Fanboi Channel

รวมพลนักเขียน แชร์เทคนิคประสบการณ์และข่าวสาร [กระทู้ที่ 5]

Last posted

Total of 232 posts

1 Nameless Fanboi Posted ID:z5GvXJD36M

กระทู้เพื่อพูดคุยเทคนิคการเขียน และเรื่องการประกวดต่าง ๆ เกี่ยวกับนิยาย

กระทู้ 1 >>>/literature/2342/
กระทู้ 2 >>>/literature/3442/
กระทู้ 3 >>>/literature/4775/
กระทู้ 4 >>>/literature/5724/

2 Nameless Fanboi Posted ID:Dh3S3Q5dQF

อะ กูประเดิมเลยจากห้องที่แล้ว
เรื่องวรรณศิลป์ในงานเขียน ใครมีอะไรจัดเต็มมาเลย

3 Nameless Fanboi Posted ID:/llZuUPjZj

กูควานหาหนังสือคำไวพจน์ดีๆ เลยเพิ่งรู้ว่าอมรินทร์พิมพ์ คลังคำ ใหม่แล้ว
ดีใจว่ะ

4 Nameless Fanboi Posted ID:42w4wLBKN+

>>2 กูไม่มีความรู้มาแชร์​แต่อ่านความเห็นอื่นๆแล้วสนใจมาก​ ​โม่งทั้งหลายมีชื่อนข.ที่คิดว่าวรรณศิลป์ดีงามควรศึกษาจากมาสเตอร์มาแชร์กันบ้างคงดี​ เปิดหูเปิดตา รุ่นเด็กๆอย่างกูด้วยเถิด​ กราบ

5 Nameless Fanboi Posted ID:bTlcRcENyz

>>4 ว.วินิจฉัยกุล อะ เรื่องการใช้ภาษานะ ศัพท์ไม่ต้องสูง แบบที่ใช้กันทั่ว ๆ ไป แต่เรียบเรียงออกมาได้ดีชิบหาย ขนาดกูสะอิดสะเอียดกันนิยายรัก ยังต้องเข้าไปอ่านอะ เพราะภาษากับการบรรยายล้วน ๆ

6 Nameless Fanboi Posted ID:KOOh8c9EF9

>>4 ว.วินิจฉัยกุล แก้วเก้า ปิยะพร ศักดิ์เกษม
ส่วนป้าทมที่ว่าภาษาสวยกูอ่านไม่รอด เขาบรรยายแปลก ๆ ไม่ละมุน
นข.รุ่นใหม่ ๆ ก็เนียรปาตี คนเขียนกาสะลอง บรรยายดี คลังคำเยอะ
แล้วก็นิยายตีพิมพ์กับสนพ.พวกแจ่มใส พิมพ์คำไรงี้ มีคลังคำเยอะ อ่านไม่เบื่อเท่าไร แต่ไม่ค่อยมีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ในภาษา เอาง่าย ๆ คือชั้นเชิงภาษายังไม่มีเท่าไร

แต่ถ้าชั้นเชิงภาษาเยอะกูให้ปิยะพร ศักดิ์เกษม ยิ่งเรื่องดอกไม้ในป่าหนาวยิ่งดี ทำกูเจ็บปวดด้วยได้เลย ส่วนเนียรปาตี คนนี้กูชอบมาก ภาษาเป็นตัวเองมาก อีกคนก็ ม.มธุการี กูชอบเรื่องคนละโลก บรรยายไม่มากแต่สื่อความรู้สึกมาก อ่านจบแล้วยังตรึงใจกูจนถึงทุกวันนี้

ถ้าจะอ่านเก็บภาษาสร้างสรรค์ สวยงาม กูแนะนำวรรณกรรมนะ ไม่แนะนำนิยาย ส่วนใหญ่นิยายจะสำนวนแนว ๆ เดียวกัน ได้อารมณ์ แต่ไม่ตรึงใจ มึกนึกออกป้ะ อ่านวรรณกรรมจะดีกว่า ได้สำนวนภาษาสร้างสรรค์ ๆ กลับมาเยอะ

>>5 เออ เรื่องรัก ๆ ของเขากูก็ไม่ชอบเท่าไร แต่กูอ่านนามปากกาแก้วเก้า เรื่องภูติผีปีศาจ ภาษาดีไม่ต่างจากตอนนามปากกา ว.

7 Nameless Fanboi Posted ID:bTY04dYZKW

เหตุผลอะไรที่ทำให้นักเขียนนิยายไทยไส้แห้งวะ ขายนิยายเรื่องเดียวได้สามแสนแต่ใช้เวลาเขียนสามสี่ปีอย่างน้อย

8 Nameless Fanboi Posted ID:QEdPZtRHqU

>>7 เรื่องนึงเขียนสามสี่ปี มึงไม่ใช่แนวตลาด อ่านสนุกทั่ว ๆ ไปละ คงจะเป็นวรรณกรรมซีไรต์

9 Nameless Fanboi Posted ID:NUo0GDAFQY

>>7 ตามมึงเขียนก็เหตุผลหนึ่ง ถ้าต้องเขียนสามสี่ปีได้เท่านั้นก็ไม่ไหว สามสี่เดือนก็พอถ้าจะทำเป็นอาชีพมากกว่านั้นลำบากนอกจากยอดขายเยอะพอก็ไม่ต้องเขียนบ่อย แต่ที่รอดยากหน่อยคืองานไม่ดีหรือยังไม่ขายพอ งานเขียนถ้าทำเป็นอาชีพมันก็ธุรกิจแบบหนึ่ง ไม่มีคนซื้อหรือซื้อน้อยมันก็ไม่รอด

10 Nameless Fanboi Posted ID:O693gB8VRR

งานดี บางทีขายไม่ออกึงขึ้นกะการทำตลาด มากกว่าดู ถนนขาวดิ

11 Nameless Fanboi Posted ID:6Phtl.LRw.

การตลาดมีส่วนจริง กูเห็นนิยายบางเรื่องโดนด่าว่าไม่ดี แต่แม่งก็ขายได้ดี ตีพิมพ์จะ 20 รอบ ได้ทำลพรรเพราะโปรโมตหนักมาก และให้นข.คนอื่นเขียนคำนิยม คอยอวย 555

12 Nameless Fanboi Posted ID:2gZro.7XCk

>>11 กูไปเรียนการตลาดดีกว่า

13 Nameless Fanboi Posted ID:2/KuBrgqnE

เรียนการตลาด ก็สู้มีเงินทำการตลาดไม่ได้หรอก มันต้องใช้ตัง

14 Nameless Fanboi Posted ID:2gZro.7XCk

วรรณกรรมกับนิยายปกติมันต่างกันไงวะ

15 Nameless Fanboi Posted ID:HrfrzWy98N

กุเขียนต่อไม่ได้เพราะติดความไม่สมเหตุสมผล คือถ้าใจกุคิดว่าคนทั่วไปเขาไม่ทำแบบนี้ๆ กัน (ถึงกุจะเคยทำ) มันก็เบรกไปเลย เช่น อยากลองให้ตัวละครโร้ดทริปทั้งที่เพิ่งรู้จักกัน เก๋ๆ กระชับสัมพันธ์ แต่ใจกุมันไม่ยอม อันตรายยย ปัดตก, แต่งแบบคลุมถุงชน สมัยนี้แล้วคงไม่ยอมแน่ๆ มีปัญญาหาเองได้ว้อย, แต่งรักษาผลประโยชน์ กุเชื่อในพลังงานของการเจรจา ฯลฯ เนี่ย พอเป็นแบบนี้เลยพับพล็อตไปหลายเรื่องแล้ว บางทีกูพยายามโยนตรรกะกึ่งหนึ่งทิ้งไปมันก็พอไปได้แหละ แต่ก็ยังมีความรู้สึกว่าไม่ใช่อยู่ดีว่ะ

16 Nameless Fanboi Posted ID:Dj459fgSiZ

>>15 ไม่ต้องไปโทษความไม่สมเหตุสมผลหรอก มึงมันกากเอง ดูอย่างนิยายวายสิ ส่วนใหญ่แม่งตรรกะวิบัติชิบหาย แต่แม่งก็ยังปั่มออกมาเรื่อย ๆ ส่วนเรื่องของมึง มึงอยากจะให้ตัวเอกไปโรดทิปทั้ง ๆ ที่เพิ่งเจอกัน มึงก็สร้างสถานการ์ณมาสิ แบบว่าสองคนนี้แม่งจะไปที่เดียวกัน แต่เสือกเหลือรถอยู่คันเดียว ก็เลยต้องไปด้วยกัน หรือไม่ก็ให้ตัวใดตัวหนึ่งโง่ ไม่รู้เส้นทาง เลยต้องขอไปกับอีกคน เยอะแยะไอ้เหี้ย โลกในนิยายเป็นของมึงทั้งใบ จะเสกเหี้ยไรมาก็ได้ เลิกอ้างตรรกะไร้สาระ แล้วก็ไปเขียนซะ

17 Nameless Fanboi Posted ID:SJsisxU4AT

>>15 กูเคยไปแดกข้าว ไปคาเฟ่ ไปนิทรรศการกับเพื่อนที่กูเพิ่งรู้จักกว่าชื่อเป็นวันแรก ซื้อสมุดจดงานใช้คู่กัน ไปห้องเขา เพียงเพราะเราเป็นนักเขียนเหมือนกัน ในความเป็นจริงคือถ้าหากว่าเราคลิ๊กกับใคร เราทัชกับใคร เราสามารถไปไหนมาไหนกับคนนั้นได้ด้วยรสนิยมและความชอบที่ตรงกัน หรือไม่ถ้ามึงไม่ชอบแนว ๆ นี้ ก็เขียนให้ตัวละครอยากสัมผัสอะไรใหม่ ๆ อยากออกจากกรอบเดิม ๆ ฯลฯ ตัวละครก็เหมือนชีวิตหนึ่งแหละว่ะ คนเราทำในสิ่งที่ไม่มีเหตุผลเพื่อความสุขได้เสมอ สมัยปัจจุบันเราไม่ต้องสนใจขนบเดิม ๆ แล้ว แต่ถ้าตัวละครมึงอยู่ในสังคมที่ค่อนข้างเข้มงวดก็อีกเรื่อง

18 Nameless Fanboi Posted ID:1HfQiftIW.

>>15 กูเข้าใจมึงนะ เพราะกูก็เป็น นิยายที่กูเขียนไว้หลายเรื่อง ต้องอยู่ในโหลดองก็เพราะกูรู้สึกว่ามันไม่เมคเซ้นส์นี่ล่ะ เช่น สมัยนี้ไม่มีใครจะทำแบบนั้น หรือบางสถานการณ์มันมีทางเลือกที่ดีกว่า กูเลยเหนื่อยกับการหาทางพาเนื้อเรื่องไปตามพล็อตที่วางไว้ ดองแม่งเลย 555

19 Nameless Fanboi Posted ID:SbLEwxRjI/

ไม่เข้าใจพวกมึงว่ะ ทำไมไม่วางพล๊อตให้มันจบทั้งเรื่องก่อนค่อยเขียน
กูยอมเสียเวลาวางโครงสักอาทิตย์ ดีกว่ามานั่งเขียนไปเกือบเดือนแล้วโล๊ะทิ้ง เคยเจอรอบเดียวเข็ด

20 Nameless Fanboi Posted ID:4JH51in0hP

>>19 ตอนวางพล็อตคิดว่าเป็นงี้เป็นงั้นได้น่ะสิ แต่พอเขียนจริงมันก็จะมีความคิดอีกแบบนึงแทรกเข้ามา แล้วก็พัง... กูว่ามันขึ้นอยู่กับใจคนเขียนล้วนๆ อะ ถ้ามันไม่ใช่ก็อย่าเพิ่งฝืน หมดสนุกตัวเอง แล้วพานให้งานกร่อยตาม

21 Nameless Fanboi Posted ID:RgAwTClgr3

>>19 ส่วนตัวกูนะ กูชอบวางพล็อตหลวมๆ มากกว่า ลิสต์เฉพาะเหตุการณ์สำคัญลงไป ที่เหลือก็คือด้นสดเดียวมันจะไหลไปเอง ทำแบบนี้จะแต่งลื่นกว่าการทำทรีทเมนท์เป๊ะๆ ทุกตอน แต่มันก็แล้วแต่คนอีก นขแต่ละคนถนัดไม่เหมือนกันว่ะ บางคนอาจจะถนัดเขียนตามทรีตเมนต์ก็ได้

22 Nameless Fanboi Posted ID:qKsVatLF8n

>>19 กูเขียนตามพล็อตที่วางมาเป๊ะ ๆ ไม่ได้ เคยลองวางงานเป๊ะ ๆ แต่พอเขียนจริงก็ไม่เขียนตามงาน ถนัดวางพล็อตหลวม ๆ แล้วค่อย ๆ ไปต่อ เพราะกูรู้สึกว่าการเขียนเป็นเรื่องราวไปก่อนแล้วค่อยไปต่อเรื่อย ๆ มันจะยืดหยุ่นกว่าวางทรีทเมนต์เป๊ะ ๆ อะ

23 Nameless Fanboi Posted ID:gi16OfjlAV

>>19 วางนะ แต่หม่เคยได้ตามพล็อตเลย ตัวละครแม่งดิ้น 5555 คือแม่งเอาแต่ใจตัวเองชิบหาย

24 Nameless Fanboi Posted ID:AdfbMrN22I

พวกมึง ทำการตลาด e-book กันยังไงว่ะ กูอยากเพิ่มยอดขายว่ะ

25 Nameless Fanboi Posted ID:h8iT9Xj8eW

>>24 ไปหาที่ลงนิยาย แบ่งอัพวันละครึ่งตอนทุกวัน ลงสักครึ่ง 50% ของเรื่อง แต่บอกที่หน้าเพจไว้นะว่าลงเป็นตัวอย่างละแปะลิงค์อีบุุคไว้

26 Nameless Fanboi Posted ID:7WSO6WLaqY

ลงนิยายที่เว็บไหนดีวะ ระหว่างเด็กดี รีดอะไรท์ มารีด ฟิคชั่นล็อก

27 Nameless Fanboi Posted ID:cT4rHQ5E8s

>>26 ลงมันทุกเว็บไปเลยเพื่อน

28 Nameless Fanboi Posted ID:3XrncW2BCj

รบกวนนิด คือถ้าอยากเขียนให้พระเอกทำงานบริษัทเนี่ย จะหาพวกข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทยังไง นึกไม่ออกเลยว่าจะทำบริษัทอะไรดี พอดีเคยทำงานมาแค่บริษัทเดียวเอง

29 Nameless Fanboi Posted ID:TKxyK+TfCL

>>28 พระเอกอาชีพอะไรตำแหน่งอะไรมึงก็ทำเกี่ยวกับบริษัทนั้นอะ เช่นเป็นนักธุรกิจอาหาร แผนกหัวหน้าฝ่ายการตลาด มึงก็ไปหาข้อมูลว่าหัวหน้าฝ่ายการตลาดมันมีหน้าที่ไรมั่ง แล้วเนื้อหางานธุรกิจอาหารคือไรบ้าง พอได้แล้วมึงก็สบายละ บริษัทมีงแค่พูดถึงภาพลักษณ์โดยรวมพอว่าใหญ่มั้ยทำเกี่ยวกับไร ไม่ต้องเจาะลึกมากว่ามีกี่แผนกมีกี่สาขา มาเจาะลึกที่ตัวพระเอกก็พอ

30 Nameless Fanboi Posted ID:hueR5jXjtg

จ้างทำปกนิยายนี่เขาคิดเงินกันยังไงวะ
เอาทั้งกรณีรูปตลค. กะ สายโฟโต้ช้อปธรรมดาเลยนะ
ต้องมีคูณจำนวนเล่ม ครั้งที่พิมพ์ แบ่งเป็น % ให้เขาอีกมั้ย หรือจ่ายแค่ที่วาดให้รูปนี้แล้วจบเลย ใครมีข้อมูลบ้าง

31 Nameless Fanboi Posted ID:SUCOg8GnxF

>>30 กูเป็นนักวาดปกนิยายวัยรุ่น งานทำมือจ่ายเป็นจ็อบๆจบเลยเด้อ ทำปก A5 A4 ก็ว่าไป แต่นิยายแบบตัดต่อนี่ไม่รู้เหมือนกัน

32 Nameless Fanboi Posted ID:dBUePF+5cK

>>31 เท่าไหร่อะ ถ้า เป็น a5

33 Nameless Fanboi Posted ID:/wkD6kKafZ

>>30 ของกูเท่าที่ถามราคามาคือ 4500 แต่ถ้าปกยาวหน้าหลัง ก็8000 อะ ปล. ที่กูติดต่อไปถามคือนักวาดที่มีชื่อในระดับหนึ่ง

34 Nameless Fanboi Posted ID:UNJtP7cQbm

>>32 A5 3500-5000 อ่ะ แล้วแต่นักวาดตะละคน

35 Nameless Fanboi Posted ID:jHnVlTpwwz

>>30 จ่ายครั้งเดียวจบ ไม่ต้องแบ่ง ถ้าไม่มีชื่อเสียง ปกละ 2000 - 5000 แล้วแต่ความยากง่าย ถ้าพอมีชื่อเสียงบ้าง เคยรับงานวาดปก ค่าตัวก็จะขยับอีกสองพันสามพัน แต่ถ้ามีชื่อเสียง มีคนตามเพจ มีคนติดใจในผลงาน ออกงานสม่ำเสมอ สตาร์ทกันที่หมื่นนึงเลย และถ้าเป็นระดับที่มีการตีพิมพ์งานวาดเป็นเล่มแล้ว ดังโพดๆ ก็ว่ากันที่หมื่นห้าต่อปกเป็นอย่างต่ำ ทั้งหมดที่กูบอกมานี้คือยืมใช้งานเป็นหน้าปก กี่ปีก็ว่ากันไป ถ้ามึงจะซื้อขาดก็แล้วแต่มึงจะตกลงกับเขา ถ้าเป็นระดับดังแล้ว ซื้อขาดต้องไม่ต่ำกว่าสามหมื่น ทั้งหมดที่ว่ามาคือในวงการนิยายเท่าที่กูเคยทำ หนังสือแบบอื่นกูไม่รู้ แต่ก็คงใกล้เคียง

36 Nameless Fanboi Posted ID:a6kb1k++YD

>>35 มึงไปจ้างใครที่ไหนมาวะ แพงชิบหาย นักวาดจีนเหรอ? หรือจ้างในนามสนพ. คือนักวาดจริงๆได้เงินไม่ถึงขนาดนั้นนะมึง นักวาดไทยกูยังไม่เคยเห็นใครคิดเป็นหมื่นหมื่นห้าเลยนะถึงจะนึกวาดระดับเอ-ลิสก็ตาม ปกแจ่มใสทั้งเล่มรวมปกกับพวกคอมมิคในเล่มยังราวๆสองหมื่นเอง ปกอย่างเดียวหมื่นห้านี่ไม่มีทาง

37 Nameless Fanboi Posted ID:w3kcchgAd0

>>35 เดี๋ยวๆๆ มึงไปจ้างใครมา ส่วนใหญ่ไม่น่าคิดเรทขนาดนั้นนะ ขนาดพี่คนนึงที่ดังๆที่เขาวาดปกนิยายสีน้ำเยอะๆ ถ้าพูดชื่อพวกมึงก็น่าจะรู้จัก ก็ยังไม่เรตสูงขนาดนี้นะ หรือมึงไปจ้างพวกระดับอาจารย์หรอ หรือนักวาดของต่างประเทศอะ ถ้าใช่เรทไทยก็ไปคิดตามเขาไม่ได้เด้อ มึงอย่าลืมว่าค่าเงินเขาสูงกว่า เวลาแปลงเป็นเงินบาทมันเลยแพงกว่าเรทไทยด้วยกันอยู่แล้ว

38 Nameless Fanboi Posted ID:BCgdY5X8lj

อีเหี้ยยยย การเป็นนักเขียนนี้แม่งกรรมกรนิหว่า กูไม่ไหวร้าวววว ฮือๆๆๆๆ

39 Nameless Fanboi Posted ID:puf6Zcpw6W

>>37 แสดงว่ามึงไม่เคยดีลงานกับนักวาดระดับหมื่นอัพ

40 Nameless Fanboi Posted ID:BakjNqO8Xd

>>39 คือพวกดังๆที่กูรู้จักไม่มีใครคิดปกนิยายหมื่นห้าสักคน ยกเว้นพวกตปท.กูไม่รู้จักเรตเค้า กูเคยทำงานกับแจ่มใสแจ่มใสให้ A5 ปกละ 5000-6000

41 Nameless Fanboi Posted ID:auxGNTQ949

ถ้า A4 ปกละหมื่น+ อ่ะมีสิทธิ แต่ถ้า A5 กูไม่เคยได้ยินกว่าใครคิดหมื่น+ สนพ.ไทยบางที่ก็ให้เซนต์สัญญา บางทีก็ไม่ต้องทำห่าไรเลย แค่วาดให้เฉยๆน่าจะลข.ชั่วชีวิต จ่ายครั้งเดียวจบไม่มีเห็นมีซื้อขาดไรเลยอ่ะ เม้นที่บอกซื้อขาดสามหมื่นกูเดาว่าน่าจะเป็นการดิลงานกับนักวาดตปท. เมืองไทยเรทไม่ถึงจริงๆ นึกนักวาดเกรดเอเค้าก็คิดไม่แพงขนาดนั้นน เดวเพื่อนนข.จะตกใจตาย สรุปคือมึงของงานใครก็ไปถามราคาเค้าเลย แต่บางทีนัดวาดมันไม่ค่อยว่างงานเร่งหรอกต้องเผื่อเวลา 1-3 เดือนให้เค้าวาด จบ

42 Nameless Fanboi Posted ID:puf6Zcpw6W

>>40 กูติดต่อ Pazran งานวาดงามจนกูมือสั่น กรีดร้อง
แต่เงินกูไม่มี ไม่สามารถจ้างได้จริงๆ
เรตราคาหลักหมื่นค่ะ ไม่เชื่อก็ลองทักไปถามราคาเล่นๆดูดิ
นักวาดบางคนที่ดังๆ จะคิดลิขสิทธิ์สำหรับปกเล่ม แยกกับปกอีบุ๊ค ทั้งๆที่เป็นรูปเดียวกันนะ

43 Nameless Fanboi Posted ID:jNK273kwoo

ถ้าจ้างนักวาดจีนที่ดังๆนี่ปกละ 20,000+ นะบอกเลย

44 Nameless Fanboi Posted ID:g4kYmXSbN7

เห็นมึงคุยเรื่องปกกันเลยมีคำถาม กูเขียนนิยายแนวลึกลับ อยากได้ปกแนวนี้ไปจ้างได้ที่ไหนวะ

https://cdn5.vectorstock.com/i/1000x1000/64/84/halloween-party-poster-with-zombie-hand-house-vector-17206484.jpg

45 Nameless Fanboi Posted ID:J/yiw9ucPm

>>43 ถ้าเงินเขาสูงกว่าเราไง ถ้าเป็นคนในประเทศเขาจ้างกันเอง ก็จะไม่ได้มองว่าราคามันสูงเท่ากับเราไปจ้าง ยิ่งถ้าเป็นนักวาดประเทศฝั่งตะวันตก ยิ่งแพงเลย

46 Nameless Fanboi Posted ID:J/yiw9ucPm

>>45 ค่าเงิน* กูพิมผิด

47 Nameless Fanboi Posted ID:a9d6XJ/r+C

>>26 กูว่าเด็กดีคนอ่านเยอะสุด

48 Nameless Fanboi Posted ID:jNK273kwoo

>>45 ห๊ะ นิยายจีนนี่ถูกกว่าไทยอีกนะ ที่แปลขายกันเล่มละสามร้อยกว่านี่ถ้าอ่านจีนออกแล้วไปเที่ยวจีนซื้อเล่มมาอ่านเอง ก็ประมาณ 80-100 บาท แต่ถ้ามึงหมายถึงค่าครองชีพก็ใกล้เคียงกับไทยจ้า

49 Nameless Fanboi Posted ID:/Wsn3U3bgr

>>44 ไปกลุ่ม commission ในเฟสเลยมึง

กูเคยติดต่อเพจนึง เขาเป็นตัวกลางดีลงานให้เรากะนักวาดจีน
นักวาดดังๆงามๆที่เราเห็นงานแล้วโอ้ววว อ่ะ
กุนึกว่าแค่หมื่นสองหมื่น
เลยเลือกคนวาดที่ดูงานไม่น่าจะแพง
ปรากฏว่าเขาคุยกันที่ขั้นต่ำที่สามหมื่น ไม่รวมค่าคนกลางนะคะ ไม่อยากจะคิดถึงตัวท๊อปๆ

ปล.เขาคิดสูง เพราะคนจ้างไม่กดราคานักวาด ให้ราคาฝีมือไง

50 Nameless Fanboi Posted ID:IJUhfMpBpY

จงให้คะแนนความน่าเชื่อถือของ​ How to แต่งนิยายใน​ Dex-d

51 Nameless Fanboi Posted ID:g0bncJTZ9N

>>50 ไม่น่าเชื่อถือ 55 เพราะคนที่ชอบมาตั้งบอร์ดรีวิว แนะนำงั้นงี้ จริง ๆ ก็พวกนข.หน้าใหม่ ๆ ร้อนวิชา อวยตัวเอง บอกว่างานตัวเองเอกลักษณ์ 555 ไม่อะ งานหนูไม่เอกลักษณ์เลย หนูเขียนอ่านมาน้อยเกินกว่าจะสร้างพล็อตและสำนวนที่เป็นตัวเองสุด ๆ แบบไม่ติดกลิ่นของใครมาได้ค่ะ

52 Nameless Fanboi Posted ID:wZCvl1erza

>>50 มีแต่พวกอวยตัวเองและอวยพวกเดียวกันเอง วนลูปอยู่ในกะลาครอบ

53 Nameless Fanboi Posted ID:.E..kEbkT7

>>50 มันก็เป็นเรื่องที่นักเขียนทุกคนมันรู้อยู่แล้วอะ ไม่มีอะไรใหม่ บางครั้งก็กูอ่านแล้วก็อยากจะพิมพ์ตอบไปแบบนี้นะ

"มึงบอกให้พยายามเขียน....เออ กูก็อยากจะพยายาม แต่กูขี้เกียจไอ้สัส"

54 Nameless Fanboi Posted ID:ia3VWEkiO9

กุว่า How to จากเว็บมาสเตอร์ก็อะไรก็ไม่รู้ด้วย 555555

55 Nameless Fanboi Posted ID:yZNG6vi/fe

>>54 WM ในหมวดนิยายเอาตรงๆนะ พวกที่ดีๆเริ่มหายแล้วอะ เหลือแต่ติ่งสถพ ติ่งดอกปอป ติ่งกัล ติ่งแจ่มใส ที่วนเขียนบทความเชียร์พวกนี้ สาระไม่ค่อยมี กูจำได้พี่น้องพี่เต้ไรเนี่ย เขาเคยเขียนบทความดีจริงๆเกี่ยวนิยาย มีสาระจริงไม่กลวง เช่น เรื่องภูมิประเทศแบบไหนที่ใช้คำเรียกแบบไหน การเริ่มวางพล็อตนิยายควรเริ่มต้นจากอะไรต้องใส่อะไรบ้าง คือมันดีงามมากอะ กูใช้เป็นคลังความรู้ที่ดีได้เลย เสียดายอยู่เหมือนกันที่พวกพี่เขาหายไปแล้ว เหลือแต่พวก WM ติ่งโง่ๆที่เหมือนจ้างแม่ค้าครีมมาเขียนคอลัมน์อะ กลวงชิบหาย โหมแต่โฆษณานักเขียนหน้าเดิม

56 Nameless Fanboi Posted ID:W4C1NmCdDA

พวกมึงพอรู้จักเพจรีวิวนิยายสืบสวนปะ กูจะส่งหนังสือให้เขารีวิวหน่อย
ว่าแต่นอกจากหนังสือ มีค่าใช้จ่ายไปป่าววะ

57 Nameless Fanboi Posted ID:dkh7FYGCQY

>>48 ค่าเงินเขาสูงกว่าค่าครองชีพไง กำลังซื้อเขาถึงมากกว่าคนไทย คนเขาก็เยอะกว่า เวลาขายมันมีโอกาสได้กำไรมากกว่าไทยยุแล้ว มันถึงขายถูกได้ มึงงงไรอะ

58 Nameless Fanboi Posted ID:dkh7FYGCQY

>>57 ต่อๆ ยกตัวอย่างนะ รถไฟฟ้าไทยเงี่ย เป็นค่าครองชีพที่แพงมากนะ ถ้าเทียบกับค่าเงินไทยและรายได้ของคนในประเทศอะ เทียบแล้วสูงกว่าค่าความเหมาะสมในการครองชีพ เกือบ 100% อะ

59 Nameless Fanboi Posted ID:aZQu10c92I

>>58 ต้องเข้าระบบทุนนิยม
ราคาเอกชนทำ เค้าต้องมีกำไร...
ส่วนอยากนั่งราคาสบายก็ รถเมล์ ขสมก. ยังไง
แล้วผลคือการบริการห่วย ขาดทุน ต้องเอาใช้เงินภาษีไปโป๊ะปีละหลายพันล้านทุกปี ตลอดเวลา

60 Nameless Fanboi Posted ID:w1myf446YZ

>>59 กูรู้ กูแค่เปรียบเทียบตัวอย่างให้ >>47 มันดูว่า ทำไมจีนเขามีกำลังซื้อมากกว่าเรา เฉยๆ อย่างญี่ปุ่นก็เอกชนทำ บริการพวกนี้ราคาเขาสูงกว่าเรา แต่อัตราค่าเงินเขาก็สูง ซึ่งมันสมดุลกัน ประเทศอื่นประชาชนเขาถึงมีกำลังซื้อพวกสินค้าสิ้นเปลืองมากกว่าเรา

1 หยวน จีน จะเท่ากับประมาณ 4.50 บาทไทย ในราคาของที่เท่ากันกันค่าของชีพที่เท่ากัน เงินประชาชนในประเทศเขาเหลือมากกว่า ในการที่จะซื้อของสิ้นเปลืองอย่างเช่นหนังสือเขาก็มีมากกว่า

แล้วมึงอย่าลืมว่าคนเขาเยอะของเขายิ่งขายได้ถูกกว่า คนไทยมี 60 กว่าล้านคน แต่คนจีนมีพันกว่าล้านคน ต่อให้เขาขายถูก แต่จำนวนขายได้มันมีโอกาสที่จะขายได้มากกว่าอยู่แล้ว กำไรมันก็มาจากตรงนี้

ภาพวาดปก 20000+ ที่พวกมึงบอกว่าแพง ใช่มึงในค่าเงินเรามันแพง แต่ถ้าคนในประเทศเขาจ้างกันเอง มันไม่แพงนะ ค่าเงินเขาสูงกว่าเราเกือบ 4-5 เท่า ในมุมมองเขามันก็คงคล้ายๆ 5000-6000 บ้านเราอะ

61 Nameless Fanboi Posted ID:w1myf446YZ

แก้ๆๆ ให้ 48 ดู

62 Nameless Fanboi Posted ID:2QxUY31NRL

>>60 กูยืนยันว่าคนจีนอ่านหนังสือดุจริง ๆ ไม่งั้นธุรกิจร้านหนังสือที่นั่นคงไม่บูมขนาดนี้

63 Nameless Fanboi Posted ID:g42y5djHuO

>>50 89% เสียเวลา 555

64 Nameless Fanboi Posted ID:S.qQYT9fmq

>>60 มึงเข้าใจเรื่องค่าเงินผิดรึเปล่าเนี่ย สมมติก๋วยเตี๋ยวไทยชามละ 30 บาท ไม่ได้หมายความว่าก๋วยเตี๋ยวที่จีนราคา 30*4.5 บาทนะเว้ย
ค่าครองชีพก็คือค่าครองชีพ ไม่ใช่เอาอัตราแลกเปลี่ยนเงินมาเทียบกัน เวรกรรม

65 Nameless Fanboi Posted ID:S.qQYT9fmq

>>60 ต่อๆ ถ้ามึงคิดยังงี้จะอธิบายค่าเงินเยนกับเงินวอนยังไง
38 วอนเกาหลี จะเท่ากับประมาณ 1 บาทไทย ค่าครองชีพไทยสูงกว่างี้เหรอ

66 Nameless Fanboi Posted ID:uU6hZqfrpH

>>62
ต้องชมภาครัฐบาลคอมมิวนิสต์ของเขา ที่อัดฉีดเม็ดเงินมหาศาลเข้ามาช่วยวงการหนังสือ
แค่ใช้เงินซื้อหนังสือเข้าห้องสมุด 600,000 แห่ง ทั่วประเทศ ก็เป็นมหาศาลแล้ว
อีกอย่างฐานคนอ่านที่มีประชากรเยอะ เป็นตัวช่วยสนับสนุนอย่างดี
และวัฒนธรรมของเขาก็แทรกซึมต่างประเทศได้ง่าย... เห็นจากวงการหนังสือบ้านเราเอง ยังต้องไปซื้อลิขสิทธิ์ของเขามากันเป็นล่ำเป็นสัน

67 Nameless Fanboi Posted ID:0o6vPPEO8F

>>64 ราคาบางอย่างก็พอๆกันเถอะ ไม่ได้แพงกว่าไทยเลย บริการสารธารณะบางอย่างถูกกว่าไทยด้วยซ้ำ หรือแล้วแต่มณฑลไม่รู้นะ เพราะไม่ได้เคยไปทุกมณฑลเหมือนกัน แต่ยืนยันว่าราคาของที่จีนค่อนข้างถูกนะ เมื่อเทียบกับค่าเงินของของเขาอะ

68 Nameless Fanboi Posted ID:0o6vPPEO8F

>>65 ของญี่ปุ่นค่าเงินเขาสูง แต่ค่าครองชีพเขาสูงมันก็สูงไง ทุกประเทศไม่ได้เหมือนกันปะ
มาเลงี้ก็คล้ายๆจีนนะ 1 ริงกิต เท่ากับประมาน 7-8 บาทไทย แต่มึงเขาใจคำว่าค่าครองชีพเขาเท่าคนไทยมั้ย ราคาของส่วนใหญ่มันก็เท่ากัน อาจมีเหลื่อมล้ำกันบ้างแต่ก็พอกัน อย่างของแบบเดียวกันเนี่ย ไทย 100 บาท มาเลย์อาจจะอยู่ที่ 100-120 ซึ่งมันทำให้เงินเขาเหลือ เข้าใจมั้ยเนี่ย มันไม่ใช่ทุกประเทศนะ ที่ค่าเงินสูงละค่าครองชีพจะต้องสูงอะ ขนาดประเทศเรายังค่าเงินต่ำ ค่าครองชีพยังสูงได้เลย หมายถึงถ้าเทียบกันอะนะ คือตามหลักเศรษฐศาสตร์มันไม่สมดุลอะ ประมาณนั้น เกตยัง

69 Nameless Fanboi Posted ID:uU6hZqfrpH

พวกมึงต้องเข้าใจอย่าง
ต้นทุนหนังสือถูกหรือแพง ขึ้นอยู่กับจำนวนตีพิมพ์ด้วย ยิ่งพิมพ์เยอะยิ่งขายถูกลง
แต่ ของไทยคือ
การพิมพ์จำนวนน้อยนั่นแหละ ยิ่งน้อย ต้นทุนยิ่งสูง เพราะมันมีหน่วยจุดคุ้มทุนด้วย
นักเขียนบ้านเรา แค่หลักพันเล่ม ยังหืดขึ้นคอแล้ว อย่าหวังว่าหนังสือจะถูกได้ ไม่งั้นสนพ. หรือ นักเขียนก็อยู่ไม่ได้
แบบทำมือยังหวังกันแค่หลักร้อย...

70 Nameless Fanboi Posted ID:ZnhusV5rX4

กูขอแชร์ประสบการณ์นิดหนึ่งนะเพื่อนโม่ง คือตอนนี้กูลาออกจากงานประจำมาเป็นนข.สายทำมือเต็มตัว(ใครมีงานดีๆทำอยู่อย่าอย่าตัดสินใจเหมือนกูล่ะ) กูตีพิมพ์นิยายครั้งหนึ่งน้อยมาก ไม่ถึงร้อยเล่มก็มี ละทุกครั้งที่ตีพิมพ์คือเสมอตัวตลอด คิดว่าไม่เข้าเนื้อกูก็บุญแล้ว ทีนี้ก็ก็ฮีลใจตัวเองด้วยการไปคิดเอากำไรจากการขายอีบุ้กแทน ยอดขายก็เรื่อยๆมาเรียงๆ มีรายได้พอเลี้ยงตัวเองได้ไปวันๆรายได้แบเดือนชนเดือนอะ กูก็ยังไม่ค่อยพอใจกับฝีมือตัวเองเท่าไหร่ แต่กูก็จะพยายามสู้ต่อไปเว้ย และคงจะต้องหารายได้เพิ่มจากงานอื่นด้วย ไม่งั้นกูคงไม่มีเงินเก็บแน่นอน

71 Nameless Fanboi Posted ID:PVAbiQwW+J

>>68 เออจริงๆ ค่าของครองชีพไทยมันสูง ถ้าวัดจากค่าเงินและอัตราเงินเดือนของประชาชนในประเทศ กูก็มีเพื่อนทำงานอยู่ปีนังนะ งานบริษัทธรรมดาๆเกี่ยวกับการไฟแนนซ์นี่แหละ ตอนอยู่ไทยได้ 20000 กว่าบาท ไปอยู่มาเลเซียได้กี่ริงกิตนี่แหละไม่แน่ใจ น่าจะ 5000 ริงกิตมั้ง ตีเป็นเงินไทยแล้วประมาณ 40000 บาทต่อเดือน ซึ่งตำแหน่งก็ลูกจ้างปกตินะ ไม่ใช่ระดับหัวหน้าด้วย แล้วกูเคยไปเยี่ยมนางที่มาเลเซีย ราคาอาหารการกินข้าวของเครื่องใช้ที่นู่นพอๆกับไทยเลย ถ้าไม่ฟุ่มเฟือยยังไงเงินก็เหลือแน่ๆ ไม่แปลกที่เพื่อนกูนางไปแค่ไม่ครบปี เงินเก็บนางหลักแสนแล้ว ส่วนกูหรอหึๆ เงินเดือนก็ไม่แย่ มาตราฐานปกติ แต่อย่างต่ำๆค่าข้าวสามมื้อต่อวัน ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ามือถือ ค่าเน็ต นู่นนี่จิปาถะกาละมังสังกะสี นี่ดีนะยังไม่มีลูก ไม่งั้นค่าเทอม ค่านม ค่าบลาๆก็จะมาอีก เฮ้ออออ เลิกพูดซะที่ว่าประเทศไทยค่าครองชีพถูก ใช่ สำหรับนักท่องเที่ยวมันถูก เพราะค่าเงินเข้าสูงกว่าเรา แต่สำหรับคนในประเทศ ก็ดูรายได้ด้วยจ้า ค่าครองชีพแพงกว่านี้ก็เตรียมแดกลมแทนข้าวเหอะ มันแพงจนบางครอบครัวเขาไม่กล้ามีลูกแล้ว ทีนี้แม่งก็เกิดปัญหา ไม่มีเด็กเกิดใหม่อีก จนทำให้ประเทศเข้าภาวะวิกฤตที่จะขาดแคลนแรงงานภายในอีกไม่กี่ปี เพราะในประเทศมีแต่คนแก่ เดี๋ยวแรงงานในประเทศไม่พอ เศรษฐกิจก็จะยิ่งพังกว่านี้ เจริญชิบหาย สภาพเศรษฐกิจแบบนี้ สินค้าที่ไม่ใช่ปัจจัยสี่อย่างหนังสือ ถามจริงใครมันจะไปมีปัญญาซื้อได้มากมายขนาดนั้น เออคนรวยหรือมีเงินหน่อยหรือคนระดับกลางบนๆอาจจะซื้อได้แหละ แต่ประเทศเราคนระดับกลางล่างไปจนถึงระดับล่างแน่นอนว่ามันเยอะกว่ามาก ซึ่งคนกลุ่มนี้บางทีเขาก็คงไม่มาซื้อของสิ้นเปลืองพวกนี้หรอก เพราะมันขายได้น้อย พวกสำนักพิมพ์มันถึงขายถูกไม่ได้

72 Nameless Fanboi Posted ID:8AK314P7oe

กูทำหนังสือขายทียังไม่ถึง 300 เล่มเลยมึง วงการนี้เงินไม่หนาอยู่ไม่ไหว

73 Nameless Fanboi Posted ID:qFMhuPJp5k

>>70 มึงต้องมีแฟนคลับเหนียวแน่นส่วนนึง แล้วสร้างฐานลูกค้าได้เรื่อย ๆ นึกออกปะ มันถึงจะไปรอด เพราะกูคิดว่าถ้าไม่สะสมฐานแฟนคลับไปเรื่อย ๆ แฟนคลับที่ตามมึงอยู่อาจจะลดน้อยถอยลงไป กูเห็นนข.บางคน อยู่กับสนพ.ก็มีแฟนคลับ แต่ทำมือแล้วขายไม่ดี ขนาดขายอีบุ๊กมาเป็นปี ๆ เรื่องนั้นยังไม่ได้สายสะพายเลย ทั้ง ๆ ที่ตอนอยู่สนพ.คือปังมาก เรียกได้ว่าเป็นนามปากกาที่นักอ่านส่วนใหญ่จะรู้จัก มีรีวิวในกู๊ดรีดส์ว่าเป็นนิยายสนุกต้องหามาอ่าน แต่ตอนนี้เขาทำมือเอง ขายอีบุ๊กเอง ฐานแฟนคลับคือคนเดิม ๆ ที่ก็ไม่รู้ว่าสักวันเขาจะเลิกติดตามมั้ย กูเห็นด้วยนะว่าทุนต้องหนา กูก็คิดจะเป็นนข. ไปตลอด แต่กูจะหางานประจำทำด้วย เป็นงานที่ไปกันได้กับงานเขียน (กูเรียนอักษรมาอะ) แต่กูจะไม่ทำมือเองนะ กูจะส่งสนพ.อะ กูคิดแค่ว่ากูเขียนได้อย่างเดียว ทุนกูไม่มี กูตรวจงานเองก็ไม่ได้ (งานกูสมควรได้รับการขัดเกลาจากคนอื่น) ยิ่งการตลาดกูยิ่งเหี้ย เพราะกูทำอะไรไม่เป็นเลย มึงลองกลับเข้ามาในระบบสำนักพิมพ์ดีมั้ย ตีพิมพ์กับที่ใหญ่ ๆ น่าจะได้เงินก้อนมา อย่างน้อยก็มีเก็บไว้สักก้อนก่อนและสำคัญคือมึงไม่เข้าเนื้อ แต่แค่ต้องประสาทแดกกับการแก้ไปแก้มา แก้จนกว่าเขาจะพอใจ

74 Nameless Fanboi Posted ID:t4K3lfs0Iw

>>70 ขอละลาบละล้วงถาม ทำไมตัดสินใจลาออก เพราะมีปัญหายังไงก็จะลาออกอยู่แล้วหรือว่าตอนนั้นเขียนหนังสือรายได้เลี้ยงตัวได้เหรอ

75 Nameless Fanboi Posted ID:wR/Oy+qVU2

>>73 ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะมึง ที่มึงว่ามาถูกทุกอย่างเลย ทุนกูไม่เยอะการตลาดก็แย่ คงต้องรีบหางานประจำทำแล้วล่ะ >>74 ที่ลาออกเพราะบริษัทมีปัญหาเรื่องเงินว่ะ อยู่ต่อก็ไม่น่าจะได้เงินเดือนหรืออาจจะได้ช้ามาก ก็เลยต้องตัดสินใจแบบนี้

76 Nameless Fanboi Posted ID:DTtnyF+woG

>>75 สู้ๆ

77 Nameless Fanboi Posted ID:.F8D3zHEs3

>>75 สู้ ๆ นะมึง สำหรับกูนี่เขียนได้มีเอกลักษณ์ก็ถือว่ามาไกลแล้ว แต่ขั้นต่อไปคืออยากได้ตีพิมพ์กับสนพ.สักเรื่อง กูไปทีละสเตป ๆ กูไม่รีบอะ อีกอย่างกูอยากเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ว่าจะเขียนยังไงให้ดี ตอนนี้กูอ่านหนังสือเยอะมาก ต่อไปคงอ่านเก็บสำนวนแบบฝรั่ง กูว่ามันเก๋ดี สู้ ๆ นะมึงงงงง

78 Nameless Fanboi Posted ID:Pn2Djxh/w.

>>77 กูเป็นนักอ่าน ขอสอดนิดนะ กูคิดว่า สนพ. กก. เป็นตัวอย่างที่ดีนะ ถ้าจะเอาสำนวนฝรั่งเก๋ๆ

โดยเฉพาะฉากเลิฟซีน อ่านแล้วเลือดลมสูบฉีด กูไม่ค่อยได้อ่านิยายไทยติดเรต เพราะเกลียดเลิฟซีนแบบไทยๆ มันไม่ละมุนอะ

79 Nameless Fanboi Posted ID:.F8D3zHEs3

>>78 กก ที่พิมพ์หนังสือฝรั่งแนวโรมานซ์ใช่ป่าววะ สำนวนเก๋จริง แต่กูต้องหาซื้อเอง นิยายในหอสมุดมหาลัยไม่มี กก เลยอะ เส้าาาาาา

80 Nameless Fanboi Posted ID:wopyboj29I

>>73 ขอถามได้มั้ยว่าถ้าเป็นนข ที่ดองนิยายไปนานมาก เป็นปีๆ แบบนี้จะกลับมาสร้างฐานนักอ่านยังไง สมมติว่าอัพนิยายสม่ำเสมอทุกวันแบบนี้มีส่วนช่วยให้คนมาอ่านนิยายมากขึ้นมั้ยอ่ะเพื่อนโม่ง

81 Nameless Fanboi Posted ID:r3bWGF.p2.

>>80 ไม่มี ทุกอย่างต้องใช้เวลา หรือมึงจะก่อดราม่าสร้างกระแสก็ได้ ลองดู

82 Nameless Fanboi Posted ID:iEJ/6KMec.

>>80 มีนะ นักอ่านมีเยอะกว่าคนเขียน มึงไม่ต้องห่วงหรอกว่าจะไม่มีคนอ่านนิยายมึง แต่มึงต้องหาทริกดึงคนอ่านให้ได้เท่านั้น อัพสม่ำเสมอก็ดีเพราะนิยายมึงจะอัปเดตบ่อยนักอ่านเห็นบ่อย ถึงนิยายมึงจะห่างไกลการติดท็อป แต่ถ้าขยันอัปเดี๋ยวก็มีนักอ่านเพิ่มมาเองแหละ
ปล.แต่กูไม่สนับสนุนการอัปแบบซอยตอนย่อย มันน่าเกลียดและฟินไม่สุด ต่อให้เขียนสนุดจนติดท็อปแต่ชอบซอยตอนถี่นักกอ่ายก็หายอะ ไม่เลิกติดตามก็ค่อยรอรวบอ่านจบทีเดียว แล้วก็รอนานจนลืม...

83 Nameless Fanboi Posted ID:0QAIJiUZH3

กูเห็นนขบางคนที่ดองนิยายนานๆ พอกลับมาอัพนักอ่านก็หายไปเยอะนะ วิธีเรียกนักอ่านกลับมาเร็วสุดคือทำPR ถ้ามีเพจนิยายอยู่แล้ว+มีทุนก็ซื้อโฆษณาเฟสบุ๊ค ในกรณีที่มึงมีนิยายสต็อกไว้จนจบ/เกือบจบแล้วPRผ่านเฟสก็ได้ แต่ถ้ายังแต่งไม่จบเดี๋ยวผลุบๆ โผล่ๆ หายไปอีกก็ไม่ต้อง การอัพนิยายสม่ำเสมอก็มีส่วน ถ้ามึงอัพนิยายทุกวันไม่มากก็น้อยนักอ่านเพิ่มแน่ๆ แต่ถ้ามึงอัพทุกวันแล้วหายไปหลายเดือนแล้วกลับมาอัพใหม่แบบนี้ ต่อให้นิยายสนุกยังไงนักอ่านก็หาย เดี๋ยวนี้นิยายสนุกๆ โผล่มาเยอะมาก กูว่าวงการนิยายการแข่งขันสูงนะ ถึงมึงจะดองแต่ก็ยังมีนิยายเรื่องอื่นให้นักอ่านเลือกอ่านอยู่ดี ยกเว้นนิยายมึงมีเอกลักษณ์มากๆ เจาะเฉพาะกลุ่มแบบ niche market ก็ยากนะที่นักอ่านจะยอมตาม

84 Nameless Fanboi Posted ID:FXwKdsSMfM

>>79 พวกกลุ่มที่ขายนิยายมือสองอะ บางทีปล่อยถูกมาก

85 Nameless Fanboi Posted ID:.F8D3zHEs3

>>84 ขอบคุณค่ะมึงงงง กูเคยอ่านแค่เล่มสองเล่มมั้ง ที่มีก็มีแต่ของเกรซ แต่อยากอ่าน กก มากกว่า

86 Nameless Fanboi Posted ID:pSeELMkVZk

โม่งนข.มีวิธีแก้อาการหมดไฟปะวะ
กูห่างงานเขียนมาเกือบปีเพราะเรียนหนัก พอตอนนี้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้วกูรู้สึกหมดไฟในการแต่งต่อว่ะ คงเพราะกูอยู่ในคอมฟอร์ทโซนนานเกินไปละ ทำไงดี

87 Nameless Fanboi Posted ID:OB8Fx/3I/p

อยากจะลองเขียนนิยายดูแต่ไม่รู้จะเขียนลงที่ไหนดี เพื่อนโม่งพอจะแนะนำช่องทางให้ได้ไหม?

88 Nameless Fanboi Posted ID:PDVEKDTZIh

>>87 เด็กดี

89 Nameless Fanboi Posted ID:.F8D3zHEs3

>>86 กูเคยติดพันสอบเรียนต่อจนไม่ได้เขียน พอกลับมารีบูตส์ใหม่ก็ขลุกขลักอยู่พอควร ตอนนี้เขียนทุกวันมาหกเดือนตั้งแต่ปีใหม่ก็ยังขลุกขลักอยู่ เอาเป็นว่ามึงไม่ต้องคิดว่าจะจุดไฟขึ้นใหม่ มึงแค่คิดว่าต้องเขียนให้ได้ทุกวัน แค่นี้ก็พอ

90 Nameless Fanboi Posted ID:C2X+efb/ie

>>86 กูมีปัญหาที่เกี้ยกว่ามึง คือหมดไฟเรื่องเก่าแต่มีไฟแต่เรื่องใหม่ //มองพล็อตนิยายที่ดองไว้จำนวนมหาศาล

91 Nameless Fanboi Posted ID:C2X+efb/ie

>>87 ReadAWrite

92 Nameless Fanboi Posted ID:WVh7WFweRc

>>90 อย่าไปเริ่มเรื่องใหม่เชียวนะมึง รับรองไม่จบแน่ เผลอ ๆ ไม่จบทั้งคู่ด้วย

93 Nameless Fanboi Posted ID:XjbJ+EyFj6

>>92 แล้วต้องทำไงวะ

94 Nameless Fanboi Posted ID:fOZpEgrXk2

มึงกูมีปัญหาอะ กูเขียนนิยายมานานแล้ว และกูเป็นคนฝึกการบรรยายมานานมากกกกก สุดท้ายการบรรยายกูลื่นไหล สำนวนภาษาดี (บก.บอก) สำนวรภาษามีเอกลักษณ์ เป็นตัวเอง ไม่เหมือนใคร (นักอ่านกับรุ่นพี่นักเขียนบอก) แต่กูเป็นพวกชอบอ่าน ชอบศึกษาไปเรื่อย กูเรียนอักษรด้วยเลยได้อ่านอะไรใหม่ ๆ ทุกวัน แล้วกูชอบสำนวนของนข.คนหนึ่ง เขาเขียนกระชับ ได้อารมณ์ กูอยากทำแบบเขาบ้างกูเลยเปิดเรื่องใหม่แล้วพยายามบรรยายกระชับ ๆ แบบเขา แต่กูทำไม่ได้อะ สำนวนกูเป็นตัวกูมาก ๆ มากแบบเปิดเวิร์ดมาบรรยายได้เลยเป็นหน้า ๆ งี้ กูพอใจและชอบสำนวนของกูนะ แต่กูอยากทำให้ได้สำนวนแบบเขาอะ แบบกูไม่ทิ้งสำนวนตัวเองหรอก แต่อยากทำสำนวนแบบเขาให้ได้อีกสักแบบหนึ่ง กูคิดมากมานานแล้วอะมึง กูควรทำไงดี ระหว่างฝึกใช้สำนวนแบบเขา คิดย่อให้กระชับ ๆ หรือเขียนสำนวนแบบกูไปเลย คิดอะไรได้ก็เขียนไปเลยแบบนั้นทุก ๆ เรื่องไม่ต้องดัด ฮือออ

ให้คำแนะนำกูหน่อย กูอาจจะเรียบเรียงคำถามได้ไม่ดีนะ กูอ๊อง ๆ แบบนี้ กูขอโทษ

95 Nameless Fanboi Posted ID:wv0Gy9ndYU

>>94 มึงกำลังจะก็อปสำนวนเขาเหรอ? น่าเกลียดอะ ถ้ามึงเอามาใช้เป็นแรงบันดาลใจก็ว่าไปอย่าง ถ้ามึงชอบสำนวนตัวเองแต่ก็ขอบสำนวนเขาด้วย มึงก็มาประยุกต์กันได้มั้ง ไม่ถึงกับต้องทิ้งสำนวนของตัวเองแล้วก็อปสำนวนเขามาหรอก แบบ ส่วนไหนที่ควรปรับก็ปรับไปบางส่วน เช่นการบรรยายปรับให้กระชับขึ้นแต่ยังคงความเป็นตัวเองไว้ ถ้าจะก็อปสำนวนเขามาก็เหมือนมึงทิ้งเอกลักษณ์ตัวเองอะ เอามาเป็นแรงบันดาลใจได้แต่อย่าเอามาเป็นของตัวเองเลย

96 Nameless Fanboi Posted ID:fOZpEgrXk2

>>95 ฮือ ใช่มึง เออใช่คำว่าก๊อปนี่ละ ขอบคุณมึงมากที่ทำให้กูคิดได้ แง ๆ กูไม่เคยคิดถึงคำว่าก๊อปมาก่อนเลยว่ะ (กูเป็นพวกคิดอะไรไม่รอบด้านด้วยแหละ) จริง ๆ เจอคำพูดมึงที่บอกว่าอย่าทิ้งเอกลักษณ์ เออจริงว่ะ ทำไมกูต้องทิ้งเอกลักษณ์กูด้วยทั้ง ๆ ที่กูมีเอกลักษณ์ ขอบใจมึงมาก กูจะแค่ประยุกต์เท่านั้น แต่เท่าที่กูอยากได้สำนวนแบบเขากูไม่ได้ลอกเขานะ กูนั่งเขียนเองคิดเอง แต่พยายามทำให้มันกระชับมากขึ้นแบบที่เขาเขียน อะไรไม่จำเป็นก็พยายามตัดอะ แต่ตอนนี้รู้ละว่ากูต้องการอะไร ขอบคุณมากนะเพื่อนโม่ง

97 Nameless Fanboi Posted ID:DYP2iAw7uk

>>96 นี่มึงคงไม่ใช่ นักเขียนที่กูตามอ่านอยู่หรอกนะ5555(เพราะกูรู้ว่าเขารู้จักโม่ง) กูเคยเห็นคนแนะนำเขาให้เขียนให้กระชับ แต่กูรัก สำนวน รักการเขียนของเขามาก คือกูจะบอกว่า มึงไม่ต้องกังวล มึงเป็นตัวของตัวเองอะดีแล้ว เพราะมันก็มีบางคนที่รักมึงที่เป็นแบบนั้น

98 Nameless Fanboi Posted ID:CRe1IcDqKO

>>97 น่าจะไม่ใช่มั้งมึง 555 รึเปล่าวะไม่รู้ แต่นักอ่านเคยบอกว่าชอบสำนวนกูที่บรรยายละเอียด กูก็ชอบนะ แต่กูอยากเขียนให้กระชับได้บ้าง แบบเออ เรืองนี้เขียนสำนวนยาว ๆ อีกเรื่องเขียนสั้น ๆ ง่าย ๆ คืออยากเขียนให้ได้หลายแบบ กูเจอเอกลักษณ์ตัวเองแล้ว แต่อยากเรียนรู้ให้ได้มาก ๆ กูเป็นพวกแค่มีตัวหนังสือกูก็ชอบแล้ว แยกแยะไม่ได้ว่าสำนวนแบบไหนดีหรือไม่ดี เพราะนักเขียนทุกคนก็มีจุดเด่นจุดด้อยในตัวเองอยู่แล้วอะ แต่แน่ ๆ คือกูอยากทำให้ได้หลาย ๆ แบบ แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นตัวเองดีที่สุด ถ้าอยากเขียนสำนวนกระชับ ๆ ก็ปรับให้เข้ากับสำนวนตัวเองเอา ขอบคุณมึงมากน้าาาาา

99 Nameless Fanboi Posted ID:YZyhAYbQBp

>>94 อ่าน คห มึงยังวนๆอยู่เลย นี่คือสำนวนดี? หรือว่าในนิยายเขียนดีกว่านี้?

100 Nameless Fanboi Posted ID:CRe1IcDqKO

>>99 กูบอกแล้วไงว่าอ๊อง ๆ แบบนี้ ตอนตั้งคำถาม คอมเมนต์ กูจะใช้ภาษาวน ๆ แบบนี้แหละเพราะกูเป็นแบบนี้ แต่ในนิยายเป็นอีกแบบนึง เพราะในนิยายกูเรียงประโยคได้อยู่แล้ว แต่พอมาเขียนคำถามอะไรแบบนี้กูจะอ๊องมาก มาแนว ๆ นี้แหละ สำนวนดีไม่ดีกูไม่รู้ แต่บก.บอกว่ากูใช้ภาษาได้ดี อ่านลื่นไหล นักอ่านก็เหมือนกัน กูพอใจสำนวนนิยายกูแล้ว ส่วนเวลาเขียนอะไรที่ไม่ใช่นิยายหรือบทความอันนี้เป็นสิ่งที่กูต้องแก้ไข เมนต์นี้มึงก็อาจจะอ่านแล้ววกวนอีก เพราะกูก็เป็นแบบนี้

101 Nameless Fanboi Posted ID:CRe1IcDqKO

>>99 กูคนเดียวกับ 100 ถ้ามึงมาอ่านเมนต์กู กูอยากจะบอกตรงนี้ว่ากูไม่รู้ว่ามึงจะทำอะไรต่อ จะแซะสำนวนกูหรือว่ายังไงอีกมั้ย แต่กูไม่อยากฟัง กูรู้แต่แรกแล้วว่าสำนวนเวลากูตั้งคำถามหรืออะไรแบบนี้กูจะเขียนวน ๆ ส่วนนิยาย เรื่องสำนวนดีไม่ดีกูไม่ได้ตัดสินเองนี่ นักอ่านกับบก.แล้วก็นักเขียนที่กูรู้จักเขาบอกว่าสำนวนกูดี กูเลยยึดหลักเขียนสำนวนแบบนั้นต่อไป ถ้ามึงจะอะไรอีกกูก็ไม่เมนต์ตอบแล้วกันนะ รำคาญ

102 Nameless Fanboi Posted ID:fxWm8k0ds4

55555 อ่านไม่รู้เรื่อง จับใจความได้แค่ แบบนี้ แบบนี้ แบบนี้ แบบนี้ แบบนั้น แล้วปิดท้ายว่ารำคาญ
บรรยายเยอะไม่ได้หมายความว่าสำนวนดี อ่านแล้วโคตรรำคาญ น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง

103 Nameless Fanboi Posted ID:CRe1IcDqKO

>>102 แต่นักอ่านและบก.เขาชอบสำนวนกู ดังนั้นกูก็จะเขียนต่อไปค่ะ อิอิ มึงรำคาญก็รำคาญค่ะ อ่านไม่รู้เรื่องก็เรื่องของมึงค่ะ แค่มีคนชอบงานกูกูก็พอแล้วค่ะ

104 Nameless Fanboi Posted ID:fxWm8k0ds4

ย้ำอยู่ 4-5 รอบ ว่าสำนวนดี บก.ชม คนอ่านชอบ
ถ้าไท้หลงตัวเองก็เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ
ถ้าพอใจสำนวนตัวเองแล้วจะไปก๊อปสำนวนคนอื่นทำไม
มึงพิมพ์เองยังขัดแย้งกันเองเลย

105 Nameless Fanboi Posted ID:CRe1IcDqKO

มึงสองคนไปนอกรอบกันเองไป เสียบรรยากาศ

106 Nameless Fanboi Posted ID:YQ7NyJ5e/V

เบื่อโทรล หยุดวิ่งเล่น นี่กระทู้สาระ

มาเปิดประเด็นใหม่ๆ กูกำลังจะเขียนนิยายแนวเกมเอาชีวิตรอด แล้วทีนี้กูมีปัญหาคือ นิยายแนวนี้ควรกี่เล่มจบดี กูใช้ห้าตัวละครหลักอะ แล้วเกมที่จะเล่นมันต้องใช้ด่านห้าด่าน จะเอาด่านละภาคเลยมันจะดูเวิ่นเว้อไปปะ เพราะเนื้อหาหลักๆ คือแก้ปริศนาด่านเกมและปมตัวละครแต่ละตัว ซึ่งกูกะว่า 1 ภาค-1ตัวละคร 1 ด่าน โดนพล็อตเรื่องมันก็แนวเกมเอาชีวิตรอดอะแต่กูจะพาโรดี้หน่อย ๆ ด้วยการให้ทุกคนช่วยเหลือกันไม่ได้ฆ่ากันเอง ใครที่เคยเขียนแนวนี้มาแนะนำที กูลองหานิยายแนวนี้อ่านหลายเรื่องแล้วยังตัดสินใจไม่ได้อะ

107 Nameless Fanboi Posted ID:pB2y8Alq7B

>>103 คนแบบนี้ไม่น่าจะมีเพื่อน มีสังคมนะ พ่อแม่ก็คงไม่น่าจะมี
ปล่อยมันอยู่ในโลกจินตนาการของมันไปเถอะ

108 Nameless Fanboi Posted ID:G90Ho10dR+

>>103 มึงเหมือน นข ที่กูรู้จักคนนึงเลย
หลงตัวเองสัสๆ โม้หอยเหม็น แล้วมาโป๊ะแตกตรงที่กูก็รู้จักบก.
เขาบ่นๆๆ ให้กูฟังว่างานแม่ง.... แต่นางนข.ตีความว่าบก.ชม
หลังจากนั้นมา กูโคตรขรรมเวลานางโม้
มึงก็อย่างเป็นแบบนางนข.คนนั้นก็แล้วกัน อิอิ

109 Nameless Fanboi Posted ID:EwlpTIf.u+

Ky เพื่อนโม่งพวกมึงคิดว่าระหว่างดองนิยาย VS รีไรท์นิยาย อย่างไหนทำให้นักอ่านหายมากกว่ากัน ส่วนตัวกูคิดว่าการรีไรท์นิยายทำให้นักอ่านหายเยอะกว่าดองนิยายอ่ะ เพราะทำให้นักอ่านสับสนเนื้อหาไม่ก็บางคนขี้เกียจอ่านเวอร์ชั่นรีไรท์ก็อันเฟบไปเลย แต่ถ้าดองอย่างน้อยก็ยังแต่งต่อไม่ได้ทำให้นักอ่านสับสนเนื้อเรื่อง ที่กูสังเกตมาคือนิยายที่ดองนานๆ ส่วนใหญ่เวลาอัพนักอ่านจะดีมากกว่าเวลานข ประกาศรีไรท์อ่ะ

110 Nameless Fanboi Posted ID:4n3zKRtskU

>>109 มันไม่ต่างกันเว้นแต่เวลารีไรต์แล้วจะให้มันแจ้งเตือน สำหรับนักอ่านแล้วครั้งสองครั้งไม่เป็นไร แต่ถ้าประกาศแม่งทุกตอนก็จะรู้สึกเหมือนมึงอัปหลอกอะ นักอ่านไม่ได้อยากรู้ว่ามึงรีไรต์ว่ายังไง เขาอยากรู้ตอนต่อๆ ไป หรือมึงจะรีไรต์จบแล้วค่อยมาบอกก็ได้

111 Nameless Fanboi Posted ID:KxtluY0dWY

มึงว่าอาชีพนักเขียนในเมืองไทยจะมีโอกาสร่ำรวยไหมวะหรือว่านักเขียนที่ไหนก็เหมือนๆกัน ส่วนพวกแดน บราวน์ กับป้าคนที่เขียนแฮรี่ เป็นยอดปิรามิดวะ

112 Nameless Fanboi Posted ID:Beh6P/pCf.

>>111 ไอ้พวกท็อปตามเว็ป รายได้เป็นแสนนะมึง อย่าดูถูกไป
ส่วนโอกาศจะรวยเป็นพันล้าน แบบพวกที่มึงว่ามา กูว่าไม่ใช่เป้าหมายของนักเขียนอยู่แล้วว่ะ อยากรวยไปทำอย่างอื่นเถอะ

113 Nameless Fanboi Posted ID:Ub.z2eVner

>>109 อัปทีละฉี่มดก็หายเหมือนกันค่ะ 55555555555555

114 Nameless Fanboi Posted ID:KxtluY0dWY

>>112 โอเค ขอบคุณมากโม่ง

115 Nameless Fanboi Posted ID:GvL97GXinx

>>111 ชื่อที่มึงยกมามันเกินไป

ร่ำรวยมันก็พอมีทาง แต่มึงต้องเปลี่ยนตลาดใหม่ คิดเสียว่าตัวเองเป็นคนอเมริกา เป็นคนจีน คนญี่ปุ่นที่มาพักอยู่ไทย ตลาดมึงก็จะไม่ถูกจำกัดแล้ว แต่มึงก็ต้องอ่านออกเขียนภาษาเขาได้ ถ้ามึงอยากร่ำรวยด้วยงานไทยมันก็ยากอยู่ ตลาดไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น

116 Nameless Fanboi Posted ID:i8kT4jzPrG

ไอ้ เควนทิน เบ็ค (Mystertio) ที่ทำตัวเป็นคนดีตอนแรกๆ แม่งจริงๆแล้วเป็นตัวโกง อดีตลูกน้องโทนี่

ตอนมันตาย แม่งยังเฉลยออกทีวี อีกว่า สไปเดอร์แมน คือ Peter Parker โคตรเหี้ย

แถมนิค ฟิวรี่ ในเรื่อง ดันเป็น ทาลอส (สครัล ในเรื่องกัปตันมาร์เวล) ปลอมตัวมา ไม่ใช่นิคจริงๆ อึ้งสัสๆ โคตรเนียน

เพื่อนๆโม่งต้องไปดู Spiderman Far From Home ให้ได้นะครับ

117 Nameless Fanboi Posted ID:P5kmFGl4oL

ขอถามเรื่องการทับศัพท์ตัวเลขหน่อยโม่ง กูใช้โค้ดเนมตัวละครเป็นตัวเลข เวลาสนทนานี่ต้องเขียนแบบไหนว่า ระหว่าง "สวัสดี ซิกซ์ งานเป็นไงบ้าง" กับ "สวัสดี Six งานเป็นไงบ้าง"

118 Nameless Fanboi Posted ID:YogLbffqM3

>>117 เขียนทับศัพท์ดิ

119 Nameless Fanboi Posted ID:P5kmFGl4oL

>>118 แบบหนึ่งหรือสองอะ เพราะในบริบทนี้พูดถึงคนด้วยชื่อที่เป็นรหัสน่ะ

120 Nameless Fanboi Posted ID:./70f5bW4m

>>119 หนึ่ง

121 Nameless Fanboi Posted ID:./70f5bW4m

>>119 เดี๋ยวนะมึง มึงไม่เข้าใจคำว่าทับศัพท์เรอะ พิมพ์ว่า six มานี่ไม่ใช่ทับศัพท์นะเว้ย

122 Nameless Fanboi Posted ID:P5kmFGl4oL

>>121 เออเนอะ กูลืมจุดนี้เลย ขอโทษ

123 Nameless Fanboi Posted ID:CywUBDiu6B

>>117 ทำไมไม่เอาเป็นสวัสดี หมายเลขหกแทนวะ

124 Nameless Fanboi Posted ID:YUNGiIrV0F

>>123 มันจะยาวไปอะ ถ้ามีพูดถึงหลายคนอย่าง
"สวัสดีซิกซ์ งานเป็นไงบ้าง เห็นโฟร์มั้ย ได้ข่าวว่าไนน์กับวันภารกิจพลาดนี่"
ถ้าใส่เป็นตัวเลขมันก็ยิ่งแปลกเพราะเป็นโค้ดเนมหลักเดียว ถ้าสองสามหลักอย่าง 01 415 ไรงี้ก็ไม่มีปัญหา

125 Nameless Fanboi Posted ID:MiVdKlXMAS

>>124 แบบนี้แปลกกว่าอีกว่ะ กูชอบหกมากกว่า

126 Nameless Fanboi Posted ID:GtgtNigcuv

>>124 กูชอบทำศัพท์

127 Nameless Fanboi Posted ID:lqqAdVl5sy

>>124 ถ้าแนวแฟนตาซีต่างโลก มึงก็ใช้ซิกไปเถอะ มาใช้หกเดี๋ยวเขาก็หาว่าบ้านนอก

128 Nameless Fanboi Posted ID:DM.Rm9L8eC

>>127 555555555

129 Nameless Fanboi Posted ID:BoCrm5P4X/

ดูหนังกัน https://www.freetodoo.com

130 Nameless Fanboi Posted ID:311wYUlDfz

>>127 555 สรุปเข้าท่าว่ะ ปรับใข้ตามแนวนิยายไปเหอะ

131 Nameless Fanboi Posted ID:2QPb.ah+ns

ในนี้มีนักเขียนคนไหนเปิดเพจในเฟสบ้างอะ พวกมึงโพสอะไรลงเพจบ้าง แล้วทำยังไงไม่ให้เพจร้าง

132 Nameless Fanboi Posted ID:nskfkFtNa4

>>131 โพสต์ไปเรื่อย ไร้สาระบ้าง หวีดนั่นนี่บ้าง แต่จะไม่เอาปัญหาตัวเองมาระบาย ลูกเพจก็ไม่ต้องการสาระมากหรอก ต้องการความบันเทิงมากกว่า

133 Nameless Fanboi Posted ID:725DMbt3OE

>>131 กูอัปเดตตอนนิยายลงเว็บแล้ว สปอยเนื้อหาช่วงปั้นนิดหน่อย หรือเปิดโอกาสให้ถามเกี่ยวกับนิยาย ซึ่งข้อสุดท้ายมึงต้องมีคนตายเพจเยอะๆถึงจะทำได้ กูเพจร้อยนิดๆถามทีเงียบตลอด เศร้า...ต้องไปถามเอาในเว็บถึงจะตอบกัน

134 Nameless Fanboi Posted ID:NiJukCqk6p

ทำไมนิยายที่เขียนโดยคนไทย มีแต่ฉบับภาษาไทยไม่มีภาษาอังกฤษต้องมีชื่อเรื่องเป็นภษาอังกฤษด้วยวะ

135 Nameless Fanboi Posted ID:rOBslCi/G4

>>134 แจ่ม โมเดลมั้ง เริ่มมาจากที่นี่แล้วลามไปเรื่องอื่น แต่เเจ่มบางทีที่ใช้ ภาษาอังกฤษ จะเป็นนิยายเซตนะ แบบจะได้รู้ว่าเซตเดียวกัน

136 Nameless Fanboi Posted ID:NiahCMXL1/

ขอถามเรื่องการใช้ยศนำหน้า Lord คือกูจะตั้งชื่อมอนสเตอร์ระดับหัวหน้าชั้นกลางๆ ไม่สูงมากต่ำกว่าราชาแต่สูงกว่าหัวหน้าฝูง เป็นผีดิบอะ ต้องใช้ไง Undead Lord หรือ Lord Undead ลองหาข่อมูลละก็มีใช้ทั้งสองแบบ กูแยกไม่ออกอันไหนผิดถูก

137 Nameless Fanboi Posted ID:F6Dvts1Uzk

>>136 อันแรก

138 Nameless Fanboi Posted ID:xylgQmr6R2

>>137 ขอบใจมาก

139 Nameless Fanboi Posted ID:A/YyZn.kaF

>>136 อันแรก อันที่สองเป็นชื่อคนอย่างพวก Lord Henry, Lord Mountbatten บลาๆ

140 Nameless Fanboi Posted ID:ka64tcoU9A

>>139 อ้อ งี้นี่เอง พวกยศอื่นๆก็ใข้หลักการเดียวใช่ปะ

141 Nameless Fanboi Posted ID:D8cnduQzBc

>>140 ใช่ๆ เวลาเขียนเป็นอังกฤษก็ He’s an Undead lord. He’s the Undead King. ประมาณนี้

142 Nameless Fanboi Posted ID:DJxJApDTVM

เพื่อนโม่งช่วยแนะนำวิธีเขียนฉากเรทยังไงให้อ่านแล้วเสียววาบๆแต่ใช้คำสวยๆบรรยายหน่อยสิ กูลองอ่านตัวอย่างจากงานอื่นแล้วกูเสือกขำแทนที่จะเสียว อย่างเช่นบรรยายว่าแท่งเนื้อร้าย โพรงสวรรค์อันอบอุ่น อันที่เจอในนิยายวายยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ อย่างช่องทางด้านหลังที่มีน้ำหล่อลื่น....แน่ใจนะว่าน้ำหล่อลื่น แต่จะให้หยาบแบบพระเอกควักควยออกมารูดมันก็เกินไป

143 Nameless Fanboi Posted ID:oYuqq4F3qr

>>142 พายมือไปที่ ฉากเรตนิยายแปลสำนักพิมพ์แก้วกานต์ กูแนะนำก่อนเลย มนตร์เสน่เหมันต์ เป็นเรื่องแรกที่กูอ่านแล้วแบบเขินสัส ตอนที่พระเอกแม่งป่วย แล้วนางเอกมัน...... 5555555555

มู้ตู้นิยายไทยเพิ่งคุยกันไป มึงแวะไปส่องดิ เรื่องฉากเรต

144 Nameless Fanboi Posted ID:oYuqq4F3qr

>>143 *ผายมือ

145 Nameless Fanboi Posted ID:Q5X+VMYYEj

>>142 สมัยนี้คนอ่านเน้นอะไรตรงๆ นะ มันแยกออกได้สองทาง
ถ้าโรมานซ์... ก็วนเวียนที่ สอดความเป็นชายเข้าออกกลีบงาม หรือ น้องชายตรงเหยียด บลาบลา
ถ้ารักผู้ใหญ่ก็จัดเต็ม... ท่อนเอ็น ท่อนลำแข็ง กระเด้า เร่งซอย รูสวาท หอย อะไรก็ว่าไป
แต่เห็นคนอ่านใหม่ๆ ชอบใจแบบบรรยายตรงๆ เลย ต่างจากพวกนักอ่านรุ่นเก่าๆ ที่หาสายละมุนหน่อย
ก็อยู่ที่อยากจับกลุ่มลูกค้าแบบไหน...

146 Nameless Fanboi Posted ID:279TLEFSJB

>>145 จริงดิ กูก็ว่ากูไม่แก่มากนะ ยังไม่ชอบ หอยและงูเหลือมวะ ชอบละมุนๆ แต่ฮอตไฟลุก ยาวทีสามสี่หน้า555

147 Nameless Fanboi Posted ID:S6hv4HFMq4

>>141 ขอบใจมากๆ
>>145 ตรงๆแบบธัญวลัยเลยปะ ใส่เสียงอุ้ยๆอ๊าๆ สักครึ่งบท คนอ่านก็ตรึมเม้นชอบอีก กูเคยลองอ่านแล้วแบบ เหี้ยยย ความงามทางภาษาหายไปไหน พวกมึงชอบกันได้ไงวะ

148 Nameless Fanboi Posted ID:pFTOFktlsY

>>147 นิยายเรื่องนึงในธวล.ที่กูเคยเจอเสียงเอฟเฟคตอนเยแล้วขำชิบหาย ป๊าบๆๆๆ พั่บๆๆๆ อืมๆๆๆๆ จุ๊บๆๆๆๆ จ๊วบๆๆๆ แจ๊บๆๆๆๆ ล่อไปห้าหกพารากราฟ แล้วลองอ่านคอมเมนต์ดูแม่งมีคนบอกว่าอ่านแล้วเสียวด้วยว่ะ มีคนเสียวกับนิยายพรรค์นี้ด้วยเหรอวะ ไม่เข้าใจเลย เรื่องเสียวตามเว็บโป๊ถึงจะใช้คำว่าหีๆควยๆ แต่อ่านแล้วยังรู้สึกเสียวมากกว่าอ่านเรื่องห่านี่อีก

149 Nameless Fanboi Posted ID:1WW+I4Q4C1

เป็นกำลังใจให้นักเขียน. โปรดเขียน NC สวยๆ

150 Nameless Fanboi Posted ID:mENnOUJ3Co

สายละมุน เขียนต้องวางเหตุการณ์นำมา แล้วบิวอารมณ์สัมผัสโอมโอมไปสักพัก กว่าจะสอดใส่
แล้วช่วงสุดท้ายเกือบเป็นสรุปให้คิดเอาเอง...
คนเขียนต้องใช้อะไรหลายอย่าง คนอ่านสายที่ชอบก็จะออกแนวละมุนหวานกันไป
แต่สมัยนี้... กูไม่อยากคิดว่าด้วยการมีเทคโลโนยี ทำให้คนเสพติดดู หนังโป๊ ได้ง่ายไปด้วย (ต่างจากสมัยก่อนต้องลอบๆ แอบๆ ดู)
พอสถานการณ์เปลี่ยน กูเลยคิดว่าคนทั่วไปเลยเสพติดแนวจัดหนักแบบนี้ไปด้วยไม่รู้ตัว...
กูเขียนทั้งสองแนวนะ แต่คนอ่านตอบสนองไปแนวจัดหนักจัดเต็มมากกว่า
ทั้งที่ชอบสายละมุนไปเรื่อยๆ มากกว่า แบบเล่มหนึ่ง ฉากเข้าพระเข้านางสองสามครั้งอะไรแบบนี้ ต่างจากสายจัดเต็มที่แทบทุกบทเน้นแต่เสพสม
สรุป กูเขียนสองสาย ได้รับการตอบสนองจากคนอ่านแตกต่างกันพอควร...

151 Nameless Fanboi Posted ID:bOSlE5CQ+o

กูสายละมุนนะ บรรยายช่วงเล้าโลมไปตรงๆ จะได้ไม่ดูตลก ส่วนตอนสอดจะเขียนให้มันคิดภาพกันไปเอง
เออ อีกอย่าง กูไม่ขงไม่เขียนถึงไอ้แท่งอะไรทั้งนั้นแหละ เขียนความรู้สึกตอนสอดใส่เข้าแทนการใช้นามเรียก บรรยายความฟินตัวละคร อารมณ์แบบว่ามันรู้สึกดีสุดๆ หรือร้อน หรือเสียววาบจนไม่มีแรงหรืออื่นๆ ยกเว้นแต่ครั้งแรกอะ อันนั้นต้องเขียนฟิลต่างกันหน่อย
ปล.ถึงจะบอกงี้ แต่กูไม่เคยเขียนถึงสักกะที(กอดขาร้องห้ายย)

152 Nameless Fanboi Posted ID:/JtJ2si9YY

มึงกูขอคำปรึกษาทีดิ กูเครียดเรื่องนิยายมาก ๆ อะ กูอยาก move on สักพักหนึ่ง ไปทำอะไรก็ได้ที่จะไม่คิดถึงมัน พลังกลับมาเมื่อไรค่อยกลับไปเขียนต่อ กูไม่อยากคิดถึงเรื่องนิยายตลอดเวลา ไม่อยากคิดถึงมันในทุก ๆ วันที่ตื่นขึ้นมาอะ กูควรทำไงดีวะ เครียด หาทางออกไม่ได้ รู้สึกหนัก ๆ อยากออกไปจากตรงนี้

153 Nameless Fanboi Posted ID:bfnJRfWSGg

>>152 เข้าสู่วิถีแห่งการดองสิ

154 Nameless Fanboi Posted ID:/JtJ2si9YY

>>153 เรื่องดองนี่กูทำแล้ว 55 แต่อยากรู้ว่าทำยังไงถึงจะไม่คิดถึงมันอะ เอาแบบตัดทุกความคิดเกี่ยวกับนิยายให้สิ้นซาก พร้อมเมื่อไรค่อยลุยต่อ

155 Nameless Fanboi Posted ID:GPeJro6jB2

>>154 หานิยายอ่าน ถ้าเขียนไม่ออก เขียนไม่ไหว
กูมักจะใช้การอ่านนิยายแทน อ่านเยอะ อ่านทุกแนว จนกว่ารู้สึกมีไฟลุกโชนขึ้นมาใหม่

156 Nameless Fanboi Posted ID:KMk/6zSZI4

กุไม่เคยเขียนนิยายลงเว็บแบบจริงจังมาก่อน เคยแต่เขียนฟิคลงจอย ผลตอบรับก็ดีนะ แต่กุอยากเขียนนิยายที่เป็นนิยายจริงๆ กุเคยเขียนแนวแฟนตาซีรักๆส่งให้เพื่อนอ่านเรื่อยๆแต่ไม่กล้าลงเว็บเพราะกลัวตัวเองดอง กุจะถามว่าสมัยนี้ถ้ากุเขียนแนวแฟนตาซี แบบไม่เน้นความรัก เน้นเพื่อน ตัวเอกเป็นผญ ไม่มีพระเอก จะมีคนอ่านมั้ยวะ เพราะปกตินิยายแบบนี้ต้องมีพระเอก เรื่องมันจะน่าสนใจน้อยลงมั้ยวะ แล้วถ้าจะลงควรลงเว็บไหน เด็กดีสมัยนี้ยังมีคนอ่านอยู่มั้ย กุไม่ได้เข้าไปอ่านนิยายนานแล้ว

157 Nameless Fanboi Posted ID:GPeJro6jB2

>>156 อยู่ที่แนวเรื่อง
ถ้าแนวจีนย้อนยุคอาจไปได้ แต่ถ้าแนวเวทมนตร์แบบแฮร์รี่น่าจะยากหน่อย
หรือแนวนางร้ายก็พอได้มั้ง...
ตัวเอกเป็นหญิง ความซู ความไร้เหตุผล มักจะคู่กันอยู่แล้ว
เขียนแล้วดูก็ไม่เสียหายอะไร อยู่ที่มึงตั้งความหวังแบบไหน เขียนเพื่ออยากเขียนก็ได้แนวทางหนึ่ง เขียนเพื่อหวังขายด้วยก็ต้องอีกแนวหนึ่ง

158 Nameless Fanboi Posted ID:2.Q4oYEa1g

ช่วงเขียนไม่ออกจะอ่านเก็บเรฟไว้ ทั้งที่นิยายกูมันไม่จำเป็นต้องใช้รายละเอียดมากมายอะไร คิดว่าสักวันคงได้ใช้

159 Nameless Fanboi Posted ID:xuiYDLWuWW

>>158 เออจริงด้วยเนอะมึง กูกะจะตั้งใจเรียน อ่านหนังสือให้ได้เยอะ ๆ ให้ลืม ๆ นิยายตัวเองไปก่อน รู้สึกเต็มเมื่อไรค่อยมาเขียนอีกที

160 Nameless Fanboi Posted ID:NamcZm/IEB

นายกฤษฎา ธนบูลย์พงษ์ เป็นพวกล้มเจ้า
มีความคิดกบฏ และต้องการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์

161 Nameless Fanboi Posted ID:u+0lu5+sMG

นิยายอีโรติก แนวพีเรียด นี่กูส่งสำนักพิมพ์ไหนได้บ้างวะ

162 Nameless Fanboi Posted ID:XGKHK48nzx

>>161 หลายเลยนะ สนพ. โรแมนติกก็น่าจะได้ หรือ สนพ.ไหนก็ได้ที่รับอิโรติกอะ เขาก็รับพีเรียดนี่

163 Nameless Fanboi Posted ID:9eusmLQpMQ

อาจจะเป็นคำถามงี่เง่าไปซักหน่อยนะ แต่กูอ่านเจอหลายเรื่องมากในนิยายทะลุมิติไปเกมจีบหนุ่มหรือพวกนิยายกับการ์ตูนที่พระเอกของเรื่องมีคู่หมั้น(ที่จะกลายเป็นตัวร้ายในภายหลัง)อยู่แล้ว แต่ไปหลงรักนางเอกของเรื่องที่เป็นลูกสาวบารอนตลอด ทำไมต้องเป็นบารอนวะ จะเป็นพวกดยุค มาควิสหรือเจ้าหญิงอะไรไม่ได้เหรอ แล้วถ้าเลือกลูกสาวบารอนมาเป็นเมียจะโดนพวกสภาขุนนางเล่นงานหรือเล่นเกมการเมืองอะไรมั้ย

บางเรื่องก็เห็นพวกเจ้าชายรัชทายาทถูกเลือกให้หมั้นกับพวกลูกสาวขุนนางยศต่ำกว่าดยุคแบบพวกมาควิสหรือเคาน์อะไรประมาณนั้น มันมีเกณฑ์การเลือกคู่หมั้นยังไงวะ ไม่ใช่พวกเจ้าชายทั้งหลายต้องเลือกสาวยศสูงๆไว้ก่อนเหรอ แบบลูกสาวดยุคหรือเจ้าหญิงอีกประเทศไปเลยยังพอเข้าใจได้นะ

164 Nameless Fanboi Posted ID:Qn9zL8ma9Y

>>163 ในฐานะคนอ่าน เกลียดอินางเอกที่ทะลุไปแย่งหลัวคนอื่น (อาจไม่ค่อยมีประโยชน์ โทษที555)

165 Nameless Fanboi Posted ID:fp7kfKofYt

>>163 กูอธิบายให้

เรื่องพระเอกไปหลงรักนางเอกที่เป็นลูกบารอนนี่จริงๆ มันก็วิวัฒนาการจากนิทาน นิยาย บทละคร จำพวกสามัญชนกับผู้สููงศักดิ์อย่างพวกซินเดอเรล่าหรือเดอะแก๊งค์ ที่ได้สามีสูงศักดิ์ หล่อ รวย ดี พวกนี้มันความต้องการลึกๆ ของผู้หญิงประมาณความใฝ่ฝันในชีวิตว่าสักวันหนึ่งจะได้อะไรแบบนั้น

ที่พระเอกมันไปชอบลูกสาวบารอนนี่ก็สนองความฝันเด็กผู้หญิงบ้านๆ อะ บารอนยศก็ต่ำมากละ ถ้าขุนนางมารวมตัวกันคือบารอนนี่ก็พวกบ้านนอกดีๆ นี่แหละ เพราะแบบนั้นลูกสาวบารอนก็เหมือนตัวแทนเด็กผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง ในวงล้อมคนที่สูงส่งกว่าตัวเอง

ส่วนดยุกเนี้ย จริงๆ ก็ญาติกษัตริย์แหละ ลูกดยุกก็ลูกพี่ลูกน้องเจ้าชาย คือถ้าใกล้ช่วงตั้งราชวงศ์มากก็ไม่แต่งหรอก ถ้าสืบทอดกันมานานๆ มึงต้องลองนึกถึงพวกอ๋องสืบทอดตำแหน่งของราชวงศ์จีนอะ จริงๆ ก็ไม่แต่งกันเองเหมือนกันแหละ คือถ้าไม่ใช่พวกรักษาสายเลือดบริสุทธิ์ที่เสี่ยงเป็นโรคบางอย่างอะนะ ก็ไม่ควรจับแต่งกับตระกูลดยุก แต่บางเรื่องไม่คิดมาก อย่างเรื่องลูกสาวดยุกนี่กูก็คิดว่าบรรดาศักดิ์นี้คือเขียนเพื่อให้ดูสูงศักดิ์เฉยๆ อะ

ลูกมาควิสแต่งได้ เจ้าหญิงอาณาจักรอื่นก็แต่งได้ แล้วแต่ธีมคนเขียน คือถ้าขายฝันมากๆ หน่อยก็สาวชาวบ้านกับเจ้าชาย ถ้าขายฝันน้อยหน่อยเอาความโรแมนติคจะเขียนให้เป็นลูกมาควิสหรือเจ้าหญิงอาณาจักรอื่นก็ได้อยู่

เลือกลูกสาวบารอนก็ก็จะโดนเพ่งเล็งแหละว่าเหมาะสมไหม คือในสังคมชั้นสูงมันก็จะมองเรื่องความเหมาะสม เรื่องสายเลือด เรื่องการวางตัวแหละ ถ้ากษัตริย์มีอำนาจมาก ทำไปไม่ต้องแคร์ใครก็ได้ ถ้าอำนาจไม่มั่นคงก็ต้องเลือกตระกูลที่มีความเข้มแข็งอะไรสักอย่าง ถ้าทั้งบ้านนอกทั้งยากจนทำตัวไม่เหมาะสมคนแม่งก็จะพากันวิจารณ์ หนักหน่อยก็เริ่มคิดละว่าจะไปรอดหรือเปล่า แต่พวกนี้มันไม่ใช่นิยายขายฝันอย่างเดียวแล้วไง พาเข้าการเมืองคนก็จะเขียนออกมาอีกแบบ

เจ้าชายหมั้นลูกสาวขุนนางยศต่ำหน่อยถ้าไม่ใช่ขายฝันก็เป็นเรื่องการเมืองอะ คือตระกูลที่หมั้นต้องมีอะไรสักอย่างที่เข้มแข็ง อาจจะเงิน อำนาจทางทหาร จุดยุทธศาสตร์ อย่างใน got เรดเวดดิ้งก็มาจากจุดยุทธศาสตร์ถ้ากูจำไม่ผิด แต่ไม่แต่งกับลูกสาวเขาเขาเลยแค้นจัดงานเรดเวดดิ้งแม่ม ส่วนพวกขุนนางชั้นสูงหรือเจ้าหญิงต่างประเทศคือมีปัญหาอะไรสักอย่างเลยไม่แต่ง อาจจะเรื่องอำนาจการเมือง ความคิดกบฏ โอกาสถูกครอบงำ แต่พวกขายฝันนี่เจ้าชายเจ้าหญิงแต่งกันเยอะแยะไป แต่กับลูกสาวตระกูลดยุกอาจจะเห็นน้อยเพราะมันดูไม่สุด ไม่ต่ำแบบลูกสาวบารอนหรือสาวชาวบ้าน สูงก็ยังเป็นรองบรรดาศักดิ์เจ้าหญิง แถมจะจริงจังลูกดยุกนี่ก็ญาติๆ กันอีก

สรุปว่าเกณฑ์มันอยู่ตรงคนเขียนว่ะว่าเอาอะไรเป็นจุดขาย หรือความอยากเขียนของคนเขียน จริงๆ ก็ไม่ต่างจากนิยายรักไทยหลายๆ เรื่องหรอกที่นางเอกธรรมดาหรือบ้านจนเจอพระเอกหล่อ รวย ที่เขียนกันเกร่ออะ มันก็มาจากความต้องการคนเขียนนี่แหละที่อยากเขียนอยากได้อยากเห็นอะไรแบบนั้น

166 Nameless Fanboi Posted ID:2cD89/zwh/

>>165 อ๋อ เข้าใจละ ขอบคุณที่อธิบายนะ//กอดๆขอบคุณมึง

งั้นถามต่ออีกหน่อย พวกเซอร์ๆอัศวินทั้งหลายนี่มียศมีศักดิ์ในสภาขุนนางกับเขามั้ย แล้วยศท่านเซอร์นี่ใหญ่แค่ไหนอะ เหมือนพวกยศผู้นำทางการทหารรึเปล่า

167 Nameless Fanboi Posted ID:VECuiwqtdm

>>166 บอกไว้หมดแล้ว https://m.pantip.com/topic/33607487?

168 Nameless Fanboi Posted ID:fp7kfKofYt

>>166 ถ้าตามประวัติศาสตร์มันก็มีช่วงที่อัศวินไม่ใช่ขุนนางแล้วก็เป็นขุนนางระดับล่าง จากนั้นก็มีขุนนางที่ได้รับการอวยยศอัศวิน ยศก็ดีกว่าพวกชาวบ้าน เป็นผู้มีเกียรติอะ จะเป็นหรือไม่เป็นผู้นำทางการทหารก็ได้ สมัยแรกๆ มันมาจากคนมีฝีมือในกองกำลังที่รวมๆ ตัวกันแล้วถูกลอร์ดอวยให้

169 Nameless Fanboi Posted ID:2cD89/zwh/

>>167 >>168 ขอบคุณพวกมึงมาก พอดีกูกำลังศึกษาพวกยศบรรดาเจ้าๆทั้งหลายของยุโรปอยู่ประกอบการเขียนนิยายน่ะ
กูถามเพิ่มอีกข้อได้มั้ยวะ สมมติขุนนางยศเอิร์ลแต่งงานอยู่กินกับเมียมีลูกแล้ว แต่ก็ไปมีเมียน้อยและมีลูกกับเมียน้อยด้วย ถ้าเมียหลวงขอหย่า แล้วเอิร์ลแต่งงานใหม่กับเมียน้อยให้ถูกต้องตามกฎหมาย บรรดาศักดิ์จะตกไปอยู่กับลูกคนไหนวะระหว่างเมียเก่าที่หย่ากันแล้ว กับเมียใหม่ที่เพิ่งแต่ง แล้วลูกนอกสมรสนี่จะทำให้กลายเป็นลูกในสมรสได้มั้ยวะ กรณีที่อีเอิร์ลมันยังไม่หย่ากับเมียหลวง ออกแนวรับมาเป็นบุตรบุญธรรม แต่ความจริงก็เป็นลูกมันนี่ล่ะ

170 Nameless Fanboi Posted ID:Wj62LYYH71

เอาจริงกูก็แต่งนิยายเซตติ้งพวกขุนนาง ดยุค บารอน กษัตริย์ ระบบฟิวดัล บลาๆ มีสภาขุนนาง กูก็อิงข้อมูลจากประวัติศาสตร์จริงๆ นะ แต่เปลี่ยนคำบ้าง บิดความหมายให้เข้ากับเนื้อเรื่องบ้าง ไม่จำเป็นต้องเหมือนเด่ะ แต่ถ้ามึงเขียนแบบอิงประวัติศาสตร์ ระบุเป็นยุคเลยก็โอเค แต่สำหรับกูแล้ว พวกนี้เราแต่งเองเขียนเอง ให้มันสมเหตุสมผลก็ใช้ได้แล้ว
หาข้อมูลมากไป สับสนตีกันในหัว บางอันเจอแฟค กำ กูเขียนมาแล้วเป็นแบบนี้ กูก็ปล่อยเบลอไป เสริมให้เนียนกับเรื่องพอแล้วว่ะ 55555

171 Nameless Fanboi Posted ID:7Wbx6n7ata

>>169 ให้ใครสืบทอดบรรดาศักดิ์ก็แล้วแต่เอิร์ลเลย เมียเดิมหย่าแล้วก็จบไป เมียใหม่ไม่ใช่เมียน้อยละเป็นเมียหลวงมาใหม่ ลูกก็ไม่ใช่ลูกนอกสมรสแต่เป็นทายาทปกตินี่แหละที่เกิดจากเมียใหม่ ศักดิ์ไม่ต่างกันกับลูกเมียเก่า

ส่วนลูกนอกสมรสจะให้กลายเป็นผู้สืบทอดก็น่าจะทำได้ถ้าไม่นับเรื่องกษัตริย์นะ อันนั้นลูกนอกสมรสโดยปกติไม่มีสิทธิในราชบัลลังก์ ต้องดูกฎมณเฑียรบาลประกอบอีกที ในส่วนขุนนางกูก็เห็นแหลมสีใน got ที่เป็นลูกนอกสมรสแล้วพ่อมาให้ใช้นามสกุลโบลตันทีหลัง หรือกรณีบักจอห์นที่เน็ดอ้างว่าเป็นลูกตัวเองเอามาเลี้ยง ก็บอกโต้งๆ เหมือนกันนี่แหละว่าลูกนอกสมรสของน็ด สตาร์ก แต่ไม่ให้ใช้นามสกุลสตาร์ก ส่วนบุตรบุญธรรมคือไม่ใช่ลูกแท้ๆ ตัวเองแต่รับมาเป็นลูก อันนี้ว่ากันตามท้องเรื่องที่มึงจะเขียนเลย จะให้จริงๆ เป็นลูกนอกสมรสแต่กลัวเมียหลวงรู้แล้วจะเกลียดเลยทำท่าว่ารับมาเป็นบุตรบุญธรรมก็ได้ แต่ลูกนอกสมรสกับบุตรบุญธรรมมันคนละอย่างกัน

172 Nameless Fanboi Posted ID:Ni7BPsryiA

>>171 ไม่ค่อยเห็นเคสที่ แม่ของลูกนอกสมรสได้แต่งกับพ่อบ่อยๆนะ ส่วนใหญ่เป็นพวกท้องก่อนแต่งของคนระดับยศใกล้เคียงกัน และเรื่องหย่านี่ขึ้นอยู่กับนิกายที่นับถือด้วย แต่ส่วนใหญ่เรื่องหย่านี่คอขาดบาดตายมากทั้ง2ฝ่าย (ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีอำนาจแบบ คิงอังกิด ที่ตั้งนิกายใหม่มาเพื่อให้ตัวเอง หย่า ควีนได้นะ)
ส่วนจะให้ใครเป็นผู้สืบทอดนี่ส่วนใหญ่จะเป็นลูกของเมียคนแรกที่แต่งตามกฏหมายก่อน ยกเว้นมันจะมีเหตุผลให้ข้ามไปให้คนอื่นแทนแบบบ้านฝ่าย ญ โดนคดีใหญ่ จะตั้งเชื้อสายนี้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งอาจไม่เหมาะสมอะไรแบบนี้ ซึ่งปรกติก็ไฟท์กันเลยละ เพราะจะมีญาติและผู้เกี่ยวข้องทางแม่ๆคอยหนุนหลังลูกของตัวเองอีกด้วย

173 Nameless Fanboi Posted ID:7Wbx6n7ata

>>172 ขอโทษทีเมื่อเช้าเบลอไปหน่อยอ่านไม่แตก

ตอนแรกกูคิดว่าหย่าเมียเก่าแล้วแต่งเมียใหม่ค่อยมีลูก อันนั้นเป็นทายาทปกติ แต่เคสมีลูกเมียแอบอยู่ก่อนแล้วขณะมีเมียหลวง ต่อมาหย่าเมียหลวงแล้วแต่งเมียน้อย อันนี้กูไม่มั่นใจนะ แต่คิดว่าสถานภาพเดิมอะคือลูกนอกสมรส ต่อมาหลังแต่งถ้าพ่อที่เป็นขุนนางให้ใช้นามสกุลก็จะกลายเป็นลูกนอกสมรสที่พ่อให้การยอมรับ ไม่น่าจะเป็นทายาทปกติเลย ต่างกันตรงที่พอให้ใช้นามสกุลก็จะมีสิทธิในการสืบทอดบรรดาศักดิ์ ความเหมาะสมยังเป็นรองทายาทตามปกติแต่สถานะดีกว่าลูกนอกสมรส

ส่วนเรื่องผู้สืบทอดก็ตาม >>172 เลย ปกติก็จะเลือกลูกคนโตจากทายาทปกติก่อน แต่ของยุโรปนี่กูจำไม่ได้ว่าอ่านข้อมูลจากไหน แต่เขาไม่ได้เคร่งเท่าธรรมเนียมของจีน ของจีนการเลือกลูกชายคนโตระบบมันฝังแน่นกว่ามาก ส่วนทางยุโรปในสถานการณ์ปกติก็ทายาทปกติคนโต แต่ยุโรปมันรบกันบ่อยแล้วก็ลุกฮือกันบ่อย หลายครั้งที่ผลประโยชน์สูงสุดของตระกูลจะเลือกตัวบุคคลที่ความสามารถ คือลูกคนโตแม่มแย่จริง ไม่น่าคุมไหว เพราะสภาพสังคมต่างกับจีนพอสมควร จีนตอนนั้นระบบพ่อบ้านที่คอยจัดการงาน ช่วยเหลืองานน่าจะดีกว่ายุโรปเลยไม่พึ่งพาตัวบุคคลมาก ส่วนยุโรปแม้จะมีคนช่วยงานแต่หลายอย่าพึ่งพาความสามารถลอร์ดมากกว่า คนยุให้เปลี่ยนตัวผู้สืบทอดดีไม่ดีก็คนทำงานให้พ่อนี่แหละ

จริงๆ กูก็ไม่อยากอ้างซีรี่ย์บ่อยนะ แต่ขออีกรอบแล้วกัน ของ got นี่บักธีออน ที่โผล่มาก็กลายเป็นลูกชายคนเดียวพี่ตายหมด ความจริงก็น่าจะเป็นผู้สืบทอดเกาะเหล็ก แต่สุดท้ายพ่อก็ตั้งลูกสาวเป็นผู้สืบทอดแทน และการตั้งจริงๆ ก็ไม่ใช่เพราะธีออนน้อยมันโดนตัดหรอก แต่เป็นสภาพจิตใจมันไม่ไหว ไม่เหมาะจะเป็นผู้สืบทอด พ่อไม่พอใจที่ธีออนมันอยากอ่อนน้อมให้พวกแผ่นดินใหญ่ อันนี้บอกสภาพคร่าวๆ ของขุนนางสมัยอาศัยปราสาทหินกันอยู่ได้ คือชีวิตแม่งอยู่ยาก มึงต้องแกร่งพอปกป้องสายเลือดตัวเองก่อนถึงจะได้รับเลือก

แต่ถ้าเซ็ตติ้งตามที่การ์ตูนโชโจยกกันมา ดูจากสภาพปราสาทกับบ้านเมืองแล้วมันน่าจะมาไกลเกินยุคกลางมากแล้วแหละน่าจะมาแถวยุคปฏิวัติฝรั่งเศสกันละ ถ้ายุคนั้นขุนนางไม่น่ามีปัญหาการสืบทอดกันมาก คงให้ลูกชายคนโตเลย แล้วแต่เซ็ตติ้งคนเขียนด้วย อย่างไลต์โนเวลชาย 8 ข้าวของมันก็ค่อนข้างทันสมัย แต่การปกครองยังอิงกับยุโรปยุคกลางอยู่ แถมคนยุให้เปลี่ยนผู้สืบทอดก็พ่อบ้านของพ่อนี่แหละ

174 Nameless Fanboi Posted ID:47+blo5eOc

มึงถามหน่อย นอกจากบอร์ดโม่งแล้ว มีบอร์ดไหนที่คุยเรื่องนิยายกันแบบนี้อีกมะ

175 Nameless Fanboi Posted ID:gQ5q/c/.Da

ใช่เรอะ ระบบยุโรปเคร่งเรื่องลูกคนโตจะตาย ไม่ใช่จะเปลี่ยนก็เปลี่ยนกันได้นะ ดูอย่างfrederick the great ดิ พ่ออยากเปลี่ยนแต่เปลี่ยนไม่ได้ เรื่องทายาท ลูกชายคนโตสุดจากภรรยาที่แต่งตามกฎหมายมาก่อน ลูกนอกสมรสถ้าเกิดก่อนก็ไม่ได้ตราบใดที่ยังนอกสมรส ถ้าบอกในกรณีที่ลูกชายคนโตแย่จริงก็เปลี่ยนได้ ก็ดูอย่างกรณี Ferdinand i of Austria (1793) ดิ คือถ้าเอาตามจริงคือมันต้องดูด้วยว่าระบบสืบทอดเป็นsalic law ไหม หรือ semi salic

176 Nameless Fanboi Posted ID:7Wbx6n7ata

>>175 กูอาจจะเขียนไม่ละเอียดเอง ใน >>173 >>171 นี่กูตอบคำถาม >>169 โดยโฟกัสที่ตำแหน่งขุนนางที่เป็นเอิร์ล

ในส่วนของกษัตริย์ กูตอบไว้ใน >>171 ย่อหน้าที่ 2 อะ ว่าส่วนลูกนอกสมรสจะให้กลายเป็นผู้สืบทอดก็น่าจะทำได้ถ้าไม่นับเรื่องกษัตริย์นะ อันนั้นลูกนอกสมรสโดยปกติไม่มีสิทธิในราชบัลลังก์ ต้องดูกฎมณเฑียรบาลประกอบอีกที

คือกูยกเคสกษัตริย์ไว้เป็นอีกกรณีหนึ่งเพราะความเข้มงวดมันต่างกัน กูอธิบายถึงเรื่องการสืบทอดของแรมซีย์ ที่ตอนแรกเป็นลูกบนอกสมรสใช้นามสกุลสโนว์ ตอนหลังพ่อให้การยอมรับค่อยมาใช้นามสกุลโบลตัน ซึ่งเป็นกรณีต่างจากลูกนอกสมรสของกษัตริย์ ตรงนั้นก็อยากชี้ให้เห็นว่าในระดับขุนนางมันมีโอกาสที่พ่อจะเลือกผู้สืบทอดจากกรณีอื่นได้ที่ไม่ใช่ทายาทปกติ แถมยังพร้อมจะเปลี่ยนผู้สืบทอดอื่นได้ถ้าแรมซีย์มันทำพลาด

อันนั้นเป็นซีรี่ย์หรือนิยายเราอาจจะไม่ให้ราคามาก ส่วนข้อมูลที่กูอ่านมากูจำที่มาไม่ได้จริงๆ กูขอเขียนเป็นแนวความคิดเท่าที่กูจำได้แล้วกันว่าทำไมกูเชื่อข้อมูลนั้น แต่ต้องแยกก่อนนะว่านี่เป็นเรื่องของระดับขุนนาง กูไม่แน่ใจว่ามันเป็นหัวข้อการเปรียบเทียบการสืบทอดบรรดาศักดิ์ของจีนกับยุโรปหรือเปล่านี่แหละ จำได้ลางๆ ว่ามีการเอาของจีนมาเทียบ

อย่างแรกคือยุคสมัยที่กูอ้างเป็นช่วงยุคกลาง (หมายถึงช่วงศตวรรษที่ 5 - 15) ซึ่งระบบขุนนางมันก็มีการพัฒนาการมาตลอด กูก็ไม่ได้อธิบายไว้ แต่ขออ้างถึงตัวเองใน >>168 ที่ตอบคำถามเรื่องยศอัศวินอะ ว่ามันมีช่วงของมัน กับช่วงแรกอัศวินก็มาจากพวกคนมีฝีมือในกองกำลัง ซึ่งตอนนั้นการรวมกำลังปกครองมันแตกต่างกับสมัยต่อๆ มา อย่างน้อยกูก็เห็นว่าไอ้กองกำลังติดอาวุธนี่มันต่างจากทหารระดับหนึ่ง

ส่วนที่กูชี้เฉพาะยุคที่กูว่าเพิ่มขึ้นนี่มันอยู่ใน >>173 ย่อหน้า 3 ช่วงท้ายๆ บอกสภาพคร่าวๆ ของขุนนางสมัยอาศัยปราสาทหินกันอยู่ได้ คือชีวิตแม่งอยู่ยาก มึงต้องแกร่งพอปกป้องสายเลือดตัวเองก่อนถึงจะได้รับเลือก คิดซะว่าเป็นเซ็ตติ้งที่กูอธิบาย คือถ้านิยายคนที่ถามจะอิงประวัติศาสตร์เอาตั้งแต่ยุคปราสาทเป็นปราสาทหิน แต่ถ้าอิงสิ่งปลูกสร้างที่หรูหรากว่านั้น จะอยู่ในย่อหน้าถัดมา ย่อหน้า 4 ช่วงแถวๆ นั้นมันคงไม่น่ามีปัญหาอะไรแล้ว คงให้ลูกชายคนโตเลย อันนี้คือความเห็นกู

กลับมาเหตุผลที่กูตอบนะว่าทำไมพ่อที่มีบรรดาศักดิ์เป็นเอิร์ลมันน่าจะเลือกผู้สืบทอดได้ อันนี้จะไม่เชื่อก็ได้เพราะกูหาแหล่งที่มาไม่เจอ กูเรียบเรียงจากซอกหลืบความทรงจำของกู

คือยุโรปในต้นยุคนั้นประชากรมีน้อย แถมเจอโรคระบาดเป็นระลอก ดังนั้นการสร้างบ้านเรือนแต่ละหลังมันจะอยู่ห่างกันพอสมควร การที่ลอร์ดปกครองพื้นที่ขนาดใหญ่จึงค่อนข้างลำบาก ประชากรกลายเป็นทรัพยากรที่สำคัญก็เริ่มไม่อยากให้เขาย้ายไปไหน วันดีคืนดีกษัตริย์ก็เรียกไปช่วยรบอีก ทีนี้ด้วยสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากแบบนั้น มันทำให้เกิดความจำเป็นที่ต้องเลือกเอาคนที่มีความเข้มแข็งในการควบคุมปกครองพื้นที่ของตัวเอง ในขณะเดียวกันในประเทศจีนยุคใกล้ๆ กันในช่วงต้นน่าจะเป็นยุคสุย ยุคถังแล้ว ความยิ่งใหญ่กูคิดว่าเจริญกว่ายุโรปช่วงเดียวกันมาก การรวมตัว ระบบการปกครอง พิธีการถูกขัดเกลามาหลายราชวงศ์ละระบบอยู่ตัวมากกว่ากันเยอะ ทำให้บทสรุปว่าลูกคนโตสืบทอดกิจการตระกูลนี่มันเข้มแข็งกว่าเพราะระยะเวลาปลูกฝังมันเกิดมานาน

คือสรุปที่กูเชื่อแบบนี้เพราะมันอ้างถึงสภาพแวดล้อมความจำเป็นที่แตกต่างกัน ยุโรปช่วงต้นนั้นยังต้องการความเข้มแข็งของตัวบุคคลมากกว่า กูก็เชื่อว่าถ้าลอร์ดไม่รักลูกจนโง่เกินไปก็ควรเอาคนที่มันจะพาวงศ์ตระกูลไปรอดเป็นลำดับแรก เพราะตอนนั้นความอยู่รอดสำคัญกว่า แต่การพัฒนาการ การสั่งสมอะไรต่างๆ ระหว่างยุคมันทำให้พื้นฐานตระกูลเข้มแข็งขึ้น ภายหลังความเข้มแข็งส่วนบุคคลเป็นเรื่องรองละการยึดธรรมเนียมให้ลูกคนโตสืบทอดบรรดาศักดิ์เพื่อป้องกันปัญหาแย่งตำแหน่งค่อยถูกให้ความสำคัญทีหลัง ซึ่งเป็นบทสรุปเดียวกับจีนแต่ยุโรปเกิดขึ้นตามหลังหน่อย เท่าที่จำได้มันเขียนมาประมาณนี้แหละ

ปล. กูก็ไม่ยืนยันว่ากูถูกนะ กูแค่เห็นด้วยกับแนวคิดว่าเลือกคนที่เข้มแข็งเพื่อความอยู่รอดก่อนตามความจำเป็นในช่วงเวลานั้นๆ อะ กูแม่งก็ไม่รู้จะสืบค้นสายสกุลของบรรดาศักดิ์ขุนนางพันกว่าปีก่อนยังไง กูอาจจะผิดก็ได้

177 Nameless Fanboi Posted ID:fvhhnNb3OG

บ่น ๆ
ในนี้ใครเขียนนิยายแล้วสังคมโดยรอบไม่ได้อ่านนิยายบ้างอะ
บางทีมันก็เหงานะ นอกจาก Fc ของกู กับตามเว็ปบอร์ดต่าง ๆ กูก็ไม่รู้จะไปคุยกับใคร

178 Nameless Fanboi Posted ID://h.8FVcPc

>>177 เป็นดิ กูไม่ค่อยได้คุยกับใคร จนมาเจอโม่ง555

179 Nameless Fanboi Posted ID:lo7VCL52Qb

นายนเรศร์ ปรีดากิจเกษมกุล เป็นพวกล้มเจ้า

มีความคิดกบฏ และต้องการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์

และต้องการ เซาะกร่อน และทำลาย ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้สิ้นไปจากประเทศไทย

180 Nameless Fanboi Posted ID:3/qCXwy+.J

>>177 กูมีคนให้อ่าน แต่ไม่เอาว่ะ ปล่อยให้อ่านแค่แฟนอะดีแล้ว

181 Nameless Fanboi Posted ID:XaRb+3r6ZN

>>177 เคยมีเพื่อน นข เจอกันใน ดด. แต่ก่อนนิยายเขียนไม่จบ แต่รู้พล็อตของกันหมดคือ สนุกมากที่ได้เล่าพล็อตให้กันฟัง จนตอนนี้เพื่อนไม่ได้เขียนแล้วเพราะทำงานหนักและหมดฟีลลิ่ง เศร้านิดๆ แต่ตอนนี้ก็ยังคุยกันเรื่อยๆ เรายังเขียน เพื่อนก็ยังอ่านอยู่บ้าง555

182 Nameless Fanboi Posted ID:sA7phY7OEf

มีใครสนใจเปล่า ใน ดดด

สวัสดีค่ะ วันนี้มีข่าวฝากมาประชาสัมพันธ์ค่ะ

ตอนนี้แจ่มใสกำลังรับสมัครกองบรรณาธิการแนว LOVE อยู่นะคะ
หลายคนอาจสงสัย นิยายแนว LOVE คืออะไร
คือนิยายรักโรแมนติกร่วมสมัยผลงานเขียนของคนไทย ที่พระเอกนางเอกเป็นหนุ่มสาววัยทำงาน เนื้อหา (รวมถึงฉากกุ๊กกิ๊ก) จึงเข้มข้นหนักเบาได้สมวัยค่ะ

คุณสมบัติของผู้ที่สนใจร่วมงานกับกองบรรณาธิการ LOVE มีดังนี้
.
- อายุไม่เกิน 35 ปี
- วุฒิปริญญาตรีไม่จำกัดสาขา
- เป็นคนชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ ย้ำ ชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ อ่านได้อ่านดี ชีวิตนี้ขาดหนังสือไม่ได้ และอ่านหนังสือได้หลากหลายประเภท
- มีมนุษย์สัมพันธ์ดี ทัศนคติดี ทำงานเป็นทีมได้
- ทำงานภายใต้ความกดดันได้
.
หากคุณมีคุณสมบัติครบถ้วนตามนี้ และอยากร่วมจับมือเดินทางตามเส้นทางความฝันของคนทำหนังสือ เพียง…
.
- แนบประวัติส่วนตัว แนบรูปถ่าย และลิงก์ facebook
- โชว์ฝีมือเขียนเรียงความในหัวข้อ ‘เหตุผลที่คุณอยากเป็น
คนทำหนังสือ’ ความยาวไม่ต่ำกว่า 1 หน้า A4
- บอกสุดยอดหนังสือในดวงใจ 5 เล่ม พร้อมเหตุผลว่าทำไมถึงรัก 5 เล่มนี้ที่สุด และหนังสือที่ไม่ชอบ 5 เล่ม พร้อมเหตุผลที่ไม่ชอบ

เรียบร้อยแล้วส่งมาที่อีเมล hr@jamsai.com ได้เลยนะคะ โดยใช้ชื่ออีเมลว่า ‘สมัครงานกองบรรณาธิการ LOVE' ค่ะ

กองฯ บรรณาธิการของเรากำลังรอคนมาร่วมสร้างสรรค์ผลงานดีๆ อยู่ค่ะ

183 Nameless Fanboi Posted ID:sA7phY7OEf

>>182 วังดักแด้

184 Nameless Fanboi Posted ID:iWN0bZMTCP

ในไทยมีกลุ่ม beta reader บ้างยังง่ะ กุมีคนอ่านแต่เขากรี้ดกันอย่างเดียว แรกๆมันก็ดี แต่ผ่านไปปีสองปีแล้วกลับมาดูคือแม่งมีจุดเหี้ยๆเยอะมากกกกก ดูเริ่มรู้สึกว่าเขาอวยกูกันเกินไป อยากได้คนอ่านที่กล้าติ หาจากไหนได้บ้าง ฮือๆ

185 Nameless Fanboi Posted ID:xhmXe5ztt2

>>184 เขากลัวคนเขียนเสียความรู้สึกหรอกมึง ส่วนใหญ่ก็รับกันไม่ได้นะเวลานักอ่านไปติส่วนที่เขาภาคภูมิใจ ปัจจุบันเลยไม่มีใครเถรตรงแล้ว มันมีพวกชอบจริงๆกับพวกมองเห็นข้อควรติแต่เลือกเมินเพราะไม่อยากทำให้เสียใจเนี่ยแหละ ทางที่ดีมึงบอกเขาเองเลย ว่าติได้ แนะนำบลาๆได้

186 Nameless Fanboi Posted ID:UJEuIShABC

>>184 มู้ตู้นิยายไทยไงมึง

187 Nameless Fanboi Posted ID:+yOAzjab2n

>>184 ลองเอามาแปะในนี้สิ แหล่งรวมอคติ ต่อให้นิยายมึงได้ซีไรต์ มันก็จะมีคนหาจุดผิดพลาดมาขยี้จนได้นั่นแหละ

188 Nameless Fanboi Posted ID:RBmvZSRi3B

>>187 ไม่เกี่ยวกับอคติหรือเปล่า แต่คนเราชอบไม่เหมือนกันอะ ตรงไหนใครไม่ชอบก็ติตรงนั้น ไม่ได้แปลว่าเป็นซีไรต์ละทุกคนจะต้องชอบนะ

189 Nameless Fanboi Posted ID:tFsaPYxlO7

>>187 ซีไรต์นี่คนด่ามากกว่านิยายรักอีกมั้ง

190 Nameless Fanboi Posted ID:YYz8qZo22o

>>189 ธัมดา ยิ่งคนอ่านเยอะ โอกาศโดนด่ามันก็เยอะตาม

191 Nameless Fanboi Posted ID:8vxHeQHG2e

>>187 มึงเคยอ่านไส้เดือนตาบอดในเขาวงกตปะ

192 Nameless Fanboi Posted ID:S7EQuMUNDe

>>191 กูอ่าน 555 ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่สุด ภาษานี่มองได้สองมุม ยืดยาด ขยายเยอะ กับ ละเอียด หายาก สำหรับกูกูเฉย ๆ บอกไม่ได้ว่าสนุกไม่สนุก แน่ ๆ คือไม่หยิบมาอ่านซ้ำ

193 Nameless Fanboi Posted ID:zQJ1lR61og

>>192 นั่นละ เป็นซีไรต์ที่โม่งพร้อมใจกันสับแล้วมองเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าไม่มีห่าไรเลย ซึ่งกูยังสงสัยอยู่ถึงทุดวันนี้ว่าใช้เกณฑ์ไรตัดสินซะ ความมึนเมาของภาษาอ่อ

194 Nameless Fanboi Posted ID:XsLe9jmDcD

>>193 น่าจะเพราะวน ๆ เวียน ๆ ไม่มีใครเคยเขียนแบบนี้มาก่อน กรรมการเห็นแปลกดีเลยให้มั้ง 555 กูอ่านบทสัมภาษณ์ของเขา เขาบอกว่าเรื่องมันเกี่ยวกับมายาคติของมนุษย์ แต่กูว่าคนเขียนเขียนได้ธรรมดาไปอะ เหมือนแบบเออ พอได้ซีไรต์แล้วก็เลยบอกเก๋ ๆ ว่ามันแฝงสัญลักษณ์อะไรทำนองนั้น แต่เอาเข้าจริงเหมือนเขียนให้วน ๆ ไว้ก่อน เอางง ๆ อะไรไม่รู้ อีกเรื่องที่กูไม่ค่อยชอบก็คนแคระอะ ได้ซีไรต์เหมือนกัน แต่กูก็อ่านแล้วไม่เห็นมีอะไรสักอย่าง ยิ่งงานเขียนเล่มต่อ ๆ มาของนักเขียนคนนี้คือธรรมดามาก ธรรมดาจนสงสัยว่าเคยชนะซีไรต์มาได้ไงวะ เพราะงานเรื่องต่อ ๆ มาแบบกลวงมาก กูเคยดูลิสต์นิยายเข้ารอบซีไรต์ จริง ๆ เรื่องที่เข้ารอบก็ไม่ได้ดีอะไร หลายเล่มเหมือนกันที่กลวง ๆ โดนวิจารณ์ว่าเขียนไม่ดี ซีไรต์สำหรับกูคือไม่ค่อยน่าเชื่อถืออะ ถ้าจะอ่านงานรางวัลคือกูอ่านนิยายแปลเลย

195 Nameless Fanboi Posted ID:z4UP5VFJP6

ขอแทรก พวกมึงใครเป็นนักเขียน กูมาเตือน ใครที่ลงนิยายใน ดด ธวล rw fl ใดๆก็แล้วแต่ระวังด้วยนะช่วง มันมีคนสูบงานไปปล่อยเป็น pdf โดยที่คนทำมันไม่รอให้ออกเล่มด้วยซ้ำ บางเรื่องรู้เลยว่าก๊อปตั้งแต่นักเขียนเอาลงในเว็บต่างๆ เป็นไฟล์ word ที่เอามาแปลงเป็น pdf แม่งไม่รอให้เป็นเล่มด้วยซ้ำ เดี๋ยวนี้สูบกันตั้งแต่นักเขียนลงฟรี พวกใช้กุญแแจ ใช้เหรียญนี่ก็โดน กูเห็นบางเรื่องนักเขียนเพิ่งลงmeb 2 วัน ไฟล์เถื่อนก็มาละ เพื่อนกูเป็นนักเขียนหลายคนก็โดน ซึ่งโดนเยอะมากกูคิดว่าบางเรื่องเจ้าของงานอาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำ กูลองเสิร์ชหาใน gg ดูมันไม่ขึ้นนะ แต่คนเขาไปโหลดน่าจะเยอะอะ พวกกูกับคนที่รู้เรื่องพยายามรีพอร์ตแล้ว มันก็ไปเปิดใหม่อยู่ดี ใครรู้จักนักเขียนคนไหนก็เตือนๆกันหน่อยนะ อนุญาตไม่บอกชื่อเว็บนะ ไม่อยากกระจายให้คนรู้เยอะ เดี๋ยวมันจะยิ่งเป็นช่องทางให้พวกเหี้ยๆเข้าไปโหลดเพิ่ม

196 Nameless Fanboi Posted ID:pZ9cnNw0mz

>>195 นี่กำลังคิดว่าจะลง คือ กูไม่มีฐานแฟนคลับเลยแหละ เขาจะเอาของกูไปไหม?

197 Nameless Fanboi Posted ID:UhL4LiWMRO

>>196 เอาหมดแหละ เพราะเวลามันเอาไปปล่อยแค่คนคลิกโหลดมันก็ได้ตังค์ละ

198 Nameless Fanboi Posted ID:g.kMPD4kW+

แนะนำกลุ่มวาดปกในเฟสหน่อยดิ ไม่รู้จะไปหาที่ไหน

199 Nameless Fanboi Posted ID:ucrs5JIuaK

นางสาวอรรัมภา จริงรักวงษ์ เป็นพวกล้มเจ้า

มีความคิดกบฏ และต้องการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์

200 Nameless Fanboi Posted ID:y13ftwRaJS

Ky เพื่อนโม่ง ปกติเวลาแต่งนิยายพวกมึงทำทรีตเม้นกันก่อนมั้ย หรือวางพล็อตไว้คร่าวๆ แล้วค่อยไปด้นสดเอา กูเคยคิดจะทำทรีตเม้นแต่เวลาแต่งจริงหน้างานมันไม่เป็นไปตามทรีตเม้นอ่ะ ช่วงหลังกูเลยวางแค่พล็อตคร่าวๆ ให้ไหลไปเอง แต่ติดปัญหาตรงที่แต่งไปสักพักชอบตัน พวกมึงคิดว่าทำทรีตเม้นหรือวางพล็อตคร่าวๆ ดีกว่ากันอ่ะ

201 Nameless Fanboi Posted ID:2UL/wWdH2r

>>200 กูวางพลอตหลักกับปมหลักไว้ ส่วนที่เหลือด้นสดเอา ให้มันไหลไปตามจินตนาการ แต่ให้อยู่กับพล็อตกับปมก็พอ แล้วแต่ละคนนะกูถนัดวางพลอตคร่าวๆ มากกว่า

202 Nameless Fanboi Posted ID:Rh89ECV70f

>>200 วางแค่คร่าว ๆ อะ กูถนัดเขียนไปลงรายละเอียดไป สำหรับกู เวลาทำทรีตเมนต์ไว้หมดแล้วจะไม่อยากลงมือเขียนจริงเพราะรู้รายละเอียดหมดแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง

203 Nameless Fanboi Posted ID:Zi15VsolNA

>>198 กูหสเอาตามทวิตเตอร์ ในแท็กอะ

204 Nameless Fanboi Posted ID:Zi15VsolNA

>>198 นึกได้ละ fastwork อะ

205 Nameless Fanboi Posted ID:J0/Uk5HLgN

กูขอถามอะไรที่มันดูโง่ๆหน่อยนะ​ ebookน่ะ​ ถ้าจะเอาลงmep ต้องใส่ปกไปในไฟล์เลยหรือว่าใส่แยกกันต่างหาก

206 Nameless Fanboi Posted ID:UDJlKX15zU

>>205 แยก เพราะเดี๋ยวเมบก็ใส่ปกในไฟล์ให้เอง

207 Nameless Fanboi Posted ID:3MFM+L/atB

Ky กูมาถามในนี้ได้มั้ย ทำไมนิยายเรื่องนี้ข้าไม่ได้เขียนขายดีจังอ่ะเพื่อนโม่ง ยิ่งกว่าแย่งกดบัตรคอน เพราะมีพระเอกยันเหรอวะ กูอ่านเล่ม1-2แล้วเฉยๆ การบรรยายเรื่องค่อนข้างเอื่อนในคหสตกู แต่กูชอบคาร์พี่ชายอ่ะ คือกูก็เป็น1ในคนที่รีบตื่นมากดจองนิยายนั่นแหละ 555555 แต่อยากฟังความเห็นของเพื่อนโม่งคนอื่น คิดว่าทำไมนิยายเรื่องนี้ถึงขายดี

208 Nameless Fanboi Posted ID:rxvSAZO81B

>>207 ผิดมู้ ช่วยใช้มู้ให้ถูกด้วย

ว่าแต่มึงคือ อิตัวที่ไปโชว์รีวิวนิยายจีนเสินเจิ้นที่มู้จันใช่มะ แหมออกตัวแบบเดิมเลยนะ มึงง

209 Nameless Fanboi Posted ID:rxvSAZO81B

>>207 อ้าว กูเบลอคิดวว่ามึงโพสต์ในมู้เสินเจิ้น กราบแนบตัก

210 Nameless Fanboi Posted ID:f2IND6mOpi

>>209 ยังไง>>207 ก็โพสถามผิดมู้อยู่ดี
ประเด็นที่ถามไม่เกี่ยวกับมู้นี้ด้วย
กูไม่เข้าใจทำไมมึงต้องมาถามคนในนี้ที่อาจไม่ได้อ่านพี่ชาย​ เพราะถ้ามึงว่ามันงั้นๆไม่น่าขายดี​ มึงก็ถามในมู้จีนได้อยู่ดี​เพราะคนอ่านพี่ชายอยู่ที่นั่น

211 Nameless Fanboi Posted ID:VJ9rgpsC0K

>>206 แต้งมากก

212 Nameless Fanboi Posted ID:yws9LXs4v5

>>206 แล้วปกหน้ากับปกหลังต้องแยกกันปะ

213 Nameless Fanboi Posted ID:8PUoLD7jL.

>>212 ต้องมีปกหลังด้วยหรอวะ 55 กูลงมาเท่าไรไม่เคยมีนะ แล้วร้านทำปกอีบุ๊กก็ทำเฉพาะปกหน้า เอาจริง ๆ ถ้าคนอ่านอ่านจบหน้าสุดท้ายเขาก็ไม่มาเปิดดูปกหลังอะ มันไม่ใช่หนังสือเล่ม ทำแค่ปกหน้าก็พอมึง แต่ถ้าอยากใส่ปกหลังก็ใส่ในตัวไฟล์ไปเลย แต่กูไม่แนะนำให้ใส่อะ ใส่ไปก็ไม่มีผลอะไรนะ

214 Nameless Fanboi Posted ID:f6XYRa6gnN

ใช่ปกหลังมันเปลืองขนาดไฟล์ของคนอ่าน ให้ใหญ่ขึ้นไปอีก
และไม่น่าส่งผลอะไรต่อยอดขาย... เท่ากับปกหน้าที่ต้องเน้นมากที่สุด

215 Nameless Fanboi Posted ID:T.8YvfxF7y

Ky เพื่อนโม่งปกติพวกมึงอัพนิยายบ่อยแค่ไหนอ่ะ สมมติอัพสัปดาห์ละตอนถือว่าน้อยไปป่าว นักอ่านบอกกูว่าอัพช้าขาดตอน แต่กูทำงานประจำอ่ะ แต่ก่อนกูอัพวันเว้นวันได้เพราะยังไม่ทำงาน กูอยากอัพนิยายทุกวันเหมือนกันแต่ว่างแค่วันเสาร์อาทิตย์ ถ้าอัพสัปดาห์ละตอนนักอ่านจะหายมั้ยวะ หรือกูควรเฟดตัวออกไปดองนิยายสักพัก สต็อกนิยายไว้ให้ได้เยอะๆ แล้วค่อยทยอยลง

216 Nameless Fanboi Posted ID:P+UHT7bG7T

>>215 เขียนจบแล้วค่อยลงไหม กูอัพต่อเนื่อง เกือบทุกวัน วันไหนเขียนเยอะก็ลงสองรอบ ตอนนี้กูสังเกต มันติดท็อปร้อยหมวดนิยายรักหวานแหววด้วยล่ะ ปลื้มเลย แล้วนักอ่านก็เริ่มคอมเม้นท์ให้กูด้วย แต่คือกูมีเวลาเขียนทุกวันนะ

217 Nameless Fanboi Posted ID:KdpGw//H9w

นายกฤษฎา ธนบูลย์พงษ์ เป็นกบฎล้มเจ้า

และต้องการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์

https://imgur.com/uHwZgxV

218 Nameless Fanboi Posted ID:6hywlYoHSD

กูมีปัญหากับการสร้างบทตัวร้ายวะ​ วางอีเวนท์ให้แล้วแต่วางจุดประสงค์หรือปมดีๆให้ไม่ได้​ ปมมันดูซ้ำๆเบียวๆไงไม่รู้

219 Nameless Fanboi Posted ID:3C9y6isCDO

>>215 เก่งจัง กูว่าไม่น้อยไปนะ กำลังดีเลย นักอ่านบางคนเขาเคยอ่านงานที่นักเขียนอัพถี่ๆ อัพทุกวี่ทุกวันแล้วอาจจะเคยชินว่านักเขียนทุกคนต้องอัพทุกวัน บางคนก็แต่งดีจนนักอ่านค้างอยากอ่านตอนต่อไปเร็วๆ

กูว่านักเขียนที่อัพได้ทุกอาทิตย์หรือวันเว้นวันเนี่ย เก่งและบริหารเวลาดีมากเลยนะ เคยลองแต่งละใช้เวลาเข็นหนึ่งตอนออกมาเป็นเดือน เลยเลิกเขียนละ เป็นนักอ่านเหมือนเดิมดีกว่า555

220 Nameless Fanboi Posted ID:2tSERHG5rD

เดี๋ยวนีัโม่งเป็นไรไปวะ ล้มเจ้าหีแตดเต็มไปหมด เข้ามาแต่ละที มีแต่ล้มเจ้าๆ ทำกูหมดอารมณ์คุย

221 Nameless Fanboi Posted ID:iYolsWLrO6

>>220 โทรลป่วน sirn ไม่อยู่ กูรำคาญเหมือนกัน เขามาแต่ละรอบเจ้าแต่ล้มเจ้าเห้ไรไม่รู้ ถ้าเป็นไปได้อยากให้sirnแหกโม่งมันแม่งจะได้หายซ่า

222 Nameless Fanboi Posted ID:U2GBno+glg

นายทรงวุฒิ มานะพรไพบูลย์ (เล้ง) โทร. 087-5070549 เป็นกบฎล้มเจ้า และอยากเย็ด แจนจัง

แต่ไม่มีปัญญาจะเย็ด ก็เลยชักว่าว ด้วยจิ๋มกระป๋อง กับรูปแจนจังทุกวัน

และเป็นพวกกบฎล้มเจ้า ต้องการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ในไทย

https://imgur.com/GcCpfsE

223 Nameless Fanboi Posted ID:iFCB4jzehn

>>215 ที่กูทำคืออาทิตย์ละสองตอนนะ คือพยายามสต็อคตอน หรือซอยตอนอ่ะ

224 Nameless Fanboi Posted ID:iYolsWLrO6

>>219 บางคนแต่งดีจนนักอ่านค้างอยากอ่านตอนต่อไปเร็วๆ แต่ถ้าอัพช้ายังไงนักอ่านก็หายอ่ะมึง กูเคยดองนิยายไปเดือนกว่า นักอ่านหายไปครึ่งนึงเลย เครียดชห TT

225 Nameless Fanboi Posted ID:L+PmeDs5IS

>>224 เรื่องดอง เรื่องช้า กูก็พอใจอาการนี้มันเกิดได้กับทุกคน ด้วยปัจจัยหลากหลาย
ส่วนนักอ่านที่หายก็ได้แต่ทำใจ... พอๆ กับเวลาลุ้นว่ามีคนมาซื้อ ebook ให้ไข่แตกในวันนั้นๆ บางหรือเปล่า

226 Nameless Fanboi Posted ID:lD1ptS+f+z

จัดหน้าอีบุ๊ค ฟ้อนต์ 16 ชะ แล้วคิดราคาแบบไหนดี TT

227 Nameless Fanboi Posted ID:O2dvSIYr6u

>>226 ปกติดูเทียบราคา กับ จำนวนคำ
ปกติ meb มีบอกเอาไว้ให้ดูอยู่แล้วว่า นิยายเล่มนั้นมีกี่คำ
สังเกตจากนิยายเล่มอื่นๆ ที่เขียนแนวเดียวกันก็ได้

228 Nameless Fanboi Posted ID:mgk07t4Liv

>>227 Thanks

229 Nameless Fanboi Posted ID:A18xmciy6M

กำลังเขียนเซตติ้งประเทศที่ไม่เคยไป แต่มีแพสชันต่อที่นี่มาก จะรอดมั้ยเนี่ยย รู้สึกหาเรฟเท่าไหร่ก็ไม่พอ แถมติดอ่านเรฟจนไม่มีเวลาเขียน...

230 Nameless Fanboi Posted ID:a0sMiVSRaj

>>229 รอดสิ แต่มึงอย่าเยอะจนเป็นหนังสือนำเที่ยวก็พอละ

231 Nameless Fanboi Posted ID:0AYHCW7V+f

>>229 หนังต่างประเทศที่มันมาถ่ายไทย กูก็เห็นถ่ายเป็นป่ากับเกาะ ไม่บอกกูก็ไม่รู้ว่าเป็นบ้านตัวเอง

232 Nameless Fanboi Posted ID:4tGJn79nPl

ขอให้สมเด็จพระราชินีพันปีหลวง ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน
มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย
ขอพระองค์ ทรง พระ เจริญ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า สมาชิกบอร์ดโม่ง Fanboi โดย นายกฤษฎา ธนบูลย์พงษ์

https://imgur.com/8llHk4O