพัดแบบ คนที่เคยตาสว่างแล้ว ก็อย่าคิดว่าจะกลับไปเป็นอนุรักษ์นิยมอีกไม่ได้ ก็ขนาดคนที่ไม่เคยแพ้ ตอนเป็นวัยรุ่นก็ดูเสรีนิยมดี แต่พอแก่ก็ยังกลายเป็นอนุรักษ์นิยมได้เลย
สิ่งสำคัญในขณะนี้คือ สู้อย่างไรไม่ให้แพ้ สู้อย่างไรที่จะขยายการสนับสนุนได้มากที่สุด ไม่สร้างความแปลกแยกให้คนมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ไล่คนที่เชื่อเหมือนกันแต่เห็นต่างในวิธีการ ให้กลายเป็น “ตัวตลก” “พวกโลกสวย” ไม่ด่วนไล่คนที่ออกมาเตือน ให้ไปวิ่งเล่นในทุ่งลาเวนเดอร์ แล้วเอาแต่เชียร์กันเองโดยไม่หันไปดูคนกลุ่มอื่น ๆ บ้าง พวกเดียวกันทำอะไรก็ถูก
หลายปีมานี้เราพูดถึง 6 ตุลากันมาก บทเรียนสำคัญที่เราต้องไม่ลืมคือ มันเกิดขึ้นในภาวะที่ชนชั้นกลางอยู่ในภาวะลงแดง หมดความอดทนกับการเคลื่อนไหวของนักศึกษากรรมกรชาวนา อยากบอกว่าคนไทยในปัจจุบันอนุรักษ์นิยมไม่น้อยไปกว่าเมื่อปี 2519 เลย พวกเขาอยู่กับโฆษณาชวนเชื่อมา 60-70 ปี จะให้ทิ้งไปทันทีได้อย่างไร ฉะนั้น อย่าดูเบาความน่ากลัวของพลังอนุรักษ์นิยมไทย

212 Nameless Fanboi Posted ID:cMvJA21lJP

การชุมนุมประท้วงคราวนี้ ออกจะแปลกและแตกต่างจากการประท้วงครั้งก่อนๆ ชัดเจน

อันแรกเลย คือมีการถือธงชาติของต่างประเทศ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในไทย เคยมีที่ฮ่องกง ที่ผู้ประท้วงถือธงชาติอังกฤษ อเมริกา ออกมาประท้วง

เรื่องที่สองคือ ถ้าประท้วงไล่รัฐบาล แก้รัฐธรรมนูญเรื่องสว ป่านนี้มีมวลชนสนับสนุนมาก และสำเร็จนานแล้ว แต่การประท้วงครั้งนี้ กลับชูประเด็นเปลี่ยนแปลงสถาบัน ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นการล้มล้างสถาบัน เพื่อไม่ให้จบเร็ว จบง่าย แต่ต้องการให้ประเด็นยืดเยื้อและรุนแรง

จนดูเหมือนว่า เป้าจริงคือ ปะทะกับสถาบัน เรื่องไล่รัฐบาลเป็นประเด็นบังหน้า
เพราะผู้วางแผนรู้ว่า ประเด็นสถาบัน สร้างความรุนแรงได้ง่าย

เรื่องที่สาม คือ แปลกที่ปกติผู้ชุมนุม จะไม่อยากให้เจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรง แต่การประท้วงครั้งนี้ดูเหมือนแกนนำระดับหัวจริงๆ ต้องการให้เกิดความรุนแรง พยายามยั่วยุให้เกิดการปะทะ ต้องการให้มีคนเจ็บและตาย

เพื่อ เรียกมวลชน ให้คนเห็นใจและออกมาสนับสนุนมากขึ้น

เพื่อใช้เป็นเหตุอ้างให้ต่างชาติมีข้ออ้างเข้ามาแทรกแซงกดดันประเทศไทย เพราะรัฐบาลไม่ตามใจตามคำขอที่จะให้ไทยเป็นเป้าในความขัดแย้งระหว่างอเมริกากับจีน

แกนนำจึงพยายามสร้างสถานการณ์ให้เจ้าหน้าที่สลายการชุมนุม เพื่อให้มีคนเจ็บและตาย ตามที่ได้รับแผนและทุนมา

ผู้ชุมนุมที่ไปด้วยใจบริสุทธิ์ เลยตกเป็นเหยื่อ และเป็นเบี้ยของแกนนำที่ต้องเจ็บ

ฝ่ายรัฐก็รู้แผนนี้ พยายามที่จะไม่ใช้การสลายการชุมนุม จนสุดท้ายจึงต้องใช้การฉีดน้ำและแก๊สน้ำตา

การชุมนุมที่รัฐสภา เกิดเรื่องทุกครั้ง เพราะตำรวจต้องป้องกันรัฐสภา ในขณะที่แกนนำก็รู้และต้องฝ่าเข้าไปให้มีเรื่อง

ฝ่ายสีเหลืองก็รู้แผนนี้ ไม่ยอมออกมาปะทะ เพราะจะเข้าแผนของต่างชาติผ่านแกนนำ

แรกๆ แกนนำไม่อยากออกหน้า เพื่อสร้างภาพว่าการชุมนุมไม่มีแกนนำ เป็นการชุมนุมอิสระ (แต่มีการนำทางออนไลน์ในรูปแบบใหม่)

สองวันหลังที่รัฐสภาและราชประสงค์ชัดเจน เพราะถ้าแกนนำไม่ออกมา แผนจะไม่สำเร็จ เพราะมวลชนประท้วงเสร็จก็กลับบ้าน จนแกนนำและผู้สนับสนุนไม่พอใจว่าไม่อึด

ที่น่ากลัวและต้องระวังคือ ผู้วางแผนเบื้องหลังจะจัดคนมายิงผู้ประท้วงเสียเองแล้วป้านสีเจ้าหน้าที่ หรือฝ่ายเหลือง เพื่อสร้างสถานการณ์ ที่หน้ารัฐสภา ก็มีการใช้ปืนยิงและมีการแสดงปลอกกระสุน ซึ่งยังไม่รู้ว่าใครยิง

การประท้วงครั้งนี้ ผู้วางแผนและแนวทางมืออาชีพระดับ CIA ทีเดียว

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

213 Nameless Fanboi Posted ID:cMvJA21lJP

#หยุดคุกคามเทศกาลดนตรี

ตั้งแต่เริ่มฟังเพลงมาตั้งแต่เด็ก เชื่อมาตลอดว่า "ดนตรี" เป็นอะไรที่โครตเสรี ทุกคนมีอิสระในการเลือกที่จะชอบ เลือกที่จะฟังชอบเพลงแนวไหนก็ฟัง ชอบศิลปินวงไหนก็ติดตาม

จนถึงวัยทำงานที่มีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในเทศกาลดนตรีตั้งแต่ Fat Fest. จนถึง Cat Expo ซึ่งทุกครั้งทีมงานจะทุ่มเทกับการเตรียมงานล่วงหน้ากันหลายเดือน ทั้งนี้ก็เพื่อให้ทุกอย่างออกมาสมบูรณ์ที่สุด เพื่อให้ผู้ชมมีความสุขกับดนตรีและศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบมากที่สุด

แม้กระทั่งการจัดงานในปีนี้ ก็เชื่อว่าผู้จัดและทีมงานทุกคนก็ยังคงมุ่งมั่นในเจตนารมย์นี้เช่นเดิม

แต่น่าเสียดาย ... ที่มีศิลปินวงหนึ่งกลับดูถูกความตั้งใจของผู้จัดงาน ด้วยการนำเอาความขัดแย้งทางการเมืองในเวลานี้ ขึ้นมาเห่าหอนประกาศศักดาบนเวที โดยไม่สนใจว่าพื้นที่ที่ยืนอยู่ในเวลานั้นเป็นเวทีอะไร

สรุปง่ายๆคือ ศิลปินวงนั้นลักลอบพาแกนนำคณะราดอย่างรุ้ง , ไผ่ , แอมมี่เข้ามาในงาน ซึ่งถ้าเข้ามาในฐานะคนรักดนตรีแล้วทิ้งเรื่องการเมืองไว้นอกรั้ว ก็คงไม่มีใครไปปิดกั้น

แต่นี่กลับมีนอกคิว ประกาศเชิญขึ้นเวทีในช่วงท้ายโชว์ ... สะกดคำว่า " มารยาท " เป็นมั้ย?? ทั้งศิลปินวงนั้น และสามคนนี้

ไม่ใช่เฉพาะฝั่งนี้เท่านั้น ถ้าอีกฝั่งอย่างหมอวรงค์ , อุ๊ หฤทัย แอบมาขึ้นเวที ผู้จัดก็คงไม่รู้สึกยินดีเช่นกัน

อย่าลืมว่า ในพื้นที่ของผู้ชมนับหมื่นคน อาจมีทัศนคติทางการเมืองที่ต่างกัน แต่พวกเค้าเหล่านั้นมางานนี้เพราะรักในสิ่งเดียวกันนั่นคือ "ดนตรี"

และนี่คือเวทีแห่งความสวยงามของเสียงเพลง ไม่ใช่เวทีการเมืองที่ใครจะมาสร้างความแตกแยก

... กลับไปเรียน ป.1 กันใหม่ แล้วสะกดคำว่า "มารยาท" ให้เป็นด้วย ...

#​มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

214 Nameless Fanboi Posted ID:uBD3UKgtgQ

ใครเคยบ่นเรื่องไทยมีการศึกษาและค่าเดินทางที่แพงกว่า ด้อยกว่ายุโรป หรือสวัสดิการและการรักษาพยาบาลแย่กว่ายุโรป หรืออยากให้ประเทศไทยเป็นรัฐสวัสดิการ โดยให้เบี้ยอะไรต่างๆ มากมาย … ยกมือขึ้น

👜 ของฟรี ไม่มีในโลก
…เมื่อตอนเด็กวัยประถม เดิน supermarket ระหว่างเลือกของ ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกแพคที่แถมชาม หรืออีกแพคที่ไม่แถมอะไร
มาม้าถามว่า “นุชจะเอาชามไปทำอะไร ที่บ้านมีเยอะแยะ”
เราถามกลับว่า “แล้วทำไมจะไม่เอาชามล่ะ ในเมื่อมันแถมฟรี”
มาม้าบอกว่า “ดูราคาสิ แพคที่มีชามมันแพงกว่า ของฟรีน่ะ ไม่มีในโลก ต่อให้ราคาเท่ากัน ของฟรีที่ไม่ได้ใช้ มันก็แค่เพิ่มขยะชิ้นนึง จะหิ้วให้หนักทำไม”

🐥 จำมาตลอดชีวิตเลยค่ะ
******

การให้สวัสดิการโดยภาครัฐที่ถูกต้องตามหลักการของเศรษฐศาสตร์นั้น คือ การให้สินค้าและบริการที่ไม่สามารถมีตลาดซื้อขายเกิดขึ้นหรือหากเอกชนเป็นผู้ผลิตสินค้าหรือให้บริการนั้นจะมีต้นทุนสูงจนไม่มีผู้ผลิตสินค้าหรือให้บริการนั้น (เรียกอีกอย่างว่าความล้มเหลวของตลาด)
เช่น การจัดให้มีหน่วยงานดูแลความปลอดภัยและสงบสุขของประเทศ แทนกรมตำรวจหรือหน่วยงานดับเพลิง (ที่คงไม่มีเอกชนที่ไหนให้บริการนี้) รวมถึงการโอนเอาค่าใช้จ่ายบางส่วนมาเป็นของรัฐ เช่น การให้ความช่วยเหลือในเรื่องของการดูแลเด็กเล็กระหว่างเวลาทำงานของผู้ปกครองและการให้ความดูแลคนชราหรือผู้ที่อยู่ในวัยเกษียณ ไม่ว่าจะเป็นการลดราคาค่าโดยสารรถเมล์รถไฟในประเทศสหราชอาณาจักร การให้บริการรักษาพยาบาลโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย (เช่นค่าหมอ) ในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป และการให้ที่พักอาศัยชั่วคราวแก่ผู้ไม่มีที่อยู่อาศัย
******

แน่นอนว่ามีค่าใช้จ่าย ก็ต้องมีเงินเพื่อใช้จ่าย
หลายคนคงสงสัยว่าเงินที่นำไปใช้จ่ายในนโยบายเหล่านี้หากนักการเมืองได้เป็นรัฐบาลล่ะ มาจากไหน บางคนอาจคิดว่า “ก็รัฐบาลจ่ายให้เราไง” แต่ในความเป็นจริงแล้ว ของฟรีไม่มีในโลก คนที่จ่ายคือ ผู้เสียภาษี
รัฐบาลหรือหน่วยงานราชการเป็นแค่องค์กร อาศัยคนเป็นผู้ให้บริการและจัดให้มีสวัสดิการ คน (ข้าราชการ เจ้าหน้าทีรัฐ พนักงานของรัฐ) ก็คือแรงงาน แรงงานต้องได้รับค่าจ้าง แต่เงินที่จะมาจ่ายค่าจ้างแรงงานนี้รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นในการจัดให้มีสวัสดิการต่างๆ นั้นมาจากเงินที่รัฐมีอยู่และได้มา
รายรับของรัฐบาลแบ่งเป็น (1) รายรับจากเงินที่กู้ยืมมา และ (2) รายได้ที่มาจากเงินภาษีและเงินที่เกิดจากสินทรัพย์ของรัฐ
หากรัฐกู้ยืมเงินมาไม่ว่าจะเป็นการกู้โดยตรงจากสถาบันใดสถาบันหนึ่งหรือออกพันธบัตรเพื่อระดมเงินทุนมาใช้จ่ายในการให้สวัสดิการแก่ประชาชน ย่อมต้องมีการจ่ายคืนทั้งต้นและดอกเบี้ย
นั่นก็หมายความว่าไม่ว่าจะเป็นนโยบายสร้างรัฐสวัสดิการหรือเป็นแค่นโยบายแจกเงิน เงินที่ใช้ไปก็คือภาษีจากประชาชน … ของฟรี ไม่มีในโลก
***

215 Nameless Fanboi Posted ID:uBD3UKgtgQ

❓แล้วเงินใช้จ่ายสำหรับรัฐสวัสดิการในต่างประเทศล่ะ มาจากไหน
ในต่างประเทศนั้น มีการให้สวัสดิการสังคม (social welfare) ที่ครอบคลุมแตกต่างกัน เช่นการลดหย่อนภาษีแก่ครอบครัวที่มีบุตรธิดา การให้เงินช่วยเหลือรายเดือนแก่ผู้ตกงาน ในรูปแบบของรัฐสวัสดิการที่แตกต่างกันไปนี้ แต่ละประเทศก็หาเงินมาจ่ายสวัสดิการสังคมที่รัฐเป็นผู้จัดหาให้แตกต่างกันไปเช่นกัน

🖍ในฝรั่งเศสและเดนมาร์กนั้น รัฐให้สวัสดิการมากมายครอบคลุมชีวิตประจำวันของประชาชนแทบทุกด้าน แต่ก็แลกมาด้วยการเก็บภาษีในอัตราภาษีที่สูง โดยรายได้ภาษีนั้นสูงกว่าร้อยละ 45 ของผลผลิตมวลรวมของประเทศ

🖍ประเทศเดนมาร์ก แทบจะไม่เก็บภาษีจากคนเกษียณอายุ คนพิการ หรือพวกองค์กรเพื่อสังคมค่ะ ในขณะที่นิวซีแลนด์ไม่เก็บภาษีจากกลุ่มนี้เลย โดยทั้ง 2 ประเทศเก็บภาษีจากผู้มีรายได้และธุรกิจสูงมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จนทำให้รายได้จากภาษีเงินได้ของเดนมาร์กและนิวซีแลนด์สูงกว่าร้อยละ 50 ของรายได้รัฐทั้งหมด

216 Nameless Fanboi Posted ID:uBD3UKgtgQ

📕งานวิจัยชิ้นหนึ่งโดย SensAge ได้แบ่งรัฐสวัสดิการของกลุ่มประเทศยุโรปไว้เป็น 5 แบบ โดยแต่ละแบบมีการจัดหาแหล่งเงินที่ใช้จ่ายในการให้สวัสดิการสังคม (social welfare) แตกต่างกัน

1. รูปแบบนอร์ดิก ใช้เงินจากภาษีส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นมาใช้จ่ายในการให้สวัสดิการ โดยใช้หลักการของการกระจายรายได้ คือเก็บภาษีรายได้สูงเพื่อนำไปจัดให้สวัสดิการแก่ประชาชนทุกกลุ่มเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันทั้งในเรื่องการเข้าถึงบริการโดยภาครัฐ การศึกษา และการดูแลรักษาพยาบาล (การหาหมอหรือใช้บริการโรงพยาบาลฟรีในเดนมาร์ก) เรียกได้ว่าในเกือบทุกด้านของชีวิตประจำวัน ประเทศที่ใช้รูปแบบนี้ ได้แก่ประเทศ Norway, Sweden, Finland, Denmark, และ Netherlands กลุ่มนี้มีการเก็บภาษีรายได้ในอัตราที่สูงมากที่สุดในยุโรปก็ว่าได้

2. แบบแองโกลแซกซอน (Anglo-Saxon) ที่ใช้ใน United Kingdom และ Ireland นั้น เงินที่ใช้ก็ยังคงมาจากประชาชน โดยเป็นสวัสดิการแบบผสม คือในกลุ่มคนชั้นกลาง (ผู้ใช้แรงงานหรือมีรายได้) จะเป็นสวัสดิการที่จัดหาโดยรัฐและองค์กรร่วมกัน ที่เรียกว่าประกันสังคม ทั้ง (1) ผู้ได้รับสวัสดิการ (ซึ่งก็คือผู้มีรายได้) (2) องค์กรต้นสังกัดของผู้ได้รับสวัสดิการและ (3) รัฐร่วมกันรับผิดชอบจ่ายเงินเข้ากองทุนนี้ แต่ในกลุ่มคนชั้นล่างจะเป็นสวัสดิการที่จัดหาโดยรัฐซึ่งก็คือมาจากภาษีที่เก็บจากผู้มีรายได้ล้วนๆ เพื่อหวังผลให้เกิดการกระจายรายได้

3. แบบคอนติเนนทัล หรือเรียกว่า Bismarck ซึ่งเป็นการบังคับจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคม ประเทศที่ใช้แบบนี้ คือ Austria, France, Germany, Belgium และLuxembourg เช่น ในเยอรมัน รัฐส่งเงินเข้ากองทุนสำหรับการให้ความดูแลรักษาสุขภาพ (Healthcare) ร้อยละ 21 แปลว่าเป็นเงินที่ใช้จ่ายในสวัสดิการสังคมมาจากภาษี 21%

4. แบบเมดิเตอเรเนียน ซึ่งใช้ในประเทศ Italy, Spain, Greece, Portugal และ Turkey ใช้หลักการที่ว่าครอบครัวมีหน้าที่ดูแลสมาชิกในครอบครัว แม้จะมี public healthcare แต่ภาครัฐมีส่วนร่วมในเงินที่จ่ายในการให้สวัสดิการน้อยกว่าแบบที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด จะเห็นได้ว่าในประเทศกลุ่มนี้เก็บภาษีจากผู้มีรายได้ในอัตราที่ต่ำกว่าทั้ง 3 กลุ่มข้างต้น

5. แบบยุโรปกลางและตะวันออก กลุ่มประเทศยุโรปกลางและตะวันออก เช่น Hungary, Poland, Czech Republic และ Slovenia เคยเป็นประเทศที่เป็นสังคมนิยม แต่กลับมีการยกเลิกการให้สวัสดิการสังคมในหลายๆ ด้าน มีการตั้งกองทุนต่างๆ แยกกันตามประเภทสวัสดิการ เงินที่เอาเข้ากองทุนคือภาษี และเงินปันจ่ายจากผู้มีงานทำ รูปแบบนี้เป็นผสมผสานทำให้กลุ่มนี้มีการเก็บภาษีจากผู้มีรายได้ในอัตราภาษีต่ำกว่าประเทศที่ใช้รูปแบบอื่นทั้ง 4 รูปแบบข้างต้น ขณะเดียวกันก็ยังคงเก็บภาษีในกลุ่มผู้ด้อยโอกาสหรือมีรายได้ต่ำด้วย

📌เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการให้สวัสดิการสังคมนั้นมาจากภาษี ในภาวะที่เก็บภาษีได้น้อยก็ย่อมเกิดปัญหาตามมา เช่น ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ภาครัฐขาดดุล จนต้องตัดค่าใช้จ่ายสวัสดิการต่างๆ ส่งผลให้เกิดการประท้วงจากทั้งกลุ่มแพทย์ กลุ่มนักศีกษา กลุ่มแรงงาน ในหลายๆ ประเทศ การแบ่งภาระระหว่างประชาชนและรัฐให้มีความสมดุลมากขึ้นอาจเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนกว่า

การจะใช้นโยบายรัฐสวัสดิการหรือว่านโยบายประชานิยม ล้วนแล้วแต่ต้องใช้เงิน ดังนั้นพรรคการเมืองในต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรป เวลาเสนอนโยบายใช้เงิน จะบอกแก่ประชาชนด้วยเช่นกันว่าแหล่งที่มาของเงินที่จะใช้เพิ่มขึ้นนั้นมาจากไหน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจนของนโยบาย และเพื่อให้ประชาชนเห็นถึงความเป็นไปได้และความยั่งยืนของนโยบายใช้เงินที่ทางพรรคเสนอมา เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง

🧮 ถ้าเราอยากได้ชีวิตแบบยุโรป ของถูก (ที่ต้องจ่ายอย่างอื่นแพง) ของดี (ที่ไม่ได้ดีเสมอไป) ของฟรี (ที่ไม่มีอยู่จริง) ก็ดีดลูกคิดก่อนค่ะ ว่าพร้อมจะเสียภาษีรายได้และประกันสังคมที่แพงขึ้นมั้ย

ก่อนจะบอกว่าพร้อมจ่ายมากขึ้นถ้ามีสวัสดิการดีจริง ลองคำนวณดูก่อนนะคะว่าทุกวันนี้คุณจ่ายภาษีดอกเบี้ยครบมั้ย คุณเคยพยายามจะทำทุกทางเพื่อให้ได้ลดหย่อนภาษี ได้ภาษีคืนหรือแอบเอาของเข้าประเทศโดยไม่เสียภาษีรึป่าว คุณจ่ายภาษีอยู่เท่าไหร่เมื่อเทียบกับรายได้ที่หามาได้ และลองคิดดูว่ามีกี่ครั้งที่มีการประกาศเก็บภาษีเพิ่มแล้วคุณไม่โวยวายแต่พร้อมควักกระเป๋าจ่ายทันที

Credit figures from OECD, https://www.taxpolicycenter.org/,
Our world in data, Tax Foundation

217 Nameless Fanboi Posted ID:LPDab6MXib

>>216 ถึงว่าประเทศเขาคนเขาถึงได้โวยหนัก เวลาราชวงศ์เอาภาษีไปใช้ฟุ่มเฟือยไม่ก่อประโยชน์ต่อสังคม

218 Nameless Fanboi Posted ID:bNzSNJwKUU

>>210 อย่างน้อยสุดถ้าศรียังเป็นเมียคงไม่มีภาพท๊อปครอปให้เห็น มีแต่คลิปริมสระก็แย่พอแล้ว

219 Nameless Fanboi Posted ID:wjOnmRSnEG

>>216 เยอรมันที่คนอวยๆกัน แม่งก็ไม่ได้สวัสดิการดีเท่าไหร่ เรื่องรักษาพยาบาลนี่ไม่ฟรีเพราะรัฐบังคับให้มึงซื้อประกันแล้วประกันเป็นคนจ่าย เรื่องเกษียญนี่ยิ่งเหี้ยใหญ่ เพราะเด็กเกิดใหม่น้อยตอนนี้เลยมีเรื่องคำนวณรายได้กันว่าถ้าเงินเดือนมึงเกินเกณฑ์จะไม่ได้บำนาญรัฐ

สงสัยว่าคนที่อวยๆระบบไอ้หรั่งนี่เคยมาสัมผัสเองไหม ไม่มีเลิศเลอเมจิคัลแบบที่อวยกัน

แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าไทย

220 Nameless Fanboi Posted ID:h6w3v/VkZs

>>219 ‘แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าไทย’
จริงๆคนไทยไม่ต้องการอะไรมากหรอก แค่ต้องการสิ่งที่มันแย่น้อยลง ลองเสดกิจดีแบบจริงๆดิ ม็อบหาย

221 Nameless Fanboi Posted ID:TXmOv0.4Oc

>>220 ถ้าไม่มีโควิด ม็อบจะลากยาวได้แค่ไหนวะ เพราะ ศก. ถึงจะไม่ดีแต่ก็ไม่ดิ่งขนาดนี้

222 Nameless Fanboi Posted ID:6lkUYbN+dv

>>219 เอาจริงๆ แค่แก้ให้คนขายแบกะดินได้อย่างเสรี คนก็ไม่ประท้วงแล้ว รัฐทำอะไรงี่เง่าจริงๆ ขัดขวางการทำมาหากินของชนชั้นล่างเนี่ย

223 Nameless Fanboi Posted ID:.mgbOO5oD6

>>222 ไม่ต้องถึงกับเสรีก็ได้ แต่ต้องยอมรับการทำมาหากินรูปแบบนี้ ขนาด LA อเมริกา แม่งยังแก้ กม. ให้ยอมรับเลย (แต่ก่อนไล่กวาดล้างอย่างเดียว ลดลงมาเหลือจัดระเบียบแทน อะไรขายได้ไม่ได้ตรงไหน ขนาดร้านเท่าไร อันนี้ตลกร้ายมากนะ พรบ.รักษาความสะอาดของเราแม่งก้าวหน้ากว่า LA อีก ออกมาตั้งกะปี 35 ให้ทำจุดผ่อนผันได้ แต่ทัศนคติตู่กับผู้บริหาร กทม. ไม่ยอมรับ) อีกอันก็ป่าชุมชน พวกที่ดินแปลงใหญ่อะมาถูกทางละเพราะจะได้ขายไม่ได้ กรรมสิทธิ์ยังเป็นของรัฐ แต่ปัญหาคือรัฐยุคตู่ไม่ยอมรับการให้โอกาสพิสูจน์สิทธิชุมชนที่อยู่ตามแนวป่า-อุทยาน ว่าอยู่มานานแค่ไหนแล้ว จะไล่อย่างเดียว

คือตอนนี้ Trend การทำงานแม่งเปลี่ยนละไง คนมีแนวโน้มจะออกไปเป็นอาชีพอิสระมากขึ้น งานโรงงานมันน้อยลงกว่าช่วง 20-30 ปีก่อนเพราะผู้ประกอบการเขาจะเอาเทคโนโลยีมาแทนคนเรื่อยๆ แล้วไทยนี่ยังบวกสังคมคนแก่อีก อาชีพพื้นฐาน 2 อันบนเนี่ย คนวัย 40+ ทำกันเยอะเพราะไม่ต้องใช้ความรู้สูงนัก แล้วพอพวกนี้มีงานทำ มีรายได้ ก็ไม่ต้องเดือดร้อนลูกหลานมากนักที่ต้องมาอุ้ม พอตู่และคณะไปกวาดล้าง วัยกลางคน-ชรา รายได้หาย ก็ต้องมาพึ่งคนหนุ่มมากขึ้น คนหนุ่มที่กำลังเริ่มทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวก็เดือดสิ ผลก็เลยออกมาเป็นม็อบนี่ละ

224 Nameless Fanboi Posted ID:Vmga0U0Muj

การศึกษาไทยไม่ได้แย่มากมาย ที่มันแย่เพราะครูบางคนต่างหาก แล้วก็การที่หาสิ่งที่ชอบไม่เจอ บางทีไม่ควรโทษระบบการศึกษา แต่ให้ลองคิดดูดีกว่าว่าได้ทำอะไรไปบ้าง คำว่าไม่มีเวลาหาตัวเองเลยนี่ส่วนใหญ่เป็นข้ออ้าง ช่วงปิดเทอมเอาไปทำอะไรล่ะ นอนอยู่บ้านเหรอ ลองถามตัวเองจริงๆ ว่านอกจากนอนเล่นแล้ว ได้ออกไปข้างนอกหาสิ่งที่อยากทำบ้างมั้ย บางทีแค่ไปเที่ยวห้างอาจจะเจอนิทรรศการเปลี่ยนโลกก็ได้ ได้ไปบ้างรึเปล่าล่ะ

225 Nameless Fanboi Posted ID:wZZyYkezO8

>>224 ถามตัวเองว่าที่เรียนมาแต่เด็กมีวิชาไหนที่ยังเอามาใช้ในชีวิตอยู่บ้าง

226 Nameless Fanboi Posted ID:Vmga0U0Muj

>>225 ก็ใช้บางอัน คิดเลข วาดรูป ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น วิชาการงาน การเย็บผ้า ทำอาหาร แกะสลัก ลูกเสือเรียนผูกเชือกกับหุงข้าว เผลอๆ ทำอาหารได้หน่อย วิชาชีวะกูเอาไว้ดูของเวลาซื้อพวกของบำรุง สกินแคร์ ว่าอันไหนมีสรรพคุณจริงๆ อะไรบ้าง วิชาเคมีก็สารต่างๆ บางอย่างห้ามผสมกัน มันระเบิดนะ มันมีฟองแก๊สนะ รู้ว่าน้ำมันดิบมีกระบวนการมาจากไหนด้วย วิชาพละทำให้กูเล่นกีฬาเป็นด้วย โคตรเจ๋ง วิชาคอมทำให้กูเขียนโค้ดพื้นฐานกับใช้โฟโต้ชอปและโปรแกรมหลายอย่างเป็นด้วย สุดยอดชิบหาย และที่ว่ามาคือที่กูใช้ ที่เหลือกูไม่ใช้เท่าไหร่ อาจจะมีวิชาคณิตวิทย์ส่วนม.ต้นบ้างที่กูเก็บไว้สอนลูกในอนาคตของกู

227 Nameless Fanboi Posted ID:tbW2Yzx3C+

>>225 ต้องถามว่ามีอะไรไม่ใช้มากกว่า

228 Nameless Fanboi Posted ID:Vmga0U0Muj

>>227 ไม่ใช้เหรอ คงเป็นฟิสิกส์มั้ง กูไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แล้วไม่คิดจะไปด้านเกี่ยวกับฟิสิกส์ด้วย น่าจะมีแค่นั้น เพราะจริงๆ กูใช้หมดเลย กูเป็นพวกเรียนเพื่อเอาสิ่งที่อยากรู้ อันไหนไม่อยาก กูก็แค่ทิ้ง ทิ้งที่แปลว่าทิ้งจริงๆ สอบก็ยังทำไม่ได้

229 Nameless Fanboi Posted ID:Vmga0U0Muj

>>228 แล้วเราก็ชอบวรรณกรรมไทยมาก อ่านเพลินดี แล้วมันเป็นแนวทางในการแต่งนิยายกับวาดรูปของเราด้วย

230 Nameless Fanboi Posted ID:eRJvkaufSA

>>227 เลขนี่เยอะเลยที่คนธรรมดาไม่ใช่
เช่น ตรีโกน และ เลขสมัย ม.ปลาย ยกเว้น ตรรกศาสตร์
ส่วนใหญ่ แค่ +-*/ กุว่าเพียงพอแล้ว

231 Nameless Fanboi Posted ID:Vmga0U0Muj

>>230 แต่เขาก็ต้องสอนแหละ เผื่อมีเด็กแบบว่าพลิกอยากไปเรียนวิทย์คณิตตอนมหาลัยดื้อๆ บางคนมาเจอตัวเองตอนม.6 แก้ตัวแทบไม่ทัน ครูเขาอยากให้อารมณ์ประมาณว่า เออ กูสอนพื้นฐานมึงไปแล้วน่า มึงทำได้แน่นอน พยายามเข้า มันมีครูที่เรียนโทเรียนเอกบางคนเล่าชีวิตอันน่าประทับใจว่าอยากเรียนคณิตตอนม.6 ตั้งใจเรียนปีสุดท้ายของม.ปลาย สอบเข้ามหาลัยจบออกมาใช้วิชานี้ด้วยการเป็นครู 555555

232 Nameless Fanboi Posted ID:lnsVYErB83

>>228 >>229 >>230 อ่ะ งั้นคำถามต่อมา วิชาที่พวกมึงคิดว่าไม่สำคัญมันอยู่ ม ปลายทั้งนั้น แล้วทำไมพวกมึงไม่เลือกเรียนสายอาชีพกัน

233 Nameless Fanboi Posted ID:nXF+KJ4xP0

ต้องเปลี่ยนค่านิยมเรื่องสายสามัญ-สายอาชีพ นะกูว่า
ปัจจุบันเรียนเกินใช้ไปถึงมหาลัยนั่นแหละ เรียนเอาวุฒิ ไม่ได้เรียนไปใช้งาน
สายอาชีพปวช ปวส เป็นพวกรากหญ้าชั้นล่างเรียน เรียนไปไม่เจริญเท่าสายสามัญต่อมหาลัย
จัดการปัญหาไอ้พวกนักเลงสายเทคนิคให้ได้ด้วย คนจะไม่ไปเรียนเพราะพวกนี้

234 Nameless Fanboi Posted ID:Vmga0U0Muj

>>232 เอ้า มึง กูใช้ชีวะกับเคมีนะ คือที่เข้าไปเรียนเพราะว่า อยากได้วิชาบางอัน แต่บางอันไม่อยากได้ คือที่ไม่อยากได้มันน้อยกว่า กูต้องเลือกอันที่กูอยากเรียนมากกว่าแล้วไปเรียนดิ อันที่ไม่อยากได้ก็แค่วิชาเดียว กูทิ้งได้อ่า สายอาชีพเน้นใช้จริงในการทำงานที่กูไม่ได้ใช้เลยนี่ แต่กูว่าบางคนที่ไม่ไปเรียนอาชีพคือโดนกรอกหูมาว่าวิชาสามัญมันจำเป็นกว่าสายอาชีพมั้ง

235 Nameless Fanboi Posted ID:.mgbOO5oD6

>>233 ถ้าไม่แก้ค่านิยมว่าบางอาชีพเป็นชนชั้นสูงพิเศษ เป็นแล้วมีออร่ารอบตัว มันก็แก้ค่านิยมบ้าปริญญาไม่ได้หรอก ชนชั้นล่างถ้าได้เป็นอาชีพพวกนี้ก็กลายเป็นอภิสิทธิ์ชนเท้าลอยจากพื้นเหมือนกันนะมึง

236 Nameless Fanboi Posted ID:gJGs1HBnY2

อันนี้โพสต์บ่น

ไหนๆก็พูดเรื่องรถไฟญี่ปุ่นแล้ว
ผมจะมาขอต่ออีกเรื่องนะครับว่า

นอกเหนือไปจากค่าตั๋วแล้ว
การรถไฟของญี่ปุ่นเขาอยู่กันได้เพราะอะไร

....
...
..
.

.......... เอาที่ดินรอบๆสถานีมาเปิดเป็นโซนร้านค้าครับ

-------------------------

ผมไม่ใช้คำว่าประเทศที่เจริญแล้วให้แสลงหูใครบางคน
แต่ขอใช้คำว่า "ประเทศที่ระบบการรถไฟในเมืองใหญ่เจริญ" ละกันนะครับ

ประเทศที่ระบบการรถไฟในเมืองใหญ่เจริญนั้น
ผู้คนจะเดินทางโดยขนส่งสาธารณะมากกว่าการใช้รถส่วนตัว

........ เพราะมันสะดวกและถูกกว่าการจะต้องมาหาและจ่ายค่าที่จอดรถ

พื้นที่รอบๆสถานีหลัก
เลยเป็นจุดที่มีผู้คนเดินทางผ่านกันอย่างหนาแน่นไปโดยปริยาย

แล้วเวลาที่เขาออกแบบสถานี
เขาจะออกแบบให้ผู้คนจะต้องเดินผ่านโซนร้านค้าอย่างเลี่ยงไม่ได้

ทำให้มีการค้าขายเพิ่มการไหลเวียนของเศรฐกิจ
และสถานีรถไฟเองก็มีค่ามากกว่า
ที่ๆมีไว้เพื่อเป็นทางผ่านอย่างเดียว

--------------

เช่นภาพที่ผมเอามานี้
มาจากโซนใต้ดินของสถานี Ikebukuro
ซึ่งบริหารจัดการโดยบริษัท Metro Properties

ซึ่ง Metro Properties นั้น
ถือหุ้น 100% โดยการรถไฟใต้ดิน หรือ Tokyo Metro

และ Tokyo Metro ก็ถือหุ้นโดยรัฐมนตรีการคลังและที่ว่าการจังหวัดอีกที

เป็นการออกแบบโดยภาครัฐเพื่อส่งเสริมธุรกิจครับ

---------------------------

คำถาม ........... เราเดินผ่านอะไรเวลาเดินทางไป BTS หรือ MRT?

ถ้าเอาที่ผมใช้บ่อยๆก็จะมี BTS สนามกีฬาไป MBK
BTS สยามไป Siam Paragon กับ Central World
MRT พหลโยธินไป Central ลาดพร้าว
MRT พระรามเก้าไป Fortune

.......... ซึ่ง ......... ในระหว่างทางนะ
มันไม่ได้จำเป็นจะต้องเดินผ่านโซนร้านค้าอะไรเลย

ถ้าจะให้เจาะจง
มันจะมีพวกร้านติดถนนใหญ่ที่เราจะเข้าไปแบบมีจุดประสงค์
มันไม่ใช่ร้านจำพวกที่ว่าเราเดินผ่าน
แล้วแวะพักทานของหรือแวะซื้อของกัน

ผลที่ได้ก็คือ
ถ้าผมจะไปห้างพวกนั้น นอกจากค่าตั๋วรถไฟแล้ว
คนที่ได้เงินผมไป ........ มันก็มีแต่ร้านค้าในห้าง

...... มันไม่ได้ต่างอะไรกับกรณีที่ผมจะขับรถไปเอง

---------------------

คือพวกห้างที่เขามีเงินกันอยู่แล้ว
เขามีรายได้เพราะห้างนั้นเป็นจุดประสงค์หลักในการเดินทาง
แล้วเขาก็มีรายได้เพิ่ม
เพราะสถานีรถไฟมันติดอยู่กับเขา

แต่ถ้ามันมีโซนร้านค้าที่อยู่กันระหว่างนั้น
มันจะเป็นตัวกระตุ้นเศรฐกิจให้ไหลเวียนดีขึ้นกว่าเดิม
เพราะมีที่ให้ร้านค้าที่กลุ่มอยู่นอกนโยบายห้างมาเปิด
บนพื้นที่ทำเลดีได้

และ BTS เองก็มีรายได้เพิ่มขึ้น
โดยไม่ต้องเพิ่มค่าตั๋ว

------------------------------

แล้วขอความกรุณาอย่าเรียก
พวกร้าน 4-5 ร้านบนสถานีว่าเป็น"โซนร้านค้า" เลยนะครับ
มันไม่มากพอจะเรียก

และมันตั้งอยู่ในจุดที่แคบแออัดเกิน
ไม่ใช่จุดที่เราจะไปยืนเข้าไปแวะซื้อของได้อย่างสบายใจ

แล้ว MRT พหลโยธินนี่
พื้นที่ด้านในก็ออกจะกว้าง มีจุดที่เป็นโซนร้านค้าอยู่
แต่ดันออกแบบให้เดินตรงไปขึ้นรถไฟได้โดยไม่ต้องเดินผ่าน

โคตรจะเสียดายพื้นที่

-------------------------------

และ BTS สยาม นะ
มันควรจะตั้งเป็นสถานีใหญ่ลงมาใน Siam Square
ให้มีโซนร้านค้าของตัวเอง
แล้วทางขึ้นอยู่ตรงแถวซอยจุฬา 64

ทำให้คนที่จะไป Siam Paragon หรือ Central World
จะต้องเดินผ่านโซนนี้โดยปริยาย

และพอเป็นสถานีใหญ่แล้ว
มันจะเป็น hub สำหรับต่อ MRT สายใหม่ได้ด้วยครับ
https://www.metro-pro.jp/enterprise/commerce/echika_ikebukuro/

237 Nameless Fanboi Posted ID:eRJvkaufSA

>>232 อยากเรียนวิศวะ มันมีจบม.ต้นแล้วไปต่อเลยหรือเปล่า
สมัยกุเรียนยังไม่มีนะถ้าสมัยนี้มีแล้วบอกที

238 Nameless Fanboi Posted ID:Vmga0U0Muj

>>237 ยังไม่มีนะ ต้องเรียนสามัญแล้วไปต่อเหมือนเดิม ไม่ก็เรียนช่างแล้วไปต่อมหาลัยเหมือนกัน ง่ายๆ ก็ต้องเข้ามหาลัยอยู่ดี

239 Nameless Fanboi Posted ID:cMsU8RxrkU

มึงช่วยให้การศึกษาไทยมันให้คะแนนตรงกับวิชาที่เรียนด้วยครับ วิชาคณิตให้กูไปทำmvเพลงส่ง ภาษาไทยให้วาดรูปสุนทรภู่ สังคมให้ทำโบชัว แต่ดันไม่คิดคะแนนจากเนื้อหาแต่คิดจากความสวยงาม

240 Nameless Fanboi Posted ID:gJGs1HBnY2

มีคนถามว่าอยากเป็นโปรแกรมเมอร์ไปจนแก่เลย ไม่อยากเป็น Manager ต้องเตรียมตัวเตรียมสกิลอะไรบ้าง
.
เป็นคำถามที่ดี ก็อยากแบ่งเป็นสองอย่างนะ
.
1) Faste Learner Skill - การเขียนโปรแกรมนั้นเราไม่สามารถบอกแบบ Fix ได้ว่าต้องเขียนโน่นเป็นนี่เป็นเพราะ "สกิลของงานสายนี้เป็น Dynamic และเปลี่ยนไปตามยุค" ทุกอย่างมันเปลี่ยนทุกวัน มีของใหม่เกิดมาทุกวัน มีของเก่าตายไปทุกวัน
.
สกิลสำคัญของคนที่จะทำสายนี้ยืดคือ "ต้องวิ่งตามเทคโนโลยีให้ทัน" ต้องลองลงมือทำทุกอย่าง มีอะไรใหม่ก็ต้องทำให้เป็นให้หมด ก็คือต้องเรียนรู้เร็วมากนั่นเอง
.
ช่วงแรก ๆ เหนื่อยแหละ แต่ถ้าทำไปเรื่อย ๆ .... ก็เหนื่อยแหละ มันจะไม่เหนื่อยได้ไงอ่ะ ! 5555
.
แต่สิ่งที่หลายคนทำพลาดไปในข้อนี้คือไม่ยอมฝึกสกิลใหม่ ๆ และยึดติดกับสิ่งที่ตัวเองทำเป็นอยู่แล้วเท่านั้น มันไม่พอนะ บอกเลยว่ามันไม่เคยพอ ตระหนักไว้เสมอว่าสิ่งที่คุณทำเป็นอยู่แล้วอาจจะตายเมื่อไหร่ก็ได้
.
ก็ได้ยินอยู่บ่อย ๆ นะว่า "งานประจำหนักอยู่แล้วเลยไม่มีเวลาฝึกสกิลใหม่เลย"
.
แนะนำให้ลองบริหารเวลาใหม่เพราะฟังดูน่าจะมีปัญหาเรื่อง Work Life Balance ที่ทำอยู่มันอาจจะดีกับบริษัท แต่มันไม่ดีกับตัวคุณนะ
.
อยากอยู่สายนี้อย่าหยุดพัฒนาตัวเองและตามให้ทันเทคโนโลยีครับ
.
ไม่ฝากเรื่องว่าต้องเขียนอะไรให้เป็นบ้างเพราะสกิลที่ยั่งยืนของสายงานนี้คือ "ต้องปรับตัวเองตามยุคให้ทันเสมอ" ก็ลองดูว่าตอนนี้โลกไปทางไหนแล้วฝึกสกิลที่ขาดดูนะ
.
2) Teamwork Skill - สำคัญมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ต่อให้อยากจะโค้ดจนแก่ชราแต่การทำงานดี ๆ ขึ้นมาสักชิ้นเราทำคนเดียวไม่ได้หรอกนะ มันต้องทำเป็นทีม
.
และแน่นอน คุณเลยต้องฝึกทุกสกิลที่เกี่ยวข้องให้หมด เช่น การสื่อสาร การ Collab การเขียน Doc ฯลฯ
.
หลายคนมาก ๆ ที่ยังติดกับการทำงานคนเดียวเพราะมันสะดวกว่องไว Doc ก็ไม่ต้องเขียน ไม่ต้อง Co งานกับใคร
.
แต่ถ้ายังทำได้แค่นั้นคุณจะโตไปไหนไม่ได้หรอกนะ
.
ชีวิตจริงมันต้อง Collab กับ PM, PMM, Designer, Customer Supporr ฯลฯ เพราะเราก็ต้องการข้อมูลจากเค้า เค้าก็ต้องการข้อมูลจากเรา หรือก็ต้อง Collab กับโปรแกรมเมอร์คนอื่น จะทำคนเดียวหมดนี่จะ Deliver งานเมื่อไหร่ ?
.
ถ้ายังทำงานเป็นทีมไม่เป็น สุดท้ายคุณก็จะได้ทำแค่งานเล็ก ๆ เพื่อนร่วมงานก็ไม่อยากทำงานด้วย ท้ายที่สุดบริษัทไหนก็คงไม่ต้องการ ทำได้อย่างมากก็รับงาน Freelance เล็ก ๆ
.
เดินคนเดียวมันเดินเร็ว แต่ก็เหงานะ อยากเดินไปได้ไกลต้องเดินไปเป็นทีม จำไว้
.
3) Mentorship - ยิ่งอายุมากขึ้นประสบการณ์ก็มากขึ้น แม้จะยังทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ต่อไปแต่สิ่งที่ทุกคนคาดหวังในตัวคุณจะมีมากกว่ามานั่งเขียนโปรแกรมเสมอ
.
หนึ่งในนั้นคือ คุณต้องสามารถส่งต่อความรู้และปั้นคนได้
.
มันก็คือสกิลการสอนแหละ การที่มีคนที่ทำเป็นอยู่แล้วแต่กลับส่งต่อความรู้ให้คนอื่นไม่ได้นี่มัน Waste มากเลยนะ มันไม่ส่งผลดีกับใครเลย
.
ก็ถือเป็นสกิลที่ยากอยู่เพราะการสอนมันเป็นศิลปะ สอนคนยังไงให้ใช้เวลาน้อยแต่ได้ประสิทธิภาพ รู้ได้ยังไงว่าจะสอนอะไร เรียบเรียงเนื้อหายังไง ฯลฯ ก็ถือเป็นอีกสกิลที่อยากให้ฝึกไว้ครับ
.
ที่เมกาคนอายุ 50-60 แต่ยังเขียนโปรแกรมอยู่มีอยู่ถมไปมาก ต่างจากที่เมืองไทยที่พออายุเกิน 40 ก็เริ่มโดนกีดกันหรือโดนบังคับให้เปลี่ยนสายงานละ เราเสียโปรแกรมเมอร์เก่ง ๆ ไปเพราะสาเหตุนี้กี่พันคนแล้วก็ไม่รู้
.
เป็นอีกสิ่งที่ถ้าสังคมไทยเปลี่ยนได้ก็คงส่งผลดีต่อวงการอย่างมากเลยทีเดียว

241 Nameless Fanboi Posted ID:nXF+KJ4xP0

>>239 อันนี้เป็นปัญหาที่อาจารย์-โรงเรียนมึงเองแล้ว

242 Nameless Fanboi Posted ID:wZZyYkezO8

>>226 คิดเลข ok
วาดรูป-จำเป็นเหรอ แถมบางทีไปลดคคิดสร้างสรรค์อีก
ภาษาอังกฤษ-เรียนข้างนอกดีกว่า
ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น-มีสอนในรรเหรอ?
วิชาการงาน การเย็บผ้า ทำอาหาร-พ่อแม่กูสอนดีกว่าอีกพวกนี้ เรียนรร โง่สัส ท่องไปสอบ
แกะสลัก-ใช้ทำไร?
ลูกเสือเรียนผูกเชือก-ไม่เรียนแล้วผูกไม่เป็นรึ?
หุงข้าว-ไม่เรียนแล้วหุงไม่เป็น?
วิชาชีวะกูเอาไว้ดูของเวลาซื้อพวกของบำรุง สกินแคร์-ชีวะที่ไหนวะ สอนบำรุงสกินแคร์???
วิชาเคมีก็สารต่างๆ บางอย่างห้ามผสมกัน มันระเบิดนะ มันมีฟองแก๊สนะ -ปกติทำอาชีพผสมสารเหรอ
รู้ว่าน้ำมันดิบมีกระบวนการมาจากไหนด้วย-อาชีพผลิตน้ำมันดิบ?
วิชาพละทำให้กูเล่นกีฬาเป็นด้วย โคตรเจ๋ง-กูเรียนกีฬาข้างนอกเยอะกว่า ได้ผลดีกว่า เพราะเป็นสิ่งที่กูอยากเล่นจริงๆ
วิชาคอมทำให้กูเขียนโค้ดพื้นฐานกับใช้โฟโต้ชอปและโปรแกรมหลายอย่างเป็นด้วย-กูหัดข้างนอกได้ผลมากกว่า

แบบมึงนี่ คือได้ข้างนอกรรแต่พยายามจับโยงให้มันเหมือนมาจากรร แหงๆ

243 Nameless Fanboi Posted ID:KB1SAoZBoD

>>242 แต่ละคนไม่เหมือน และจบมาคนละที่ ใช้วิตคนละแบบไง แบบของกู

เย็บผ้าทำให้กูเย็บกระดุมหลุดเป็น รวมทั้งผูกเชือกด้วย กูใช้แค่นั้นพอ ที่บ้านไม่มีสอนนะ

แต่ของกูสายช่างเลยใช้ได้เยอะหน่อย แบบเดินสายไฟบ้านกูทำเองได้หมดยันเปลี่ยนอุปกรณ์ห้องน้ำ พัดลมเตารีด monitor ยัน ps4 กูซ่อมเองได้หมด เอ่อ ออกแบบวงจรกับเขียนโปรแกรม micro-controller ได้ด้วยนะ ของกูเค้าสอนหมดนะ

แกะสลัก ของกูทั้งแกะทั้งตะไบ ขึ้นรูป เอามาทำกันพลาสบาย แต่ใช้จริงเวลาเอาอะไหล่คนละเบอร์มาต่อกัน แก้มุมนี้นิด ปรับตรงโน้นหน่อย

ภาษาอังกฤษ ของกูตอนเรียนไม่ได้เรียนข้างนอกเลย แต่ก็พอได้พื้นฐานเรียนเอาทีหลังเพิ่มได้ง่าย

คอมกูก็ในห้องเรียนเฉยๆ แต่แค่นั้นก็เกินพอ ที่จะทำให้ต่อยอดภาษาอื่นได้ ทำได้ตั้งแต่เดินระบบ network ยัน server เขียนโปรแกรมก็ได้
คอมกูเรียน 2 สายภาษาต่ำกับสูง ภาษาต่ำใช้พวก micro-controller สูงก็ภาษาทั่วไป

กีฬากูไม่ได้ต้องการเป็นนักกีฬามืออาชีพกูก็เอาแค่ในห้องเรียนนะ เล่นเอาสนุกไม่ได้ไปลงแข่งที่ไหน

244 Nameless Fanboi Posted ID:Vmga0U0Muj

>>242 วาดรูป-ได้พื้นฐานเรื่องเส้นแสงแน่นอน มึงไม่ใช้ แต่กูใช้ โทษที กูสายวาด และอนาคตกูสายฟรีแลนซ์กับจะออกแบบเองด้วย
ภาษาอังกฤษ - โรงเรียนกูสอนดี ขอบคุณที่แนะ
ภาษาจีน ญี่ปุ่น - มีจ้า โรงเรียนกูมีเฉพาะ จริงๆ ถึงไม่ได้เรียนโดยตรงก็ไปถามครูที่เขาสอนเอาก็ได้นะ
เย็บผ้า ทำอาหาร - ของกูปฏิบัติ มึงท่องไปสอบมึงคงได้อะไรมั้ง อ่ะ บางคนรอบตัวยังเย็บเสื้อผ้าไม่เป็น พ่อแม่บางคนก็ทำไม่เป็นไง บางอย่างใช่สักแต่จะดูยูทูปก็ทำได้นี่ ต้องมีคนแนะ
แกะสลัก - กูตกแต่งอาหารไง กูเป็นพวกศิลป์ ใดๆ สวยงามกูทำหมดแหละ ตอน.ต้นมีแกะกระจกแกะผักด้วย
ลูกเสือ - ผูกเชือกที่ไม่ใช่เงื่อนตายโง่ๆ อ่ะ
หุงข้าว - ที่ไม่ใช่หุงเตาไฟฟ้า แต่เป็นหุงแบบใช้อุปกรณ์บ้านๆ เผื่อไปเที่ยวบนเขาที่ไม่มีไฟฟ้า อ่ะ กูเสริมให้ มีให้ฝึกกางเต๊นท์ สำหรับกูที่กางไม่เป็น ก็จำเป็นอยู่
วิชาชีวะ - มึงเรียนมาปะเนี่ย มันมีพวกฮอร์โมนไง แล้วในสกินแคร์ก็จะมีพวกสารช่วยกระตุ้นฮอร์โมนบ้าง กูก็แค่ต้องดูให้รู้ไว้ เชื่อเถอะ ครั้งนึงเคยมีคนโง่เอาครีมกลางคืนมาทากลางวัน เพราะคิดว่าแม่งเหมือนกัน เอาไอ้นู่นไอ้นี่มาทาผิวเพราะคิดว่าช่วย แต่จริงๆ แล้วแม่งไม่
วิชาเคมี - อ่ะ มันมีบางอย่างที่ผสมกันแล้วทำให้เกิดสารอันตรายนะ อย่างเป็ดกับไฮเตอร์งี้ ผสมทีมีแก๊สทำให้ตายได้นา
รู้ว่าน้ำมันดิบมาจากไหน - รู้ไว้ไม่โง่ น้ำมันแต่ละอย่างมีที่มาไม่เหมือนกันด้วย แล้วบางอย่างใช้ว่าจะใช้ได้เหมือนกัน
วิชาพละ - กูแค่เน้นออกกำลังกายให้ถูกหลักกับรู้กติกาพื้นฐาน ซึ่งเป็นสิ่งที่อ่านเอาอย่างเดียวไม่ได้ มันเลยโคตรเจ๋ง
วิชาคอม - ก็กูไม่มีพื้นฐาน แล้วทำไมกูต้องไปหัดข้างนอก ในเมื่อโรงเรียนสอนให้กูได้
ถึงบางอย่างมันเป็นพื้นฐาน ได้ใช้มั้ย กูได้ใช้ แต่ถ้ามึงไม่ได้อะไรเลย กูก็ไม่รู้น้า

245 Nameless Fanboi Posted ID:+HCwQD0Khh

กูได้ประโยชน์จากโรงเรียนส่วนใหญ่เรื่องคอนเนคชันกับกิจกรรมนอกเวลาว่ะ บางวิชาไม่ได้ใช้แต่ตอนเรียนสนุกดีก็มีเยอะ
เกลียดจริงๆ แค่ลูกเสือ

246 Nameless Fanboi Posted ID:Vmga0U0Muj

อยู่ๆ ก็นึกภาพเวลาโม่งคุยกัน โม่งที่เป็นโม่ง
https://www.img.in.th/image/s2Cm0T

247 Nameless Fanboi Posted ID:u7PTPFdmmJ

กู่ไม่กลับ
////

ขนาดอาจารย์เกษียร เตชะพีระซึ่งเป็นมหามิตรของม็อบคณะราษฏร์ยังโดนทัวร์ลงเลย เมื่อออกมาแนะนำ ตักเตือนม็อบคณะราษฏรด้วยความหวังดี จากประสบการณ์ชีวิตอันโชกโชนของเขา ที่เคยเข้าป่าจับปืนเป็นนักปฏิวัติในช่วงหลัง 6 ตุลา 2519 ก่อนออกจากป่า ไปเรียนต่อปริญญาเอกที่อเมริกา แล้วกลับมาเป็นอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในเวลาต่อมา

นี่คือ #ตัวอย่างรูปธรรมล่าสุดของปรากฏการณ์ซ้ายไร้เดียงสาในขบวนการม็อบคณะราษฏร์

และบ่งบอกชัดเจนว่า #mentalityแบบพวกเรดการ์ดได้ครอบงำจิตใจคนรุ่นใหม่พวกนี้ รวมทั้งชี้นำทิศทางการเคลื่อนไหวต่อสู้ของขบวนการคณะราษฏร์ 2563 นี้อยู่
คนพวกนี้คงกู่ไม่กลับแล้ว

และจุดจบของขบวนการม็อบคณะราษฏรนี้ก็คงอยู่ไม่ไกลด้วย

จะว่าไปแล้ว #คนที่อยู่เบื้องหลังขบวนการม็อบคณะราษฏรนี้เป็นคนปลุกปีศาจในจิตใจเยาวชนขึ้นมาเอง พวกเขาทำการปล่อยปีศาจตัวนี้ออกมา แต่สุดท้ายกลับคุมปีศาจตนนี้ไม่ได้เสียแล้ว ... นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้

ต่อไปเรื่องราวความล่มจมล้มเหลวของขบวนการม็อบคณะราษฏรจะเป็นบทเรียนทางประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาว่า

... "คนรุ่นใหม่" สมัยนั้นทำลายตัวเองให้พินาศในเวลารวดเร็วแบบทำลายสถิติได้อย่างไร

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

248 Nameless Fanboi Posted ID:T1057EHuus

>>247 มีแต่มโนกับมโน ข้อมูลแทบไม่มี

249 Nameless Fanboi Posted ID:q8xoZPhFQe

>>247 ... "คนรุ่นเก่า" สมัยนั้นทำลายตัวเองให้พินาศในเวลารวดเร็วแบบทำลายสถิติได้อย่างไร ใส่เสื้อเหลืองทำเรื่องเหี้ยๆจนเสื้อเหลืองกลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ

250 Nameless Fanboi Posted ID:wjOnmRSnEG

>>244 ปัญหามาจากพวกที่พูดว่า"เรียนมาไม่ได้ใช้=ไม่มีประโยชน์ ไม่ควรสอน"เพราะพวกนี้ไม่ได้ดูภาพรวม

สมมติมีสามวิชา ประวัติศาสตร์ ภาษาจีน เคมี

นายA ไปเป็นนักโบราณคดีไทย
นายB ไปเป็นล่าม
นายC ไปเป็นเภสัช

นายA มองไปที่จีนกับเคมี แล้วบอกว่าสอนทำไมไร้ประโยชน์ กูไม่ได้ใช้
นายB มองไปที่ปวศ.กับเคมี แล้วบอกว่าสอนทำไมไร้ประโยชน์ กูไม่ได้ใช้
นายC มองไปที่ปวศ.กับจีน แล้วบอกว่าสอนทำไมไร้ประโยชน์ กูไม่ได้ใช้

สรุป ควรจะตัดวิชาไหนออก?

251 Nameless Fanboi Posted ID:RFRX2Lfjt2

>>250 ถ้าคิดอย่างนั้นจะมีแยกสายวิทย์-สายศิลป์ไปทำห่าไรวะ

252 Nameless Fanboi Posted ID:RFRX2Lfjt2

ถ้าจะพูดแบบจริงจัง

นาย A พอขึ้นมหาลัยก็ต้องเรียนวิธีคิดใหม่หมด เพราะประวัติศาสตร์ในอุดมศึกษากากมาก ไม่ได้มีสอนวิธีคิดห่าไรเลย

นาย B เป็นล่ามทำไมถึงได้เรียนเคมี ? เรียนสายวิทย์เรอะ ? ทำไมไม่ไปเรียนศิลป์จีน

นาย C เป็นนักเคมี แต่ได้เรียน ภาษาจีน ? เออวิชานี้ควรตัดทิ้งไปอยู่นะ

253 Nameless Fanboi Posted ID:gJGs1HBnY2

ถ้าคนที่ป่วยทุกข์ทรมานอยากทำการุณยฆาตได้รู้ว่า ที่ตัวเองทุกข์ตอนนี้แค่หอกแทงวันละ 300 เล่ม ทุกข์เท่าหินในมือ แต่ถ้าตายแล้วไปนรกจะทุกข์ทรมานเท่าภูเขาหินทั้งลูก ยังจะอยากตายอยู่มั้ย

254 Nameless Fanboi Posted ID:raxj+ZIS3M

ถ้าแยกสาย ก็มีในสายอีกล่ะวะที่จะโดนพวกสมองกลวงบ่นว่าเรียนไปทำไม

เรียนศิลป์ฝรั่งเศส พวกอยากทำงานสายแปลก็บ่นว่าจะมีวิชาวรรณคดีฝรั่งเศสกับกวีฝรั่งเศสทำไม เรียนไปก็ไม่ได้ใช้ตอนทำงานแปล พวกอยากไปต่อสายวรรณกรรมเลิ่กลั่กเลยดิ ก็กูต้องใช้ป่ะ

มึงไม่ได้ใช้แต่คนอื่นได้ใช้ไง democracyว่ะ

255 Nameless Fanboi Posted ID:RFRX2Lfjt2

>>254 ทำให้เป็นวิชาเลือกก็จบแล้วป่ะวะ ....

256 Nameless Fanboi Posted ID:ZwWwk8VB9z

>>255 ของบางอย่างที่ยัดรวมวิชาคล้ายๆ กันเป็นกลุ่มในหลักสูตรเดียวกันไม่ซอยย่อยไปกว่านี้แล้ว เพราะถ้าไปย่อยมันอีก

คนมันจะกระจัดกระจายจนเป็นกลุ่มย่อยจนเปิดสอนไม่ได้ มันเลยเป็นแบบนี้ไง

257 Nameless Fanboi Posted ID:emRkeX5RTb

>>256 มักง่ายมากกว่านะ แค่นี้ก็ห้องละ 40-50 คนละ (ประเทศอื่นเขา 20-30 ก็เยอะแล้ว) มันจะย่อยไม่ได้ได้ยังไง

258 Nameless Fanboi Posted ID:+ULPDQpl7o

ทุกหลักสูตรการเรียนทุกประเทศทั่วโลกมันมีcoreกับelective ต่อให้มึงไปยุโรปไปอเมริกาไปญี่ปุ่นมึงก็ต้องโดนบังคับเรียนวิชาที่ไม่อยากเรียนเพราะเป็นวิชาcore

อยากให้มีแต่electivesนี่ฝันไปเหอะ เชิญไปเปิดโรงเรียนเองไม่ก็โฮมสคูล

259 Nameless Fanboi Posted ID:JK0q5p2uq2

>>258 แล้วกูบอกตอนไหนว่าให้ทุกอันเป็น elective ? ใช่โม่งตัวเดิมที่ชอบ strawman โง่ ๆ ป่ะวะ

แต่มึงมาตอบแบบนี้ก็ตลกดีนะ จากที่มึงตอบก็คงรู้อยู่แล้วว่าปัญหาของไทยคือทุกวิชาคือวิชา core แล้วต่างประเทศเขามีแยกวิชา core กับ elective แต่มึงก็ยังเลือกที่จะแถข้าง ๆ คู ๆ ต่อไป เจริญพร

260 Nameless Fanboi Posted ID:+ULPDQpl7o

>ทำให้เป็นวิชาเลือกก็จบแล้วป่ะวะ
>อ่ะ-เอามาจากไหนว่าป๋มอยากให้มันเป็นelectiveทั้งหมด นะ-นายน่ะมันstrawman จะ-เจริญพร

https://i.kym-cdn.com/photos/images/facebook/001/096/564/2f7.jpg

261 Nameless Fanboi Posted ID:qY5G.gliht

>>260 ก็ที่มึงยกตัวอย่างมา ไอ้วรรณคดีกับกวีฝรั่งเศสมันมีมหาลัยไหนมั้ยล่ะที่ให้เป็นวิชา core มั้ยล่ะ นอกจาก introduction วันหลังก็ยกตัวอย่างให้มันดี ๆ หน่อย ถ้าระดับมหาลัยที่สูงกว่าเขายังให้แยก ทำไมระดับมัธยมมันจะแยกไม่ได้ล่ะวะ

แล้วเว็บนี้เขาใช้ imgur ไอ้สัสจะ hotlink facebook ทำห่าไร นอกจากจะ greentext แล้วยังใส่ dead meme มาอีก cringe ชิบหายไอเหี้ย

262 Nameless Fanboi Posted ID:qY5G.gliht

จะว่าไป พอโดนจี้เรื่องต่างประเทศมีแยก core กับ elective (ที่มึงก็เป็นคนยกมาเอง) ก็กลายเป็นใช้ ad hominem แทนหน้าตาเฉยเลยว่ะ ถือว่าเก่งดีนะ ชมแล้วดีใจด้วยล่ะ

263 Nameless Fanboi Posted ID:zF/weGGy.+

ที่มันแยก Core กับ Elective ไม่ได้ในไทยหลายโรงเรียนเพราปริมาณอาจารย์ไม่พอ
โรงเรียนที่กรูเรียนสมัย ม.ปลายมันก็มีแยก เรียนขั้นต่ำตามสายที่เลือก เช่นสายทั่วไป อย่างภาษาอังกฤษยังแยกไป 3 ตัวไม่บังคับหมดที่ ตัวที่บังคับคือตัวหลัก ตัวที่เรียนบทสนทนา กับ การอ่านเป็นตัวเลือก วิชาพวกคนตรีกับพละเป็นวิชาหมวดตัวเลือกมีตั้งแต่พิมพ์ดีดไปจนถึงเรียนวิชาหลักๆอย่างคณิต
ที่เมกาเองบางโรงเรียนก็ไม่ได้ให้เลือกเพราะปริมาณอาจารย์ไม่พอเหมือนกัน

264 Nameless Fanboi Posted ID:M0BoW.0QJj

กูเห็นที่คนเถียงกัน ถ้าการศึกษาดีจะไม่มีห้องกิฟท์ ทุกคนจะได้รับการศึกษา​อย่างเท่าเทียม จริง?

265 Nameless Fanboi Posted ID:HKPkMLDdpG

มาตรฐานการเรียนนี่มองว่าเพราะมันไม่ได้มี Cap สมัยแรกก็แค่วางไว้ให้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ ตีว่า 50 ตอนนั้นขั้นสูงสุดแค่ 100
ไปๆมาข้างบนแข่งขัน จาก 100 เป็น 200 เป็น 300 ข้างล่างยังอยู่ขั้นต่ำ 50 เหมือนเดิม ช่องวางมันเลยห่างไปเรื่อยๆ
แต่ถ้าจะเท่าเทียม จากแทนทีมึงจะได้ข้างล่าง 50 แต่มีพวก 100+ มากลุ่มนึง
ทีนี้มึงจะได้แค่มาตรฐาน 60-70 กันทั้งประเทศไปแทนรึเปล่า

266 Nameless Fanboi Posted ID:M0BoW.0QJj

>>265 กูไปบอกคนว่ามันไม่มีอะไรเท่าเทียมมาตั้งแต่แรก แล้วห้องกิฟท์ก็ยอมเสียเงินเพื่อไปแลกความรู้ที่เพิ่มขึ้น ผิดตรงไหน แล้วกูก็ถามกลับไปว่าต้องทำยังไงการศึกษาถึงจะเท่าเทียม แล้วกูก็โดนตอกกลับมาประมาณว่าว่าวาจาไม่ได้ส่อให้เห็นถึงความเป็นจริงของสภาพสังคมสมัยนี้เลย

แล้วแม่งอ้างสังคมโลกที่ 1 อ่า ว่าทำงู้นงี้ได้ สังคมโลกที่ 1 เท่าเทียมมากเหรอ
.
แม่ง กูอาจจะผิดก็ได้ เลยต้องมาถามโม่งปรับเปลี่ยนความคิด

267 Nameless Fanboi Posted ID:83VDAz9Fvu

>>264 แบ่งกันน่ะดีแล้ว ลองเอามาตรฐานห้องกิ๊ปมาใช้กับห้องปกติดูคิดว่าจะไหวมั้ยล่ะ

268 Nameless Fanboi Posted ID:rlQaDjm+Kf

ถ้ามองจากมุมนี้ สิ่งที่คนพวกนี้ต้องการคือดึงทุกอย่างลงมาต่ำเพื่อจะได้เท่าเทียมงี้เหรอ

269 Nameless Fanboi Posted ID:rlQaDjm+Kf

ต่อ >>268 เพราะต่อให้ไม่มีห้องกิ๊ฟในห้องปกติก็ยังมีคนไปเร็วไปช้าไม่เท่ากันเลย ต้องให้ครูสอนให้ช้าๆจนกว่าคนที่ไม่เข้าใจจะเข้าใจจนครบอย่างนี้เหรอถึงจะเท่าเทียม

270 Nameless Fanboi Posted ID:M0BoW.0QJj

แล้วอีกอย่าง มีบอกว่า "สภาพแวดล้อม พ่อแม่ ของแต่ละคนเอื้ออำนวยต่อการเรียนของเด็กมากเลยหรือไง ไม่งั้นเขาจะเอาไปฝากฝังโรงเรียนทำไม กูเลยแบบตอบใส่อารมณ์ พ่อแม่ที่ดีแม่งให้โรงเรียนเลี้ยงลูกเหรอวะ ไม่เลี้ยงเองบ้างล่ะ ปละปะละเลยให้โรงเรียนดูแลอย่างเดียว พอลูกออกมาไม่ดีก็โทษโรงเรียน ทั้งๆ ที่ความจริงอิทธิพลอาจจะมาจากพ่อแม่ เป็นครั้งแรกที่กูเห็นแล้วมองบน ประโยคนี้ช่างสะท้อนสภาพสังคมเหลือเกินว่าคนไทยแค่เลี้ยงลูกยังทำไม่ได้ ทำได้แค่ฝากความหวังคนอื่นอย่างเดียว

271 Nameless Fanboi Posted ID:M0BoW.0QJj

>>269 บางทีกูก็ไม่แน่ใจว่าความเท่าเทียมในการศึกษาคืออะไร อุปกรณ์ที่พร้อม เวลาเรียนที่เท่ากัน อะไรงี้เหรอ หรือไม่ก็ความไม่ลำเอียงของครู แต่อันนี้ต้องแก้ที่ครูปะ มาแก้ที่ระบบแล้วช่วยอะไร

272 Nameless Fanboi Posted ID:HKPkMLDdpG

อีกส่วนที่เป็นไปไม่ได้เลยคือเพราะความหนาแน่นประชากรแต่ละพื้นที่มันไม่เท่ากัน
พวกหมู่บ้านไกลๆ จำนวนนักเรียนมันน้อย จะเอางบเอาบุคลากรไปลงให้เท่ากับในตัวเมือง
สุดท้ายก็กลายเป็นไม่เท่าเทียมอีก ในเมืองมึงเรียนกันเบียดเสียด นอกเมืองมึงสบายเลยทีนี้

273 Nameless Fanboi Posted ID:F9816aqJw.

ปัญหาของระบบการศึกษาเริ่มจากปริมาณและคุณภาพของผู้สอน ซึ่งเป็นปัญหาทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศโคตรเจริญแบบเมกาหรือญี่ปุ่นก็มีปัญหานี้ ผู้สอนที่ดีก็ต้องการค่าตอบแทนสูงเลยย้ายไปทำเอกชนหรืออาชีพอื่นหมด

274 Nameless Fanboi Posted ID:xTT521cWl2

คิดเยอะจนเหมือนชักแม่น้ำทั้งห้าเกินไปว่ะ แค่พื้นฐานอย่างให้เด็กมีที่เรียน มีอุปกรณ์การศึกษาครบถ้วน ก่อนดีไหม แล้วมาบอกว่าระบบไม่มีผลต่อการสอนของครูมันไม่ใช่นะ อย่างระบบประเมินการสอนที่ทำให้ครูแม่งละเลยการสอนจริงเพราะมัวแต่ไปทำเอกสารประเมิน
หรือระเบียบข้อบังคับที่ทำให้สอนในแนวทางตัวเองลำบาก

275 Nameless Fanboi Posted ID:VCmWvjYdzb

"ม็อบเด็กเลี้ยงแกะ" จะไปสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ เพื่อ.....???
1.ไปเผาสำนักงานทรัพย์สิน (โทษประหาร)
2.ไปทำลายทรัพย์สินข้าวของ (โทษจำคุก10ปี)
3.ไปขว้างปา สาดสี ทำให้สกปรก เพื่อเหยียดหยาม (โทษจำคุก5-7ปี)
4.ไปตะโกนด่าว่าเป็นเชิงสัญลักษณ์ว่าไม่พอใจ (โทษจำคุก 3 ปี)
5.ไปชุมนุมเชิงสัญญลักษณ์ เช่นไปทวงทรัพย์สิน ให้ใครก็ไม่รู้
6.ไปซ้ำเติมสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนและสังคม
7.ไปร่วมถ่ายภาพลงสื่อโซเชี่ยล และสื่อต่างประเทศ เพื่อเบิกเงินสนับสนุนก้อนใหม่
8.ไปร้องเพลง Happy Birthday กล่าวคำอวยพรแก่ "ธนาธร"

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

276 Nameless Fanboi Posted ID:sUBMm4obm9

ซื้อหนังสือมาเล่มนึง เป็นหัวข้อหมวดที่ไม่อยู่ในสิ่งที่สนใจ (แฟชั่น)
แต่คิดว่าเวลาอ่านหนังสือหมวดเดิมติดต่อกันนานๆ ก็ควรจะเปิดอ่านเรื่องที่ไม่เคยอ่านบ้างเพื่อรับข้อมูลอะไรใหม่ๆ
ตอนซื้อมาก็คิดอยู่ว่าจะคุ้มกับเงินที่เสียไปไหม

...

อ่านบทนำไป 4 หน้า เจอประโยคที่ Trigger ความคิดหนึ่งขึ้นมาในหัวให้ตกผลึกออกมาได้แบบมือสั่น

คุ้มกับเงินที่เสียไปแล้ว

บางทีข้อความบางอย่างก็ไปอยู่ในเส้นทางที่ปกติเราจะผ่านไป เปลี่ยนเส้นทางการเดินทางสักนิดก็อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้

277 Nameless Fanboi Posted ID:EvxV7.v+B2

>>275 ไปสืบทอดพระราชดำริเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า
ทพจร

278 Nameless Fanboi Posted ID:3FinzH/9uL

เรื่องประเทศเนี่ย
ขอพูดถึงทัศนคติรวมของคนในประเทศนี้หน่อย

ไอัพวกมายาคติโรแมนติกประเภท เจ้าทรงงานเหนื่อยเพราะทำเพื่อเรา ลุงตู่เหนื่อยเพราะทำเพื่อเรา ทุกคนที่เป็นชนชั้นปกครองเหน็ดเหนื่อย ทำเต็มที่ เหงื่อไหลไคลย้อย ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องทำ เราขอให้กำลังใจน้ำตาไหลซึ้งใจ สู้ๆนะคะ

มันฟังดูยอดเยี่ยมไปเลย ที่ได้อาศัยในประเทศที่ชนชั้นปกครองเหน็ดเหนื่อยทำงานเพื่อเรา ทั้งที่เขาเป็นเจ้าของประเทศนี้อยู่แล้ว

แต่คุณเคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมเราต้องฝากประเทศนี้ไว้กับคนที่ชอบแสดงออกว่าเหน็ดเหนื่อยตลอดเวลาด้วย? มันจะฝากไปได้ซักกี่น้ำ? ทำไมไม่ฝากอนาคตไว้กับ “ระบบ” ที่มันจะไม่เหน็ดเหนื่อย และจะทำงานแทนคุณไม่ว่ายามหลับหรือตื่นแทน? และถ้าสมมติคุณปักใจเชื่อเรื่องฮีโร่แห่งชาติจริงๆ ผมถามหน่อย คุณคิดว่าประชากร 60 ล้านคน จะไม่มีซักคนหนึ่ง ที่เก่งกว่าผู้ปกครองเหล่านี้เลย จริงๆเหรอ? หาดีกว่านี้ไม่มีแล้วเหรอ? อัตราส่วนคือ 1 : 60,000,000 เลยนะ (ถ้าเป็นการลงทุน ผมถามคุณหน่อย คุณจะเดิมพันในอัตราต่อรองนี้ได้จริงๆเหรอ คุณจะเสี่ยงทุ่มเงินทั้งหมดไปกับคนๆเดียว ทั้งที่คุณสามารถกระจายความเสี่ยงได้ แล้วคุณเรียกสิ่งนี้ว่าความมั่นคงจริงๆเหรอ? ผมเรียกมันว่าการพนันมากกว่า)

แล้วนิยามคำว่าเจ้าของประเทศนั้น คุณเคยคิดดีๆไหมว่าใครคือเจ้าของประเทศตัวจริง?

ผมว่านะ เรื่องเหนื่อยอะ ใครๆเขาก็เหนื่อยกันทั้งนั้น
ไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องที่ควรเอามาเคลมอะไรเลย
เหงื่อจะหยดจากตรงไหน จากใคร มันไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่
มันก็แค่เหงื่อหยดนึง คุณควรมองมันอย่างที่มันเป็นมากกว่า อย่าไปโรแมนติกกับมันมาก ใครที่ทำงานกลางแจ้งในประเทศเมืองร้อนแบบไทย ก็ล้วนก็มีเหงื่อทั้งนั้น ยิ่งถ้าใส่เสื้อหนาๆก็ยิ่งร้อนนะครับ

และผมไม่ได้ตั้งเสตตัสนี้เพื่อจู่โจมสถาบันหรือรัฐบาลลุงตู่
ทั้งหมดที่ผมเขียนไปนี้เพื่อชี้ให้เห็นมุมมองอีกมุมหนึ่ง ผมกำลังคุยอยู่กับประชนด้วยกัน ผมอยากชี้ให้เห็นว่า การหลุดออกจากโลกที่ถูก romanticized โดยความเชื่อ มันจะทำให้เรามีศักยภาพที่สูงกว่าที่เคยเป็นได้แน่นอน ขอแค่หลุดออกมาจาก metrix ที่ถูกมอมเมานี้ให้ได้

ในมุมมองนอกเหนือการเมือง ผมยังมองในมุมปรัชญา ผมมองว่าการใช้ชีวิตโดยมองโลกผ่านกรอบแว่นจรรยาศีลธรรมประเพณีความเชื่อที่คนอื่นสร้างให้ สำหรับผมเป็นชีวิตที่สูญเปล่า ถ้าไม่อยากให้ชีวิตนี้จบลงโดยที่ทั้งชีวิตเรายึดถือความเชื่อของคนอื่นอยู่ เราต้องสร้างมุมมองที่มีต่อโลกใบนี้ขึ้นมาเองครับ

279 Nameless Fanboi Posted ID:3hrYWo0WhJ

>>278
คอมมี่แบบจีนไง

280 Nameless Fanboi Posted ID:c4RyA879Te

>>278 มีคนมากมายแทบนับไม่ถ้วนในประเทศที่เหนื่อยกวาเจ้าและสัสตูบ ที่เขาต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดในแต่ละวันโดยที่ไม่มีคนอารักขา ไม่มีรถประจำตำแหน่ง ไม่มีเงินเดือน พวกชนชั้นปกครองเคยเห็นเขาอยู่ในสายตาไหม ???

281 Nameless Fanboi Posted ID:BO1qixeHw2

>>280 บริจาคเองซิ พ่อคนใจบุญ

282 Nameless Fanboi Posted ID:GUm2DOeKWS

>เป็นเรา
>อยู่ในกลุ่มคนรักประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดของไทย
>เพราะเรารักประชาธิปไตย
>เห็นสมาชิกคนนึงโพสต์ถามความน่าเชื่อถือของข่าวจากผู้สร้างกลุ่ม
>นึกในใจ’นี่สิประชาธิปไตย ต้องสงสัยและตรวจสอบทุกอย่าง’
>เปิดเข้าไปดูในคอมเมนต์
>คนโพสต์โดนด่าว่าเป็นฝั่งตรงข้าม โดนด่าเรื่องสติปัญญา มีการเรียกร้องให้เตะออกจากกลุ่มโดยสมาชิกคนอื่น ข้อหาถามและสงสัยคนสร้างกลุ่ม
>mfw

283 Nameless Fanboi Posted ID:rPKEmqL2.6

>>282
55555555555555555

284 Nameless Fanboi Posted ID:jP3GB2HNnN

>>282 ถ้าเข้ากลุ่มหริ่มป่านนี้โดนด่ายันบรรพบุรุษไปแล้ว

285 Nameless Fanboi Posted ID:eoAbJ0zUQx

>>282 เข้าไปกลุ่มขึ้ตีน นอกจากโดนเตะแล้วอาจได้กินข้าวฟรีในคุกเป็นของแถม

286 Nameless Fanboi Posted ID:Wkb4r0BtsL

เขาไปล่วงหน้าไว้ก็ว่าเขาโดนแกง พอเขาไปเจอม๊อบก็หาว่าไปดักทำร้ายม๊อบ

287 Nameless Fanboi Posted ID:jP3GB2HNnN

>>286
นอนอยู่บ้านดิ หน้าที่ทหาร หน้าที่ตำรวจคืออะไร มาทำร้ายประชาชนเหรอ

288 Nameless Fanboi Posted ID:9CCF4VNbxi

>>287 หน้าที่มึงคือ?

289 Nameless Fanboi Posted ID:jP3GB2HNnN

>>288
ถามโง่ๆสมเป็นหริ่มดีวะ 5555

290 Nameless Fanboi Posted ID:ViIP4QVGTB

>>287 this

291 Nameless Fanboi Posted ID:wJ6qMoNE1O

>>287 หน้าที่ของตำรวจกับทหาร คือดูแลความสงบของประชาชนที่รักษากฏหมายกับกำจัดพวกกบฏ ก็ทำถูกแล้วหนิ

292 Nameless Fanboi Posted ID:5K3naOcgYd

>>288
โจรขายชาติ

293 Nameless Fanboi Posted ID:U.1AOBa9mH

>>291 ทำไม 6 ปีก่อนไม่ไปจับกบฏที่รัฐประหาร

294 Nameless Fanboi Posted ID:+Wjtw5Hb1B

>>293 ศาลฎีกาไทยตีความว่า รัฐประหารมิได้ขัดต่อกฎหมาย เพราะ "กฎหมายคือคำสั่งคำบัญชาของรัฏฐาธิปัตย์"

295 Nameless Fanboi Posted ID:9CCF4VNbxi

>>293 นิรโทษกรรมทำไม จำนำข้าวทำไม

ถ้าคิงมีอำนาจอย่างที่พวกมึงโม้ท่านก็ต้องหยุดตั้งเเต่อีโง่เริ่มโครงการเเล้ว

296 Nameless Fanboi Posted ID:U.1AOBa9mH

>>295 ก็มึงถามว่าทหารตำรวจมีหน้าที่กำจัดกบฏแล้วทำไมตอนมีกบฏรัฐประหารถึงไม่ไปจับ เปลี่ยนเรื่องเก่งสมเป็นสลิ่่มจริง ๆ

297 Nameless Fanboi Posted ID:5K3naOcgYd

>>296
รัฐประหารสำเร็จแล้ว
มันจะเป็นกบฏได้ไงวะ?
มึงนี่โง่สัสๆ

298 Nameless Fanboi Posted ID:+Wjtw5Hb1B

>>296 ศาลฎีกาไทยตีความว่า รัฐประหารมิได้ขัดต่อกฎหมาย เพราะ "กฎหมายคือคำสั่งคำบัญชาของรัฏฐาธิปัตย์"

299 Nameless Fanboi Posted ID:8tUIDHcXyo

ปล่อยพวกโง่กราบ​หมา​ไปเหอะ

300 Nameless Fanboi Posted ID:cS+YKfP27z

>>298 ตามนั้น ศาลตัดสินตามความจริงที่สุดละ ยึดอำนาจได้ก็คืออยู่เหนือทุกสิ่ง เพียงแต่บ้านเรายังไม่มีผู้นำทหารคนไหนมีบารมีพอจะล้มเจ้าออกหรือเปลี่ยนเป็นเจ้าองค์อื่นแค่นั้นเอง ส่วน ตปท. ไม่แน่ใจว่ะ กูไม่แม่น ปวศ. ว่ามีที่ไหนทีทหารยึดอำนาจแล้วทำถึงขั้นนั้น

301 Nameless Fanboi Posted ID:ddcoO1MoSJ

>>300
นโปเลียน
....แต่งตั้งพี่น้องเป็นกษัตริย์ตามประเทศต่างๆ

302 Nameless Fanboi Posted ID:naSjEGUTm2

>>300 มันไม่ได้ตัดสินตามความจริงไรหรอก ก็แค่เอื้อประโยชน์ให้หมาของคิงรปห.อย่างชอบธรรม

303 Nameless Fanboi Posted ID:naSjEGUTm2

หลังยุคเปรม ผบ.กำลังพลหลัก ก็เด็กคิงทั้งนั้น

304 Nameless Fanboi Posted ID:B5kCaJ.PTR

>>302 https://www.facebook.com/notes/tanond-jullavech/คำพิพากษาศาลฎีกา-เรื่องความเป็นองค์รัฐาธิปัตย์/281824505163904/ มีคำพิพากษามาตั้งแต่ปี 2496 ละ ว่าด้วย รปห.2490 ที่ไล่ PD ไป แล้วให้ ป. มาเป็นผู้นำแทน

305 Nameless Fanboi Posted ID:h9K22a5mnv

สันติวิธีไม่ได้แปลว่า ให้ยื่นดอกไม้ให้คนที่ทำร้ายเรา อันนั้นสันติวิธีดัดจริต สันติวิธี คือการทำให้เราน่ารักเพื่อให้ภาพการใช้ความรุนแรง โดยรัฐออกมาแย่ที่สุดต่อสายตาประชาชน และประชาคมโลก และเพื่อให้ชัดเจนว่า ถ้าเกิดความรุนแรงขึ้น มันไม่ได้มาจากฝ่ายเรา

#มิตรสหายประชาธิปไตยท่านหนึ่ง

306 Nameless Fanboi Posted ID:h9K22a5mnv

ผมถามไปที่เกิดเหตุทำไม ถ้านอนอยู่บ้าน แล้วจะตายไหม
- อดีตนายกท่านหนึ่ง

โง่ก็ไปตายได้นะคะ
- ดาราท่อน้ำเลี้ยงประชาธิปไตย

307 Nameless Fanboi Posted ID:iFFQHEgqUO

>>306 นอนอยู่บ้านก็มีสิทธิตายน่ะนะ https://women.kapook.com/view12980.html

308 Nameless Fanboi Posted ID:bNipg5rULg

ร่าานหลงเชื่อเฟคนิวส์อีกแล้ว

https://facebook.com/100001454030105/posts/3619120114813087/

309 Nameless Fanboi Posted ID:AR50Akbo0i

>>308 เฟรคนิวส์ของมึงนี่มีหลักฐานบานเลยเนอะ แต่ข่าวจริงมึงมีแต่ลม 55555

310 Nameless Fanboi Posted ID:cJft6W.O1l

สหายที่เบียวความรุนแรงอ่ะ ลองไปจัดตั้งองค์กรนักฆ่าแบบ assassin creed ดูดิ แฝงตัวสะกดรอยตามผู้มีอำนาจแล้วสังหารไปทีละคนเงี้ย ได้ทั้งยกระดับทั้งได้ประโยชน์กับขบวนการอ่ะ จึ้กๆ

#มิตรสหายท่านหนึ่ง

311 Nameless Fanboi Posted ID:pWW06plk2g

>>310 มันไม่มีกองฟางให้หลบอะ จะเบียวก็เอายุคปัจจุบันแบบ watch dog ไปเลย

312 Nameless Fanboi Posted ID:+NPKFM7wiD

จอมขวัญ : ทำไมการโอนหุ้นมาเป็นชื่อส่วนตัวของกษัตริย์ถึงไม่เคยมีการทำมาก่อนในรัฐบาลอื่นของสมัยรัชกาลที่ 9

313 Nameless Fanboi Posted ID:SD1KvhQwz4

>>312 ตุล ตอบไงวะ

น่าจะถามเพิ่ม ทำไมสมัยร9 กต ชี้แจงไปทั่วโลกว่าเป็นเงินของแผ่นดินไม่ใช่ของกษัตริย์

314 Nameless Fanboi Posted ID:G5wewvgBdz

อย่าลองกฎหมาย ผมเคยเขียนและเคยพูดไว้หลายครั้งว่า ชีวิตมนุษย์เขาไม่นำไปทดลองในเรื่อง 2 เรื่อง คือทดลองยา กับ ทดลองกฎหมาย

ยาที่จะใช้กับมนุษย์ต้องทดลองกับสัตว์ก่อนจนปลอดภัย จึงจะนำมาใช้กับมนุษย์ ส่วนกฎหมายนั้น การกระทำอย่างใดผิดกฎหมายหรือไม่ ผิดแล้วลงโทษเท่าไหร่ อย่าไปทดลองไม่คุ้มหรอก

การกระทำใด ผิด ปอ.มาตรา 112 หรือไม่ อย่าไปทดลอง ไม่คุ้มครับ และไม่มีใครเขายกย่องหรอก ทำแล้วเข้าไปอยู่ในคุกสัก 2-3 ปี คนที่เคยปรบมือให้หน้าเวทีเดี๋ยวเขาก็ลืม ออกจากคุกมาก็ไม่มีใครจำได้หรอก

มาตรา 112 ไม่มีใครยกเว้นให้ใครได้ การกระทำผิดกฎหมายทุกเรื่องอาจยกเว้นไม่ลงโทษได้ด้วยการขอพระราชทานอภัยโทษอย่างเดียวเท่านั้น ที่อาจารย์ ส.ศิวรักษ์ พูดเรื่อง ม.112 ท่านก็พูดของท่านไป แต่เห็นได้ชัดว่า ที่ ส.ศิวรักษ์ ไม่ถูกลงโทษก็เพราะพระเมตตาด้วยการพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์หรือพระประมุขแห่งรัฐ

ผมอ่านคำสัมภาษณ์ของท่านรองนายกฯวิษณุ เครืองาม น่าสนใจ ท่านกล่าวว่า ม.112 ยังมีอยู่ หากเข้าข่ายคงละเว้นลำบาก แต่กระบวนการดำเนินการต่างจากความผิดทั่วไป ผมว่า ถ้าเราช่วยกันพูด เตือนสติเด็กๆ อย่าให้ท้ายเด็ก เหตุการณ์ก็ไม่ลุกลาม แต่ไม่ค่อยมีคนพูดความจริงให้เด็กฟัง จะรักนวลสงวนตัวกันไปถึงไหน วันนี้ ดอกพิกุลร่วงจากปากท่านรองนายกฯวิษณุแล้ว ก็ให้ผู้ชุมนุมระวังไว้ ผมก็พยายามเตือนด้วยความหวังดีจริงๆ เตือนไปทัวร์ก็ลงเป็นระยะๆ แต่ก็ต้องทำ ชีวิต-ร่างกายเป็นของเราทุกคน ใครจะใช้ชีวิตนอกคุก หรือในคุก ก็เป็น”สิทธิ-เสรีภาพ” ในชีวิต-ร่างกาย ของท่าน ก็เป็นสิทธิที่ท่านเรียกร้องอยู่ทุกวันนั่นแหละ นี่ถ้าผมจะเขียนหยาบๆ ผมก็จะเขียนว่า เวลาผู้ชุมนุมติดคุก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหารในคุก มันก็เป็นภาษีที่ผมต้องจ่ายให้คุณนะ ผมจึงมีสิทธิแสดงความเห็นได้ เพราะผมเสียภาษี แต่ไม่ได้ตั้งใจจะว่านะ เพียงแต่เตือนเจ็บๆ ให้คิดกันเท่านั้น

#มิตรสหายท่านหนึ่ง

315 Nameless Fanboi Posted ID:XLCYeEDzsO

อ่านจบหล่ะ​ ^^.ดีงามสำหรับคนเพิ่งเริ่มหัดใช้ดาต้าเพื่อก้าวสู่การทำ​ Digital​ Marketing​ และอีกหลายๆด้าน​

เป็นหนังสือที่อัพสกิลคนอยากเริ่มทำดิจิทัลและหัดใช้ข้อมูลจริงๆ​

ต้องบอกว่านาทีนี้การตลากทุกอย่างต้องใช้ดาต้าหมด​ หมดเวลาสัญชาตญาณ​แล้ว

Insight​ not instinct

อยากทำแะไรให้เก่งต้องฝึกบ่อยๆ​ ดาต้าเช่นกัน

#DataDriveMarketing
#การตลาดวันละตอน

316 Nameless Fanboi Posted ID:XLCYeEDzsO

ผมอยากจะแชร์เรื่องของพี่ชายให้อ่าน...
พี่ชายผมจบศิลป์ฯ (สาขาดนตรี)
เล่นดนตรี(คีย์บอร์ด+เปียโน)ตามผับ
โรงแรม, รีสอร์ต, คอฟฟี่ช็อป ฯลฯ
ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ จนถึงอายุ 33+
(โดยประมาณ)
เขาเลิกเล่นดนตรี ไปหางานกลางวันทำ
เพราะแพ้แอลกอฮอล และบุหรี่
ไปเป็นจัดซื้ออยู่ห้างๆหนึ่งได้ 2 ปีก็ออก
ไปเปิดร้านอินเตอร์เน็ต
ทำเองหมด ไม่พึ่งพาช่างเลยสักคน
เปิดไปได้ 5 ปี เป็นช่วงขาลงของธุรกิจนี้
เลยถอย ไปเป็นQCโรงงานอาหารทะเล7ปี
ออกเพราะโรงงานเจ๊ง
อายุปาเข้าไป 47ปีแล้ว หางานยากแล้ว
สำหรับผู้ชายอายุ40+
ไปสมัครงานที่ไหน HRเห็นเป็นผู้ชาย
จับไปลงงานใช้แรง ทั้งที่ความรู้ที่มี
เขาเก่งคอมทุกอย่าง ซ่อมได้ งานเอกสาร
งานโปรแกรม งานตัดต่อภาพ วีดีโอ
แต่กลับให้ไปยกแบกสินค้าขึ้นรถเทลเลอร์
ซึ่งเขาไม่เคยทำงานหนัก ไม่ใช่สายถึก
เลยทำได้ครึ่งเดือนถอย
เขาหางานยากมากๆ ไม่มีที่ไหนมอง
ความสามารถเขาเลย ไม่มีHRที่ไหนดูประวัติการทำงานเขาเลย
ด้วยความที่หมดหนทางเดิน
เขาไปสมัครงานมั่วเลย
ไม่เอาประวัติงานไปด้วย เพราะคิดว่า
งานอะไรก็ได้ ขอแค่มีงาน และพอทำไหว
สุดท้ายตอนนี้ เขาไปได้งาน รปภ.

จบ

ที่เอามาแชร์ให้อ่านนี้
เพื่อที่จะสื่อว่า อดทนครับ
คนที่แย่กว่า โอกาสหางานแทบไม่มีใครรับ
ผู้ชายอายุ47+ มีความรู้ยังไง
ไปสมัครที่ไหน ก็ไม่มีใครรับ
เขายังสู้เลย จาก อาจารย์สอนเปีบโน
จากจัดซื้อ จากเจ้าของร้านเน็ต
จากQC สู่รปภ.
นี่เขาก็บ่นนะ ถ้าหมดสัญญาว่าจ้างนี้
จะไปทำไรต่อดี
ท่านจขกท.ยังอายุน้อยกว่าพี่ผม
นั่นหมายความว่า ทางเลือก ยังมี
ยังเยอะกว่า โอกาสยังมี สู้ๆนะครับอย่าท้อ
มองคนทีาเขาด้อยโอกาส หรือ โอกาสน้อย
หรือไม่มีโอกาสเลย แล้วจะรู้ว่า
ท่านยังโชคดีกว่าเขาเยอะ
สู้ๆครับ เป็นกำลังใจให้

317 Nameless Fanboi Posted ID:8hODacjaAK

>>316 นี่คือpatriarchy และmale priviledgeที่เฟมทวิตชอบพูดกันสินะ

318 Nameless Fanboi Posted ID:rWSPR+Lxql

ตอนฉลอง ในหลวงร.9 เตียมชื่อเสื้อเหลืองใว้4ตัวๆละ700ยอมเพื่อจะใดัใส่วันงานเฉลิมฉลอง..ติดงาน ไปไม่ใดัใส่ไปทำงาน เปิดทางโทรศัพ..น้ำตาแห่งความปรามปลื้มล้นออกตา..มาวันนี้ใส่ไม่ใดัปูใหั หมานอนแลัวละ

#มิตรสหาย​ท่าน​หนึ่ง​

319 Nameless Fanboi Posted ID:/FvcioN1UB

>>314 พูดเหมือนไม่เคยมีใครคนนึงบอกว่าไม่ให้ใช้112 แล้วก็ไม่มีการใช้จริงๆเลยเนอะ

320 Nameless Fanboi Posted ID:b2bu.NrOmy

ถ้าคิดจะปั้น Startup ให้โตทะลุพันล้านใน5ปี..

1..ต้องมีไอเดียธุรกิจ ที่โดนใจตลาดที่แท้จริง และตลาดนั้นมีขนาดที่ใหญ่พอและใหญ่จริง ข้อนี้ผมให้เป็นข้อแรกนะครับ เพราะถ้า product หรือ service คุณไม่เจ๋งจริง ยากครับที่จะสเกลธุรกิจได้เร็วระดับนี้

2..มี founder และ co founder ที่มีวิสัยทัศน์สูง แต่อีโก้ต่ำ..ข้อนี้สำคัญมากครับ ส่วนใหญ่แล้วคนที่จะบุกเบิกอะไรใหม่ๆมีความเชื่อมั่นและวิสัยทัศน์กันทั้งนั้น แต่ขณะเดียวกัน ถ้าอีโก้สูงไม่รับฟังความคิดใหม่ๆ ก็จะปรับเปลี่ยนไปหาสิ่งที่ดีกว่าแม้ไม่ตรงกับสิ่งที่ตัวคิดได้ยาก และเชื่อเถอะครับ คุณต้องปรับเปลี่ยนอะไรเยอะแยะไปหมด ในการที่จะโตทางธุรกิจ..และหลายเรื่องมันไม่ตรงกับที่คุณคิดเสียด้วย

3..มีทีมที่ยอดเยี่ยม ข้อนี้สำคัญมาก มันเป็นผลสืบเนื่องจากข้อ2และนับเป็นฝีมือที่แท้จริงของ CEO หรือ founder เพราะแม้คุณจะมีไอเดียที่เลิศ และ มีfounderที่เก่งแค่ไหนก็ตาม คุณไม่มีทางจะสเกลธุรกิจได้เลย ถ้าขาดทีมที่ยอดเยี่ยม
การสร้างทีมนั้น คุณต้องเข้าใจจิตใจของมนุษย์ และเข้าใจในเรื่องการบริหารจัดการ มันไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี่ที่ founder มักจะชำนาญและคุ้นเคย
ข้อนี้ เป็นจุดอ่อนอย่างมากสำหรับผู้ไม่มีประสบการณ์เป็นผู้บริหารมาก่อน หรือไม่เข้าใจในศาสตร์ของการบริหารจัดการ

4..การบริหารและการตัดสินใจ ให้ยึดข้อมูลตัวเลขทางบัญชีให้ดี อย่าละเลยการสร้างระบบข้อมูลทางบัญชีเป็นอันขาด เพราะถ้าคุณละเลย สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวฉุดรั้งให้คุณไม่สามารถเติบโตได้ในระยะยาว
ช่วงแรก คุณอาจใช้ sense ในการตัดสินใจได้ แต่เมื่อธุรกิจเติบโตการใช้ sense ตัดสินใจโดยไม่มีข้อมูลทางบัญชีการเงินที่ถูกต้องมาสนับสนุนการตัดสินใจ นั้นนำหายนะมาสู่องค์กรนักต่อนักมาแล้ว

5..ความสามารถในการนำเสนอ..ข้อนี้จำเป็นอย่างมากเมื่อคุณต้องการระดมทุน และต้องระวังไม่ให้ความสำคัญของข้อนี้ มากกว่าข้อ1-4เป็นอันขาด
เพราะถ้าข้อนี้คุณทำได้ดี มากกว่าข้อ1-4 คุณจะนำหายนะมาสู่ผู้ลงทุนและตัวคุณเอง..ในที่สุด

ทั้งหมดลองนำไปคิดต่อดูนะครับ..

321 Nameless Fanboi Posted ID:lpPZosA+At

มึงสั่งให้ใครอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ
กูสั่งให้พวกมึงออกนอกประเทศ

#คนเช่นนี้เป็นคนหนักแผ่นดิน

ชาญณรงค์ ครุฑโต
ทีมโฆษกไทยภักดี

322 Nameless Fanboi Posted ID:wGcPykjoM0

>>321 #กูไม่ออก

323 Nameless Fanboi Posted ID:8WMXIT6lgg

>>321
ซื้อบ้านให้กูดิ ไอ้หัวดอร์

324 Nameless Fanboi Posted ID:fRL4juuTbI

>>321 ไล่ออกทำไมเป็นภาระต่างประเทศเค้าอีก รับผิดชอบหน่อยดิวะ

วิธีที่สะดวกประหยัด สะอาด คือ จับผังทั้งเป็นไง บรรเจิดสุดแล้ว หลุมนึงใส่ได้ตั้งหลายตัว
เวลาปศุสัตว์ติดโรคเค้าก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้นแล อย่าเอาไปนั่งยางล่ะ ควันเยอะ ช่วงนี้ยิ่งรณรงค์ไม่ให้อากาศเกิดมลพิษอยู่

325 Nameless Fanboi Posted ID:+E0cN2eaJz

>>324 เชี่ย บรรเจิดมาก พอรุ่นใหม่มาขุดหลุมสำรวจคงงงว่าทำไมมีซากกระดูกเต็มไปหมด ตรงนี้เคยเกิดภัยพิบัติอะไรเปล่าว้า

326 Nameless Fanboi Posted ID:8WMXIT6lgg

>>324 ทดสอบฝังพวกหริ่มแก่ๆก่อนเลย

327 Nameless Fanboi Posted ID:/FvcioN1UB

>>325 ไม่งงหรอก เรื่องเหี้ยๆมันโดนบันทึกหมดสมัยนี้ ขนาดของจีนแม่งหลายพันปีก่อนที่ไปขุดหลุมฝังทหารทั้งเป็นยังบันทึกไว้เลย

328 Nameless Fanboi Posted ID:8WMXIT6lgg

>>324
ไอเดียดีน่าจะลองเอาพ่อแม่มึงไปฝังดูก่อนนะ 5555

329 Nameless Fanboi Posted ID:n589gsjirF

ด้วยความที่ม็อบราษฎร 2563 ถูกมองว่า เป็นม็อบของเด็กเจเนอเรชั่นแซดเสียส่วนใหญ่ ในฐานะที่น้องเกดก็อยู่ในช่วงวัยดังกล่าวเหมือนกัน เราจึงถามต่อว่า ในกลุ่มเพื่อนที่โรงเรียนมีจุดยืนแบบไหนกันบ้าง เธอรีบตอบกลับทันทีว่า

ส่วนใหญ่แล้วทุกคนมีอุดมการณ์ตรงกันข้ามกับเธอ เห็นต่างกันเยอะมาก แต่เธอไม่ได้รู้สึกอะไรหากเพื่อนๆ จะเห็นต่างกันเพราะมองว่า ทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะแสดงความเห็นอย่างเท่าเทียมกัน

330 Nameless Fanboi Posted ID:/FvcioN1UB

>>329 ถ้ารุ่นก่อนๆคิดแบบนี้ คงไม่บานปลายมาขนาดนี้หรอก ช่วยไม่ได้ สมัยเป็นเสียงส่วนมากเสือกเหิมเกริมเอง