Fanboi Channel

[รวมมิตรโม่เซียง] เม้าท์เรื่อง ปรมาจารย์, ตัวร้าย​อย่างข้า, เทียน​กวาน​ ฯลฯ​ เล่มที่​ 12 [นิยาย อนิเม ดราม่า ละคร สปอย]

Last posted

Total of 610 posts

597 Nameless Fanboi Posted ID:ththxY27/8

สปอยเทียนกวาน อาร์ค 3 ต่อจาก >>591 เทียนกวาน Part.84
.
.
.
.
.
ถึงเซี่ยเหลียนจะไม่คิดว่ามู่ฉิงเป็นพ่อเด็กเพราะพวกตนมาจากสำนักเดียวกัน อีกฝ่ายย่อมต้องรักษาเวอร์จิ้นเหมือนเขา แต่ก็รู้สึกได้ว่ามู่ฉิงต้องรู้จักกับหลันฉางอย่างแน่นอน ทว่าเมื่อไม่มีหลักฐานเขาจึงละความสนใจจากเรื่องนั้นแล้วกลับไปรับหลางอิ๋งกับกู่จือจากบ้านพ่อค้า เมื่อไปถึงพ่อค้าก็กล่าวสรรเสริญเซี่ยเหลียนว่าช่างมีอิทธิแรงกล้าหายตัวไปจากห้องที่ล็อกได้ ยิ่งพอรู้ว่าอีกฝ่ายจับวิญญาณร้ายไปแล้ว พ่อค้าก็ปวารณาเป็นผู้ศรัทธาเทพในอารามที่เซี่ยเหลียนสังกัด อีกทั้งจะเปย์เงินบริจาคให้ชนิดไม่มีผู้ใดสู้ได้ แต่ในเมื่ออารามเฉียนเติ้งอยู่ในเมืองผี เซี่ยเหลียนเลยบอกให้อีกฝ่ายไปที่อารามผูจี้แทน

เมื่อทั้งสามกลับมาถึงอารามผูจี้ เซี่ยเหลียนก็รีบไปหยิบกล่องรับบริจาคมาตั้งไว้ตำแหน่งสะดุดตา เผื่อพ่อค้าคนนั้นมาจะได้เอาเงินใส่ได้ทันที แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไปกลับพบว่าข้างในสะอาดราวมีคนมากวาดถู แถมฉีหรงยังหายไปอีกต่างหาก พอสัมผัสถึงกลิ่นอายอันตรายเขาก็เอาฟางซิ่นแทงใส่ทันที แต่พอเข้าไปใกล้ก็พบว่าสิ่งนั้นคือเอ้อมิ่ง เขารีบขอโทษและเอ่ยปลอบมันที่สั่นไม่หยุด ก่อนที่ฮวาเฉิงจะปรากฏกาย แล้วส่งหมวกไม้ไผ่ที่เซี่ยเหลียนลืมไว้ที่บ้านพ่อค้าให้ ตอนที่เซี่ยเหลียนกำลังเอ่ยอย่างเกรงใจที่อีกฝ่ายมาทำความสะอาดอารามให้ก็ได้ยินเสียงโวยวายของฉีหรง เลยได้รู้ว่าญาติผู้น้องของตนถูกอ๋องผีจับโยนลงคลองหลังอารามให้แค่ศีรษะโผล่พ้นน้ำ แม้เซี่ยเหลียนจะยังโมโหกับสิ่งที่อีกฝ่ายทำกับศพของแม่ของเขา แต่ด้วยความห่วงชีวิตเจ้าของร่างที่ฉีหรงสิงอยู่ เขาเลยต้องจำใจดึงอีกฝ่ายกลับเข้ามาในอาราม พอกู่จือเข้าไปป้อนอาหารให้พ่อของตนซึ่งดูเหมือนฮวาเฉิงจะลงอาคมไม่ให้ขยับร่างกายไว้แล้ว เซี่ยเหลียนก็จึงเรียกรั่วเย่ที่มัดผีเขียวไว้กลับมา บอกว่าเดี๋ยวเขาจะซักมันให้ไปรอข้างๆ ก่อน พอรั่วเย่กับเอ้อมิ่งเห็นกันก็จ้องกันอย่างประเมินอีกฝ่าย

หลังจากนั้นเซี่ยเหลียนก็ศึกษาวิธีทำอาหารจนมั่นใจ ก่อนออกไปซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารเลี้ยงฮวาเฉิงโดยมีรั่วเย่เป็นลูกมือช่วยหั่นของ ผ้าแพรขาวขิงความสามารถอัดหน้าเอ้อมิ่ง จนดาบโค้งทนไม่ได้พุ่งมาช่วยหั่นของด้วย ทว่าเซี่ยเหลียนที่ตั้งสมาธิกับการทำอาหารไม่ได้สังเกตเห็นศึกระหว่างอาวุธทั้งสอง เขาหันไปเล่าเรื่องของหลันฉางที่เกิดขึ้นที่หอประชุมให้อ๋องผีฟัง ทันทีที่เปิดฝาหม้อจนกลิ่นโชยออกมาฉีหรงก็สบถด่าไม่หยุด พอเห็นผลงานตัวเองเซี่ยเหลียนก็อดรู้สึกเสียความมั่นใจไม่ได้ เขาตัก “สิ่งนั้น” ใส่ชาม เตือนไม่ให้ฮวาเฉิงกิน สั่งให้หลางอิ๋งกับกู่จือออกไปตักน้ำ แล้วเดินไปหาฉีหรง บอกว่า น้องเอ๋ย ถึงเวลากินแล้วจ้ะ ผีเขียวหวาดกลัวสุดขีดโวยวายด่าญาติผู้พี่รัวๆ พอมองเข้าไปในอารามแล้วเห็นฮวาเฉิงกำลังตักของในหม้อกินอย่างไม่ยี่หระ ฉีหรงก็สะท้านไปทั้งตัว พลันเกิดความคิดว่าสมกับที่เป็นเจวี๋ยจริงๆ เซี่ยเหลียนบอกว่าถ้าไม่อยากกินก็ออกจากร่างมา เมื่อผีเขียวไม่ยอมทำตามเขาก็เอาสิ่งที่อยู่ในชามกรอกปากอีกฝ่าย แล้วเสียงกรีดร้องก็ดังก้องทั่วฟ้าของหมู่บ้านผูจี้

ฉีหรงนอนขดตัว หน้าเขียว ด่าเซี่ยเหลียนเสียงแหบแห้งราวคนแก่ใกล้สิ้นลม เซี่ยเหลียนที่เห็นว่าผีเขียวฝืนกินอาหารโดยไม่ยอมออกจากร่างบังเกิดความดีใจเล็กๆ ว่าฝีมือของเขาคงไม่ได้แย่ขนาดนั้น พอกลับไปเห็นฮวาเฉิงกินสิ่งนั้นหมดชามก็เข้าไปถามความเห็นอย่างกล้าๆ กลัวๆ เมื่ออ๋องผีตอบว่าก็ไม่เลวแต่ข้นไปหน่อย เซี่ยเหลียนก็โล่งใจ คืนนั้นพวกเขากินของอย่างอื่นที่เขาซื้อมาจากเมือง ส่วนมื้อเช้าก็โชคดีที่มีสาวในหมู่บ้านที่อยากมาส่องหนุ่มชุดแดงทำโจ๊กกับไก่ย่างมาถวายอาราม แม้เมื่อคืนฉีหรงที่ถูกทิ้งไว้นอกอารามจะคร่ำครวญว่าถูกหลางเชียนชิวจับไปคงดีกว่า รวมทั้งเอ่ยขอโทษและขอยาแก้พิษจากเซี่ยเหลียน แต่พอได้กินโจ๊กที่กู่จือเอาไปให้จนฟื้นได้นิดหน่อยก็กลับมาด่าญาติผู้พี่กับอ๋องผีไม่หยุด เซี่ยเหลียนไม่พูดอะไรแล้วหันไปอุ่น “ซุปแห่งความรักสี่ฤดูกาล” ซึ่งเพิ่งตั้งชื่อกันสดๆ เตรียมให้ลูกพี่ลูกน้องของตนอีก ขณะที่ฮวาเฉิงเอ่ยชมเซนส์ในการตั้งชื่ออาหารของเซี่ยเหลียน ฉีหรงก็ตะโกนให้อีกฝ่ายหยุดการกระทำนั้น จากนั้นเขาก็รีบหุบปากไม่พูดอะไรอีกเลย

หลางอิ๋งจะมาช่วยเซี่ยเหลียนล้างจาน แต่เขาก็บอกให้อีกฝ่ายออกไปเล่นกับกู่จือ ตอนนั้นฉีหรงที่เบื่อสุดประมาณก็หันไปแซวสาวที่เดินผ่านมาอย่างไร้รสนิยม เซี่ยเหลียนได้ยินหนุ่มๆ ในหมู่บ้านฮือฮากับความงามของหญิงสาว พอประตูอารามถูกเคาะ เซี่ยเหลียนที่นึกพ่อค้าพาภรรยามาเลยรีบคว้ากล่องรับบริจาคจะเดินออกไป แต่ตอนนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงหญิงสาว 2 คนวิจารณ์อักขระอาคมบนประตู เป็นเสียงของซือชิงเสวียนกับหมิงอี้ในร่างสาวน้อย
.
.
.
.
.